Home

ทางเคี้ยวคดเลี้ยวลดไปโพนสะวัน
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

หลายคนกล่าวว่า "ชีวิตคือการเดินทาง" บางคนก็ว่า "การเดินทางคือชีวิต"

ส่วนผมมีความคิดว่า หากชีวิตคือการเดินทาง เส้นทางของชีวิตก็เป็นดั่งทางโค้ง

PSV01-t

แสงแดดยามเย็นสาดส่อง ลูบไล้เส้นทางเบื้องหน้า เส้นสายคดโค้งของถนนลาดยางแทรกตัวไปสู่ร่องเขาอันงดงาม
เทือกเขาเขาหินปูนโอบล้อมรถทั้งสามคันของเรา ไว้รอบทิศ จนเหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง

ในเวลาเย็นย่ำของวันนั้นพวกเราชาวกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ที่บางคนยังหลงเรียกกันกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหนึ่งบนที่ราบสูง
ทางตะวันออกเชียงเหนือของประเทศลาว เมืองนั้นมีชื่อคล้ายกันว่า "โพนสะวัน" ด้วยความหวังเพียงว่าความหมายที่
แท้จริงของสองเมืองจะแตกต่าง

เราหยุดรถเพื่อถ่ายรูปแสงสุดท้ายที่พาดผ่านสันเขาจนเกิดเป็นลำแสงงาม หลงไหลกับความงามจนลืมคิดไปว่าภาพ
งามเบื้องหน้าคือสัญญาณสิ้นสุดของวัน เพราะไม่นานนัก ขณะที่เรากำลังใต่ระดับขึ้นไปสู่ที่ราบสูงเบื้องหน้า ความ
มืดมิดก็เข้าปกคลุม ทำให้เราตื่นจากภวังค์ มาสู่ความเป็นจริงที่ว่าเราเดินทางได้ช้ากว่าแผนมาก และยังอยู่ห่างจาก
ที่พักในวันนี้อีกไกลโข

PSV02-t

จากเวียงจันทร์ตอนบ่ายสองโมง เรามาหยุดพักกินน้ำกันที่วังเวียงราวห้าโมงเย็น    หลังจากชมวิวเทือกเขาหินปูนอัน
งดงามระหว่างเมืองวังเวียงและเมืองกาสีมาไม่นาน เส้นทางลาดยางเก่าๆก็พาเราใต่ระดับความสูงขึ้นมาที่ระดับกว่า
พันเมตร และที่แตกต่างจากเส้นทางเขาที่เรามักคุ้นเคยก็คือเส้นทางนี้ใต่ไหล่เขาอยู่ในระดับความสูงราวหนึ่งพันถึง
หนึ่งพันสองร้อยเมตรโดยไม่มีการลดระดับอีกเลย

ด้วยความที่หลงใหลความงดงามของทิวทัศน์จนค่ำมืดกลางทาง เรามาถึงสามแยกพูคูนเมื่อหนึ่งทุ่มล่วงไปแล้ว
สามแยกพูคูนเป็นชุมชนเล็กๆบนที่สูงตั้งอยู่รายล้อมทางแยกระหว่างทางหลวง(ลาว)หมายเลข 13 ไปยังหลวงพระบาง
กับทางหลวง(ลาว) หมายเลข 7 ที่มุ่งหน้าสู่แขวงเชียงขวาง เลยทำให้ชุมชนนี้กลายเป็นที่พักแรมของผู้คนที่เดินทาง
ไปมาราวกับเมืองในภาพยนตร์คาวบอย และพวกเราก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่แวะเข้ามาค้างแรมที่นั่น

จากความเริงร่ากับสถานที่แปลกตาก็กลายเป็นหน้าซีดเมื่อสอบถามเกสต์เฮาสต์ทั้งสองแห่งที่มีอยู่ในบ้านสามแยก
แล้วปรากฏว่า "เต็มเหมิดแล้ว" ยังโชคดีที่ ที่ไปเจอว่าร้านขายของใกล้สามแยกสร้างห้องพักไว้ให้เช่าอยู่บนชั้นสอง
และยังว่างอยู่

PSV03-t

เราตื่นมารับยามเช้าด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งแปลกตา บ้านสามแยกพูคูนอยู่บนสันเขาที่สูงถึง
หนึ่งพันสามร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศเย็นสบายตลอดวันและตลอดปี ในยาม
เช้าชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งก็เอาพืชผลมาวางขายเรียงรายเต็มถนนไปหมด เราต่างก็
ออกเร่ร่อนไปสนทนากับผู้คนเพื่อทำความรู้จักกับพูคูนให้มากขึ้น

PSV29-7

สเน่ห์ของการไปท่องเที่ยวเมืองลาวอย่างหนึ่งก็คือความแปลกตาแต่ไม่แปลกแยก สิ่งนั้นเกิด
จากความเป็นมิตรของผู้คนไม่ว่าจะไปเมืองไหน นอกจากนั้นภาษาที่คล้ายคลึงกันก็ไม่เป็น
อุปสรรค์ต่อการสื่อสารเหมือนกับบ้านอื่นเมืองอื่น

PSV05-t

สนุกสนานกับการพูดคุยพอสมควรเราจึงออกเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข7 มุ่งหน้าสู่โพนสะวัน
ออกมาได้ไม่ถึงสิบกิโลเมตรก็ต้องตกตะลึงกับทะเลหมอกที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ปกคลุมเทือกเขาสลับซับซ้อน
อยู่ข้างทางแม้จะจางหายไปบ้างจากแสงแดดสามโมงเช้าที่แผดกล้า  นี่ถ้าได้เห็นในตอนพระอาทิตย์ขึ้น
มาใหม่ๆคงจะงดงามไม่น้อย นี่ถ้าคนเมืองพูคูนไปเห็นคนไทยอย่างเราไปแออัดกันชมทะเลหมอกบนยอด
พะเนินทุ่งจนไม่มีที่จะยืนกันเขาคงหัวเราะจนฟันโยกไปทั้งปากแน่

PSV06-t

เจ้าหนูซูซูกิคาริเบียนของผมโยกย้ายส่ายร่อนไปบนทางโค้งของถนนที่ผมคิดว่าเป็นทางเขาที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งที่ผม
เคยได้พบพาน เส้นทางราดยางเรียบดูเหมือนเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานและปริมาณรถที่น้อยจนนานๆจะเจอสวนมาสัก
คันทำให้การขับรถสนุกสนานขึ้นอีกมาก เส้นทางโค้งคดไปตามไหล่เขาชนิดที่ไม่มีการไม่มีหยุดพัก ทางบางช่วงโค้ง
จนแทบจะบรรจบกันเป็นวงกลม

หากเพียงวันเวลาของชีวิตจะเพียงวกกลับมาได้ดั่งเช่นเส้นทางสู่โพนสะวัน........ หลายคนอาจพึงใจที่จะได้กลับไปเชย
ชมอดีต สักบางครั้งบางเวลา

PSV07-t
PSV08-t
PSV09-t
PSV10-t

หมู่บ้านเรียงรายอยู่ริมถนนทั้งสองข้างเป็นระยะๆ ได้ยินมาว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลลาวที่ย้าย
ผู้คนมาอยู่ริมถนนเพื่อต้องการให้เส้นทางไม่เปลี่ยวจนเกินไปอีกทั้งจะได้ดูแลสอดส่อง
ประชาชนให้ทั่วถึง ถนนจึงกลายเป็นเสมือนลานประชาคมประจำหมู่บ้านไปเกือบทุกที่

PSV11-t
PSV12-t

ด้วยความที่สองข้างทางเป็นพื้นที่ลาดชันบ้างแห่งถึงกับเป็นเหว ทำให้เราได้พบเห็นการ
ใช้ถนนอย่างคุ้มค่าในทุกๆหมู่บ้านตั้งแต่ เป็นลานตากดอกไม้กวาด, โต๊ะอาหารที่ล้อมวง
นั่งกันยามเย็น, พื้นที่ให้หนุ่มสาวจีบกัน จนกระทั่งเป็นร้านตัดผม  ไม่เห็นว่าเขาจะต้องสร้าง
สโมสรหรือ Shopping Arcade ให้สิ้นเปลืองไปเปล่าๆ

PSV13-t

บ้านไอ้แมลงมุม รั้วถูกปกคุลมไปด้วยใยแมลงมุมรอบบ้าน

PSV15-t PSV14-t

ชาวลาวภูเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ส่วนมากจะเป็นชาวลาวเชื้อสายม้ง

PSV16-t

เด็กนักเรียนในหมู่บ้านเดินขึ้นเขาไปโรงเรียนเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ในสายตาที่แตกต่าง
ของบางคนอาจมองว่าเป็นความยากลำบาก แต่หากว่าเปรียบเทียบกับเด็กเมืองกรุงที่ต้องตื่นแต่
มืดแล้วนั่งรถไปโรงเรียนอีกนานนับชั่วโมง ผมว่าตอบยากนะว่าอะไรลำบากกว่ากัน

PSV17-t

สามชั่วโมงบนทางโค้งสายงาม ก็พารถทั้งสามคันลดระดับลงมาที่เมืองสุย ซึ่งมีพื้นที่เป็นที่ราบสูง
ในระดับ 900เมตร วิวทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปเป็นทุ่งหญ้าและป่าสนที่แปลกตาราวกับไม่ได้อยู่
ในเอเชีย

PSV18-t

บ้านส่วนใหญ่ก็สร้างด้วยไม้สน เพื่อนคนหนึ่งถึงกับเอ่ยปากว่าหากเปลี่ยนควายที่เดินอยู่เป็น
วัวเนื้อพันธุ์นอกก็คงหลงเข้าใจว่าขับรถอยู่ในรัฐมอนทาน่าเป็นแน่แท้ แต่ในตอนนี้ขอตั้งชื่อเรียก
ว่าหมู่บ้านม่อนตานาไปพลางๆก่อนแล้วกัน

ไม่นานนักเราก็มาถึงเมืองโพนสะวัน เมืองหลักของแขวงเชียงขวาง โพนสะวันเป็นเมืองใหญ่และเจริญกว่าที่คิดไว้มาก
จะว่าไปแล้วเมื่อแรกเห็นตัวเมืองก็เป็นความรู้สึกผิดหวังเล็กอยู่ในใจ เพราะวาดภาพเมืองโพนสะวันไว้เป็นเพียงเมือง
เล็กๆท่ามกลางหุบเข้า ดั่งเมืองในเทพนิยาย

 แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับหนึ่งของเมืองโพนสะวันก็คงไม่พ้น ทุ่งไหหิน ชาวไทยเราคุ้นเคยกับชื่อทุ่งไหหินกันมา
นาน โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะรู้จักกันจากชื่อเสียงในฐานะสมรภูมิโหดในยุคของสงครามเวียดนาม ถึงทุกวันนี้ก็ยังทิ้ง
ร่อยรอยบาดแผลของสงครามไว้ให้ดูต่างหน้ามหามิตรมหาอำนาจผู้ซึ่งเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิดปูพรมไว้จนเป็นหลุม
เป็นบ่อไปหมด แถมยังมีระเบิดที่ลงมาแล้วไม่ทำงานทิ้งไว้ให้ชาวบ้านเอามาตกแต่งพื้นที่ยืนยันคุณภาพสินค้านำเข้า
เสียอีกมากมาย

PSV19-t
PSV20-t
PSV21-t
PSV22-t

บนเส้นทางสู่เมืองคูนไม่ไกลจากตัวเมืองนักเราก็เห็นป้ายสู่ทุ่งไหหิน จากป้ายแนะนำสถานที่
เราจึงเข้าใจได้ว่าไหหินแบบนี้มีกระจัดกระจายอยู่ในแขวนเชียงขวางถึงกว่าหกสิบจุด แต่จุด
ที่เรามาถึงนี้นี้คือจุดที่มีไหหินมากที่สุด และยังมีไหใบที่ใหญ่ที่สุดอยู่ด้วย ถึงแม้จะไปมีขอสรุป
แน่นอนแต่ข้อสันนิฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของไหหินก็คือไหเหล่านี้เป็นที่บรรจุศพของ
คนในยุดเก่าก่อน

หลังจากแวะชนและเก็บภาพทุ่งไหหินหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เราจึงมุ่งหน้าต่อไปสู่ทุ่งไหหินที่สองและสามตามคำบอก
เล่าที่ได้มาจากเมืองไทย แต่หากถามผู้คนแถวนั้นกลับดูเหมือนว่าไม่มีใครรู้จัก เราขับรถเลยลงไปถึงเมืองคูนซึ่งเป็น
เมืองหลวงเก่าของแขวงเชียงขวาง จึงได้รู้ว่าเรามาผิดทาง

ขับรถมาทางผิดหรือ? จะยากอะไรก็แค่เลี้ยวกลับ แต่ในเส้นทางของชีวิตเล่าจะมีหลักกิโลหรือเป้าหมายใดเป็นตัวบ่ง
บอกว่าเรามาผิดทาง และที่ยากกว่าคือการทำใจที่จะเลี้ยวกลับ..............

สอบถามทางดูจากชาวบ้าน ปรากฏว่า ...... ไม่ได้เรื่อง คนทั้งหมู่บ้านมามุ่งเราเพื่อหาทางช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าจะ
ไม่มีใครรู้จักทุ่งไหหินอื่นนอกจากทุ่งหนึ่งใกล้เมืองโพนสะวัน แต่หากโชคยังเข้าข้างผู้แสวงหา คุณป้าคนหนึ่งเดินออกมา
จากหลังบ้านแล้วบอกทางสู่ทุ่งไหหินที่สองว่าที่จริงแล้วจะต้องเลี้ยวขวาเข้าทางแยกข้างปั๊มน้ำมันตั้งแต่ออกจากทุ่งไห
หินแรกมาเพียงสี่กิโลเมตร ดูท่าแล้วคุณป้าน่าจะเป็นนักเดินทางตัวจริง.......คนเดียวของหมู่บ้าน

และจุดนั้นก็ดูเหมือนทางโค้งที่ทำให้การทริปที่ยาวไกลนั้นโค้งวนเข้าสู่สิ่งที่แสวงหา


ทางลูกรังอัดแน่น ทอดยาวไกลเข้าไปสู่ทิวเขาเบื้องหน้า เราแวะถามทางที่หมู่บ้านที่ผ่านมา แต่ก็ได้คำตอบที่แตกต่าง
กันไป ตั้งแต่ "ไปอีกสองหลัก (กิโลเมตร)" ไปจนถึง "บ่ มีไหดอกแถวนี้น่ะ" แต่ด้วยความดันทุรังเราก็มาจนเห็นป้าย
เล็กๆที่เขียนว่า "Hai Hin Site 3" จากนั้นไม่นานถนนหมู่บ้านก็พาเรามาหยุดลงหน้าป้าย MAG ที่ไม่ใช่ McDonal

PSV23-t

MAG = Mine Advisory Group ติดป้ายเตือนสติให้รู้กันว่ายังมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่อีกไม่น้อย
และไม่ควรเดินออกนอกเส้นทาง

ทางเดินออกจากหลังหมู่บ้านไปตามคันนาอีกสี่ร้อยเมตร ไหหินหมู่ที่สามก็ตั้งอยู่เบื้องหน้า ไหหินกลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มไหที่
มีมากที่สุด และไม่มีไหหินที่ใหญ่ที่สุด แต่มันกลับให้โอกาสเราสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่าง บรรยากาศที่เป็นเรื่องจริง
ของชีวิต เรื่องราวที่ทำให้ผมกลับมาลาวครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่นี่ยังไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ชีวิตของผู้คนยังดำเนินไปตามที่มันเคยเป็น บางทีอาจจะไม่ต่างมากนักกับที่มันเคยเป็น
เมื่อไหหินเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมา

และจู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนว่าการเดินทางในทริปนี้อ้อมมาเสียไกล เพียงเพื่อมาพบความหมายที่ซ่อนอยู่

PSV24-t

พื้นที่รายล้อมด้วยทุ่งนาของชาวบ้าน ควันไฟจากการหุงหา ลอยกรุ่นขึ้นเหนือหมู่บ้าน เด็กชาวบ้านหลายคนหาบไม้
ฟืนหนักอึ้งกลับมาหมู่บ้าน ชีวิตที่อาจดูลำบากและลำเค็ญ แต่ที่จริงแล้วเพียงแตกต่าง ความแตกต่างที่อาจทำให้
บางคนฉุกคิดถึงความจริงบางอย่าง

PSV25-t

จะว่าไปแล้ว ชีวิตคนเมืองอย่างเราก็เป็นเช่นทางโค้งวกวน ในวัยหนุ่มสาวแต่ละคนต่างต้องแก่งแย่งแสวงหาทรัพย์สิน
เงินทองความนับหน้าถือตา

พอแก่เฒ่า ผู้มั่งมีหลายคนกลับทุ่มเทเงินทองที่สะสมมาไปจับจองพื้นดินสักแห่งเพื่อใช้ชีวิตสงบที่เรียกว่า
"ความสุข" ในบั้นปลาย ยังมิต้องกล่าวถึงหลายอย่างที่เลยผ่านซึ่งแม้เงินตราก็มิอาจซื้อหากลับมาได้

หากใครสักคนไปยืนอยู่ตรงนั้น กลางทุ่งนาที่ผ่านเก็บเกี่ยงไปแล้วของหมู่บ้านเล็กๆแห่งนั้น อาจจะได้สังเกตอะไรบางอย่าง

สายลมเย็น แสงแดดสีส้มทาบอยู่บนขอบฟ้าเบื้องหน้า อากาศสดชื่นที่สูดเข้าได้เต็มปอด กลิ่นไอของธรรมชาติรอบๆ
ตัว เสียงหัวเราะของเด็กๆ เสียงพูดคุยกันของคนในครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้า หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของวัน เตือน
ให้ผมต้องยอมรับรู้เรื่องราวของทางโค้งแห่งชีวิต

สิ่งเหล่านั้นโดยความหมายแล้วแตกต่างอะไรกับ "ความสุข"บั้นปลายที่ผู้คนโหยหา

PSV26-t

หลายคนที่มองย้อนกลับไปเห็นเส้นทางโค้ง ต้องนั่งนึกเสียดายวันเวลาที่วิ่งอ้อมไปชั่วชีวิตเพื่อเพียงค้นพบในส่วนลึก
ของใจตัวเองว่า ที่ผ่านมาจริงๆแล้วเป็นเพียงการดิ้นรนเพื่อการยอมรับอย่างอบอุ่นของผู้คนที่รายรอบ

กว่าจะเข้าใจก็ผ่านไปครึ่งค่อนชีวิต

ดูเหมือนจะมีหลายคนที่เข้าใจแต่น้อยคนที่สามารถวิ่งลัดตัดโค้งนี้ไปได้  คนกลุ่มน้อยที่กล้าพอที่จะฝ่าคลื่นสายตา
อีกทั้งสามารถทำใจได้ที่จะละเลยไม่ใยดีกับที่มีมาตรฐานของสังคมที่ถูกใช้วัดความเป็นไปของผู้คน

มิใยต้องกล่าวว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่เคยเข้าใจและไม่เคยไปถึงสุดทางโค้งในชั่วชีวิตหนึ่ง............................


PSV27-t

เจ้าหนูซูซูกิคาริเบียนของผมยังคงโยกย้ายส่ายร่อนไปบนทางโค้งของถนนที่ผมคิดว่าเป็นทางเขาที่สวยที่สุดเส้นหนึ่ง
ที่ผมเคยได้พบพาน เส้นทางราดยางเรียบดูเหมือนเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานและปริมาณรถที่น้อยจนนานๆจะเจอสวน
มาสักคันทำให้การขับรถสนุกสนานขึ้นอีกมาก เส้นทางโค้งคดไปตามไหล่เขาชนิดที่ไม่มีการไม่มีหยุดพัก ทางบางช่วง
โค้งจนแทบจะบรรจบกันเป็นวงกลม

เช่นเดียวกับงานเลี้ยงที่ต้องมีวันเลิกรา การมาเยี่ยมเยือนเมืองโพนสะวันของเรากำลัง จะจบลง หนทางยังอีกยาวไกล
กว่าที่เราจะไปถึงจุดหมายต่อไปของเรา "เมืองหลวงพระบาง"

หากเพียงวันเวลาของชีวิตยังจะต้องลดเลี้ยวไปดั่งเส้นโค้ง และเรายังไม่กล้าพอที่จะฟันฝ่ากระแส มันก็คงจะไม่เลวร้าย
อะไรหากเราทำให้เส้นทางรื่นรมย์และสวยงามไปด้วยทิวทัศน์และมิตรภาพ

และหากว่าความจริงของชีวิตจะเพียงวกกลับมาให้เราชื่นชมได้เป็นบางเวลาได้ดั่งเช่นยามเย็นที่โพนสะวัน........
หลายคนก็น่าจะพึงพอใจ ........................

..........................................จนกว่าจะถึงวันที่เราจะกล้าพอ

ตาเกิ้น

กันยายน 2548
บันทึกจากการเดินทางในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2548

การเดินทางสู่โพนสะวัน

ปัจจุบันนี้ชาวไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศลาวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว แต่จะต้องมีพาสปอร์ตที่มีอายุเหลือก่อน
วันหมดอายุไม่ต่ำกว่าหกเดือน ครั้งหนึ่งสามารถอยู่ในประเทศลาวได้30วัน

การนำรถยนต์เข้าสู่ประเทศลาวปัจจุบันนี้ไม่ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เอกสารสำคัญที่จะต้องเตรียมไปก็คือ
- คู่มือทะเบียนรถระหว่างประเทศ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่าพาสปอร์ตรถ ขอทำคู่มือทะเบียนได้ที่กรมขนส่งทางบก หรือ
สำนักงานขนส่งตามจังหวัดต่างๆ ค่าธรรมเนียม 100บาท มีอายุเท่ากับป้ายวงกลมของรถคันนั้น แถมได้สติกเกอร์รูป
ตัว T มาติดแสดงความเป็นไทยอีกต่างหาก สติกเกอร์นี้จะต้องติดด้านหน้าและหลังรถก่อนเข้าลาวนะครับ
- ใบขับขี่สากล ขอทำได้ที่กรมขนส่งทางบก
- เมื่อไปถึงด่านชายแดน จะต้องทำเรื่องเสียภาษีค่าใช้รถในลาว เมื่อเสียภาษีแล้วก็จะมีใบคล้ายป้ายวงกลมให้มาติดที่
หน้ารถ ค่าภาษี 460บาท ต่อ 10วัน
- การขับรถในลาวจะต้องมีประกันภัย ที่ด่านชายแดนจะมีบริษัทประกันภัยรอให้บริการอยู่ถึงที่ ค่าประกัน ประมาณ
ไม่เกิน 300บาทต่อสัปดาห์
การเดินทางโดยรถประจำทาง  - มีรถประจำทางวิ่งระหว่างเวียงจันทน์-เชียงขวาง วันละสี่เที่ยว ตั้งแต่ 7.00น และเที่ยว
สุดท้าย 15.00น. ใช้เวลาเดินทาง 9-10 ชั่วโมง


ผู้คนที่ได้พบพาน
 
หากผู้ใดจะสังเกตหน้าตาและผิวพรรณของผู้คน อาจจะเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างชาวลาวพื้นราบแถวเวียงจันท์
ชาวลาวภูเขาในแถบเมืองพูคูน และชาวลาวเหนือแถบโพนสะวัน ก็อาจแยกแยะได้ถึงชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ท่านหนึ่ง
เคยชี้แจงให้ฟังว่าชาวลาวในตอนใต้นั้นเป็นการผสมกันระหว่างลาวและข่าทำให้ทีลักษณะหน้าตาและผิวพรรณ คล้าย
ชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มลาวภูเขานั้นส่วนใหญ่ก็เป็นชาวม้งเช่นเดียวกับชาวไทยภูเขาทางด้านเหนือ
ของไทย ส่วนชาวลาวเหนือนั้นเป็นเชื้อสายของคนไท หรือคนไต เช่นเดียวกับชาวไตในจีนตอนใต้ คนไตกลุ่มนี้จะผิวขาว
 รูปหน้าเรียวโด่ง สรุปว่างามทั้งหญิงทั้งชายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เลยทีเดียว

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com