Home

คนที่เราเรียกว่าเพื่อน
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

รถกระบะสองแถวคันนั้นวิ่งกระเด็นกระดอนไปบนถนนดินลูกรัง ฝุ่นที่ปกคลุ่มถนนอยู่หนาเป็นนิ้วๆฟุ้งกระจายออก
ไปทุกทิศทาง รวมทั้งปลิวตลบเข้ามาสู่ทุกซอกทุกมุมของท้ายรถที่เรานั่งอัดกันอยู่และในทุกส่วนของระบบหายใจ
ของเราอีกด้วย

"พี่บอกหน่อยได้มั๊ยว่าตอนไหน หรือเรื่องอะไรที่ทำให้พี่มีความสุข เอาซักห้าอย่างนะ" คำถามนั้นเกิดขึ้นมาอย่าง
ไม่มีปี่มีขลุ่ย และไม่เข้ากับบรรยากาศเป็นอย่างยิ่ง

ผมละความสนใจจากการแทะหมูปิ้งมันเยิ้ม และข้าวเหนียวคลุกฝุ่นที่ซื้อมาจากตลาด และเงยหน้าขึ้นมองคนถาม

ผมงงๆกับคำถาม และก็คิดอยู่ในใจว่ามาถามอะไรแบบนี้ในตอนนี้(วะ) มิน่าเล่าคนถามถึงได้ชื่อ "ดุ่ย" แต่ก็ยังตอบ
ไปด้วยคำตอบที่พอจะนึกออก

"แช่น้ำในลำธารใสเย็น, อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้า ............ฯลฯ แต่ว่าทำไมถึงถามล่ะ"

ดุ่ย "ก็เห็นพี่นั่งกินหมู กับข้าวเหนียวนั่น หน้าตามีความสุข ทั้งๆที่รถก็เขย่าและฝุ่นก็คลุ้งไปหมดแทบจะหายใจไม่
ออกอย่างนี้ ก็เลยต้องถามน่ะ"

นั่นนะซิ ผมไม่น่าจะทำหน้ามีความสุขอะไรนัก ถ้านึกถึงความเป็นมาของพวกเราในทริปนี้
เริ่มจากคำว่า "เขาบอกว่าต้นไม้เป็นต้นไม้เลยพี่ แต่ละต้นหลายคนโอบทั้งนั้น" คนชวนบอกเล่าถึงป่าเมืองลาวที่
คนรู้จักกันเข้าไปสำรวจเพื่อทำเขื่อน

แค่ประโยคนั้นก็พอแล้วที่จะสั่นคลอนนักเที่ยวใจอ่อนอย่างพวกเรา ผมหลับตาฝันเห็น หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่าง
สงบท่ามกลางป่าทึบเขียวขจีที่มี "ต้นไม้เป็นต้นไม้"

จากการเดินทางสู่นครพนมข้ามมาฝั่งลาว แผนการก็กลับตารปัต เพราะความไม่เข้าใจกันระหว่างคนแนะนำกับ
คนนำทางทางฝั่งลาว ทำให้เราไม่มีรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่จะพาเราเข้าไปยังจุดที่ตั้งใจ ลงเอยด้วยการเปลี่ยนแผน
เดินทางไปยังหลี่ผีและน้ำตกคอนพระเพ็งที่ลาวใต้สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของ "นักท่องเที่ยว"ที่มาเยือนลาวใต้

สิ่งที่เราพบเห็นช่างห่างไกลเหลือเกินกับฝันที่วาดไว้ก่อนเดินทางมา ถนนที่ยาวไกลก็เต็มไปด้วยฝุ่นแดง สองข้าง
ถนนเป็นพื้นที่ๆแห้งแล้งพอกับอีสานบ้านเรา แถมต้นไม้โตที่สุดที่เราเห็นคือต้นหมากโตแค่น่อง(เด็ก) 

หากแต่ว่า ถึงแม้จะผิดแผน การเดินทางก็ไม่ได้เลวร้ายไปอย่างที่น่าจะเป็น

เพื่อนที่มาด้วยกันในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนเดินป่าที่เคยผ่านความลำบากจากการรอนแรมในป่าดงมาด้วยกัน
แม้หากนับเวลาที่รู้จักกันอาจไม่นับได้นานเป็นสิบๆปี แต่ก็คงพอบอกได้ว่าเรารู้จักกันดี โอกาสที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน
ในป่านั้น ทำให้คนเรารู้จักกันได้โดยไม่เอา "เปลือก" ที่ทุกคนสวมใส่ในสังคมเข้ามาเป็นตัวตัดสินคุณค่า ในป่านั้น
เราจะรู้และเลือกได้ง่ายดายว่าใครคือเพื่อนที่ "คบได้"

และนั่นก็คือการคัดสรรโดยธรรมชาติสำหรับคนที่จะเดินทางด้วยกัน

ครั้งนี้ถึงแม้จะระหกระเหินกันมาสองสามวันโดยไม่ได้พบเจอสิ่งใดที่คาดหวังไว้ พวกเขาไม่มีใครอารมณ์เสีย
หรือบ่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่คำเดียว ต่างคนต่างสนุกสนานไปตามยะถากรรม และนี่ละมั้งที่ทำให้บรรยากาศ
การเดินทางยังคงสดใสท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวล

"เมื่อกี้ตอบไปสี่ข้อ ยังไม่ครบ ข้อที่ห้าก็คือเวลากินข้าวเหนียวหมูปิ้งไง"

ทุกคนหัวเราะอย่างครื้นเครง

ไม่หรอก นั้นไม่ใช่คำตอบที่ผมมีในใจ ที่จริงแล้ว ความสุขอย่างหนึ่งก็คือการได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา คนที่ผมเรียก
ได้เต็มปากว่า "เพื่อน"


ขณะที่ผมเดินผ่าน ร้านขายเสื้อผ้าหรูๆ แห่งหนึ่ง

"เฮ้ย" ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินออกจากร้านตะโกนทักผม
เรามองหน้ากันอย่าง งงๆ ผมรู้เขาคือเพื่อนเก่าสมัยเรียน แต่พูดก็พูดเถอะ ในวินาทีนั้นผมนึกชื่อเขาไม่ออกจริงๆ
และนั่นมักจะทำให้เพื่อนเก่าทั้งหลายเปลี่ยนชื่อเป็น "ไอ้เฮ้ย" กันไปหมด

เราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก แต่น่าเสียดายที่เวลาผ่านมาหลายปีความเป็นเพื่อนของเรากลับเลือนหายไปใน
ความวุ่นวายของชีวิตของแต่ละคน

เราทักทายสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันไปตามธรรมเนียม เพื่อนผมคนนั้นแต่งตัวเนี๊ยบตามสมัยนิยมราวกับหลุด
ออกมาจากแค๊ตตาล็อกเสื้อผ้า และก็คงช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องชำเลืองมองเพื่อนเก่าที่อยู่ในชุดกางเกงยีนส์เสื้อ
ม่อฮ่อมสะพายย่ามสีขมุกขมอม

มันไม่ได้ผิดอะไร เมื่อเวลาเปลี่ยนไปความคิดคนก็เปลี่ยนตามสิ่งที่เราพบเห็นและเรียนรู้ เมื่อคุณค่าของความเป็น
เพื่อนที่ลึกซึ้งจางหายไป ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนเราจะวัดคุณค่าของคนจากวัตถุภายนอก เพราะมันเป็นสิ่งที่สังคม
ของเราล้วนแล้วแต่ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความอยู่ดีมีสุข

เราแยกจากกัน ด้วยคำที่ว่าเราจะโทรมานัดกันเพื่อไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ แต่แล้วมาถึงวันนี้เราก็ยังไม่
เคยติดต่อกันอีกเลย

มาคิดดูอีกที ในยุคนี้เราอยู่ห่างกันแค่ยกหูโทรศัพท์ หรือส่งอีเมล์ แต่เราก็ไม่เคยติดต่อกันนานนับสิบปี คงไม่ใช่
ระยะทางที่ทำให้เราห่างหาย แต่มันคงเป็นระยะในใจ


"ให้พี่เอาไปฝากที่บ้าน" ไก่ ยื่นพริกแห้งถุงใหญ่ให้ผม ขณะที่มาส่งที่รถ

ไก่เป็นเจ้าหน้าที่ของอุทยานแม่เงา ว่ากันจริงๆแล้วเขาก็เป็นชาวบ้านแม่เงาที่มาทำงานที่อุทยาน เรารู้จักกันตั้งแต่
ครั้งสำรวจน้ำตกโอโล๊ะโกร

เริ่มแรก ในสายตาไก่ ผมเป็นเพียงนักท่องเที่ยวชาวกรุงที่มาหาที่พักผ่อน แต่จาการเดินป่านอนไพรอีกหลายครั้งต่อ
มา เราก็มีโอกาสที่จะได้รู้จักกันให้ดีไปกว่านั้น

มากกว่าของที่ยื่นส่งให้ สายตานั้นบอกว่าเราได้ข้ามจากการเป็น "เจ้าหน้าที่" กับ "นักท่องเที่ยว" มาสู่ความเป็นเพื่อน
พริกแห้งถุงนั้นอาจไม่ได้เป็นของที่มีราคาค่างวดอะไรหากจะวัดด้วยราคาเป็นตัวเงิน แต่มันก็ทำให้ผมยินดีมากกว่า
การรับของขวัญ "มีค่า" อื่นๆ เพราะมันคือ "น้ำใจจากเพื่อน"

"แล้วพี่มาอีกนะ ผมจะรอไปสำรวจน้ำตกแม่บางกับพี่ ที่นั่นยังไม่มีใครเคยไปเลย"

แน่นอน ผมจะกลับมาอีก แต่อาจไม่ใช่เพราะมีน้ำตกให้ค้นพบ แต่หากเป็นเพราะว่าผมมี "เพื่อน"อยู่ที่นี่


เส้นทางจากแม่เงา กลับกรุงเทพนั้นยาวไกล ครั้งนั้นเป็นการเดินทางคนเดียว ผมจะมีก็เพียงเจ้าลายที่ส่งเสียงคำราม
กลบเสียงเพลงจากวิทยุ

การขับรถคนเดียวนั้นก็เป็นโอกาสดีที่เราได้อยู่กับตัวเอง และหลายครั้งความคิดที่เป็นอิสระก็โลดเล่นไปไกล

"แล้วโทรมาบอกบ้างนะว่าอยู่ที่ไหน" หญิงสาวคนนั้นบอกผมตอนที่เธอช่วยจัดของใส่กระเป๋า

อย่างน้อยปีละครั้งที่ผมจะออกเดินทางไป ไปในที่ๆห่างไกลจากสังคมที่ผมถูกกักขังอยู่ คงจะมีแต่เธอที่เข้าใจว่า
ทำไมผมจึงต้องออกเดินทางอยู่เรื่อยๆ

 มีแต่เพื่อนเท่านั้นที่จะเข้าใจกัน

คิดได้อย่างนั้นผมจึงได้แต่ชะลอรถเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน เพื่อจะโทรบอก "เพื่อน" คนนั้นว่าผมกำลังจะกลับบ้าน

ตาเกิ้น
22 มิถุนายน 2546

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com