|
คืนนั้นเป็นวันแรมหนึ่งค่ำ จันทร์กระจ่างฟ้า ท่ามกลางความเงียบสงัด ผมนอนชมจันทร์บนเปลอย่างเดียวดาย ด้วย
ความที่เป็นคนเมืองมานานจนจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้หงายหน้าชมจันทร์นี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด จึงพบว่าดวงจันทร์
ที่ไม่มีแสงอื่นรบกวนเช่นนี้ช่างงามเด่นนัก พลันให้นึกถึงเพลงเก่าที่เคยชอบมากบทหนึ่งที่กล่าวว่า คนรักของเรา อาจชมดวงจันทร์ดวงเดียวกันนี้อยู่อีกมุมหนึ่งของโลก ทำให้เกิดอารมณ์เปลี่ยวเหงาขึ้นมาจับใจ พร้อมกับคำถามถึง
ตัวเองว่าเหตุใดจึงต้องมารอนแรมอยู่ห่างไกลจากคนที่รักกันเช่นนี้
หลังจากนอนชมจันทร์จนใจสงบลงจึงมีข้อแก้ตัวให้กับตนเองบ้างว่า การจากกันเป็นครั้งคราวทำให้รู้สึกถึงคุณค่า
ของการได้อยู่ใกล้ เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมจะดีกว่าการรู้จักคุณค่านั้นเมื่อสูญเสียไปอย่างไม่อาจหวลคืน
ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความขัดแย้งภายในใจ ความรักความผูกพันย่อมให้ความรู้สึกอบอุ่นซึ่งมีความหมายที่ดีต่อชีวิต
แต่หากไม่มีสิ่งใดได้มาโดยมิเสียอย่างอื่นแลกเปลี่ยน เมื่อจะได้มาซึ่งความรักย่อมต้องเสียสละหลายอย่าง อย่างหนึ่ง อาจเป็นความฝันความหวังส่วนตัวที่เคยตั้งมั่นแสวงหาแต่ต้องมาสูญสลายเพราะไม่กล้าจะเดินทางต่อ และความผูกพัน
อันเดียวกันนี้บ้างครั้งทำให้การค้นหาคุณค่าและการดำรงอยู่ของชีวิตคนๆหนึ่งอาจหยุดลงไปจนยากจะเกิดขึ้นอีก
คงมิต้องกล่าวถึงการก้าวไปสู่การเลือนหายของตัวตนที่ยังต้องอาศัยความหลุดพ้นอีกมาก
แต่หากว่าโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่อันสมดุลย์ ดวงอาทิตย์แห่งกลางวันแม้อบอุ่นสว่างไสวแต่ก็นับว่า
โชคดีที่มีจันทร์งามมาสลับให้ชมในยามค่ำคืน มิฉะนั้นใครเล่าจะเฝ้าทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนหรือนอนชมจันทร์ได้ ตลอดเวลา
จะมีบ้างไหมที่เราสามารถรักษาสมดุลย์ระหว่างความรักกับจุดมุ่งหมายส่วนตัว และ ความใกล้ชิดกับการรักษาระยะ
ห่าง ได้เฉกเช่นความสมดุลย์ของกลางวันกลางคืนหรือข้างขึ้นข้างแรม และคงยากนักที่จะสามารถทำให้การ เปลี่ยนแปลงระหว่างสองสิ่งสวยงามเช่นยามสนธยา
หากอย่างไรก็ตามคนเราแม้รักกันก็ยากนักที่คนสองคนจะสามารถเข้าใจความคิดอีกฝ่ายได้ลึกซึ้งเหมือนตัวเราเอง
และก็ความรักอีกนั่นแหละที่อาจเป็นตัวขวางกั้นการพูดจาในเรื่องเหล่านี้
การที่ได้ห่างจากกัน เพื่อให้แต่ละคนมีเวลาของตัวเอง และเพื่อให้ได้คิดถึงกันบ้าง อาจเป็นทางหนึ่งที่ทำให้ความรัก
ยืนยาว อย่างน้อยผมก็บอกตัวเองแบบนั้นจนเผลอหลับไป
|