Home

กาลเวลากับสิ่งที่เปลี่ยนไป
ให้หัวใจนำทาง
กาลเวลา
เวลาและสายน้ำ
ให้หัวใจนำทาง
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เมษายน 2529

ทั้งๆที่เป็นฤดูแล้ง แต่มรสุมที่พัดผ่านเข้ามาอย่างผิดฤดูก็ทำให้เกิดฝนตกหนัก จนได้ชื่อว่าผนพันปี ถนน
เกือบทุกสายในกรุงเทพต่างก็จมอยู่ใต้น้ำ ที่กาญจนบุรีก็ไม่ต่างกัน

ทันทีที่ฝนหยุดผมและเพื่อนอีกสี่คนก็คว้าย่ามขึ้นรถ รถจี๊ปหน้ากบช่วงสั้นเลื้อยไปตามทางดินที่เละราวกับ
ปลักควาย ด้วยความฮึกเหิมแต่ไร้ประสพการณ์ของคนวัยหนุ่มทำให้เราไม่สนใจต่อคำเตือนของผู้คนท้อง
ถิ่นถึงเส้นทางข้างหน้า ความรู้ที่มีเพียงได้จากหนังสือเที่ยวป่าทำให้เราเชื่อว่ารถจี๊ปสามารถไปได้ทุกที่
อย่างไรก็ตามจิตใจของพวกเราก็พร้อมที่จะพบกับความยากลำบากหากจะเกิดขึ้น

ทางเข้าสู่ห้วยขมิ้นเมื่อ 14 ปีก่อน
ในช่วงเลยถ้ำพระธาตุไปไม่มากนัก

แต่ทางตรงหน้าไม่เหมือนที่เราคาดหวังไว้.....

เพียงเลยถ้ำพระธาตุมาได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งก็หมายถึงว่าเรามาได้เพียงสิบกว่ากิโล จากระยะทางสี่สิบกิโล
ที่เราตั้งใจไว้ ทางดินเริ่มเละมากขึ้น เราต้องลงเข็นรถที่ติดหล่มบ่อยครั้ง ยางดอกละเอียดที่เหมาะ
สำหรับวิ่งบนถนนลาดยางถูกดินโคลนห่อหุ้มจนทำให้การควบคุมทิศทางรถเป็นไปแทบไม่ได้ ผมไม่เคยรู้
มาก่อนว่าการเข้าสู่ทางป่าเช่นนี้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนับเป็นสิ่งจำเป็น หากแต่เพียงว่ารถที่ผมขับอยู่ แม้
จะเป็นรถจี๊ป มันหาได้มีเพลาหน้าอย่างที่รถจี๊ปควรจะมี

เรามาหยุดที่ยอดเนิน ทางข้างหน้าลาดดิ่งลงไปราวกับสไลด์เดอร์ ข้างขวาเป็นหุบเหวที่รกทึบ ขณะที่
ซ้ายมือเป็นผาหินที่ไม่มีที่ให้เราหักหลบ เส้นทางนี้คงไม่มีอะไรน่ากังวลหากทางดินนั้นไม่แฉะและลื่นอย่างที่
เห็น

เมื่อได้ฟังถึงสภาพของทางข้างหน้าจากรถหกล้อที่พันโซ่วิ่งสวนมา ความมั่นใจก็เริ่มกลายเป็นความลังเล
จากความเร็วในการเดินทางที่ผ่านมาทางข้างหน้าคงต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าห้าหกชั่วโมง ซึ่งก็หมายถึง
เราคงจะมืดกลางทางโดยที่เราไม่ได้มีอุปกรณ์สำหรับค้างแรมกลางป่ามาเลย ไม่มีสเบียงมื้อเย็น ไม่มีแม้
กระทั่งไฟฉายสักอัน

ในที่สุดเราก็จำต้องหันหลังกลับอย่างสะบักสะบอม ....


ตุลาคม 2542

เราขับตามขบวนรถที่ติดเป็นแถวยาวเข้ามาสู่เขตพื้นที่ของเขื่อนศรีนครินทร์ วันหยุดยาวอย่างนี้แหล่ง
ท่องเที่ยวทุกแห่งก็มักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ เรายังโชคดีอยู่บ้างที่เรามีเป้าหมายต่าง
จากคนอื่นๆ เมื่อเลยทางเข้าน้ำตกเอราวัณ บนถนนก็เหลือเพียงรถสี่คันในคณะของเรา

เลยทางเข้าน้ำตกมาได้ไม่นานผมก็เลี้ยวซ้ายนำขบวนเข้าสู่ทางดินลูกรัง ป้ายที่ทางแยกบอกระยะทาง สิบ
กิโลเมตรถึงถ้ำพระธาตุและสี่สิบสองกิโลเมตรถึงอุทยานแห่ชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ทางในช่วงนี้ราบเรียบ
และกว้างขวาง เราใช้เวลาไม่เกิน20นาทีก็มาถึงถ้ำพระธาตุ แต่ถนนช่วงต่อไปก็หยุดความกระหยิ่มยิ้ม
ย่องของเราลง

ทางป่าสายนั้นพาเราลัดเลาะไปในป่าไผ่ที่ร่มครึ้มราวกับอุโมงค์ ฝนปลายฤดูทำให้ป่าเขียวชอุ่มพอๆกับที่
ทำให้ทางดินที่เคยอัดแน่นกลายเป็นหลุมบ่อราวกับเตาขนมครก

ถึงแม้จะมีเครื่องขนาด 135แรงม้าอยู่ใต้ฝากระโปรง "เจ้าลาย"ของผมก็ทำได้แค่คืบคลานไปด้วยความ
เร็วไม่เกิน 10กม/ชม. เพราะมิฉะนั้นไม่ชิ้นส่วนของมันก็ของผู้โดยสารคงจะหลุดออกมาบ้างก่อนที่เราจะ
เข้าถึงที่หมายของวันนี้ ยางบั้งใหญ่ทำหน้าที่ตะกุยโคลนไต่เนินขึ้นไปอย่างมั่นคง

เมื่อ"เจ้าลาย"โผล่พ้นเนิน ภาพที่ซ่อนอยู่หลังดงไผ่ก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า เบื้องหน้าคือเวิ้งน้ำสุดตาของ
เขื่อนศรีนครินท์ ซ้ายมือคือเทือกเขาเขียวขจีที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง สวยงามราวกับภาพวาด

นี่หรือคือเส้นทางเดิมที่ทำให้ผมหันหลังกลับเมื่อสิบสามปีก่อน มันแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่ผมจำได้
ไม่มีเนินสไลด์เดอร์ ไม่มีผาและเหวข้างทาง

นี่หรือคือสิ่งที่เวลาได้กระทำต่อเส้นทาง แต่หากเมื่อฉุกคิดอีกครั้งหนึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเวลาห้วง
เดียวกันนี้ก็ได้เปลี่ยนคนที่ขับรถเข้ามาคนนี้ไปไม่น้อยเช่นกัน

ผมได้แต่หวังว่าน้ำตกห้วยขมิ้นยังมิได้เปลี่ยนไปมากเท่ากับเส้นทาง

เกือบสามชั่วโมงนับจากที่เราเลี้ยวเข้าสู่ทางลูกรัง ผมก็ได้มายืนชมความงดงามของน้ำตกห้วยขมิ้นชั้นที่สี่
ที่มีชื่อว่า"ม่านขมิ้น"  ในสายตาของผม "ม่านขมิ้น"เป็นน้ำตกที่มีฟอร์มสวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา แม้จะไม่
ใหญ่โตอลังการอย่าง ไนแองการ่าหรือ ทีลอซู แต่หากลดหลั่นมีชั้นเชิงอย่างลงตัวในขนาดกระทัดรัด

ลานกลางเต็นท์ที่ทางอุทยานจัดไว้เป็นลานหญ้าเขียวขจีอยู่ห่างจากน้ำตกเพียงไม่กี่สิบเมตร เต็นท์สีสดใส
หลายหลังมากางอยู่ก่อนที่เราจะมาถึง ก่อนที่จะลงมือทำอะไรอย่างอื่นเราก็จัดการกับอาหารกลางวันที่
เตรียมมากันอย่างง่ายๆ

ที่กางเต็นท์บนสนามหญ้าที่มีเสียงน้ำตกคลออยู่ใกล้ๆ

ที่ลานจอดรถไม่ห่างออกไปมีรถเก๋งและรถตู้หลายคันจอดอยู่ ผมอดไม่ได้ที่จะไปถามว่ารถเหล่านั้นผ่าน
ทางวิบากเข้ามาได้อย่างไร คำตอบก็ทำให้ผมหายโง่ลงเยอะ อีกเส้นทางที่สามารถเข้าถึงห้วยขมิ้นก็คือเส้น
ทางสู่อำเภอศรีสวัสดิ์จากนั้นก็นำรถขึ้นเท้งหรือแพข้ามฟากซึ่งจะมาจอดห่างจากอุทยานไปเพียงสองกิโล!

ทางเดินสบายๆประมาณสองกิโลเมตรพาเราเข้าไปที่น้ำตกชั้นที่ห้า,หกและเจ็ด ธรรมชาติข้างทางเดินเป็น
ป่าไผ่เขียวขจี ผมอดไม่ได้หยุดถ่ายภาพ,ใบไม้กิ่งไผ่และสิ่งอื่นไปตลอดทาง เมื่อเดินกลับออกมาผม
ก็ยังยืนยันความเห็นเดิมที่ว่าน้ำตกชั้นที่สี่เป็นชั้นที่สวยที่สุด

ทางเดินร่มรื่น

น้ำตกห้วยขมิ้นชั้นที่ 3

สิ่งต่างๆที่รอบอกเล่าเรื่องราวอยู่ริมทาง

ฝนที่ตั้งเค้าครึ้มทำให้เราเลือกที่จะตั้งแคมป์อยู่ในดงไม้ ฟลายชีตถูกกางขึ้นก่อนตามด้วยเต็นท์และเปล
ตามรสนิยมของแต่ละคน ร้านอาหารสวัสดิการที่พึ่งถูกสร้างขึ้นหมาดๆทำให้ผมเลิกล้มความตั้งใจที่ขน
สเบียงที่เตรียมมาลงจากรถมาหุงหา

พอดีกับที่เราเสร็จธุระกับอาหารเย็นก็มีเสียงระฆังดังขึ้นไม่ห่างออกไปมากนัก เมื่อเห็นหน้างงๆของพวก
เราเจ้าหน้าที่ในร้านสวัสดิการจึงรีบบอกเราว่าจะมีการฉายสไลด์ธรรมชาติให้ชม

ที่นี่คงจะเป็นที่ฉายสไลด์ที่สวยที่สุดในโลก เพราะมันเป็นลานหินพร้อมตั่งไม้ ใต้แสงจันทร์ แถมยังมีเสียง
น้ำตกเป็นแบคกราวน์ซะด้วย ภาพสไลด์ที่ฉายก็เริ่มด้วยภาพแนะนำพื้นที่หลายๆแห่งของอุทยาน ตามด้วย
สไลด์รูปสัตว์และนกสวยๆอีกมาก คุณนงนุชเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งอยู่ที่อุทยานแห่งนี้ด้วยใจรักมากว่าเจ็ดปีแล้ว
ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายอย่างออกรสชาติ หัวหน้าประวัติซึ่งเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งนี้ก็มาร่วมด้วยการเล่า
เรื่องที่ได้พบเห็นจากการทำงานในอุทยานแห่งชาติหลายๆแห่งในเมืองไทย

จากการฟังผมพึ่งจะได้รู้ว่าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินท์นี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มากที่เดียว และที่ผมสนใจ
เป็นพิเศษก็คือพื้นที่ส่วนที่ติดต่อกับเขตุรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งทางตอนเหนือของเขื่อน หน่วย
พิทักษ์ป่าตรงนั้นอยู่กับหมู่บ้านกะเหรี่ยงกลางดงลึกที่มีชื่อว่า บ้านไกรเกรียง...

ผมมองไปรอบๆภาพที่ผมเห็นก็นับว่าแปลกตาไปไม่น้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เคยพบพานมา ในช่วงหลายปี
ก่อนไม่ว่าผมจะไปพักแรมที่อุทยานแห่งชาติที่ไหนในช่วงวันหยุด ผมก็จะต้องเจอกับวงเหล้า วงไพ่ และ
เสียงร้องรำทำเพลงกันอย่างไม่เกรงใจชาวบ้านไม่เกรงใจธรรมชาติ

แต่วันนี้ ที่ห้วยขมิ้นกลับเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มานั่งดูสไลด์กันใต้แสงจันทร์ ที่เหลือกระจายกัน
อยู่ตามเต็นท์อย่างเงียบเชียบ บรรยากาศอย่างนี้แหละที่ผู้คนจะได้มีโอกาสสัมผัสความงามของธรรม
ชาติด้วยจิตใจ

คืนนั้นผมนอนคิดอยู่บนเปลเงียบๆ เวลาได้เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆไปมาก ทางสู่ห้วยขมิ้นเปลี่ยนไปมาก
จนไม่มีร่องรอยเดิมให้ผมจำได้อีกต่อไป ยังไม่ต้องพูดถึงการมาทางแพที่ใครๆก็มาได้ พื้นที่ตรวนี้มิได้
เป็นดงเถื่อนอย่างที่เคย มันกลายเป็นอุทยานที่มีลานโล่งสะอาดสะอ้านสำหรับกางเต้นท์ แถมด้วยร้าน
อาหารสวัสดิการที่แก้ปัญหาปากท้องลงไปอีกเปลาะหนึ่ง

ทั้งหมดนี้น่าจะหมายถึงความสะดวกสบายสำหรับนักเดินทาง ผู้คนจำนวนมากขึ้นคงได้มีโอกาสเข้ามา
สัมผัสความงามของน้ำตกห้วยขมิ้น หากแต่เมื่อเทียบกับครั้งก่อนแล้ว แม้ครั้งนี้ผมจะเข้ามาได้ถึงน้ำตก
ห้วยขมิ้น ผมกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป มันคงเป็นนความตื่นเต้นในการได้พบกับความดิบ
เถื่อนเช่นครั้งอดีต

ผมหันกลับมามองตัวเอง ผมก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยกว่าเส้นทาง เมื่อมองไปรอบตัว สิบกว่าปีที่ผ่านมา
ที่ผมได้ก้มหน้าก้มตาทำงาน ผมได้สะสมเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วยให้การเดินทางไว้ไม่น้อย ทั้งรถขับเคลื่อน
สี่ล้อสมรรถนะสูง, อุปกรณ์แคมป์, GPS นำทาง ฯ อีกทั้งการเดินทางที่ผ่านๆมาก็ทำให้ผมเรียนรู้มากขึ้น
ผมเรียนรู้ว่าจะต้องเตรียมรถอย่างไรเพื่อเข้าสู่ป่า, กางเปลยังไงเพื่อจะได้ไม่ต้องเปียกยามฝนตก ,หุงหา
อาหารด้วยเครื่องสนาม ฯลฯ การรอนแรมในป่าดงไม่ใช่เรื่องลำบากอีกต่อไป

แต่ความเปลี่ยนแปลงอย่างอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันก็คือ แม้จะพร้อมด้วยอุปกรณ์แต่ผมกลับ
เข้าไปเยือนป่าดงน้อยครั้งลงว่าแต่ก่อนมาก ถ้านับถึงการเข้าสู่ดงหนาหญ้าแน่นจริงๆแล้วอาจไม่ถึงปีละ
ครั้งด้วยซ้ำไป

"การงานรัดตัว" นั้นอาจเป็นคำแก้ตัวที่ผมบอกตัวเอง แต่แท้ที่จริงแล้ว อาจเป็นว่าจิตวินญาณแห่งการ
ผจญภัยของผมเริ่มจะดับมอดลง

ชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ ยามเยาว์วัยเราเต็มไปด้วยความกระตือรือล้นอยากพบกับสิ่งใหม่ๆ ความ
กล้าที่จะออกไปผจญกับภัยอันตรายข้างหน้า แต่เราก็มักจะขาดทั้งปัจจัยและประสพการณ์ ครั้นเมื่อเพียบ
พร้อมด้วยประสพการณ์และปัจจัย สิ่งที่เราเคยมีกลับหายไป

ผมกำลังจะยอมให้กาลเวลานั้นมาเปลี่ยนผมไปเพียงนี้เชียวหรือ?

ก่อนที่ผมจะหลับมีชื่อหนึ่งปรากฎขึ้นมาในความคิด .....บ้านไกรเกรียง.....

แผนที่สู่อุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์

ตาเกิ้น

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com