Home

วันพักผ่อนขนาด 6.3 ริกเตอร์
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
เสียงเพรียกแห่งวังน้ำเขียว
ตะลุยแดนเอสกิโม
บุกป่าน่าหนาว
วันพักผ่อน 6.3 ริกเตอร์
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ดังสนั่นเหนือหัวเ ผมเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถตามเสียงนั้น เฮลิคอปเตอร์
Boeing Ch-47 Chinook สองใบพัดขนาดใหญ่สองลำเลี้ยวข้ามหุบเขาไป เบืองล่างของหุบเขานั้น เกลือ่นไปด้วย
สภาพพังพินาศของบ้านเรือน ราวกับมีมือยักษ์มาทุบกระหน่ำไปทั่ว

สภาพความเป็นไปรอบตัวผมนี้ ดูไม่เหมือนกับการมาเที่ยวพักผ่อนเท่าใดนัก

image00105

ภาพเฮลิคอปเตอร์ในอากาศที่ผมมองอยู่ ถูกบดบังกระทันหันด้วยขบวนรถบรรทุกของทหารที่คำรามวิ่งผ่านไปคันแล้ว
คันเล่า ยานพาหนะทั้งบนฟ้าและบนดินต่างมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือจุดนัดพบที่ศุนย์ช่วยเหลือผู้อพยพ
ใกล้เมือง เบตาแกรม ซึ่งก็อยู่บนเส้นทางที่เราจะต้องผ่านไปเช่นกัน

เส้นทางคาราโกรัมไฮเวย์สายนี้ เฉียดผ่าน ground zero หรือจุดศุนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 9.5 ริคเตอร์
สเกล ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผู้คนล้มตายถึงเก้าหมื่นกว่าคน อีกนับแสนๆ คนไร้ที่อยู่อาศัย เมืองมุซซาฟาราบัด อันเป็น
ground zero ได้หายไปทั้งเมือง นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน  ข่าวแผ่นดินไหวครั้ง
ใหญ่ครั้งนี้ ทำให้เราเกือบจะเลิกล้มแผนการมาเที่ยวเส้นทางสายคาราโกรัม แต่ในที่สุด เราก็ตัดสินใจมาตามแผนเดิมที่
วางไว้ เพราะเชื่อว่ายามที่บ้านเมืองลำบากเช่นนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะหนีหาย อันจะยิ่งทำความลำบากซ้ำเติมให้กับ
เศรษฐกิจไปอีก และเราไม่ต้องการอย่างนั้น

image00305

รถของเราผ่านจุดย่อยๆของศูนย์ให้ความช่วยเหลือตามหมู่บ้านรายทาง ผู้คนมากมายเข้าแถวรอสิ่งของที่นำมาแจก
จ่าย สองข้างทางระเกะระกะไปด้วยแถบสีฟ้าสดของเต๊นท์ ที่เป็นที่พักพิงชั่วคราวของผู้อพยพ หลายคนเลือกที่จะอยู่
ในเต๊นท์มากกว่าจะอยู่ในบ้านที่เสี่ยงจะพังครืนลงมาเมื่อใดก็ได้ ตามแรง aftershock ที่ตามมาเป็นระลอกไม่หยุด
หย่อน  ธงชาติหลากหลายประเทศที่ส่งความช่วยเหลือโบกปลิวสบัดเหมือนกับจะกวักเรียกให้คนหล่านั้นรีบมารับของ
แจกจ่ายโดยเร็ว ความสับสนวุ่นวายของภาพสองข้างทาง ทำให้ผมเกือบลืมความงดงามของภูมิประเทศไปเสียเกือบ
สิ้น ผมแทบไม่ได้บันทึกภาพเลย เพราะคิดว่าเป็นการไม่สุภาพอย่างยิ่งที่นักท่องเที่ยวจะยกกล้องถ่ายภาพของความ
ทุกข์ลำบากของคนที่นี่ ภาพที่ได้มาจึงเป็นการยกกล้องกดชัทเตอร์โดยไม่เล็ง โดยผ่านกระจกรถขณะรถวิ่งเพียงไม่กี่
ภาพเท่านั้น

พ้นเมืองเบตาแกรม เมืองเล็กที่แน่นขนัดไปด้วยยานพาหนะสัญจรไปมา ถนนสายคาราโกรัมพาเรามาสู่บริเวณกว้าง
ใหญ่ท่ามกลางความสูงชันของหุบเขา ที่รายล้อมที่เต็มไปด้วยฝูงชนหลายพันคน เฮลิคอปเตอร์ Chinook สองใบพัด
ของสหรัฐสองลำ ที่บนข้ามหัวเราไปนั้น กำลังจอดอยู่ในขณะที่ใบพัดยังคงหมุนติ้ว ส่งเสียงอึกทึกไปทั่ว พร้อมฝุ่นสี
น้ำตาลปริมาณมหาศาลที่ถูกปั่นขึ้นตลบไปทั่วอากาศ ฝูงชนกรูวิ่งเข้าใปยังเฮลิคอปเตอร์สองลำนั้นราวกับถูกดูดเข้า
ไปหา แต่ทหารมากมายที่ทำหน้าที่จัดระเบียบฝูงชนทำหน้าที่กันไว้ เบื้องหลัง Chinook ทั้งสองลำนั้นคือทิวของเต๊นท์
อพยพ เรียงรายต่อกันราวกับแผ่นกระเบื้องขนาดยักษ์ปูทั่วทั้งหุบเขา ที่นี่ดูจะเป็นศุนย์อพยพที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเห็น
ที่ราบอันกว้างใหญ่เช่นนี้ให้ความรู้สึกปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ผิดกับเนินเขาสูงชันที่อาจจะส่งหินหรือดินถล่มทลาย
ลงมาเมื่อใดก็ได้

image00505

ผมมองดูดวงอาทิตย์ซึ่งคล้อยต่ำลงทุกทีในม่านฝุ่นหนาทึบไม่ผิดกับดวงจันทร์ในเมฆ เราต้องทำเวลาให้ไปถึงเมือง
เบแชม ก่อนมืด ด้วยความสูงของภูเขารอบด้าน ดวงอาทิตย์จะลับหายไปเร็วกว่าปกติ และการเดินทางในความมืด
ท่ามกลางความวุ่นวาย บวกกับความเสี่ยงจาก aftershock ที่จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ บนถนนเล็กๆที่ลัดเลาะไปตาม
เนินเขาสูงเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

image00705

อีกไม่ถึงชั่วโมงต่อมา ดวงอาทิตย์ลับหายภูเขาสูงไปแล้ว พอดีกับที่เราข้ามแม่น้ำอินดัส หรือ แม่น้ำสินธุ สองข้างทาง
เริ่มเป็นชุมชน ขนาบไปด้วยร้านขายอาวุธปืน บนเส้นทางคาราโกรัม ในพื้นที่เขตโคฮิสสถานแห่งนี้ กฏหมายเอื้อมไป
ถึงแค่บริเวณไม่กี่ร้อยเมตรจากถนนเท่านั้น

เรามาถึงโรงแรมในเวลาที่คาดหมายไว้ ส่วนโรงแรมแรกริมแม่น้ำอินดัสที่เราตั้งใจจะมาพักนั้น ได้กลายเป็นเขตอันตราย
ไปเสียแล้ว เพราะตัวอาคารแตกร้าวจากแผ่นดินไหวอย่างน่ากลัว เราจึงมาหาโรงแรมนี้ซึ่งอยู่ในใจกลางเมืองแทน ผม
เดินสำรวจสภาพอาคารของโรงแรมแห่งนี้ ก็พบกับรอยแตกร้าวไปทั่วราวกับขยุ้มนิ้วของปีศาจ ส่วนบนสุดของอาคารซึ่ง
เป็นห้องเล็กๆ มีอาการแยกตัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ดูเหมือนว่าทั่วๆไปยังอยู่สภาพดีอยู่ ผมและแอน ภรรยา
พร้อมกับ คุณลุงข่าน คนขับรถของเรา เดินขึ้นลงกวาดสายตาดูรอยร้าวอย่างกังวล แต่ก็ลงความเห็นว่า เราคงไม่มีทาง
เลือก เพราะที่พักเหลือที่นี่แห่งเดียวแล้ว จะเดินทางต่อไปก็ทำไม่ได้ เพราะเมืองต่อจากนี้จะยิ่งเล็กลงไปอีก ไม่มีที่พัก
และที่สำคัญเส้นทางคาราโกรัมต่อจากนี้เข้าสู่เขตหินถล่ม แม้กระทั่งชาวพื้นเมืองก็ไม่ค่อยกล้าสัญจรท่ามกลางความมืด
ในช่วงเวลาแผ่นดินไหวนี้

image00904

อัธยาศัยอันดีของพนักงานโรงแรมทำให้เราคลายความเครียดลงไปได้บ้าง เราเดินออกสำรวจเมืองเล็กๆ ที่ดูวุนวาย
แห่งนี้ เมื่อง เบแชม เป็นเมืองที่เป็นจุดตัดของเส้นทางสายคาราโกรัม และ เส้นทางที่มาจากหุบเขาเขาสวาท (Swat)
อันเต็มไปด้วยแหล่งโบราณคดีของพุทธศาสนายุคคันธาระ ที่นี่จึงเป็นชุมทางที่จอแจด้วยรถบัสและรถบรรทุก อู่ซ่อมรถ
และตลาดสด ดูเหมือนว่าผู้คนที่นี่ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติ ร้านค้ายังคึกคัก และจะเปิดจนดึกดื่นเพื่อใหบริการกับ
คนเดินทาง

หากมองข้ามรอยร้าวบนอาคารเตี้ยๆสองข้างถนนแล้ว ความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในวิกฤติการณ์แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย
ผู้คนยิ้มแย้มทักทาย เราหยุดแวะซื้อผลไม้ พลางมองดูขบวนรถบรรทุกที่ตกแต่งประดับประดาด้วยลวดลายสีสันฉูดฉาด
วิ่งเข้ามาในเมืองเรื่อยๆ จนดูแน่นขนัด ในยามนี้ เมือง เบแชม เปรียบเสมือนที่ลี้ภัยแผ่นดินไหวของคนเดินทาง เพราะ
เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท เส้นทางคาราโกรัมก็ร้างผู้คน ไม่มีใครอยากเสี่ยงภัยหินถล่มในความมืด ทุกชีวิตจึงหยุดพักที่นี่ รอ
ให้สว่างก่อนจะเดินทางสู่เขตอันตราย  

image01107

เรากลับเข้าห้อง ซึ่งมีผนังปรากฏรอยร้าวเป็นแนวยาว ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงสองทุ่ม ผมก็เริ่มง่วงแล้ว เพราะวันนี้เรา
ตื่นนอนเร็วกว่าที่ควรจะเป็นด้วยเสียงปลุกของใบพัดของขบวนเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยที่บินเฉียดหลังคาโรงแรม จากนั้น
เราเริ่มเดินทางแต่เช้าตรู่ออกจากเมืองหลวงอิสลามาบัด แวะดูซากโบราณคดีที่เมืองตักศิลาอย่างละเอียดท่ามกลาง
แดดเปรี้ยง เส้นทางคาราโกรัมที่ปกคลุมด้วยฝุ่นมหาศาลในอากาศบวกกับอากาศร้อนระอุทำให้การนั่งในรถเฉยๆ
กลายเป็นเรื่องอ่อนล้า

ผมตั้งใจจะหลับแล้ว

โดยไม่ต้องรอให้ผมหลับตาเอง ไฟในห้องและทั้งเมืองก็ดับวูบลง พร้อมกับเสียงครืนของแผ่นดินไหวที่ดังสนั่นอย่าง
รุนแรง สะท้านเข้าไปในหน้าอกและลำคอจนรู้สึกหายใจไม่ออก ตามด้วยเสียงกระชากของข้อต่อผนังอาคารราวกับมัน
กำลังปริแยก และความสับสนการทรงตัว เราไม่สามารถจะวิ่งไปไหนได้เลย เพราะอากาศรอบๆมืดสนิท แม้กระทั่งระยะ
สองเมตรก็มองไม่เห็นเพราะสายตาปรับตัวไม่ทัน อีกทั้งไฟฉายก็ไม่ได้อยู่กับตัว

ท่ามกลางความโงนเงนและเสียงอึกทึกของแผ่นดินไหว ผมเอื้อมมือไปคลำหาเป้ที่จำได้ว่ามันควรจะวางไว้ที่นั่น รูด
ซิปและความหาไฟฉาย

ทันทีที่ผมเปิดไฟฉายได้ แผ่นดินไหวก็หยุด แต่เสียงที่อื้ออึงรอบตัวเราขณะนี้ คือเสียงตะโกนเรียกกันของผู้ที่มาพัก
และพนักงาน กับเสียงฝีเท้าวิ่งอย่างสับสนอลหม่าน

"คุณต้องออกไปเดี๋ยวนี้" พนักงานโรงแรมร้องเรียก และทุบประตูไม่ยั้ง

ผมออกไปแน่ แต่ไม่ลืมที่จะกวาดเอากล้องถ่ายรูปและเอกสารเดินทางเข้าในเป้ day pack   ผมเชื่อว่า aftershock
ระลอกต่อไปจะต้องเกิดในไม่ช้า แต่ไม่ใช่นาทีนี้ ดังนั้นอันตรายก็คงเป็นว่าตัวอาคารจะทะลายลงมาขณะนี้หรือไม่
เท่านั้น

เราวิ่งตามกันมา ลงมาชั้นล่างและไปออกยังถนน เมือง เบแชม ยังมืดสนิท มีแต่ดวงไฟจากไฟฉายที่กราดไปมาอย่าง
สับสนวุ่นวาย และดาวข้างบนระยิบระยับ

เที่ยนสลัวๆหลายเล่มจุดขึ้นตามร้านค้า ถนนแน่นไปด้วยผู้คน ผมเงยหน้ามองโรงแรม และด้วยสัญชาติญาณก็จูงมือ
แอน ถอยห่างออกมา กะว่าถ้าตึกจะพังลงมาตอนนี้ก็คงไม่ทับเรา

คุณลุงข่าน คนขับรถ เดินมาสมทบ เราต่างหัวเราะ เช่นเดียวกับชาวเมืองเบแชมที่สรวลเสเฮฮา โล่งใจว่ายังไม่มีใคร
เป็นอะไร ผมหันไปถามวิศวกรโยธาชาวปากีสถาน ที่พักโรงแรมเดียวกับเรา "คุณว่าโรงแรมเราปลอดภัยไหม?" ผมถาม

เขาเป็นวิศวกรที่ถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่ตรวจตราความมั่นคงของอาคารต่างๆหลังแผ่นดินไหว ความเห็นของเขาน่า
จะถือว่าเชื่อถือได้

"ก็.. น่าจะไม่มีปัญหา คุณดูนี่ รอยร้าวที่เกิดขึ้น มันอยู่บนผนังตึก ไม่ใช่บนคาน หรือข้อต่อ ดังนั้นตึกนี้น่าจะอยู่ได้"

"แล้วรอยนี้ล่ะ เป็นการร้าวบนผนังก็จริง แต่มันกว้างขนาดเกือบเอากำปั้นใส่เข้าไปได้เลยนะ" ผมถามต่อ เอาไฟฉาย
ชี้ไปที่รอยแตกขนาดใหญ่ ด้านข้างของตัวอาคาร

"มันดูน่ากลัว แต่ก็น่าจะ โอเค" เขาตอบ แต่ชะงักสักครู่และพูดต่อ "อย่างไงก็ตาม ผมคงไม่ขึ้นไปนอนในห้องอีกแล้ว
ผมจะขับรถไปที่โล่งๆ แถวนี้ และนอนในรถ"

ผมก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่รถของเราถูกจอดปิดทางด้วยรถอีกหลายคัน อีกทั้งที่โล่งก็อาจจะถูกหินกลิ้งลงมาจาก
ภูเขากระหน่ำเอาได้ ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย

อีกเกือบชั่วโมงต่อมาไฟฟ้ากลับมาพร้อมกับเสียงเฮอย่างดีใจของผู้คน เมืองเบแชมสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่
ทุกคนทำคือตรงรี่ไปที่โทรทัศน์ในลอบบี้ เพื่อดูข่าวว่ามีความเสียหายที่ใดบ้าง จากข่าวซึ่งพนักงานโรงแรมช่วยแปล
ให้ฟัง บอกได้ว่า แผ่นดินไหวเมื่อครู่นี้มีความแรงระดับ 6.3 ริคเตอร์ และมีอาคารหลายแห่งถล่ม แต่ยังสรุปไม่ได้ว่า
มีคนตายหรือบาดเจ็บเพียงใด

ดูเหมือนรู้ใจ พนักงานแสนดีหอบที่นอนลงมา ปูให้เรานอนที่ลอบบี้ เขายิ้ม ส่งภาษาท่าทางบอกว่า นอนตรงนี้ดีกว่า
ในห้องเพราะวิ่งออกประตูได้เร็ว

ยังไม่ทันจัดทีนอนเสร็จ เสียงครืนก็กระหึ่มลั่นมาอีกครั้ง ตัวตึกเขย่ากระชากอย่างชัดเจน โชคดีคราวนี้ไฟฟ้าไม่ดับ เรา
วิ่งตามกันออกมาอีกครั้ง ออกันอยู่หน้าโรงแรม

ผมไม่คิดว่าเราจะนอนลงได้อีก และเริ่มคิดว่าจะออกมานอนที่ถนนเหมือนชาวบ้านหลายๆคนที่นี่ดีไหม ชาวเมือง
หลายคนช่วยกันยกเตียงและผ้าห่มออกมาจากบ้าน มาตั้งที่ขอบถนน เราทั้งสามนั่งที่บันไดหน้าโรงแรมอย่างไม่รู้จะ
ทำอะไรดี นี่เป็นเวลาเพียงสี่ทุ่ม อีกนานกว่าจะเช้า หรือเราจะต้องแกร่วเช่นนี้ไปจนสว่าง

ระหว่างที่เรานั่งกันอยู่หน้าโรงแรม ก็เกิด aftershock ตามมาอีกสองครั้ง ซึ่งแผ่วลงกว่าเดิมเรือยๆ ในที่สุด พนักงาน
โรงแรมชักชวนให้เราเข้าไปนอน เขาพยายามจะบอกว่าไม่น่าจะต้องห่วงแล้ว

ผมนอนอย่างไม่ค่อยหลับ ของทุกอย่างวางไว้ใกล้ตัวเพื่อหยิบฉวบได้ทันที และใส่รองเท้านอนพร้อมวิ่ง ในใจก็คิดว่า
การที่ได้เคยนอนหลับอย่างทุกๆวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกฝังทั้งเป็นนั้น เป็นเรื่องที่วิเศษสุดเพียงใด และพลางเกิด
คำถามวนเวียนในใจว่าเราจะผ่านคืนนี้ไปได้หรือไม่ ผมระแวงแม้กระทั่งเสียงกระหึ่มของรถบรรทุกที่แล่นผ่านบนถนน
หน้าโรงแรม ซึ่งทำให้เราต้องผงกหัวขึ้นมา และมือก็คว้าสายเป้เตรียมพร้อม แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังกลัว ผมก็
ล้มตัวลงนอนต่อ เราอยู่ในอาการผวาเช่นนี้ไปเรือยๆ

ในทีสุด แผ่นดินไหวคำรามอีกครั้งสั้นๆ แต่นั่นก็น่ากลัวพอที่ทำให้คนหลายคนในโรงแรมวิ่งหนีกรูกันออกมาข้างนอกอีก
น่าประหลาดใจที่แผ่นดินไหวคราวนี้กลับแรงกว่า after shock ครั้งหลังสุด ทำให้ผมเข้าใจว่า นี่คงเป็นแผ่นดินไหว
ชุดใหม่ซึ่งจะต้องมี aftershock ของมันเองตามมาอีกเป็นระลอก อย่างไรก็ตามมันจะต้องอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ 

ด้วยความกังวล และความตั้งใจว่าจะต้องรู้เพื่อจะได้นอนได้เสียที่ ผมและแอนคว้าไฟฉายเดินสำรวจรอยร้าวต่างๆ
รอบตัวตึกท่ามกลางความมืด เมื่อพบว่ารอยร้าวที่น่ากลัวเหล่านั้นไม่ได้แตกแยกห่างไปกว่าเดิม และยังไม่มีรอยร้าว
ปรากฏบนคานและเสา เราก็เริ่มสบายใจขึ้นบ้าง และตัดใจพยายามนอนหลับเสียที ระหว่างหลับๆตื่นๆนั้น ผมได้ยิน
เสียงครืนอีกหลายครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่วิ่งหนีแล้ว เพียงลืมตาขึ้นมารับรู้ และนอนต่อไปอย่างอ่อนล้าเต็มที พร้อมกับ
พยายามนึกในแง่ดีว่าแผ่นดินไหวจะต้องแผ่วลงเรื่อยๆ และเสียงพื้นดินลั่นนั้นน่าช่วยกล่อมให้เราหลับลงได้

ผมตื่นขึ้นในช่วงเกือบสว่าง แสงสลัวยามเช้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีอย่างที่สุด เพราะหมายถึงเราจะได้เดินทางต่อ
และออกจากที่นี่ไปเสียที

คุณลุงคนขับรถตื่นเช้ากว่าเราอีก ผมไม่แน่ใจว่าแกได้นอนจริงๆหรือเปล่า แต่ดูก็รู้ว่าคุณลุงอยากจะไปจากที่นี่โดยเร็ว
ที่สุดเช่นกัน หากเรามุ่งขึ้นไปทางเหนือได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากขึ้นเท่านั้น แต่แน่นอน
ว่า กว่าจะไปถึงทางเหนือ เราต้องผ่านเส้นทางที่มีหินถล่มเป็นระยะๆ ซึ่งอาจจะทะลายลงมาเมื่อใดก็ได้ตราบใดที่ความ
ไม่เสถียรจากแผ่นดินไหวที่ผ่านมาสะสมไว้มากพอ  แต่นั่นก็ดูเหมือนจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่าอยู่ในอาคารที่มีรอย
ร้าวแทรกไปทั่ว ซึ่งถ้าหากมีแผ่นดินไหวค่อนข้างรุนแรงอีก ตัวตึกก็อาจแตกแยกออกเป็นชิ้นๆ ฝังเราไว้ข้างใต้ก็เป็นได้

image01305

สำหรับการเดินทางวันนี้ ต้องเผื่อเวลาเดินทางไว้มากกว่าปกติสำหรับหินถล่มทับเส้นทาง ซึ่งจะตามมาด้วยการใช้
เวลาในการรอรถแทรกเตอร์เคลียร์ทางด้วยการกวาดหินเหล่านั้นลงหน้าผาสูงสู่แม่น้ำอินดัสข้างล่าง เราคาดว่าด้วย
เหตุนี้ การจราจรก็คงจะติดขัดมาก

image01503

แต่ที่ปัญหาที่ดูแย่กว่านั้นคือ ระหว่างรถติดเราอาจจะต้องนั่งเฉยๆในรถเสมือนกับเป้านิ่ง ทีรอคอยการตัดสินโชคชะตา
จากธรรมชาติ ว่าจะถูกหินก้อนใหญ่ๆกลิ้งกรูลงมาใส่หรือไม่

"ไม่ต้องห่วง คุณมองถนน เราจะช่วยมองหน้าผาเอง" ผมบอกกับคุณลุงคนขับรถ

เราออกจากเมืองเบแชมก่อนเจ็ดโมงเช้า ข้ามแม่น้ำอินดัส ผ่านซากปรักหักพังของบ้านริมแม่น้ำ ไปสู่ทางเหนือ เพื่อไป
ยังเป้าหมายที่ ฮุนซา อีกสองวันข้างหน้า อันเป็นดินแดนที่ครั้งหนึ่งมีคำรำลือว่าเป็นหบเขาลี้ลับสวยงามราวกับสวรรค์
ผู้คนมีอายุยืนยาวและเต็มไปด้วยความสงบสุข จนเป็นแรงบันดาลใจให้ James Hilton เขียนนิยายชื่อ Lost Horizon
อันลือชื่อขึ้นในปี 1933

ผมหันกลับไปมองโรงแรมของเราที่ดูเด่นริมแม่น้ำ และหวังว่า ขากลับมันคงจะยังอยู่ที่นั่น

เม่น

publish ครั้งแรก กันยายน 2550

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com