Home

โหมโรง: โทรเลขจากบางกอก
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

     "ตาน้อม ๆ….. เร็วเข้ามีโทรเลขด่วนจากบางกอก"

     เสียงนายเขียวบุรุษไปรษณีย์ตะโกนลั่นอยู่กลางทุ่ง ปลุกให้จ่าน้อมตื่นจากนั่งสัปหงก ข้าวมื้อเที่ยงเพิ่งจะเรียง
เม็ดอยู่ในท้องได้เพียงครู่ใหญ่เท่านั้น พอนายเขียวมาถึงหัวกะไดบ้าน  ลูกหลานของจ่าก็มายืนออเพื่อขอฟังข่าวกัน
อย่างตื่นเต้น ปุทโธ่กับชาวไร่ชาวนาอย่างจ่าน้อม ถ้ามีตะแล๊ปแก๊ปจากเมืองหลวงมาน่ะมันโก้ย่อยอยู่เสียเมื่อไหร่
ไอ้จุมหลานชายคนโต รีบขออาสา เปิดอ่านให้กระผมฟังโดยไม่ต้องบอกทันที

                       "จ่าน้อม
                                                   มาเยี่ยมพ่อฉันด่วนนะท่านป่วยมาก
                                                                                                                           คุณกลาง"
     ไม่ใช่ข่าวดีเสียแล้ว คิดได้เท่านั้นกระผมก็รีบสั่งเจ้าหลานชายให้เตรียมเดินทางไปเป็นเพื่อน โดยหาซื้อตั๋วรถไฟ
ขบวนถัดไปที่จะผ่านสถานีราชบุรีเข้าบางกอก นายเขียวจึงเสนอว่า

"วันนี้คงไปไม่ทันหรอกตาน้อม เดี๋ยวฉันจะรีบกลับเข้าเมืองไปซื้อตั๋วให้สองที่ รถจะออกจากราชบุรี พรุ่งนี้เวลาหกโมง
ครึ่งเช้า ถึงเอาก็ 5 โมง 40 นาที"

กระผมได้แต่ขอบอกขอบใจตามประสาคนแก่ ส่วนในใจนั้นให้รู้สึกกังวลเหลือกำลัง  พาลไปโมโหหาเรื่อง ลูก ๆ หลาน ๆ
ในเรื่องไม่เป็นเรื่องตลอดบ่าย อยากจะบินได้เป็นนกเสียเหลือเกิน เจ้าตะแล๊ปแก๊ปกับจ่านั้น ไม่เคยนำข่าวที่เป็นมงคล
มาให้เลยตลอดชีวิต ถ้าไม่ใช่เรื่องศึกสงคราม ก็เป็นข่าวสูญเสียญาติสนิทมิตรสหาย แต่นี่เจ้านายของเราแท้ ๆ จะเป็น
อย่างไรหนอคิดแล้วก็นอนตาค้างเกือบตลอดคืน

วันรุ่งขึ้น ร.ฟ.ล (รถไฟหลวง) ก็พาสองคนตาหลาน ผ่านบ้านโป่งและจังหวัดนครปฐม เข้าเทียบสถานีบางกอกน้อย เวลา
11.38 น. ตรงตามกำหนด จากนั้นจึงกระย่องกระแย่งลงเรือจ้างข้ามฟาก เข้ามาทางคลองสาธร เลี้ยวซ้ายตัดเข้าคลอง
ซอยแล้วเลี้ยวขวาเข้าคลองสีลมสักครู่ใหญ่ ก็เห็นจุดหมายปลายทาง

house02

บ้านนายพันโท พระพิชิตชาญณรงค์ เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนขนาดกลางแวดล้อมด้วยไม้ใหญ่น้อยดูร่มรื่นตั้งอยู่ท่าม
กลางบ้านเจ้าใหญ่นายโตอีกหลายหลังบริเวณเกือบสุดคลองสีลมด้านศาลาแดงอันเคยเป็นบ้านของท่านแม่ทัพใหญ่
จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ไอ้จุมผู้ได้มาหลายครั้งแล้วสั่งเรือเทียบท่าน้ำแล้วเดินข้ามถนนอิฐเลียบคลองมายัง
หน้าบ้านๆคุณพระนั้นจำง่ายเพราะประตูหน้าบ้านมีตราพิเศษอยู่ 2 ตราไม่เหมือนคนอื่นบานประตูด้านซ้าย มีตรารูป
3 เหลี่ยม และรูปเกือกม้ามีดาบไข้วอยู่ตรงกลาง เขียนอักษรใต้ตราว่า "ทหารหน้า" ส่วนบานประตูขวาเป็นรูปเศียรช้าง
มีเทวดาถือพระขรรค์นั่งบนคอช้าง และอักษรย่อว่า  "ย.ท"

คุณหนูกลาง ลูกสาวคนรองของคุณพระ กระวีกระวาด มารับแล้วสั่งคนรับใช้ไปจัดข้าวกลางวันในครัวมาให้ทาน และว่า
ให้พักจนหายเหนื่อยเสียก่อน จึงจะมาตามไปพบท่านที่ห้องนอนชั้นบน

"คุณพ่อท่านหัวใจไม่ปรกติ เป็นลมอยู่บ่อย ๆ คราวนี้หมอฝรั่งว่าคงไม่มีหวัง"   คุณหนูกลางพูดให้ฟังแล้วก็ทำตามแดง ๆ
ก่อนขอตัวขึ้นไปดูแลคุณพ่อของเธอต่อ "ท่านอ่อนแรงมาก นอนซมมากว่า 2 เดือนแล้ว บ่นแต่ว่าอยากพบจ่าน้อม"

logo
arm

เมื่อได้เวลาจ่ากับหลานชายก็คลานขึ้นบนเรือนใหญ่ เรือนหลังนี้ถ้าคนไม่รู้จักเจ้าของบ้านมาก่อนพอเห็นภายในแล้ว
อาจนึกว่าเป็นของคหบดีจีน เพราะเมื่อผ่านห้องรับแขกสีเหลืองอ่อนที่ชั้นล่าง มองทะลุผ่านบานเฟี้ยมไปยังห้องทาน
ข้าวสีแดง จะเห็นเครื่องเรือนฝังมุกแบบจีนทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีแจกัน ถ้วยชามกระเบื้องเคลือบและตุ๊กตาจีนตัวสูง
สักคืบกว่า ประดับอยู่ตาม ตู้ โต๊ะ และชั้นวางของ ส่วนในตู้กระจกประดับมุก อีก 2 ตู้ กลับมีของไทยแท้ คือ เครื่องเงิน
เช่น พาน คนโฑและชุดเชี่ยนหมากดั้งเดิมฝีมือช่างไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นอกนั้นการตกแต่งบ้านดูออกเป็น
ฝรั่งหมด เช่น ที่ผนังห้องโถงทางขึ้นบันไดไปชั้นสอง ท่านเรียกห้องสีฟ้ามีเปียโนของคุณนายท่านตั้งประดับห้อง  ส่วน
ที่อยู่เหนือเปียโนเป็นภาพวาดเรือใบฝรั่งสามเสาลำใหญ่ ซึ่งคุณพระท่านว่า เมื่อยังหนุ่มอายุเพียง 18 ปี ต้องรับจ้างเป็น
กุลีในเรือแบบนี้ เพื่อไปอาสารบในอเมริกา อีกมุมหนึ่งเป็นที่แขวนหมวก เห็นเข้าก็จำได้ มีหมวกกะโล่ใบโปรด หมวดปีก
สักหลาดคาดหนังเสือ และหมวดโคบาลฝรั่งปีกกว้าง ที่ท่านชอบใส่เวลาเที่ยวป่า ส่วนรองเท้าบู๊ท ไม้ตะพด ไม้เท้าเหลี่ยม
เงิน และกระบี่ทหารม้าอเมริกัน วางเรียงกันอยู่ใกล้ ๆ กันในช่องใต้ที่แขวนหมวก

bookshelf
piano

เด็กรับใช้พาจ่าขึ้นบันไดไปนั่งรอในห้องพระชั้นบน ซึ่งมีขนาดใหญ่และต่างจากห้องพระบ้านอื่น ๆมาก เพราะเจ้าของ
บ้านใช้เป็นห้องสมุดและห้องทำงานส่วนตัวไปด้วย ท่านสะสมหนังสือไทยและเทศไว้มาก ตู้หนังสือนั้นสูงจากพื้นสุด
ถึงเพดานและกว้างเต็มผนังห้อง ที่ดูเด่นอยู่บนโต๊ะทำงานคือ หมวกเหล็กอัศวิน ฝรั่งข้างโต๊ะทำงานมีหีบไม้อยู่ 2 ใบ
จ่าเคยเห็นท่านเก็บเครื่องสนาม กล้องถ่ายรูป ดาบปลายปืน มีดและซองปืนชนิดต่างๆ ที่อดขำไม่ได้ก็คือ ห้องพระแท้ ๆ
แต่กลับมีปืนใหญ่จำลองทำด้วยทองเหลืองยาวสัก 8 นิ้ว วางอยู่ริมหน้าต่างห้อง จ่าพยายามมองหาว่าท่านแอบซ่อน
ปืนไรเฟิล ชเนาเออร์ (Mannlicher Schoenauer M1905 9mm.) ปืนไรเฟิลซาวน์เออร์ 2 ไก (JP. Sauer & Sohn
8 mm.) ของเยอรมัน และ ปืนไรเฟิลแฝด (.450 Nitro Express Double Rifle) ของอังกฤษ
ไว้ที่ตรงไหนก็ยังเดาไม่
ออกสักที

cannon

ไอ้จุมยิ้มแป้นชี้ให้กระผมดูภาพถ่ายขนาดใหญ่ 2 ภาพแขวนไว้บนผนังอีกด้านหนึ่ง ภาพซ้าย เป็นรูปคุณพระในชุด
พันตรีทหารหน้า ถ่ายที่หาดทรายหน้าเมืองหลวงพระบางกับเพื่อนนายทหารระบุว่าถ่ายเมื่อ ปี พ.ศ. 2428 ที่หลานมัน
ชอบเพราะมีรูปจ่าแอบเสนอหน้าอยู่แถวหลัง ภาพที่สองถ่ายคล้อยกันไปเพียง 9 ปี (พ.ศ. 2437) มีท่านยืนคู่กับเจ้าพระยา
สุรศักดิ์มนตรี ที่สนามหน้ากระทรวงเกษตราธิการ ในพิธีอำลากองทหารอาสาป้องกันพระนคร หลังวิกฤติการณ์กรณี ร.ศ.
112 ในมือท่านยังถือ ปืนเล็กสั้นแบบมัลลิเคอร์ หรือ ปลส.33 (Steyr Mannlicher M1890 Carbine 8 mm.)
ตัวโปรด
ที่ผนังเหนือภาพถ่ายมี ปืนแก๊ป 3 ปลอกแบบเอ็นฟิลด์ (Enfield rifle Pattern 1853 .577) สมัย
รัชกาลที่ 4 แขวนประดับคู่กับ ปืนสเปนเซอร์คาร์ไบน์หลังม้า (Spencer Carbine) ที่ท่านคุยหนักหนาว่าเคย
ใช้รบที่เมืองนอกและญาติที่เป็นอธิบดีกรมราชฑัณท์แอบไปหามาให้

"จ่าน้อม มาหาข้าหน่อย"   เสียงคุณพระแว่วออกมาจากห้องนอนที่อยู่ข้างๆ กระผมคลานเข้าไปกราบ แล้วรายงานแบบ
ทหารว่าพอได้รับข่าวก็รีบมาทันทีเลยขอรับ พลางใช้สายตาสำรวจดวงหน้าที่ผอมซูบของท่าน ดูท่าจะป่วยมากจริงอย่าง
ว่า ท่านเอื้อมมือมาตบบ่าอย่างสมัยยังหนุ่มมองดูผมนิ่งเหมือนพยายามจะจดจำไว้นานๆ จนกระผมสะเทือนใจแกล้ง
หันไปมองสำรวจรอบๆ ห้องนอนสีเขียวอ่อนเย็นตามีภาพพิมพ์เป็นรูปผู้หญิงญี่ปุ่นใส่กิโมโน และภูเขาไฟฟูจิยาม่าประดับ
อยู่หลายภาพ พอย้อนมาที่ข้างเตียง ทำไมเอา ดาบซามูไร มาพิงไว้ก็ไม่รู้แปลกคนแท้ ๆ

"ข้ามันอดมีของเล่นอยู่ข้างกายไม่ได้"   ท่านอมยิ้มพูดอย่างรู้ทัน ตามีประกายแจ่มใสขึ้น "อายุร่วมจะ 80 ก็อยู่มานาน
เห็นเมืองไทยเปลี่ยนไปมากพอแล้ว หมอฝรั่งมันยังส่ายหัว หาว่าข้ากินดีอยู่ดีเกินไปหน่อย คุณวันเธอเลี้ยงสามีดี ข้า
เองปลงใจแล้ว เห็นลูก ๆโตเป็นฝั่งเป็นฝาสมใจ เอ็งรู้ไหมว่า เจ้าเล็กลูกชายมันวิ่งไปอาสาขอไปรบกับเยอรมันที่ยุโรป
อยากเอาอย่างข้า ทูลกระหม่อมเล็ก (จอมพลสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ) ทรงเห็นชื่อเข้า
เลยถูกด่าเปิงกลับมาว่า กูให้ทุนมันไปเรียนถึงเมืองเบลเยี่ยมจะให้มาสอนทหารปืนใหญ่ กลับจะเอาตัวไปเสี่ยงตายทำไม
เลยทรงย้ายมันไปเป็นพันตรีทหารคนสนิทของท่าน แถมให้งานสอนพิเศษกับลูกชายท่านในวัง"  คุณพระหยุดฝอย
สักครู่ ดูจะเหนื่อยที่พูดติดต่อกันนานๆ

     "ลูกมันนึกว่าที่เราเป็นทหารอาสาสมัยพระพุทธเจ้าหลวงเพราะโก้ ความจริงเพราะชะตาชีวิตของข้าต่างหากที่มัน
บงการให้เป็นเช่นนั้น ไม่ควรที่จะมาลำบากหรือเอาอย่างเลย"

จ่าก็กราบท่านอีก พูดอะไรไม่ออก นึกย้อนไปว่ารู้จักท่านเป็นลูกไล่ท่านมาตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ ท่านเป็นคนพูดสั่งเรา
เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งเพื่อนเก่าตลอด 70 กว่าปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าขอบตาทั้งสองข้างมันร้อนๆ น้ำตา
จะไหล แกล้งหลบมองไปที่โต๊ะข้างเตียง มีขวดน้ำดื่มและถ้วยใส่ยาวางอยู่  เฮ้อนี่ป่วยภาษาอะไรใต้โต๊ะดันมี ปืนลูกโม่
ขนาด .45 เรมิงตัน ทหารบกรุ่น 1858 (Remington Army Model 1858 Cap & Ball Revolver)
เผลอ ๆ
ใต้หมอนหนุนหัวจะมีปืนเมาเซอร์ต่อด้าม (Mauser Broomhandle M1896) อีกกระบอกก็ไม่รู้ได้

     "น้อม...."    เสียงท่านดูแปร่งไป
     "ข้าเป็นคนพูดแต่น้อย เวลาออกงานสนามข้ามีแต่เอ็งเป็นเพื่อนที่พอจะเล่าความในใจให้ฟังได้เสมอ ที่เรียกมาพบ
ก็เพราะเมื่อสองคืนก่อน ข้าฝัน..ฝันเห็นน้องคำแก้วมายืนยิ้มอยู่ข้างเตียง"  ท่านนิ่งไปพักหนึ่งตาเหม่อไปทางอื่น

     "คำแก้วยังสวยเหมือนเดิม เธอแต่งชุดซิ่นไหมสีขาวเงิน ห่มสะไบสีขาว ผมยาวประบ่า ผิวขาวราวกับนางฟ้า ผิวหน้า
และแก้มเป็นสีชมพูอย่างไรก็อย่างนั้น"

     เอาอีกแล้วนายกู นอนป่วยแบบนี้ยังไปตามเรามาปรึกษาเรื่องลูกสาวชาวบ้านอีก  จึงว่า
"กระผมอดเสียใจไม่ได้ที่เราเหนื่อยยาก ตามหาคุณคำแก้วไปจนสุดแดนเมืองหัวพันห้าทั้งหก แล้วท่านก็ยังไม่สมหวัง
บุญกรรมเคยมีร่วมกันแต่ชาติไหนๆ มา ต่อไปภายหน้าก็คงจะได้พบไ ด้อยู่ร่วมกันสมใจสักครั้งหนึ่งหรอกขอรับ"

คำพูดแบบชาวบ้านของจ่าดูจะทำให้คุณพระเบาใจและมีหวังขึ้นมาบ้าง ท่านเพ่งผมราวกับจะให้เป็นจริงเสียในนาที
หน้านี้ และอธิบายว่า

     "ต้องเจออีกซีวะน้อม ต้นตระกูลของข้าเคยเป็นแม่ทัพไปตีเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 รุกไล่พม่าไปสุดแดนลาว
พวกผู้ใหญ่เล่าต่อกันมาว่าท่านไปรักกับลูกสาวทหารในกองทัพชาวเหนือที่มาช่วยรบ แต่มันมีกฎอาญาทัพว่าแม่ทัพไป
ยุ่งหรือมีลูกกับคนท้องถิ่นระหว่างรบไม่ได้ แล้วชีวิตข้าที่ปราบฮ่อสุดแดนลาวจนพบกับเธอเมื่อ 20 ปีก่อน มันต่างกัน
นักหรือ" คุณพระท่านลดเสียงลง คงเกรงคุณนายท่านจะมาได้ยินเข้า พลางพูดต่อ

     "เรื่องนี้ข้าเคยเล่าให้น้องคำแก้วฟัง ดูเธอจะตะลึงไปพักใหญ่"
ท่านนิ่งไปอีกพักหนึ่ง ดูเหมือนจะมีน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มเป็นทาง

   "ข้าอยากพูดก่อนหมดโอกาสว่า ลูกเมียข้า ๆ ก็รักทั้งนั้น มากน้อยอาจต่างกันไปแต่ละคน ข้าเองก็ไม่ได้อยากมีลูก
เมียมาก เห็นจากญาติๆเป็นบทเรียนว่าทำให้ลำบากและยากจน แต่กับผู้หญิงคนนี้ แม้จะต่างฐานะต่างสัญชาติและ
วัยกันนักหนา แต่ข้าก็รักเป็นที่สุดกว่าคนอื่น"

แล้วท่านก็พึมพำเป็นภาษาเหนือว่าคิดถึงเธอมากอีกไม่นานคงจะได้พบกัน นัยว่าเธอเคยสอนหัดพูดไว้ เมื่อรู้จักกัน
ใหม่ๆ "อ้ายกึ๊ดเติ้งน้องมาก แห่มบ่เมินจะได้ปิ๊กไปอยู่ด้วยกั๊นนี้แล้วจ้าว"

     กระผมอยู่คุยเป็นเพื่อนท่านวันนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจับรถเที่ยวบ่ายสองโมงของวันถัดไปกลับบ้าน ท่านเรียก
มาให้เงินติดกระเป๋า แล้วกล่าวว่า

     "ก่อนสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิ์นโปเลียน ท่านตรัสไว้ 3 คำ เป็นสิ่งที่ท่านรักและทุ่มเทให้ทั้งนั้น คือ เมืองฝรั่งเศส - 
กองทัพหลวง - พระนางโจเซฟีน (France -  La Grand Armee  - Josephine) เป็นเราคงบอกว่า เมืองสยาม -
กองทหารหน้า  - ส่วนชื่อผู้หญิง น้อมคงจะเดาได้"

นายพันโท พระพิชิตชาญณรงค์  หรือ นายยอด หรือ พลทหาร ท๊อป ดูปองท์ ( Private Top Dupont – US Army) ได้
จากไปพร้อมตำนานส่วนตัวที่ไม่มีใครเหมือน ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2461 วันเดียวกับที่ทหารอาสาไทยรุ่นหลาน
ได้ขึ้นเรือเอ็มไพร์ ณ เกาะสีชัง ไปอวดธงไตรรงค์ที่ยุโรปในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ถ้าไม่ใช่ไอ้จุมหลานช่างซัก
หมั่นขอให้กระผมเล่าแล้วท่านก็คงจะไม่ได้ทราบเรื่องดังที่จะว่าไว้ต่อไปนี้

ตอนที่2 คนไร้แผ่นดิน

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com