Home

ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

การเดินทางครั้งนี้ก็เช่นเดียวกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา เรานัดกันแล้วเลื่อน เลื่อนแล้วนัดอยู่หลายครั้ง ด้วยความที่ทุก
คนล้วนมีภารกิจทั้งงานหลวงงานราษฎ์ แต่ในที่สุดเราก็ได้ออกเดินทางแม้ว่าสมาชิกหลายคนจะต้องพลาดไป

กว่าเราจะมาถึงหม่องกระแทะก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่า ที่นี่มีบ้านหลายหลังรับฝากเรือกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน แถมมี
บริการลากเรือลงน้ำให้ด้วย

คุณพิชญ์มีเรือจอดฝากไว้ที่หม่องกระแทะริมอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นเรือขนาด 14 ฟุตใช้เครื่องติด
ท้ายขนาด 30แรงม้า มีพวงมาลัยให้นั่งขับได้อย่างสบาย เมื่อเทียบกับเรือชาวบ้านที่ผมเคยเช่าเที่ยวแถวนี้อยู่บ่อยๆ
ที่มักจะใช้เครื่องขนาดแค่ 8-12แรงม้า มันน่าจะทำเวลาดีกว่ามาก

การเดินทางด้วยเรือเร็วเป็นความฝันอย่างหนึ่ง (ในจำนวนความฝันมากมาย) ของผม ความเร็วของเรือคงจะทำให้
เราสามารถเข้าถึงที่ๆอยู่ลึกเข้าไปและห่างไกลจากผู้คนได้ง่ายขึ้น ความตั้งใจของเราในวันนี้คือไปพักกันที่ปาก
ห้วยองคาจุดที่เราได้รับคำบอกเล่ามาจากคนเรือว่าเป็นปากห้วยที่มีหาดทรายให้แค้มป์กันได้ จากแผนที่องคาน่าจะ
อยู่ห่างออกไปเกือบสี่สิบกิโลเมตร

พอเรือออกจากฝั่งมาพักหนึ่ง เราก็เริ่มรู้สึกผิดปรกติ เรือเราวิ่งได้ความเร็วแค่ 13-14 กม/ชั่วโมง พอๆกับเรือชาวบ้าน
ที่เคยเช่า เร่งเท่าไหร่ก็ไม่เร็วไปกว่านี้ ข้อสงสัยแรกก็คือเรือคงจะหนักไปเพราะนั่งกันมาห้าคนแถมของอีกเต็มเรือ
จะว่าเป็นสาเหตุอื่นก็ไม่รู้จะแก้ตรงไหนเพราะพวกเราไม่เคยมีใครขับเรือมาก่อนนอกจากคุณพิชญ์เจ้าของเรือเอง
ซึ่งก็บอกว่าตั้งแต่ซื้อมาเคยมาเล่นครั้งเดียว แต่น้องชายมาเล่นบ่อย ๆก็ไม่เคยเห็นบอกว่าเรือมีปัญหาแต่อย่างไร

วิ่งกระดึบๆกันมาสองชั่วโมงกว่าก็ไม่ไปถึงไหน ดูจากแผนที่ยิ่งหมดหวังจะไปให้ถึงองคา ก่อนจะตัดสินใจเข้าไป
นอนค้างกันที่ห้วยขมิ้น โชคดีที่มีคนสังเกตว่าเรือเร็วขึ้นเมื่อมีคนขยับตัวไปทางหัวเรือ ปัญหาน่าจะมาจากหัวเรือ
เชิดเกินไป

พอย้ายคนย้ายของมาไว้หัวเรือมากขึ้น เรือก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ความเร็วเพิ่มขึ้นจนเกือบ
ทะลุ สี่สิบ ก.ม./ชม. อย่างนี้ค่อยมีหวังขึ้นมาหน่อย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความไม่รู้บางครั้งไม่รู้เอาจริงๆจังๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา ทำให้สงสัยว่ามีอะไรไหม
หนา ที่บังทางชีวิตเราอยู่ไม่ให้วิ่งปรูดปราด แต่ใครเล่าจะช่วยมาบอกได้

หลังจากแวะเติมน้ำมันที่บ้านนาสวน เราก็มาถึงองคาตอนเกือบๆ ห้าโมงเย็น แต่เราก็ต้องผิดหวังที่น้ำขึ้นสูงจน
ไม่มีหาดให้นอน มีเครื่องมือดี(เรือเร็ว) อย่างเดียวก็ไม่พอแต่จะต้องรู้จักจังหวะเวลาของฤดูกาลอีกด้วย

สายลมเย็นสดชื่นพัดกระทบหน้า ตะวันคล้อยลงทาบเหลี่ยมเขา ฟ้าด้านหลังเป็นสีแดงอมส้ม สร้างอารมณ์อ้อย
สร้อย แต่เรือกับทะยานไปบนผิวน้ำ เกลียวคลื่นท้ายเรือม้วนวนเป็นทางยาวคล้ายรอยเท้าบนผิวน้ำ แต่คลายเรื่อง
ราวที่คนเราพบพานในชีวิต ครั้งแรกพบพานดูใหญ่โตแต่ไม่นานนักก็เลือนหาย

เราเคลื่อนลอยละลิ่วไปบนผิวน้ำแต่จิตใจกลับกลายคล้ายหยุดนิ่ง สายลมที่พัดผ่านราวกับพัดพาความคิดกังวล
ทั้งหลายที่พกพามาจากในเมืองหลุดลอยออกไปไกล อย่างน้อยก็ชั่วเวลาหนึ่ง

เมื่อไม่มีหาดทรายให้นอนอย่างที่ตั้งใจ เราจึงเดินทางต่อไปยังสามประสบ แต่แล้วก็มาต้องตาต้องใจเข้ากับ เกาะ
ขนาดไม่เกินห้าสิบตารางวาที่โผล่ขึ้นมากลางผืนน้ำกว้าง

เต๊นท์และเปลต่างถูกนำมาติดตั้งตามรสนิยม อาหารมื้อค่ำง่ายๆถูกตระเตรียม ดูไปแล้วไม่ต่างไปจากค่ำคืนที่ผ่านมา
ในป่าดงครั้งก่อน แต่หากเป็นที่บรรยากาศที่แตกต่างไป เพราะเรากำลังอยู่ท่ามกลางผืนน้ำที่กว้างใหญ่

หลังอาหาร เรานั่งล้อมวงคุยกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปดื่มด่ำกับความสงบในมุมส่วนตัวของแต่ละคน


คืนนั้นเป็นวันแรมหนึ่งค่ำ จันทร์กระจ่างฟ้า ท่ามกลางความเงียบสงัด ผมนอนชมจันทร์บนเปลอย่างเดียวดาย ด้วย
ความที่เป็นคนเมืองมานานจนจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้หงายหน้าชมจันทร์นี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด จึงพบว่าดวงจันทร์
ที่ไม่มีแสงอื่นรบกวนเช่นนี้ช่างงามเด่นนัก พลันให้นึกถึงเพลงเก่าที่เคยชอบมากบทหนึ่งที่กล่าวว่า คนรักของเรา
อาจชมดวงจันทร์ดวงเดียวกันนี้อยู่อีกมุมหนึ่งของโลก ทำให้เกิดอารมณ์เปลี่ยวเหงาขึ้นมาจับใจ พร้อมกับคำถามถึง
ตัวเองว่าเหตุใดจึงต้องมารอนแรมอยู่ห่างไกลจากคนที่รักกันเช่นนี้

หลังจากนอนชมจันทร์จนใจสงบลงจึงมีข้อแก้ตัวให้กับตนเองบ้างว่า การจากกันเป็นครั้งคราวทำให้รู้สึกถึงคุณค่า
ของการได้อยู่ใกล้ เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมจะดีกว่าการรู้จักคุณค่านั้นเมื่อสูญเสียไปอย่างไม่อาจหวลคืน

ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความขัดแย้งภายในใจ ความรักความผูกพันย่อมให้ความรู้สึกอบอุ่นซึ่งมีความหมายที่ดีต่อชีวิต
แต่หากไม่มีสิ่งใดได้มาโดยมิเสียอย่างอื่นแลกเปลี่ยน เมื่อจะได้มาซึ่งความรักย่อมต้องเสียสละหลายอย่าง อย่างหนึ่ง
อาจเป็นความฝันความหวังส่วนตัวที่เคยตั้งมั่นแสวงหาแต่ต้องมาสูญสลายเพราะไม่กล้าจะเดินทางต่อ และความผูกพัน
อันเดียวกันนี้บ้างครั้งทำให้การค้นหาคุณค่าและการดำรงอยู่ของชีวิตคนๆหนึ่งอาจหยุดลงไปจนยากจะเกิดขึ้นอีก

คงมิต้องกล่าวถึงการก้าวไปสู่การเลือนหายของตัวตนที่ยังต้องอาศัยความหลุดพ้นอีกมาก

แต่หากว่าโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่อันสมดุลย์ ดวงอาทิตย์แห่งกลางวันแม้อบอุ่นสว่างไสวแต่ก็นับว่า
โชคดีที่มีจันทร์งามมาสลับให้ชมในยามค่ำคืน มิฉะนั้นใครเล่าจะเฝ้าทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนหรือนอนชมจันทร์ได้
ตลอดเวลา

จะมีบ้างไหมที่เราสามารถรักษาสมดุลย์ระหว่างความรักกับจุดมุ่งหมายส่วนตัว และ ความใกล้ชิดกับการรักษาระยะ
ห่าง ได้เฉกเช่นความสมดุลย์ของกลางวันกลางคืนหรือข้างขึ้นข้างแรม และคงยากนักที่จะสามารถทำให้การ
เปลี่ยนแปลงระหว่างสองสิ่งสวยงามเช่นยามสนธยา

 หากอย่างไรก็ตามคนเราแม้รักกันก็ยากนักที่คนสองคนจะสามารถเข้าใจความคิดอีกฝ่ายได้ลึกซึ้งเหมือนตัวเราเอง
และก็ความรักอีกนั่นแหละที่อาจเป็นตัวขวางกั้นการพูดจาในเรื่องเหล่านี้

การที่ได้ห่างจากกัน เพื่อให้แต่ละคนมีเวลาของตัวเอง และเพื่อให้ได้คิดถึงกันบ้าง อาจเป็นทางหนึ่งที่ทำให้ความรัก
ยืนยาว อย่างน้อยผมก็บอกตัวเองแบบนั้นจนเผลอหลับไป


ลมยามเช้าเย็นสดชื่นพัดมากระทบใบหน้า ทิวเขารอบข้างปกคลุมไปด้วยสายหมอกจางๆ ผมเป็นคนเดียวที่ตื่นขึ้นมา
แต่เช้าในแคมป์เรา

หลังจากนั่งเงียบอยู่สักพักผมก็เริ่มรู้สึกว่าสรรพสิ่งรอบข้างล้วนเคลื่อนไหวอยู่ด้วยสัญญาณของชีวิต นกหัวขวาน
เจาะไม้ได้ยินเสียงอยู่ไกลๆ ปลาตัวโตกระโดดฮุบเหยื่ออยู่กลางน้ำ แมลงบินตอมเกสรดอกไม้รอบตัว เมื่อเห็น
เหยี่ยวร่อนถลาลมอยู่เงียบๆ นกยางก็พลันถลาร่อนจากยอดไม้โดยที่ผมไม่ได้สังเกตมันอยู่ตรงนั้นมาก่อน

น้อยครั้งนักที่เราจะได้สังเกตสิ่งรอบตัวและแทบไม่มีเลยที่เราจะได้รู้สึกว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งรอบตัว

ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ความคิดนิ่งและกระจ่างชัดราวกับตกตะกอน ความเข้าใจหลายอย่างเกิดขึ้นโดยตัวมันเอง

มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมไม่อาจเข้าใจ คือเหตุใดผมจึงไม่ออกมาสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ให้บ่อยเท่าที่ควรจะเป็น

ว่าไปแล้วก็แปลก

ตาเกิ้น
9 ตุลาคม 2545

(จากบันทึกการเดินทาง วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544)

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com