Home

ดาบซามูไรไหมจีน
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
กลับลุ่มเจ้าพระยา
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
Tsunami-1

ภาพชื่อ  ซึนามิ  ฝีมือท่าน โฮกุไซ ปรมาจารย์ศิลปะภาพพิมพ์บล็อกไม้แกะสลัก ถูกนำมาเริ่มเรื่อง เปรียบดั่ง
สถานการณ์ในญี่ปุ่นขณะที่ท็อปมาถึง ยังคงปั่นป่วนตามกระแสปฎิรูป เสมือนเรือน้อยที่ถูกโยนตามคลื่น

เมืองนางาซากิ : ปลาย มกราคม ค.ศ. 1872
     การข้ามมหาสมุทรด้วยเรือกลไฟ สะดวกรวดเร็วกว่าเรือกำปั่นใบสามเสา ครั้งหนีจากบางกอกเมื่อ 10 ปีก่อนมาก
นอกชายฝั่งญี่ปุ่น หมู่เรือล่าปลาวาฬอเมริกัน แล่นสวนทางออกมาหลังเติมถ่านหินที่ท่าเรือตามข้อตกลงซึ่งนายพลเรือ
เพอรี่ (Commodore Matthew Perry) ใช้ "เรือดำ" (Black Ship) บังคับโชกุนเปิดประเทศในปี ค.ศ. 1853 ที่นี่ท็อปพบ
ตนเองยืนบนฝั่งทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางความหนาวเย็นและโกลาหลของคนงานท่าเรือนางาซากิ เขารีบจ้าง
คนแบกหีบของส่วนตัวตรงไปสถานกงสุลอเมริกันทันที
     "โอ้.... นึกไม่ถึงว่าจะพบคนเอเชียถือสัญชาติเรา เพิ่ม อีกคนหนึ่ง ถ้าคุณอยากเที่ยวในญี่ปุ่นละก้อ ควรมีเจ้าถิ่นนำไป"  
ท่านกงสุลร่างอ้วนยื่นหนังสือที่เขียนให้ท็อป  "คุณดูปองท์ ต้องรู้ไว้นะว่าชาวญี่ปุ่นเกลียดชังชาวตะวันตกอยู่ในใจ เขา
รอท้าสู้ ถ้าวันหนึ่งเขาพร้อม แต่ เอ... คุณเป็นคนเอเชียด้วยกัน เห็นจะพอเอาตัวรอดหรอก"
     "หนังสือนี่ถึง....."   ท็อปรับมาอย่างงงๆ
     "ถือนี่ไปพบนาย โจเซฟ เฮโกะ (Joseph Heco) เขาแปลงเป็นอเมริกันเหมือนคุณ อาจช่วยได้ ผมจะให้เด็กรับใช้พาไป"
     ชายไทยสัญชาติอเมริกัน ฝ่าละอองหิมะ ไปรอในอาคารไม้แห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มออกมารับหนังสือ แล้วใช้ภาษาใบ้
เชิญนั่งจิบชาเล่นก่อนหายตัวไป ท็อปรอกว่าครึ่งชั่วโมง สายตากวาดไปรอบห้องพลางคิดในแง่ดีว่า
     'นายเฮโกะคงยังไม่ว่าง เดี๋ยวน่าจะมา'     พลันแว่วเสียงเครื่องกลอยู่หลังอาคาร
     "คุ้นหูจริง"   เขารำพึง มีเสียงคนโต้เถียงกันสอดขึ้น จึงถือวิสาสะเดินไปข้างหลัง ซึ่งกลายเป็นโรงพิมพ์หนังสือ
เจ้าหนุ่มที่ออกมารับเขาหน้าตาเลอะน้ำมันพยายามซ่อมอะไรสักอย่างใต้แท่นพิมพ์ และกำลังโต้เถียงกับเพื่อน ท็อปยิ้ม
ทักพลางสำรวจไปรอบๆ เจ้าสองคนนั้นหยุดมองฉงน
     'นี่คงเตรียมพิมพ์หนังสือภาษาญี่ปุ่น'   เขาหยิบตัวพิมพ์ขึ้นอ่าน แล้วทำสัญญาณว่า   
     'เงียบเสียทีเถอะ เรื่องง่ายๆ'    ในใจนึกตินายเฮโกะที่ไม่ได้สอนวิธีใช้แท่นไว้ดีนัก ไม่ช้าเจ้าสองคนจึงยิ้มออก เมื่อ
เครื่องเริ่มทำงานตามปกติ
     "อาริกาโต้ โกไซมัสสึๆๆ"    มันโค้งแล้วโค้งอีกจนท็อปรำคาญ
     "ผมขอโทษที่ทำให้รอนาน"     เสียงทักทายเป็นภาษาอังกฤษชัดเจน เปล่งมาจากชายญี่ปุ่นผู้มีอายุราว 30 เศษ
ไว้ผมสั้นสวมเสื้อกางเกงอย่างฝรั่งเดินเข้ามาคำนับ   "คุณดูปองท์ ผมไม่ยักทราบว่าสยาม ก็มีคนไปถึงอเมริกามาแล้ว"
     "ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งที่ได้พบชาวญี่ปุ่นสัญชาติอเมริกันคนแรก"    ท็อปโค้งตอบ
     "คุณดูจะคุ้นเคยกับอุปกรณ์นี่นะ"
     "ผมเคยเป็นช่างเรียงพิมพ์ที่ฟิลาเดลเฟีย แท่นพิมพ์เครื่องนี้คล้ายกับรุ่นที่ผมใช้"

Nagasaki

เมืองนางาซากิ เปิดรับฝรั่งในปี ค.ศ. 1859 จากเมืองท่าเล็กๆใต้สุดของญี่ปุ่น  มีพลเมือง 40,000 คน
กับพ่อค้าฝรั่ง 300 คน ได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ มีการค้า การลักลอบออกไป
ศึกษานอกประเทศ และ แอบนำอาวุธเถื่อนส่งให้แก่ซามูไรที่แข็งข้อกับระบอบโตกูกาว่า

 ในภาพถนนโออุระที่ตั้งกงสุลต่างประเทศที่ท็อปเคยเดินทางมาถึง  เขาพบว่าชาวนางาซากิซึ่งคอยหลบ
ซ่อนการกวาดล้างพวกถือศาสนาคริสต์ ของโชกุนโตกูกาว่าถึงสองร้อยปี เดี๋ยวนี้กลับเปิดเผยได้ คนเข้ารีต
นับพันคน โบสถ์บาทหลวงจากอเมริกาเข้ามาแทนพวกโปรตุเกส ชาวนางาซากิชินต่อความหลากหลาย
ของภาษา ศาสนา และ วัฒนธรรมต่างชาติจึงนำการปฎิรูปก่อนเมืองอื่น

     "นางาซากิมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมานานแล้ว เราพยายามเผยแพร่ข่าวสารด้วยภาษาญี่ปุ่นบ้าง ต่อไปจะเริ่ม
พิมพ์ตำราตะวันตกที่แปลใช้กัน อ้อ...ผมมาช้า มัวค้นข่าวนี้มาฝาก"   ว่าแล้วก็ยื่นหนังสือพิมพ์เก่าภาษาอังกฤษชื่อ
สเตรทไทมส์ จากสิงคโปร์ให้ เขาชี้ไปที่ข่าวเล็กๆ ว่า

     "Young King Chulalongkorn of Siam paid his first official visit to the British India."
     กันยายน ค.ศ. 1871

     "นี่เป็นข่าวใหญ่จากสยามในรอบ 10 ปี เชียวครับ"     ท็อปอ่านข่าวซ้ำแล้ว ซ้ำอีกให้หนำใจ  "พระเจ้าอยู่หัวองค์
ใหม่เสด็จดูงานที่อินเดีย เพื่อกลับไปพัฒนาสยาม ผมได้ยินว่าพระองค์ทรงครองราชย์หลังสมเด็จพระจักรพรรดิเมอิจิ
เพียงปีเดียว" 
     "งั้นรึ ทรงทำถูกแล้ว เพราะการพัฒนาให้ทันฝรั่งเท่านั้นจะทำให้เรารอด"    เฮโกะแสดงสีหน้าพอใจที่รู้ว่าคนแปลก
ถิ่นสนใจในพระจักรพรรดิของเขาพลางโอ่ว่า
     "ที่ญี่ปุ่นปีนี้ เราจะแปลงประเทศอย่างพลิกแผ่นดินทีเดียว"
     ท็อปเห็นได้ช่องรีบเข้าเรื่อง   "การเปลี่ยนแปลงของพวกท่าน เป็นเหตุให้ผมแวะมาก่อนกลับสยาม ท่านน่าจะช่วย
ชี้แนวทางแก่ผมได้ในอนาคต ผมขอร้องท่านช่วยพาไปเอโดะ เกียวโต ให้เห็นกับตา"
     เฮโกะพากลับมาห้องรับแขก แล้วนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ คำขอของแขกต่างถิ่นถ้าจะไม่ง่ายเสียแล้ว เขาลอบสังเกตท็อป
ตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นกิริยาเดินนั่งเต็มไปด้วยความนอบน้อม ถ่อมตน ดุจน้องผู้อ่อนวัยพึงแสดงต่อผู้อาวุโสกว่า ปราศ
จากความก้าวร้าวเหมือนคนที่ผ่านแดนตะวันตกมานาน เจ้าหนุ่มนี่ต้องเป็นคนมีการศึกษาและพื้นเพดีพอตัว
     "แต่คุณไม่ใช่ข้าราชการสยามนี่นา จะรู้ไปทำไมกัน"   
     ท็อปก้มคำนับติดพื้น ใจนึกท้อว่าเฮโกะอาจไม่มีเส้นสายในวงราชการพอ เฮโกะเห็นแล้วถอนใจ แม้จะคุ้นกับฝรั่ง
เขาก็ไม่ทิ้งนิสัยญี่ปุ่นที่ปฏิเสธคนไม่เป็น และจะลองก่อนเสมอว่าพอทำให้ได้เพียงไหน
     "เอาละๆ จะลองหาคนให้ ผมไปเองไม่ได้ เพราะงานที่โรงพิมพ์เพิ่งเริ่มแล้วยังมีกิจการค้าอื่นอีก ขอแนะว่าควรอยู่เ
มืองนี้สัก 1 เดือน คลายหนาวก่อนจึงค่อยเดินทาง"
     "ขอขอบคุณท่านล่วงหน้า"     คำนับอีกหนแล้วชี้ไปทางเครื่องพิมพ์    "สิ่งที่ท่านทำนี้น่าสรรเสริญนัก เอาความ
ชำนาญจากนอกมาถ่ายทอดให้บ้านเกิดเมืองนอน ผมเองทนอยู่อเมริกาต่อไปไม่ไหวอยากกลับมาช่วยทางบ้านเช่นกัน"
     เฮโกะซัง ยิ้มออกเหมือนมีใครมาจี้อุดมการณ์ของตน เขาตั้งใจแล้วว่าจะช่วยเจ้าหนุ่มคนนี้
     "นี่มันยุคของเรา คนหนุ่มที่มุ่งมั่นเพื่อแปลงบ้านเปลี่ยนเมืองให้ทันชาวตะวันตก"    แล้วสายตามาหยุดที่นิ้วกุดๆ
 ของท็อป   "ว่าแต่ท็อปซัง คุณคงบอกผมไม่หมดหรอกนะว่า ไปทำอะไรในอเมริกาตั้ง 10 ปี"
     "ผมเป็นพลเมืองธรรมดา"
     "ลองบอกเถิดน้องชาย เรามันพวกเดียวกัน"
     "ผมเป็นทหารอาสาของฝ่ายเหนืออยู่ 3 ปี เคยรบที่ศึกแอนทีทั่ม และเก็ตตี้สเบริก จนบาดเจ็บขณะเตรียมเข้าตี
แอตแลนต้า เคยทำงานห้างขายอาวุธในนิวยอร์ก ล่าสุดเป็นพรานล่าควายป่าใน แคนซัส"
     " !!! "
     "ผมเองยังไม่ทราบเกี่ยวกับท่านเลยครับ"    ท็อปรู้สึกว่าตัวเราไม่เบาทีเดียว จึงย้อนถามบ้าง
     "ผมเคยเรือแตก พวกกะลาสีอเมริกันช่วยไว้นำไปซานฟรานซิสโก นายพลเรือเพอรี่ พาผมกลับมาส่งพร้อมกองเรือ
ดำ แต่ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าทิ้งบ้านเกิดไปเรียนต่อที่บัลติมอร์ดีกว่า พออีตาทาวแซนด์ แฮ
ริสมาเป็นทูต ผมจึงเริ่มอาชีพล่ามให้พวกกงสุล และปี ค.ศ.1862 ได้พาตัวแทนโชกุน เข้าพบประธานาธิบดีลินคอล์น
ครั้งนึงนะ"
" !!! "
     เฮโกะซังตีหน้าตายได้เก่งมาก เพียงเท่านี้ท็อปรู้สึกตัวเองเล็กจิ๋วลง พลางก้มมองนิ้วกุดๆ ของตนว่าทำไมฟ้ายัง
ส่งให้มีนาย เฮโกะ มาเกิดอีกนะ
 
วีรบุรุษก๊กซัทซึมะ
     เขาถูกจัดให้พักในโรงเตี๊ยมเรียวคัง ถัดจากโรงพิมพ์เล็กน้อย และเดินไปช่วยงานได้ทุกวันบ่อยครั้ง โจเซฟ เฮโกะ
ชวนมานั่งจิบสาเกกันต่อจนค่ำก่อนจะล่ำลาด้วยอาการเมาเป๋ทั้งคู่ การสนทนาอย่างกันเองนี้นับว่าได้ความรู้เรื่องปฏิรูป
ได้ดีมาก แถมช่วยให้เข้าใจคำง่ายๆ และ ธรรมเนียมท้องถิ่นก่อนเริ่มเดินทาง
     "คืนพรุ่งนี้ไปกินข้าวที่บ้านหุ้นส่วนของผม คุณมีชุดกิโมโนแล้วนี่"  เฮโกะจิบสาเกตบท้ายอีกจอก
     "ผมจะยืมม้ามาให้ขี่"
บ้านที่ไปนี้สร้างอย่างฝรั่ง ตั้งอยู่บนเนินมองเห็นเมืองและรอบอ่าวนางาซากิได้ชัดเจน เจ้าของบ้านชาวอังกฤษรีบออก
มาต้อนรับทันที
     "ผมชื่อ โทมัส โกรเว่อร์ (Thomas Glover) ยินดีที่ได้รู้จัก"
     ท็อปรีบสัมผัสมือ     "ท็อป ดูปองท์ครับ บ้านคุณสวยเหลือเกิน"
     "เป็นบ้านฝรั่งหลังแรกในญี่ปุ่นเชียวละ เชิญที่ห้องทานข้าวดีกว่าแขกอีกท่านรออยู่ คงหิวแล้ว"
     แขกคนที่โกรเว่อร์ว่านี้ เป็นพ่อค้าชาวญี่ปุ่นสวมกิโมโนชุดใหญ่อย่างออกงาน พร้อมเสื้อคลุมสีดำครึ่งท่อนที่เรียกว่า
มอนสุกิ  (Montsuki) มีตราประจำตระกูลวงกลมเล็กบนหน้าอกทั้งซ้ายขวา กำลังโบกพัดอย่างหงุดหงิด เขามองท็อป
ด้วยสีหน้าบึ้งตึง เมื่อถูกแนะนำตัว
     "ท่านโกได โตโมอัทซึ (Godai Tomoatsu) นี่คือ ชาวสยามที่เรากล่าวถึงเมื่อวันก่อน"
     โตโมอัทซึ พยักหน้าแล้วเฉย ระหว่างรับประทานมีการหารือทางธุรกิจด้วยภาษาญี่ปุ่น มิสเตอร์โกรเว่อร์พูดได้คล่อง
และหันมาอธิบายสั้นๆเพื่อรักษามารยาท ซึ่งท็อปเข้าใจเอาเองว่า ไม่ค่อยสำคัญนัก พอให้คนนอกอย่างเขารู้ได้ เมื่อ
ซุปเห็ดยาวๆสีขาว ไก่อบและผลไม้ถูกยกออกไปจากโต๊ะแล้ว เด็กรับใช้จึงเอาเหล้าเชอรี่รสหวานอย่างดีจากเมืองเฮเรส
ประเทศสเปนมาเสริฟในแก้วใบเล็กทรงสูง ทันใดนั้นนายโตโมอัทซึ ผู้เคร่งครึมและไม่ปริปากกับเขาสักคำ หันมาเอ่ย
เป็นภาษาอังกฤษช้าๆ ว่า
     "คุณคงพอปรับตัวเข้ากับการกินอยู่ของเราได้แล้ว หลังจากเกือบเดือนเต็ม"

Glover Mitsubishi-1
Glover House

ซ้าย – บ้านทรงฝรั่งหลังแรกในญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมือง
 ขวา - นาย โกรเว่อร์ถ่ายคู่กับผู้ก่อตั้งบริษัทมิตซูบิชิ ร่วมกันลงทุนทำอู่ต่อเรือ จนเติบโตกลายเป็นบริษัทขนาดยักษ์
อู่แห่งนี้ได้สร้างเรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น 2 ลำ คือ เรือยามาโต้ และ มูซาชิ เข้าร่วมรบในสงครามโลก
ครั้งที่ 2 น่าเศร้าที่ลูกหลานของเขาต้องขายบ้านหลังนี้แก่บริษัทมิตซูบิชิ เพราะเป็นจุดที่มองเห็นการต่อเรือมูซาชิได้
ชัดเจนเกินไป โกรเว่อร์ยังได้เริ่มตั้งโรงกลั่นสุรา ที่ต่อมาคือยี่ห้อกิริน (Kirin) จนลือกันว่าตราเหล้ายื่ห้อชายหนวดโง้งนี้
ก็คือหนวดของเขานั่นเอง

     ท็อปประหลาดใจมากที่พ่อค้าหนุ่มใหญ่ผู้นี้รู้ภาษาต่างประเทศ รวบรวมสติตอบว่า
"ท่านคงนึกไม่ออก คนที่ไม่ได้ทานข้าวสวยมาเกือบ 10 ปี จะดีใจเพียงไหน ที่ได้ลิ้มรสอีก"
     ชาวญี่ปุ่นทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน พ่อค้าผู้นี้ชิงตอบคำถามในใจของท็อปก่อนถูกถาม
"คนรุ่นผมกระหายจะรู้จักโลกภายนอก ระบอบโตกูกาว่าบังคับให้พวกเราหลายคน หนีออกจากประเทศไปศึกษาวิชาการ
หรือไม่ ก็ต้องซุ่มอยู่ตามชนบทเพื่อเรียนกันเองจากตำราที่ลักลอบเข้ามาจากฝรั่ง"
     "คุณดูปองท์ จะได้พบข้าราชการอดีตซามูไร รุ่นหนุ่มหัวรุนแรงอีกหลายคน ที่รู้ภาษาอังกฤษพอใช้ ผมเองยัง
ศรัทธาแอบส่งซามูไรบางคนไปเรียนวิชาต่อเรือที่เมืองอาเบอร์ดีน บ้านเกิดที่สก็อตแลนด์"   มิสเตอร์โกรเว่อร์ว่าแล้ว
ขยิบตากับโกได
     "ผมทราบจากเฮโกะซังว่า ซามูไรเหล่านี้ก่อหวอดกันเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ในสำนักดาบบางแห่ง แต่ตัวท่านเป็นพ่อค้า
ยังมีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาจากตะวันตกด้วยหรือครับ"
พูดออกไปแล้วใจหายวาบ เกรงโกไดโกรธ เพราะตระหนักดีกว่า การแบ่งชั้นวรรณะในสังคมญี่ปุ่นของระบอบโตกูกาว่า
นั้น ซามูไร ชาวนาและช่างฝีมือ มีสถานะทางสังคมสูงกว่า พ่อค้าร่ำรวยแต่ต่ำต้อยนัก จึงรีบแก้ตัวว่า   "ผมเองถ้าอยู่
สยามก็เป็นแค่ไพร่ ไม่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ เลย"     
     "คุณดูปองท์มั่นใจหรือว่าท่านโตโมอัทซึ เป็นพ่อค้าโดยกำเนิด"    มิสเตอร์โกรเว่อร์สอดขึ้น
"ผมไม่อยากเดา แต่ท่านดูกิริยาองอาจ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนพ่อค้าตามตลาดเลย"
     โกได โตโมอัทซึ ทำเสียงฮือๆ ในลำคอ  "ช่างสังเกต ผมเกิดในตระกูลซามูไร แต่พวกเราทุกวันนี้หมดสถานะลงแล้ว
ต้องทำมาหากินกันเอง ดาบเหน็บไว้แค่ประดับบารมี คุณคงอยากถามต่อว่า ถ้าลำพังซามูไรมีความรู้แบบตะวันตก
แต่วรรณะอื่นยังโง่อยู่ จะมีประโยชน์อันใดเล่า กลุ่มเจ้านายเราในรัฐบาลตระหนักดีและต้นปีนี้เราจึงเข็น พระราชบัญญัติ
การศึกษาภาคบังคับ
ออกใช้ ตำราถูกแต่งใหม่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกโรงเรียน เด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป จะต้องเข้า
เรียนอย่างน้อย 16 เดือน"
     เฮโกะ เสริมว่า   "อีกไม่ช้าก็จะมีนักเรียนระดับมหาวิทยาลัย เรายังขาดอาจารย์ในทุกแขนงวิชา ดังนั้น เจ้านายของ
เรากำลังพานักเรียน 60 คน เดินทางรอบโลก (Iwakura Mission) เพื่อสรรหาความรู้ที่จะมีประโยชน์มาปรับปรุง เศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม กฎหมาย การทหารและการเมือง"

Godai_Tomoatsu
Iwakura mission

     ท่านกิโด ทากาโยชิ (นั่งซ้ายสุด ในภาพซ้าย) เจ้านายซามูไรก๊กโจชู หนึ่งในสามเสือในการล้มโตกูกาว่า ที่มินามิพูดถึง
ในเรื่อง กำลังพานักเรียน 60 คน เดินทางรอบโลก (Iwakura Mission) เขาหนุนให้จักรพรรดิทรงเร่งใช้รัฐธรรมนูญแบบ
อังกฤษสำเร็จ แต่พรรคพวกก๊กเดียวกันกลับเบนแนวคิดไปตั้งรัฐบาลสไตล์เผด็จการแบบเยอรมัน
     ภาพขวา โกได โตโมอัทซึ ผู้แอบลงเรือไปเรียนถึงสก็อตแลนด์ ต่อมาได้ก่อตั้งตลาดหุ้นและ ม. หอการค้าแห่งเมือง
โอซาก้า ขึ้น ผู้เขียนขออภัยยิ่งที่ไม่สามารถหาภาพของนายโจเซฟ เฮโกะมาลงในที่นี้ได้

     "วิธีการของพวกเลือดแรงในรัฐบาลนี้ออกจะแปลก"     โกรเว่อร์อดวิจารณ์ไม่ได้    "เหมือนคนถูกกดดันในกรอบมา
นาน พอมีอำนาจบริหารก็เร่งตะลุยกึ่งบังคับเอาทีเดียว"
     "แล้วไง"     ซามูไรในคราบพ่อค้าซัก
     "ไอ้การศึกษาก็ดีอยู่ละแต่แนวคิดสร้างคนให้หันซ้ายขวาได้ตามสั่งนี่เผด็จการ ดูอย่างปีที่แล้ว ตั้ง กระทรวงชินโต
(Ministry of Shinto)
ทำเหมือนกระทรวงวัฒนธรรม สอนให้คนภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิ แฝงด้วยว่าการทำตามรัฐบาล
สั่งก็เหมือนการสนองพระคุณต่อพระองค์ท่าน อีกหน่อยเห็นจะบอกให้ไปตายแทนได้ ผมเกรงว่าการจลาจลในชนบท
จะลุกลาม เพราะกระทรวงนี้ใช้อำนาจยึดที่ดินธรณีสงฆ์ในศาสนาพุทธ ซึ่งคอยคัดค้านการปฏิรูป"
     "เราทนรอให้เปลี่ยนทีละน้อยไม่ได้หรอก โกรเว่อร์ซัง"  โกไดแย้ง   "รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าประเทศ
นี้ต้องรวยขึ้น และมีกองทัพที่แข็งแกร่ง (Rich Country Strong Army) นโยบายนี้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนในทุกเรื่อง
ปัญหามีว่าถ้าขืนชักช้า ความทุกข์ยากจะตกแก่ชาวบ้านอีกรอบ เรามีแต่ชาวนา ชาวประมง และซามูไรตกงาน ฝรั่ง
ก็จะได้ทีเข้ามาสูบทรัพยากรราคาถูกแลกขายของแพงให้เราหมดตัว"
     "ก็น่าเห็นใจ"     โกรเว่อร์ยอมรับ   "เดี๋ยวนี้ผ้าเมืองแมนเชสเตอร์ ทอจากฝ้ายชั้นดี ปลูกที่อินเดีย หาซื้อได้ทั่วเอโดะ
สินค้าจากยุโรปทันสมัย ถูกใจชาวบ้านมาก ของนำเข้ามีมากกว่าของที่ญี่ปุ่นส่งขายถึง 2 ใน 3 ส่วน ของญี่ปุ่นที่ราคา
ถูกกว่าตลาดโลก เห็นจะมีแต่ทองคำ ฮ่ะๆ ฝรั่งเข้าแถวซื้อตุนไว้ขายนอกประเทศ อีกหน่อยคงแย่แน่"
     "เราอยากผลิต ปูน เหล็ก ต่อเรือ ทำอาวุธเอง เอกชนอย่างผมไม่มีเงินพอ รัฐบาลเริ่มเข้ามาช่วยถือหุ้นอุตสาหกรรม
หนัก
แล้ว ขืนคอยแต่ซื้อจากนอกจะแข็งแรงได้อย่างไร"    เฮโกะ อธิบายต่อ
     "ญี่ปุ่นเหมาะทำอุตสาหกรรมครับ เขามีถ่านหินเหลือเฟือ นี่เราสามคนก็มีหุ้นในเหมืองเก่าของท่านไดเมียว ผมค้า
ขายอย่างเดิมไม่ไหวขาดทุน เพราะเมืองท่าใหม่ๆ อย่างโยโกฮาม่า แย่งเรือสินค้าจากเมืองนี้เกือบหมด"    เจ้าของห้าง
Glover Trading Company บ่น
     "ถ้าคุณจะพัฒนาสยาม อย่าทิ้งการศึกษา มันสำคัญมาก โชคดีว่าวัดพุทธของญี่ปุ่น ผลิตชาวบ้านที่รู้หนังสือไว้มาก
เห็นจะเกือบครึ่งของคนทั้งชาติ แบบนี้ก็ง่ายขึ้น"    อดีตล่ามย้ำ จริงซิท็อปไม่รู้เลยว่าวัดในสยามสอนหนังสือคนไทยได
้สักเท่าใด โกไดเห็นช่องจึงแหย่กระทบหุ้นส่วนต่างชาติเล่นว่า
     "คนของคุณต้องรู้เท่าทันฝรั่ง เกลียดเขาแล้วไปท้ารบก็ตายเปล่า สักวันหนึ่งสยามอาจมีฝรั่งอย่างโกรเว่อร์ซังเข้ามา
ค้าขาย แล้วก็คบคิดกับพวกหนุ่มหัวทันสมัยแบบคุณ ชวนกันไปดูโลกภายนอกอันแสนก้าวหน้าของยุโรปว่า เพื่อนรัก….
.อย่ากระนั้นเลย ผมจะหาอาวุธดีๆ เข้ามาช่วยเร่งปฎิรูปเสียที ลงท้ายฝรั่งใจกว้างก็จะร่ำรวย ขณะที่เราเข้าบริหารประเทศ
ที่กำลังถังแตก"
เฮโกะ ช่วยแหย่ต่อว่า   "ปฏิรูปไม่เสร็จเกิดจลาจล ก็เรียกเรือปืนมาแทรกแซงหรือยึดเมืองไปเฉยๆ เพราะเราขาดกองทัพ"   
ถึงตอนนี้โทมัส โกรเว่อร์ ลอบค้อนให้ก่อนพ่นซิก้าร์ปุ๋ยๆ
     "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเปิดประเทศตามฝรั่งยากเช่นไร ถ้าคุณไม่พร้อม ใช่ญี่ปุ่นปีนี้อ่วมเลย ผมฟังมาว่าคุณ
ต้องการคนนำทาง ผมจะจัดให้คนหนึ่ง เอาที่รู้ภาษาอังกฤษ"    โกได หันไปพยักหน้ากับเด็กรับใช้ให้นำชายหนุ่มร่าง
ผอมไว้ผมเสย ยาวผูกรวบไว้ข้างหลัง เหน็บดาบคู่ครบชุดเดินเข้ามาคำนับ
     "นี่คือ มินามิ เขาจะพาคุณไป เอโดะ และ เกียวโต"    โกไดหันมาสั่งการก่อนรวบพัดเก็บที่สายคาดเพื่ออำลา  "เอ็ง
คอยสืบเรื่องไอ้โตชิที่เกียวโตด้วย บอกให้มันใจเย็นลงหน่อยเถิดวะ" 
     "ไฮ้…..."   

     การเดินทางไปโยโกฮาม่าใช้เรือสำเภาแบบเก่าฝ่าคลื่นลมเย็นจัดไม่สบายเสียเลย ท็อปแลกเหรียญดอลลาร์เม็กซิกัน
เป็นเงินท้องถิ่นเพื่อจ่าย มินามิล่วงหน้าบางส่วน ที่เหลือฝากกับเฮโกะ เจ้ามัคคุเทศก์ขี้อาย ไม่ช่างพูดเอาแต่นั่งมอง
ยอดคลื่นเฉยๆ
     "มินามิ ต้องเดินทางกับผมไม่ห่วงลูกเมียดอกหรือ"      เขาพยายามง้างปากเจ้านี่ให้พูด มินามิ ส่ายหัว ปั้นภาษา
อังกฤษอยู่นาน กว่าจะหลุดออกมาได้ว่า
     "อ้า….เคยคิดจะมีแต่เขาไปชอบคนอื่น..ชิชิ…ฮาหะ (พ่อแม่ของผม)….ตายหมดแล้ว….เอ่อ"
     "แล้วอยู่ได้อย่างไร"    ท็อปรุกต่อ
     "ทำงาน….ให้ห้างของท่าน โตโมอัทซึ ไปวันๆ…."    ท็อปรอ พูดต่อเสียทีซิโว้ย
     "ลำบาก…. เป็นซามูไรเคยได้ข้าวสารกับเบี้ยหวัดพอเลี้ยงตัว…เน๊ะ ท่านไดเมียวกลับยกเมืองถวายคืนองค์
พระจักรพรรดิ….. เลยไม่มีอะไรทำ เรามันเป็น…ง่า….ชั้นผู้น้อย"    มินามิแอบถอนใจ
     "ไดเมียวที่ว่าและครอบครัวคุณเป็น ก๊กอะไร ตอนล้ม โตกูกาว่า"
     "เราเป็นก็กโจชู (Choshu) หลายชั่วอายุแล้ว อ้า…พ่อและปู่เกลียดโชกุนมาก…เน๊ะ ท่านคว้าดาบเดินไปถาม เจ้า
เมืองทุกปีว่าปฎิวัติไหม"     มินามิคว้าดาบขึ้นมากอดทั้งฝัก
     "เกลียดขนาดนั้นเชียวหรือ"
     "ไฮ้ โซ-เดส…ตอนเด็กๆ ย่าให้ผมนอนเอา….อ้า….ไฮ้….ใช่ เอาตีนชี้ไปที่เอโดะเลย"    เขาชี้ไปทิศที่โตเกียวตั้งอยู่   
"ท่านว่าโชกุนเอาอำนาจจักรพรรดิไปใช้ผิดๆ"
     ท็อปประหลาดใจในความพยาบาทของคนชาตินี้ เขาดูจริงจังกันเหลือเกิน ขนาดพม่าเผาเมืองเสียเรียบไม่เห็น
คุณแม่บอกให้เอาตีนชี้เมืองพม่าเลย
     'ชักอยากรู้แฮะ ตอนปฎิวัติคิดว่าโชกุนยอมคืนให้โดยสงบซะอีก'   จึงชวนคุยต่อ
     "พ่อผมละตัวดี ท่านร่วมทัพของท่านไดเมียวไปบีบโชกุนให้ไล่ฝรั่งออกเร็วๆ ท่านว่าโชกุนกลัวเรือดำเกินไป ตอนนั้น
ผมเป็นแค่ๆ…. นันเดซุก๊ะ (อะไรวะ)…ไฮ้…ซามูไรฝึกหัด"     มินามิ นึกคำว่าฝึกหัดเป็นภาษาอังกฤษอยู่ตั้งนาน 
"พวกเราใจร้อนเลยขนปืนโตที่สะสมไว้ ยิงเรือฝรั่งที่ช่องแคบชิโมโนเซกิ เราคิดโง่ๆ ว่า พวกนั้นจะยอมถอยเมื่อเห็นเจ้า
ของบ้านรังเกียจ"
     ท็อปตื่นเต้น นึกได้ว่ากัปตันดูปองท์ ผู้ล่วงลับเคยเขียนหนังสือถึงเขาเรื่องการปิดช่องแคบนี้
     "เปล่าเลย โนๆ มันยกกลับมา คราวนี้มีทุกชาติ รุมยิงป้อมยับเยิน พ่อผมบาดเจ็บทั้งอยู่ในชุดนักรบโบราณ ผมและ
เพื่อนๆ ช่วยกันแบกร่างท่านหนีการล่าของทหารนาวิกโยธิน ฝรั่งเศสกับเยอรมัน"
     "เสียใจด้วย คุณคงโกรธมาก"    เขาเห็นซามูไรหนุ่มหน้าสลดลง
     "ผมเผาร่างท่านใกล้ป้อมนั้น ความรั้นของนักรบญี่ปุ่นยุคโบราณ ถูกเผาไปพร้อมกัน ยอมรับละว่ากลัว จากนั้นซามูไร
ในก๊กยอมเบาเสียงลง มุ่งเปลี่ยนโชกุน เชิญจักรพรรดิมาแทนเสียก่อน เราต้องแก้ที่ตัวเราก่อน ผมรบจริงๆ ครั้งแรกที่
ตำบลฟูซิมิ คู่ต่อสู้คือทหารของโชกุน ฝึกโดยพวกฝรั่งเศส"
     "ท่านโกได เอากับเขารึเปล่า"    ท็อปสงสัยเพราะโกรเว่อร์พูดเป็นปริศนาไว้หลายอย่าง
     "ไฮ้ ท่านโกได เป็นก๊กซัทสุมะ (Satsuma) ถูกตามตัวจากถ้ำที่ซ่อนมาร่วมทัพ"
     'นั่นประไร!!!.... นึกไว้ไม่ผิด'
     "ทัพโจชูจัดใหม่ยอมรับสามัญชนทั้งพ่อค้า ชาวนามาเป็นทหาร เรียกว่า เหล่า โชไท (Shotai หรือ Irregular
Commoner Militia)
แรกๆ เราขาดปืน….."      มินามิหยุดหอบก่อนเล่าต่อ    "ความขัดสนนี้ทำให้ทั้งสองก๊ก รวมใจ
เป็นหนึ่งเดียวได้"

Landing

นาวิกโยธินฝรั่งยึดปืนใหญ่ก๊กโจชูที่ป้อมคาโกชิม่า

     "โกได สนิทกับนายโกรเว่อร์มานานหรือยัง"
     "ไฮ้….เคยแอบลงเรือไปอิกงิริซึ สึก๊ตโตะรันโดะ (อังกฤษ สก๊อตแลนด์) ยังเอารถไฟคันแรกกลับมาวิ่งให้ดูที่นางาซากิ
เลย โกไดเข้ามาช่วยเป็นตัวแทนก๊กซัทสุมะ ขอนายโกรเว่อร์แอบสั่งปืนชั้นดีเข้ามาให้เรา 7-8 พันกระบอก แอบซื้อเรือรบ
แบบฝรั่งด้วย จะหาอาวุธอะไร โกรเว่อร์หาให้ได้หมด"  
     "เป็นอย่างนี้นี่เอง คุณใช้คาตานะ เล่มนี้รบด้วยไหม น่าภูมิใจนะ"     ท็อปขอรับมาถือไว้ มินามิ พยักพเยิดให้ชัก
ออกมา คมดาบวาววับ นี่ไงล่ะ ความงามและความน่ากลัวที่อยู่คู่กัน
     "โอ๊ย ใครเขาใช้กัน"   เขาโบกมือปฏิเสธไหวๆ   "ผมใช้ปืนกระสุนมินิเย่ร์แล้ว พวกทหารโชกุนเขาเก่งกว่าเรื่อง…..
ปืนโต นี่ถ้าสองก๊ก ไม่จับมือกันคงชนะลำบาก"
     "ผมเคยเอาดาบจากสยามมารบในอเมริกา แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ปืนเป็นหลัก ชักอยากได้สักเล่มแล้วนะ มินามิ"   
มินามิ ยิ้มตามประสาคนญี่ปุ่นที่ชอบทำให้นึกว่าไม่ปฏิเสธ ทันใดฟ้าอันมืดมัวเปิดสว่างขึ้นชั่วนาทีนั้น แลเห็นยอด
ภูเขาไฟฟูจิ โผล่เหนือปุยเมฆ
     "ถ้าวาดรูปเป็น คงได้เก็บภาพนี้ไว้ดูตอนแก่"    ท็อปเปรย
     "ผมมีวิธีดีกว่าวาดรูปอีก แล้วจะหาภาพแบบนี้มาให้"    มินามิดูเป็นกันเองขึ้น

ทหารรักษาองค์จักรพรรดิ

โตเกียวหรือเอโดะ ได้เป็นเมืองหลวงก่อนท็อปมาถึงเพียง 3 ปี เมื่อหัวหน้าซามูไร ก๊กซัทซึมะ ชื่อ ไซโก้ ทากาโมริ
(Saigo Takamori)
ยกทัพไปบังคับโชกุนให้สละตำแหน่งและเชิญองค์พระจักรพรรดิ์เสด็จจากเกียวโต

มินามิ พาท็อปมาพักบ้านนายทหารกรมรักษาองค์พระจักรพรรดิ (Imperial Guard) ซึ่งเป็นพรรคพวกของโกได ชื่อร้อย
โทอิโต้
     "ท่านโกได มีหนังสือแนะนำตัวคุณมาให้ผมทราบ ท่านว่าคุณเคยเป็นทหาร ก็ควรเห็นการพัฒนาการทหาร เรื่อง
อื่นน่ะเป็นเรื่องรอง" 
     อิโต้เป็นคนกันเอง ยิ้มง่าย ไม่เรื่องมาก อดีตซามูไรก๊กโจชูผู้นี้ ได้ผันตัวมาเป็นนายทหารของกองทัพ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่
เขามีประวัติการรบโชกโชนคนหนึ่ง และกระหายใคร่ฟังการรบในอเมริกาจากท็อปมาก เพียงสาเกขวดแรกตกถึงท้องทั้ง
คู่ก็เข้ากันได้ดีอย่างรวดเร็ว
     "ในไม่ช้าจะมีการสวนสนามและซ้อมรบใหญ่ ผมจะพาคุณไปดู"
     ปลายเดือนมีนาคม ดอกซากุระเริ่มบานแต้มโตเกียว เป็นสีขาวปนชมพูไปทั้งเมือง ท็อปและมินามิ มายืนดักรอ
ขบวนทหารใหม่ของกรมสำคัญนี้ ที่ทุ่งนอกเมือง ประชาชนชวนกันมาดูเป็นกลุ่มๆ ไม่น้อยที่เป็นหญิงสาวในชุดกิโมโน
หลากสี ส่วนที่อดขำไม่ได้เมื่อชาวญี่ปุ่นบางคนทำทันสมัย ใส่เสื้อโค้ท และหมวดทรงสูง (Top Hat) ขี่ม้ามาอวดสาวๆ
ดูน่าจะเป็น ขุนนางหรือไม่ก็พ่อค้า ที่น่าสงสัยคือกลุ่มซามูไรแก่หน้าตาบอกบุญไม่รับขี่ม้าคาดดาบมาร่วมโหล

New Era-1

ขุนนางแต่งโก้อย่างฝรั่งกันแล้วเมื่อท็อปไปถึงโตเกียว

Infantry Training

 สนามฝึกทหารที่โตเกียว สนามเดียวกับที่เจ้าทอม ครู๊ซ ฝึกทหารในเรื่อง The Last Samurai

     "คุณไปนั่งหลบในเต็นท์สำรองสำหรับนายทหารชั้นผู้น้อย"    อิโต้ขี่ม้าเข้ามาแจ้งพลางมองกลุ่มซามูไรด้วยสีหน้ากังวล
     เมื่อพร้อมกองทัพจึงเริ่มแสดงการสวนสนามและการฝึกออกกำลังกาย แปรแถว ฝึกการใช้อาวุธเข้าแทง การแปรขบวน
ของทหารม้า และรถลากปืนใหญ่เรียกความสนใจได้ดีเสมอ
     "ท็อปซัง ทหารกรมนี้จะเติบโตเป็นแกนนำของกองทัพญี่ปุ่นในอนาคต"    อิโต้เดินยิ้มมาหาพร้อมกับแนะนำให้เพื่อน
ทหารรู้จัก   "หลายคนเคยเป็นซามูไรเหมือนผมนะ แต่ไม่น้อยที่เป็นลูกชาวบ้านสมัครมาเข้า เราตอบแทนด้วยเงินเดือน
และการศึกษาที่ดี"
     "ซามูไรตกงาน ไม่สนใจมา เป็นนายทหารกันหมดรึครับ คุณคงมีทหารล้นอัตราแน่ๆ"
     "ถ้าได้จริงญี่ปุ่นคงมีทหารกว่าแสนคน"    อิโต้แปลให้เพื่อนๆ ฟัง หลายคนส่ายหัว
     คนหนึ่งว่า     "นี่กว่าจะหาได้ 2 หมื่นก็แทบแย่แล้ว"
     "ส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและแก่เกินกว่าจะเอามาล้างสมอง เขาเคยสบายกันมาก สู้ลูกชาวนาไม่ได้ กระตือรือร้น ถ่อม
ตนว่าง่ายกว่า ทั้งความอดทนยังไม่เป็นรองใคร"
     "เขาว่า นายทหารในกองทัพยังไม่ค่อยลงรอยในการบริหารตามแบบปัจจุบัน"    มินามิว่า คำพูดนี้ ทำเอาอิโต้แล
ะพวกเพื่อนๆอึดอัด
     "มันเป็นเรื่องของอัตตาที่ซามูไรเคยมี ผู้ใหญ่บางคนก็อยากให้มีกองทัพใหญ่โต แบบยุโรปไม่จำกัดชั้นวรรณะ ขณะ
ที่บางท่าน…..อดนึกถึงเกียรติภูมิเก่าไม่ได้"    อิโต้เหลียวซ้ายแลขวาก่อนพูดต่อ
     "พอเห็นสามัญชนใส่ชุดนายทหารมากระทบไหล่ก็เสียใจว่า แหมเราทิ้งวัฒนธรรมนักรบบูชิโด้เดิมเร็วไปแล้วนะ
อย่างน้อยบังคับไว้ให้ซามูไร มีสิทธิ์เป็นนายทหารเท่านั้นไม่ดีกว่าหรือ"
     "ขืนบีบไว้เช่นนั้น ใครเล่าจะอยากมาร่วมกองทัพ ท่านก็จะมีปัญหาระดมคน"     ท็อปวิจารณ์
     "นั่นล่ะๆ"    อิโต้ขยับหมวดแก็ป   "เราปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ ในชนบทเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจการปฏิรูปนัก อยู่ๆ ก็เห็น
ไดเมียวเป็นสิบเป็นร้อยท่าน หมดวาสนาลง ซามูไรที่ทรงเกียรติ กลายเป็นขี้เมาคุมซ่อง คนเริ่มไม่มั่นใจว่ารัฐบาลของ
พวกเราหนุ่มๆ นี่จะเก่งจริงไหม บางคนหนีลงเรือไปทำไร่อ้อยที่เกาะฮาวายแล้ว ยิ่งรัฐขาดกำลังทหาร ใครเขาจะเกรงใจ"
     "เวลานี้มีการศึกษาภาคบังคับ พ่อแม่กลับพาลูกหนีกลัวโดนจับมาเป็นทหาร"   อีกคนหนึ่งเสริม

     การสนทนายุติลง เมื่อพวกนายทหารรีบไปขึ้นม้า เพื่อจัดแถวรับผู้บัญชาการกรม
     "นั่น ท่านไซโก้ ทากาโมริ เขาเป็นทั้งอาจารย์ของพระจักรพรรดิ รัฐมนตรี และ ผบ.กรมทหารนี้ ก็เสมือนเป็นผู้คุม
กองทัพญี่ปุ่นนั่นเอง"    มินามิอธิบายตะกุกตะกัก
     รัฐบุรุษ ร่างใหญ่จาก ก๊กซัทซึมะ ในชุดเต็มยศผู้นี้ลงจากม้าขาว เยื้องเต็นท์ของท็อป มีกลุ่มทหารฝรั่งในชุดสีน้ำเงิน
หมวกแก๊ปสีแดง ออกมาต้อนรับแล้วเปิดผ้าคลุม ปืนรูปร่างพิลึกกระบอกหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนฐานล้อของปืนใหญ่ ให้ชม
     "ไอ้นี่ละมั้ง ท็อปซัง ที่อิโต้เขาอยากให้คุณมาดู"
     ท็อปสังเกตสาธิตการยิงปืนกระบอกนั้น ได้จากระยะใกล้ เห็นพลยิงหมุนแขนเหล็กที่อยู่ข้างท้ายลำกล้องไปรอบๆ
ลำกล้องจึงเริ่มหมุนขณะที่อีกคนประคองแท่งเหล็กเสียบไว้เหนือปืน
     "ปังๆๆๆ....."   ปืนรัวต่อเนื่องไปยังเป้าหุ่นกลุ่มหนึ่งกลางทุ่ง กระสุนฉีกเป้ากระจายในพริบตา
     "ปืนกลแก็ตลิ่ง"     ท็อปอุทาน   'นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอำนาจของมัน แล้วแถวทหารที่ไหนจะยืนทนมันได้ ญี่ปุ่น
เริ่มสะสมอาวุธอันทรงอานุภาพแล้ว'

Uniform-1

นายทหารกรมรักษาองค์พระจักรพรรดิ (Imperial Guard) แกนหลักกองทัพยุคใหม่ที่ท็อปอยากเริ่มในสยาม

     ไซโก้จับมือกับพวกฝรั่งด้วยความปิติ แต่ทันใดนั้นเสียงเอะอะและแตรสัญญาณเตือนดังขึ้น ทหารที่รายล้อมวิ่งหา
ปืนขึ้นเตรียมพร้อมจ้าละหวั่น
     "ระวังโว้ย พวกมันควบม้าฝ่าเข้ามาแล้ว"    
     "พวกซามูไรนั่นเอง"    ท็อปเดาไม่ถูกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เจ้าพวกที่บุกเข้ามากระโดดลงจากม้า ผลักนายทหาร
คนหนึ่งที่ชักกระบี่ออกขวางล้มลงด้วยวิชาจูยิตสูแล้ว พากันนั่งคำนับไซโก้นิ่งอยู่
     "ต้องการอะไรถึงได้กล้าดีกันอย่างนี้"     ไซโก้ตวาด
     "โปรดเห็นแก่พวกเราเถิดท่าน รัฐบาลนี้มันไปกันใหญ่แล้ว"    เจ้าคนอายุมากหน่อยเงยหน้าขึ้น
     "มินามิคอยแปลด้วยนะ"     ท็อปหันมาขอร้อง
     "แรกก็ปล่อยให้เราเป็นโรนินไร้นาย เบี้ยหวัดตัดลงแทบต้องไปปล้นเขากิน นี่ลือกันว่าจะไม่ให้พกดาบอีก จริงไหม
ขอรับ แล้วพวกข้าจะมองบรรพบุรุษที่ไหนได้"   พวกที่มาด้วยร้องตามกันเซ็งแซ่ว่า
     "เราไม่ยอมขอรับ ตายเสียตรงนี้ดีกว่า"
     "ฮึ…งั้นรึ"    ไซโก้เองดูแปลกใจ จะเพราะรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ก็เดายาก ตอบไปว่า
     "พวกเอ็งลำบากนั้นข้ารู้เต็มอก แต่เราควรอดทนกันต่อเพื่อญี่ปุ่นที่อยู่เหนือสิ่งใด"
     "เขายังหาว่าเราเป็นภาระของรัฐบาล แค่เบี้ยหวัดนี่"    เลยโดนตัดพ้อไม่ลดละ
     "ก็ๆ……เราแทบไม่มีเงินคงคลังเหลือแล้ว"
     "โธ่นายท่าน เราเสียสละเพราะเห็นแก่บ้านเมืองมาแต่ต้น ซามูไรกลับต้องทุกข์ยากมากกว่าคนอื่น พวกเราเคยรบ
กับโชกุนให้กับท่าน ยอมเสียเลือดและเนื้อ ไม่เคยสงสัย ไม่เคยถามไถ่ทัดทานนาย แต่นี่ถีบเราออกจากวง"      ไอ้อีก
คนร้องสอดว่า
     "หรือท่านได้เป็นใหญ่เป็นโตแล้วลืมลูกน้องเล่า จึงกลับเอาชาวบ้านมาเป็นทหารแทนเราได้"
     "ไม่จริง ข้าไม่เคยคิดทิ้งพวกเจ้าเลย"     ไซโก้กำมือแน่น เมื่อเห็นคนทั้งกลุ่มปลดดาบชูขึ้นทำคืนให้นายของตน
ก่อน ร้องไห้เหมือนเด็กๆ
     "กระผมมันแก่แล้วอาจฟังท่าน แต่พวกน้องๆที่เกียวโตมันจับดาบขึ้นสู้แล้วนะขอรับ"
     คำพูดนี้มินามิสะดุ้งสุดตัว ไซโก้ก้มลงจับไหล่เจ้าตัวหัวหน้าเหมือนพ่อปลอบลูก ส่งคืนดาบให้
       "พวกเจ้าเก็บดาบไว้เถิด ข้ารับจะเอาเรื่องนี้หารือกับรัฐบาล ทำตีตนไปก่อนไข้อยู่ได้"    
     "เฮ้อนึกว่าจะได้เลือดกันแล้ว"      ผู้มาเยือนจากสยามถอนใจโล่งอก
     "ท็อปซัง"    มินามิพูดเสียงสั่นเครือ   "คุณต้องรู้ว่าคนญี่ปุ่นไม่ชอบร้องไห้ให้ใครเห็น และเมื่อเริ่มร้องละก็เป็นเรื่อง
ใหญ่ไม่จบง่ายๆหรอก"
    
     บ่ายคล้อยพวกผู้ใหญ่กลับเข้าโตเกียวแล้ว คงเหลือทหารบางหน่วยช่วยกันเก็บอุปกรณ์ อิโต้และเพื่อนทหารจึงพา
ท็อปออกมาชมปืนกล
     "วันนี้ชาวบ้านมาดูกันแน่นทีเดียว นอกจากเรื่องเสียวไส้นั่นแล้ว เราคงเรียกศรัทธาคืนมาได้ไม่น้อย"    อิโต้เช็ดเหงื่อ
ที่หน้าผากมองดูเจ้าปืนแก็ตลิ่ง   "ท็อปซัง โชคดี ที่ไม่ต้องเจอไอ้นี่ตอนรบที่อเมริกา"
     "ทำจากบริษัทโคลท์ เมืองฮาร์ทฟอร์ท สหรัฐอเมริกา"     เขาก้มดูบริเวณรังเพลิง   "มีตั้ง 10 ลำกล้อง ผลัดกันรับ
กระสุนจาก แท่งแม็กกาซีนที่พลกระสุนประคองไว้เหนือรังเพลิง ปืนคงขึ้นลำในจังหวะที่ลำกล้องอื่นๆ หมุน ลำกล้อง
หนึ่งก็จะถูกยิงกระสุนออกไป"
     "พาใครมาดูปืนล่ะนั่น"    นายทหารคนหนึ่งมากับที่ปรึกษาฝรั่งเศสทัก อิโต้รีบอธิบายให้รู้จักท็อป
     "สยามรึ หึๆ"   พวกฝรั่งเศสยิ้มเยาะ
     "คุณมีประสบการณ์รบที่เราไม่มี น่าจะมาช่วยราชการนะ"     เขาได้รับการคำนับจากชาวญี่ปุ่น ซึ่งมักนิยมชมชอบวีรบุรุษ
     "ผมเป็นเพียงพลทหารเท่านั้นละครับ ขอขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญชวน"     ท็อปคำนับตอบ
     "มองซิเออร์ ดูปองท์ ท่าจะลืมวิธียิงปืนเล็กยาวเสียแล้ว"    ทหารตาน้ำขาวในกลุ่มสอด เมื่อเห็น     ท็อปนิ่งไม่โต้ตอบ
จึงว่า   "ถ้าคุณรับฝึกลูกชาวนาญี่ปุ่นจะรู้ว่ายาก พวกเขาเหมือนๆ พวกชาวเอเชียที่กลัวเสียงปืนและขาดวินัย เราพบ
จุดอ่อนเช่นนี้มาแล้ว เมื่อเข้าครอบครองเขมร อันนัมตอนใต้ และจีน"      พวกมันอีกสองคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คนญี่ปุ่น
ฟังไม่ทันแต่ก็ดูจะไม่ชอบใจกับกิริยาอาการนี้ ท็อปหน้าแดงด้วยโกรธเพราะรู้แก่ใจว่า เขมรเคยเป็นของสยาม
     "เราไม่ทราบว่าที่สยามจะเหมือนกันไหม ถ้าคุณไม่มีกองทัพที่ทันสมัย ก็เห็นจะตกที่นั่งเดียวกับเพื่อนบ้านในไม่ช้า
ผมว่าแทนที่จะเสียเวลาฝึกทหารญี่ปุ่น คุณกลับไปรีบฝึกทหารไทยเตรียมรับพวกเราเสียดีกว่า ปล่อยที่นี่เป็นธุระของ
เราเอง"
     "ท่านสุภาพบุรุษ ผมเชื่อว่ายังพอยิงปืนเป็นอยู่"
     "งั้นลองให้เราดู"    ว่าแล้วเจ้าฝรั่งเศสโยนปืนเอ็นฟิลด์มากระบอกหนึ่ง พวกพลทหารมาดูอยู่ห่างๆ เขาพากันสงสัย
ว่าชาวเอเชียผิวคล้ำนี่มาทำอะไร ท็อปตรวจดูปืนพบว่ามัน คือ ปืนแก๊ปเอ็นฟิลด์ รุ่น 1861 ผู้ซื่อสัตย์และคุ้นมืออยู่แล้ว
แต่กระบอกนี้เป็นแบบปืนเล็กสั้น
     "ยิงหุ่นที่เหลืออยู่ค่อนตัวนั่นละ"     นายทหารคนหนึ่งแนะเป้าให้ในระยะ 50 หลา อดีตทหารอาสาคว้าแซ่ออกมา
กระทุ้งลำกล้องหลังกรอกดินปืนอย่างชำนาญ ตามด้วยหัวกระสุนมินิเย่ร์ แล้วยกขึ้นประทับ หันมาดู อิโต้พยักหน้าว่าให้
ยิงได้
     "ใส่แก๊ปซิ"      เพื่อนชาวญี่ปุ่นร้องเอาใจช่วย อีกคนขี้เกียจรอ เดินมาจับแก๊ปยัดเข้าที่
     "ตูม"   

j Brunet-1

ครูฝึกทหารชาวฝรั่งเศสที่ท้าทายท็อป คงหน้าตาคล้ายครูชุดแรกในภาพนี้ ฝรั่งในแถวหน้าคือ
จูลส์ บรูเน่ท์ ผู้มาฝึกทหารโชกุนก่อนท็อปมาถึง นายคนนี้คือผู้ที่ทอม ครู๊สสวมบทในหนัง

     กระสุนเข้าเป้าเรียกเสียงปรบมือจากพวกพลทหาร ดีใจที่เพื่อนร่วมทวีปไม่เสียทีฝรั่ง เขาลดปืนลงแล้วใช้แซ่เช็ด
ลำกล้อง กรอกดินชุดใหม่ลงแล้วบรรจุ ยิงนัดที่สองอย่างเร็ว กระสุนเข้าที่เดิมทั้งสองนัด
    
     "เดี๋ยว อย่าเพิ่งดีใจ มองซิเออร์ ดูปองท์ นั่นมันแค่ปืนโบราณ คุณยิงสู้ทหารฝรั่งเศสที่มีปืนแบบใหม่ไม่ได้หรอก"  
เจ้าเคราแพะหยิบปืนยาวที่มันเอามาด้วย มีนกสับเหมือนปืนเอ็นฟิลด์ แต่ไม่บรรจุทางปากลำกล้อง มันง้างนก พลิก
ฝาปิดรังเพลิงออกยัดกระสุนปลอกโลหะ ปิดลงอย่างเร็วแล้วยิงบ้าง
     "ตูม"      เป้าหุ่นถูกยิงซ้ำลงไปกองกับพื้น เสียงฮือฮาจากคนที่มุงรอบๆ
     "ไม่ต้องชมผมหรอก ไว้รอชมเมื่อเจอกันในบางกอกก็ได้"    มันเข้ามาจับมือแล้วชวนกันกลับ

     "ฉันไม่ชอบอ้ายพวกนี้เลย"     อิโต้พูดตรงๆ แบบทหาร    "มันดีแต่ยกตนข่มท่าน พอเอาเข้าจริงก็ทิ้งพวกเราไป
อย่างไอ้ครูฝึกชุดแรกที่มาฝึกให้โชกุนดูเหมือนมันชื่อ เจ้า จูลส์ บรูเน่ท์ (Jules Brunet) พอรบแพ้ก็ทิ้งลูกศิษย์เอากลาง
ศึก นี่ท่านไซโก้ไม่อยากได้พวกมันมานักหรอก แต่ฝรั่งเศสขอแก้ตัวยัดเยียดครูชุดใหม่มาให้"
     "ขอบคุณ อิโต้ซัง คุณนับเป็นเพื่อนแท้ร่วมสนามรบกับผมได้ ผมรู้สึกสบายใจขึ้นแล้วละ"
     "จริงนะท็อปซัง พวกนี้ไม่มีเกียรติของนักรบซามูไร ไม่กี่ปีมานี้เองมันไปรบแพ้ท่าน บิสมาร์ก ของเยอรมันที่เซดอง
ทั้งจักรพรรดิ ทั้งเหล่านายพลแทนที่จะอับอาย ทำ เซปูกุ คว้านท้องไปเสีย กลับวางอาวุธยอมมอบตัวอย่างง่ายดาย
กองทัพญี่ปุ่นไม่สอนให้ไร้เกียรติอย่างนี้หรอก"
     พวกเพื่อนทหารขำอาการโกรธของอิโต้เลยปลอบว่า   "เราจะสานสัมพันธ์กับเยอรมัน พวกนี้นิสัยเข้มแข็ง รบเก่ง
เราน่าจะตามแบบอย่างเขา"     
     "แต่ผมได้ยินว่า เยอรมันไม่เก่งทางทะเลนะ คุณไม่ห่วงหรือเพราะเป็นหมู่เกาะ"
     "นั่นลงตัวแล้ว ท่านโกไดลืมบอกให้กระมัง ปีที่แล้วนี่เอง เราตั้ง กระทรวงทหารเรือ วางกองเรือและวิธีบริหาร
ตามแบบทัพเรืออังกฤษเลย"
     "เราจะลองต่อเรือครับ เริ่มที่นางาซากิ โกรเว่อร์ซังมีแผนแล้ว"     มินามิเสริม   "มีพ่อค้าร่วมทุนเหมือนกัน"
ท็อปใช้เวลาในโตเกียวเดือนเศษ จึงอำลาเพื่อนนายทหาร จับรถไฟขบวนแรกของญี่ปุ่นสายโตเกียว-เกียวโต ซึ่งเพิ่ง
สร้างเสร็จใหม่ๆ  ด้วยเงินกู้จากฝรั่ง เจ้ามินามิดูตื่นเต้นมากเดินดูเสียทั่วขบวน
     "ไปเกียวโตจีบแม่พวกไมโกะ(Maiko - เกอิชาฝึกหัด)เผื่อด้วยล่ะเพื่อน"    ร้อยโทอิโต้หัวเราะยื่นมือให้จับเป็นกา
รอำลา    "ไม่ว่าท่านไซโก้จะเห็นด้วยหรือไม่ รัฐมนตรีที่มาจากก็กโจชู จะเข็น พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารออกบังคับ
ใช้เร็วๆนี้ ท็อปซัง เราจะเป็นกองทัพใหญ่มีคนหลายแสน และถ้าเงินไม่พอ การรื้อระบบภาษีใหม่หรือเก็บภาษีที่ดิน
(Land Tax)
จะตามมาแน่ๆ คณะนักเรียนที่ไปดูงาน เขาดูวิธีการทำอาวุธและดินปืนมาด้วย สยามของคุณเพิ่งเริ่ม
พัฒนาคงเหนื่อยอีกพักใหญ่นะ ผมเห็นใจคุณจริงๆ เรามันหัวอกเดียวกัน ทนฝรั่งดูถูกไม่ได้ สักวันคงได้ร่วมมือ
กันบ้าง!"


บิเซ็น

     เกียวโตหมดความสำคัญลงในทันทีที่องค์พระจักรพรรดิ ทรงย้ายเมืองหลวง กระนั้นยังมีพลตระเวนคาดดาบและ
ปืน เดินตรวจพวกที่คาดดาบตามถนนอย่างหนาตา ท็อปเที่ยวดูเมืองโดยมิได้ความรู้เพิ่มจากกลุ่มรัฐบาล นับแต่ซามูไร
บุกพบท่านไซโก้ มินามิดูจะหงุดหงิดชอบกล เมื่อไต่ถามก็บอกว่า
     "ซามูไรเพิ่งก่อจลาจลไม่นานมานี้ ตายไปหลายคน ผมต้องตามหาคนๆหนึ่งให้ได้"
     เขาเสนอให้พักสัก 2-3 สัปดาห์ ที่เรียวคังบนถนน คาวารามาจิ (Kawaramachi Street) ใกล้แม่น้ำกาโม (Kamo
river) ด้านตะวันออกของตัวเมือง
     "แถวนี้คลาคล่ำด้วยสถานบันเทิง และเกอิชา ท็อปซังคงชอบ"   
     "ไม่มีที่อื่นอีกหรือ"   
     "ไฮ้ อาริมัส รู้จักอีกแห่ง ชื่อ เทราดาย่า (Terada-ya) แต่ผีดุนะ"   มันแกล้งทำหน้าตื่น  "นินจามือสังหาร ของโชกุน
คนเก่ากว่า 20 คน เคยบุกหมายฆ่าซามูไรนักปฏิรูปคนหนึ่ง"
     "ผีของซามูไร คนนั้นดุซินะ"
     "เด วะ อาริมาเซ็ง (ไม่ใช่) ผีพวกนินจาต่างหาก เพราะแกสวนด้วยปืนโคลท์ลูกโม่ร่วงตั้ง 5-6 คน"
     "เอา อยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว"   ชักกลัวผีอยู่เหมือนกัน คิดว่าเจ้ามัคคุเทศก์อยากอยู่ใกล้สาวๆ มากกว่า ท็อปไม่ค่อยสนใจ
ผู้หญิงญี่ปุ่นนัก เพราะเคยชวนพูดคุยด้วย ก็เหนียมอายเกินไป และสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเสียเลย ทั้งรู้ว่าพวกเธอไม่เป็น
กันเองกับคนต่างชาติ
     'คงเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับผู้หญิงตะวันตก ที่ทันสมัยกว่ามาแล้วกระมัง ต่อไปเห็นจะมองหาแต่เมียที่เก่งกล้าเป็น
แน่'     เขาคิดเล่นๆ ในใจคิดถึงเอมิลี่ และ ฟรานเชสก้าเสมอเมื่อเหงา
     เจ้ามินามิแปลกไปจริงๆ มันออกไปนั่งร้านเหล้าต่างๆ สอบถามพวกหญิงบริการและเกอิชาทุกคืน การสุ่มถามนี้
ท็อปเห็นว่าเสี่ยงต่อข่าวรั่วถึง หูพลตระเวนไม่ใช่น้อย
     "น้องสาว ฉันหาซามูไรชื่อไอ้โตชิ จากซัทซึมะ ใครรู้จักบ้าง"
     ไอ้โตชิยังคงแอบคลี่กิโมโนอยู่ที่ใดสักแห่ง ระหว่างนี้จึงเที่ยวรอบๆเกียวโต และ เมืองหลวงยุคโบราณชื่อกามากุระ
(Kamakura) ซื้อได้เครื่องปั้นดินเผารูปร่างแปลกๆ ภาพพิมพ์จากบล็อกไม้เชอรี่แกะสลัก (Wood-Block Print) เป็นรูป
ฟูจิยาม่า หญิงเกอิชา และนักละคร คาบูกิ ตัวเอกในเวลานั้น
     "ยังเหลืออีกที่ซึ่งพอหาข่าวโตชิได้ และที่นั่นมีของที่ ท็อปซังอยากได้ด้วยนะ"      มินามิชี้ไปที่ดาบคาตานะ ทั้งคู่ไป
ยังตรอกแห่งหนึ่งมีเสียงค้อนกระหน่ำบนทั่งเหล็กดังแว่วมาแต่ไกล
     "เกียวโตมีช่างตีดาบชั้นดีอยู่บ้าง ผมรู้จักคิโยโกะ หลานสาวของช่างด้วย"    แล้วเจราจากันลั่นกับช่างอาวุโสในร้าน
ท็อปรีบกระซิบถาม
     "แกจะทำให้ไหม หรือมีเหลือขายให้ได้"    มินามิสั่นศีรษะ สายตาผิดหวังที่ไม่พบใครบางคน
     "ช่างทำให้ขุนนางตามใบสั่ง แพงมาก รุ่นพ่อเคยทำดาบส่งสยามให้ลองไปหาญาติที่หมู่บ้านเดิมดู"   
     พอออกจากร้าน ซามูไรสองคนกำลังจ้องพวกเขาอยู่ เหมือนเคยเห็นที่ร้านเหล้าเมื่อวาน แต่เขาไม่เอ่ะใจเพราะมัว
เสียใจที่ไม่ได้ดาบ เมื่อถึงหน้าเรียวคัง มีสาวน้อยผู้หนึ่งยืนดักพบอยู่แล้ว
     "คิโยโกะ พี่อุตส่าห์ไปหาถึงร้านดาบ"      มินามิทักอย่างคุ้นเคย
     "พี่มินามิ ต้องช่วยพี่โตชินะเจ้าคะ ตำรวจชื่ออิชิกาว่าเขาออกล่ากันใหญ่แล้ว" หล่อนสะอึกสะอื้น
     "พี่ตามมันเสียทั่วเมือง นายให้มาเอาตัวกลับ มันใจร้อนวู่วามเธอก็รู้"
     "เป็นเพราะพี่โตชิเขาช่างพูด มีเพี่อนฝูงมากน่ะเจ้าค่ะ เลยช่วยกันยุยงให้ต่อต้านรัฐบาล"
     หล่อนเกาะแขนเสื้อมินามิเขย่า   "ชวนกลับเฉยๆนะเจ้าคะ อย่าต้องทำร้ายกันเลย สัญญานะ"
     "เดี๋ยวนี้โตชิมันสำคัญกับเธอขนาดนี้เชียวหรือ คิโยโกะ"
     "โธ่พี่มินามิ น้องหวังว่าพี่จะลืมเรื่องเก่าของเรา อย่างไรน้องก็เป็นของพี่โตชิเขาแล้ว อย่าลืมนะเจ้าคะว่าพี่ทั้งสอง
ร่วมสาบานกัน"    คิโยโกะ กอดแขนเจ้าซามูไรแน่น นี่คงมีความหลังกันมาก่อนเป็นแน่
     "พี่ไม่ควรรักเธอ เพราะเธอไม่รักพี่เลย"   มินามิดูหมองคล้ำ  "พี่สัญญาไม่ได้ แต่จะรักษาชิวิตมันให้ดีที่สุด บอก
มาว่ามันอยู่ไหน"
       พอได้รู้ที่ซ่อน เจ้ามินามิรีบก้มคำนับท็อป  
     "ผมต้องไปหมู่บ้านตีดาบของลุงคนนั้นเพื่อช่วยชีวิตเพื่อน เราออกจากเกียวโตพรุ่งนี้เถิด"
     "ไม่เป็นไร ถ้าจำเป็นจริง ฉันอยากออกดูบ้านนอกอยู่แล้ว ที่จะไปนี่ชื่ออะไรนะ"
     "หมู่บ้าน บิเซ็น ครับ"

boshin war

ซามูไรซัทซึมะกลุ่มไอ้โตชิเมื่อครั้งรวมหัวกันล้มโชกุน

     การไปหมู่บ้านบิเซ็นต้องเดินเท้าผ่านชนบทแท้ๆ ของญี่ปุ่น ที่ห่างสังคมเมืองชายทะเล มีแต่ป่าเขา ลำธารเชี่ยว
กรากใช้เรือเดินทางไม่ได้ ที่ลุ่มเหมาะแก่การทำนามีน้อยเต็มที ทั้งสองอยู่ในชุดกิโมโนพื้นๆมีเป้สะพายเฉียงไว้ข้างหลัง
สวมงอบเหมือนชาวบ้าน ซึ่งแรกนั้นท็อปเข้าใจว่าเพื่อมิให้เตะตาพวกพลตระเวน แต่มินามิกลับอธิบายว่าเป็นธรรมเนียม
ญี่ปุ่นที่มักแต่งตัวสวยเมื่ออยู่บ้านเท่านั้น
     "มินามิเพื่อนยาก คุณจะเร่งเดินไปลงนรกที่ไหนกัน"
     "ขอโทษด้วย ที่ทำคุณเสียแผนเที่ยวชนบท"
     "บางหมู่บ้านน่าหยุดพัก ก็ไม่ยอมหยุดเลย แถมต้องคอยหลบพวกพลตระเวนอีก คุณควรมีแผนที่ดีไว้นะ เมื่อถึง
จุดหมายแล้ว"
     "ผมไม่อยากให้ท็อปซังกังวลเกินไป พลตระเวนที่เห็นคอยสกัดไม่ให้ซามูไรกบฏรวมตัวก่อเหตุกันอีก บิเซ็นเป็น
แหล่งผลิตอาวุธดาบหอกมาแต่โบร่ำโบราณ อยู่ในข่ายที่น่าสงสัยด้วย"
     มินามิ เห็นท็อปเริ่มโกรธ จึงชวนหยุดพักริมห้วย แก้ห่อข้าวปั้นที่ซื้อจากหมู่บ้านออกกินกลางวัน
     "ท่านโกไดฝากให้ผมมาปรามพวกนี้ แต่มีเรื่องเสียก่อน"    
     "ดูคุณถือเป็นเรื่องส่วนตัวเสียเอง โตชินี่สำคัญนักหรือ"
"เขาเป็นคนบ้านเดียวกับท่านไซโก้และเคยช่วยชีวิตผมไว้ในการรบที่เกาะฮ็อกไกโด เราสาบานจะเป็นเพื่อนร่วมตาย
กัน แม้ว่าจะมาจากคนละก๊ก"
     กินข้าวเสร็จทั้งคู่ยกมือไหว้แม่พระโพสพพร้อมกันโดยบังเอิญ ท็อปล้างมือในลำธารแล้ว ขอยืมคาตานะ ออกมา
ถือในท่าจรดดาบซ้อมฟัน เจ้าของดาบเหลียวรอบเมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็พยักหน้าอนุญาต ตั้งแต่อยู่เกียวโต เขาฝึกให้
ชาวสยามทำท่าโหมฟันเต็มแรง วันละ 500  ครั้ง ให้ได้
     "อย่าลืม กล้ามเนื้อที่โคนแขนและแผ่นหลังลงมาถึงใต้รักแร้ สำคัญมากต่อการใช้คาตานะ"
     "ฉันนึกชอบดาบญี่ปุ่นที่ไม่หนักมากเทียบกับดาบไทยและความคมเป็นเยี่ยม นี่มันออกแบบมาเพื่อโหมฟันและ
ปาดอย่างสุดแรง"    ท็อปทราบดีว่าชะตาชีวิตอยู่ที่การฟันให้จบเพียงครั้งเดียว  "คาตานะไม่เหมือนดาบหลูบเงิน
เล่มเล็กที่เคยใช้ แกว่งกวัดด้วยข้อมือ ไม่มีเพลงดาบร่ายรำอย่างประณีตศิลป์ แต่เป็นความงามที่ไร้เมตตาแท้ๆและ
ขึ้นอยู่กับสมาธิ"
     มินามิยิ้มให้เมื่อเห็นชายต่างถิ่นเริ่มเข้าใจ
     "โตชิจะฟังคุณ แล้วยอมวางอาวุธง่ายๆหรือ แถมมารักผู้หญิงคนเดียวกันอีก"   สืบเท้าขวาไปข้างหน้า แล้วฟัน
ลมเต็มแรงโดยพยายามคุมข้อมือขวาวาดลงตามแรงเหวี่ยง สัก 20 ครั้งก็หอบแล้ว
     "อาจถึงต้องปะทะ ผมรู้นิสัยดื้อดึงของมัน โตชิไม่หนีผมแน่ ซามูไรแท้ไม่หนีใครหรอก แม้ว่าโลกเปลี่ยนไป แต่เมื่อ
คนเราเริ่มสับสนจากผลที่เกิดขึ้น มักจะวิ่งไปซุกร่มเงาของวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมอ"
     ท็อปอยากเอาดาบนี้ฟันต้นไผ่ข้างทางดูว่า จะขาดเหมือนคำเล่าลือหรือไม่ แต่กลัวทำหัก เงาสะท้อนคมดาบวับเข้า
ตาจนเริ่มรู้สึกหนาวเมื่อคิดว่าการเผชิญหน้าของเพี่อนสองคน ที่มีคาตานะในมือคนละเล่มนั้น นักรบต้องมีจิตใจ เข้ม
แข็งเพียงใด
     "ท็อปซัง….. ถ้าผมพลาด ไม่ได้พาคุณกลับนางาซากิ ผมจะเตรียมหาคนนำทางไปส่งคุณก่อนก็ได้"
     "ขอปืนเรมิงตันลูกโม่อยู่ในมือดีกว่า อย่าห่วงเลย ไปไหนไปด้วย ฉันอยากได้คาตานะของบิเซ็นมากพอๆ กับไม่
อยากเห็นคุณตายนั่นล่ะ"
     "งั้นเดินทางต่อเถิด คุณคิดถูกแล้ว ตำบลบิเซ็นมีช่างดาบฝีมือดีสืบทอดวิชาจากท่านมาซามูเน่บรมครูการตีดาบ
ร่วมพันปี ในบรรดา 5 ตำบลช่างดาบในญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ใกล้เกียวโตและติดปากนักดาบราชสำนักกว่าเพื่อน เขาว่าน้ำจาก
ลำธารบริสุทธิ์มาก ส่วนไม้เนื้อดีใช้ทำถ่านไม้คุณภาพสูง ซึ่งสำคัญต่อการตีดาบทั้งนั้น"    แล้วขอดาบคืนก่อนพูดเป็น
ปริศนาว่า  "ผมไม่อยากคิดมาก คนที่ผมรัก มักตายด้วยดาบของผมเสมอ"   
    
     ทั้งสองแฝงกายเข้าบิเซ็นในตอนค่ำ ตรงไปยังบ้านช่างดาบที่เป็นญาติกับร้านดาบในเกียวโต
     "เจ้าโตชิมาหลบได้เกือบเดือนแล้วคุณซามูไร ชาวบ้านเห็นใจกันมาก เพราะตั้งแต่เลิกมีไดเมียว ซามูไรยากจนลง
ไม่ใคร่สั่งทำดาบ พวกลุงก็อาศัยทำนาพอเลี้ยงตัวได้"
     "เขามีพรรคพวกสักกี่คน คุณลุง"
     "สักสิบกว่าคน ตอนนี้หลบอยู่ปลายนา เพราะมีข่าวพลตระเวนจะมาเสริมกำลังที่นี่"
     "รีบพาผมไปพบก่อน ถูกค้นหมู่บ้านนะครับ"
     "ให้ลุงแกส่งข่าวไปก่อนดีกว่า ว่าเราเข้าไปหาอย่างมิตร"    ท็อปแนะนำ   "ว่าแต่ลุงครับ ลุงตีดาบให้คนที่อุตส่าห์
มาจากบางกอก สักเล่มไม่ได้หรือ"
     ช่างดาบมองท็อปแล้วสั่นหน้า   "ไม่ดีแน่ พ่อคุณ ทางการเขาขอให้หยุดสักพัก"
     "งั้นใครพอมีเหลือขายได้บ้างล่ะครับ"    เจ้ามินามิแปลให้ช่างดาบชราฟัง ลุงยิ้มอย่างเห็นใจ
     "ของเก่าที่พวกซามูไรจนๆ มาขายทิ้ง ก็มี แต่ลุงเผาเล่นหมดแล้ว เพราะเจ้าของมันไม่มีศักดิ์ศรีของนักรบถึงขนาด
ทอดทิ้งอาวุธ ลุงไม่อยากให้เธอได้ดาบของคนเช่นนั้นหรอก"    ว่าแล้วแกปีนขึ้นผลักฝ้าค้นอะไรกุกกัก ประคองห่อผ้าเก่า
คร่ำคร่าลงมาแก้ออกกลางห้อง

DSCN0048-1 DSCN0052-1

     ซ้าย -  "คาตานะ…!!!"       พวกเราร้องพร้อมกันเมื่อลุงแก้ห่อผ้าเก่าๆที่ซ่อนใต้หลังคาบ้านออก
     ขวา  - กั่นดาบเจาะถึง 4 รู เพราะถูกตัดแปลงให้สั้นลง

     "คาตานะ…!!!"       พวกเราร้องพร้อมกัน
     "ดาบนี่เคยตั้งใจส่งขาย เจ้ากรุงสยาม ตามใบสั่งเมื่อ 40 ปีก่อน (ราวต้น ร.3)"
     "ลุงเก็บไว้ทำไม"     มินามิจ้องคราบสนิม ใบดาบเริ่มเป็นสีดำเพราะมิได้ถูกดูแลอย่างถูกต้อง 
     "แฮะๆ พ่อคนต่างถิ่นคงรังเกียจสภาพของมัน"     ลุงแกดูเกรงใจท็อปอยู่ แต่มินามิเสนอว่า
     "ยิ่งเก่าซิยิ่งดี ขัดแต่งแล้วก็งาม ดาบญี่ปุ่นอายุพันปียังมีเลย"    ช่างชรางัดหินลับดาบมาอวดเป็นชุด
     "ดูพิสดารจริง"   ท็อปผู้ไม่ประสีประสากับเรื่องนี้ อุทาน   "ด้านคมก็ลับด้วยหินบางราวกระดาษ อีกด้านลับด้วย
หินอีกชนิด มีเนื้อละเอียดต่างๆกันไป"
     "ลับแล้วทนถึงชั้นเหลนโหลน ดูซิลายลูกคลื่นบนคมดาบนี่เรียกว่า ฮาม่อน (Hamon) เกิดจากการตีเหล็กพับไป
มาเป็นชั้นๆ"   ซามูไรหนุ่มอธิบายจนเมื่อยมือ 
     "อ๋อ เคยได้ยินว่าไอ้คาร์บอนในเนื้อเหล็กเยอะจึงแข็งแต่หักง่ายเอาไว้ผิวนอกของใบดาบ เหล็กส่วนที่สอดใส้น่ะ
เหนียวกว่าแต่ไม่แข็งแรงนัก"    ท็อปคุ้นกับเหล็กที่ใช้ทำปืนพอเดาความได้
     "ไฮ้…มันก็จะโผล่ออกมาเป็นคมดาบ ลายคลื่นนี่คือความต่างของชนิดเหล็กและชั้นของเนื้อเหล็กไง เราจึงได้ใบ
ดาบที่ทั้งเหนียวและแข็งแรง นี่ไม่นับกระแสจิตที่ช่างเขาทุ่มเทลงไปตอนตีดาบนะ"
     "ฉันดูว่าใบดาบไม่หนามากเหมือนเล่มที่คุณใช้อยู่นี่ น่าจะเป็นดาบถือประดับยศมากกว่าใช้รบ"   ท็อปตั้งข้อ
สังเกตต่อ    "เอ….กั่นดาบก็มีรูเจาะไว้เยอะเหลือเกินตั้ง 4 รู"
       "ที่กั่นมีอักษรชื่อหมู่บ้านบิเซ็นด้วย ท็อปซัง แต่ดูเหมือนชื่อคนทำจะถูกตัดออกไปกับปลายกั่นที่กุดลงเสียแล้ว"   
มินามิชี้ให้ดูอักษรคันจิตัวโต
     "ดาบเล่มนี้ฉันไม่ได้ตีเองหรอก เดิมทวดได้มาเก็บไว้นานมาก อาจเคยเป็นดาบยาวแบบตาชิ (Tachi)"   ดาบ
แบบนี้ท็อปพอทราบว่า เป็นแบบเก่ายาวกว่าดาบทั่วไป ที่กั่นยาวหักมุมโค้ง เพื่อช่วยจ้วงฟันขณะขี่ม้า ภายหลังซามูไร
รบบนพื้นดิน จึงหมดความนิยมลง หลายเล่มถูกดัดแปลงเป็นคาตานะที่กั่นด้ามสั้นและตรงๆอย่างปัจจุบัน จึงอาจ
ต้องเจาะรูใหม่เพิ่ม ตาลุงชี้มาที่ท็อปก่อนเฉลยต่อว่า  "พ่อหนุ่มนี่ช่างสังเกตใบดาบที่บาง มันเป็นแบบฉบับของบิเซ็น
รุ่นเก่าโดยแท้ ฉันเคยลองลับดูเนื้อเหล็กออกจะอ่อน ยืนยันได้ว่าเป็นวิธีการผสมเนื้อเหล็กของช่างรุ่นต้นยุคเอโดะแน่ๆ
ส่วนที่ว่าถูกตัดสั้นลงน่ะ  เป็นตามกฎหมายของโตกูกาว่าเพื่อความสงบสุข จึงควบคุมการพกอาวุธของซามูไรและ
บังคับให้รบบนพื้นหรอกนะ"
     ท็อปจังงังเมื่อกะอายุของใบดาบเล่มนี้     "ต้นยุคเอโดะ แปลว่าเมื่อตระกูลโตกูกาว่าได้อำนาจเป็นโชกุน ถึงวันนี้
(ต้น ร.5) ปาเข้าไป 250 ปี ผมชักชอบแล้วละครับ"
     "กระบังดาบ (Tsuba) ฉันมีแค่อันนี้ จะเอาไหม ไม่ได้ฉลุลายหรูหรานักหรอก"
       เขาหยิบ แผ่นเหล็กกระบังดาบ ขึ้นมาส่องมีลวดลายหล่อไว้บนเนื้อเหล็กด้วย
     "รูปม้า หือ ไม่ใช่ หรือ วัวนอนกินหญ้า"
     ลุงอมยิ้มไม่ยอมบอก จนมินามิแย่งมาส่องใกล้ๆ แล้วอุทาน   "กวาง ท็อปซัง กวางน้อย ตัวเมียไม่มีเขาลงลายทอง
เคี้ยวเอื้อง แถมแหงนดูผีเสื้อสีทองแดง บินอยู่บนต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ อีกด้วย"
     "ธรรมชาตินำมาซึ่งความสุขและสงบได้ ไม่ว่าแก่มนุษย์หรือเดียรัจฉาน"   ช่างดาบกล่าว
     "ศิลปะตามปรัชญาของเซ็น"    ท็อปเปรย ลุงตบขาเขาเบาๆ ว่าถูกแล้ว แต่มินามิเถียง
     "หมายถึงชีวิตที่สงบมีค่ายิ่งต่อซามูไรผู้ถือดาบเล่มนี้ต่างหาก คนที่เคยรบอย่างท็อปซังคงเข้าใจ ส่วนคนไม่เคย
รบ ก็ชอบแสวงหาสงครามไปเรื่อย"
     ทั้งคู่ช่วยกันพิจารณาเครื่องแต่งตัวดาบชิ้นอื่นๆ มินามิช่วยอธิบายได้ดีมาก
     "ว่าไปกระบังชิ้นนี้ เหมาะกับทหาร เพราะซามูไรนับถือลัทธิบูชิโด ไม่ยึดติดความหรูหรา"
     ท็อปชูปลอกเหล็กรัดด้ามไม้เป็นเชิงถาม

Dscn0033-1 Dscn0039-1

     ซ้าย - Tsuba ศิลปะตามปรัชญาของเซ็น     ขวา -คำว่าบิเซ็นเหลือที่กั่น ดาบอายุร่วม 400 ปี เทียบปีปัจจุบั

       "อ๋อ ลายทุ่งหญ้า หมายถึงสนามรบไงล่ะ คุณก็รู้ว่าญี่ปุ่นมีที่ราบให้รบกันน้อยนัก เขาไว้เตือนเจ้าของดาบเรื่อง
มรณานุสติ ลัทธิบูชิโดเขาให้คิดแต่เรื่องตายจะได้ไม่กลัว"
       "ตอนที่พ่อค้ามาซื้อส่งสยาม ฉันซ่อมมันไม่ทันก็เก็บมาเรื่อย ฉันไม่มีทายาทผู้ชาย ดาบนี้ต่อไปจะไม่มีใครดูแล
ที่สุดมันก็จะคืนสู่ใต้พื้นพสุธา (ช่างดาบญี่ปุ่นหมายถึงใบดาบเป็นแร่เหล็กมาจากใต้ดิน เมื่อหมดสภาพเป็นเศษสนิม
ก็เหมือนตายคืนกลับที่เดิม) น่าเสียดายนัก ฉันขัดสนไม่เรียกแพงนักหรอก"   แกเองก็อยากขาย   "ดวงมันต้องไป
บางกอกให้ได้จึงมาพบพ่อหนุ่มนี่ละ"   
     "ตกลงครับ ผมก็ถือเป็นวาสนาที่จะได้ดูแลมันต่อจากครอบครัวคุณลุง แม้จะไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นโดยกำเนิด แต่ว่าลุง
ไม่มีตันโตะ (Tanto - ดาบสั้น) เข้าคู่กันหรือ"
       "บอกแล้วไง มันเป็นของเก่าดัดแปลง มีขายแค่นี้ละ"

ไอ้โตชิ

     อีกสองวันต่อมา ขณะดูเด็กๆเล่นเอาแมงมุมที่เลี้ยงไว้ มาสู้กันบนสังเวียนกิ่งไม้ริมถนน
     "มินามิ ผมชอบรูปบนกระบังดาบนั้นจริงๆ"
     "ถ้าแต่งเป็นโคลงญี่ปุ่นสั้นๆจะพอได้นะ มี 17 พยางค์"    เจ้าซามูไรนึกสักครู่จึงว่า 

"ยามเมื่อป่าผลิใบ
ผีเสื้อบินตามกลิ่นเกสร
กวางผินมองเพลินตา"

     "โคลงไฮกุนี่สั้นชอบกลแฮะ ไม่รู้ญี่ปุ่นจะประหยัดกันไปถึงไหน ลองเป็นกลอนแปดของไทยบ้าง"   ท็อปจดทุกคำ
ลงในสมุดบันทึกการเดินทาง

  "ถึงฤดูผลิใบในพนา              ภุมราบินเคล้ากลีบเกสร
มฤคีเคี้ยวเอื้องไร้อาวร            แหงนหน้านอนเผลอยิ้มกระหยิ่มใจ"

     แล้วก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน พอดีกับหลานสาวช่างดาบวัยสิบขวบวิ่งมายื่นหนังสือที่โตชิฝากให้
     "เขายอมมอบตัวกับเราไหม"    ท็อปถาม สายตาจ้องเจ้าแมงมุมตัวเล็ก ใจกล้าโดดเข้าชักใยมัดคู่ต่อสู้ตัวใหญ่
สำเร็จ เจ้าของยอมแพ้ ร้องโวยวายรีบเอากิ่งไม้มาเขี่ยแยก มินามิแปลความให้ฟัง
       "ฉันรู้ข่าวตั้งแต่วันแรกที่แกเหยียบหมู่บ้านนี้ ดีใจมากที่แกมาหา ฉันไม่ไปกับแกหรอก มาร่วมงานกันดีซะกว่า
กำลังอยากได้คนมาสมัครเพิ่มพอดี พรุ่งนี้ก่อนค่ำมาพบกันที่เนินหลังหมู่บ้าน แล้วอย่าพกอาวุธ หรือพาใครมาล่ะ"

DSCF3110-1

ลายทุ่งหญ้า เตือนใจผู้ถือดาบในหวนนึกถึงสนามรบ

       "รู้อะไรไหมท็อปซัง ในญี่ปุ่นเมื่อตื่นเช้ามาพบแมงมุม เขาว่าโชคดี แม้แต่สาวๆเวลาเขียนหนังสือให้ผู้ชาย หาก
เขาพูดถึงแมงมุมนั่นคือบอกรับรัก"     พลางเก็บจดหมายไว้ในเสื้อ สีหน้าเคร่งขรึมลง มองหลานตัวเล็กวิ่งหายไปใน
หมู่บ้านอย่างไม่วางใจ
     "ผมฝังใจเกลียดไอ้แปดขานี่จะตาย ตอนเด็กๆมันดอดเข้ามาถึงในมุ้ง"    ท็อปเล่าบ้าง อดสยองใจไม่ได้เมื่อเพื่อน
ร่วมทางเปรยว่า
     "แต่กีฬาสู้แมงมุมนี่ซามูไรเรียกว่า คูโมคาเซ็น (Kumogasen) หมายถึงการเล่นสู้กันก่อนออกรบ"
    
     ใกล้เวลานัดฝนตกพร่ำๆ มินามิเก็บนาฬิกาพก แล้วหยิบดาบ ส่งร่มกระดาษให้เดินตามมาทางหลังหมู่บ้าน ชาวนา
มอมแมม ห่มตัวด้วยเสื้อคลุมทำด้วยฟางข้าว ทยอยกลับจากงานสวนทางมาเป็นกลุ่มๆ พอเห็นท็อปก็ซุปซิบกันแล้วรีบ
จ้ำหนี ที่กลางเนินโล่งนั้นมีคนรออยู่เจ็ดคน
     "มันมีมากกว่าเรา ดาบคุณก็ยังลับไม่เสร็จ"     มินามินึกสงสารที่ท็อปไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย
     "ฉันบอกแล้วว่างานนี้ต้องใช้ปืน"
     ซามูไรหนุ่มในชุดกิโมโนดำสนิท ยืนถือร่ม อีกมือคีบบุหรี่ตะโกนเรียก
       "มินามิ"    เจ้าโตชิ เดินรี่มาสวมกอด มันตัวสูง ไม่โกนหัวแต่เสยผมไปรวบเป็นหางม้า จัดว่าหน้าตาดีและสำอาง
 ผิดกับท่าเชยๆของเพื่อนเก่า มิน่าเล่าสาวๆในเกียวโตพากันเป็นห่วง
     "นี่ท็อปซังจากสยาม ท่านโกไดให้ข้าพาดูกองทัพใหม่ในโตเกียว เขาว่าจะเอาไปปรับเมืองเขาให้เหมือนญี่ปุ่น"
เจ้ากบฏยักไหล่   "ความเจริญที่คุณอยากได้ ต้นทุนสูงนะ เพราะต้องแลกมันด้วยจิตวิญญาณที่หล่อหลอมคุณมา มัน
อาจทำให้คุณตกต่ำทางฐานะในสังคมเช่นเรา"
     "โตชิ"     มินามิขอร้อง    "ท่านโกไดไม่สบายใจที่พวกแกก่อเรื่องกระด้างกระเดื่อง กลับนางาซากิกันดีกว่า เจ้า
นายคงช่วยหาทางให้แกพ้นโทษได้"
     "จริงๆ นะโตชิ"     ท็อปรับรอง  "แม้แต่ที่โตเกียวท่านไซโก้ ก็บอกว่าจะพูดกับรัฐบาลให้ ผมไม่เชื่อหรอกว่า ท่าน
จะยอมเลิกพกดาบ"
     "ข้ายังไม่เชื่อสนิทใจนักหรอก เกรงว่าพวกรัฐมนตรีจากก๊กโจชู มันจะผลักดันกฎหมายบ้าๆ ออกมาอีก แกได้ยิน
ข่าวลือว่าจะเก็บภาษีที่นาไหมล่ะ"
     "ข้าได้ยินแต่ว่าการพัฒนาต้องใช้เงินมาก"    มินามิใช้เหตุผลอธิบาย
     "ชะ…. เอาไปบำเรอพวกพ้องเสียก็ไม่รู้"   โตชิกราดเกรี้ยว   "ผลมันตกกับคนยากจน ชาวนาที่นี่เห็นใจข้าทั้งนั้น
บางทีอาจระดมฝึกเป็นกองทัพเล็กๆ….."
     "เปรี้ยง"    ก่อนขาดคำ เสียงปืนลั่นแต่ไกลเฉียดไปเล็กน้อย พวกบนเนินพอได้สติ ก็ย่อตัวลงหลบ
     "หักหลังข้าแล้วมินามิ นั่นพาใครมาอีก"    พวกก่อกบฏชักดาบจากฝัก แต่มินามิไม่ขยับดาบแม้แต่นิดเดียว ที่ถนน
จากหมู่บ้านพลตระเวนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งลุยฝนเข้ามา คนที่นำหน้าในมือมีปืนพก ส่วนคนอื่นๆ สะพายปืนยาว ใน
มือถือดาบ
     "ข้าสาบานได้ว่าไม่ได้บอกใคร"     มินามิเถียง เขาพาโตชิคลานหลบไปอีกด้านของเนิน ทันใดเสียงคำรามเหมือน
ฟ้าผ่าดังมาอีก
     "ตูม"    พลตระเวนกลุ่มที่สอง โอบมาอีกด้านของถนน หมดทางหนีเสียแล้ว
     "โตชิซัง พวกนั้น คงแอบตามเรามาจากเกียวโต ปืนยาวมันยิงไม่ได้แล้ว ฝนตกจนดินปืนเปียก"     ท็อปร้องบอก
เพราะเห็นพลตระเวนหลายคน หยิบดาบปลายปืนขึ้นสวม
     "ถ้าแกไม่เกี่ยวจริงก็หลบไป มินามิ แบบนี้ต้องใช้ดาบฝ่าออกไปแล้ว"    โตชิกัดฟันด้วยความโกรธ ชวนพรรคพวก
ลุกขึ้น พอดีกับที่พลตระเวนทั้งสองกองมาถึงยอดเนิน
     "ข้าคือหัวหมู่อิชิกาว่า มีคำสั่งให้แกมอบตัวซะ"     หัวหมู่รุ่นใหญ่ร้องเตือน มินามิรีบขวางไว้ พยายามอธิบายว่า
ตนเป็นใคร และขอว่านายสั่งให้มารับตัวพวกก่อเรื่องอย่างสงบ
     "แกยังคิดว่าคำสาบานกับเพื่อนจะเปลี่ยนใจมันได้หรือ พวกมันทำเราเจ็บตายไปหลายคนแล้ว"
     "ขอกล่อมมันอีกครั้งเดียวครับ"    แล้วหันไปเตือนสติเพื่อน  "น้องคิโยโกะ ขอให้ข้าพาเอ็งกลับมาเป็นๆให้ได้ เธอ
รักแกมากนะ" 
     ตัวหัวหมู่เองก็อดเห็นใจซามูไรด้วยกันไม่ได้   "นี่ข้าเองก็เบื่อสู้รบกันแล้ว แกพ้นโทษออกมาเป็นอย่างพวกข้าก็ได้
ซามูไรเก่ากันทั้งนั้น เขาให้แกพกดาบแน่ๆ"
     "ขอโทษด้วยเพื่อน ความดื้อดึงของข้าจะปลุกท่านไซโก้กับซามูไรทั่วประเทศให้รวมพลังต่อต้านในที่สุด"   เจ้าตัว
ดีสั่นหน้า
     มันใช้หัวแม่มือซ้ายผลักให้ใบดาบหลุดจากฝักเล็กน้อย เป็นเชิงย้ำว่าพร้อมออกดาบ แล้วสืบเท้าเข้าหาอิชิกาว่า แต่
มันยังเร็วน้อยกว่ามินามิที่อยู่ห่างเพียงศอกเดียว ขณะที่โตชิใช้มือขวากำด้ามเพื่อออกดาบนั้น แทนที่มินามิจะชักดาบ
ของตนบ้างกลับใช้วิชาจูยิตสูโถมตัวลงเอามือข้างเดียวกดมือขวาของเพื่อนไว้จนโตชิออกดาบไม่ได้ พลางตะโกนไล่
ท็อปและพวกตำรวจให้ห่างวง เหลือแต่เขากับเพื่อนเก่าจ้องตากันเขม็ง
     "แก... กล้าขวางทางหนีข้าหรือ"   
     ท็อปถอยมายืนรอการต่อสู้ด้วยดาบเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งคู่แยกห่างจากกันอย่างไว้เชิง โตชิจรดดาบสูงระดับ
หน้าอก ส่วนมินามิผู้เงียบขรึม พร้อมออกดาบแต่ไม่ชักออกมา ถอยเท้าเพื่อคะเนระยะระหว่าง คนทั้งสองไม่ให้พ้นรัศมี
การฟันของดาบไปได้
     'ใช่แล้วที่มินามิเคยเล่าว่าเชิงดาบญี่ปุ่นเป็นการสู้เชิงรับ คนบุกก่อนใช่จะได้เปรียบ หากสมาธิไม่นิ่ง หรือโกรธย่อม
พลาดง่าย ในอึดใจนี้ละ ที่ต้องทำใจว่าไม่มีตัวตน ไม่มีเจ็บมีตาย'
     "ข้าจะไม่ลืมว่าแกช่วยข้าที่ฮ็อกไกโดหรอกเพื่อนยาก"    มินามิพูดช้าๆ ในพริบตานั้น โตชิดูจะมีแววตาสลดลง จิต
ผวนนึกเรื่องเก่าๆ สมาธิคลาย ดาบที่ตั้งกระบวนท่าสูงเผลอลดลงมาราว 1 ฟุต โดยไม่รู้ตัว วินาทีนั้นพลตระเวนคนหนึ่ง
เห็นได้ที ยกดาบขึ้นเหนือหัว
     "ว๊าก"     มันร้องขู่ก่อนพุ่งฟันเข้ามากลางวง
     "ควับ"     คาตานะของโตชิเสียกระบวนท่า กระนั้นยังยกขึ้นฟันโดยสัญชาติญาณ มีเสียงร้องและเลือดกระเด็นเปื้อน
หน้า แม้วิถีการฟันไม่ถนัดเท่าที่ตั้งใจ พลตระเวนชะตาขาดก็กองนิ่งเลือดนองปนน้ำฝน พวกที่เหลือเสียขวัญ ขยับหนี
อย่างลืมตัว
     "บอกแล้วว่าอย่าขวางข้า"
     มินามิตัดสินใจสู้ เขากระโดดย่อเข่า ออกดาบจากฝักเร็วจนมองไม่ทัน
     "พอทีเถอะ"     เขาชี้ปลายดาบขู่ไปยังเพื่อน แล้วย่อเข่าซ้าย ชักขาขวาก้าวถอยยันไปข้างหลัง ค่อยๆลดดาบชี้ลง
กับพื้นดินโดยใบดาบขนานกับขาขวา อันเป็นท่าที่แปลกมาก
     "ท่าดาบของเอ็งข้ารู้หมดแล้ว มินามิ"      โตชิหัวเราะ
     "ระวังมินามิ"  ท็อปร้องเตือน เพราะโตชิที่มีความสูงกว่า เริ่มเข้าก่อน
     "ควับ"   มินามิขยับถอยหลบ ปลายดาบเฉือนชายเสื้อและเฉี่ยวแขนซ้ายเป็นแผลยาว การฟันพลาดของโตชิกลับ
เปิดจุดอ่อนด้านบนของลำตัวให้ ผู้ตั้งรับจับทิศทางโต้ตอบ เขาสวนดาบครั้งแรกโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดที่ได้
รับแม้แต่นิดเดียว เป้าหมาย คือ แนวตั้งแต่ไหล่ขวาเฉียงเข้าทรวงอกของคู่ต่อสู้
     "ควับ...อ๊ะ…."

DSCF3143-1

ดาบซ่อมเสร็จแล้วขอกราบขอบคุณท่านที่เกี่ยวข้องในที่นี้อีกครั้ง

     "พลาดแล้ว"   ท็อปตะลึงจังงัง คาดเดาชะตากรรมของมินามิที่กำลังจะเกิดในเสี้ยววินาทีต่อมานั้นได้ ชั่วขณะที่โตชิ
หลบฉากออกมาแล้วยกดาบขึ้นนั้น รู้สึกว่าโตชิ มิได้เหลือกระแสสมาธิและอารมณ์ของความอำมหิตเคียดแค้น แต่กลับ
ลังเลชะงักเมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมสาบานถูกสยบด้วยเงาของคมดาบที่จะฟาดฟันลงเมื่อใดก็ได้
     "ปัง"      เสียงโคลท์รีวอลเว่อร์ดับเบิ้ลแอ็คชั่น ในมือหัวหมู่อิชิกาวา แทรกเข้ามากลางคัน ซามูไรผู้ได้เปรียบสะอึก
เอามือกุมอก แล้วทรุดเข่าทั้งสองข้างมินามิทิ้งดาบรีบประคองมันไว้ ส่วนพวกกบฏเริ่มถอยหนี บางคนถูกพลตระเวน
แทงล้มลงด้วยดาบปลายปืน
     "โตชิๆ….. ไอ้เพื่อนยาก โธ่……"
     "ข้า…ไม่แน่ใจ….ว่า….จะฆ่าแกได้ยังไง…..แต่ก็….เป็นการดวลที่สมศักดิ์ศรี…นักรบนะ เพื่อน……."     นั้นเป็น
คำพูดสุดท้ายของชาวซัทซึมะ

DSCF3124-1

ดาบซามูไรห่มด้วยซองไหมจีน

     อีกสองสัปดาห์ต่อมา หมู่บ้านบิเซ็นกลับสู่ความสงบ ท็อปรับดาบคาตานะที่ถูกลับแต่งเป็นเงางาม ด้ามพันด้วย
หนังกระเบนและไหมญี่ปุ่นสีทองตัดกับฝักที่ลงรักสีดำ
     "หาอะไรมาฟัน ลองความคมก่อนไหม"   ท็อปหารือ แต่มินามิหัวเราะ
"ไม่ต้องหรอก ท็อปซัง ดาบดีๆอย่างนี้น่ะ เขาเคยลองกับคอนักโทษประหารกันมาทั้งนั้น"    เจ้าของทำคอย่นหันไป
คำนับช่างสูงอายุ ก่อนเก็บดาบใส่ในซองไหมลายไม้ดอกอย่างทะนุถนอม
     "ดูแลมันให้ดีนะพ่อคุณ ต่อไปจะไม่มีซามูไรแล้ว คนญี่ปุ่นคงไม่รู้จักมัน อาจต้องไปขอดูจากลูกหลานของเธอที่
สยามก็ได้ ใครจะไปรู้"    ช่างดาบให้ศีลให้พรแถมอีกพะเรอเกวียน
     "ไปนางาซากิ มินามิ ลืมเรื่องที่นี่เสียเถิด ญี่ปุ่นก้าวไปเร็วจนหยุดไม่ได้แล้ว"
     "ท็อปซัง การตายของเพื่อนคือต้นทุนที่ผมจ่ายเพื่อความเจริญของชาติ เมื่อถึงคราวของคุณๆ จะจ่ายด้วยอะไร" 
เขาไม่มีคำตอบ แต่อดหวั่นใจถึงเจ้าคุณปู่และญาติพี่น้องไม่ได้ว่าท่านเหล่านั้น อาจเป็นต้นทุนของเขาก็เป็นได้

แคนตอน (Canton)

มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน  พฤษภาคม  ค.ศ. 1872
     ขณะที่คนรุ่นหนุ่มในญี่ปุ่นมัวสาละวนกับการปฏิรูป  ท็อปพบว่าสถานการณ์ในจีนกลับตรงกันข้าม ขุนนางจีนยังคง
ยึดถือขนบธรรมเนียมเดิม และไม่พบข้าราชการรุ่นใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้เหมือนในนางาซากิ
     "ฮ่องเต้ไม่ทรงมีอำนาจบริหารที่แท้จริง"   หมอสอนศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ วิจารณ์ให้ฟังบนเรือโดยสารที่
แล่นจากฮ่องกงทวนแม่น้ำเพิล (Pearl River) ไปยังแคนตอน (Canton) หรือ เมืองกวางเจา
     "คนที่อยากเรียนรู้ ถูกกวาดล้าง หมดโอกาสก้าวหน้าในราชการ เพราะพระพันปีหลวง (ซูสีไทเฮา) ยึดความเชื่อ
เดิมว่าจีนมีวัฒนธรรมสูงกว่าชาวตะวันตก"
     ท็อปรู้สึกขำ   "แกหลอกตัวเองต่างหากครับ รบแพ้อังกฤษตั้ง 2 ครั้ง ในสงครามฝิ่น ถูกบังคับให้ทำสัญญาการ
ค้าที่เสียเปรียบ แล้วยังทำเฉยเมยต่อวิชาความรู้ของตะวันตกอยู่ได้"
     คุณหมอเฮนรี่สะกิดให้ดูกะลาสีชาวจีน กำลังตรวจปืนใหญ่ประจำเรือ แต่ละคนมีดไม้อาวุธครบมือ
     "โจรสลัดชุกชุมตลอดลำน้ำสายนี้ คุณดูปองท์คงเริ่มเห็นด้วยกับผมแล้ว ที่โบสถ์ของเราในญี่ปุ่น แนะให้ส่งของใช้
มีค่าส่วนตัวไปกับเรือเมล์เข้าบางกอกก่อน"   ท่านยิ้มอย่างเมตตา  "ไม่งั้นคุณหมดตัวที่นี่เอง โบสถ์ในสยามจะเก็บ
รักษาของให้คุณ เมื่อเห็นจดหมายที่ผมฝากไป"
     กวางเจาอยู่เหนือน้ำขึ้นไปราว 120 กิโลเมตร เป็นเมืองพิสดารที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เป็นเมืองท่าต้นทาง
สายไหม มีสารพัดชาติศาสนา โบสถ์ฝรั่ง มัสยิด และวัดพุทธ ตัวเมืองอัดแน่นไปด้วยบ้านเรือนร้านค้า แม้แต่ในน้ำก็มี
'เมืองลอยน้ำ' ประกอบด้วย เรือสารพัดชนิด จอดติดกันเพื่อรองรับประชากรกว่า 1 ล้านคน
     "คุณแน่ใจนะว่าได้พักที่เรือนของห้างจาร์ดีน ( Jardine, Matheson & Co.)"     หมอเฮนรี่ชี้ไปที่เกาะกลางแม่น้ำชื่อ
ชามีน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานค้าและบ้านพักพนักงานของบริษัทอังกฤษที่มีอิทธิพลในเอเซียที่สุดในจีน    "ถ้าเขาไม่
สะดวกเชิญหาผมที่โรงงานเก่าได้ทุกเมื่อ"
     โรงงานเก่าที่ว่า เคยเป็นของอังกฤษ แต่ถูกทหารจีนเผาทำลายระหว่างสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1852 เดี๋ยว
นี้เป็นที่ตั้งโกดังคลังสินค้าสูง 2 ชั้นขนาดใหญ่หลายหลัง มีโบสถ์ และหมู่บ้านชาวต่างชาติโผล่ให้เห็นแต่ไกล ท็อปฝ่า
ฝูงชนข้ามสะพานหิน ไปยังเกาะแล้วยื่นหนังสือจากมิสเตอร์โกรเว่อร์แก่ยามชาวอินเดีย มันบอกให้ยืนรอก่อน
     "มิสเตอร์ดูปองท์ ใช่ไหมคะ"   หญิงสาวชาวจีนโผล่ช่องหน้าต่างป้อมยาม พูดอังกฤษเร็วปรื๋อ จนฟังรู้เรื่องสักครึ่งเดียว
     "ใช่ครับ….คือว่า…อ้า…."    เธอฉอดๆ กลับโดยไม่รอเขาพูดจบ  "พวกนายห้างไม่อยู่เลยสักคน เสมียนฝรั่งเขาไม่
กล้าให้คุณมาพักหรอกค่ะ หนังสือจากโกรเว่อร์น่ะใช้ไม่ได้ เพราะแกลาออกไปนานแล้ว"
     "เวรละซิ อีตาโทมัส"    เขาลอบมองลอดช่องยามเข้าไปภายในกำแพง น่าอยู่ใช่น้อย มีสนามเขียวสลับสวนหย่อม
และที่หมายตาคือบ้านพักพนักงาน เจ้าหล่อนมองเขาเป๋งเอียงคอเป็นคำถาม ท็อปยังไม่ทันตอบ เธอกลับรวบรัดว่า
     "เท่านี้นะ ฉันต้องไปทำงานต่อ"  แล้วปิดบานหน้าต่างใส่เขาดังปัง
     "หนอย อีนี่ไม่มีมารยาทเสียเลย"   เขาฉุนกึก ไม่ชินกับธรรมเนียมแบบจีน อย่างน้อยยังไม่เคยมีผู้หญิงแสดงกิริยา
กับตนเช่นนี้ แล้วแบกกระเป๋าตรงไปยังโบสถ์โปรแตสแตนท์ก่อนพลบค่ำ

canton 2 honan-1
canton 1-1

     ซ้าย - บริเวณท่าเรืออันวุ่นวายของแคนตอน ขวา – ท่าน้ำหน้าวัด

     ท็อปอาศัยเรือนพักของหมอเฮนรี่ชาวอเมริกันเป็นที่ซุกหัวนอน และลองออกเดินดูเมืองเอง ซึ่งทำให้ว้าเหว่และไม่
ค่อยได้เรื่องนัก ผิดกับที่ญี่ปุ่น ที่นั่นเขาโชคดีตั้งแต่วันแรก ได้พบคนที่รอบรู้จริงจังกับงาน ผู้คนในสังคมดูมีระเบียบ
อ่อนน้อมและยึดมั่นในศาสนาตลอดจนประเพณี เกือบรู้สึกว่ากลับถึงสยามแล้ว ส่วนที่แคนตอนผู้คนดูแร้นแค้น ชีวิต
ว้าวุ่น ขาดความจริงใจ ไร้มารยาทและไม่รู้สึกปลอดภัยเมื่อเดินไปตามท้องถนน
     "ดูคุณผิดหวังกับเมืองนี้"  คุณหมอสอนศาสนาทัก  "ที่ถูกต้องมีล่ามจึงจะสนุก" 
     แกจูงแขนออกมาที่สวนหลังโบสถ์ มีหญิงสาวสวมเสื้อกางเกงจีนสีกรมท่า นั่งรออยู่คนหนึ่ง หล่อนตัดผมสั้นปรก
แค่ท้ายทอย มิได้เสยเกล้าไว้ข้างหลังเช่นคนทั่วไป
     'ยายคนที่อยู่กับจาร์ดีนนั่นเอง'  ท็อปหน้าบึ้งขึ้นมาทันที เพราะยังโกรธที่ถูกปิดหน้าต่างใส่หน้า
     "แซลลี่ เห็นว่าเธอรู้จักคุณดูปองท์แล้ว"
     "เจ้าค่ะ"    เธอยิ้มให้เหมือนคนคุ้นเคยมานาน
       "แซลลี่ เป็นเด็กที่เติบโตมากับโบสถ์ ของเราที่เมืองแต้จิ๋ว ผู้หญิงจีนน้อยคนที่รู้ภาษาฝรั่ง เธอฉลาดมากถึงกับได้
ไปทำงานที่ห้าง ผมเลยไปปรึกษาเธอเรื่องคุณ"
     แล้วอย่างไรเล่าก็แค่พูดภาษาอังกฤษฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เขามีอคติเสียแล้วทั้งรู้ว่าคุณหมอหวังดี
     "หนูขออนุญาตนายแล้วเจ้าค่ะ ว่าถ้าห้างให้คุณดูปองท์อาศัยไม่ได้ นายก็ยินดีช่วยท่านให้หนูแบ่งเวลางานมา
เป็นคนพานายคนนี้ดูเมืองบางวัน"
     "นัดเวลากันเองนะ แซลลี่ฉันมีข่าวที่บ้านจะบอกด้วย"  ว่าแล้วท่านกระซิบอะไรกับแม่นี่ เป็นภาษาจีน เธอดู
ตกใจหน้าซีดไป แต่ก็กลบเกลื่อนว่า
     "เริ่มวันนี้เลย คุณดูปองท์"    เธอสั่งทันที คงดูออกว่า เขาไม่ค่อยอยากได้ผู้หญิงเป็นล่ามนำเที่ยว  "ฉันจะได้ไม่
เสียเวลาเดินมานี่เปล่าๆ"  
     ท็อปอึดอัดใจมากเพราะแทนที่จะเดินไปตามถนน หล่อนกลับสั่งเกี้ยว 4 คนหามแบกเขาลัดไปตามตรอกทางเดิน
ปูแผ่นหินแคบๆ ในเมืองกวางเจา ส่วนแม่ตัวดีเดินนำเรื่อยไปไม่พูดจา
     "เดี๋ยวก่อน เธอชื่อแซลลี่ เฉยๆ หรือ มีชื่อจีนด้วย"     เขาร้องถามร่างสูงโปร่งที่จ้ำนำหน้าเกี้ยว
     "มีซิ แซลลี่ แซ่หยี บาทหลวงท่านตั้งตามชื่อจีน คือ หยี ซื่อ หลี เลยเพี้ยนเป็น แซลลี่"
     "เข้าทีดี แต่ว่าฉันไม่ชอบเลยที่ปล่อยให้เธอเดิน ส่วนฉันนั่งเกี้ยว สุภาพบุรุษเขาไม่ทำหรอก"
     "ถ้าคุณเป็นผู้ชายจีน คงไม่พูดแบบนี้ พวกเขาเห็นผู้หญิงสำคัญน้อยกว่าเสมอ ฉันสั่งเกี้ยวให้เพราะเวลานายฝรั่ง
ออกจากเกาะจะใช้ทุกคน คุณเองก็เป็นคนสำคัญไม่ใช่หรือ"    โดนเหน็บเข้าแล้ว ส่วนเธอตะโกนให้คนหามหยุด
เพราะสี่แยกหน้า มีอาเฮียเจ้าของร้านยืนเอะอะไล่ขอทาน คนเริ่มมุงดูส่งเสียงกันลั่น ทันใดก็มีลุงคนหนึ่งถือไม้เท้า
ทำตัวเป็นหัวหน้า มากับบริวารขอทานร่วมยี่สิบคนเข้ามาเจรจา
     "ขอต้อนรับสู่แคนตอนค่ะ"    แซลลี่ป้องปากอธิบาย   "นั่นคือ หัวหน้าหรือราชาหมู่ขอทานของเมืองนี้ เขาดูแลไม่
ให้ขอทานกวนชาวบ้าน แลกกับที่ร้านค้าช่วยออกเงินค่าอาหารผ่านหัวหน้าไปเลี้ยงลูกน้องไม่ให้ลำบาก เอ้านี่เร็วๆ….
รีบหามหลบไปเถิด…."
     ท็อปเริ่มระอากับความเร่งรีบในชีวิตชาวจีนที่นี่เหลือเกิน แซลลี่พาเกี้ยวตรงสู่ใจกลางเมืองแต่ละแยกที่ผ่านมา มี
ประตูป้อมและยามคุมแน่นหนา
     "คุณท็อป"    เธอแอบรู้ชื่อเขาอีกด้วย สมกับทำงานห้างใหญ่  "เมืองถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เวลากลางวันก็เปิดถนน
ติดต่อกันได้ ตกกลางคืน 4 ทุ่ม เขาปิดประตูเมือง 18 ประตู และสี่แยกทุกจุด ใครอยู่ตำบลใด กลางคืนเข้ามาในอีก
ตำบลไม่ได้"
     "ดูมีระเบียบนะ"      ท็อปแกล้งชม มองดูยามหางเปียยาวที่หลับอ้าปากหวอในป้อม
     "จำเป็นเพราะบางทีโจรจากไหนไม่รู้โผล่มากลางดึก เที่ยวเดินปล้นตามถนน เขาเลยจัดพลตระเวนแล้วปิดเมือง
แยกเป็นส่วนไม่ให้หนีไปไกล ยามคอยตีฆ้องแจ้งไฟไหม้ด้วย"    เธอชี้ให้ดูบ่อน้ำข้างถนนมีฝาหินปิดไว้    "มีอยู่ทุก
แยกไว้ดับไฟ"      
     ไม่ช้าก็เห็นกำแพงสูงเหมือนป้อมค่ายทหารอยู่กลางเมือง มีป้ายบอกเป็นจวนผู้ว่าราชการ ท็อปทนไม่ไหวขอลง
จากเกี้ยว โบกไล่พวกคนหามไปให้พ้น
"ฉันเดินเองดีกว่า น่าสงสารพวกนี้ เวลาแบกฉันเห็นคานหามกดกระดูกไหล่จนแทบยุบ"
     แซลลี่มองท็อปอย่างงงๆ  แล้วหัวเราะชอบใจเป็นครั้งแรก  "คุณนี่ก็แปลกไล่พวกนั้นกลับ นึกว่าได้บุญหรือไง มัน
ไม่ชอบหรอกเพราะได้เงินน้อยลง"
ทั้งคู่เดินไปด้วยกันสองต่อสอง คนเดินถนนมองเธออย่างไม่เชื่อสายตา หันไปซุบซิบกัน
     "ตรงนี้จวนผู้ว่าฯหลังใหญ่เคยโดนเรืออังกฤษยิงใส่ ตามคำสั่งของเซอร์จอห์น เบาริ่ง สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 เริ่มที่
แคนตอน เรื่องลุกลามเป็นสงครามถึงกับ ปี ค.ศ. 1860 ฝรั่งเผาพระราชวังฤดูร้อนในปักกิ่ง"
     "สถานกงสุลทุกชาติอยู่ติดค่าย ยังกับตกเป็นตัวประกัน"     
     "ใครว่าล่ะ ช่วยคุ้มครองต่างหาก พวกอั้งยี่ที่เกลียดฝรั่งมีปะปนอยู่ใช่น้อย หากบุกเข้ามามีหรือจะช่วยทัน รัฐบาล
จีนมีทหารชาวแมนจู ในค่ายตั้งหมื่นคนเพื่อคุมสถานการณ์"    นิ้วเขี่ยแขนให้ดูทหาร
       "คุณท็อป แยกไม่ออกมั้ง ฉันเป็นชาวฮั่น หรือ ชาวจีน ทหารที่ล้อมกงสุล คือ พวกแมนจู นายฝรั่งฉันเรียกตรงๆ
เลยว่าพวกตาร์ต้า (Tartar) ราชวงศ์แมนจู (ราชวงศ์ชิง) ครอบครองจีนได้ สองร้อยกว่าปีแล้ว"   
     ท็อปชำเลืองเปรียบหญิงตาร์ต้าที่เดินออกจากค่าย พวกนั้นตัวเตี้ยไหล่กว้างกว่า ไม่สูงโปร่งอย่างแซลลี่ ผิวหล่อน
ขาวคลายฝรั่ง แต่งามเนียนเกลี้ยงเกลากว่ามาก เขานึกชมจมูกโด่งสวย ริมฝีปากบางเฉียบเข้าตำราคนช่างพูด
     'ผิวขาวละเอียดเหมือนอะไรนะ ฮื่อ ใช่ แจกันเคลือบชั้นดี แม่ผิวกระเบื้องกังไส แหม่มผิวขาวผิวหน้าคงไม่นุ่มเนียนเท่า'
     "นี่คุณไม่ได้ตั้งใจฟังฉันเลย"    โดนเข้าแล้ว แค่แอบชมเอง เลยแกล้งเฉว่า
     "ก็ท้องมันร้อง เธอเอาแต่พูด ไม่หิวหรือไง"    นึกว่าจะค้อนเหมือนคนไทย กลับแจ้วๆว่า
     "งั้นฉันจะพาไปกินข้าวเย็น กวางตุ้งมีอาหารสุดยอดหลายอย่าง อยากกินแบบพื้นๆ หรือแพงหน่อย"     เราวกเข้า
ย่านร้านค้า ทุกร้านปิดป้ายสีแดงอักษรจีนสีทองตัวเท่าหม้อแกง เต็มถนนไปหมด พอเลี้ยวเข้าอีกตรอก ก็ได้กลิ่นอาหาร
หอมฉุย ท็อปบอกว่าวันนี้ขอเลี้ยงเอง แซลลี่ยิ้มแป้น
     "ลองร้านนี้ดู แพงหน่อยนะคะ"
     "หา... นี่น่ะ หรือของแพง"    ท็อปตาค้าง เมนูเด็ดของเธอ เรียกว่า มังกร และ สิงโต   "นี่มันงูกับ เฮ้อ... แขวนอยู่
ในตู้นี้ขนที่หางมันเหมือนแมวนะ"
     หล่อนหัวร่อกิ๊ก มองตาเป็นมัน รีบคว้าแขนข้ามมาร้านที่แขวนเป็ด ไก่ และหมูแดง
     "คุณทำหน้าเหมือนท่านบาทหลวงเลย ตกลงฉันอดกินของแพงทุกที"
     ก่อนพลบค่ำทั้งคู่ปีนขึ้นไปบนพระเจดีย์แห่งไม้ดอกสูงห้าชั้น สิ่งปลูกสร้างสูงแห่งเดียวกลางเมือง แสงอาทิตย์ตก
สาดลงบนเขานอกเมืองเหมือนทาด้วยสีแดง
     "ขอบใจเธอมากแซลลี่ เซี่ยๆ เป็ดอร่อยจริงๆ"    วันนี้แปลกกินได้มากกว่าทุกครั้ง
     "คุณคงไม่อายนะ ที่มาเดินตามผู้หญิง ฉันรู้สึกแต่แรกคุณไม่ชอบหน้าฉันเลย"  
     "ก็ ไม่หรอก เพียงแต่ตอนเราพบกันครั้งแรก ผมมัวพะวงหาที่พัก"   ท็อปชักอดสูใจรีบแก้ตัว
     "อ้อ......"    แซลลี่พอเดาได้  "ฉันหมายถึงเมืองจีนโบราณมาก ปกติผู้หญิงเขาอยู่แต่ในบ้าน ฉันทำงานกับฝรั่ง
พูดฝรั่ง แถมถือคริสต์ ชาวบ้านเขาเห็นเป็นตัวประหลาดน่ารังเกียจ ผู้ชายน้อยคนนักจะให้เกียรติยอมลงมาเดินเป็น
เพื่อนอย่างวันนี้"
     "มีเพื่อนหรือญาติที่นี่ไหม"
     หล่อนสั่นหน้า  "ใครเขาอยากคบพวกทำงานให้ฮวนผมเหลือง พ่อเป็นคนฟูเจี้ยนก็ตายแล้ว มีน้องชาย อยู่กับแม่
อีกเมือง ก็ได้ข่าวว่าป่วย ฉันอายุไม่น้อยนะ ฝรั่งเขาก็ไม่เอา คนจีนเขารู้ก็ไม่มาสู่ขอ เห็นแม่ว่าจะหาคู่ให้ แต่ต้องกลับ
บ้านทำตัวเหมือนหญิงจีนทั่วๆไป"
     "ฉันก็เป็นตัวประหลาดในอเมริกา เรามันอยู่ผิดที่ผิดเวลา อย่างน้อยเธอมีเพื่อนที่สยามคนหนึ่งแล้ว"    นึกเล่นๆ
ว่า ถ้าพบหล่อนในอเมริกาคงไม่แบกหน้ากลับบางกอกหรอก แต่ให้ตายเถอะท็อปเดาไม่ออกว่าเธอเองก็คิดอะไรอยู่
เมื่อบ่นลอยๆว่า
     "ที่สยามคงน่าอยู่กว่าเมืองจีนนะคะ มีคนที่บ้านแม่ในแต้จิ๋ว หนีไปเสี่ยงโชคเป็นร้อยแล้ว บางทีคนทางโน้นน่า
จะใจกว้างเมตตากับหญิงอย่างฉันบ้าง"

Canton 3