Home

ซามูไรคนสุดท้ายตัวจริง 
The Real Last Samurai
ปืนคลาสสิก
ปืนพารา
Colt pocket .25
เชอร์ชิลล์ & ปืนเมาเซอร์
เบอร์กแมน
ปืนพระราม 6
ปืนทหารม้า 1
ปืนทหารม้า 2
ปืนทหารม้า 3
Last Samurai
ปืน ร.ศ.
ปืนไทยทำแบบ 95
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

1. หุงถ่านก่อนตีเหล็ก

ภาพยนตร์เรื่อง เดอะล๊าสซามูไร  (The Last Samurai) ได้นำเอาความกล้าหาญของนักรบญี่ปุ่นยุคโบราณมา
เสนอต่อสายตาท่านผู้ชมได้อย่างวิเศษประกอบกับการแสดงของดาราอย่าง ทอม ครู๊ส (Tom Cruise) และ เคน
วาทานาเบ (Ken Watanabe) และเหล่าผู้แสดงประกอบชาวญี่ปุ่นที่เล่นเป็นกบฎซามูไรได้อย่างสมบทบาท
สำหรับเราชาวคนรักปืนก็ได้มีโอกาสเห็นอาวุธสารพัดชนิดที่น่าสนใจอีกมากมาย แต่หนังก็คือหนังจะให้ตรงตาม
ความจริงทั้งหมดคงไม่มีคนดู ดังนั้นก็ขออนุญาตนำความจริงออกมาตีแผ่ เพราะเห็นว่ามีสาระน่ารู้และเป็นเรื่อง
ใกล้ๆกับประวัติศาสตร์สำคัญภาคหนึ่งของไทยเราเช่นกัน

1. ทอม ครู๊ส ทิ้งปืนมาจับดาบ

ซามูไรคนสุดท้ายตัวจริงนั้นมีชื่อว่า ไซโก้ ทากาโมริ (Saigo Takamore) เป็นรัฐบุรุษสำคัญในประวัติศาสตร์เกิดเมื่อ
200 ปีมาแล้วในตระกูลซามูไรระดับล่างๆสังกัดท่านเจ้าเมือง ซัทซึมะ (Satsuma) ไซโก้เป็นคนร่างยักษ์ แข็งแรง
เฉียบแหลม สนใจใฝ่หาความรู้สมัยใหม่ จนได้รับความวางใจให้เป็นทหารเอกประจำตัวท่านเจ้าเมืองตั้งแต่อายุ
26 ปี ตัวไซโก้นั้นบังเอิญเกลียดชังท่านโชกุน และปรารถนาที่จะคืนอำนาจให้แก่องค์พระจักรพรรดิอันเป็นความรู้สึก
ที่มีอยู่ทั่วไปของชาวซัทซึมะ อันเป็นเหตุการณ์บ้านเมืองยุคก่อนที่หนัง เดอะล๊าสซามูไรจะเริ่มเรื่อง

ญี่ปุ่นยุคที่ไซโก้ลืมตาดูโลกนั้นอยู่ภายใต้การปกครองที่เข้มงวดของโชกุนตระกูล โตกูกาว่า (Tokugawa) คำว่าโชกุน
(Shogun) ท่านอย่าไปนึกว่าเหมือนนายกรัฐมนตรี แต่แท้จริงแปลว่า "ผู้นำทางการทหาร" ซึ่งได้อำนาจบริหารบ้าน
เมืองด้วยการสนับสนุนของกองทัพซามูไรในสังกัด กระทำการแอบอ้างว่าทุกอย่างทำในพระนามและพระราชประสงค์
ขององค์พระจักรพรรดิ ซึ่งถูกดองเค็มให้ไร้สิทธิและเสียงอยู่ในวังหลวงกรุงเกียวโต ด้วยเหตุที่ตระกูลโตกูกาว่าเป็น
โชกุนขึ้นมาจากสงครามกลางเมืองต้องปราบปรามคู่แข่งมากมายก่อนจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ จึงเป็นเผด็จการเต็มรูป
หลักรัฐศาสตร์โตกูกาว่าคือปกครองให้ชาวบ้านโง่เอาไว้จะได้ไม่หือ  ปิดประเทศไม่ติดต่อกับคนต่างชาติ ไม่รับ
วิทยาการสมัยใหม่และสุดท้ายก็ห้ามประชาชนตาดำๆมีอาวุธ ทั้งนี้ยังหาข้อสันนิษฐานไม่ได้ว่าโตกูกาว่าไปลอกเลียน
แบบใคร หรือบังเอิญมีลูกหลานเหลือรอดมาสอนนโยบายนี้กับประเทศเพื่อนบ้านในภายหลังหรือไม่

โชกุน โตกุกาว่า ปิดประเทศไว้มิดชิดถึง 250 ปี เพราะฉลาดในการตั้งระบบเครือข่ายเจ้าเมืองระดับซีอีโอ ถึง 260 คน
 คุมหมดทุกเมือง มีตำแหน่งเป็นภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ท่านไดเมียว (Diamyo) ก็คล้ายกับท่านลอร์ด อัศวินของฝรั่ง
หรือขุนศึกระดับพระยากินเมืองของไทย พระยาซีอีโอ เหล่านี้มีหน้าที่เลี้ยงซามูไร เอาไว้รับใช้ และรวมกันขึ้นต่อท่าน
โชกุน ที่พวกเขาเรียกว่า ท่านประธานพรรค หรือบอสใหญ่ ในกรุงโตเกียว ดังนั้นท่านโชกุนก็ต้องผูกใจเสริมสร้างความ
จงรักภักดี ในเหล่าซามูไรไว้ให้กินอยู่อย่างดี ทำให้ซามูไรมีฐานะทางสังคมสูงกว่าชาวบ้าน ได้อยู่กินฟรี มีเบี้ยหวัด
เป็นรูปของเงินและข้าวสาร ทุกๆต้นมีนาคมก็ไม่ต้องเสียภาษี ภงด. อะไรเลย แถมยังเป็นคนกลุ่มเดียวที่มีสิทธิถือ
อาวุธ(ดาบ) เรียกว่าได้ใบพกพาอาวุธตลอดชีพ ประเทศญี่ปุ่นยุคที่ไซโก้เกิดมาจึงถูกกลืนโดยพรรค ญ.ร.ต. (ญี่ปุ่น
รักโตกูกาว่า) พรรคไหนไม่เล่นด้วยก็จะถูกดูดถูกกลืนซามูไรให้ย้ายสังกัดมา หรือมิฉะนั้น พ่อคุณก็ยกทัพไปปราบจน
เละ ท้ายที่สุดซามูไรกลายเป็นชนชั้นที่ร่ำรวย มีอภิสิทธิ เมื่อบ้านเมืองไม่มีสงครามนานๆ เข้า ก็ได้แต่เมาเหล้าเล่น
ไฮโล ไปวันๆหาสาระไม่ได้ อย่างดีก็มาท้าดวลดาบกันกลางถนน อย่างกับหนังคาวบอยตะวันตก

2. ลงฆ้อนขึ้นรูปดาบ

ฉากแรกในหนังเริ่มที่ยอดดอยซึ่ง เคน วาทานาเบ ในบทของท่านคัทซึโมโต้ กำลังนั่งสมาธิอยู่ ภูมิประเทศที่เป็น
ทิวเขา ในหนังตรงกับสภาพแวดล้อม ของก๊กซามูไรที่ไซโก้สังกัด คือ ก๊กเมือง ซัทซึมะ ซึ่งเป็นคู่อาฆาตของตระกูล
โตกูกาว่ามานับศตวรรษ ก๊กนี้ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ตั้งอยู่บนเกาะกิวซิว (Kyushu) มีเมืองหลวงชื่อ
คาโกซิม่า (Kagoshima) ความที่อยู่ห่างไกลความเจริญแวดล้อมด้วยป่าเขา ยากต่อการทำนา  ทำให้ชาวซัทซึมะ
มีความแข็งแกร่ง ทรหด ตามธรรมชาติ เหมาะแก่การเป็นนักรบ เมื่อทำนาไม่ค่อยได้ (ในหนังจะเห็นว่าทำนาเป็น
บ่อเล็กๆ อยู่บนเขา)  ก็ต้องหารับประทานแบบนักเลงคือ ตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางกระบวนลำเลียงสินค้าที่ผ่านไปมา
 เอาเป็นทุนไว้ใช้ ซ่องสุมซามูไรไว้ถึง 27,000 คน การที่อยู่บนเขาโดดเดี่ยวตนเองทำให้ชาวซัทซึมะ มีความรู้สึกเป็น
อิสระไม่ยอมขึ้นกับใคร

ยังมีซามูไรอีกก๊กหนึ่ง ซึ่งเกลียดโตกูกาว่าไม่แพ้กัน และผลิตซามูไรสำคัญๆ ออกมามาก คือ ก๊กเมืองโชซู (Choshu)
ตั้งอยู่บนเกาะฮอนซู เมืองหลวงชื่อเมือง ฮากิ (Hagi) ก๊กนี้ใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศ ทำนาได้ผลดีกว่าก๊กแรก
และคุมช่องแคบที่เรือทุกลำจากต่างประเทศจะต้องผ่านมาญี่ปุ่นจึงเป็นก๊กที่ล่ำซำเป็นที่หลบภัยของซามูไรที่ไม่ชอบ
ระบอบโตกูกาว่า ถึง 11,000 คน ถ้าอยากรู้ว่าชาวโชซูเขาเกลียดชังโตกูกาว่าขนาดไหน ผมขอบอกเพียงว่าตลอด
250 ปีนั้น เมื่อเด็กชาวโชซูเข้านอน พ่อแม่จะบอกให้หันตีนซามูไรน้อย ๆ ไปทางกรุงโตเกียวที่โชกุนอาศัยอยู่ และ
ทุกๆวันขึ้นปีใหม่ ซามูไรอาวุโสจะเดินขบวนไปถามท่านเจ้าเมืองว่า
" ปีนี้ถึงเวลาเล่นงานเจ้าโตกูกาว่าหรือยัง ขอรับนายท่าน?"

3. ลับคมซามูไร

กระแสพายุของการล่าเมืองขึ้นพัดมาถึงท่านโชกุนในปี ค.ศ. 1840 เมื่ออังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่น ชาวญี่ปุ่น
แม้จะถูกปิดตามานานแต่ก็มีผู้ใฝ่รู้หลายคน ลงทุนแอบแปลตำราฝรั่ง บางท่านลงทุนแปลงตัวลงเรือไปถึงเมืองนอก
เพื่อจะพบความจริงว่าญี่ปุ่นล้าหลังเกินไปแล้ว

ถึงตอนนี้ มีบางอย่างพอจะเปรียบได้ว่าสถานการณ์เมืองภายในประเทศญี่ปุ่น ช่วงนั้นต่างกับในเมืองสยามโดยสิ้นเชิง
(ตรงกับปลายสมัย ร. 3) ชาวญี่ปุ่นถูกกดขี่ปิดกั้นเสรีภาพ และคลื่นลมการปฏิวัติโหมแรงขึ้นทุก ๆ วัน คนญี่ปุ่นที่ต้อง
ดิ้นรนขวนขวายหาวิชาความรู้และกลายเป็นกระแสความมุมานะที่จะไปคว้าหาสิ่งที่ดีและมั่นคงกว่า ส่วนสยามสมัย
ร. 3 ศึกสงครามกับพม่าอยู่ไกลความจริงเสียแล้ว รัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัวมีความมั่นคง สามารถส่งเรือไปค้าขายมี
กำไรเป็นกอบเป็นกำสะสมไว้เป็นกองทุนสำรอง ประชาชนในสยามก็เป็นสุขไม่ต้องดิ้นรนเหมือนเมืองอื่น ข้าราชการ
ไทยมีข้อมูลความเจริญของฝรั่งพอสมควรและไม่ถูกปิดกั้น แม้แต่ ร. 4  ซึ่งยังทรงผนวชกับกำลังทรงเรียนภาษาต่าง
ประเทศอย่างขะมักเขม้น

ข้อสังเกตอีกเรื่องเกี่ยวกับความใจกว้างที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่  จึงดูเหมือนว่ามีคนรู้เรื่องฝรั่งแอบอยู่ในเงามืดสมัยโตกูกา
ว่าอยู่ไม่น้อย ญี่ปุ่นไม่เหมือนจีนที่ทนงตนว่าเจริญกว่าฝรั่งจึงยินดีที่จะเรียนรู้และนำวิทยาการของชาติตะวันตกมา
พัฒนาประเทศ

แล้วจู่ๆ ในปี ค.ศ. 1853 เรือรบเหล็กใช้เครื่องจักรไอน้ำของท่านนายพลเรือ แมทธิว เพอรี่ (Matthew Perry) ได้ทำ
ความตื่นตระหนกแก่ชาวญี่ปุ่นอย่างมาก ประตูที่ปิดตายมา 250 ปี จึงต้องแง้ม....ออกจนได้ โชกุนให้ทูตฝรั่งเข้าพบ
และกล้อมแกล้มทำสัญญาการค้าตามมาตรฐานฝรั่ง อย่างที่ไทยเราเคยโดน นั่นคือเสียเปรียบทุกเรื่อง ในสายตาของ
ชาวบ้านท่านโชกุนก็หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ หมดสิ้นศรัทธายิ่งกว่าบางประเทศพยายามปิดข่าวโรคระบาดในปลา
ซามูไรหนุ่ม ๆจึงเริ่มลับดาบเตรียมจังหวะล้มรัฐบาลกันเป็นทิวแถว

4. ทิ้งดาบมาจับปืน

เมื่อทูตอเมริกันเหยียบโตเกียวนั้น ท่านพระยาซัทซึมะ เจ้านายของไซโก้ได้สังเกตว่า ทหารอเมริกันทุกคนมีปืนไรเฟิล
ครบมือมีความพร้อมเพรียง มิได้แยกชั้นวรรณะแบบซามูไรซึ่งจะไปรบก็ต้องมีคนตามไปแบกเกราะ ถือปิ่นโต  ป้อน
ข้าวป้อนน้ำรุงรังนัก จึงเลื่อมใสและได้ขอยืมปืนตัวอย่างจากพวกทูตมากระบอกหนึ่ง  ความที่ท่านเป็นนักประดิษฐ์
ตัวเอ้ ก็จับถอดออกก๊อบปี้กันทั้งคืนรุ่งขึ้นก็คืนเจ้าของไปแล้วตั้งใจเอาว่าญี่ปุ่นจะต้องปฏิวัติระบบอุตสาหกรรมแบบ
ฝรั่ง  เอาไว้ทำไม... ก็เอาไว้ผลิตปืนเป็นแสน ๆ กระบอกเพื่อสู้ฝรั่งไงครับ กระแสการเมืองยุคที่ถูกบังคับให้เปิดประเทศ
คือ
                         "ไล่พวกคนตะวันตกป่าเถื่อนไปจากญี่ปุ่นให้ได้ "

ในปีถัดมาท่านก็สั่งไซโก้และเพื่อนๆให้หัดทหารก๊กซัทซึมะแบบฝรั่ง และลองตั้งโรงหล่อปืนใหญ่บ้าง เช่นเดียวกับ
ก๊กโชซู ซึ่งก้มหน้าสะสมปืนผาหน้าไม้ไว้เมื่อได้ฤกษ์งามยามดี ในปี ค.ศ. 1863 ก็สั่งปิดช่องแคบซิโมโนเซกิ ขนปืน
ใหญ่ที่เก็บตังซื้อมาได้ ตั้งยิงเรือฝรั่งเอาดื้อ ๆ ให้หายแค้น ผลก็คือสู้ไม่ได้โดนเรือปืนฝรั่งรุมยำเละไปทั้งเมือง ส่วน
ก๊กซัทซึมะของไซโก้นั้นโดนอังกฤษยึดไว้ครึ่งเมืองฐานที่ส่งนินจาไปไล่ฟันทูตอังกฤษถึงบ้าน  ทหารอังกฤษจับคน
ร้ายตัดหัวเสียบประจาน  แถมต้องเสียเงินทองทำขวัญอีกพะเรอเกวียน

2. นินจาก๊กซัทซึมะบุกบ้านกงศุลอังกฤษกลางดึก (ปี 1861)

ผลการรบนี้น่าคิด เพราะญี่ปุ่นเป็นชาติที่แพ้แล้วจำเก็บไปทำการบ้าน มิได้อาละวาดฟาดหัวฟาดหางกับเมียที่บ้าน
พวกหนุ่ม ๆ หัวใหม่ยอมรับว่าเรายังไม่เก่งพอและเหมือนฟุตบอลทีมชาติที่ไปแพ้เขามาก็ต้องรักษาอาการบอบช้ำ 
คิดปรับแผนปรับตัวผู้เล่น (ครม.) และถ้าอาการหนักอย่างญี่ปุ่นก็พาลคิดเปลี่ยนโค้ช (โชกุน) มันซะเลย

5. วันปฏิวัติ

ก๊กโชซู เริ่มระดมพลก่อนเพื่อนโดยใช้ทหารชาวเมืองที่หัดรูปกระบวนทัพแบบฝรั่ง เป็น "หน่วยจู่โจม " หรือโชไท
(Shotai) ประกอบไปด้วยอดีตซามูไรและชาวบ้านร่วมรบกันโดยไม่ถือชั้นวรรณะ จากนั้นจึงดื่มน้ำสาบานกันทั้ง
คณะเพื่อไปโค่นอำนาจโชกุน

หนังเรื่อง เดอะล๊าส ซามูไร เริ่มกันจริง ๆ ก็ตรงจุดนี้ คือท่านโชกุนตกใจมากวิ่งโล่ไปจ้างทหารฝรั่งเพื่อฝึกทหารของ
ตนไว้สู้พวกแข็งข้อ ครูฝึกตัวจริงกลับเป็นนายทหารฝรั่งเศส หาใช่ผู้กองเนทาน หรือ ทอม ครู๊ส ในปี ค.ศ. 1868 ก๊ก
ซัทซึมะของท่านไซโก้จึงผนวกกำลังร่วมขบวนการอย่างเต็มตัวจนการแข็งข้อลุกลามออกเป็นสงครามกลางเมือง
ภายในปีเดียวกันนั้น ไซโก้ก็ยกทัพเข้าเมืองเกียวโตถวายบังคมองค์พระจักรพรรดิเมอิจิแล้วเชิญให้เสด็จกลับมา
ปกครองประเทศ

ส่วนท่านโชกุนนั้นฮึดสู้แบบไว้ลายตระกูลโตกูกาว่าที่ตำบลโทบ้า (Toba) และ ฟูชิมิ (Fushimi) ท่านที่ได้ชมภาพยนตร์
จะพบว่าความจริงนั้นกลับกันหมด ฝ่ายที่แกว่งดาบกลับเป็นทหารซามูไรกองหน้าของโชกุน เข้ารบกับทหารกบฏที่
มีปืนแก๊ปเอ็นฟิลด์ แต่งฝรั่งรบแบบฝรั่งเปี๊ยบ
ไม่มีหรอกครับที่ฝ่ายกบฏอย่าง ทอม ครู๊สและวาทานาเบจะใส่เกราะ
ควบม้าฝ่าดงกระสุนอย่างในหนัง

บทของ ทอม ครู๊สนั้นผมเข้าใจว่าผู้สร้างภาพยนตร์ได้เค้าเรื่องจากนายทหารฝรั่งเศสซึ่งโชกุนจ้างมาชื่อจริงคือ ผู้พัน
จูลส์ บรูเน่ย์ (Jules Brunet) ผู้ซึ่งมิได้ถูกกบฏจับได้อย่างในหนังแต่ดันไปรบแพ้พวกท่านไซโก้ เลยแปรสภาพจาก
ฝ่ายรัฐบาล (อดีต) หนีไปกับซามูไรแตกทัพไปตั้งรัฐอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลใหม่อย่างเปิดเผย ท้ายที่สุดชาวบ้านเขา
ไม่เอาด้วย เลยต้องแอบกลับบ้านไปอยู่กับเมียแหม่มที่ฝรั่งเศสอดได้จีบแม่หม้ายญี่ปุ่นแบบพระเอก ทอม ครู๊สอย่าง
น่าเสียดาย

4. ผู้กองเนทานกลายเป็นพวกกบฏไปแล้ว ประวัติจริงต้องเป็นทหารฝรั่งเศส

จึงบังเอิญเหลือเกินที่ปี ค.ศ. 1868 กลายเป็น ปีที่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเอเชีย 2 พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์
เมื่อทรงพระเยาว์และต่อมาก็จะได้รับยกย่องว่าทรงทำคุณประโยชน์ไว้แก่ประชาชนทั้ง 2 ชาติ อย่างอเนกอนันต์และ
ทำให้รอดจากการเป็นเมืองขึ้นมาได้ นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและองค์สมเด็จพระจักรพรรดิ
เมอิจิ ผิดกันแต่ว่าการขึ้นครองราชย์ของทางญี่ปุ่นออกจะบู๊อยู่สักหน่อย  แต่ทรงได้เปรียบกว่า ร.5 หลายย่างก้าว
เพราะได้คนรุ่นหนุ่มที่มีความรู้อย่างใหม่ เห็นโลกมามาก ผ่านศึกสงครามนับไม่ถ้วน และมีแนวทางการเมืองเดียวกัน
ดังนั้นสามารถฟอร์มคณะรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพได้ง่ายและรวดเร็ว

ส่วน ร. 5  ของเราท่านต้องซุ่มสร้างคนรุ่นใหม่กับพระหัตถ์ของท่าน ส่วนมากก็เป็นพระเจ้าน้องยาเธอซึ่งอ่อนวัยกว่าๆ
จะงัดข้อกับเหล่าขุนนางกลุ่มคุมอำนาจได้ก็ใช้เวลานานถึง 10 ปี  เป็นอันตอบคำถามบางส่วนได้ว่า  ทำไมญี่ปุ่นจึง
เดินเครื่องได้เร็วกว่าสยามนักแม้นจะเริ่มปฏิรูปปีเดียวกัน

5. ท่านไซโก้ (ซ้าย) กำลังเจรจาขอให้โชกุนยอมสละอำนาจ (ปี 1868)(L - SAIGO min)

6. เดินหน้าเต็มตัว

เมื่อทีมชาติญี่ปุ่นได้องค์เมอิจิมาเป็นโค้ชใหม่แล้ว ซามูไรนักปฏิวัติก็เริ่มวางตัวผู้เล่นในตำแหน่งต่าง ๆ โดยฟอร์ม
รัฐบาลซึ่งประกอบด้วยผู้รู้วิทยาการของตะวันตกที่มาจากก๊กทั้งสองไซโก้ตอนนี้ได้เป็นทั้งเทียบเท่า ผบ. ทบ. และได้
เป็นอาจารย์ใกล้ชิดองค์พระจักรพรรดิจริงดังที่ในหนังอ้างไว้ และให้ไซโก้คุมกำลัง ทหารหลวง (Imperial Guard) ถึง
50,000 คน เพื่อค้ำจุนรัฐบาลและสนับสนุนการปฏิรูปสังคมตามแผน สโลแกนของรัฐบาลนี้ก็คือ
ญี่ปุ่นต้องรวยและแกร่ง
                                                   "Rich Country, Strong Army"

ท่านผู้อ่านที่คิดว่าการปฏิรูปแบบเมอิจิ คงจะผ่อนสั้นผ่อนยาวถนอมน้ำใจคนเก่าแบบที่ ร. 5 ทรงยึดถือ ขอเล่าว่า
ท่านคิดแบบไทย ๆ ญี่ปุ่นนั้นเป็นคนดุดันเอาเป้าหมายเป็นที่ตั้ง ยิ่งถูกโตกูกาว่าเก็บกดมานานก็เหมือนคนเบรกแตก
 ซึ่งอดเอานิสัยซามูไรเดิมๆมาใช้ไม่ได้คือ ใครขวางก็ฟันดะ  ตรงนี้ขอให้สังเกตหนังญี่ปุ่นรุ่นเก่ามักจะจบแบบไม่สวย
 คือ ไม่ฟันกันตายเกลื่อนก็ต้องเลือดตกยางออก น้ำตาท่วมจอ ไอ้จะมา  Happy Ending แบบหนังไทย หรือพระเอก
จูบนางเอกก่อนปิดฉากแบบหนังฝรั่งนั้นไม่มีละครับ

เมื่อการพัฒนาประเทศมาถึงขั้นที่ต้องปรับกองทหารให้แกร่งตามนโยบาย  ก็พบปัญหาเดียวกับสมัย ร. 5 อีกคือการ
ที่หาคนมาเป็นทหารได้ไม่เพียงพอ จะเอาอดีตซามูไรมาเป็นทหารก็แก่เกินฝึกวิชาใหม่ๆ จะให้เข้าเรียนนายร้อย จปร.
 บางคนก็ไม่สามารถผ่านการศึกษาขั้น ประถม มัธยม  ขึ้นมาได้เพราะอาจไม่เคยต้องเข้าโรงเรียน ดังนั้นจึงต้องดัน
พรบ. เกณฑ์ทหาร ออกใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1871 ก่อนเมืองไทยถึง 20 ปี

แต่การกระทำเช่นนั้นกลายเป็นเหตุให้ทางเดินของคณะปฏิวัติและไซโก้ต้องแยกกันอย่างน่าเสียดาย

7. ศักดิ์ศรีซามูไร

คณะ ปว.ปรารถนาจะเห็น"กองทัพแห่งชาติ" ญี่ปุ่นที่มีกำลังพลประจำการนับแสนไม่มีชั้นวรรณะ และมีอาวุธทันสมัย
 ไซโก้ก็เห็นเช่นเดียวกันแตกต่างกันที่ ไซโก้เห็นว่าชนชั้นซามูไรยังมีบทบาทผู้นำทหารอยู่เช่นเดิม และควรเป็นนาย
ทหารหรือส่วนกำลังรบหลัก พวกลูกชาวบ้านให้เป็นมือรอง ๆ อยู่แต่ในครัวก็ได้ 

ส่วนผลการพัฒนาก็กระทบความเป็นอยู่ของซามูไรอย่างมาก จากเคยมีนายเลี้ยง ก็กลายเป็นคนตกงานท่านไซโก้
ก็เป็นซามูไรคนหนึ่ง จึงสะเทือนใจ ปรารถนาที่จะรักษาเกียรติภูมิซามูไรเอาไว้คู่กับประเทศญี่ปุ่น เลยพาลไปตำหนิ
รัฐบาลว่าเร่งปฏิรูปบ้านเมืองเร็วเกินไป และต้องการให้มีกองทัพซามูไรล้วนออกไปทำการรบจริงให้ประชาชนเห็นอีก
สักครั้ง

6. ทหารรุ่นใหม่ขององค์พระจักรพรรดิกำลังจะไปปราบท่านไซโก้ (ปี 1877)

ความขัดแย้งระหว่างไซโก้กับรัฐบาลมาแตกหักกันที่เรื่องเกาหลี ลูกแกะซึ่งเพิ่งหลุดจากเงื้อมมือจีน และไซโก้
ประสงค์จะผนวกเข้ามาเป็นประเทศเดียวกันก่อนที่ฝรั่งจะมาแย่งไปกินเสียเอง เขาได้เสนอตนต่อ ครม. ว่าจะไป
เป็นทูตเยือนเกาหลี ระหว่างนั้นก็ให้คนมาลอบฆ่าเขาเสีย เพื่อเป็นเหตุให้ญี่ปุ่นประกาศสงครามได้ กลอุบายสละ
ชีพพลีแบบนี้ ขอให้คนไทยเข้าใจว่า เมื่อ 100 ปีก่อนเขายังทำกันมิใช่เรื่องอ่านเล่นในสามก๊ก ญี่ปุ่นเคยทำมา
แล้วเพื่อหาเรื่องยึดแมนจูเรีย

ระหว่างนั้นรัฐบาลฉุกคิดได้ว่าญี่ปุ่นยังไม่มีความแข็งแกร่งทางอุตสาหกรรมพอที่จะไปชักศึกเข้าบ้าน การยึด
เกาหลีอาจเป็นชนวนให้รัสเซียเข้ามาขัดขวางและญี่ปุ่นยังไม่พร้อมจะรบกับฝรั่ง ซึ่งเป็นการประเมินตนเองได้ถูก
ต้อง

ฉากนี้ไปตรงกับในหนังเมื่อหัวหน้าซามูไรอย่างคัทซึโมโต้ ผิดใจกัน ครม. ถึงกับลาออกกลางที่ประชุม ไซโก้ก็ทำเช่น
เดียวกัน และออกไปตั้งโรงเรียนสอนวิชากึ่งวัฒนธรรมกึ่งการเมืองเงียบ ๆ ที่บ้านเกิด พวกซามูไรที่ต่อต้านการพัฒนา
ประเทศก็มาห้อมล้อม และก่อเหตุไม่สงบกันทุกวันโดยที่แม้ไซโก้จะอยากอยู่เงียบ ๆ ก็ยังถูกเด็ก ๆ ลากเข้ามาสู่ความ
วุ่นวายจนได้ด้วยเห็นว่าเคยเป็นผู้มีปากมีเสียงดังในคณะรัฐบาล ตรงนี้ทำให้เห็นว่าการที่ ไซโก้พะวงกับความหลัง
ยุคซามูไรรุ่งเรือง ทำให้เขาเสียอนาคต ผิดกับฝ่ายรัฐบาลที่เด็ดเดี่ยวกว่า ไม่มีการลังเลสงสัยในนโยบายที่วางเอาไว้
แต่ต้น ตามเรื่องจริงมีรัฐมนตรีบางคนได้แอบส่งซามูไร 50 คน ไปลอบสังหารเขา แต่ไม่สำเร็จซึ่งในหนังได้ผูกเรื่อง
ให้เป็นนินจา แอบมาเก็บคัทซึโมโต้ ขณะมีงานรื่นเริงประจำปี เมื่อคิดฆ่ากันแบบนี้ ไซโก้จึงตัดสินใจว่า รัฐบาลเห็น
เขาเป็นศัตรูจึงเข้าทำการกบฏเสียเลย โดยรวบรวมพรรคพวกถืออาวุธครบ เดินทางเข้าสู่กรุงโตเกียว โดยอ้างว่ามา
โดยสันติและกดดันให้ชะลอการพัฒนาประเทศ

7. อนุสาวรีย์รัฐบุรุษไซโก้ กลางกรุงโตเกียว

แต่เลยเกิดปะทะกับทหารหลวงที่หน้าปราสาท คูนาโมโต้ (Kunamoto Castle) ณ จุดนี้ทหารเกณฑ์ลูกชาวนาที่พวก
ซามูไรเคยดูหมิ่นไว้ สู้ไม่ถอย และกบฏ 18,000 คน ถูกสกัดพอมีเวลาให้ ทหารหลวง 43,000 คน มาช่วยได้ทัน ตรง
นี้ก็ต่างกับในหนังเหมือนคนละเรื่อง ทหารรุ่นใหม่มีปืนชไนเดอร์ (Snider) ยิงเร็ว และ ยิงปืนแม่น ไม่วิ่งหนีคมดาบ
เหมือนก่อนอีกแล้วการรบยืดเยื้อต่อไปถึง 6 เดือน ล้มตายลงนับหมื่น ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าทหารล้มตายลง
มากจนต้องขออาสาซามูไรเก่า ๆ มาเป็นตำรวจกองปราบ และเข้าร่วมรบ โดยเป็นการดวลดาบ กันเป็นครั้งสุดท้าย
ในแผ่นดินญี่ปุ่น
แล้วที่สุดในเดือนกันยายน ค.ศ. 1877 ไซโก้ซึ่งได้รับบาดเจ็บ ก็กระทำฮาราคีรีโดยขอให้สมุนทำการ
ตัดศีรษะ แทนการถูกจับกุม กล่าวกันว่าคนญี่ปุ่นยังคงรัก นับถือน้ำใจซามูไรร่างยักษ์คนนี้เสมอ รัฐบาลใหม่แสดงการ
คารวะแก่อดีตเพื่อนและศัตรูร่วมตายโดยประกาศมิให้เรียกว่าเป็นกบฏและตั้งให้เป็นรัฐบุรุษ ปรากฏอนุสาวรีย์อยู่ใน
สวนสาธารณะอูเอโน กลางกรุงโตเกียวทุกวันนี้

ผมเห็นว่าท่านไซโก้มิได้ตายฟรี บรรดาหัวกะทิที่เหลือในรัฐบาลต่างก็เป็นซามูไรกันมาทั้งนั้น และมิได้ทอดทิ้งวัฒนธรรม
ตลอดจนความคิดของนักรบบูชิโดเสียเลย กองทัพญี่ปุ่นได้นำวิถีนักรบจากลัทธิบูชิโด มาเขียนเป็น "กฎทหาร"
(Soldiers' Code)
เพื่อเสี้ยมสอนให้ทหารรุ่นใหม่หลอมวิญญาณของตนให้กล้าหาญ และยอมสละชีพเพื่อองค์พระ
จักรพรรดิ เช่น ซามูไรรุ่นเก่า คำขวัญที่ชนชั้นซามูไรต้องเคยใส่ใจว่า
                       " หน้าที่นั้นหนักกว่าขุนเขา ความตายนั้นเบากว่าขนนก"


ได้กลายมาเป็นคำขวัญของทหารเกณฑ์ ลูกชาวไร่ชาวนารุ่นใหม่และเอกลักษณ์อันน่าเกรงขามต่อศัตรูต่างชาติในเวลาต่อมา

จ่าน้อม ทหารหน้า

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com