Home

เทนเนสซี่รำลึก
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
lookout-1

 ที่ชาตตานูก้า ท็อปโชคดีที่ไม่ต้องมา รบบนยอดเมฆ ปืนเขา Lookout Mountain
เข้ายึดปืนใหญ่ข้าศึกเหมือนกองพันอื่นดังภาพนี้

     กองพันทหารอาสานิวเจอร์ซี่ที่ 13 เสียทหารตายเจ็บที่เก็ตตี้สเบิร์ก สูงถึงกึ่งหนึ่ง แม่ทัพใหญ่ท่านเห็นใจว่าตกอยู่
ในจุดอันตรายที่สุดอยู่เสมอ จึงผ่อนผันให้เฝ้าระวังแนวหลังเป็นรางวัล ที่ Kelly's Ford รัฐเวอร์จิเนียนี่ เป็นตำบลซึ่ง
นายพลลีชอบใช้เป็นท่าน้ำข้ามเข้าตีกรุงวอชิงตัน บัดนี้สงครามอยู่ไกลออกไปมาก ท็อปมีเวลาฟื้นจากอาการบอบช้ำถึง
 7 สัปดาห์เต็ม (31 กรกฎาคม – 21 กันยายน ค.ศ.1863) เหลือแต่แผลเป็นบนโหนกแก้มซ้าย นี่ดีกว่าอีกหลายคนที่
พิการ หรือไม่ก็นอนอยู่ในหลุม บ่ายวันหนึ่งทหาร 3 คน เดินตรงมาที่หน้าเต็นท์ คนที่อ้วนเตี้ย รี่เข้ามาตบหัวทักทาย
เข้าฉาดใหญ่อย่างเป็นกันเอง
     "เป็นอย่างไรบ้างเจ้าท็อป"     ผู้หมู่ทอมบร่านี่เอง แล้วก็เจ้าพอลและรอน ทั้งหมดถูกส่งไปรักษาอาการบาดเจ็บที่
โรงพยาบาลทหารแฟร์แฟ็ก (Fairfax General Hospital, Virginia) ถึง 3 เดือน
     "พวกเราโชคดีมากที่พ้นคมเลื่อยของหมอผ่าตัดมาได้ ดูซิ ขาแขนยังอยู่ครบ"    รอนเล่าให้ฟังถึงความเป็นอยู่ใน
โรงพยาบาลว่าเดี๋ยวนี้มีองค์กรเอกชนมาช่วยให้ ทหารที่บาดเจ็บได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง มีอาหารและเสื้อผ้า
ที่สะอาด ผิดกับการรักษาตามยถากรรมในแนวหน้า ดั่งแต่ก่อนมาก
     "ขอบคุณU.S. Sanitary Commission ที่จัดหาหมอและพยาบาลมาดูแลพวกเรา ถ้าเป็นปีแรกๆที่ฉันออกรบมีหวัง
แขนเน่าตายคาเขียงหมอแล้ว ได้ยินว่าเขามีพร้อมทั้งเรือ และรถไฟพยาบาล"    ผู้หมู่ทอมบร่าเสริม แกดูอ้วนขึ้นใบหน้า
และศีรษะล้านแดงเพราะถูกแดด ส่วนพอลมีเรื่องสำคัญกว่ามาโม้ให้ฟัง ถ้าไม่ให้มันพูดอกคงแตกตาย
     "พอเริ่มเดินไหว ผู้หมู่เลยพาไปคลายเครียดที่เมือง ซิตี้ พอยท์ (City Point) โอ๊ยท็อป เอ็งต้องไปเห็นกับตา"
     เมืองโสมมที่ว่านี้เคยเป็นเพียงสถานีรถไฟเล็กๆ อยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย มาบัดนี้อาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังเฟื่องฟู
และคลาคล่ำไปด้วยคุณตัวจากทั่วทุกสารทิศ ระดมมารองรับกองทัพฝ่ายเหนือที่ถูกปล่อยออกมาพักผ่อน
     "เสียดายที่เอ็งไม่ได้ไปด้วยกันนาท็อป มีผู้หญิงเป็นร้อยให้เลือก เจ้าหล่อนช่างอารมณ์ดี หัวร่อต่อกระซิก แล้วก็ไม่
ค่อยมีเวลามาแต่งตัวนุ่งผ้ากันนักหรอก เฮ้อ...ถ้าอยากไปเห็นจะต้องแกล้งลองทำปืนลั่นใส่ตีนละกระมัง"    พวกเรา
ได้แต่นั่งอ้าปากค้างฟังพอลอธิบายถึงการปฏิบัติภารกิจจนลุล่วงเสียความบริสุทธิ์อย่างละเอียดลออ ท็อปพลอยรู้สึก
ร้อนๆหนาวๆเหมือนจะจับไข้ตามประสาคนหนุ่ม
     "เสียแต่ว่าหาของกินยากเหลือเกิน ตามบ้าน ตามโรงแรม และร้านค้า ทุกซอกทุกมุมดูจะกลายเป็นซ่องไปหมด"    
รอนหน้าแดง ทำบ่นแก้เขินแล้วสรุปว่า
     "We can not get anything there but f...ing, this is a whole city of whore."
     ท็อปชักเริ่มอิจฉาเอาจริงๆ ดูรึเกิดมาจนอายุเท่านี้ยังไม่เคยสมสู่สักครั้ง นี่ถ้าอยู่บางกอกคงคลานไปขอทนายของ
เจ้าคุณปู่แอบพาไปแล้ว เขารู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยอยู่คนเดียวในกองร้อย B
     "ไอ้พอลมันก็โม้เกินไป รอให้มันเห็นเข็มดูดหนองของหมอก่อนเถิด ขี้คร้านจะหดเหลือเท่าเม็ดถั่วลิสง"    ผู้หมู่
ทอมบร่าคงพอจับสีหน้าของท็อปได้ จึงกล่าวอย่างเห็นใจ
    
     พวกฝ่ายเหนือมั่นใจขึ้นมาก หลังจากชนะที่เก็ตตี้สเบิร์ก การหาคนมาเข้ากองทัพง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องรออาสาสมัคร
อีกแล้ว เมื่อรัฐบาลออก กฎหมายเกณฑ์ทหาร (Conscription Act) ขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม พอลเล่าว่า
ที่บ้านเกิดของเขาในกรุงนิวยอร์ก ประชาชนถึงกับก่อจลาจลประท้วงโทษพวกทาสว่าเป็นต้นเหตุ
     "พวกผิวดำถูกตีตายไปเป็นสิบเชียวนะท็อป ไม่มีใครเขาอยากไปตายแทนคนพวกนั้นหรอก มีแต่พวกที่ใช้เส้นสาย
บางคนที่ยังพอไปจ้างคนจนมาถูกเกณฑ์แทนได้อยู่"
     ท็อปนึกไม่ออกเลยว่าการผ่านกฎหมายเกณฑ์ทหารนั้น ยากเหมือนพลิกแผ่นดิน เป็นประเด็นการเมืองอันก่อให้เกิด
การขัดแย้งอย่างรุนแรงได้ทุกประเทศ รวมทั้งในสยามอันจะเกิดแก่ตัวเองในอนาคต เขาคิดเพียงว่าในสยามแต่โบราณ
กาล สามารถระดมพวกที่ถูกสักเลขขึ้นประจำกรมกองต่างๆได้ทุกเมื่อ ถึงเวลาก็ไปป่าวร้องมาช่วยกอบกู้บ้านเมืองจาก
อันตราย
     ขณะที่พวกเราพักสบายอยู่นั้น การรบฟากตะวันตกของประเทศกลับคืบหน้า นายพลแกรนท์ (General Ulysses S.
Grant) สามารถยึดเมืองวิกเบิร์ก (Vicksburg) เมืองท่าสำคัญริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสชิปปี้ ไว้ได้ ฝ่ายเราครองแม่น้ำสาย
สำคัญที่สุดนี้ได้ตลอดสาย และเท่ากับผ่าเขตแดนของพวกกบฏออกเป็น 2 ส่วน ลงไปจรดทะเลที่เมืองนิวออลีนส์
รัฐหลุยเซียน่า ท็อปได้ยินชื่อนายพลแกรนท์บ่อยขึ้นจากสตีฟว่า
     "เขาเป็นคนเงียบๆไม่โดดเด่น ไม่ชอบประจบพวกนักการเมือง แต่มีผลงานดีสม่ำเสมอจากความใส่ใจ และรบเด็ด
ขาดชนิดกัดไม่ปล่อยของเขาแท้ๆ"
     แต่แกรนท์ยังไม่มีอำนาจคุมกองทัพที่ตนปลุกปั้นมากับมือ ทหารที่วิ่งเต้นกับทางกรุงวอชิงตันเบียดเข้ามาแทนที่
แล้วก่อเหตุรบแพ้ ถูกฝ่ายกบฏล้อมกรอบไว้ในเมือง ชาตตานูก้า (Chattanooga) ชุมทางรถไฟสำคัญของฝ่ายใต้ในรัฐ
เทนเนสซี่ ซึ่งใครที่ยึดเมืองนี้ได้จะทำให้ชาวใต้เป็นง่อยไปกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียว

stevenson railroad

     เมืองสตีเวนสัน อยู่ริมแม่น้ำ เทนเนสซี่ รัฐอลาบาม่า เป็นชุมทางรถไฟสาย แนชวิลส์ ชาตตานูก้า
       (Nashville & Chattanooga Railroad) ซึ่งท็อปเข้ายึดได้อย่างสงบ

เคลื่อนพลสู่ตะวันตก (Movement to the West)
24 กันยายน ค.ศ. 1863

     ทหารจากฝั่งตะวันออกกว่า 16,000 คน รวมทั้งกองพันที่ 13 ถูกเรียกขึ้นรถไฟอย่างเร่งด่วนไปช่วยแกรนท์ แหวก
วงล้อมให้ได้ใน 6 วัน เป็นครั้งแรกในโลกที่มีการถ่ายเทกำลังพลมากเช่นนี้ไปยังสนามรบที่อยู่ห่างกว่า 1,000 ไมล์ ได้
ในเวลาอันสั้นด้วยรถไฟ กลจักรของการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้ พวกเยอรมันได้จำเอาอย่างไปบี้กองทัพฝรั่งเศสเสียยับ
เยินต่อมา ในปี ค.ศ. 1870
     โชคดียังเป็นของท็อป เมื่อกองพันถูกสั่งให้เลยไปยึดเมืองเล็กๆ ชายแดนรัฐอลาบาม่า ซึ่งเป็นชุมทางย่อยของรถไฟ
สาย แนชวิลส์ - ชาตตานูก้า (Nashville & Chattanooga Railroad) เมืองสตีเวนสันที่ว่านี้อยู่ริมแม่น้ำเทนเนสซี่เคย
ถูกใช้เป็นท่าข้ามของกองทัพต่างๆมาแล้ว บัดนี้ชาวนิวเจอร์ซี่เดินเข้ายึดโดยเรียบร้อย  ไม่มีทหารข้าศึกให้เห็นเลย
ส่วนท่านนายพลแกรนท์ได้ถูกเลื่อนขึ้นคุมกองทัพภาคตะวันตกทั้งหมด และเข้าทะลวงวงล้อมข้าศึกจนมีชัยในเดือน
พฤศจิกายนนั้นเอง รางวัลจากชัยชนะทำให้ประธานาธิบดี แต่งตั้งให้เป็น ผบ.สูงสุด มีอำนาจเต็มคุมกองทัพทั้งหมด
ในประเทศ บัดนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับคนจริง พวกชอบประจบสอพลอนักการเมืองถูกไล่กลับไปเลี้ยงหลาน เหล่าทหาร
มั่นใจว่าสงครามอาจเสร็จเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้
     "พ้นหน้าหนาวแล้ว เราจะมุ่งไปเมืองแอตแลนต้า"   จ่าเวอร์เนอร์สรุป    "นั่นหมายความว่าพวกแกจะไม่ได้กลับไป
ประจำใกล้บ้านทางฝั่งตะวันออกอีกแล้ว"  
     ข่าวนี้พวกเราจากนิวเจอร์ซี่อึ้งไป เว้นแต่รอนมีสีหน้าระรื่น ก็บ้านเมียมันอยู่ใกล้ๆนั่นเอง
     "คำสั่งแม่ทัพคนใหม่ ให้กองพันของเรารวมอยู่ในกองทัพแห่งเทนเนสซี่ (Army of the Tennessee)ซึ่งเดิมเป็นทหาร
ของแกรนท์ทั้งนั้น แล้วอย่าเพิ่งดูแคลนไป พวกนี้ส่วนมากมาจากรัฐโอไฮโอ้ วิสคอนซินไปจนถึงรัฐมิสซูรี่ ประวัติดีรบเป็น
สิบครั้งไม่เคยแพ้เลย"
     คราวนี้มีเสียงฮือฮากันมาก ทหารในภาคตะวันตก ต่างกับพวกเราชาวหัวเมืองชายทะเลถิ่นอุตสาหกรรม พวกนี้
เป็นชาวบ้านป่าแท้ บึกบึนและรบเก่งในป่าคล้ายทหารพราน
     "ทีนี้จงตั้งใจฟัง สงครามถูกแบ่งออกเป็น 2 สนามโดยแท้ สนามเดิมที่เราเคยรบใช้กระบวนทัพใหญ่ รบกันตามตำรา"
 จ่าเวอร์เนอร์ชี้แจงสิ่งที่นายทหารเป็นห่วง     "ในสนามรบภาคตะวันตกเต็มไปด้วยป่าเขา หนองบึง เรารบไม่ถนัด
ข้าศึกเป็นเจ้าของพื้นที่ อาจถูกลอบโจมตี ต้องแยกออกรบเป็นกองย่อยๆ จงอย่าประมาท และอย่าไว้ใจคนท้องถิ่นนัก"
    
     แฟ้มประวัติกองทัพ (Compiled Military Service File) ของพลทหารดูปองท์ ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
กรุงวอชิงตัน ระบุว่าเขาป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจถึง 2 เดือน ตั้งแต่ก่อนย้ายมาทางตะวันตกแล้วพาลเคราะห์ร้าย
ล้มเจ็บจากอากาศหนาว ชาวสยามอาจทนสู้ความเย็นได้ไม่ดีเท่าคนจีนหรือญี่ปุ่น หมอให้ ท็อปนอนรักษาตัวที่โรง
พยาบาลใกล้ๆค่าย หาได้ส่งไปโรงพยาบาลใหญ่เหมือนพอล (เลยอดลองอีกตามเคย) แต่ยังรอดตายถูกปล่อยกลับ
ใน วันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1863 ที่ค่ายเขาต้องนอนพักต่ออีกหลายวันดูรูปสลักแมวสีสวาทสูง 6 นิ้วฝีมือของไมค์ ซึ่ง
ถูกพอลวิจารณ์ ถากถางว่าอ้วนกลมเหมือนตัวบีเวอร์
     "ฉันพยายามแล้วท็อป แต่แมวตัวอ้วนน่ารักกว่าแมวไทยผอมแห้งที่แกว่านา"    คนอังกฤษยักไหล่แก้ตัว แน่ละท็อป
ไม่ถือสาอะไรเพราะฝรั่งเกิดมาเห็นแต่แมวอ้วนๆ ไมค์มีฝีมือพอดู เขาลนไฟให้หูและตีนแมวเป็นสีน้ำตาลไหม้ ส่วนตา
สีฟ้าไปขอแบ่งสีจากชาวบ้านมาแต้ม

Military Service Record-11-2

  แฟ้มประวัติ ของพลทหารดูปองท์ อายุ 19 ร้อย B พัน 13 NJ ระบุว่าเขาเข้าพบหมอครั้งแรกในเวอร์จิเนีย
   ตั้งแต่ 7 ก .ค .1863 มีไข้และอักเสบในหลอดลม เบื่ออาหาร และหายป่วยเมื่อ 6 ต.ค. 1863

cock fighting
DSCF0045-1

ซ้ายคือ แมวไทยตัวอ้วนฝีมือไมค์   และ  ภาพ ขวา พวกทาสสอนเล่นไก่ชน เพิ่มสีสรรแก่พวกทหารแยงกี้

     ฤดูใบไม้ผลิกลับมาอีกครั้งในเดือน มีนาคม ค.ศ. 1864 ความไข้สลายไป ท็อปแก้เบื่อเหมือนทหารอื่นๆ เช่น คบ
พวกทาสผิวดำเพื่อนใหม่ชาวใต้ ที่หนีมารออพยพต่อขึ้นไปทางเหนือ คนเหล่านี้ดูเหมือนจะมาจากคนละโลกกับฝรั่ง
ผิวขาว ไม่รู้หนังสือ ไม่เคยทำอาชีพอะไรนอกจากเก็บฝ้ายและยังมีลูกเมียพะเรอเกวียน ทาสในสยามยังดูดีกว่ามากนัก
แม้นว่าท็อปอายุยังน้อยไม่เคยทำงานเลี้ยงปากท้อง ก็ยังพอเดาออกว่าจะเป็นปัญหาในอนาคต หลายคนกระตือรือร้น
ที่จะเข้าเป็นทหารเพื่อรบแก้เผ็ดกับนายเก่า ในปี ค.ศ. 1864 ฝ่ายเราขึ้นประจำการทหารอาสาผิวดำถึง 240,000 คน
     "อีตาครูฝึก เรย์ บราวน์ จะทำหน้าอย่างไร ที่เห็นลูกแถวตัวดำเต็มไปหมดอย่างนี้" 
รอนยังจำความรู้สึกของท็อปเมื่อครั้งถูกครูฝึกสบประมาทเรื่องสัญชาติได้ ที่จริงพวกทหารฝรั่งออกจะดูแคลนเจ้าพวก
นี้อยู่ไม่น้อย แม้แต่ตัวของท็อปเองก็ยังตัดสินตามรูปสัมผัสภายนอกของมนุษย์ แถมยังถือตัวว่ามาจากชาติซึ่งมีอารย
ธรรมเหนือกว่าคนผิวดำหรือฝรั่งทั่วๆไป ต่อเมื่อโดนเหยียดหยามเข้ากับตนเองจึงมีสติ ลดความทะนงตนลงได้มาก
ใครจะไปรู้ว่าคนผิวดำเหล่านี้ก็อาจมีจิตใจดีและร่วมเป็นร่วมตายกับเรา เช่นเดียวกับบรรดาลูกชาวไร่ชาวนา ซึ่งท็อป
เรียกว่า เพื่อนตาย นี้ก็เป็นได้

rose

 Emily

roselvs
emily house

     กิจกรรมของกองทัพอีกประการหนึ่งคือ "การสืบหาอาหาร" (Foraging) ซึ่งไม่ว่าจะเรียกให้ไพเราะอย่างไร ท็อปก็เห็น
ว่าเป็นการสวมเครื่องแบบออกปล้นชาวบ้านอยู่ดี เมื่อแรกในฝั่งตะวันออกเห็นแอบทำกันสนุกๆเพราะหิวขณะเดินทัพผ่าน
เมืองต่างๆ แต่ในกองทัพของนายพลแกรนท์ และนายพลเชอร์แมน เขาทำกันเป็นอาชีพ โดยถือว่าในทางยุทธศาสตร์นั้น
การปล้นสะดม ช่วยตัดกำลังข้าศึกมิให้กลับมาต่อต้านอีก และขณะนี้พวกเราอยู่ห่างบ้านเกิดมาไกล เลยไม่ต้องอับอาย
ว่าจะมีใครมาเห็น ชุดสืบหาอาหารถูกจัดเป็นกลุ่มๆละ 40-50 คน เดินล่วงหน้าเข้าคุ้ยของมีค่าตามเรือนชาวบ้านเอา
มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในกองพล ทหารของแกรนท์บางคนเล่าว่า ทหารจากวิสคอนซินคนหนึ่ง นับเป็นมือเอก ร่ำรวย
จากการค้าใบยาสูบ กาแฟ และของตามบ้าน แต่เวลารบกันไม่เคยมีใครเห็นหมอนี่เลย
     ดังนั้นผู้หมู่ทอมบร่าจึงกระซิบกับท่านผู้บังคับกองร้อยขอพาพวกเราออกไปทัศนศึกษาหาอาหารบ้าง  ดีกว่าอุดอู้อยู่
ในค่ายทำนองเข้าเมืองตาหลิ่วก็ควรหลิ่วตาตาม เมืองสตีเวนสันเป็นเมืองเล็ก ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะปานกลาง หรือ
ยากจน ถ้าจะมีทาสก็มีกัน 2-3 คน เท่านั้น หาคฤหาสน์หลังใหญ่ๆ (Plantation) มีไร่ฝ้ายและทาสนับร้อย เช่น เมืองอื่น
ไม่พบ ตามบ้านเรือนเคยถูกพวกทหาร เยี่ยมมาจนหมดตัวแล้ว พวกเราจึงได้แค่เป็ด ไก่ มากินแก้ขัด ท็อปได้เห็นเพียง
เงาของอดีตอันรุ่งเรืองของสังคมชาวใต้ ซึ่งชีวิตส่วนใหญ่เรียบง่าย ขึ้นอยู่กับเกษตรกรรม ปลูกฝ้ายขายส่งด้วยต้นทุน
ต่ำโดยอาศัยแรงงานทาส ไม่มีแม้แต่โรงงานจะทอผ้าใช้เองสักโรงเดียว มาอาจหาญสู้กับฝ่ายเหนือที่คุมพลังอุตสาหกรรม
ไว้ในมือ บ้านทุกหลังที่เข้าไปพบชาวเมืองที่เหลืออยู่ มีแต่คนชราที่หมดทางไป หญิงม่ายในชุดดำ หรือผู้ที่สูญเสีย ลูกชาย
สามี และญาติไปกับสงครามโดยไม่มีโอกาสแม้แต่นำร่างกลับมาทำพิธีให้เหมาะสมที่บ้านเกิด เมื่อขาดทาสและผู้ชาย
ความอดอยากแร้นแค้นมีอยู่ทั่วไป จนบางครั้ง จิม ทอมบร่า ก็อดเมตตาไม่ได้ แกล้งผ่านไปเฉยๆไม่แตะต้องสิ่งใดใน
บ้านนั้นเลย  ยังมีเรือนน้อยหลังหนึ่งอยู่ห่างจากค่ายราว 3- 4 ไมล์ เกิดเสียงเอะอะของผู้หญิงดังขึ้น จากนั้นมีเสียงปืนลั่น
พวกเราลังเลแต่อะไรไม่ทราบฉุดท็อปให้วิ่ง เข้าไปพร้อมทั้งชักปืนเรมิงตันพร้อมยิง
     "เฮ้ย.....หยุด ไม่งั้นยิง"      ท็อปตะคอกใส่ รู้สึกเลือดขึ้นหน้าเมื่อเห็นทหารจากกองพันอื่น 2 คน ลวนลามเจ้าของ
บ้าน คนหนึ่งกำลังคร่อมร่างของผู้หญิงอยู่ในห้องนอน อีกคนหนวดเครารุงรังเหมือนโจรกำลังตบตีผู้หญิงสาวคนที่
สองลงไปกองกับพื้นที่มุมห้องอาหาร เสื้อขาดออกไปเป็นแถบเผยชุดชั้นใน ที่ปากแตกมีเลือดไหล เห็นปืนปากแตร
(Blunderbuss) กระบอกพอเหมาะตกอยู่ที่พื้นห้อง เธอคงเป็นผู้ยิงปืนขู่เมื่อกี้นี่เอง แล้วยังมีหญิงชราอีกคนยืนตัวสั่น
อยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง 
     "อย่าขัดจังหวะเลยว่ะเพื่อน เอ็งกับข้าเป็นพวกเดียวกัน ของมันแบ่งกันกินได้น่า"    มันต่อว่าพร้อมยื่นข้อเสนอ
ท่าทางขัดใจมากที่เห็นท็อปง้างนกพร้อมยิงดังกริ๊กเป็นคำตอบ แต่แล้วมันก็ชะงักเมื่อเห็นพวกเรากรูกันเข้ามา มีทั้ง
จ่าและผู้หมู่ 
     "แก 2 คน กลับค่ายไป แถวนี้ยังมีพวกเราอีกหลายคน ข่มเหงชาวบ้านนี่พวกเราไม่ทำ"     จ่าเวอร์เนอร์เตือนสติ
ในมือแกกำมีดโบวี่เล่มใหญ่แน่น ไอ้นรก 2 ตัว เห็นพวกเรามีมากกว่าจึงยอมถูกไล่ถีบวิ่งหนีเข้าป่า เพื่อนๆเข้าไปปลอบ
หญิงชราและสาวในห้อง ส่วนท็อปคุกเข่าลงดูแม่ผมสีทอง พลางควักผ้าเช็ดหน้ามอมๆ ส่งให้ซับเลือดที่ริมฝีปาก เธอ
ดูลังเลชายหนุ่มจึงซับให้
     "ขอบใจมากๆค่ะ"    เธอพูดเบาๆ ตาสีน้ำตาลคู่นั้นจ้องหน้าเจ้าของผ้าอย่างฉงน คงเดาว่าเขาเป็นพวกอินเดียน
แดงเผ่าเชอโรกีปนมากับกองทัพเป็นแน่ และยิ่งแปลกใจที่ได้ยินท็อปหันไปพูดกับผู้หมู่หัวล้านเป็นภาษาอังกฤษชัดคำว่า
     "พวกเธอดูคุ้นหน้ามากนะครับ"     ใครบางคนจำได้ว่าพวกเธอคือ ชาวบ้านที่รับจ้างเข้ามาซักผ้า และทำงานครัว
ให้กับพวกนายทหารในกองพล บางครั้งก็มีอาหารมาขายจากไร่ หญิงชราแนะนำตัวว่าเป็นน้าของแม่ผมสีทอง ส่วน
หญิงอีกคนเป็นลูกสาวคนเล็กของแกเอง 
     "บ้านหลังนี้เป็นของพ่อเอมิลี่ซึ่งตายไปแล้ว อิฉันกับลูกสาวมีบ้านอยู่อีกหลังไม่ไกลจากนี้ เรามาทำงานรับจ้างเพราะ
สามีอิฉันป่วยอยู่ โชคดีเหลือเกินที่พวกคุณมาพบ ปกติเอมิลี่จะอยู่คนเดียวที่นี่ ไม่ยอมย้ายไปอยู่กับน้า"
     เราบอกให้รู้ว่าเป็นทหารมาจากนิวเจอร์ซี่ ยกเว้นท็อป     "ไอ้นี่มาไกลเป็นชาวสยามอาสามารบ เขาเป็นคนตัดสิน
ใจเสี่ยงเข้ามาช่วย เมื่อได้ยินเสียงปืน"    ผู้หมู่อธิบายให้เอมิลี่ฟัง แล้วหันมามองท็อปชนิดที่เดาใจไม่ออก จ่าเวอร์เนอร์
คืนปืนปากแตรแก่เจ้าของบ้าน ขอให้ซ่อนเอาไว้ป้องกันตัวอย่าให้ใครเห็น มันอันตรายที่จะครอบครองไว้ หากทหาร
อื่นมาพบเข้าอีก

     ขณะที่นั่งเหงาอีก 2 วัน ต่อมา ผู้หมู่ทอมบร่าจึงชวนไปเดินเล่นแถวโรงครัวนายทหาร  แกมักตีสนิทและได้ของกิน
ดีๆจากที่นี่มาฝากเราเสมอ พอถึงครัวท็อปรู้สึกก้าวขาไม่ออก แม่ผมทองกำลังนั่งช่วยน้าเตรียมอาหารอยู่ ริมฝีปากเอมิลี่
ยังช้ำเขียว เธอยิ้มให้พลางสะกิดคุณน้าให้ทักทาย ทั้งคู่ขอบใจเราที่ช่วยเหลือ ท็อปได้แต่พยักหน้าไม่กล้าพูด ฟังพอได
้ใจความว่า เขาจ้างให้เข้ามาทุกๆ 3 วัน พอมีรายได้ประทังชีวิต ก่อนลากลับจึงรวบรวมความกล้าพูดกับเธอว่า
     "ผ้าเช็ดหน้าผมสกปรกมากวันนั้น คุณคงตกใจพอกับที่สงสัยว่าผมเป็นคนชาติอะไร เมื่อกลับเข้าค่ายผมเลยตัดสินใจ
ซักให้สะอาด"     ท็อปเกาหัวแก้เก้อ   "นี่ไม่ได้ซักมาตั้งแต่อยู่ในเวอร์จิเนียแน่ะ"
     "ดูเหมือนคุณเหน็บผ้าสะอาดอยู่ผืนหนึ่งสีเขียวอ่อน แต่คงไม่อยากให้เปื้อนเลือดนะ"     เอมิลี่ช่างสังเกต เธอคง
ไม่ใช่เด็กนักท่าทางช่างไตร่ตรอง หนุ่มสยามอธิบายว่าเป็นผ้าที่น้องปรางคนรักให้มาก่อนเดินทาง ไม่มีสมบัติอะไรติด
ตัวมาอีกเลย รู้สึกแปลกที่เล่าเรื่องนี้อย่างเปิดเผยให้คนแปลกหน้าฟัง เหมือนกับได้ระบายสิ่งที่อึดอัดอยู่ในใจมานาน
แล้วปลอดโปร่งขึ้น ดูแม่สาวชาวใต้ซึมเศร้าลง สอบถามเกี่ยวกับสยามอีก 2-3 คำโดยสุภาพ ก่อนกลับเธอว่าสงครามมี
แต่พรากคนที่เรารักทั้งนั้น ใช่แต่ท็อปคนเดียว
     "เราแวะมาคุยด้วยคราวหน้านะครับ"     ผู้หมู่ทอมบร่ากรุยทาง พวกเธอพยักหน้ารับ
     "ท็อป ฉันเป็นหนี้บุญคุณที่แกเสี่ยงตายเข้าช่วยฉันที่เก็ตตี้สเบิร์ก สักวันฉันจะตอบแทนให้แกบ้าง ถ้าฉันรู้ว่าแกต้อง
การอะไรที่พอหาให้ได้"    ในใจแกนั้นรู้อยู่แล้วว่าคนหนุ่มมักคิดแต่เรื่องอะไร
     เขาจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับเอมิลี่อีกหลายครั้ง โดยผู้หมู่มักจะแยกไปชวนคุยกับคุณน้าเรื่องข้าวปลาอาหาร แม่ผม
สีทองสนใจที่จะฟังท็อปเล่าถึงชีวิตในสยาม การเดินทางไปตามลำคลอง  ช้างและประเพณีเท่าที่พอจะอธิบายให้เข้าใจ
ได้ เธอเป็นคนนิ่งๆ เก็บความรู้สึกและเป็นผู้ฟังที่ดี  เธอคงจะแก่กว่าสัก 4-5 ปี
     "เล่าเถิดค่ะ ถ้ามันไม่ทำให้คุณคิดถึงบ้านจนเกินไป"     ดูเธอจะรู้ว่าท็อปต้องประสบกับอะไรมาหลายอย่าง ที่ยัง
ไม่อาจกลับไปเล่าให้ญาติมิตรในสยามฟังได้ และไม่รู้จะพลาดท่าในสนามรบเข้าเมื่อใด ดังนั้นถ้าอยากเล่าก็จะช่วยฟัง
สังเกตได้ว่าผู้หญิงฝรั่งทางภาคใต้จะถูกอบรมให้มีกิริยามารยาทที่ดี ดูเรียบร้อยคล้ายคนสยาม แต่เขาจะไปรู้อะไรเล่า
ตั้งแต่เหยียบทวีปอเมริกา รู้จักแต่คุณนายดูปองท์เท่านั้น เย็นวันหนึ่งผู้หมู่ไปกระซิบกับเอมิลี่ ดูเธอตกใจ แต่แล้วก็หัน
มายิ้มให้ท็อป จ้องหน้านิ่ง
     "ท็อป….คืนพรุ่งนี้มาเอาขนมปัง กาแฟ และน้ำตาล ที่เต็นท์ด้วย ข้าบอกแม่เอมิลี่ว่าจะขอแลกกับกระเป๋าไหมพรม
ถักฝีมือของน้าเธอน่ะ แกเองน่าจะเก็บอาหารเอาไปฝากพวกเธอบ้างนะ"      ผู้หมู่ไขปริศนา

rosebanner

     เย็นวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มมารับของตามนัด ถามว่าจะให้ไปกับใคร  "ไอ้โง่ นี่เอ็งคงไม่ได้ชวนไอ้พอลมันมาด้วยนะ" 
ผู้หมู่ขำในความซื่อ  "ไปคนเดียวก็พอ ข้าไปส่งนอกค่าย อย่าเดินบนถนนใหญ่ คอยหลบสายตรวจ กลับเข้าทางนี้เท่า
นั้น และอย่าช้ากว่าแตรปลุกตี 4 เล่า"   ว่าพลางแกก้มหน้าคุ้ยของต่อ พึมพำว่าจะมานั่งตาลอยคิดถึงคนที่บ้านทำไม
จะตายวันไหนก็ยังไม่รู้เลย บ้านหลังนี้อยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำเทนเนสซี่ มีลำห้วยกิ่งอยู่ด้านหลังบ้าน รอบบ้านมืดมิดมี
แสงตะเกียงสลัวจากหน้าต่าง ครั้นจะเข้าไปทันทีก็กลัวปืนปากแตร จึงเดินสำรวจรอบๆก่อนจนไปเตะถังน้ำโครมใหญ่
เสียงผู้หญิงร้องตกใจ แล้วประตูบ้านแง้มออก แสงไฟส่องให้เห็นเอมิลี่กับปืนคู่ใจจึงกระแอมให้เสียง

emily 2

เอมิลี่จูบกระบี่เพื่ออวยพรคู่หมั้นที่มาลาไปรบต่อหน้าญาติมิตร บรรยากาศโรแมนติคในช่วงแรกของสงคราม
นี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป สงครามดูเป็นของมีเกียรติ บุรุษผู้กล้าทุกคนคิดว่าเพียง 2 สัปดาห์ก็เลิกรบแล้วจะได้รีบ
กลับมาแต่งงานกัน

     "ผมเอง พลฯท็อป ผู้หมู่ทอมบร่าให้เอาของกินมาให้"   ว่าแล้วชูถุงน้ำตาลทรายให้ดู เธอยิ้มออกเรียกเข้ามาในครัว
ดูเธอตื่นเต้นมากที่เห็นเขา หยิบนมข้นกระป๋อง ขนมปัง ไส้กรอก และกาแฟ วางลงบนโต๊ะ แล้วขอปืนจากมือมาลดนก
เก็บ เธอหัวเราะเบาๆกล่าวขอโทษ ดูอารมณ์แจ่มใสเป็นครั้งแรก เห็นเท่านี้ก็หายเหนื่อยแล้ว จึงร้องขอกาแฟกินบ้าง
พลางเดินชมรอบๆห้องแล้วหยุดดูรูปถ่ายของนายทหารฝ่ายใต้กรมทหารราบที่ 31 อลาบาม่าคนหนึ่งที่อยู่เหนือเตาผิง

     "We were about to get marry when this war broke out. I was only 19. We were standing in front of my
daddy and he, in his gray military uniform, asked me to kiss his sword and blessed for a quick victory."
เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเหน่อของชาวใต้เศร้าๆ 
     หล่อนไม่ได้ข่าวจากคู่หมั้นมาเกือบ 3 ปี รู้เพียงว่ากรมทหารจากอลาบาม่าถูกทำลายยับที่ตำบลไชโล รัฐเทนเนสซี่ (
Shiloh) ท็อปไม่กล้าพูดถึงเรื่องในสนามรบ ป่วยการที่จะหลอกเธอให้มีความหวังแล้งๆ บีบไหล่เธอเบาๆสงครามหา
ใช่ของมีเกียรติให้หลอกเล่น สำหรับทหารที่ยังรอดอยู่แค่ปลอดภัย มีอาหารทานก็เห็นจะพอใจ เขาหยิบขนมปังและ
ไส้กรอกขึ้นหั่นวางบนจานแล้วจูงเธออกมานั่งที่นอกชาน อากาศเย็นสบาย ทั้งคู่แบ่งกันทานเงียบๆจากจานเดียวกัน
ชีวิตส่วนตัวที่หาไม่พบในค่ายทหาร ไม่มีแตรปลุก ระเบียบ ด่าทอกัน พ้นจากพันธนาการของกองทัพชั่วขณะ
     "แหม.....ถ้าเป็นชานบ้านผม ได้นั่งเงียบๆนี่น่าจะวิเศษ"     ท็อปหันมาเปรย แม่เอมิลี่เบียดตัวเข้าลูบผมหยักศกสี
ดำปลอบใจ แปลกว่าเมื่อพบกันลำพังกลับคุยน้อยมาก แต่ก็มีมิตรภาพแก่กัน หล่อนไล่ท็อปไปอาบน้ำในห้วยแล้วผลัด
ด้วยเสื้อผ้าของพ่อให้สะอาดตา

emily copy4 emily 03

ซ้าย - แม่ผมทองกับทหารสยาม หญิงสาวสมัยนั้นนิยมทำผมเรียบ ทาน้ำมันหอม ปั้นมวย 2 ข้างให้ดูหน้ากางกลม
เธอจะเก็บสะสมผมจากหวีมาปั้นเป็นก้อนเรียกว่า rat ไว้เสริมในมวยผม แฟชั่นกระโปรงนั้นยิ่งบานเป็นสุ่มได้มากยิ่งงาม
และแขนต้องพองที่ข้อศอก กระโปรงราคาแพงไม่ค่อยซักกัน ปกเสื้อจึงถอดออกซักได้ 
ขวา - "ลงมาแช่น้ำด้วยกันนะ Em"  

     "นี่ช่างไม่เหมือนยามสงครามเลย"    ชายหนุ่มก้มมองตนเองในชุดพลเรือน แล้วจูบหลังมือขอบใจ พยายามให้เป็น
ธรรมเนียมฝรั่งที่สุด หล่อนยิ้มรับ 
     "และเธอก็ดูไม่เหมือนทหารทั่วไปนะจ๊ะท็อป ดูสุภาพ สุขุมกว่า สายตาเธอดูเห็นใจ และมีเมตตา"
     "คุณและทุกอย่างที่อยู่รอบตัวผมเวลานี้ มันทำให้ผมคิดถึงบ้านเหลือเกิน"    เขาสารภาพ สะอื้นรู้สึกอ่อนแอน้ำตา
เริ่มจะไหล ใจเขาตะโกนขอให้เธอคอยเป็นกำลังใจ เอมิลี่คงได้ยินจากกระแสจิต เอามือลูบตามใบหน้าแทนคำตอบ
แล้วจูบที่หน้าผาก ท็อปจึงดึงตัวเข้ามากอดนิ่ง รู้สึกห้องหมุนไปด้วยความต้องการบางอย่าง บัดนี้จากเงาแสงสลัวใน
ห้องนอนบนเตียงนุ่ม เขาเพ่งมองนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้น เริ่มเปลี่ยนจากแววเศร้าเป็นตระหนัก แล้วก็เริ่มหวานปนท้า
ทาย พลทหารดูปองท์ได้กลับมาเป็นนายยอดที่ปราศจากกลิ่นไอสงคราม มีแต่มือนุ่มของสาวชาวใต้ลูบไล้ปลอบประ
โลมไปทั่วร่าง เขาไม่คุ้นเคยกับเครื่องแต่งกายสตรีชาวตะวันตกเสียเลย แม้ว่าบัดนี้ชุดกระโปรงผ้าฝ้ายขาวลายดอกไม้
ได้ถูกกองอยู่ปลายเตียง สมัยนั้นพวกเธอนุ่งกางเกงชั้นในขาสั้น (Drawers) ซึ่งไม่เย็บเป้าไว้ชั้นหนึ่งแล้ว สวมชุดชั้นใน
แบบกระโปรงยาวแขนกุดที่เรียกว่า Chemise คลุมทับไว้หลวมๆ จากนั้นพวกที่ยังสาวจะใส่เสื้อชั้นในดันทรงรัดลงมา
ถึงเอว เรียกว่า Corset ซึ่งรั้งด้วยสายรัดยุ่งยากมาก เจ้าเสื้อดันทรงตัวนี้ช่วยทับกางเกงชั้นในไม่ให้ถอดออกกันง่ายๆ
และเป็นกุญแจสำคัญที่จะต้องกำจัดเสียโดยเร็ว ไอ้ชิ้นอื่นน่ะไม่เกินความสามารถชาวสยามหรอก แต่ชิ้นบนสุดนี่ถ้า
เจ้าหล่อนไม่ถอดให้เองเห็นจะหมดท่า
     "Um…It is my first time…."      นายยอดพูดตะกุกตะกัก สายรัดด้านหลังไขว้กันแน่นมาก ต้องการบอกว่าเพิ่งจะ
ลองถอด Corset เป็นครั้งแรก แล้วให้นึกกระดากเกรงหล่อนจะเข้าใจไปว่าเขาไม่เคยเรื่องอื่นไปด้วย หล่อนลุกขึ้นสอน
ว่าฉันมีตะขอให้ปลดง่ายๆด้านหน้าไพล่ไปรื้อเชือกด้านหลังทำไมกัน แล้วร่างอันงดงามนั้น จึงขาวสว่างโพลนอยู่ใน
ความมืด มีมือดำๆของเขาลูบไปมาแล้วขอปลดมวยผมให้สยายออกยาว รู้สึกว่ามีก้อนอะไรนุ่มๆในมวยหลุดออกมา
ด้วย ทันใดนั้นริมฝีปากอิ่มของแม่ผมสีทอง ก็ประกบกับของเขา สิ่งแปลกใหม่หลายอย่างเข้ามาแทนที่ และฝังลึกลง
ในดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก แวบหนึ่งเขารู้สึกอยากพบน้องปราง ความเศร้าเข้ามาสลับที่กับความสุข เหมือนคอยจะรั้ง
กันไว้ บางทีในยามสงคราม แม้ร่างกายจะเรียกร้องตามธรรมชาติ แต่คงไม่มีใครจะได้ความสุขจากความรักอย่างแท้
จริงก็เป็นได้

     ว่าพลางแหม่มสาวเอามือลูบ
     ยอดก้มจูบแก้มซ้ายแล้วย้ายขวา
     อกแอ่นอวบอิ่มสุดพรรณนา
     แนบหน้ามือประคองน้อง Em นอน
     กำเริบราคเสียวสั่นประหวั่นจิต
     Corset ปลิดปลิวหายกายกระฉ่อน
     Tennessee มีคลื่นในสาคร
     คลอน Cabin สะท้อนสั่นสะเทือน
     เรือกลไฟใหญ่หลีกเข้า Creek น้อย
     ปะฝนปรอยฟ้าลั่นสนั่นเลื่อน
     Captain ใหม่บ่ายหางเสือหัวเรือเชือน
     เบือนเข้าติดตรงตื้นแตกกับตอ

rose4RR

     สักครู่ใหญ่ ท็อปจึงเอนลงพัก ไล่นิ้วไปบนดั้งจมูกโด่งสวยของหล่อน ใจว่าอ้อฝรั่งเขาก็มีวางมัดจำกับคู่หมั้นก่อน
ไปรบเหมือนกันหนอ อากาศเย็นทำให้รู้สึกไม่อ่อนล้า
     "This evening is still early, I don't have to leave you now."     เขาอ้อนขออยู่ต่อ เจ้าหล่อนหลบตายิ้มกว้าง
กระซิบตอบว่า
     "And even though your name is Top, you don't have to be on top all the time." เขาฟังดูเหมือนเป็นคำ
ใบ้อะไรสักอย่างที่จะตามมา
    
     ท็อปดูแจ่มใสเพราะได้รับการปลดปล่อยจากชีวิตที่จมอยู่ในความทุกข์กับพันธะเก่ามานาน เอมิลี่ทำให้ชายหนุ่ม
ได้สัมผัสสิ่งใหม่ อยากให้สงครามยุติเร็วๆ เพื่อจะได้คิดถึงอนาคตสำหรับการดำรงชีพในอเมริกา ทั้งอดภูมิใจมิได้ว่า
คนอย่างเขาสมควรที่จะได้อะไรที่ดีกว่า ผู้หญิงหากินเมืองซิตี้ฟอยท์ เมื่อพบหล่อนต่อหน้าคุณน้า เธอจะทำทีเฉยๆ
เพียงคนรู้จัก แต่ผู้หมู่ก็จัดให้ท็อปออกจากค่ายไปได้เรื่อยๆ

silverado_pat-1
silver-1

     โดยมีเจ้าพอลเท่านั้นที่สงสัย ในกลุ่มนั้นท็อปบอกแต่ไมค์กับรอนเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่หน่อยปากไม่พล่อย
     "เลิกรบแล้ว ฉันเห็นจะมีไอ้ท็อปมาอยู่อลาบาม่าด้วยกันแน่"       รอนอมยิ้ม
      
     เมื่ออยู่กันตามลำพัง ก็ยิ่งเป็นกันเองขึ้นเรื่อยๆ ต่างฝ่ายตั้งใจเอาใส่แก่กันราวกับยอมรับว่าเวลามีอีกน้อยนิด ก่อน
สงครามจะพรากให้จากไปอีก ปรางนั้นนึกยังเป็นห่วงแต่ดูเหมือนเป็นเงาลางๆไปแล้ว
     "ได้ยินว่าการพักรบจะหมดในเดือนหน้า"       หล่อนบ่น ขณะนั่งเป็นเพื่อนท็อปซึ่งอาบน้ำในห้วย เธอฉงนว่าทำไม
คนสยามต้อง bathing เล่นทุกวัน สัปดาห์ละหนก็มากแล้ว ปกติพวกเธอจะใช้วิธี washing ตักน้ำมาเช็ดล้างหน้าแขน
ขา และบริเวณที่จำเป็นทุกเช้าเย็นก่อนนอน ส่วนท็อปนึกถึงฉากพลายแก้วจูงนางพิมมาอาบฝักบัวกันกลางดึกที่นอก
ชานบ้านแล้วจึงว่า
     "ลงมาแช่น้ำด้วยกันนะ Em"      อากาศยามหัวค่ำอบอุ่นขึ้นพร้อมกับป่าเขาผลิตใบเขียวเต็มไปหมด
แต่เอมิลี่ขนลุกเกรียวอยู่ในสายธาร ซบหน้าอยู่กับอกตัวแนบเข้าหากัน ผู้หญิงตะวันตกผิวไม่นุ่มเนียนเท่าน้องปราง
แต่ทดแทนด้วยความสมบูรณ์ของรูปร่าง เขาพาเธอขึ้นจากน้ำดูเธอเช็ดตัวแล้วห่มเสื้อคลุมทับร่างเปลือยเปล่ากลาง
แสงจันทร์ พยายามจดจำทุกส่วนให้มากที่สุด ก่อนจูงมือพาไปนั่งเล่นริมแม่น้ำเทนเนสซี่ ซึ่งผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบ
ระยับ โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าทึบในฝั่งตรงข้าม กลิ่นใบสนฝรั่งหอมอย่างประหลาด เข้าคู่กับอากาศเย็นสบาย
     "ผมจะไม่ลืมเธอและแม่น้ำแสนสวยนี้เลย...."      พูดได้เท่านั้นก็ถูกสาวเจ้าของสถานที่โอบคอลงนอนบนเสื้อคลุม
แล้วจุมพิตไปทั่วหน้า เจ้าชุดชั้นในแบบ Chemise ดูจะเกะกะและไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
    
     คนที่พอรู้ประวัติของท็อปในเวลาต่อมาทราบเพียงว่า น้าของแม่ผมสีทองจับได้ว่าหลานสาวมีสัมพันธ์กับคนนอก
ศาสนา ชาวต่างชาติต่างผิวสี เพียงเท่านี้ก็เปลี่ยนให้ท็อปเป็นบุคคลน่ารังเกียจในครอบครัว และสังคมซึ่งคุ้นเคยกับ
การมีทาสผิวดำ เห็นว่าคนผิวสีอื่นช่างทุเรศ น่าเกลียดชัง ชายหนุ่มกลับมาที่บ้านนั้น แต่ไม่พบเอมิลี่ พวกเพื่อนๆสืบ
ความได้ว่าเธอถูกน้าย้ายไปอยู่เมืองแนชวิลส์เสียแล้ว
 
     "ข้าจะสร้างอนาคตอยู่ในที่ซึ่งเขาเห็นเราเป็นตัวประหลาด และไม่เท่าเทียมกันได้อย่างไร หรือที่รบกันแทบตายนี่
ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์ได้สติปัญญาขึ้นเลย"       ท็อปโกรธจัด เตะเก้าอี้กระเด็นไปกลางห้องกินข้าวของบ้านที่ว่างเปล่า
 รู้สึกปวดร้าวใจ จินตนาการเห็นสาวน้อยผิวขาวงามนั่งแปรงผมสีทองอยู่บนเตียงเช่นที่เคยอยู่ด้วยกัน เขาไม่แน่ใจว่า
รักเธอหรือไม่ แต่การที่ไม่ได้พบกันอีกนั้นแสนสาหัส
     "ทุกอย่างเปลี่ยนไปช้าๆท็อปเอ๋ย อย่าเสียใจนักเลย"    ไมค์และรอนเดินเข้ามาชวนกลับค่าย สงครามให้เวลาน้อย
จริง วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1864 การรณรงค์เพื่อชิงเมืองแอตแลนต้าเริ่มขึ้น ฝ่ายใต้จะต้องพบกับตัวแทนของนาย
พลแกรนท์ ชื่อ นายพลวิลเลี่ยม เทคัมเช่ เชอร์แมน (General William Tecumseh Sherman) ก่อนเคลื่อนทัพท็อปได้
รับจดหมายจากกัปตันดูปองท์ เป็นครั้งแรก

"Nai Top
     ฉันฝากจดหมายของเธอ ไปกับเรืออีกลำหนึ่งที่จะเข้าบางกอก กลับจากเมืองจีนคราวนี้มีข่าวการ
เปลี่ยนแปลงในเอเชียมากอยู่ เมื่อปี ค.ศ. 1863 พวกซามูไรญี่ปุ่นลุกขึ้นต่อต้านชาวตะวันตก เอาปืนใหญ่
ยิงเรือของเราที่ช่องแคบซิโมโนเซกิ  แล้วยังบุกเข้าฟันทูตอังกฤษถึงในบ้าน มีการระดมยิงแก้แค้นจากกอง
เรือรบหลายชาติ และโชกุนยอมแพ้ต้องเสียเงินชดใช้แทบหมดตัว ในจีนการค้าดีมาก ความเจริญแผ่ขยาย
ไปตามอาณานิคมของชาวยุโรป ที่ฮ่องกง กวางเจา และเซี่ยงไฮ้ แต่เรายังไว้ใจรัฐบาลจีนของพระนางใจ
โหดไม่ค่อยได้ ฉันแวะสิงคโปร์ ได้ข่าวจากสยามว่า ฝรั่งเศสชิงเข้ามาอาสาคุ้มครองเขมรและอภิเษก คิงส์
นโรดม เป็นเจ้าก่อนที่คณะข้าราชการสยามจะเดินทางไปถึง มีการซุ่มโจมตีกองทัพสยาม โดยพวกเขมรอีก
ด้วย เห็นทีว่าเขมรจะไปอิงอำนาจฝรั่งเศสเสียแล้ว ที่บางกอกข่าวว่าสงบสุขดีอยู่

     เดินทางคราวนี้ฉันล้มป่วย รู้สึกแก่ตัวลง เห็นจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ขอให้สงครามไร้สาระนี้จบโดยเร็วเถิด
แล้วกลับมาเยี่ยมเราที่บอสตันบ้าง

จอร์จ  ดูปองท์"
     กัปตัน S.S. New Holland

r flow

ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com