Home

พาลูกไปเดินป่า
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่ง
ผู้มีศรัทธาต่อการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
โดยเหตุที่ว่า มันเป็นการศึกษา
และอบรมให้คนหนุ่มของเรา
รู้จักค่าของชีวิตที่มั่นคงแข็งแรงทั้งกายและใจ
ชีวิตป่าให้ความสำนึกถึงการเสียสละ
ภราดรภาพและความเป็นไท
อย่างชีวิตอื่นยากจะให้ได้

มาลัย ชูพินิจ


ข้อความข้างบนนี้เป็นถูกถ่ายทอดจากตัวหนังสือในล่องไพรเข้าไปอยู่ในใจผมมานานนับสิบปีแล้ว ข้อความนี้เมื่อ

ดูเผินๆอาจเป็นข้อความเรียบง่ายไม่มีอะไรลึกซึ้ง แต่ในความเป็นจริง มันยากนักที่ใครคนหนึ่งจะกล่าวออกมาได้
ชัดเจนเช่นนี้ เว้นเสียแต่ว่าเขาคนนั้นจะได้ใช้ชีวิตในป่ามาโชกโชนเสียจนเห็นจริงกระจ่างแจ้ง

ครูมาลัย, สุภาพบุรุษแห่งพงไพรท่านนี้ ย่อมจะมีคุณสมบัติที่จะกล่าวคำเช่นนี้ได้ดีกว่าใครๆที่ผมรู้จัก

ผมเองได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในป่าดงจากคุณพ่อ การเดินป่าที่เขาใหญ่ในวัยสิบขวบนั้นทำให้ผมเริ่มจะหลงไหล
ธรรมชาติของป่าดง หลายสิบปีที่ผ่านมาผมเองก็วนเวียนเข้าออกป่าอยู่เป็นนิจ จนถึงวันนี้ผมจึงเข้าใจแล้วว่าสิ่ง
ที่ครูมาลัยกล่าวไว้นั้นหมายถึงอะไร และนั่นไม่ใช่การเข้าใจโดยการแปลภาษาแต่หากเป็นการเข้าใจจากการที่ได้
สัมผัส

ชีวิตในป่าเป็นการ "ปอกเปลือก" คน เมื่ออยู่ในป่าจริงๆ (ขอย้ำว่าป่าจริงๆไม่ใช่การเที่ยวป่าอย่างผิวเผิน) เราล้วน
ต้องถอด "เปลือก" ไม่ว่าจะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งหน้าที่ ความยากดีมีจน  กองไว้ข้างนอก

ในป่าเราล้วนเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือชาวเมือง สิ่งที่เอามาแสดงต่อกันได้ล้วนเป็นน้ำใจและตัวตน
ที่แท้จริง ในป่าเราล้วนต้องทิ้งเครื่องทุ่นแรงที่ฟุ่มเฟือยของเราไว้ด้านนอก ทุกอย่างที่เราทำล้วนต้องลงมือเอง ถึง
แม้จะยากลำบากแต่นั้นก็เป็นการแลกให้ได้มาซึ่งอิสรภาพที่หลุดพ้นจาก "เปลือก" เหล่านั้น

แม้จะเป็นการชั่วคราว..........................


มาถึงวันนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้วถึงแก่นแท้ของประโยคที่ลึกซึ้งนี้ และมันก็ถึงเวลาพอดีที่ผมจะต้องถ่ายทอดให้กับ
คนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง..................

เด็กสมัยนี้ย่อมแตกต่างไปจากเด็กยุคผม พวกเขาเกิดมาในยุคไฮเทคที่เต็มไปด้วยเครื่องทุ่นแรงและของเล่น พวก
เขามีทางเลือกของสื่อมากกว่า เพื่อนหลายคนมาบ่นให้ฟังว่าลูกชายถ้าไม่นั่งจุ่มปุ๊กอยู่หน้าทีวี ก็ เล่นเกมส์คอม
พิวเตอร์อย่างเอาเป็นเอาตาย   คงไม่ต้องเอ่ยถึงว่าพวกเขาเกิดขึ้นมาในยุดที่ป่าแทบจะหมดไปจากเมืองไทย
ป่าในความคิดของพวกเขาอย่างเก่งก็คือ อุทยานที่มีที่กางเต๊นท์อยู่ข้างห้องน้ำและร้านอาหาร

ผมไม่ได้บอกว่ายุคไหนดีกว่ากัน แต่ผมว่าคงจะยากกว่าสำหรับเด็กในยุคนี้ที่จะเข้าใจได้ว่าคนเรานั้นมีเปลือกและ
มีแก่น และนับวันสายใยพ่อลูกดูเหมือนจะถูกกั้นกลางด้วยสายใยเคเบิ้ลทีวีมากขึ้นทุกที

ถ้าจะสอนให้เขารู้จักชีวิตที่ไม่มีเปลือกเสียบ้างคงต้องรีบทำก่อนที่เขาจะหลงเข้าไปในดงของแสงสีจนกู่ไม่กลับ


เรา มีกันสี่ครอบครัว พ่อกับลูกชาย เราตั้งต้นกันที่ ภูน้ำฟ้า แค้มป์กราวน์ริมเขื่อนศรีนครินทร์ เด็กชายทั้งห้าคน
อยู่ในวัย 7-12 ช่วงอายุที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการสอนให้เรียนรู้ ชีวิตในป่า พวกเขาล้วนเคยท่องเที่ยวตั้งแค้มป์นอน
เต๊นท์มาก่อน แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้สัมผัสกับ "ป่า"จริงๆ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงป่าผืนเล็กๆ

เพื่ออุ่นเครื่อง พ่อๆทั้งหลายตกลงกันที่จะสอนวิชาง่ายๆแต่จำเป็นกับชีวิตในป่าให้พวกเขาก่อนที่จะออกเดินทาง
สองวิชาที่เราเลือกมาสอนกัน ก็คือ เงื่อนต่างๆสำหรับผูกเชือก และการใช้แผนที่เข็มทิศ

ดูข้อมูลเรื่องเงื่อนเพิ่มเติมได้ที่ www.troop9.org/knots.html
www.thaiwildlife.com/article/tips/ropeindex.shtml
และ www.troop7.org/Knots/

หลังจากอุ่นเครื่องให้สนุกสนานกันแล้ว การเดินทางจึงได้เริ่มต้น ทุกคนมีหน้าที่แบกสัมภาระไปกันเอง นั่นคือ
บทเรียนบทใหม่ของเด็กๆ พวกเขาเคยไปป่า แต่อย่างมากก็แบกของลงจากรถไม่เกิน 20เมตรก็ถึงที่กางเต๊นท์
เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนย่อมสับสนว่าควรจะต้องเอาอะไรไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าพอแบกของเดินหลายๆครั้งเข้า พวก
เขาก็จะเรียนรู้ได้เองว่าของที่จำเป็นต่อชีวิตนั้นมีเพียงแค่ใส่บ่าแบกได้เท่านั้นเอง

ทางเดินรกๆ นั้นตัดพาเราไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ร่มเงาไม้ทำให้แดดไม่ส่องลงมาจนร้อนเกินไป แต่กระนั้นหลายคน (รวม
ทั้งพ่อๆด้วย) ก็ถึงกับเหงื่อตก

ใบหน้าขาวๆของเด็กชายเต็มไปด้วยเหงื่อ
"พ่อครับ ผมแบกเป้ไม่ไหวแล้วครับ"

"เราพักกันก่อนก็แล้วกัน  เดี๋ยวค่อยเดินต่อ"

ผมรู้ว่าประโยคนั้นของเขามีความหมายว่าอยากให้พ่อช่วยแบกเป้ แต่นี่ก็เป็นบทเรียนหนึ่งจากป่าที่เขาต้องเรียนรู้
 ทุกคนย่อมมี "สัมภาระ"ที่ต้องแบก เขาจะต้องหัดที่จะอดทนรับผิดชอบ "สัมภาระ"นั้นด้วยตัวเองให้ตลอดทาง เพราะ
ว่าพ่อแม่ใช่ว่าจะอยู่ช่วยแบก "สัมภาระ" ของเขาได้ชั่วชีวิต

เราออกเดินกันต่อ ทางบางช่วงทั้งชันทั้งลื่น จนหลายคนล้มคะมำลื่นไถล เราต้องใช้ความระวังเพิ่มขึ้น

ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกับหยาดเหงื่อและหยดน้ำตาอีกเล็กน้อย เราก็มาถึงจุดตั้งแค้มป์ริมน้ำตกนิรนาม  และธารน้ำใส

เด็กๆมีหน้าที่เก็บกวาดพื้นที่ กางเต๊นท์ เก็บฟืนมาเตรียมก่อไฟ ขณะที่พ่อๆหิ้วเห็ดโคนที่ซื้อติดมือมาไปล้างในห้วย

เมื่อแค้มป์เสร็จแล้ว ก็เป็นเวลาหฤหรรษ์กับการเล่นน้ำตก เด็กเข้าแก๊งค์กันได้ก็กลายเป็นฝูงลิงไป ส่วนพ่อๆก็ได้อาศัย
สายน้ำเย็นฉ่ำขับไล่ความเหน็ดเหนื่อยให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง 

ค่ำนั้นสิ่งที่เด็กๆตื่นตาตื่นใจอีกอย่างก็คงจะเป็นการหุงข้าวด้วยหม้อสนามและกองไฟ เพราะหลายคนคงจะเคยเห็น
แต่ข้าวในหม้อไฟฟ้า การหุงข้าวแบบนี้ต้องใช้ความชำนาญในการกะน้ำ กะไฟ กะเวลา อยู่มากทีเดียว มันไม่ได้มีสูตร
ตายตัว ไม่ได้มีการชั่งตวงวัดที่จะยืนยันผลสำเร็จ ผมหวังว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ได้เรียนรู้จากมันว่าการทำอะไรไม่จำ
เป็นจะต้องมีสูตรสำเร็จทุกครั้งไป................. เช่นเดียวกับชีวิต

เพียงแค่เห็ดโคนต้มน้ำปลาในกระบอกไม้ไผ่ผนวกเข้ากับบรรยากาศของป่าดงรอบตัว เท่านี้ก็พอเพียงที่จะทำให้
อาหารมื้อเย็นอร่อยจนเกินห้ามใจ เราแย่งกันซดจนเกลี้ยงแม้น้ำแกงหยดสุดท้าย

แสงสว่างวอมแวมของกองไฟอยู่ที่ตรงกลาง วงสนทนารอบกองไฟเช่นนี้แหละที่ตำนานชีวิตของคนเราถูกส่งต่อกันมา
หลายชั่วอายุคน จากปู่ถึงพ่อ จากพ่อถึงลูก และในคืนนี้นิทานรอบกองไฟก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์อีกครั้ง

"สนุกมั๊ย" ผมถามขณะที่เอื้อมมือไปโอบไหล่เด็กชายเข้ามากอด ผมรู้ว่าอีกไม่กี่ปีผมอาจไม่มีโอกาสกอดเขาบ่อยนัก
โดยเฉพาะช่วงหลังนี้ เขาชักจะเริ่มกลายเป็นหนุ่มน้อย

"สนุกครับ" รอยยิ้มของเขาบอกให้ผมรู้ว่าเขาสนุกจริงๆ มิใช่เพียงตอบเอาใจพ่อ

ตาเกิ้น
19 พฤศจิกายน 2545
จากบันทึกการเดินทาง 12-13 ต.ค. 2545

ข้อแนะนำในการลูกไปหัดเข้าป่า
1) ก่อนที่จะพาลูกออกเดินป่า ควรพาลูกไปในที่ๆค่อนข้างสะดวกสบายก่อนในครั้งแรก ภูน้ำฟ้า (รายละเอียดข้าง
ล่าง)หรือ อุทยานแห่งชาติที่มีกางเต๊นท์และห้องน้ำดีๆ อย่าง แก่งกระจาน (แค้มป์บ้านกร่าง), น้ำหนาว และปางสีดา
หรือที่เขาแผงม้า (ติดต่อมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าที่ 02-521-3435)  ก็เหมาะมากสำหรับครั้งแรก การเที่ยวแบบ
สบายนี้จะเป็นการเตรียมตัวที่ดี ก่อนจะเดินป่าจริงๆ

2) ควรรวมตัวกันหลายๆครอบครัว เพื่อให้เด็กมีเพื่อนรุ่นเดียวกันจะทำให้เขาสนุกกว่าไปกับเฉพาะพ่อแม่มาก

3) สำหรับการเดินป่า นอนป่าครั้งแรกควรเลือกเส้นทางที่ไม่ไกลมากเกินไป แต่ก็ไกลพอที่จะให้รู้สึกว่าห่างไกลจาก
อารยะธรรม (หรือ อนารยะธรรม?) สิ่งก่อสร้างทั้งหลาย ควรเลือกที่มีน้ำ มีลำธารให้อาบให้ใช้อย่างสะดวก คุณสามารถ
เดินเข้าไปพักอย่างนี้ได้ในอุทยานแห่งชาติหลายๆแห่ง แต่ที่ภูน้ำฟ้านี่ก็เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเพราะสถานที่เป็นส่วนตัว
และปลอดภัย

4) ในระหว่างการออกแค้มป์ สำคัญมากว่าจะต้องหัดให้เขารับผิดชอบและช่วยเหลือตัวเอง คุณสอนเขาได้แต่ควร
ที่จะห้ามใจไม่ให้เข้าไปทำอะไรให้ถ้าเห็นว่าเขาทำไม่ได้ เพราะนี่คือโอกาสแห่งการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

แนะนำสถานที่

"ภูน้ำฟ้า" อยู่ริมเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นแค้มป์กราวนด์ ที่เงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนสบายๆ มีห้องน้ำอย่างดี
แต่ไม่มีบ้านพักต้องนอนเต๊นท์ มีเต๊นท์ไว้ให้บริการ จะนอนในที่ลานกางเต๊นท์ที่จัดไว้หรือจะเข้าไปหาที่นอนแบบ
ผจญภัยเล็กๆในป่าแบบที่เล่ามาก็ได้

จัดอาหารให้ได้แต่ควรสั่งล่วงหน้า การเดินทาง ถ้าจะเอารถเข้าไปให้ถึงที่ ต้องใช้รถ 4x4 เท่านั้นเพราะช่วงสอง
กิโลเมตรสุดท้ายเป็นทางป่าที่ค่อนข้างโหด ถ้าไม่ต้องการขับรถเข้าไปสามารถเอารถไปจอดที่เขื่อนศรีนครินท์แล้ว
ให้เอาเรือไปรับได้

กิจกรรมที่ทำได้ก็มีตั้งแต่ เดินป่า, พายเรือคายัค, เล่นน้ำ (มีสระน้ำสำหรับเด็ก), ขี่จักรยาน (ต้องเอาไปเอง) หรือ
จะเอาธนูเอาปืนไปยิงเล่นก็ยังได้แต่ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ดีนะครับ

ถ้าสนใจจะไปพัก โทรถามรายละเอียด ได้ที่ คุณต๊อซ 01-815-6779 หรือคุณเบิ้ม 01-921-6491 ทั้งสองคนเป็น
เพื่อนผมเองครับ

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com