Home

คนไร้แผ่นดิน
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
Chang flag

เมื่อต้องจากแม่ …….

คุณพระท่านเกิดในตระกูลเก่าย้อนไปถึงสมัยก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนตัวจ่าเป็นเพียงลูกแม่ครัวบ้านเดิมอยู่ราชบุรี
บ่าวไพร่ในบ้านคุณปู่ของท่านเป็นคนที่มีสักเลข สังกัดกรมกองที่ท่านรับผิดชอบในราชการ ซึ่งก็เป็นชาวราชบุรี และ
เพชรบุรีด้วยกันทั้งนั้น ส่วนคุณพ่อของคุณพระเป็นมหาดเล็ก ข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เป็นหนึ่ง
ในเวรหุ้มแพรและเป็นนายทหาร น่าเสียดายที่ทำบุญไว้น้อย ป่วยตายเสียตั้งแต่อายุเพียง 40 ปี ทิ้งภรรยาและลูกชาย
2 คน ให้อยู่กับท่านเจ้าพระยา และท่านผู้หญิง ซึ่งเป็นปู่ย่าแท้ๆของคุณยอด

พี่ชายคนโตนั้น คุณยอดไม่ค่อยกล่าวถึง รู้แต่ว่าอายุห่างกว่ารอบหนึ่ง พอบวชเรียนแล้วก็รับราชการในกรมพระคลัง
มหาสมบัติ ร่วมงานกับเจ้าคุณปู่ โดยมีแววว่าจะก้าวหน้าได้ดี ปล่อยให้น้องชายผู้กำพร้าพ่อตั้งแต่ 10 ขวบ วิ่งเล่น
ประสาเด็กกับจ่ากันอยู่ 2 คน ผู้ที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในบ้านนี้กลับกลายเป็นท่านผู้หญิง ท่านเป็นชาววังรุ่นเก่า มีนิสัย
ชอบแสดงอำนาจ ดุด่าบ่าวไพร่จนเป็นที่เกรงกลัว ไม่มีใครกล้าเถียงรวมทั้งตัวสามีของท่านด้วย แต่สิ่งที่น่าอึดอัดใจ
คุณยอดมาก คือเหตุที่ท่านผู้หญิงเธอเกลียดคุณแม่ของท่าน เพราะนอกจากจะไม่ใช่สะใภ้ที่ท่านหมายตาไว้แต่แรก
การที่ลูกชายของท่านตายตั้งแต่ยังหนุ่ม ก่อนที่จะได้เป็นพระยาพานทองนั้น ท่านถือว่าเสียหน้าอย่างมาก แล้วพาล
มาโทษที่ภรรยาว่า เป็นคนนำความอาภัพมาให้ท่าน

ชีวิตวัยเด็กของคุณยอดจึงมิได้สุขสบายใจนัก ทุกครั้งที่เห็นคุณแม่ผู้ไม่เคยมีปากเสียงกับใคร ต้องถูกคุณย่า ตำหนิ
ถากถาง หรือใช้ดูแลงานบ้านบนตึกใหญ่ จนไม่ค่อยมีเวลามาดูลูกชายคนเล็ก ทำให้ท่านฝังใจว่ามารดาที่รักไม่ได้รับ
ความยุติธรรม และตนเองเป็นเพียงผู้อาศัยซุกหัวนอนในบ้านนี้เท่านั้น ความคิดนี้สะสมแต่เล็กจนท่านย่างเข้าวัยรุ่น
อายุ 16 ปี ชะตาชีวิตของมนุษย์ยากจะคาดเดากันได้ แทนที่ชีวิตคุณชายลูกผู้ดีของคุณยอดจะมั่นคง แต่เหตุการณ์
เมื่อบ่ายกลางเดือน 9 ปี พ.ศ. 2403 ตรงกับกลางรัชสมัย ร.4 ได้เปลี่ยนชีวิตของท่านโดยสิ้นเชิง ในวันนั้นจ่าจำได้แม่น
ว่าท่านผู้หญิงเดินลงมาตรวจบ้านแล้วแวะมาที่เรือนไม้ซึ่งคุณยอดและแม่อาศัยอยู่ ระหว่างทางท่านก็หาเรื่องติเตียน
เจ้าของเรือนจนเหยียบขึ้นมาบนชานบ้าน

"แหม! ต้นไม้ที่ฉันฝากปลูกไว้ในกระถาง ไม่มีคนคอยรดน้ำเลยนะ หรือเธอจะปล่อยให้เทวดาเลี้ยงแทน อ้าว…..นี่แล้ว
ใครมานอนคุมโปงป่วยอยู่โน่นล่ะ"

คนที่นอนป่วยคือ แม่ไฉน พี่เลี้ยงและคนเก่าแก่จากบ้านของคุณแม่ ไฉนผู้ใจดีเลี้ยงแม่ตั้งแต่เด็ก และยังรับหน้าที่เลี้ยง
ลูกๆของแม่มาทุกคน เดี๋ยวนี้อายุเข้า 96 ปีแล้ว พอหกล้มก็พาลเจ็บเป็นไข้ปอดบวมแทรกซ้อน ยอดเห็นว่าคุณหญิง
บรรจุไว้ในรายชื่อคนที่ท่านไม่ชอบอยู่ด้วยตามประสาคนที่แวดล้อมแม่

"ฉันไม่ได้รังเกียจคนของเธอหรอกนะ แต่ขอร้องว่าถ้าอาการหนักอย่างนี้ หาหมอรักษาก็เปลืองเปล่า ช่วยเชิญออกไป
อยู่ที่อื่นได้ไหม เผื่อตายก็ไปตายที่นอกบ้านฉัน"

ขณะที่ท่านผู้หญิงพูด ท่านก็เชิดหน้ามองไปทางอื่น เหมือนพวกเราลูกหลานเป็นเพียงจิ้งจก ตุ๊กแกเกาะอาศัยเรือนอยู่

 "ฉันขอย้ำว่าเรือนของลูกชายฉันหลังนี้ ก็ปลูกให้อยู่และเป็นที่ดินของพ่อแม่ฉัน มันก็เป็นของฉันอยู่ดี"

เป็นอย่างนี้ทุกทีนะแม่จ๋า เอาแต่นั่งพับเพียบก้มหน้านิ่ง นี่จะยอมให้เขามาอุ้มไฉนที่ยอดรักนักหนาไปตายเอาข้างหน้า
จริงๆหรือ เด็กหนุ่มอ่อนต่อโลกไม่เคยเห็นเรื่องสะเทือนใจเช่นนี้

ปากก็เลยพาพึมพำว่า "อย่างนี้ไม่ถูกขอรับ"
ท่านผู้หญิงหันมาตามเสียงทันที ยอดหลับหูหลับตาว่า
"คนที่เลี้ยงเรามา ถ้าป่วยไข้ก็มีแต่รักษา ควรทดแทนบุญคุณ ไฉนก็ไม่มีลูกหลานที่ไหนจะไปฝากได้"
ว่าแล้วก็แข็งใจลุกขึ้นมายืนขวางไว้ นึกไปว่าวันนี้ข้าแน่มาก จะเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม มองไปท่านผู้หญิงท่านโกรธ
ตาโต ปากด่าอะไรออกมา ยอดไม่อาจรับรู้ได้ เพราะในกายตอนนี้มันเดือดพล่าน หูอื้อตาลายไปหมด มารู้อีกทีฝ่ามือ
ท่านก็ฟาดมาที่หน้าเข้าเปรี้ยงใหญ่ แล้วท่านก็คว้าไม้ตะพดของพ่อที่เหน็บไว้ข้างฝา ชี้หน้าออกท่างิ้วว่า

"ไอ้ยอด ไอ้หลานเนรคุณ ฉันจะตีให้มันสำนึกผิดที่มาขึ้นเสียงเสียให้เข็ด"

เสี้ยววินาทีที่ตะพดเหวี่ยงมานั้น ช่างรวดเร็วจนคนรอบข้างได้แต่นิ่งงันเหมือนก้อนหิน แต่ก็ไม่ไหว เท่าสัญชาติญาณ
ปกป้องตนเองของคนที่หนุ่มกว่า แขนของยอดยกขึ้นปัดไม้ ถึงจะเจ็บแขนก็ยังดีกว่าหัวแตก แต่ท่อนแขนก็ปัดไปถูกตัว
ท่านผู้หญิงอย่างแรง จนเสียหลักล้มโครมใหญ่ แล้วความสับสนวุ่นวายก็เกิดขึ้นรอบข้าง ยอดตกใจแทบสิ้นสติก้มลงดู
ไฉนที่นอนทำตาปริบๆ มารู้ตัวอีกทีพวกบ่าวผู้ชายเข้ามาอุ้มท่านผู้หญิง ซึ่งครางโอยๆไปทางเรือนใหญ่แล้ว โดยมีแม่เดิน
ตามไปด้วย เสียงท่านถูกเอ็ดว่า เอาลูกเสือลูกตะเข้มาเลี้ยงไว้แท้ๆ อีกสักอึดใจก็มีคนมาบอกยอดให้เก็บเสื้อผ้ารีบหลบ
จากบ้านไปก่อนจะได้ปลอดภัย

DSCN0065-1

ปรกติเวลาคนจะเก็บของเพื่อเดินทาง มักรู้ว่าไปไกลเพียงใดและไปกี่วัน แต่ชายหนุ่มกลับเก็บของไม่ถูก คว้าได้เพียง
เสื้อผ้า 3 ชุด ห่อผ้าลวกๆไม่ทราบว่าจะไปหลบสักกี่วัน ก่อนลงบันไดเหลือบไปเห็นดาบเก่าของคุณพ่อขัดอยู่ในห้องพระ
 จึงคว้าติดมือไปด้วยเพื่อความอุ่นใจ ดาบเล่มนี้คุณแม่เล่าว่าตกทอดมาจากคุณทวดสมัยกรุงธนบุรี เป็นดาบศิลปทรง
ล้านนา ขนาดกระทัดรัด ฝักและด้ามหุ้มเงินตีลายสวยงาม ที่ปุ่มปลายด้ามดาบนั้นทำเป็นลายกลีบบัว เวลาถือในมือ
หรือสะพายหลัง จะเห็นปุ่มนี้เด่นสง่างามแสดงยศศักดิ์ว่ามิใช่ของคนสามัญ เมื่อยังเด็กยอดกลัวดาบนี้มาก เวลาคุณ
แม่นำมาชักออกทำความสะอาดทีไร คุณทวดมักจะฝันเห็นทหารญวน มายืนถือหอกอยู่ข้างๆเสมอ เชื่อกันว่าบรรพบุรุษ
ของท่าน ได้ติดตามกองทัพพระเจ้าตาก ไปรบกับญวนที่เมืองฮาเตียน ติดชายแดนเขมร และอาจถูกใช้เมื่อครั้งรัชกาล
ที่ 1 ส่งไปตีไซ่ง่อนจนไปแตกทัพกลับมา เสียงใครไม่ทราบบอกว่า
"คุณยอดเอาผ้าขาวนี่ห่อไว้ ของมันดูมีค่าล่อตาคน ต่อไปช่วยหาผ้าแพรดีๆหรือจีวรพระมาทำปลอกหุ้มด้วย"
อีกคนก็บอกว่า
"ดีแล้วขอรับ ไว้กันหมากัด หรือไว้กันพวกนักเลงของพี่ชายท่านผู้หญิงด้วย"
ที่ตีนบันไดเจ้าน้อมนั่งหน้าซีด กอดอีนวลหมาตัวโปรดของยอดเอาไว้  จึงปลอบว่า
"ฝากดูมันด้วยนะน้อม แล้วเราค่อยพบกัน"

     เรือมารออยู่แล้วที่ท่าน้ำ ยอดทำใจแข็งเหลียวกลับมามองเรือนใหญ่ สังหรณ์ใจว่าเสื้อ 3 ชุด ที่เตรียมไว้คงไม่พอกับ
การจากไปครั้งนี้เสียแล้ว บัดเดี๋ยวคุณแม่ก็วิ่งตามมา ท่านจับแขนลูกชายบีบแรงๆ แล้วจ้องตาเป๋ง เหมือนกันย้ำว่า
แม่จะจำหน้าลูกเอาไว้ เพราะอีกแสนนานกว่าจะได้พบกัน ยอดพอเห็นหน้าแม่ก็รู้ทันทีว่า ลูกก่อกรรมไว้ให้แม่ต้องชดใช้
ไปจนตาย เพราะต้องทิ้งแม่ไว้กับท่านผู้หญิง ต่างคนก็ไม่อาจสรรหาคำพูดลาแก่กันได้ ยอดนั้นหมดเสียแล้วซึ่งน้ำตา
คนอื่นรอบๆข้างร้องแทนหมดแล้ว พอคนแจวเรือเร่งมาจึงก้าวเดินลงเรืออย่างคนที่ไร้ความรู้สึก ปลงใจไปตายเอาดาบ
หน้า เลิกฝันได้แล้วว่าอีก 2-3 วัน ท่านก็หายโกรธยกโทษให้กลับมาอยู่อีก

Tum

 อีนวล

บ้านคลองจุลนาค

 บ้านคลองจุลนาค

เรือจ้างลำน้อยพายอดมาโผล่ที่คลองมหานาคบริเวณหน้าวัดสระเกศ คนแจวเรือบอกสั้นๆว่า น้องชายคงรู้เองว่าจะไป
ไหนต่อ จุดหมายปลายทางอยู่กลางทุ่งนาฝั่งตรงข้ามป้อมมหากาฬ ถ้าพูดให้ถูกก็ออกไปนอกกำแพงเมืองหมดสภาพ
ชาวกรุงเลยทีเดียว ปลายทุ่งแห่งนี้มีกลุ่มเรือนไทยอยู่ประมาณสี่หลัง  มีต้นไม้ใหญ่เป็นหมู่ร่มรื่นด้านหลังติดคลอง
จุลนาค ดูชื่อก็รู้ว่าเป็นคลองน้อย แยกจากคลองมหานาค บ้านและที่ดินผืนนี้เป็นของเจ้าคุณตาซึ่งรับราชการเป็นเจ้า
กรมพระอาลักษณ์ แบ่งปันให้กับคุณยายหม่อม ภรรยาคนที่สอง และลูกสาวอีก 4 คน ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องต่างมารดา
กับคุณแม่ เมื่อบ่าวมารับที่เรือนนั้น พระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้าอยู่แล้ว ยอดตรงไปที่เรือนหลังหน้าคลานเข้าไปกราบ
หญิงวัยกลางคน รูปร่างเจ้าเนื้อที่กำลังเคี้ยวหมากอยู่ตุ้ยๆ ท่านรับไหว้ใบหน้ายิ้มเหมือนไม่มีอะไรผิดปรกติกับยอดมาเลย

"มาแล้วหรือลูก น้ากำลังรออยู่เชียว"
คุณน้าละมัย พี่สาวใหญ่กล่าวต้อนรับ พยักหน้าให้บ่าวคนหนึ่งเอาน้ำมาดื่มและให้หลบไปข้างล่าง
"น้าถามหน่อยเถิด นึกอย่างไรไปเล่นมวยปล้ำกับท่านผู้หญิงเข้าได้"       น้ำเสียงเธอกึ่งล้อกึ่งจริงทำให้ยอดคลายกังวล
คุณน้าเก่งเสมอในการใช้คำพูดปลอบโยนคน ยอดได้แต่ยืนยันว่าไม่ได้ดุดันเช่นนั้น
"แล้วคิดว่าทำถูกแล้วหรือลูก"
ยอดเกิดมานะขึ้นทันทีตอบไปว่า   "ไม่ผิดดอกขอรับ   ยุติธรรมแล้ว"
คุณน้านิ่งไปสักครู่ คิดในใจว่าอ้ายนี่มันเลือดพวกเราอยู่เต็มตัว ใครว่าไปขอเขามาเลี้ยง คิดว่าอะไรถูกก็ทำ เอาไม้ซีก
ไปงัดไม้ซุง ญาติของเราถ้าไม่ใหญ่โตสูงสุด ก็คงจะเถียงนายและโดนย้ายเพราะเหตุนี้ จึงชี้เหตุผลว่า
"เมื่อน้ายังเด็กก็คิดเหมือนลูกว่า ทุกอย่างนั้นมีสีขาวและดำ เราก็ถือยุติธรรมและคุณธรรมเป็นที่ตั้ง แต่สุดท้ายการกระทำ
ของเราอาจผิดพลาด เพราะเรามองไม่ทะลุม่านกั้นบังตาอยู่ข้างในกลับไม่ใช่อย่างที่เห็น ต่อไปข้างหน้าขอให้เจ้าใช้สติ
ให้มากขึ้น ความทรนง ความมีทิฐิ ถ้าลดลงได้จะเกิดปัญญาไตร่ตรองได้รอบคอบ"

เมื่อเห็นยอดยังไม่เข้าใจ เลยชี้ต่อไปว่า  "เจ้าคงเห็นได้ว่าไม่ยุติธรรมกับแม่เขาเลย เพราะต้องกลายเป็นทาสให้ท่าน
ผู้หญิงข่มเหงหนักขึ้นเพื่อแก้แค้น แม่กำลังยอมรับกรรมแทนเจ้าอีกกี่สิบปีก็ไม่รู้ แล้วคนที่สองคือไฉน ใครจะดูแลได้ดี
เท่าลูกล่ะ แกยอมเลี้ยงตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย หวังจะพึ่งใบบุญก็พลาดเสียแล้ว สุดท้ายวิญญาณพ่อเจ้าก็คงเสียใจ"
ผู้เป็นหลานถึงกับต้องหน้านิ่งดูพื้นกระดาน ใจที่ว่ากระด้างก็รู้สึกอ่อนลง
"ลูกจะทำอะไรต่อหลังจากนี้"
"กระผมคิดว่า........."         คุณน้าละมัยไม่รอให้ตอบจนจบ
"น้าให้คนไปบอกแม่แล้วว่า ขืนไปตามยถากรรมก็เสียคน เดินไปทางที่ผิด เด็กคนนี้ต้องการอย่างเดียวคือคนให้กำลัง
ใจ ชาติตระกูลเขาดีอยู่แล้ว"      ว่าพลางท่านก็หยิบสายสร้อยมีพระเลี่ยมเงินองค์หนึ่งมาให้
"รับไว้ใส่ให้ตลอด เจ้าจะได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและน้าขอถามอีกอย่าง ขอให้ตอบตามตรง"
ยอดกราบคุณน้าที่ตักรับสายสร้อยขึ้นใส่
"น้าเรียกเจ้าว่าลูกในวันนี้มีเหตุผล เจ้าเหมือนเสียแม่ไปแล้ว เขาไม่ให้ออกมาพบกันดอก ดังนั้นน้าจะเป็นแม่ของเจ้า
แทนได้ไหม"
นิ่งคิดไปสักครู่จริงอยู่ คุณน้าละมัยคือญาติที่ยอดเคารพเป็นรองจากคุณแม่ แต่คนเราไม่ใช่นกกา เอาลูกไปฝาก แล้วก็
สอนเรียกว่าแม่กันง่ายๆ คุณน้าท่านเป็นคนเก่งใจคอนักเลง ไม่เหมือนแม่เราสักนิด เกรงใจก็เกรงเหลือเกิน แต่ต้อง
บอกตามตรงว่า
"กระผมขอมีแม่ได้คนเดียวเถิดครับ คุณน้าอย่าถือโกรธผมเลย"
"หลานเป็นคนหนักแน่นพอดู เราเป็นน้าหลานกันต่อไป ขอให้หลานอยู่แต่ในบ้านนี้ แล้วค่อยคิดหาทางเลี้ยงตัวเอง
ท่านผู้หญิงน่ะท่านเบ่งกับคนทั้งหลาย แต่ท่านยอมลงกับน้าให้คนหนึ่ง เพราะน้าไม่กลัวที่จะพูดกับท่าน พูดกันเพราะๆ
ท่านก็รู้ว่าเราจริงใจ และนักเลงกว่า แล้วน้าจะไปเยี่ยมท่านและส่งข่าวให้แม่ด้วย"

แล้วคุณพระก็ใช้ชีวิตอยู่กับคุณน้าทั้ง 4 คน ต่อมาราวครึ่งปี อันเป็นเวลาสั้นๆที่ท่านมีความสุขที่สุด ไม่ต้องทนอยู่กับ
ความกดดันของคนอื่น ได้พูดคุยกับคนที่มีการศึกษาสูง เพราะเจ้าคุณตาให้ลูกสาวของท่านอ่านเขียนตั้งแต่เด็กผิด
กับสตรีในยุคเดียวกัน มีโอกาสทำงานบ้าน ช่วยเหลือตนเองได้ไม่เป็นคุณชายอย่างแต่ก่อน ที่บ้านนี้มีหนังสือดีๆไว้
อ่านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสามก๊ก เลียดก๊ก ราชาธิราช อิเหนา โคลงกลอนต่างๆอันเป็นความรู้ใหม่ของยอด ส่วน
การไปนอกบ้านนั้น ต้องตามคุณน้าออกไปส่วนใหญ่คือที่ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งครอบครัวนี้มีความผูกพันรู้จักพระผู้ใหญ่
เป็นอันมาก โดยที่กล่าวกันว่าต้นตระกูลของคุณแม่นั้นเป็นชาวพิจิตรติดตามรับใช้ มากับทัพพระเจ้าตาก เมื่อผลัด
แผ่นดินท่านก็วางดาบมาบวชพระ แต่เพราะก่อนกรุงแตกเป็นคนมีการศึกษาสูง รู้กฏหมายแต่ครั้งเก่า สมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าฯ จึงขอให้สึกมาช่วยกันร่างกฏหมายต่างๆ รวมทั้งกฏหมายสามดวง ทำงานเสร็จก็กลับไปเป็นพระ

ส่วนเจ้าคุณตานั้นบวชมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ท่านเรียนเก่งสอบได้เปรียญสูงและเคร่งในหลักธรรม พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าฯ เมื่อทรงผนวชอยู่วัดบวรฯ จึงชวนมาเป็นสมุนมือขวาในวัดเดียวกัน จนต่อมาได้เป็นเจ้าคุณศรีวิสุทธิวงศ์
เพื่อนท่านอีกองค์เป็นเหมือนพระหัตถ์ซ้าย ชื่อเจ้าคุณอมรโมลี ครั้นเสด็จออกมาครองราชสมบัติ เจ้าคุณอมรโมลีอยาก
รับราชการจึงสึกออกมาเข้าเฝ้า ก็ทรงรับสั่งว่าเป็นพระดีๆอยู่แล้วสึกออกมาทำไม อยู่ต่อไปจะเป็นพระสังฆราช ทรงไล่
กลับไปให้คุณตาท่านบวชให้ใหม่ พอบวชเสร็จก็มีรับสั่งตามมาอีกให้เจ้าคุณอมรโมลี ทำพิธีสึกคุณตาออกมาเป็นราช
เลขาธิการส่วนพระองค์ ทั้งที่คุณตานั้น แรกไม่คิดจะสึกและได้รับราชการใกล้ชิดจนเป็นพระยาศรีภูริปรีชา ว่ากันว่าท่าน
ต้องทำงานอยู่ในวังเกือบตลอดรุ่งทุกคืน เพราะในหลวงทรงงานกลางคืนเช่นครั้งยังผนวช เวลาราชการสำคัญนั้น หาก
ทรงมีเรื่องลับอันใดก็มักตรัสกับคุณตาเป็นภาษาพระคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง ท่านตรากตรำทำงานมากจนแม้แต่แหม่มแอนนา
ก็เอาไปบันทึกว่าท่านถูกในหลวงทรงแกล้ง ส่วนเจ้าคุณอมรฯ ต่อมาคือ สมเด็จพระสังฆราช (สา) ดังที่ทรงตรัสไว้จริงๆ

การตามคุณน้าไปวัดทุกสัปดาห์ เพื่อให้ท่านได้เสวนากับพระผู้ใหญ่ หรือช่วยเรื่องงานบุญต่างๆ ที่ฆราวาสพอจะช่วย
วัดได้นั้น ทำให้ยอดมีเวลาออกสำรวจวัดโดยรอบ และก็เลยไกลไปนอกวัด บรรดาผู้ที่แวะเวียนมาช่วยคุณน้าที่วัดนั้น
มีครอบครัวหนึ่ง สามีทำงานเป็นเสมียนอยู่ในกรมพระอาลักษณ์ของเจ้าคุณตา ภรรยานั้นทำขนมขายอยู่ที่ตลาดท่า
น้ำหน้าวัด ทั้งคู่มีลูกสาววัย  15 ปีคนหนึ่ง ชื่อปราง มีหน้าที่มาช่วยแม่ขายขนม เมื่อแรกรู้จักปรางนั้นยอดเห็นว่าเป็น
เด็กที่ค่อนข้างซนและปากกล้า ชอบพูดจาทำหน้าล้อเลียนยอดให้ต้องอับอายอยู่เสมอ จนบางครั้งออกจะเกลียดขี้
หน้า แต่ก็อดนึกชมไม่ได้ในความฉลาด ฉาดฉาน และคล่องแคล่วของปราง ซึ่งแหวกแนวจากบรรดากุลสตรีในครอบ
ครัวของยอด ที่ดูจะนุ่มนิ่มวางตัวอยู่ในกรอบระเบียบไปเสียหมด บางทีถ้าแม่ของยอดได้เพียงครึ่งหนึ่งของปราง ยอด
ก็อาจไม่ต้องเตลิดออกมาเช่นนี้

หนุ่มสาวสมัยนั้น การพบปะพูดคุยหรือดูตัวกันเป็นเรื่องแสนยาก แต่ระหว่างยอดและปราง ซึ่งเป็นลูกสาวแม่ค้าก็ตก
อยู่ในที่สาธารณะคบหากันง่าย ยิ่งเมื่อแม่ของปรางทราบว่ายอดเป็นหลานของใคร ก็ไม่รังเกียจที่จะให้ปรางแบ่งขนม
ไว้คอยท่า นานเข้าการแหย่กันแบบเด็กๆ ก็ดูจะเปลี่ยนไป  ซึ่งยอดพอสังเกตได้ว่าปรางพูดเล่นน้อยลง ไม่ซนเช่นแต่
ก่อนและเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น

การนิ่งของปรางบังคับให้ฝ่ายชายหนุ่มต้องพยายามหาเรื่องชวนคุยโดยปริยาย หรือต้องกลายเป็นผู้หาเรื่องแหย่ให้
โกรธแทน ซึ่งดูเหมือนปรางจะพอใจที่ได้ค้อนเคืองเล่น และเมื่อลองได้คบกันนานๆ ยอดก็สามารถสังเกตผู้หญิงสาว
อย่างใกล้ชิดได้เป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นต้นว่า ปรางเป็นคนผมดำยาวสลวย คิ้วโก่ง ตาโตมีแววขี้เล่นอยู่เป็นนิตย์ ปราง
มิใช่คนผิวขาวอย่างผู้ดี แต่เมื่อแอบชำเลืองมองก็พอจะทราบว่ามิใช่คนที่ผอมและในร่มผ้าคงไม่ถึงกับผิวคล้ำจนน่า
เกลียด สิ่งที่ยอดชอบเป็นอย่างยิ่งก็คือ ปรางมีกลิ่นตัวที่หอมอย่างประหลาดโดยไม่ต้องใช้น้ำอบน้ำปรุงใดๆเลย ถ้า
ปรางเดินมาแอบอยู่ข้างหลัง ยอดก็รู้ทันทีว่า เธอมาอยู่ใกล้ๆ ด้วยโสตสัมผัสอันชวนหลงไหลนั้น และถ้าเปรียบกับหญิง
สาววัยเดียวกันแล้ว ปรางก็เป็นคนที่จัดว่าสวยแบบผาดโผน ไม่ใช่คนขี้อาย และเป็นคนที่กล้าท้ากล้าลองอยู่เสมอ
บุคลิกที่ต่างกันทั้งสองฝ่าย ทำให้ต่างก็รู้สึกอยากพูดจาอยากทำความรู้จักกันให้ดีขึ้น นานเข้ายอดก็เผลอนับวันรอที่
จะได้พบปราง

บางยี่ขัน

  สวนผลไม้คลองบางยี่ขัน

อยู่มาวันหนึ่งแม่ของปรางเอ่ยปากชวนยอดให้ไปเยี่ยมสวนผลไม้ฟากข้างโน้น  ซึ่งอยู่ใกล้วัดดาวดึงษาราม ริมคลอง
บางยี่ขัน  อันเป็นเหตุให้ยอดขยันเอาใจคุณน้าเป็นพิเศษจนพอจะเอ่ยปากขอออกไปเที่ยวสวนได้โดยไม่ค้างคืน 
ครั้นถึงวันนัดปรางและแม่มายืนคอยอยู่แต่เช้าที่ท่าน้ำหน้าวัด แล้วพาลงเรือเล็กเข้าคลองย่อยไปที่บ้านซึ่งเป็นเรือน
คู่อยู่ริมน้ำ  ปรางรับอาสาที่จะพาชมชีวิตชาวสวน โดยสอนให้ยอดหัดพายเรือไปตามคูคลองเล็กๆและเดินดูต้นทุรียน
 ต้นมะม่วง เงาะ และมังคุดสวนอันลือชื่อของฝั่งธนบุรี  ครั้นตกเที่ยงก็จอดเรือไว้ที่เรือนเล็กๆ ซึ่งปลูกไว้กลางสวน เพื่อ
นอนเฝ้ายามทุเรียนออกลูก แล้วเอาข้าวปลาซึ่งเตรียมมาแก้ออกทานกันลำพังสองคน

"พี่ยอดคงไม่เคยออกมาใช้ชีวิตแบบนี้ ปรางเลยแกล้งจับมาพายเรือเสียให้เข็ด"  ว่าพลางก็ปอกมังคุดที่เพิ่งเก็บมาแบ่งให้
"จริงนะ พี่ก็เกิดเป็นลูกหลานเจ้าพระยา ทำอะไรมันดูขัดลูกหูลูกตาไปหมด ถ้าไม่ได้มาเที่ยววันนี้คงเสียดายแย่ พี่รู้สึก
ว่าข้างนอกบ้านนี้มีอะไรที่ยังไม่รู้อีกมาก"  

ในใจคิดว่าโชคดีจริงๆ ที่ไม่ใช่หน้าทุเรียน เพราะยอดเกลียดเป็นที่สุดตามแม่ไฉนพี่เลี้ยง มิฉะนั้นปรางคงต้องบังคับ
ให้กินด้วยแน่ๆ เมื่อไม่มีกลิ่นทุเรียนก็เหลือแต่กลิ่นตัวหอมๆของปรางซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พลางนึกไปว่าชีวิตที่เรียบง่าย
ของครอบครัวนี้ช่างมีเสน่ห์และทำให้คลายทุกข์จากการถูกขับออกจากบ้าน

"สักวันหนึ่งพี่จะปลูกเรือนเล็กๆอย่างนี้ในสวน เอาไว้พักผ่อนดูนกดูไม้ หรือไม่ก็ใช้ชีวิตแบบนี้เสียเลย"
ปรางผู้แก่นแก้วจ้องตาเป๋งทำนองไม่เชื่อหู ยอดยิ้มกล่าวต่อว่า
"จ่ะ...คุณน้าของพี่คงไม่ยอม ท่านอยากให้บวชเรียนแล้วรับราชการ ถ้าพอตั้งตัวได้พี่ขอเลือกปลูกเรือนอยู่แถวนี้ เธอ
คงไม่ว่านะ"
 
ปรางแกล้งว่า ถ้ามีผู้ดีมาทำสวนเธอจะแอบมาขโมยผลไม้เสียให้หมด ขณะที่คุยกันยอดอดลอบชำเลืองมองชายผ้า
สไบสีตองอ่อนที่พลิ้วตามลมไม่ได้ แล้วก็เลยสำรวจขึ้นไปที่ไหล่เปลือย ลำคอ ติ่งหู และใบหน้า
"ปรางไม่ปล่อยผมบ้างดอกหรือ เกล้าเอาไว้น่าอึดอัดแทน"
ไม่รู้อะไรพาปากพูดไปได้ แต่ปรางไม่ยักด่าเอา เธอเพิ่งกินอิ่มดูจะอารมณ์ดีไปกับบรรยากาศรอบๆตัว แล้วจึงค่อยคลาย
เกล้าผมปล่อยให้สยายลงยาวประไหล่ ความงามของสาวรุ่นจึงถูกเผยโฉมออกมาให้ปรากฏ สำหรับเด็กหนุ่มอายุ 16 ปี
ช่างเป็นของแปลกใหม่ ชวนพิศชวนสัมผัสยิ่งนัก แต่ใจนั้นยังกล้าๆกลัวๆ ครั้นสะกดใจยกมือขึ้นขอลูบผมของปราง มือ
มันสั่นไม่ยอมขยับตามเลยได้แต่ยกขึ้นจับชายสไบแก้เก้อ
"อุ้ย...พี่"     ปรางตกใจรีบหันหลังให้กลัวผ้าสไบจะหลุด เมื่อไหนๆก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ชายหนุ่มเลยตกกระไดพลอยโจน
หลับหูหลับตาประคองแขนทั้งสองข้าง พร้อมกับแนบคางลงบนกระหม่อมของปรางเบาๆ สูดหายใจดมความหอมเสีย
ให้หายสงสัย
"อย่าเลยจ่ะ คนจะเห็นเข้า"    ปรางพึมพำเบาๆค่อยๆเอียงหน้ามามอง ก็พบว่าปลายจมูกของใครไม่รู้มาซุกอยู่ที่แก้ม
ยอดจำไม่ได้แล้วว่าอยู่ในสภาพนั้นนานเท่าใด รู้สึกแต่ว่าหัวใจของทั้งสองเต้นแรงราวกลองเพล สภาวะไร้คำพูดนี้เพียง
แต่สรวมกอดก็เหมือนเข้าใจกันได้ลึกซึ้ง แล้วปรางจึงกระซิบว่ากลับบ้านกันเถิด ทั้งที่กุมมือยอดไว้ไม่ยอมปล่อย ระหว่าง
เดินเลาะไปตามท้องร่องสวนนั้น ปรางเดินนำก้มหน้าไม่กล้ามอง
"ปราง...พี่จะทำอย่างที่บอกปรางไว้ จะทำงานและจะขออยู่กับปรางที่นี่ให้ได้"
"งั้นปรางจะตั้งใจรอจ่ะ"    เธอหันมายิ้ม แล้วรีบเดินต่อ
เป็นเรื่องแปลกว่าระหว่างที่เดินตามกันไปนั้น มีลูกมะพร้าวห้าวลูกหนึ่งเกิดตกลงมาโครมใหญ่ระหว่างหญิงชายทั้งสอง
แล้วกลิ้งลงท้องร่อง แม้จะไม่มีคนเจ็บตัว ปรางก็ดูจะตกใจมาก 
"พี่ว่าเป็นฝีมือเจ้ากระรอก เคราะห์ดีที่ปรางเดินห่างพี่ไม่งั้นคงโดนเธอแน่"  พลางปลอบใจให้หายกลัว แต่ในใจยอดเอง
ซึ่งปกติไม่ใช่คนเชื่อโชคลางอะไร กลับซ่อนความรู้สึกที่ว่าเหมือนมีใครเตือนเราอยู่ไกล้ๆ

ตกบ่ายยอดจึงลากลับบ้าน มีปรางนั่งเเรือมาส่งที่หน้าวัดเพื่อต่อเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ภาพของหญิงสาวซึ่งยิ้มละมัย
ให้คนรักในเรือลำน้อยที่พายห่างออกไป เบื้องหลังทาทาบด้วยแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเย็นที่กำลังคล้อยลับยอดหมากใน
วันนั้น ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก ยอดได้แต่นั่งเหม่อมาจนถึงหน้าบ้าน รู้เพียงว่าแต่นี้มีสมบัติล้ำค่าอยู่ในใจคือน้องปราง
แน่แล้ว  พอย่องขึ้นเรือนมาคุณน้าก็ร้องเรียกหาทันที
"ยอด น้าอยากคุยธุระด้วย"
 

……. แลจากรัก
การเตรียมตัวบวชตามคำแนะนำของคุณน้าวันนั้นออกจะฉุกละหุก เพราะการบวชที่วัดบวรฯนั้นต้องท่องบทสวดและ
การขานนาคให้ถูกต้องตามสำเนียงบาลีอันต่างจากวัดทั่วๆไป ถ้าพลาดก็โกนหัวเก้อ คุณน้าละมัยให้ศีลให้พรว่า ยอด
เป็นคนว่าง่าย
"บวชให้กับแม่เป็นมงคลแก่ตัวและจะทำให้เราพ้นเคราะห์"    ท่านว่าอย่างนั้น แต่ใจยอดกลับว่า
"บวชเสร็จ เข้ารับราชการ แล้วจะได้มีเมียเสียที"
การบวชครั้งนี้ยอดได้อยู่กุฏิเดียวกับพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ชื่อท่านอุดร ซึ่งบวชเมื่อแก่หลังออกจากราชการอายุร่วม 60 ปี
ท่านเป็นคนใจดีลูกหลานโตแล้ว พอภรรยาเสียชีวิตลงกระทันหันจึงมาบวช  การบวชเรียนของลูกผู้ชายไทยนั้นมีปประ
โยชน์เหลือคณานับ เพราะนอกจากศีลของพระจะเป็นเครื่องช่วยกำกับกริยามารยาทของคนไทยให้แตกต่างจากชาติ
อื่นๆแล้ว วัดยังเป็นแหล่งรวมความรู้สารพัดเรื่อง ตัวของยอดนั้นก็ใช้เวลาศึกษาหลักธรรมะของพุทธศาสนาพอจะซึมซับ
ได้บ้าง  ส่วนการทำสมาธินั้นยากเหลือเกินเพราะนั่งทีไรก็เห็นปรางยิ้มให้ทุกที ดังนั้นจึงหันไปสนใจวิชาใหม่ๆ ตำราที่
แปลจากฝรั่งและภาษาอังกฤษ ซึ่งคนที่สอนได้ก็คือท่านอุดรนี่เอง

"ก่อนบวชหลวงพ่ออยู่ในกรมทหารฝีพาย" ท่านเรียกตัวเองว่าหลวงพ่อเสมอมา "เมื่อกรมหมื่นฯเจษฎาบดินทร์ ท่าน
ขึ้นครองราชสมบัติก่อนเจ้าฟ้าใหญ่ ก็ต้องไปกับเรือสำเภาหลวง ไปเฝ้าเมืองจันทบุรีเพราะเวลานั้นเราเตรียมทำสงคราม
อยู่กับพวกญวน"

ท่านขึ้นล่องระหว่างบางกอกกับค่ายเนินวงนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งก็พบเรือสินค้าของฝรั่งทำให้สนใจวิชาการใหม่ๆ
และการปืนใหญ่ ซึ่งเป็นของคู่กับเรือรบ

id13

"ปืนประจำตัวของหลวงพ่อ เป็น ปืนพกทหารม้าของกองทัพฝรั่งเศส เชียวนะ กระบอกนี้ซื้อต่อจากนายเรืออังกฤษ
เขาบอกว่ายึดได้จากการรบกับจักรพรรดิ์นโปเลียนเรียกว่าปืนรุ่น ค.ศ. 1822 (French Cavalry Pistol Pattern 1822)
เดิมทีเป็นปืนคาบศิลาคือว่าจุดชนวนด้วยหินเหล็กไฟ"  

หลวงพ่อท่านชอบสนทนาเรื่องธรรมะกับพระรุ่นลูกแบบนี้ทุกเย็น ท่านว่าปืนนี้ผลิตจากโรงงานสรรพาวุธเมืองมัทซิก
ดูจากแผ่นชุดลั่นไกจะเขียนว่า Imperial de Mutzig 1822 และถูกปรับให้ทันสมัยอีกถึง 2 ครั้ง

"คนอังกฤษเขาอธิบายว่า ดูจากตราอักษร T ที่ตอกไว้ มันถูกแปลงในปี ค.ศ. 1854 มาใช้การจุดชนวนด้วยแก็ปมี
ประสิทธิภาพมากกว่า แล้วที่ลำกล้องตอกปี ค.ศ. 1860 หันมาใช้ลำกล้องใหม่มีเกลียวลำกล้องเพื่อเพิ่มความแม่นยำ"    
ท่านเทศน์อย่างร่าเริงทำให้พระรุ่นลูกอยากเห็นตัวจริงเหลือเกิน

"พระยอดอยากรู้ภาษาอังกฤษ กระผมก็พอสอนได้บ้าง อาศัยว่าเมื่อเจ้าฟ้าใหญ่ (รัชกาลที่ 4) ท่านเป็นพระอยู่ตำหนัก
ปั้นหยาถัดจากกุฏิเรานี่ ก็เป็นพระติดตามเจ้าคุณอมรโมลี เข้าเฝ้า ได้ฟังพวกหมอสอนศาสนาฝรั่งมาถวายการสอน
และจดจำมาใช้"    ท่านว่าอย่างอารมณ์ดีต่อ   "ถ้าหลวงพ่อหนุ่มเท่าคุณยอด จะขอกระโดดขึ้นเรือฝรั่งไปดูเมืองมันให้
ได้ ติดเรือมันไปกว่าจะถึงก็ 7-8 เดือน คงพอพูดได้รู้รื่องแล้ว" 

"กระผมคิดว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนไปอีกมากเพราะพวกฝรั่ง ถ้าเรารู้หนังสือเขา เอามาใช้ประโยชน์ ใช้ทำมาหากินได้
ก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่นนะครับ"     ยอดเห็นด้วย ว่าพลางก็จินตนาการถึงตึกรามใหญ่โตของกรุงลอนดอนสลับกับ
บ้านสวนริมคลองบางยี่ขัน

"ถ้าเป็นหลวงพ่อจะขอไปอเมริกา เวลานี้เกิดสงครามกลางมืองระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้เพราะทางเหนือเขาต้อง
การให้ยกเลิกทาสเป็นเหตุใหญ่"  
ข่าวสงครามทำให้ยอดสนใจขึ้นมาทันที"ท่านทราบจากไหนมาขอรับ"
หลวงพ่อลุกขึ้นไปหยิบหนังสือมาปึกหนึ่ง พิมพ์เป็นภาษาไทยด้วยเครื่องพิมพ์ฝรั่ง นั่นคือหนังสือพิมพ์ บางกอกคาเลน
เดอร์ (Bangkok Calendar) ฉบับที่ 3 รายปี เดือนมกราคม พ.ศ. 2404  จัดทำโดยคุณหมอบลัดเลย์ (Dr. Dan
Beach Bradley) บทความในนั้นพูดถึง สงครามกลางเมืองอเมริกัน (American Civil War) ว่าฝ่ายเหนือของประธานา
ธิบดีลินคอล์น เพลี่ยงพล้ำและลงท้ายว่ายินดีที่จะรับพลอาสาสมัครมาเพิ่ม

 "กรมทหารราบอาสาแห่งรัฐนิวเจอร์ซี่
   ประสงค์รับสมัครกำลังพล ไม่จำกัด
 ณ
   หน้าโรงแรม ชวาสซ์ ถนนเมน เมืองนิววาร์ค รัฐนิวเจอร์ซี่
ลงชื่อ   พันตรี อี. อาร์. โบเวน หัวหน้าสัสดี
ร้อยเอก ซี. บี. สโลน
ร้อยโท จี. เจ. ชวาสซ์"

"เรามันแก่แล้ว ไม่งั้นก็จะเดินเรือไปไกลสมใจ และได้ไปรบสักครั้งจริงๆ แทนที่จะทำเพียงคุมป้อมเมืองจันทบูรณ์"   
หลวงพ่ออุดรพูดอย่างเสียดายว่า 
"คนอเมริกันจะดูเป็นมิตรกับสยามกว่าอังกฤษหรือฝรั่งเศส หมอสอนศาสนาก็ไม่หวงวิชาการ ไม่เอาราชการเมืองของ
ตนมาข่มเหงพวกเรา หากเราช่วยเขารบชนะพวกมีทาสทางใต้ ก็จะได้เป็นเพื่อนกันนานๆ"

ดังนั้น พระหนุ่มจึงหัดภาษาอังกฤษง่ายๆ จากพระอาวุโสซึ่งเรียนมากระท่อนกระแท่นแบบครูพักลักจำ เรื่องประจำอีก
อย่างของการบวชก็คือ การมาถวายอาหารของสีกาปรางทุกวัน ซึ่งเป็นที่อิจฉาของพระรุ่นพี่เป็นอันมาก จนท่านเจ้าคุณ
เจ้าคณะต้องเรียกไปเตือน ยอดจึงฝืนใจขอให้ปรางมาพบเพียงสัปดาห์ละครั้ง นึกอยู่ว่าปรางจะกล้าถอดผ้าห่มชั้นในให้
ยอดไว้นอนกอดเล่นเหมือนนางพิมพิลาไล ก็ไม่กล้าขอ วันไหนไม่ได้พบปราง คืนนั้นยอดจะนอนไม่หลับ ลุกขึ้นนั่งดู
พระจันทร์ ดูดาวจากหน้าต่างกุฏิเสียค่อนคืน พลางนึกถึงบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ว่าช่างเขียนไว้ตรงสภาพของ
ยอดในขณะนี้เสียจริงว่า

 "ดึกกำดัดลมพัดมาอ่อนอ่อน
   พระจันทร์แสงสว่างกระจ่างไข
   เงียบสงัดทั่วทั้งวัดป่าเลไลยก์
   เจ้าเณรน้อยละห้อยไห้คะนึงนาง
   โอ้ว่าพิมพ์นิ่มนวลของเณรแก้ว
   เจ้าไปแล้วจะรำลึกถึงพี่บ้าง
   หรืองามปลื้ม แม่จะลืมน้ำใจจาง
   แต่ครุ่นครางครวญคิดจนค่อนคืน"

พระยอดทนนอนดูดาวได้ 3 เดือน เวรกรรมที่ได้ทำร้ายผู้ใหญ่ก็ตามมาทัน เมื่อเช้าวันหนึ่งขณะเดินบิณฑบาตรไปตาม
ริมกำแพงเมืองแถวๆท่าพระอาทิตย์ เลยไปปะกับคนที่ไม่อยากพบที่สุดนั่นคือหลวงสิงห์ น้องชายของท่านผู้หญิง

"ไอ้หลานชั่ว กูให้คนสืบหามาหลายเดือนแล้ว"    คุณหลวงถือตะพดตาลุกวาว ทำท่าโกรธจนหนวดกระดิก "จะกระทืบ
พระกูก็กลัวบาป แแต่ขอเตือนว่าแต่นี้ไปออกจากวัดก็ให้ระวังตัวไว้เถิด"    นักเลงคุมบ่อนที่ท่านเลี้ยงไว้อีก 3 คน เดิน
มาล้อมยอดไว้ แต่เสียงของคุณหลวงทำให้ชาวบ้านมามุงอย่างสนใจลงมือไม่ถนัด ยอดจึงฉวยจังหวะวิ่งหนีจีวรปลิว
กลับวัด

"สึกมาเมื่อไหร่ กูจะแก้แค้นแทนพี่สาวกูบ้าง"    เสียงคุณหลวงแว่วไล่หลังมา เมื่อถึงกุฏิก็ปิดขังตัวเงียบ ขวัญไม่อยู่กับ
ตัวแล้ว คำเตือนของคนในบ้านก่อนจากแม่มานั้น ดูจะน่ากลัวน้อยกว่าหลวงสิงห์ตัวจริงกับนักเลงคุมบ่อนหลายสิบคน
ของท่าน แล้วนี่จะวิ่งหนีไปไหนได้ แม้แต่ปรางก็อาจเป็นอันตราย คิดไม่ตกจนเวลาเย็นก็เห็นแต่ว่าต้องหนีไปก่อน ว่า
แล้วก็เป็นครั้งที่สองที่ยอดต้องคว้าดาบประจำตัว เดินไปหาหลวงพ่ออุดร อธิบายสั้นๆแล้วว่ากระผมหมดบุญในผ้า
เหลืองแล้ว ขอลาไปก่อน

"ท่านช่วยสึกผมเสียเดี๋ยวนี้เถิดขอรับ"    ยอดพูดแล้วน้ำตาไหล
"ฉันเสียดายเธอเหลือเกิน"   หลวงพ่อตีหน้าเศร้า  "เรื่องที่ฝากฉันไปบอกแม่และน้า และบอกแม่ปรางน่ะทำให้ได้ แต่
การหนีไม่ใช่ทางแก้ปัญหา"   ท่านมองไปที่กองหนังสือพิมพ์ของหมอบลัดเลย์
"จงเปลี่ยนการหนีเป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ เป็นประโยชน์ในชีวิตของเราภายหน้าคุ้มค่ากว่า.......ไปให้สุด
โลกเลยยอด........ไปแทนฉัน...........ไปให้ถึงอเมริกา"
    ท่านพูดหนักแน่น แน่ใจว่าการยุยงส่งเสริมไม่ผิดศีลข้อไหน
"ผมยังไม่ห็นทางเลยขอรับ"     ยอดตอบอย่างงงๆ
"หลบจากวัดเสียคืนนี้ ให้ไอ้จุกศิษย์ของฉันพาไป เรื่องอื่นฉันขอจัดการให้เอง เชื่อต้นหน แก่ๆคนนี้เถิด"
คืนวันนั้นยอดก็ปลอมตัวหลบไปกับจุก พายเรือตรงเข้าคลองบางยี่ขันไปยังกระท่อมเฝ้าสวนทุเรียนของปราง แล้วให้
จุกกลับวัด พอบ่ายวันรุ่งขึ้นกำลังหิวจนแสบท้อง ปรางจ้ำพายมาที่หน้ากระท่อม โผเข้ามาในอ้อมกอดหน้าซีดเผือด
ยอดต้องปลอบใจและอธิบายเรื่องต่างๆให้ฟังเท่าที่เด็กสาววัยนี้พอจะเข้าใจได้

"พี่ห่วงแต่ปราง หลวงสิงห์เป็นนักเลงโต ไม่ใช่คนมีศีลธรรม จะพาลมาเดือดร้อนถึงเธอเข้า"    ยอดสีหน้าเครียดขณะ
เปิบข้าวที่ปรางห่อมาฝาก    "พี่ขอหลบรอข่าวจากหลวงพ่อและทางบ้านก่อน ปรางอย่างบอกพ่อกับแม่นะ หลวงสิงห์
หูตาไว"    จากนั้นก็หอมแก้มเสียจนค่อยคลายใจลง มาหลบหอมแก้มปรางได้สามวัน ก็มีหนังสือจากหลวงพ่อเข้า
มาตอนพลบค่ำว่า

"ยอด เตรียมเดินทาง คืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 สามทุ่มพบกันที่ท่าน้ำหน้าวัดประยูรวงศาวาส ระหว่างนี้อยากได้อะไร
บอกมาแม่เจ้าจะหาให้"     นี่อีก 3 วันเท่านั้นนะ ยอดรำพึง ปรางว่าวันนี้มีชายหน้าตาดุๆ มาสอบถามเรื่องพระหนีสึก
จากคณะทั้งที่ในวัดและที่ตลาด
"แม่พอจะรู้เรื่องแล้ว แต่พ่อยังไม่รู้"   เธอว่า
"ปรางจ๊ะ"    เสียงยอดสอดขึ้นมาลอยๆ    "ถ้าพี่ต้องหายหน้าไปนานๆ ปรางจะรอพี่ได้ไหม"   ว่าพลางนอนลงเอาหัว
หนุนตัก
"รอซิจ้ะ ว่าแต่นานแค่ไหน พี่จะไปไหนกันล่ะ"     ชายหนุ่มไม่กล้าตอบเพราะไม่รู้ชะตากรรมเช่นกัน ได้แต่ให้ความหวัง
ไว้ก่อนว่า
"ไปประเทศอื่นไปเมืองฝรั่ง คงสัก 2-3  ปีเท่านั้นจ่ะ"
"นานเกินไปจ่ะพี่ยอด สักสองเดือนก็คงแย่แล้ว"    เสียงสะอื้นของปรางดังขึ้นแทนคำพูด คุณพระท่านไม่ใช่คนช่างพูด
เมื่อคนรักโศกเศร้าเลยหมดแต้ม หันไปเรียกความสนใจอย่างอื่นแทน ด้วยการประคองคุณหนูปรางนอนลงกับที่กอด
แนบอกเอาไว้พักใหญ่ เธอก็หยุดร้องไห้ เพราะต้องคอยจับสไบมิให้หลุดไปกับมือของฝ่ายชาย
"ปรางจะกลับบ้านแล้วจ่ะ เดี๋ยวแม่สงสัย"  
เมื่อรู้ว่ามีเวลาไม่มากฝ่ายชาย ซึ่งก็เพิ่งเข้าผู้หญิงเป็นครั้งแรก มีแต่ความเขินความประหม่าปากคอสั่น ขอให้ปรางรอ
อยู่สักประเดี๋ยวหนึ่ง    "ถ้าปรางเป็นของพี่แล้ว เราคงไม่ลืมกันนะจ๊ะ"    ท่านด่วนสรุปเอาดื้อๆ
คุณปรางค้อนให้ในเงามืด บอกแต่ว่าถ้าลองรักแล้ว ขอรอดีกว่าไม่ต้องวางมัดจำใดๆดอกเจ้าค่ะ ถึงตรงนี้ผ้าสไบและ
ซับในก็หลุดหายไปจากตัวเสียแล้ว ทำให้ยอดอดนึกถึงเสภาขุนช้างขุนแผนตอนโปรดเสียมิได้ จึงลาปรางแบบเดียว
กันว่า

" ช้อนคางพลางจูบประคองชม
แนบเนื้อแนบนมเจ้าผ่องใส
พวยพุ่งตูมตั้งยังเป็นไต
อาลัยลูบโลมทั่วกายา "

ในกระท่อมใต้แสงเทียนเล็กๆเล่มเดียวนั้น ยอดต้องประหลาดใจในความเจ้าเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าซับในของปราง ใน
เวลาที่สั้นๆที่ปรางดึงยอดลงมากอดอย่างแสนรัก  ยอมให้ซบอยู่กับอกนั้นเป็นภาพอันประทับในใจที่ยอดไม่เคยลืม
เลย เสียงหมาเฝ้าสวนเห่าหอนเกรียวมาแต่ไกล ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน ยอดยึดผ้าซับในเอาไว้ แล้วกระซิบให้ปราง
ส่งข่าวทางบ้านสั้นๆว่า

"ขอแหวนวงเล็กๆให้ลูกสักวง"

ในช่วงเวลาที่เหลือไม่กี่วันนั้น ปรางรับหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่และขอร้องให้ยอดหลบออกมาทำบุญที่วัดกันสักครั้งหนึ่ง
ซึ่งท่านก็ยอมตามโดยดี เมื่อลงจากอุโบสถแล้วปรางจึงว่า
"ปรางกับแม่ชอบมาหาหลวงลุงที่กุฏินั้น พี่ยอดให้ท่านผูกดวงให้ดีกว่านะ"                         
 ปรกติยอดไม่ค่อยเชื่อของพรรค์นี้นัก ถือดีว่าเป็นศิษย์วัดบวรฯ แต่ก็ยอมเอาใจน้อง หลวงลุงองค์นี้ออกจะหนักไป
ทางบริการชาวบ้านสักหน่อยเพราะเมื่อไปนั่งรอนั้น ท่านกำลังทำพิธีรดน้ำมนต์ให้หญิงอีกคนหนึ่งเพื่อให้มีเคราะห์
ดีสามีหลงทำนองนั้น เข้าใจว่าท่านรับเข้าทรงด้วย ท่านเรียกทั้งสองเข้ามาใกล้แล้วสอบถาม วันเวลาเกิดของยอด
เพื่อเขียนผูกดวงให้ พอขอดูมือทั้งสองของยอดท่านก็ว่า

"มือเอ็งไม่กร้าน คงมีชีวิตสุขสบายในวัยเด็ก"    ว่าแล้วก็หันมาบอกปรางว่า  "อีหนูเอ๊ย....เจ้านี่มันเป็นคนต่างประเทศ
ดวงเขาต้องอยู่ไกลบ้านจึงจะดีจะเด่น"    ยอดหลบตาไปทางอื่น กลัวราวกับว่าคำพูดของหลวงลุงจะมีอิทธิพลต่อ
อนาคตจริงๆ

"ดูเขาทำบุญมาพอสมควร ตกที่นั่งลำบากเมื่อไหร่ก็มักจะมีสตรีคอยอนุเคราะห์"    ท่านสรุปตอนท้ายว่า "ก่อนได้ดีก็
ต้องผ่านอุปสรรคแสนสาหัส ถ้าใจคอมั่นคงก็จะพ้นไปได้ เลย 25 ปีแล้วจะดีขึ้น"   ท่านนิ่งสักครู่และบอกสิ่งที่ปราง
อยากฟังว่า

"ควรเลี่ยงหญิงผิวคล้ำ คู่ครองก็รอไปก่อน เจ้าเป็นคนไม่หนักแน่นเรื่องนี้ อาจจะพบพานคู่หลายคน"  ว่าแล้วท่านก็
แกล้งนับนิ้วไปสามสี่นิ้วเล่นเป็นปริศนา ยอดใจหายวาบ เอาละซีหลวงลุงยุให้เขาตีกันเสียแล้ว เมื่อทั้งคู่ลากลับปราง
นั้นนั่งเงียบๆไปตลอดทาง ก่อนเดินทาง 1 วัน แม่ก็ส่งห่อแหวนมาให้ พร้อมหนังสือถามว่าจะเอาไปให้ใคร

"อย่าไปให้ความหวังใครนะลูก อนาคตเรายังไม่แน่นอน"

แล้วคืนที่ต้องเดินทางก็มาถึง ราวทุ่มหนึ่ง ยอดแอบไปพบปรางที่บ้าน โดยปีนเข้าหน้าต่างไปหาถึงในห้อง ยังไม่ทัน
ได้คุยกันเสียงพ่อของปรางก็เรียกหาเอะอะ มีเสียงแม่สอดขึ้นเป็นระยะๆด้วย

"พ่อได้ยินเขาโจษกันว่า หลานชายท่านเจ้าคุณกรมพระอาลักษณ์ มีโทษทำร้ายผู้ใหญ่ในบ้านถูกขับออกมา ต้องพ้น
จากการเป็นลูกหลานจากมรดกของตระกูล"   ยอดแอบฟังหลังประตูได้ยินชัดกับหู เสียงร้องไห้ของปรางแทรกมาเบาๆ

"พ่อพอรู้ว่าแม่เขาสนับสนุน นึกว่ามันจะเลี้ยงลูกได้ แต่นี้ขอห้ามขาดไม่ต้องคบกัน ที่ซุกหัวนอนมันยังไม่มีเลย"
ยอดไม่ทนฟังอีกต่อไป มารู้อีกทีก็ยืนอยู่บนพื้นดินข้างห้องปรางแล้ว เสียงปรางปิดประตูห้องสะอื้นดังๆ แล้วก็โผล่หน้า
ต่างมาเรียกหา

"พี่ยอด อยู่ไหมจ้ะ"    ยอดแหงนหน้าขึ้นไปว่า     "อยู่จ้ะและได้ยินหมดแล้ว"
"ฉันรักพี่ยอดนะ พ่อว่าอย่างไรฉันก็ไม่ฟังหรอก"    ยอดปีนขึ้นมาที่ขอบหน้าต่างอย่างลำบากแล้วว่า "ปราง....พี่ก็ต้อง
ลาไปอยู่ดี   เดี๋ยวต้องรีบลงเรือไปแล้ว ปรางรักษาตัวให้ดี คิดถึงพี่มากๆ"    ยอดปล่อยให้ปรางจูบไปตามใบหน้า แล้วว่า

"พี่ไม่มีสิ่งใดจะให้ นอกจากแหวนทับทิมโบราณของแม่วงนี้ รับไว้นะ"
รู้สึกแต่ว่ามีแขนของปรางมาโอบรอบคอไว้ไม่ยอมปล่อย ปากก็พร่ำว่ารัก ก่อนสรวมแหวนไว้กับนิ้วปล่อยให้ยอดปีนลง
จากเรือน

"พี่รักเธอ"      ยอดสั่งลาครั้งสุดท้ายแล้วกัดฟัน วิ่งหายไปในความมืด

Wat Jang at night

 ยอดไหว้อำลาพระปรางวัดอรุณในคืนวันที่จากสยาม

ท่าน้ำหน้าวัดประยูรฯยาม 3 ทุ่ม มักจะสงบเงียบปลอดผู้คน แต่คืนวันนี้มีเรือจอดอยู่หลายลำพร้อมกับเงาของคนกลุ่ม
เล็กๆ เดาได้ว่ามีทั้งพระ หญิง ชายและเด็กยืนรออยู่กลางแสงจันทร์

"ยอด มานี่ซิ"    หลวงพ่อเรียกเบาๆ    "เจ้าพร้อมหรือไม่ที่จะไป ถ้าพร้อมก็ฝากลาแม่เสียตรงนี้"    ท่านให้หญิงที่ยืนกับ
เด็กอีกคนข้างหลังแทรกมา

"เล็กเองเจ้าค่ะคุณ พาไอ้น้อมมาด้วยมันว่าต้องมาให้ได้ คิดถึงคุณ คุณแม่ฝากห่อของกินและเสื้อผ้าไว้ใช้ระหว่างทาง"
แม่เล็ก แม่ครัวที่บ้านจัดการส่งห่อของที่แม่ฝากให้ ส่วนเจ้าน้อมถามตามประสาเด็กว่า

"คุณจะไปรบที่เมืองนอกหรือครับ"
"ฉันก็ว่าอย่างนั้น ฝากบอกแม่ว่าอย่าเป็นห่วง เขารบกันไม่นาน กว่าจะไปถึงอาจเลิกกันแล้วก็ได้"   ว่าพลางยิ้มแห้งๆ
กับน้อม    "กลับมาคงมีเรื่องเล่าให้ฟังเป็นเดือนๆเชียว"

เสียงกระแอมจากชายร่างสูงที่ยืนท้ายท่า ทำให้ทุกคนหันไปมอง พอใกล้เข้ามาจึงรู้ว่าเป็นฝรั่งตัวโต มีชายไทยอีกคน
ดูท่าทางภูมิฐานมีลูกชายตัวเล็กสัก 10 ขวบ มาด้วย เห็นเรียกชื่อเด็กว่า พ่อเจิม ชายคนนั้นขัดขึ้นว่า

"ท่านอุดรเบาใจได้ คนสยามออกไปจากขอบขันฑสีมา มีแล้วคือฝาแฝดอินกับจัน นั่นเขาทูลขอเพราะคนขอเป็นนาย
เรือคนโปรดของรัชกาลก่อน"     ท่านว่า   "ส่วนเจ้าคนนี้ฉันยินดีช่วย เห็นว่าปู่ ย่า ตาทวดก็รู้จักกันเป็นคนดีซื่อสัตย์
ต่อแผ่นดินมาทุกรัชกาล ลองให้ไปเป็นลูกจ้าง หรือทาสรับใช้ในเรือฝรั่งเขาบ้าง ที่ยากคือการขอกัปตันเรือให้รับคนของ
เราแอบไปไว้ที่เมืองเขา ปกติเขาไม่ทำ นี่มีบุญคุณกันมาก่อนและพอรู้จักท่านสมัยเป็นนายเรือก็พอขอได้" ท่านผู้ที่ยอด
ไม่ทราบนามรู้แต่หลวงพ่อเรียกท่านว่า ท่านเจ้าหมื่นฯหันไปพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งสองสามคำ แล้วก็บอกว่า   

"ไปได้แล้ว อย่าชักช้า"
ยอดก้มลงกราบเท้าหลวงพ่อและชายผู้นั้น หันมากอดแม่ลูกที่มาส่ง  แล้วขยับสายสะพายดาบเดินลงเรือบดของฝรั่ง
ท่านอุดรว่า
"ฉันเอาปืนพกฝรั่งเศสมาให้เธอไว้ป้องกันตัว  นี่เงินที่ได้จากที่บ้านเก็บเอาไว้ใช้นะ"   ว่าพลางยื่นให้กับมือ    
"กระผมไม่รู้จะแทนพระคุณท่านอย่างไร"   
หลวงพ่อยิ้มแล้วว่า     "ก็แทนโดยไปรบให้ชนะซิวะ"

Royal Palace at night

ถวายบังคมลาเมื่อผ่านท่าราชวรดิฐและพระบรมมหาราชวัง

New Holland in Bkk

เรือ 'S.S. New Holland'ของกัปตันดูปองท์

เรือใบสินค้า 3 เสา ถอนสมอออกจากหน้าวัดแจ้ง เมื่อเวลา 2 ยาม ขณะที่ลูกเรือฝรั่งวิ่งกันวุ่นวาย กัปตันคนที่ยอดพบ
ก็เข้ามาพูดอังกฤษช้าๆให้เข้าใจว่า

"My name is Captain George Dupont. What is your name, boy? "    ต้นหนอีกคนมายืนอยู่ข้างๆด้วย ยอดตอบ
ตะกุกตะกัก 2-3 ครั้งจึงพอจับความได้ว่า

"Yod, my name is Yod."  
ต้นหนหัวร่อเยาะ    "Damn it, not a Christian name, any meaning in English, eh?"

ยอดก็แปลว่าที่สูงสุดซิวะ อ้อรู้แล้วจึงตอบไปว่า  
"Yod is Top, top of everything, know?"

กัปตันหันมาว่ากับต้นหน   "At least we don't have to communicate with this boy in monkey language."
เขาหันมาทางยอดเพื่อบัญญัติชื่อฝรั่งว่า   "From now on we will call you Mr.Top"    แล้วสั่งงาน  

"Joe! Make sure he works hard along the way to Boston. I don't care if he is a noble or a slave. I want
him tough. In my ship 'S.S. New Holland', we all has duties to perform"    

กัปตันหันมาที่ยอดสายตาอ่อนโยนลง
"He volunteers to fight for the Union Army. The battle field is hell. We must prepare this boy for the worst."

ตอนต่อไป ทวีปที่หนึ่ง -Land of the Eagle

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com