Home

เหตุการณ์เมื่อตีสอง ข้างซากเมืองทรอย
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
เสียงเพรียกแห่งวังน้ำเขียว
ตะลุยแดนเอสกิโม
บุกป่าน่าหนาว
วันพักผ่อน 6.3 ริกเตอร์
เหตุการณ์เมื่อตีสอง
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

ผมยืนอยู่บนส่วนที่เป็นกำแพงและป้อมปราการสูง มองทอดเสายตาไปเบื้องหน้ายังทุ่งสีเขียวสด เมื่อ 3,100 ปีก่อน
ฝั่งทะเลอยู่ไม่ห่างไกลจากกำแพงนี้มากนัก ทุ่งสีเขียวปัจจุบันคือน้ำทะเล และที่ชายฝั่งทะเลนี่เองเป็นที่ตั้งของกองทัพ
จากเมือง มาไซเน อันเกรียงไกร ของกษัตริย์ อากาเมมนอน ที่ยกทัพมาประชิดกำแพงเมืองทรอย

image00106

ลมที่พัดไม่ขาดสาย ผ่านซากปรักหักพังของเมืองทรอยที่ไร้ผู้คนและนักท่องเที่ยว ทำให้บรรยากาศดูวังเวง แต่นั่นก็ทำ
ให้ผมรู่สึกว่า ผมเข้าใกล้อดีตเมื่อสามพันกว่าปีได้ยิ่งขึ้น

ทรอย ซากเมืองเก่าที่ประกอบด้วยซากเมืองแต่ละยุคทับถมกันฝังดินมานานแสนนาน จนเชือกัน ว่า"มหากาพย์อีเลียด"
ของกรีกโบราณ ทีว่าด้วยเรืองเล่าปรัมปราของสงครามระหว่างกองทัพกรีกของกษัตริย์อากาเมมนอน เพื่อชิงตัว เฮเลน
ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลกคืน จากเจ้าชายพารีสแห่งเมืองทรอย นั้น เป็นเพียงนิยายที่โฮเมอร์ นักประวัติศาสตร์
ของกรีกเมื่อสองพันแปดร้อยปีมาแล้ว ได้รวบรวมขึ้นจากเรื่องเล่าขานต่อๆกันมา จนกระทั่งเมือปี คศ 1871-1894
เศรษฐีชาวเยอรมันชื่อ เฮนริกช์ ชไลน์มาน ผู้ซึ่งหลงใหลใน "นิยาย" เรื่องนี้มาตั้งแต่เยาว์วัย ได้ลงทุนค้นหาเมืองทรอย
ในบริเวณที่เชื่อว่าน่าจะพบด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง และในที่สุดเขาก็พบซากเมืองทรอยโบราณที่มีร่องรอยถูกทำลาย
จากการเผาเมือง ตรงตามที่ตำนานบรรยายถึงจุดจบในวันสุดท้ายของเมืองนี้

image00308

"สงครามโทรจัน" หรือสงครามชาวเมืองทรอย ในมหากาพย์อีเลียด จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าสนุกๆอีกต่อไป หากเปลี่ยน
สถานภาพเป็น "ตำนานจากประวัติศาสตร์ ว่าด้วยสงครามโทรจัน"

การฟื้นคืนชีพของ เมืองทรอย เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นฮือฮามากสำหรับโลกตะวันตก ไม่น้อยไปกว่าการค้นพบทางโบราณคดี
สำคัญอย่างการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน

แต่ปัจจุบัน ซากเมืองทรอยโบราณ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก อาจเป็นเพราะความอยู่ห่างไกลนอก
เส้นทางท่องเที่ยวหลักของประเทศตรุกี หรือ ความที่ซากอาณาจักรนี้ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารดังเช่นซากเมืองกรีกหรือโรมัน
อื่นๆ  หากมีกรุ๊ปทัวร์แวะมา ก็จะใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงและส่วนใหญ่หมดไปกับการรอคิวเข้าห้องน้ำมากกว่าอย่างอื่น

image00506

เพียงการแวะสั้นๆอย่างเสียไม่ได้ของกรุ๊ปทัวร์เพียงสองกลุ่มในตอนเช้าตรู่ ซากโบราณทั้งหมดก็กลับมาเงียบร้างอีก
ครั้งหนึ่ง เหลือเพียงเราสองคนเท่านั้นในเมืองทรอย เราใช้เวลาสี่ชั่วโมงทั้งครึ่งเช้าสำรวจดูร่องรอยของอดีตอย่างละเอียด
เป็นจุดๆ เทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่ปรากฏในตำนาน ด้วยคู่มือสองเล่มที่อธิบายอย่างละเอียด ถึงรากฐานเมืองและ
พระราชวังที่มีการทับถมกันหลายชั้นหลายสมัย หนังสือหนึ่งในสองเล่มนั้น มีลายเซ็นของคนเขียนชาวตรุกี มุสตาฟา
แอสคิน นักประวัติศาสตร์ ที่เราได้พบอย่างบังเอิญและนั่งคุยกับเขาเมื่อเช้านี้ที่โรงแรม

"ที่ตรงนี้ แอสคิน บอกว่าน่าจะเป็นที่ อาเคลิส และ เฮคเตอร์ ดวลกัน" ผมชี้ให้แอนดูพื้นที่ราบหน้าบริเวณที่เป็นซาก
ประตูใหญ่ด้านใต้ของเมืองทรอย ที่ตามตำนานบอกว่า การดวลระหว่าง วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองเกิดขึ้นหน้าประตูใหญ่
ของทรอย มีกษัตริย์เปรียม และราชวงศ์ รวมถึง เจ้าชายพารีส และ เฮเลน ผู้หญิงทีสวยที่สุดในโลกเฝ้ามองจากกำแพงเมือง

แต่จุดที่เป็นปริศนาของหลายคนรวมทั้งเราด้วยคือ แห่งใดคือจุดที่ "ม้าไม้แห่งเมืองทรอย" ซึ่งสร้างโดยกองทัพกรีก
เพื่อเป็นกลลวง ถูกลากจูงเข้าเมือง คือตรงส่วนไหน

image00706

ม้าไม้เมืองทรอย

หลังจากสงครามดำเนินไปอย่างยาวนาน อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองทรอยตื่นขึ้นมามองข้ามกำแพงเมืองและพบ
ว่ากองทัพกรีกได้หายไปแล้ว ดูเหมือนว่า กองทัพกรีกได้เลิกราถอยทัพเรือกลับไป สิ่งที่เหลือนอกจากซากค่าย
ทหารคือ ม้าไม้ขนาดยักษ์ ที่เชือว่าพวกกรีกได้สร้างไว้เพื่อบูชาเทพเจ้า ทุกอย่างที่ปรากฏต่อสายตาบ่งบอกว่า
สงครามได้จบลงแล้ว และชาวโทรจัน หรือ ชาวเมืองทรอยคือผู้ชนะ

ม้าไม้ขนาดยักษ์ ในฐานะหลักฐานของความพ่ายแพ้ของศัตรู ถูกลากเข้าเมืองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ความใหญ่
โตของม้าไม้ ทำให้ต้องทะลายกำแพงเมืองส่วนหนึ่งเป็นการชั่วคราวเพือที่จะได้ชักลากเข้ามาได้  ตั้งแต่เย็นจน
ค่ำไปจนกลางคืน ชาวเมืองทรอยทั้งเมืองดื่มและเต้นรำฉลองกันอย่างสนุกสนานจนมึนเมาและหลับใหล

และแล้ว กลางดึกคืนนั้น ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ก็ออกมา ให้สัญญาณกองทัพกรีก พร้อมเปิดประตูเมือง
เพื่อเข้ายึดทำลายเมืองทรอยให้พินาศ ชาวเมืองถูกฆ่าเกลื่อนกลาดรวมทั้งกษัตริย์เปรียม เมืองทรอยถูกเผาย่อยยับ
 เฮเลน หญืงที่สวยที่สุดในโลก ผู้เป็นสาเหตุของสงครามนี้ ตกเป็นสมบัติของกรีกในที่สุด

 "ตามหนังสือนี้ สันนิษฐานว่ามันคือตรงนี้" ผมชี้ให้แอนดูส่วนของกำแพงทีมีร่องรอยการก่อหิน ที่ไม่ต่อเนื่องอย่าง
ประหลาด กำแพงส่วนหนึ่งสร้างด้วยหินขนาดใหญ่อย่างมีระเบียบ แต่จู่ๆก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นหินขนาดไม่เท่ากัน
ก่ออย่างไร้ระเบียบเสมือนว่ารีบร้อน หินส่วนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นหินคนละชุดเพราะทั้งสีและผิวนั้นแตกต่างกันมาก
ต่อจากกำแพงประหลาดนี้คือเส้นทางนำไปสู่พระราชวังของกษัตริย์ อันเป็นตำแหน่งใจกลางเมือง

image00905

รอยต่อของกำแพงอาจมาจากการทะลายกำแพงเมือง และรีบซ่อมแซมกลับอย่างรีบร้อนเป็นการชั่วคราว จะเป็นไป
ได้ไหมว่านี่คือจุดที่มีการชักลากม้าไม้ยักษ์เข้าสู่ใจกลางเมืองเพือการเฉลิมฉลอง?

เราเดินตามทางเดินจากกำแพงส่วนนั้น ไปยังเนินที่เป็นส่วนกลางเมือง จากที่คู่มือบอก ผมชี้ให้แอนดูรอยไฟไหม้สีดำ
บนฐานของซากปรักหักพัง ในคืนวันนั้น เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วคงเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของชาวเมืองที่
ถูกสังหาร เสียงเปลวไฟปะทุพร้อมควันดำพวยพุ่งไปทั่ว ปนกับเสียงกลองศึกที่ดังกระหึ่ม

ครับ เสียงกลองศึก ซึ่งเราทั้งสองไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่

image01108

ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนนี้ เรานั่งรถบัสกว่าหกชั่วโมงจากเมืองอิสตันบูลมาถึงเมืองชานากาเล เมืองริมทะเลบน
ช่องแคบดาร์แดนียลอันเป็นจุดต่อระหว่างทะเลดำและทะเลเอเจียน หนังสือ Lonely Planet นำเราไปสู่สถานีรถประจำ
ทางที่ซ่อนตัวอยู่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำ และจากการยืนเบียดเสียดยัดเยียดแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มฉันมิตรของชาวตรุกี
ชนบทประมาณสี่สิบนาที เราก็มาลงรถมินิบัสที่หน้าซากเมืองทรอยในเวลาเย็นก่อนดวงอาทิตย์ตกไม่นานนัก

image01306

ภายใต้ท้องฟ้าสีชมพูใกล้มืด ชนบทที่นี่เงียบสงัดจนเหงา ไกลออกไปลิบๆเห็นเงามืดของหอคอยหรือมินาเรตของมัสยิด
แทรกขอบฟ้า และทิวเขา ในที่โล่งกว้างตรงนี้ มีเพียงอาคารเล็กๆสองชั้นของโรงแรมอย่างง่ายๆขนาดสิบห้องนี้เท่านั้น
โรงแรมทีมีที่ตั้งสุดพิเศษนี้ อยู่ข้างหน้าทางเข้าเมืองทรอยพอดี ซึ่งพอจะมองเห็นเนินดินสูงท่ามกลางต้นไม้ที่ห้อมล้อม
เป็นเงามืด เราเจาะจงที่จะมาพักที่โรงแรมนี้เพราะเท่ากับว่าเราได้มาค้างคืนที่เมืองทรอย ที่ตรงนี้อาจเป็นสนามรบเก่าก็ได้

image01504

ห้องที่นี้ไม่มีตัวเลข แต่ให้ชื่อตามตัวละครในตำนานสงครามโทรจันแทน ทั้งโรงแรมมีเราเท่านั้น ไม่มีแขกพักคนอื่น
ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วโรงแรมนี้คือที่พัก กินอาหาร เข้าห้องน้ำและ ร้านขายสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาแวะเมืองทรอย
ในตอนกลางวัน มากกว่าจะเป็นโรงแรมจริงๆ ผมทอดอารมณ์ยืนดูท้องฟ้าสีสวยก่อนมืด  และพยายามหาที่ตั้งของภูเขา
ไอดาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สมัยโบราณเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า แต่ปรากฏว่า ฟังก์ชั่นเข็มทิศบนนาฬิกาข้อมือผมไม่สามารถ
หาทิศได้ มันหมุนวนเหมือนกับถูกรบกวนด้วยสนามแม่เหล็ก จนผมเลิกล้มความพยายาม ไม่รู้ว่าจะซ่อมได้หรือไม่

เราไม่รีบร้อนสำหรับมื้อเย็น แต่ดูเหมือนคนเฝ้าโรงแรมจะอยากให้เรารีบสั่งอาหารเร็วๆ ระหว่างที่นั่งกินอาหารอยู่นั้น
ผู้จัดการก็เข้ามาบอกว่า "คุณต้องการอะไรอีกไหมครับ ขาดอะไรไหม เพราะพวกผมจะกลับแล้ว"

เราสองคนประหลาดใจ ที่พนักงานโรงแรมจะไม่อยู่นอนที่นี่ ซึ่งหมายความว่า ทั้งโรงแรมจะมีเราเพียงสองคนเท่านั้น
เขาตอบอึกอักว่า เดี๋ยวรถประจำทางจะมาและเขาต้องไป พร้อมกับบอกว่า ไม่ต้องห่วงพวกเขาจะกลับมาตอนเช้ามืด 
ผมคิดว่าคงไม่น่ามีปัญหา ชนบทตรุกีนั้นน่าจะปลอดภัย และจะว่าไปก็ดีเหมือนกัน จ่ายค่าเพียงค่าห้องหนึ่งห้องแต่
ได้โรงแรมทั้งหมดเป็นส่วนตัว

image01703

หลังจากเสียงสวดของการละหมาดครั้งสุดท้ายที่ได้ยินลัดทุ่งมาจากมัสยิดในความมืด วันนี้ก็ดูเหมือนจบลง ผมเชื่อ
ว่าเมือสามพันกว่าปีที่แล้ว ยามค่ำน่าจะคึกคักไปด้วยผู้คน คนเดินทาง และตลาด มากว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เพราะเมือง
ทรอยเป็นเมืองท่าริมทะเลที่มั่งคั่ง เป็นจุดค้าขายสำคัญที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าจากทะเลเอเจียนสู่ดินแดนอนาโตเลีย
หรือพื้นที่ตรุกีในปัจจุบัน ต่อเรื่อยไปถึงพิ้นที่ที่ต่อมาเป็นอาณาจักรเปอร์เซีย

แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่านั่งอ่านหนังสือพร้อมกินน้ำชาที่โซฟาในล้อบบี้ เพราะโรงแรมเป็นของเราทั้งหมด

เวลาตีสอง ทั้งผมและแอนถูกปลุกให้ตื่นพร้อมกันด้วย เสียงกลองที่ดังทุ้มลึก และถี่อย่างเป็นจังหวะดังมาทุกสารทิศ
จากทั้งใกล้และไกล รอบบริเวณ

"ใครตีกลองอะไรตอนตีสอง?" แอนผงกตัวทันทีจากที่นอน

"ไม่รู้ อาจเป็นงานฉลองหรือเปล่า" ผมตอบอย่างไม่รู้เหมือนกัน

เสียงกลองที่หนักแน่น ดุดัน นั้น ถูกตีรัวในจังหวะเหมือนกันอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ราวกับกลองศึกสงคราม เมือเสียง
กลองด้านหนึ่งจบลง เสียงกลองที่อยู่อีกทิศในที่ไกลก็ตีรับ สลับไปมาไม่ว่าจะเป็นทิศตะวันออก ตก เหนือ หรือ ใต้
ล้อมรอบทุกทาง

ผมเปิดประตูห้องออกไปที่ชานระเบียงใหญ๋ อากาศหนาวเย็นปะทะหน้า ถนนข้างหน้าว่างเปล่า นอกจากไฟหน้าโรงแรม
มีแต่ความมืดสนิทสีดำ ไม่มีวี่แววของคำตอบว่าเสียงกลองมาจากไหน และเพราะอะไรที่จะต้องมาเป็นเวลาดึกขนาด
ตีสอง นอกจากความกระหึ่มของเสียงกลองที่ยังคงตอบรับกันไม่หยุด

ทันใดนั้น เสียงกลองที่ดังลั่นขนาดสะเทือนเข้าไปในหน้าอกอย่างกราดเกรี้ยว ก็ดังรับขึ้นมาข้างๆโรงแรมนี้เอง หรือดู
เหมือนว่าจะดังจากโรงแรมนี้ด้วยซ้ำไป


เรานั่งฟ้งเสียงกลองที่โต้ตอบรับกันอย่างไม่หยุดด้วยความฉงน ทั้งหมดเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าห้า -หกนาที ในที่สุดทุก
อย่างก็เงียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมออกไปยืนดูความว่างเปล่าที่นอกระเบียงอยู่นาน แต่ไม่เห็นอะไรเลย

"นอนดีกว่า คงเป็นงานฉลองเทศกาลอะไรสักอย่าง เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยถามคนที่นี่" ผมพูด และล้มตัวลงนอนต่ออย่าง
สบายใจ

ระหว่างอาหารเช้าก่อนเจ็ดโมง ผมถามพ่อครัวที่นำอาหารเช้ามาเสริฟเรื่องเสียงกลองประหลาดเมื่อตอนตีสอง

"กลองอะไรครับ ไม่มีนี่ครับ ไม่มีเทศกาล ไม่มีงานฉลองแถวนี้แน่นอน" เขาตอบ

"หรืออาจจะเป็นเพื่อนบ้านของเราดื่มมากไปหน่อยก็ได้" อีกคนพูดอย่างที่เล่นที่จริง

"แต่เสียงที่ผมได้ยินนั้น มาจากหลายๆที่ ทุกทิศทาง ไม่ใช่มาจากที่เดียว และก็เป็นเสียงกลองแบบเดียว จังหวะเดียว
ด้วย" ผมแย้ง พร้อมกับระลึกได้ว่าไม่มีใครอยู่ข้างโรงแรมเมื่อคืนวาน นอกจากร้านขายของนักท่องเที่ยวที่ปิดแล้วหลัง
ดวงอาทิคย์ตก


ไม่มีคำตอบจากคนโรงแรม เขายิ้มและผละไปทำอย่างอื่น

image01904
image02102

ผมนั่งนิ่งอย่างงุนงงสักพัก ระหว่างจิบกาแฟ ผมทอดสายตาเลยไปยังภูเขาไอดาอันไกลลิบ เช้าวันนี้ผมบอกได้แล้วว่า
ภูเขาไอดาอยู่ตรงไหน เพราะฟังก์ชั่นเข็มทิศที่นาฬิกาข้อมือผมทำหน้าที่เป็นปกติแล้วทุกประการ

บนถนนหน้าโรงแรม ชายวัยกลางคนกับหมาของเขาเดินผ่านมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านด้านใน ภาพนั้นทำให้ผมพึ่งนึกได้ว่า
เมื่อคืนผมไม่ได้ยินเสียงหมาเห่าแว่วมาเลยแม้กว่าเสียงกลองจะระดมตีกันดังชัดเจนทุกทิศทางอย่างนั้น… 


..ท่ามกลางซากปรักหักพัง ของส่วนที่เป็นพระราชวัง สีดำของเถ้าถ่านจากไฟที่เผาล้างทำลายเมืองเมือสามพันกว่าปี
ยังคงปรากฏให้เห็น ราชวงศ์และกษัตริย์เปรียมคงถูกศัตรูบุกเข้ามาและสังหารที่นี่

ผมละสายตาจากร่องรอยความพินาศของเมืองทรอย และเหลือบไปเห็นข้อความส่วนที่คัดลอกมาจาก มหากาพย์อีเลียด
ในหน้าหนังสือของ แอสคิน ดูเหมือนทั้ง ชาวกรีกและชาวเมืองทรอยต้องการเป็นศัตรูอาฆาตกันไปตลอดกาล

"ราชสีห์ไม่อาจเป็นมิตรกับมนุษย์ได้ เช่นเดียวกับหมาป่าจะต้องเป็นศัตรูกับแกะจนกระทั่งวันสุดท้าย
และก็เช่นเดียวกันกับเจ้าและข้า" 
 

อาเคลิส พูดกับ เฮคเตอร์
มหากาพย์อีเลียด XXII 250-265
 

ลมพัดกระชากมาจากทุ่งสีเขียวเบื้องล่าง หน้าหนังสือที่ผมเปิดอ่านอยู่พลิกหายตามแรงลม ผมละสายตา เงยหน้าขึ้น
มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ในที่สุดหลังจากใฝ่ฝันมานานตั้งแต่เด็ก วันนี้ผมได้มายืนยังที่เป็นสิ่งที่หลงเหลือ สิ่งที่ เคยเป็นเมืองทรอย และสงคราม
โทรจัน ในตำนานอันยิ่งใหญ่ของมหากาพย์อีเลียด 

และเมือคืนที่ผ่านมานี้ เป็นไปได้ไหมว่าผมอาจได้สัมผัสสิ่งที่ เป็น เมืองทรอยและสงครามโทรจัน..?      

เม่น

publish ครั้งแรก ธันวาคม 2550

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com