Home

ย้อนอดีตพันปีนครวัด นครธม
นครวัด
นครวัด
การเดินทาง
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากข้อมูลในหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ขอมโบราณที่ผู้เขียนเก็บรวบรวมมาก
ว่า๑๕ปีด้วยความสนใจทางด้านนี้ที่มีมาแต่ครั้งเยาว์วัยแม้กระนั้นผู้เขียนก็มิได้ร่ำเรียนมาทางด้าน
ประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยตรงข้อผิดพลาดจึงอาจมีเพียงหวังว่างานเขียนนี้คงให้ความรู้และความ
บันเทิงใจแก่ผู้อ่านบ้างตามสมควร
                                                                                                                         วิจัย กองสาสนะ
                                                                                                                         19:19น. 19/9/99


รถปิคอัพคันนั้นพาพวกเรากว่าสิบชีวิตมุ่งหน้าจากเมืองปอยเปตริมชายแดนไทยกัมพูชา สู่จุดหมาย
ปลายทางที่อยู่ไกลออกไปราว๑๖๐กิโลเมตรข้างหน้าผ่านหมู่บ้านชาวเขมรและทุ่งนาเขียวขจีแลเห็น
ยอดรวงข้าวพลิ้วไสวไปตามสายลมดูละลานตา...   ท้องฟ้าวันนี้ดูสดใสหากบางคราก็มืดครึ้มด้วย
เมฆฝนสายพิรุณที่โปรยปรายลงมาเป็นครั้งคราวช่วยทำให้พวกเราได้เย็นฉ่ำบ้างแม้เพียงชั่วขณะ...
เปลวแดดอันร้อนระอุ ฝุ่นจากดินลูกรัง กับแรงโยกคลอนเกือบตลอดเวลาบนกระบะหลังรถปิคอัพ
มิได้ทำให้พวกเราย่อท้อเลยแม้แต่น้อย...

ครับ...เรากำลังเดินทางไปพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ตระการตาน่าอัศจรรย์ใจของศาสนสถานโบราณอายุนับ
พันปีซึ่งอยู่ณจังหวัดเสียมเรียบ(Siem Reap) หรือที่คนไทยเรียกว่า "เสียมราฐ" ในประเทศกัมพูชา
ที่เสียมเรียบนี้มีปราสาทหินใหญ่น้อยอยู่ประมาณ๒๐๐แห่งสาเหตุที่มีปราสาทหินมากขนาดนั้นก็เพราะ
ที่เสียมเรียบนี้เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรขอมโบราณหลายสมัย ได้แก่ เมืองพระนคร
(ยโศธรปุระ) และเมืองพระนครหลวง (นครธม) ในบรรดาปราสาทหินน้อยใหญ่เหล่านี้มีปราสาทหิน
ที่สำคัญสองแห่งที่มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก  แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศเดินทางมา
เที่ยวชมมากมาย จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของกัมพูชาเลยละครับ นั่นคือ  ปราสาทนครวัด
(Angkor Wat) ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกยุคปัจจุบัน และปราสาท
บายน (Bayon) ครับ แต่ในการเดินทางของพวกเราครั้งนี้ก็ได้ไปชมปราสาทอื่นๆอีกสามสี่แห่งด้วย 
ซึ่งผมจะได้กล่าวถึงต่อไปครับ

ก่อนอื่นผมขอกล่าวถึงคำสามคำที่คล้ายๆกันและอาจถูกนำไปใช้ปะปนกันได้ครับคือคำว่า "Agkor",
"Angkor Thom" และ "Angkor Wat" สามคำนี้หมายถึงสถานที่คนละแห่งกันครับกล่าวคือ
  "Angkor" หมายถึงเมืองพระนครหรือยโศธรปุระสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่๑(ครองราชย์
ระหว่าง พ.ศ. ๑๔๓๒-๑๔๕๓) โดยมีภูเขาพนมบาแค็งจุดศูนย์กลางพระองค์โปรดให้สร้างปราสาทพนม
บาแค็งอยู่บนยอดเขา
   "Angkor Thom" หมายถึง เมืองพระนครหลวง หรือ นครธม (ธมแปลว่าใหญ่) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้า
ชัยวรมันที่๗ (ครองราชย ์ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๕๘) โดยมีปราสาทบายน (บรรยงค์) เป็นจุดศูนย์กลาง
นครธมเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีความยาวด้านละ ๓ กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงสูง ๗ เมตรตั้งอยู่
ภายในเมืองพระนครที่ผมกล่าวถึงข้างบนอีกที ตรงกลางกำแพงแต่ละด้านมีประตูด้านละ๑ประตูทั้งสี่ทิศ
ยกเว้นทิศตะวันออกม ี๒ ประตู แต่ละประตูทำเป็นยอดรูปพรหมสี่หน้า ๓ ยอด มีรูปสลักเทวดากับอสูรกำลัง
ฉุดลากพญานาคขนาดใหญ่อยู่สองข้างทางเข้าประตูข้างละ๕๔รูป

"Ankor Wat" หมายถึงปราสาทนครวัดเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ตั้งอยู่นอกเมืองนครธมไปทาง
ทิศใต้ แต่อยู่ภายในเมืองพระนคร  เทวสถานแห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่๒ (ครองราชย์
ระหว่าง พ.ศ. ๑๖๕๖-๑๖๙๓) เพื่ออุทิศถวายพระวิษณุ (พระนารายณ) ์ดังนั้นปราสาทแห่งนี้จึงมีชื่อเดิมว่า
 "ปราสาทวิษณุโลก " ต่อมาภายหลังมีพระสงฆ์เข้ามาพำนักอยู่ จึงเรียกกันติดปากว่า "นครวัด" ครับ

ปราสาทนครวัดเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุด สง่างามที่สุด มีการวางผังและการจัดลำดับองค์ประกอบได้อย่าง
กลมกลืนลงตัวที่สุด ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของการสร้างปราสาทหินของชาวขอมโบราณ  ความ
ยิ่งใหญ่ของนครวัดจะเห็นได้จากคำกล่าวของอาร์โนลด์ ทอยน์บี  นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เดินทาง
ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทั่วโลกได้กล่าวไว้เมื่อมาเห็นนครวัด ว่า "See Angkor Wat and Die" หรืออังรี มูโอต์
 (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสก็ได้เขียนบรรยายถึงนครวัดที่เขาได้ไปเห็นในปี
พ.ศ. ๒๔๐๓ ไว้ในหนังสือเรื่อง "การท่องโลก" ว่า "เป็นนฤมิตกรรมทางสถาปัตย์ซึ่งไม่อาจมีสิ่งก่อสร้างอื่น
ใดที่สร้างมาแล้วหรือที่จะสร้างต่อไปในโลกเสมอเหมือนได้อาจถือได้ว่าเป็นคู่แข่งของวิหารที่สร้างโดย
กษัตริย์โซโลมอนผู้ยิ่งใหญ่ ..."

นครวัดเป็นปราสาทที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก (นี่คือเหตุผลที่บรรดาทัวร์นครวัดทั้งหลายมักจะพา
ไปชมนครวัดในเวลาบ่ายก็เพื่อให้แสงอาทิตย์ซึ่งมาจากทางทิศตะวันตกส่องกระทบตัวปราสาทได้เต็มที่
เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายรูปนั่นเองครับ) มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว ๑๓๐๐ เมตร และ
ยาวราว ๑๕๐๐ เมตร มีคูน้ำขนาดกว้าง ๑๙๐ เมตร ยาวด้านละ ๑๙๐๐ เมตร ล้อมรอบทางทิศตะวันตกซึ่ง
เป็นด้านหน้าจะมีถนนข้ามคูน้ำกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐๐ เมตร ทอดตัวตรงเข้าไปสู่ใจกลางปราสาท เมื่อ
เดินตามถนนข้ามคูน้ำเข้ามาแล้ว ก็จะพบระเบียงหินรูปสี่เหลี่ยมกว้าง ๘๐๐ เมตร ยาว ๑๐๐๐ เมตร ล้อม
รอบตัวปราสาทตรงกลางเอาไว้  ที่ระเบียงด้านทิศตะวันตกนี้จะมีประตูใหญ่ ๕ ประต ูซุ้มประตูทางด้าน
ขวาประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์แปดกรขนาดใหญ่  เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูตรงกลางเข้ามาแล้วจะมีทาง
เดินใหญ่ความยาว๓๕๐เมตรตรงไปยังลานรูปกากบาท....

... สองข้างทางเดินนี้จะมีสระน้ำขนาดใหญ่ยามเมื่อผิวน้ำนิ่งสนิทคุณจะเห็นเงายอดปรางค์ของปราสาท
นครวัดสะท้อนลงบนพื้นน้ำได้อย่างชัดเจนทีเดียว

สุดทางเดินใหญ่นี้จึงถึงตัวปราสาทซึ่งตั้งอยู่บนฐานสูง มีระเบียงล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม ๓ ชั้นระเบียง
ชั้นนอกสุดกว้าง ๑๘๗ เมตร ยาว ๒๑๕ เมตร ตลอดผนังหินรอบระเบียงจะสลักลวดลายอย่างวิจิตรงด
งาม เป็นแผ่นภาพนูนต่ำสูงราว ๒ เมตร มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระนารายณ์และอวตารปางต่างๆ ของ
พระองค์ รวมทั้งภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด ซึ่งเปรียบพระองค์
เองเป็นอวตารของพระนารายณ์ (พระวิษณุ) ด้วยเช่นกัน ระเบียงชั้นที่สองอยู่ถัดเข้ามาด้านในกว้าง
๑๐๐ เมตร ยาว ๑๑๕ เมตร มีปรางค์ ยอดหักอยู่สี่มุม ล้อมรอบระเบียงชั้นในสุด ซึ่งตั้งอยู่บนฐานศิลา มี
บันไดสูงชันทอดขึ้นจากพื้นสู่ตัวระเบียงเบื้องบน แต่ละขั้นของบันไดนี้แคบมากจนต้องเดินขึ้นอย่าง
ระมัดระวัง มีปรางค์ขนาดใหญ่อยู่ที่มุมทั้งสี่ของระเบียงล้อมรอบปรางค์ประธานองค์กลางซึ่งสูง ๖๕
เมตร ระเบียงชั้นนี้ถือเป็นที่ประทับของเทพเจ้า ผู้ที่จะขึ้นมาบนระเบียงชั้นนี้ได้มีเฉพาะกษัตริย์กับนัก
บวชสมณศักดิ์ระดับสูงเท่านั้นและเป็นบริเวณที่ทำพิธีสถาปนากษัตริย์ขึ้นเป็นเทพเจ้าด้วย

ลักษณะการก่อสร้างของปราสาทนครวัดเป็นการจำลองโครงสร้างจักรวาลตามคติความเชื่อในศาสนาพ
ราหมณ์-ฮินดู ยอดปรางค์ ๕ ยอดตรงกลางเปรียบประหนึ่งยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางแห่ง
จักรวาลและเป็นที่สถิตของบรรดาทวยเทพทั้งมวล ฐานปราสาทชั้นล่าง๓ชั้น หมายถึง ดิน น้ำ และ ลม
 ซึ่งเป็นที่ตั้งเขาพระสุเมรุ ระเบียงล้อมรอบมีหลังคาซ้อนกัน ๗ ชั้นหมายถึง  ภูเขาที่ล้อมรอบเขาพระ
สุเมรุเป็นรูปวงแหวน ๗ ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็ถูกคั่นด้วยมหาสมุทรทั้งเจ็ดคือคูน้ำรอบปราสาทนครวัดนั่นเอง
คติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุนี้ ไทยเราก็นำมาสร้างเป็นพระเมรุมาศและพระเมรุสำหรับถวายพระ
เพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ณ ทุ่งพระเมร(ุท้องสนาม
หลวง) และต่อมาก็สร้างเป็นเมรุเผาศพขึ้นตามวัดต่างๆครับ

มีหลายคนถามว่าปราสาทนครวัดถูกสร้างขึ้นมาทำไม และทำไมจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศ
แห่งความตาย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่านครวัดอาจเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
ก็เป็นได ้จึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ส่วนการที่พระองค์ทรงสร้างปราสาทที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ขึ้นมานั้นก็เพื่อ
อุทิศถวายแด่พระวิษณุ (พระนารายณ์) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่พระองค์ทรงเคารพบูชา  นอกจากนี้พระเจ้า
สุริยวรมันท ี่๒ ยังแสดงพระองค์เองเป็นพระวิษณุ จึงทรงได้รับพระนามหลังสวรรคตแล้วว่า"บรมวิษณุ
โลก"ซึ่งหมายถึงว่าพระองค์เสด็จไปรวมกับพระวิษณุและประทับอยู่ ณ "วิษณุโลก" หรือทิพยวิมานบน
สรวงสวรรค์ของพระวิษณุเทพ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพธิดามาร่ายรำขับกล่อมเทพธิดาเหล่านี้ก็คือรูปสลัก
อัปสรนครวัดจำนวน ๑,๖๓๕ นาง ที่อยู่บนฝาผนังระเบียงและซุ้มประตูทุกชั้นและมีลักษณะหลากหลายไม่
ซ้ำแบบกันเลย

ปราสาทนครวัดที่ยิ่งใหญ่จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ ประมาณว่าใช้
เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น ๓๗ ปี คือตลอดรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ นั่นเอง มีช่างควบคุมการก่อสร้าง
๕๐๐คนใช้แรงงานถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน พร้อมทั้งใช้ช้างลากหิน ๕,๐๐๐เชือก แพบรรทุกหินจากเขาพนมกุเลน
(แปลว่าเขาลิ้นจี่) ที่อยู่ห่างขึ้นไปทางเหนือกว่า๖๐กิโลเมตร ล่องมาตามแม่น้ำเสียมเรียบถึง ๗,๐๐๐ แพ ใช้
ปริมาณหินหลายแสนลูกบาศก์เมตร คิดเป็นน้ำหนักหลายล้านตันทีเดียวครับ

เลยจากทางเข้าปราสาทนครวัดขึ้นไปทางเหนือ เราจะพบกับแถวรูปสลักเทวดากับอสูรกำลังฉุดลากพญา
นาคขนาดใหญ่อยู่สองข้างทางข้างละ ๕๔ รูป ทอดยาวประมาณ ๑๐๐ เมตรไปสู่ประตูขนาดใหญ่ที่มียอด
รูปพรหมสี่หน้า ๓ ยอด ประตูนี้เป็นประตูทางเข้าด้านทิศใต้ของนครธมหรือเมืองพระนครหลวง ใจกลาง
นครธมเป็นที่ตั้งของปราสาทหินที่  "แปลกประหลาดน่าพิศวงงงงวยที่สุด" ในบรรดาโบราณสถานขอมทั้ง
หมดปราสาทแห่งนี้ คือปราสาทบายน (Bayon) ปิแอร์ โลตี เขียนบรรยายถึงปราสาทบายนเมื่อแรกพบว่า
"ข้าพเจ้าแหงนหน้าขึ้นไปยังปราสาทที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือนเป็นคนแคระ
และในทันทีทันใดนั้นเลือดในตัวข้าพเจ้าก็เกิดเย็นแข็งขึ้นมาเมื่อมองเห็นรอยยิ้มขนาดมหึมาที่
กำลังมองลงมายังข้าพเจ้าแล้วก็รอยยิ้มอีกด้านหนึ่งเหนือกำแพงอีกด้านหนึ่งแล้วก็รอยยิ้มที่สาม
แล้วก็ที่ห้าแล้วก็ที่สิบปรากฏจากทุกสารทิศข้าพเจ้ามีความรู้สึกเหมือนมีตาคอยจ้องมองอยู่ทุกทิศ
ทุกทาง"

ปราสาทบายนสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งครองราชย์ในระหว่าง พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๕๘ ตัวปราสาท
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยปรางค์ใหญ่น้อยจำนวน ๕๔ ปรางค์ แต่ละปรางค์สลักเป็นรูปใบ
หน้าขนาดใหญ่อยู่ ๔ ทิศ เฉพาะปรางค์ประธานองค์กลางขนาดใหญ่สูงถึง ๔๒ เมตรนั้นมีรูปใบหน้าอยู่ทั้ง
 ๘ ทิศ รวมใบหน้าในปราสาทบายนทั้งหมดกว่า ๒๐๐ หน้าเลยละครับ  นักโบราณคดีพยายามสันนิษฐาน
ว่าใบหน้าเหล่านี้เป็นหน้าของใคร  ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงหันมานับถือ
พระพุทธศาสนาและทรงสถาปนาพระองค์เองเป็นพุทธราชาแห่งนิกายมหายานดังนั้นใบหน้าบนยอดปรางค์
ของปราสาทบายนก็คือพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่มีพระพักตร์อยู่ทั่วทุกทิศทุกทาง อีกนัยหนึ่ง
สันนิษฐานว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เอง อันแสดงถึงพระราชอำนาจของพระองค์ที่มีไป
ทั่วทุกสารทิศด้วยทรงถือว่าพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์บนโลกมนุษย์ ปราสาทบายนนี้ยังคงสร้าง
ตามคติความเชื่อเรื่องโครงสร้างจักรวาลโดยปรางค์ประธานซึ่งอยู่ตรงกลางนั้นเป็นประดุจเขาพระสุเมรุศูนย์
กลางแห่งจักรวาลนั่นเอง

นอกเหนือจากปราสาทบายนแล้ว ภายในเมืองนครธมยังมีปราสาทหินและโบราณสถานอีกหลายแห่ง
เช่น ปราสาทพิมานอากาศ  พระราชวังหลวง ปราสาทบาปวน (อ่านว่าบาปวนครับ) และปราสาท
สิบสองพระคลังหลวง  นอกเมืองก็ยิ่งมีอีกมากมาย ถ้าอยากจะเที่ยวให้ทั่วทุกแห่งละก็ คงต้องใช้เวลา
เป็นสัปดาห์เลยทีเดียว  ในการเดินทางของเราครั้งนี้ได้ไปชมปราสาทอีกสี่แห่งคือ ปราสาทพนม
บาแค็ง ปราสาทตาพรหม ปราสาทพระขรรค ์และปราสาทบันทายสรี

ปราสาทพนมบาแค็ง อยู่บนยอดเขาพนมบาแค็งใจกลางเมืองพระนครหรือยโศธรปุระ สร้างในสมัย
พระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๔๓๒-๑๔๕๓ ประกอบด้วยปราสาท ๕ หลัง บน
ฐาน ๕ ชั้นสูง ๑๓ เมต รซึ่งแทนยอด ๕ ยอดของเขาพระสุเมรุ  ปราสาทเล็กๆอีก ๖๐ หลัง สร้างขึ้น
บนชั้นต่างๆของฐานที่มุมและสองข้างของบันไดขึ้น ที่เชิงฐานล้อมรอบด้วยปราสาทอิฐอีก ๔๔ หลัง
รวมทั้งหมด ๑๐๙ หลัง เราสามารถขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกบนยอดเขาพนมบาแค็งได้ครับ

ปราสาทตาพรหม เป็นปราสาทที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงสร้างขึ้นใน พ.ศ. ๑๗๒๙ เพื่ออุทิศ
พระราชกุศลถวายพระราชมารดาของพระองค์ มีจุดเด่นคือปกคลุมไปด้วยต้นไม้และรากไม้
ขนาดใหญ่มหึมาทำให้ยังคงสภาพเป็นธรรมชาติอยู่มาก

ปราสาทพระขรรค์ เป็นปราสาทที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวาย
พระราชบิดาของพระองค์ มีกำแพงล้อมรอบพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๗๐๐-๘๐๐ เมตร มี
ประตูทางเข้าที่มีรูปสลักเทวดาและอสูรยุดนาคอยู่สองข้างทางคล้ายกับที่นครธม ที่เป็นเช่นนี้ก็
เพราะปราสาทแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มาก่อนสร้างเมืองนครธม  ภายใน
ปรางค์ประธานมีเจดีย์ศิลาบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๒ พระราชบิดาของ
พระองค์  นอกตัวปราสาทมีฐานสูงซึ่งเคยบรรจุพระแสงขรรค์ชัยศรีซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พระ
ราชวังหลวงกรุงพนมเปญ จึงเรียกว่า"ปราสาทพระขรรค์" ครับ

ปราสาทบันทายสรี แปลว่า ป้อมแห่งสตรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ห่างออกไป
ประมาณ๓๐กิโลเมตร สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๑๕๑๐ โดยพราหมณ์ยัชญวราหะเพื่ออุทิศถวายพระอิศวร
 เป็นปราสาทที่สร้างด้วยศิลาทรายสีชมพูแกะสลักเป็นลวดลายที่ละเอียดละออและงดงามที่สุด
ปราสาทแห่งนี้มีประตูซ้อนกันหลายชั้น ยิ่งก้าวเข้าใกล้ตัวปราสาทเข้าไปเท่าใด ประตูก็ยิ่งมีขนาด
เล็กลงเท่านั้น

หลังเวลาสองวันกับการเที่ยวชมหกปราสาท ในที่สุดก็ถึงคราต้องลาจาก เส้นทางวิบากสาย
เดิมกับเปลวแดดแรงกล้าบนกระบะหลังรถปิคอัพเสมือนนำเราจากคืนและวันอันรุ่งเรือง
เมื่อเกือบพันปีก่อนผ่านห้วงมิติแห่งกาลเวลากลับคืนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน
ทว่าความยิ่งใหญ่อลังการยังคงประทับอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม ลาก่อน...นครวัด  ลาก่อน...
เทววิมานบนสรวง สวรรค์อันแวดล้อมไปด้วยนางอัปสรนับพัน  จนกว่าจะพบกันใหม่อีกครั้ง


บรรณานุกรม

๑. ศาสตราจารย์มาดแลน จีโต (Madeleine Giteau) แต่ง, ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ
 ดิศกุล ทรงแปล, ประวัติเมืองพระนคร(Angkor) ของขอม , ๒๕๒๖
๒. ศาสตราจารย์ยอร์ช  เซเดส์ (George Cedes) แต่ง, ปรานี วงษ์เทศ แปล, เมืองพระนคร
 นครวัด นครธม, พฤษภาคม ๒๕๔๒
๓. วินิจ รังผึ้ง, นครวัด นครธม มหัศจรรย์แห่งงานศิลป์, อนุสาร อ.ส.ท. พฤษภาคม ๒๕๓๖
๔. สายสุนีย์ สิงหทัศน์ / วิวัฒน์ชัย บุณยภักดิ์, เทวาลัย...ในเสียมเรียบ, อนุสาร อ.ส.ท. กรกฎาคม
๒๕๔๑
๕. สำเริง สัมพันธารักษ์, เปิดโลกโบราณอาณาจักรขอมและปราสาทหิน, สิงหาคม ๒๕๒๙
 

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com