Home

หมอบุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

กลิ่นลูกเหม็นสำหรับใส่ในลิ้นชักเก็บรักษาสกินนกยังคงโชยอยู่จางๆ เมื่อเราก้าวเข้าไปภายในห้องโถงสูง
และกว้างขวางที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นสำนักงาน นิยมไพรสมาคม แลดูเงียบงัน แหงนมองผนังทั้งสี่ด้าน
ยังคงเรียงรายไปด้วยเขาสัตว์หายากนานาชนิดที่เจ้าของ-คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล เก็บสะสมไว้เพื่อการ
ศึกษา

สกินนกนับพันที่เคยถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างครั้งแล้วครั้งเล่าของการวาดภาพนก เพื่อรวบรวมเป็นคู่มือ
นกเมืองไทย-หนังสือที่รวมเรื่องและรูปนกในเมืองไทยเล่มสำคัญ บัดนี้เรียงรายอยู่ในตู้ลิ้นชักเก็บนำที่
ปิดเงียบ ตู้หนังสือที่อัดแน่นไปด้วยตำราทางธรรมชาติวิทยาชั้นเยี่ยมจากทุกมุมโลก ซึ่งเคยเป็นแหล่ง
ความรู้ที่สร้างพื้นฐานให้แก่นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ๆ ในเมืองไทย ปิดล็อกไว้ด้วยกุญแจเล็กๆ

แม้วันนี้ ห้องโถงกว้างจะไม่ได้เปิดต้อนรับผู้คนตลอดเวลาเหมือนเช่นเมื่อครั้งที่คุณหมอบุญส่งยังมีชีวิต
อยู่ แต่ห้องห้องนี้ก็ยังคงถือเป็นห้องประวัติศาสตร์ในใจของนักอนุรักษ์ทุกรุ่นในความรู้สึกของพวกเขา
ที่นี่ไม่ใช่เพียงสำนักงานของนิยมไพรสมาคม ไม่ใช่เพียงห้องสมุดที่เป็นแหล่งความรู้ และไม่ใช่เพียง
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

แต่ห้องห้องนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อนได้เป็นสถานที่ที่คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ของไทย
ได้อุทิศตนทุ่มเทแรงในแรงกายรวมทั้งกำลังทรัพย์ เพื่อสร้างสรรค์งานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ งานซึ่ง
สังคมในยุคของท่านไม่เคยรับรู้ในคุณค่า ยุคที่คำว่า "อนุรักษ์" ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย ยุคที่ไม่มีใคร
จินตนาการได้ถึงการจบสิ้นลงของอาณาเขตป่าอันไพศาลหรือวันอวดวายของเผ่าพันธุ์สัตว์ และยุคที่การ
ต่อสู้เพื่อปกป้องป่าและล่าสัตว์เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ

เมื่อครั้งที่ป่าไม้เมืองไทยยังมีอยู่ถึงร้อยละ 60 การต่อสู้อันโดดเดี่ยวของท่านได้เริ่มขึ้น และในเวลาต่อมา
ชีวิตและการต่อสู้ของท่านได้กลายเป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย

ถึงวันนี้ด้วยรากฐานงานอนุรักษ์ที่ท่านสร้างขึ้น การต่อสู้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและธรรมชาติจะไม่โดด
เดี่ยวอีกต่อไป แม้เราจะเหลือพื้นที่ป่าให้สงวนรักษาเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 และสรรพสำเนียงแห่งป่าจะ
เงียบงันจนน่าใจหาย


ช่วงชีวิตหนึ่งของสุภาพบุรุษไพร

"รุนขอนเข้ากองไฟ แล้วก็ก้มลงเป่าให้ไฟมันลุกมีเปลวไฟขึ้นบ้าง เอาถุงย่ามวางเข้าข้างกองไฟแล้วหนุน
ต่างหมอนนอน แหงนหน้าดูดาวอันขึ้นเต็มท้องฟ้าอันดำมืดมิดอยู่เบื้องบน หูคอยฟังเสียงของป่าอัน
ชาวกรุงไม่มีวันจะได้ฟัง เสียงจิ้งหรีดนั้นดังอยู่เรื่อยๆ ไม่ใคร่ขาดเสียง เสียงนกป่าหลายเสียงร้องดังเป็น
จังหวะ ๆ สำเนียงเสียงร้องนั้นมีแปลกๆ กัน เสียงเหล่านี้ทำให้จิตใจสบาย มันเป็นเสียงที่พวกเดินป่าเท่า
นั้นที่จะได้ยิน ชาวเมืองทั่วไปจะไม่ได้ยินเสียงป่าเช่นนี้เลย"
(ทริพหนึ่งที่แควน้อย 2497)

ก่อนมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่ป่าเมืองไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ แนวป่าหนาทึบและเต็มไปด้วย
สัตว์ป่านานาชนิด นามของหมอบุญส่ง เลขะกุล เป็นที่รู้จักกันในฐานะนักนิยมไพรระดับแนวหน้าในสังคม
ในสมัยนั้นนอกเหนือไปจากการเล่นเทนนิส ตีกอล์ฟ ขี่ม้า การออกท่องเที่ยวตระเวนป่าก็เป็นอีกเกมกีฬา
หนึ่งของลูกผู้ชายที่ได้รับความนิยมและยอมรับกันอย่างมากในแวดวงสังคมชั้นสูง

ในยุคปัจจุบัน คำว่านิยมไพรในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ อาจมีความหมายคาบเกี่ยวตั้งแต่ผุ้ที่นิยมการ
เที่ยวป่า ผู้ที่รักเกมกีฬาและการผจญไพรที่รวมไปถึงการล่าสัตว์ ไปจนถึงการใช้ชีวิตคอย่างพรานไพรที่
จุดมุ่งหมายของการเข้าป่าก็เพื่อล่าสัตว์โดยเฉพาะ และส่วนใหญ่ภาพพจน์ก็มักจะกลายรูปไปเป็นอย่าง
หลัง เป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะคำว่านิยมไพรทุกวันนี้ก็ดูเหมือนจะเลือน
หายไปจากสังคมไทยแล้ว และป่าดงพงไพรในสมัยเมื่อ 50-60 ปีก่อนก็เป็นคนละเรื่องกับป่าในปัจจุบัน
จนยากที่คนรุ่นหลังจะจินตนาการถึงได้

นักนิยมไพรและการท่องเที่ยวแบบนิยมไพรในสมัยนั้นเป็นอย่างไร?

การเที่ยวป่าในสมัยเมื่อ 50-60 ปีก่อนไม่ได้มีความสะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ พาหนะที่จะนำเข้า
ป่าได้นอกจากการเดินเท้าแล้วก็เห็นจะมีแต่เกวียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และป่าคงสมัยก่อนก็มิได้มี
ความสะดวกสบายสวยงามปลอดภัย ในเมื่อป่ายังเป็นป่าที่แท้จริง ยังเป็นบ้านของสัตว์ป่าที่เจ้าของบ้าน
ออกตระเวนหากินอยู่ทั่วไปนักเที่ยวป่า นักนิยมไพรที่รักจะเข้าไปในป่าในดงเช่นนั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับ
ธรรมชาติ และต้องมีความแข็งแรงทรหดไม่น้อย เพราะไม่เพียงต้องผจญกับโรคภัย แต่ยังเต็มไปด้วยภัย
อันตรายจากสัตว์ป่านานาชนิด เรื่องของสัตว์เกเรที่กลายเป็นตำนานป่าไปแล้วในยุคนี้ล้วนเป็นเรื่องจริงที่
เคยเกิดขึ้นมาในอดีต เรื่องเสือกินคนที่จังหวัดยะลาซึ่งชุมถึงขนาดที่ทางราชการต้องเชิญชวนให้นักนิยม
ไพรไปยิงโดยให้เงินค่าหัวก็เป็นเรื่องจริงในปี พ.ศ. 2495 เช่นเดียวกับเรื่องเสือโคร่งที่รวมฝูงกันโจมตีความ
ชาวบ้านที่กำแพงเพชร จนชาวบ้านต้องขอร้องให้คณะนักนิยมไพรชาวกรุงที่เดินทางเข้าไปถึงช่วยกันกำจัด
... เรื่องเช่นนี้ นับว่ายากที่จะเชื่อและเข้าใจได้สำหรับคนที่เติบโตในยุคสมัย "เมืองล้อมป่า" เช่นปัจจุบัน

ในสมัยนั้น ผู้ที่จะจัดทริพตระเวนไพรได้มักจะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะอยู่ในขั้นมีอันจะกิน เพราะค่าโสหุ้ยใน
การออกตระเวนไพร ไม่ว่าจะค่าอาหาร ค่าจ้างลูกหาบ ค่าเกวียน นับเป็นเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว นักนิยม
ไพรรุ่นใหญ่ในสมัยนั้นที่จัดว่าเป็นผู้เข้าป่าล่าสัตว์อย่างเป็นเกมกีฬาจริงๆ มีฝีมือ มีน้ำอดน้ำทน มีสปิริต
อย่างที่สุภาพบุรุษพึงจะมี และได้รับการเคารพอย่างสูงจากคนรุ่นหลังก็มี อาทิ พระยาสุรพันธ์เสนีย์
พระศัลยเวทย์วิสิษฐ์ เจ้าเพชรรัตนวงศ์ษา ครูมาลัย ชูพินิจ นายวรกิจ บรรหาร พระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล
แน่ละ อาจารย์หมอนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

การเที่ยวป่าในยุคนั้นเป็นการเที่ยวป่าอย่างมีจารีต มีกติกาที่แม้จะได้ไม่ได้กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น
แต่นักนิยมไพรที่แท้จริงจะยึดถือเป็นจรรยาบรรณอยู่ในใจเสมอ เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ธรรมเนียมพราน"
สุประดิษฐ์ กัณหวานิช ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

"พรานที่ท่องป่าล่าสัตว์ในสมัยนั้นต้องถือเป็นสัตย์เหมือนกัน หาไม่แล้วจะไม่มีใครอยากจะคบเข้ากลุ่ม
ด้วยเช่น ต้องเลือกยิงสัตว์ตัวผู้ที่โตเต็มที่และมีเขาใหญ่สวยงาม หรือไม่ก็เป็นสัตว์ที่เกเรหรือบาดเจ็บจาก
การถูกล่ามาก่อน และเมื่อตั้งต้นติดตามแกะรอยแล้ว แม้จะพบรอยสัตว์ใหญ่อื่นๆ ก็ต้องไม่สนใจ หากทำ
ให้สัตว์ต้องบาดเจ็บแล้วก็จะต้องติดตามให้จงได้ เพื่อมิให้สัตว์ที่บาดเจ็บนั้นรอดกลับไปทำร้ายผู้อื่นได้
ภายหลัง

การเที่ยวป่าในยุคนั้นหล่อหลอมให้นักนิยมไพรได้รู้จักและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ทั้งเรียนรู้จากสภาพธรรมชาติ
จากสัตว์ป่า และจากพรานชาวบ้านให้เป็นผู้ที่อดทนและเสียสละ มีความเป็นลูกผู้ชายที่แท้ มีวิญญาณ
เป็นนักสู้-นักกีฬา

ครูมาลัย ชูพินิจ นักนิยมไพรอาวุโส ได้เคยกล่าวถึงคุณค่าแห่งการเที่ยวป่าในยุคนั้นไว้อย่างน่าฟังว่า

"ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งผู้มีศรัทธาต่อการใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยเหตุที่ว่ามันเป็นการศึกษาและอบรมให้คน
หนุ่มของเรารู้จักค่าของชีวิตที่มั่นคงแข็งแรงทั้งกายและใจ ชีวิตป่าให้ความสำนึกถึงการเสียสละ ภราดรภาพ
และความเป็นไทอย่างชีวิตอื่นยากจะให้ได้

และทั้งนี้ทั้งนั้น สาระสำคัญของการเข้าป่าก็ไม่ใช่อยู่ที่การล่าสัตว์ หากแต่อยู่ที่การได้เรียนรู้ พบเห็น และ
ใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติอย่างแท้จริง

สำหรับคุณหมอบุญส่งเอง การท่องเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพร เป็นความสุขทางใจที่เริ่มต้นจากความ
รักธรรมชาติที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก

ย้อนหลังไปในอดีต โอกาสการเรียนรู้ธรรมชาติของคุณหมอบุญส่งเริ่มขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนอยู่ที่
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เวลานั้นกองลูกเสือของโรงเรียนมักจะจัดกองออกซ้อมรบตามอำเภอต่างๆ ถึง
แม้จะเป็นเพียงกองลูกเสือ คณะนักเรียนก็จะต้องเดินทางเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าใหญ่จริงๆ การเดินทาง
ไกล การพักแรมในป่าที่เต็มไปด้วยฝูงสัตว์น้อยใหญ่ ก่อความตื่นตาตื่นใจ และชวนให้ท่านรักและหลง
ใหลในความน่าทึ่งของธรรมชาติและชีวิตป่ามาตั้งแต่นั้น

แม้เมื่ออย่างเข้าวัยหนุ่ม และเช้าเรียนเตรียมแพทยศาสตร์ในแผนกอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬา
ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความรักในป่าเขาและความสนใจในธรรมชาติของท่านก็ไม่ได้จางลงไป หากแต่
การศึกษาในเชิงธรรมชาติวิทยา และวิทยาศาสตร์ กลับส่งเสริมให้ท่านสนใจกับชีวิตธรรมชาติและสัตว์
ป่ามากขึ้นตามลำดับ และนี่เองที่ทำให้การออกตระเวนไพรของคุณหมอบุญส่ง มี "กำไร" ที่ต่างออกไป
จากนักนิยมไพรท่านอื่นๆ กำไรจากากรเดินป่า ไม่ใช่จำนวนของสัตว์ที่ยิงได้ ไม่ใช่เขาสัตว์ที่สวยงาม
หากแต่เป็นเรื่อราวและพฤติกรรมของสัตว์ป่าที่น้อยคนนักจะได้เรียนรู้

และกำไรอันนั้นก็ได้กลายเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อวิชาการทางด้านสัตว์ป่าของเมืองไทย ความรู้
ความชำนาญอันเกิดจากการเที่ยวป่าและติดตามสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ป่ามานานปี ประสบการณ์
ตรงที่ท่านได้รับเหล่านี้ ต่อมาภายหลังได้เกิดเป็นตำราสัตวศาสตร์ที่ท่านเขียนขึ้นไว้มากมายอย่างที่ไม่
เคยมีใครเขียยนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในเมืองไทย (Mammals of Thailand) คู่มือดู
นก (Bird Guide of Thailand) ที่ได้รับความเชื่อถือและยอมรับจากทั่วโลก รวมทั้งบทความเชิงวิชาการ
เกี่ยวกับป่าไม้และสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก ... จะมีใครเล่าที่รู้เรื่องกระทิงได้ดีไปกว่าผู้ที่เฝ้าติดตามรอยของ
มันไปเป็นวันๆ ผ่านทั้งป่าโปร่งและดงดิบกว่าที่จะเข้าถึงตัวกระทิงได้ ใครจะได้เห็นพฤติกรรมของฝูงนก
เขาเปล้านับร้อยนับพันที่ลงกินน้ำกลางโป่งน้ำซับ นอกจากคนผู้ซุ่มซ่อนในพุ่มไม้ริมโป่งอย่างเงียบกริบ

มาถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความหมายของคำว่า "นิยมไพร" และ "นักนิยมไพร" ก็เริ่มถูกทำให้บิด
เบือนไป ...

ประเทศไทยช่วงหลังสงครามสงบ อุปกรณ์การรบต่างๆ มีเหลือทิ้งอยู่มากมาย ด้วยอาวุธและพาหนะเหลือ
ใช้จากสงครามซึ่งสามารถหาซื้อได้ในราคาไม่แพงนี่เอง ทำให้จำนวนคนที่เขช้าไปเที่ยวป่าล่าสัตว์มีมาก
ขึ้นประกอบกับการตัดถนนหนทางใหม่ๆ เปิดทางเข้าสู่ป่าดง ภายใต้ยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม ยิ่ง
เป็นการอำนวยความสะดวกให้คนเข้าถึงป่าได้ง่ายเข้า ... การเดินทางด้วยเกวียนเป็นแรมวันแรมเดือนได้
กลายเป็นตำนานของการเที่ยวป่า การใช้รถจี๊ปส่องไฟล่าสัตว์ตามราวป่าในยามค่ำคืน กลายเป็นภาพที่เห็น
เจนตาแทบทั่วทุกป่า ยุคแห่งการล้างผลาญทำลายสัตว์ป่าอย่างยับเยินที่สุดได้เริ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน
นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อการ
ส่งออกที่ได้เริ่มก่อตัวขึ้น ก็นำไปสู่การทำลายป่าอย่างมหาศาล

คุณหมอบุญส่งและเพื่อนนักนิยมไพร ยังคงออกท่องเที่ยวป่าเช่นที่เคยแต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ท่านได้พบ
การล่าสัตว์อย่างไม่ถูกต้อง ทั้งการล่าโดยไม่เลือกว่าจะเป็นคัวเมียหรือลูกอ่อนการใช้ปืนกลยิงสัตว์บาด
เจ็บล้มตายกันเป็นฝูงๆ แล้วปล่อยให้เน่าตายอยู่ในป่า สัตว์ป่าไม่เพียงแต่ถูกล่าไปอย่างไม่เลือกเท่านั้น
แต่ป่าดงพงไพรอันเป็นบ้านของพวกมันก็ได้ถูกทำลายลงไปด้วย

คุณหมอบุญส่งและมิตรสหายนักนิยมไพรรุ่นเก่าได้จับตามองปรากฎการณ์นี้ด้วยความห่วงใยในอนาคต
ของทรัยากรธรรมฃาติในประเทศไทย

และไม่นานหลังจากนั้น ตำนานบทแรกของการอนุรักษ์ในเมืองไทยก็ได้เริ่มต้นขึ้น


นิยมไพรสมาคม ตำนานบทแรกของการอนุรักษ์

"ป่าไม้ก็ดี สัตว์ป่าก็ดี เป็นทรัพยากรอันมีค่าของชาติ คือเป็นของของพวกเราชาวไทยทุกๆ คน แต่ในปัจจุบัน
นี้ ของป่าและสัตว์ป่าเหล่านี้หาได้เป็นของของชาวไทยส่วนรวมไม่ ชาวไทยส่วนใหญ่หาได้รับผลประโยชน์
จากทรัพยากรของชาติชิ้นนี้โดยที่วถึงกันตามสมควรไม่ สัตว์ป่ากลับไปตกเสมือนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ
พรานป่าบางคน และนักล่าสัตว์จำนวนน้อย ...

"พวกเรานักล่าสัตว์ เรารู้ถึงความไม่เสมอภาคของชาวเราในเรื่องการใช้ทรัพยากรของชาติชิ้นนี้เป็นอย่างดี
พวกเราจึงรวมหัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมขึ้นเรียกว่า นิยมไพรสมาคม เพื่อเร่งร้องให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้ให้
เหมาะสม
บุญส่ง เลขะกุล "วินาศกรรมแห่งป่าไม้และสัตว์ป่าของชาติ"

ปี พ.ศ. 2496 องค๋กรเอกชนเพื่อการทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในเมืองไทย
ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้น โดยกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งเคยได้ออกท่องป่าล่าสัตว์กันมาก่อน คุณหมอบุญส่งและเพื่อ
นักนิยมไพรได้รวมตัวกันก่อตั้ง "นิยมไพรสมาคม" (Association the Conservation of Wild Life-ACW)
ขึ้นเพื่อร่วมมือกันทำงานรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีพระอินทรสรศัลย์ นักนิยมไพร
อาวุโสเป็นนายกสมาคมคนแรก และตัวคุณหมอบุญส่งเป็นเลขานุการสมาคม ซึ่งในเวลาต่อมา คุณหมอ
ก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ และเป็นกำลังหลักอันสำคัญยิ่งในการดำเนินงานของสมาคมในทุกด้าน

นิยมไพรสมาคมเปิดตัวเองด้วยจุดยืนที่แจ่มชัดในการส่งเสริมและเรียกร้องให้มีการดูแลรักษาทรัพยากร
ธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่าหากแต่ในยุคสมันที่แม้แต่คำว่า "อนุรักษ์" ยังไม่เกิดมีขึ้นในประเทศ
ไทย ในยุคสมัยที่ทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าและล่าสัตว์ยังคงอุดมสมบูรณ์จนไม่มีใครนึกไปถึงว่าสิ่งเหล่านี้
จะมีวันหมดสิ้นไปจากประเทศได้ ป่าไม้และสัตว์ป่ายังคงมีให้ถางทำลายและยิ่งเล่นกันอย่างเหลือเฟือ
การพูดถึงการรักษาป่า รักษาสัตว์ จึงกลายเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่ไม่มีหน่วยงานใดให้ความสนใจ
ซ้ำร้ายตัวคุณหมอบุญส่งเองในฐานะหัวหอกที่ออกรณรงค์เรียกร้องให้มีการสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
ยังถูกค่อนแคะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาจากกลุ่มพรานคนเมืองผู้นิยมการล่าสัตว์เป็นชีวิต รวมทั้งผุ้ที่
เกรงว่าจะสูญเสียผลประโยชน์ชีวิตวัยหนุ่มเมื่อครั้งออกเที่ยวป่าล่าสัตว์ กลายเป็นที่มาของคำโจมตีทำนอง
ว่าคุณหมอรักษาสัตว์ป่าเอาไว้ให้พวกเดียวกันเองถลุงเล่น รวมไปถึงการตราหน้าว่าเป็นนักบุญใจบาป

สภาพการณ์เช่นว่าทำให้การต่อสุ้ในเชิงอนุรักษ์ของคุณหมอเป็นไปอย่างโดดยเดี่ยวยิ่ง ทว่าเสียงวิพากษ์
วิจารณ์ความไม่เข้าใจของผู้คน ตลอดจนการทำงานที่ขาดความร่วมมือจากรัฐและหน่วยงานอื่นใด ทั้ง
หลายทั้งปวงก็ไม่ได้ทำให้คุณหมอบุญส่งหมดกำลังใจหรือท้อแท้แต่อย่างใด กลับยิ่งกระตุ้นเตือนให้
คุณหมอเร่งปูพื้นฐานงานอนุรักษ์ และสร้างกระแสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากร
ธรรมชาติ เข้าใจถึงคุณค่าของป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น

ห้องโถงขนาดใหญ่ในบ้านพักของคุณหมอบุญส่งเองได้กลายเป็นสำนักงานของนิยมไพรสมาคม รวมทั้ง
จัดแต่งห้องขึ้นในลักษณะของพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยา โดยรวบรวมเอาสัตว์หายากนานาชนิดมาจัด
แสดงไว้ตั้งแต่เขาสมัย-สัตว์มีเขาที่สวยงามที่สุดที่มีอยู่ในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก และได้สูญสิ้น
เผ่าพันธุ์ของมันไปแล้วก่อนที่คุณหมอจะได้พบ เขากระทิง วัวแดง กูปรี และเขาสัตว์จากต่างประเทศที่คุณ
หมอแลกเปลี่ยนมาเพี่อใช้ในการศึกษา ตำราชั้นดีจากต่างประเทศว่าด้วยเรื่องธรรมชาติวิทา การอนุรักษ์ป่า
และทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อสนับสนุนงานเผยแพร่ความรู้ทางธรรมชาติและ
การสงวนรักษาทรัพยากรของประเทศออกสู่ประชาชน การรวบรวมตัวอย่างนก แมลง ผีเสื้อ สัตว์เลื้อยคลาน
ฯลฯ ก็ได้เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อจัดทำเป็นตำราและคู่มือเกี่ยวกับสัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีในเมืองไทย ก่อน
ที่สัตว์เหล่านี้จะสูญหายหมดสิ้นไปจากแผ่นดิน กิจกรรมของนิยมไพรสมาคม เกิดขึ้นอย่างมากมกายด้วย
พลังทุ่มเทอย่างสุดตัวของคุณหมอบุญส่ง ไม่ว่าจะด้วยกำลังแรง กำลังใจ รวมถึงกำลังทรัพย์ ท่านออกเผย
แพร่ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของป่าและสัตว์ป่า เพื่อปลูกฝังนิสัยรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติให้
แก่ประชาชนทั่วไป เดินทางไปบรรยายประกอบการฉายสไลด์หรือภาพยนตร์ชีวิตสัตว์ที่ถ่ายทำเองตาม
สถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย ตลอดจนกระทั่งวัด ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กิจ
กรรมของนิยมไพรสมาคมยังรวมไปถึงการจัดนำเที่ยวเพื่อศึกษาเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่
ครู นักเรียน นอกจากนี้ทางสมาคมฯ ยังเปิดรับสมาชิกทั้งผู้ใหญ่และเยาวชน ที่ได้เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่ม
แนวร่วมการอนุรักษ์ให้กว้างขึ้น ในช่วงเลานั้นเองคุณหมอบุญส่งก็ได้หันมาเขียนหนังสือและบทความ
ต่างๆอย่างจริงจัง บทความของท่านล้วนแต่กระตุ้นให้สังคมและรัฐบาลยุคนั้นเห็นความสำคัญของการ
สงวนรักษาธรรมฃาติ ท่านเปิดคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เสริมแง่คิดให้ผู้อ่านเกิดใจรักในธรรมชาติ
เขียนบทความเรื่องนกในประเทศไทย โดยลงรูปที่ถ่ายและเขียนขึ้นเอง ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์
เขียนเรื่องเที่ยวป่าลงติดต่อกันในนิตยสารชัยพฤกษ์โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมาย
คุ้มครองสัตว์ป่า ฯลฯ

และด้วยความเชื่อที่ว่า การรักษาธรรมชาติจะสำเร็จลงได้ต้องให้ชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทเข้ามามีส่วน
ร่วมในขบวนการอนุรักษ์ด้วย คุณหมอบุญส่งจึงได้ผลักดันให้เกิดสาขาของนิยมไพรสมาคมในต่างจังหวัด
ขึ้น โดยเริ่มที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2500 นิยมไพรสมาคมสาขากาญจนบุรีก็ได้เป็น
อีกแรงหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่เรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติออกไปอย่างแข็งขัน มีการลงทุนร่วมแรงทำ
ป้ายถาวรเรียกร้องให้สงวนพันธุ์สัตว์ป่าปักไว้ตามถนนใหญ่ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี แสดงความต่อต้าน
ต่อนักล่าสัตว์ป่าในสมัยนั้น

มาในปี พ.ศ. 2501 นิยมไพรสมาคมก็ได้ออกหนังสือรายเดือนฉบับสำคัญเล่มหนึ่งออกมา หน้าแรกของ
หนังสือ เน้นย้ำจุดยืนของสมาคมฯอย่างเด่นชัด โดยระบุว่า "นิยมไพรเป็นหนังสือรายเดือนเพื่อเรียกร้อง
ความเป็นธรรมให้เหล่าสัตว์ป่า" นิตยสารเล่มนี้อาจนับเป็นนิตยสารเล่มแรกของไทยที่ชูประเด็นการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมฃชาติ เนื้อหาในเล่มล้วนเป็นเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ป่า และ ชีวิตสัตว์ รวมไปถึง
บทความรณรงค์เพื่อสงวนรักษาป่าและสัตว์ป่าที่ในเวลานั้นไม่เคยมีใครพูดถึง นิตยสารนิยมไพรได้รับการ
ตอบรับจากผู้อ่านจำนวนไม่น้อย และแตกแขนงออกไปเป็น "ข่าวนิยมไพร" ที่มีบทความและข่าวทั้งภาษา
ไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึง "สารนิยมไพร" ที่จัดทำขึ้นเพื่อเยาวชนด้วย

ช่วงระยะเวลาหนึ่งของการต่อสู้และรณรงค์เรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ได้สร้างสมแนว
ร่วมของการอนุรักษ์ขึ้นทีละน้อย แม้จะยังเป็นเพียงกระแสที่แผ่วเบาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้ และตัวคุณ
หมอบุญส่งเองยังคงโดดเดี่ยวอยู่บนเวทีการต่อสู้เพื่อสงวนรักาาป่าและสรรพสัตว์ ทว่าความหมายของ
คำว่า "อนุรักษ์" ก็ได้ปรากฏนิยามขึ้นแล้วอย่างน้อยก็ในหัวใจของคนกลุ่มหนึ่ง และในวงกว้างชื่อ "หมอ
บุญส่ง" ก็ปรากฏคู่มาในทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงป่าไม้และสัตว์ป่า นอกเหนือไปจากการเป็นนักธรรมชาติ
วิทยาที่รอบรู้อย่างหาตัวจับยาก

ในเวลานั้น หากมีเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่าและป่าไม้ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงหมอบุญส่ง สวนสัตว์เอง เมื่อได้สัตว์
ป่าชนิดใหม่มา ก็ต้องเชิญหมอบุญส่งมาชมก่อนใครๆ

และเช่นเดียวกัน หากมีใครสักคนแสดงความสนใจหรือเป็นห่วงเป็นใยในป่าไม้และสัตว์ป่าขึ้นมา คน
คนนั้นก็ไม่พ้นต้องถูกเรียกกันว่าเป็นคนไอ้พวกหมอบุญส่ง


นักสู้ชื่อบุญส่ง

"แทบทุกวันทุกคืน ข้าพเจ้าได้ฟังแต่วิทยุที่บ้านของของข้าพเจ้าร้องเพลงปลุกใจว่า "รักษาดินแดนไทยไว้
ให้ลูกหลาน" ฟังดูเขาปลุกใหม่ๆ ก็รู้สึกว่าตื่นแล้ว หายง่วงดี แต่ฟังไปหลายๆ ปีแล้วก็กลับง่วงเหงาหาวน
อนเสียยิ่งกว่าเดิม เพราะตื่นมาตั้งตาคอย-ขอย-คอย มาตั้งหลายปี คอยจนกระทั่งสัตว์หมดผืนแผ่นดิน
ไทยไปแลัวตั้งหลายอย่างก็ยังไม่เห็นมีท่าอะไรเลยการรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานนั้นความจริงใครๆ
ก็ทำได้ แต่การรักษาทรัพยากรของชาติไว้ให้ลูกหลานนั่นสิ เป็นเรื่องที่ทำยาก เป็นหน้าที่ที่รัฐควรรีบจัดการ
ทำ เพื่อรักษาแผ่นดินและทรัพยากรของแผ่นดินไว้ให้แก่ลูกหลานสืบไป(บุญส่ง เลขะกุล "ธรรมชาตินานา
สัตว์")

ถ้าปากกาเป็นอาวุธ สำนวนและลีลาการเขียนแบบทีเล่นทีจริง เหน็บแนมแกมประชดของคุรหมอบุญส่ง
ก็คงนักเป็นด้ามหอกที่คอยกระทุ้งสีข้างรัฐบาลในเวลานั้นให้หันกลับมาเหลียวแลและจัดการกับทรัพยากร
ของชาติ

การทำงานของนิยมไพรสมาคม โดยโต้โผใหญ่ที่ชื่อบุญส่ง เลขะกุล ในครั้งนั้น นับเป็นการทำงานที่แหลม
คมและจู่โจมอย่างตรงเป้าหมายเสมอ พร้อมๆ กับการดำเนินการสร้างความเข้าใจในเรื่องป่า สัตว์ป่า และ
ทรัพยากรธรรมชาติสู่ประชาชน ภาครัฐบาลที่นับเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้การรณรงค์ทั้งหลายส่งผล
ออกมาเป็นรูปธรรม ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของสมาคมฯ และคุณหมอบุญส่งในการเรียกร้องและรณรงค์
ในเรื่องดังกล่าว

งานชิ้นแรกๆ ของนิยมไพรสมาคมก็คือ ผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายที่สามารถป้องกันการทำลาย
ทรัพยากรธรรมชาติออกมา ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่า หรือกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ป่า
ในรูปของวนอุทยาน

การรณรงคืในปัญหาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติต่อภาครัฐบาลในเวลานั้น ออกจะเป็นการทำ
งานที่ล้ำยุคสมัยไปมาก เพราะทั้งรัฐบาลและนัการเมืองสมัยนั้นไม่มีใครสนใจต่อากรรักษาธรรมชาติกัน
เลย คุณหมอบุญส่งจึงต้องทำงานอย่างหนัก ทั้งงานรณรงค์ งานวิชาการ และงานเผยแพร่ความคิด เพื่อ
ที่จะกระตุ้นให้ผู้แทนราษฎรในยุคนั้นหันมาสนใจอนุรักษ์สัตว์ป่าในหลายๆ ครั้งท่านถึงกับต้องลากเขา
สัตว์ ทั้งเขาสมัน ละองละมั่ง ถูลู่ถูกังเข้าไปที่รัฐสภาเพื่อเรียกร้องแทนเสียงของสัตว์ป่าต่อนักการเมือง
โดยที่ท่าานเองก็ยังไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะยอมให้ท่านเข้าไปในสภาหรือไม่

ท่านเคยรำพึงถึงความไม่ใส่ใจของนักการเมืองยุคนั้นไว้ว่า "ส่วนมากมักถือว่าตัวเองเป็นผู้แทนของราษฎร
ไม่ใช่ผู้แทนของสัตว์ป่า ราษฎรเป็นผู้เลือก สัตว์ป่าไม่ได้เลือกเขา ฉะนั้นการที่จะไปขอร้องเขาให้ออก พ.ร.บ.
คุ้มครองสัตว์ป่าให้คนฆ่าน้อยลงกว่าเดิม เขาถือว่าเป็นการตัดสิทธิ์ของราษฎร เขาจึงปฏิเสธไม่ยอมช่วยด้วย"

การทำงานของสมาคมฯ และคุณหมอบุญส่งเข้มข้นขึ้นตามดีกรีของการทำลายป่า และการล่าสัตว์อย่าง
ล้างผลาญในยุคนั้น คุณหมอแสดงความคิดเห็นผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ เขียนบทความตามที่ต่างๆ
กระตุ้นเตือนรัฐบาลและประชาชนให้ตระหนักถึงผลเสียที่จะได้รับจากการทำลายธรรมชาติและสภาพแวด
ล้อม ในบทความหากป่าไม้ยังอยู่ยั้ง ยืนยง ที่คุณหมอเขียนลงในสยามรัฐรายวัน ยังได้กระตุ้นเตือนให้เห็น
ถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่ผู้คนในยุคนั้นพากันละเลย

"ป่าไม้เป็นทรัพยากรอันสำคัญที่สุดของประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม ไม่ใช่เป็นประเทศ 
อุตสาหกรรม เราต้องซื้อของเขามาใช้ตั้งแต่กระดาษชำระ ไม้จิ้มฟัน จนกระทั่งถึงรถยนต์และเครื่องบิน
อุตสาหกรรมที่เราพอทำได้โดยไม่ต้องซื้อจากที่อื่น ก็เห็นมีแต่น้ำอัดลม บุหรี่และแม่โขง ซึ่งก็เป็นของที่
กินหมดไปเผาหมดไป โดยไม่ทำรายได้เช้าประเทศแม้แต่สตางค์เดียวก็ว่าได้ ฉะนั้นประเทศไทยจึงไม่
ควรลืมฐานะของตนว่าตนเป็นแค่เพียงชาวไร่ ชาวสวน ซึ่งจะต้องฝากผีฝากไข้ในอนาคตของตนกับ
ทรัพยากรธรรมชาติของตนเท่านั้น"

หันมามองการทำงานอนุรักษ์ในปัจจุบัน ยุคที่เรื่องของการอนุรักษ์เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ หลาย
หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ กระนั้นหากจะหวังผลออกมาเป็นรูปธรรมกัน
จริงๆ ก็ยังแสนยาก เมื่อมองย้อนไปในอดีต การต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเมื่อหลายสิบ
ปีก่อนของคุณหมอบุญส่ง ก็ยิ่งโดเดี่ยวและยากลำบากกว่าหลายเท่า หลาย ๆ ครั้งการดำเนินงานอย่าง
เถรตรงกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่สร้างความไม่พอใจให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ คุณหมอได้เคยบรรยายถึง
สภาพการณ์ในช่วงเวลานั้นไว้ว่า

"สมาคมรู้ตัวดีว่า งานของสมาคมยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งทำให้มีศัตรูเพิ่มมากขึ้น ทั้งศัตรูทางการเมืองและศัตรูจาก
ผู้ที่มีผลประโยชน์ขัดกัน พรรคการเมืองและผู้แทนราษฎรหลายคนที่ใช้ป่าไม้เป็นเครื่องหาเสียงก็เห็นสมาคม
เป็นศัตรู พยายามหาเรื่องใส่ร้ายให้ทางราชการสั่งยุบสมาคม หรือหาเรื่องให้เนรเทศกรรมการบางคนออก
นอกประเทศ
(เรื่องของนิยมไพรสมาคมและกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ)

แต่นักสู้ที่ไม่เคยถอยอย่างคุณหมอบุญส่ง ก็ยังคงเดินหน้าทำงานของตนต่อไป เมื่อมีเรื่องที่จะทักท้วง
หรือเสนอรัฐบาล สมาคมฯ จะทำหนังสือถึงรัฐบาล แล้วขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีโดยตรง แม้ว่าการทำงาน
ของท่านจะอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองตกอยู่ในเงื้อมเงาของระบบเผด็จการและอำนาจมืด ท่านก็ยังคงปฎิบัติ
หน้าที่ของนักอนุรักษ์อย่างเต็มกำลังโดยถือความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง ท่านได้นำคณะกรรมการของนิยมไพร
สมาคมเข้าพบนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง 2 คน ใน 2 รัฐบาล ทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม
กิตติขจร ท่านได้เข้าไปพูดต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐสภา ขอให้นักการเมืองเหล่านั้นช่วยกันสนับ
สนุน พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กับ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติให้ออกมา

หลังจากการรณรงค์เรียกร้องในรูปแบบต่างๆ ด้วยความอุตสาหะการเสนอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติ
สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงการตระเวน ล็อบบี้กับบรรดา ส.ส.ให้เห็นถึงความสำคัญ
ของป่าไม้และสัตว์ป่า ความสำเร็จก้าวแรกของนิยมไพรก็บังเกิดขึ้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านพระราช
บัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าออกมาในปี พ.ศ. 2533 และในปีถัดมาก็ออกพระราชบัญญัติอุทยาน
แห่งชาติตามมาอีก 1 ฉบับ ผลที่ตามมาก็คือ มีการประกาศพื้นที่บางแห่งให้เป็นป่าอนุรักษ์ในรูปของอุทยาน
แห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งวนอุทยานและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีกมากมายที่รู้จักกันอยู่ใน
ปัจจุบัน

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย ก็นับเป็นตัวอย่างอันดีของผลงานจากการ
ผลักดันของคุณหมอบุญส่ง ครั้งนั้นโดยการร่วมงานกับพ่อเลี้ยงพงษ์สวัสดิ์ สุริโยทัย ซึ่งสนิทสนมกับจอม
พลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คุณหมอและพ่อเลี้ยงได้ชักชวนให้จอมพลสฤษดิ์ขึ้นเครื่อง
เฮลิคอปเตอร์ สำรวจสภาพดงพญาเย็น-ป่าดงดิบอันยิ่งใหญ่ของเมืองไทย ภาพของดงพญาเย็น จาก
เฮลิคอปเตอร์ที่ปรากฏต่อสายตาท่านนายกรัฐมนตรี เป็นภาพของดงดิบที่เว้าแหว่งเป็นหย่อม ๆ จอมพล
สฤษดิ์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าป่าไม้ในเมืองไทยจะมีวันหมดสิ้นไปได้จึงได้ตระหนักถึงหายนะของป่าที่กำลัง
จะเกิดขึ้น ผลจากการขึ้น ฮ.ครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นการประกาศจัดตั้งอุทยานเขาใหญ่ในเวลาต่อมา.

ในยุคสมัยปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เพียงในระดับประเทศเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อม
ได้กลายเป็นปัญหาหลักที่ท้าทายภูมิปัญญาของมนุษยชาติอู่ในปัจจุบัน การสูญเสียป่าเขตร้อนเป็นเรื่อง
ที่นานาชาติให้ความห่วงใย สำหรับประเทศไทยเอง ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนก็มีการพูดถึงการแบ่ง
พื้นที่ป่าเป็นป่าอนุรักษ์และป่าเศรษฐกิจ กรมป่าไม้เพิ่งจะเริ่มทำแผนแม่บทในการใช้ประโยชน์และการจัด
การในป่าอนุรักษ์ แต่หากได้นึกทบทวนศึกษาจากสิ่งที่เคยมีมา ก็เห็นได้ว่า เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่
เรื่องใหม่เลย เพราะอย่างน้อยคุณหมอบุญส่งก็ได้เคยกล่าวเชิงเสนอแนะถึงการแก้ไขด้วยวิธีการเหล่านี้
มาแล้วทั้งสิ้น ในบทความ "หากป่าไม้ยังอยู่ยั้ง ยืนยง" อีกเช่นกัน ที่ท่านได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า

รัฐบาลจะต้องมีนโยบายรีบวางเขตกันเสียให้แน่นอนโดยเร็วว่า ที่ตรงไหนจะมีนโยบายให้ทำอะไรให้แน่
นอนเช่น ตรงไหนจะรักษาให้เป็นป่าไว้อย่างถาวร ตรงไหนจะเปิดให้เป็นที่กสิกรรม ตรงไหนจะเก็บไว้ให้
เป็นทุ่งสัตว์เลี้ยง ตรงไหนจะให้เป็นต้นน้ำลำธาร ตรงไหนจะเปิดให้เป็นวนอุทยาน ตรงไหนจะให้เป็นแหล่ง
สัตว์ป่า หรือเกมปริเซฟ ฯลฯ รัฐบาลควรวางเขตให้แน่นอนเด็ดขาดกันเสียที ทำเป็นรัฐบาลยายแก่ที่ไม่วาง
นโยบายอะไรให้แน่นอนเช่นนี้ เรื่องบุกรุกโค่นถางทำลายป่า และทำลายต้นน้ำลำธารจึงเกิดมีขึ้นอย่างไม่
มีที่สิ้นสุดอย่างที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว แล้วเราจะไปโทษราษฎรก็ไม่ถูก เพราะตัวรัฐบาลเองก็ยังไม่รู้ว่าที่ไหนจะ
มีนโยบายให้ทำอะไร แล้วตาสีตาสาแกจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร

ข้อเขียนของท่านแม้จะมีอายุกว่า 30 ปี เขียนขึ้นเมื่อครั้งประเทศไทยยังมีพื้นที่ป่าไม้กว่าร้อยละ 60 ของ
พื้นที่ประเทศ แต่ข้อเขียนนั้นก็ยังคงทันสมัยมาจนปัจจุบัน เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครอง
สัตว์ป่า พ.ศ. 2503 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ที่ท่านได้มอบเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง
และยังประโยชน์มหาศาลมาจนทุกวันนี้
นับเป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งของคุณหมอบุญส่ง ที่สังคมไทยใช้เวลาอีกเกือบ 30 ปีต่อมา ในการรับรู้ว่าพื้นที่
ป่าที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในประเทศนี้ เกือบทั้งหมดรักษาไว้ได้ก็เพราะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น หากไม่มีพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับออกมาคงไม่มีใครตอบได้ว่า ป่าใหญ่
หลายต่อหลายแห่ง ยังจะคงสภาพให้เราได้พบเห็นอย่างในปัจจุบันหรือไม่

คุณหมอบุญส่งนับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักอนุรักษ์ธรรมชาติในปัจจุบัน ท่านเป็นผู้ที่มองสิ่งต่างๆ ด้วย
เหตุและผล โดยอาศัยข้อมูลจริงเป็นพื้นฐานไม่ยึดติดกับแนวคิดของตนแต่เพียงอย่างเดียว

เมื่อครั้งที่มีการริเริ่มสร้างเขื่อนยันฮีหรือเขื่อนภูมิพลนั้น คุณหมอเองก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความเห็นสนับสนุน
ในเวลานั้นเขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนขนาดยักษ์แห่งแรกในเมืองไทย ยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบจากการ
สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ในเวลานั้นท่านเชื่อว่า ประเทศจะพัฒนาไปได้ต้องมีแหล่งพลังงานใช้สอย
และประการสำคัญเมื่อมีไฟฟ้า ความต้องการใช้ไม้ในการหุงต้มก็จะลดน้อยลง เป็นการลดปัญหาการทำ
ลายป่าจากชาวบ้านลงด้วย ท่านได้เขียนบทความสนับสนุนในเรื่องนี้ว่า

... สรุปผลของเขื่อนภูมิพลแล้วเห็นว่า เป็นโครงการที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล คุ้ม
ค่าที่รัฐบาลจะลงทุนก้อนใหญ่ๆ ไป (พูดตามผลของการคำนวณ และขอบนบาลเทพยดาฟ้าดินให้ได้ผล
อย่างว่านั้นเถิด) ประโยชน์จากเขื่อนนี้ก็มีมากมาย ไฟฟ้าจะมีใช้ทั่วถึงทั้งภาคเหนือและภาคกลางของ
ประเทศไทย แรงไฟฟ้าสูง ค่ายูนิตไฟฟ้าจะถูกลง โรงงานอุสาหกรรมต่างๆ จะมีตั้งมากขึ้น ผลิตผลต่างๆ
จากอุตสาหกรรมจะมีราคาถูกลง ฯลฯ ...ประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกๆ ในการหุงต้มและรีดเสื้อผ้าแทน
การใช้ฟืนและถ่านแบบเดิม โดยเหตุนี้แหละ การทำลายป่าและความพินาศของป่าจะได้เบาบางน้อยลง
ไปอีกอย่างมาก

ถึงกระนั้นท่านก็ยังได้ให้ข้อคิดในการสร้างเขื่อน ที่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ของป่าและป่าไม้ด้วยว่า
"...เมื่อมาอุตส่าห์บงทุนสร้างเขื่อนมหึมาด้วยหวังผลมหาศาลเช่นนี้แล้ว ทางกรมป่าไม้ กรมกสิกรรม กรม
ประชาสงเคราะห์ และกระทรวงมหาดไทยก็ควรจะทำงานบางอย่างให้ประสานงานกับโครงการนี้ เช่น การ
ปราบปรามการทำไร่เลื่อนลอยของชนเผ่าต่างๆ ตามเทือกเขาต้นน้ำปิง การทำลายป่าจะทำให้ได้น้ำจาก
ขุนเขาลงมายังอ่างเก็บน้ำยันฮีนั้นน้อยลง ขี้ดินหรือซิลท์จากทเขาหัวล้านทั้งหลายก็จะถูกผนชะพังและ
ไหลเทลงมายังอ่างเก็บน้ำมากขึ้น และทำให้ตื้นเขินมากขึ้นทุกๆ ปี ...

แต่ครั้นเมื่อเขื่อนภูมิพลสร้างเสร็จ และยังมีการสร้างเขื่อนอื่นๆ ตามมาอีกจำนวนมาก ผลที่ได้จากการ
สร้างเขื่อนไม่ได้เป็นไปตามที่ทางการโฆษณาไว้ โครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กลับกลายเป็นสะพานที่
นำไปสู่การทำลายทรัพยากร โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลายไปมากกว่าเนื้อที่ป่าที่ถูกน้ำท่วมในการสร้าง
อ่างเก็บน้ำอีกหลายเท่า พลังงานไฟฟ้าก็ไม่ได้ตามเป้าหมาย ทำให้มีข้ออ้างในการสร้างเขื่อนอยู่เรื่อยๆ
ดังนั้นเมื่อมีโครงการจะสร้างเขื่อนน้ำโจนกั้นแม่น้ำแควใหญ่ครั้งแรก ท่านจึงเป็นผู้ที่ออกโรงคัดค้านอย่าง
หนักมาตั้งแต่ต้น

ท่านได้ลงมือเขียนจดหมายเปิดผนึกคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนโดยชี้ว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่
และห้วยขาแข้ง เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด และเป็นที่ที่มีสัตว์ป่าชุกชุมที่สุดของประเทศ
ไทย ทำเอกสารข้อมูล เขียนบทความแจงเหตุผลการที่ไม่ควรสร้างเขื่อนน้ำโจนและยังออกเดินสายอภิปราย
ตามที่ต่างๆ เกือบทุกวัน ทั้งที่เวลานั้นอายุของท่านก็ล่วงเข้า 75 ปีแล้ว

ท่านได้กล่าวไว้ในบทความ "หยุดเขื่อนน้ำโจน" เมื่อครั้งนั้นว่า

"ประชาชนคนไทยไม่ได้อยู่กับไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติอย่างอื่นด้วย
 ฉะนั้นทางการไฟฟ้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงน่าจะได้เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ บ้างไม่
ใช่จะทำงานอย่างคนบ้าจี้ เห็นน้ำไหลที่ไหนก็จะกู้เงินต่างประเทศมาทำเขื่อนที่นั่นเรื่อยไป อย่างที่คิดจะ
ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้

"ประเทศไทยไม่ใช่สมบัติหรือที่ทำกินของชนกลุ่มน้อยที่ทำเขื่อนแต่พวกเดียว แต่ต้องทำการอนุรักษ์หลาย
สิ่งหลายอย่างไว้เพื่อชนส่วนใหญ่ในระยะยาวด้วย ฉะนั้นจึงหวังเป็นอย่างมากว่า ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
และรัฐบาลคงจะคิดทบทวนเรื่องเขื่อนน้ำโจนนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่จะเอาแต่ง่ายคิดแต่จะสร้างเขื่อนน้ำโจน
เพื่อผลงานของตนเอง แต่ไปทำลายงานการอนุรักษ์ของหน่วยราชการอื่นหมดไป เป็นเรื่อน่าคิด น่าละอาย
และน่าเศร้าสำหรับประชาชนคนไทย และประเทศไทยเป็นส่วนรวมยิ่งนัก"

นี่แหละ... ลูกชนของสุภาพบุรุษวัย 75 ปี ผู้ไม่เคยลงจากเวทีแห่งการต่อสู้เพื่อธรรมชาติเลย


เมล็ดพันธุ์แห่งการอนุรักษ์

"...คุณพ่อบอกว่า เราจะเปลี่ยนความรู้สึกผิดชอบของคนรุ่นผู้ใหญ่ที่ปกครองประเทศไม่ได้ เพราะเขาขาด
ความรู้และจิตสำนึกมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น การรณรงค์ที่จะช่วยประเทศชาติจะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ซึ่งก็ได้
ผลในบางส่วน เพราะลูกศิษย์ของคุณพ่อได้มีบทบาทในการรักษาป่าและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้"
นายแพทย์โอสถ เลขะกุล

คุณหมอบุญส่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ตลอด
ระยะเวลาของการทำงานอนุรักษ์และงานทางด้านธรรมชาติวิทยา คุณหมอจึงไม่เคยละเลยโอกาสที่จะปลูก
ฝังความรู้และแนวคิดในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เด็ก ๆ งานทางด้านการศึกษาได้จัดให้มีขึ้นควบคู่ไปกับ
งานรณรงค์อื่น ๆ ด้วยเสมอ จึงไม่แปลกอะไรที่หลาย ๆ คน บอกว่า "ท่านทำงานอย่างบ้าเลือดราวกับว่า
พรุ่งนี้ก็จะไม่มีโอกาสได้ทำ"

กลางคืนท่านเขียนหนังสือ  ทั้งข้อเขียนทางวิชาการ กลางวันท่านออกไปบรรยายตามสถาบันต่าง ๆ ออก
ตระเวนฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตสัตว์ป่าและธรรมชาติตามโรงเรียนไม่ได้ว่างเว้น วันสุดสัปดาห์ท่านก็
กระทำตัวเป็นมัคคุเทศก์ชั้นดี นำนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ไปทัศนศึกษาตามจังหวัดรอบ ๆ กรุงเทพฯ
นอกจากนี้ท่านยังเปิดรับสมาชิกนิยมไพรฯ ระดับเยาวชนขึ้นมา สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาในสถาบัน
ต่าง ๆ จัดตั้งกลุ่มนิยมไพรหรือกลุ่มอนุรักษ์ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษารับรู้ว่าเป็นหน้าที่ของตน
และคนในสังคมที่จะต้องร่วมมือกันรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติเอาไว้

ห้องทำงานของนิยมไพรสมาคมที่คุณหมอบุญส่งจัดแต่งไว้ในรูปของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา นอกเหนือ
จากมีไว้เพื่อการทำงานรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังได้ใช้เป็นห้องรับรองและจัด
บรรยายให้ความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาแก่เด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจไม่ว่าไทยหรือเทศ ที่
ทยอยกันมาสัปดาห์ละหลายครั้ง นายแพทย์โอสถ เลขะกุล บุตรชายของคุณหมอบุญส่ง ได้เขียนเล่าถึง
บรรยากาศในเวลานั้นไว้อย่างน่าฟังว่า

"คุณพ่อเป็นคนสายตายาวไกล นอกจากเป็นผู้บุกเบิกในการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศแบบ One Man
Show ที่ทั้งเขียนบทความ บรรยาย วาดรูป ถ่ายหนัง รวมทั้งทุบประตูสภาผู้แทนเพื่อให้ออกกฎหมายออก
มาคุ้มครองป่าไม้และสัตว์ป่า พวกเรายังจำได้ว่า บ้านของเราอบอุ่น เพราะมีแขกต่างประเทศ นักวิทยา
ศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา มาบ้านเราทุกวัน สีหน้าท่าทางน้ำเสียงที่เอื้ออาทรของท่านประกอบด้วยอารมณ์
ขัน สนุก และมุขในการพูดของท่านทำให้แขกไม่ต้องการลากลับ ในหลาย ๆ ครั้ง คุณแม่และพนักงานต้อง
เข้าครัวทำอาหารเลี้ยงเด็กนักเรียน ซึ่งขอต่อเวลาฟังการบรรยายออกไปเรื่อย ๆ ..."

ถึงวันนี้ นักเรียนเล็ก ๆ ของคุณหมอที่ตื่นตาตื่นใจกับภาพยนตร์ชีวิตสัตว์ที่ท่านฉายให้ดู นิสิตนักศึกษา
ที่ได้เคยฟังการบรรยาย เคยพูดคุยปรึกษาหาความรู้ คนหนุ่มสาวไฟแรงที่ได้เคยร่วมงานและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
จากคุณหมอ ตลอดจนนักอ่านรุ่นเยาว์ที่เป็นแฟนหนังสือของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุลได้เติบโตขึ้น
หลาย ๆ คนได้กลายเป็นแนวร่วมของการอนุรักษ์โดยสมัครใจ

ห้องทำงานของนิยมไพรสมาคมที่บ้านของคุณหมอบุญส่งเอง ก็ได้กลายเป็นที่ประวัติศาสตร์ในความ
ทรงจำของนักอนุรักษ์รุ่นปัจจุบัน หลายคนมีช่วงชีวิตการเรียนรู้ธรรมชาติที่น่าประทับใจ ภายในห้องโถง
กว้างที่ฝาผนังเรียงรายไปด้วยเขาสัตว์แปลกตา บางคนได้ยึดเอาที่นี่เป็นขุมคลังความรู้ที่พร้อมให้ตักตวง
ทั้งจากตัวคุณหมอบุญส่งเอง จากตำราชั้นดีที่สุดเท่าที่จะหาได้จากทุกมุมโลก และจากตัวอย่างสัตว์และ
เขาสัตว์นานาชนิดที่ท่านสะสมไว้เพื่อการศึกษา และหลายรายที่ซึมซับเอาความเป็นนักอนุรักษ์ด้วยการ
ทำงาน

นักอนุรักษ์ธรรมชาติและนักวิชาการสัตว์ป่าที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับชาติและนานาชาติ หลายต่อหลายคน
เคยนั่งทำงานอยู่ในห้องนี้ในฐานะลูกศิษย์และผู้ช่วยของท่าน คุณกิตติ ทองลงยา นักสัตววิทยาผู้ค้นพบ
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรและค้างคาวกิตติ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก) และอาจารย์จารุจินต์
นภีตะภัฏ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า สภาวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ก็เป็นศิษย์ก้น
กุฏิที่คุณหมอบุญส่งสั่งสอนและสนับสนุนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง Jeffry A.McNeely กรรมการของ
สหพันธ์นานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) สมัยที่ยังอยู่ในประเทศ
ไทยก็เคยเป็นผู้ช่วยของท่านในการทำหนังสือ "สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในเมืองไทย" (Mammals of Thailand)
คุณกมล โกมลผลิน ประธานชมรมดูนกกรุงเทพฯ และคุณมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ แห่งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า
และพรรณพืชฯ ๒ ศิลปินนักวาดรูปสัตว์ห่าก็เป็นผู้เขียนรูปนกชนิดต่าง ๆ ในหนังสือ "คู่มือนกในเมืองไทย"
ฉบับล่าสุด บุคคลเหล่านี้ล้วนเคยนั่งทำงาน เคยอยู่เคยกินเสร็จสรรพในห้องทำงานของคุณหมอบุญส่ง
นี้มาแล้วทั้งสิ้น

การวางรากฐานงานอนุรักษ์ในเมืองไทยของคุณหมอบุญส่งไม่ใช่เพียงในส่งนของตัวบุคคลเท่านั้น แต่
ยังหมายถึงองค์กรที่จะดำเนินงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วย ...หากจะเปรียบคุณหมอบุญส่ง
เลขะกุล เป็นไม้ต้นแรกในป่าใหญ่แห่งการอนุรักษ์ แม้จะเติบโตอย่างโดดเดี่ยว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไม้ต้น
นี้ก็ได้ให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์แห่งการอนุรักษ์ที่งอกงามขึ้นมาอีกมากมาย มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณ
พืชแห่งประเทศไทย ชมรมดูนกกรุงเทพฯ หรือมูลนิธิศูนย์ข่าวสารสภาวะแวดล้อมแห่งประเทศไทย ล้วน
เกิดขึ้นและดำเนินงานโดยลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั้งสิ้น

และถึงที่สุด ตำราทางวิชาการคู่มืออันสมบูรณ์ของสัตว์ประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย บทความ สารคดี
เกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาจำนวนนับไม่ถ้วนที่คุณหมอทุ่มเทชีวิตจิตใจและทุนทรัพย์จำนวนมากสร้างขึ้น
เขาสัตว์ ซากสัตว์ รวมทั้งสกินนกนักร้อยที่คุณหมอเก็บสะสมไว้เพื่อการศึกษา สิ่งล้ำค่าเหล่านี้ยังคงพร้อม
เสมอที่จะเป็นอาหารสมองให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อสืบทอดความรักและความเข้าใจใน
ธรรมชาติต่อไป


พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ความฝันที่รอการสานต่อ

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕  คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ ผู้ริเริ่มและวางรากฐานงานอนุรักษ์
ในเมืองไทยได้วางมือจากงานของท่านไปชั่วนิรันดร์ คงเหลือไว้เพียงนามและผลงานที่ท่านได้พากเพียร
สร้างมาตลอดชีวิตให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง

ถึงวันนี้ ครบรอบ ๑ ปีเต็มของการจากไป ...หลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านได้เคยมีส่วนผลักดันมาตลอดชั่ว
ระยะเวลาการทำงานทั้งชีวิตของท่านได้เกิดเป็นจริงขึ้น แต่บางสิ่งที่ท่านใฝ่ฝันจะได้เห็น ก็ยังคงเป็นเพียง
มรดกทางความคิดให้คนรุ่นหลังได้สานต่อ

เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาและคนใกล้ชิดของท่านว่า สิ่งที่ท่านใฝ่ฝันจะเห็นเป็นที่สุดก็คือ การที่จะมี
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Museum of Natural History) ก่อกำเนิดขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกับอารย
ประเทศอื่น ๆ เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมที่นับวันมีแต่จะหมดไป

ลักษณะของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่ท่านได้วางไว้ มีขอบเขตมากกว่าพิพิธภัณฑ์ที่เราจัดตั้งกันอยู่
กล่าวคือจะต้องมีส่วนของนิทรรศการ จัดแสดงให้ผู้สนใจได้เข้าชมเพื่อการศึกษาจะต้องมีการทำงาน
วิจัยศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ต้องมีการจัดเก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งต่าง ๆ (Collection) และสุดท้าย ต้องมีการ
จัดทำสวนพฤกษศาสตร์ด้วย

แต่จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่แท้จริงเกิดขึ้นเลย เท่าที่มีอย่างมากก็
เพียงนิทรรศการ "โลกของสัตว์ป่าประเภทมีเขา" ที่ศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งคุณหมอ
บุญส่งได้บริจาคเขาสัตว์บางส่วนของท่านจัดแสดงไว้

ท่านเคยกล่าวกับบุคคลที่ใกล้ชิดของท่านไว้ว่า บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้เพียรพยายามเก็บรวบรวมมา
ชั่วชีวิตจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างสัตว์ เขาสัตว์นานาชนิด หนังสือตำราอุปกรณ์เดินป่า ฯลฯ
ท่านต้องการจะยกให้เป็นสมบัติของชาติและจัดแสดงในรูปของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการค้นคว้า
และศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องธรรมชาติ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นับได้ว่ามีคุณค่าต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ตำราหลายเล่มในปัจจุบันไม่อาจหาได้อีกแล้ว บันทึก รูปถ่าย รวมทั้งตัวอย่างสัตว์ป่าหลาย ๆ ชนิดก็เป็น
มรดกทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่หาค่าไม่ได้ ด้วยว่าป่าดงหลายแห่งที่ท่านได้เคยไปมา ปัจจุบันก็ไม่
หลงเหลือสภาพป่าอยู่เลย และสัตว์หลายชนิดก็ได้สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น

บรรดาของสะสมอันหาค่าไม่ได้ที่ท่านรวบรวมไว้เป็นสมบัติของชาติ บัดนี้ส่วนใหญ่ยังคงเก็บรักษาไว้ที่
ห้องทำงานนิยมไพรสมาคมเช่นที่เคยอยู่ รอคอยการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่สมบูรณ์ตามรูป
แบบที่ควรจะเป็นเพื่อการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เป็นตัวอย่าง เป็นตำรา เป็นแหล่ง
ความรู้ และเป็นเครื่องปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีสำหรับคนรุ่นนี้และรุ่นต่อ ๆ ไป

ความฝันและความหวังของคุณหมอ ที่จะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกิดขึ้นในเมืองไทย เป็นความ
ฝันและความหวังของคนคนหนึ่งที่ต้องการบ่มเพาะและสืบสานความรักและความเข้าใจในธรรมชาติให้
คงอยู่ต่อไป และเป็นฐานอันมั่นคงของงานอนุรักษ์เช่นที่ครั้งหนึ่งท่านได้สร้างสมไว้

ถึงวันนี่... จิตวิญญาณแห่งการอนุรักษ์ของคุณหมอบุญส่ง เลขะกุล ได้ถูกถ่ายทอดไปแล้วจาก
รุ่นสู่รุ่น และผลเสียจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่คุณหมอย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้
ปรากฎรูปธรรมของมันออกมา บนเวทีของการอนุรักษ์ยังคงเป็นการต่อสู้ที่หนักหน่วงเช่นที่เคย
เป็น แต่มันจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

ชีวิตและการต่อสู้อันโดดเดี่ยวของคนผู้หนึ่งได้จบสิ้นลงแล้วตามกายสังขารที่แตกดับ หากแต่
การสืบทอดยังคงมีอยู่ และจะยืนยาวต่อไปคู่กับสัจธรรมของธรรมชาติ ที่ครั้งหนึ่งมนุษย์ได้เคย
รับรู้ผลแห่งการล่วงละเมิดนั้นมาแล้ว


คุยกับ อ. จารุจินต์ นภีตะภัฎ ลูกนอกไส้ของคุณหมอบุญส่ง เลขะกุล

"ผมมาอยู่กับคุณหมอตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ตอนนั้นผมเพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ ๆ คุณหมอกำลังทำหนังสือเรื่อง
ผีเสื้ออยู่ ตอนที่เจอท่านครั้งแรก ผมไปหาชื่อผีเสื้ออยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ท่านเห็นทำงานก็บอก... นาย
หาชื่อได้นี่ ไปอยู่กับฉันไหม ผมเองรู้จักท่านเพราะอ่านหนังสือที่ท่านเขียนมาตลอด พอท่านชวนผมก็ไป
ขอเรียนปริญญาโทด้วยท่านก็ตกลง

"ไปอยู่กับคุณหมอ ท่านก็ให้เลือกว่าจะอยู่อย่างไร อยู่อย่างลูกนี่ไม่มีเงินเดือน แต่ลูกจ้างมีเงินเดือน ผมบอก
ว่าผมอยู่อย่างลูกดีกว่า เงินเดือนไม่เอา ผมคิดว่าความสัมพันธ์มันน่าจะดีกว่า จากนั้นผมก็เลยเป็นลูกท่าน
มาตลอด ช่วยทำงาน ไป ๆ มา ๆ ลูกได้เงินมากกว่า ขอเมื่อไหร่ก็ได้ ไปร้านหนังสือซื้ออะไรคุณหมอก็จ่าย
ให้หมด

"หน้าที่ของผมตอนนั้นก็คือคอยสกรีนจดหมายทุกอย่างที่มาถึงคุณหมอ จดหมายเชิญไปประชุม ไปต่อ
ต้านเรื่องต่าง ๆ บางงานที่เชิญมาผมดูแล้วว่าจะเอาท่านเป็นหนังหน้าไฟมากเกินไปผมก็เก็บเฉย ไม่บอก
ท่านก็ว่า...เอ๊ะ เขาบอกเขาเชิญฉัน แล้วมันหายไปไหนวะ ผมก็ยืนยันว่าไม่มี ผมเห็นว่าคุณหมอเหนื่อยเกินไป

"งานส่วนใหญ่ที่ทำกันอยู่ก็เป็นงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งมีสองอย่าง คืองานต่อต้านเรียกร้องรณรงค์
เรื่องต่าง ๆ กับงานศึกษาธรรมชาติ ศึกษาสัตว์ ศึกษาพืช ซึ่งทำเป็นเล่ม ๆ ไป เช้าขึ้นมาคุณหมอก็จะนั่ง
อ่านหนังสือ ผมไปทำงานที่บ้านท่านตั้งแต่แปดโมงเช้า ทำไปเรื่อย ๆ จนเที่ยง ถ้าคุณหมอรับเชิญไปที่ไหน
ก็จะออกไปก่อน ถ้าไม่มีก็อยู่บ้านกินข้าวเที่ยงด้วยกัน หลังอาหารคุณหมอจะงีบสักพักแล้วตื่นมาทำงานต่อ
ตัวผมทำงานถึงประมาณสามทุ่มก็จะกลับ ส่วนคุณหมอจะทำงานต่อไปอีกจนดึกถึงจะเข้านอน

"ความที่คุณหมอเป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้รู้ทางด้านสัตว์ป่าและด้านการอนุรักษื ที่บ้านก็เลยเป็นแหล่งชุมนุม
วิทยาการ ใครต่อใครมากันหมดตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก กระทั่งถึงเด็กนักเรียน เวลาโรงเรียนติดต่อ
มา เราก็นัดเวลาไว้ เรื่องนี้ วันนี้ มาถึงก็บรรยาย ให้เด็กดูตัวอย่างสัตว์ ดูสไลด์ ภาพยนตร์บ้าง ฉายกันใน
ห้องนั่น ถ้าคนเยอะต้องเอาเก้าอี้ออก นั่งกับพื้น ถ้าน้อยก็นั่งเก้าอี้ แล้วแต่... เด็กนักเรียนจะมากันบ่อยมาก
เดือนหนึ่งผมว่าสักหกครั้งได้ บางทีถ้านักเรียนมาก ๆ คุณหมอก็จะไปที่โรงเรียนเลย ที่โคลีเซียมก็เคย ผม
ไปบรรยายเองด้วยเพราะว่าหนังไม่มีเสียง

"เรื่องล่าสัตว์ บางคนเขาก็ว่าท่านฆ่าสัตว์มาก ยิงมากจนกระทั่งสงสารสัตว์ บางคนเขาก็ว่าเป็นโจรกลับใจ
อะไรทำนองนี้ คุณหมอเองท่านก็เคยพูดกับผมว่า ท่านรู่ว่ามีคนว่าท่านเรื่องนี้อยู่ จริง ๆ แล้วสมัยที่คุณ
หมอล่าสัตว์มันมีเยอะ ลงเรือไปขึ้นที่ศรีราชา ที่ริมทะเลก็มีให้เห็นแล้วไม่ต้องไปไกล แล้วล่าสัตว์สมัยนั้น
ก็ล่าแบบเกมกีฬา คือเดินแกะรอย ถ้าเจอตัวแต่เขาเบี้ยว เขาไม่สวย หรือว่าเป็นตัวเมีย ก็จะไม่ยิง ตามตัว
อื่นต่อไป คุณหมอเองเวลาล่าท่านก็ศึกษาไปด้วย ไม่ได้ตามไปเฉย ๆ ชีวิตมันเป็นอย่างไร หากินอย่างไร
เพราะงั้นเรื่องสัตว์ใหญ่คุณจะรู้ดีมาก เขาสัตว์มากมายที่บ้านก็เป็นเขาที่ซื้อมาบ้าง ไปบ้านต่างจังหวัด
เห็นชาวบ้านเอาเขาติดฝาบ้านไว้ก็ขอซื้อ ซื้อมาเต็มบ้าน และอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเขาต่างประเทศ ไม่ใช่เขา
ไทย เอาเขาไทยไปแลกมา ตอนนี้ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษา

"เขาพวกนี้เคยมีชาวต่างประเทศขอซื้อเหมาทั้งหมดเลย คุณหมอบอกไม่ขาย นี่ของชาติไม่ใช่ของฉัน
จริง ๆ ถ้าขายก็ได้หลายตังค์ คุณหมอสั่งให้เก็บไว้ให้ชาติ ตอนนี้พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กบ เขียด งู
อยู่ที่สภาวิจัยหมดแล้ว เหลือนกสามพันกว่าตัวอยู่ที่นั่น ตั้งใจว่าของทั้งหมดจะให้เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์
ธรรมชาติวิทยาแห่งชาติ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิด เป็นแค่โครงการที่ผมพยายามทำอยู่ที่รังสิต งานที่คุณหมอ
ฝากไว้ที่สำคัญก็มีสองอย่าง นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้วก็คือ พจนานุกรมชื่อสัตว์ คุณหมอตั้งชื่อว่า สัตวานุกรม
เป็นการเอาชื่อสัตว์มาเรียงตามตัวอักษรและอธิบายว่าคืออะไร ตอนนี้ก็เขียนไปได้มากแล้ว

"พูดถึงงานอนุรักษ์ สมัยที่ท่านยังอยู่ งานอนุรักษ์ไม่ดีเหมือนสมัยนี้ แต่จะออกพระราชบัญญัติสงวนและ
คุ้มครองสัตว์ป่าก็ยังต้องล็อบบี้ทางผู้ใหญ่เกือบเป็นเกือบตาย ทำหนังสือชี้แจงแล้วชี้แจงอีกกว่าจะยอม
เขาใหญ่ที่เป็นอุทยานแห่งแรกก็ไม่เคยมีใครทำเลยว่ามีขอบเขตแค่ไหน คุณหมอบอก ฉันรู้ ฉันขีดเอง
เขาอยากให้ได้ภายในหนึ่งคืน คุณหมอก็กลับมาขีด แถมขีดเอาที่ของตัวเองเข้าไปด้วย เอาเข้าไปเป็นเขต
อุทยานแห่งชาติด้วย ท่านว่ามันเป็นที่ที่ดี แล้วก็ไม่อยากให้ขอบเขตมันติดป่าเกินไป ให้พื้นที่ขอบนอกกิน
ออกมาบริเวณพื้นที่ที่ถูกทำลายแล้วหน่อย ขีดกลางคืน ตอนเช้าก็เสนอกรมป่าไม้ได้เลย

"งานอนุรักษ์สมัยนั้นอุปสรรคมาก คุณหมอเองก็ถูกข่มขู่สารพัด ทุกรูปแบบ ถูกป้ายสีว่าเป็นนักบุญใจบาป
บ้างคล้าย ๆ กับว่า ทำท่าเป็นนักอนุรักษ์แต่แอบล่าสัตว์อยู่ เวลาถูกโจมตีเรื่องล่าสัตว์ ท่านก็เฉย ไม่ตอบ
โต้อะไร ท่านว่ามันก็จริงบางส่วน ระยะแรกตอนเป็นหนุ่มก็อาจจะล่าสัตว์ ก็ล่ากันทุกคน เดี๋ยวนี่ก็มาอนุรักษ์
ถือว่าท่านก็ได้ชดใช้ให้ พยายามปกป้องให้ ในระยะหลัง ปืนทุกกระบอกท่านก็ขายหมด เอามาทำหนังสือ
เกี่ยวกับชีวิตสัตว์ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้"

ขอขอบคุณ คุณพะ ซือ มือ ที่ส่งบทความนี้มาให้

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com