Home

ริมฝั่งแปซิฟิก
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
tracks

ชนวนสู่ตะวันตก

     "ตื่นครับตื่น อีก 15 นาที จะถึงสถานีเมืองโทปิก้าแล้ว"     นายตรวจร้องแข่งกับเสียงหวูดรถไฟ ผู้โดยสารกลุ่ม
หนึ่งสวมเสื้อโค๊ดราคาแพง มือถือกระเป๋าปืนยาวเดินบ่นเสียงลั่นตรงหายไปยังรถตู้เสบียง
     "ไอ้ทุเรศ ไม่เห็นมันมีควายมายืนขวางทางรถไฟให้ยิงเล่นอย่างในโฆษณาเลย"
     "พวกลูกเศรษฐี มือสมัครเล่นจากฟากตะวันออกน่ะ"    ไมค์ชำเหลืองมองขันๆ   "หิมะขาวเต็มทุ่งอย่างนี้มันคง
นึกว่าจอดรถยิง (Park and Shoot) ได้เหมือนฤดูร้อน"
     "แล้วกลางเดือนกุมภาพันธ์อย่างนี้ ควายไบซัน (American Bison) มันหลบไปไหนล่ะ"   ท็อปก็สงสัย
     "เมืองโทปิก้า (Topeka รัฐ Kansas) เป็นแค่ชายทุ่งแพรี่อันกว้างใหญ่"    ไมค์อธิบาย ด้วยคุ้นเคยแต่ครั้งมา
สร้างทางรถไฟ   "ปีนี้หนาวกว่าปกติ พวกมันอาจหนีลงไปถึงโอคลาโฮมา และ เท็กซัส พอฤดูใบไม้ผลิ ลูกที่คลอด
ใหม่เริ่มโตจึงจะอพยพมาหาหญ้ากิน ผ่านแคนซัสขึ้นเหนือไปทางรัฐเนบราสก้าโน่น"
     "งั้นเราคงต้องหางานทำถึงหน้าร้อนซิไมค์ รอจนกว่าจ่าเวอร์เน่อร์จะต้อนวัวจากเท็กซัสขึ้นมาขาย"
     "ใช่ แกมันอยากใจร้อนรีบเผ่นมาจากฟิลาเดลเฟียเองนี่"    ไมค์หัวเราะ เขาไม่ได้คิดตำหนิท็อปเลย
     "ฉันตัดสินใจแล้ว ออกมาผจญภัยเสียอย่างนี้สบายใจกว่า"     พลางมองไปรอบๆ ตู้โดยสารราคาประหยัด มีผู้
อพยพมากันแน่น พวกนี้ไม่ใคร่ชอบใช้ขบวนเกวียนอีกแล้วเพราะมักถูกอินเดียนโจมตี เด็กเล็กตื่นขึ้นชักงอแง ขณะ
ที่พ่อแม่เริ่มปีนลงจากชั้นที่นอนแคบๆเหนือม้านั่ง เด็กคนหนึ่งวิ่งมาจ้องหน้าแล้วแลบลิ้นหลอก 

park _ shoot

Park and Shoot

     "ราวกับยกโขยงกันมาทั้งยุโรปเลยกระมัง พ่อแม่ไอ้เปี๊ยกนี้คงพูดอังกฤษได้ไม่กี่คำ"    แล้วพูดต่อไปว่า
     "ขอบใจที่แกยอมมาเป็นเพื่อน ฉันคนเดียวไม่กล้ามาบ้านป่าเมืองเถื่อนนี่หรอก ขาดแต่ไอ้พอลคนเดียว อาไร้…
ดันไปติดแม่ม่ายเสียนี่"   
     "เอ้อ ท็อป"   พูดถึงแม่ม่าย ไมค์จึงขัดจังหวะ  "แกคิดอย่างไรกับชาล็อตน้องสาวแจ็ค"
     "ก้อ........เป็นคนดี.......ฉลาด….."   โดนถามทีเผลอเข้า ท็อปถึงกับแกล้งก้มลงปัดรองเท้าเล่น
     "แล้วก็เป็นแม่ม่ายที่ไม่ขี้เหล่เชียวละ"   ไมค์เอาศอกกระทุ้งสีข้าง
     "ฮี้ เขาเป็นน้องสาวนายเรา คนเขามีบุญคุณ ไปยุ่งเข้าอกตัญญูตายเลย"
     "ชะ เอาคติเอเชียมาอ้าง เอ็งไม่ได้รักเขาก็ว่ามา"   แล้วหยุดครู่หนึ่ง  "แต่ข้าว่าเขาแอบชอบแกอยู่นา"
     ท็อปล้วงมือลงไปข้างรองเท้าบู๊ท ปืนลูกโม่จิ๋วของผู้พันยังซ่อนอยู่มิดชิด เขาถอนใจว่าโชคดีนะที่จนป่านนี้ยังไม่
ต้องยิงใคร พลางว่า  
     "คงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันสะเทือนใจคนตะวันออกผิวเหลืองอย่างฉันอยู่มาก"

     เรื่องนั้นเกิดขึ้นในช่วงตุลาคม ค.ศ. 1870 นี่เอง หลังจากกัปตันดูปองท์ ป่วยตายกะทันหัน ท็อปเลยได้ชาล็อตเป็น
เพื่อนปลอบใจจากความโศกเศร้าจนใกล้ชิดมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
     "ตั้งแต่เธอมาทำงานกับแจ็ค ฉันก็หายเหงาเหมือนกัน ใช่ว่าจะช่วยปลอบใจเธอฝ่ายเดียวเมื่อไหร่" 
     หล่อนเปรยขึ้นขณะกลับจากขี่ม้าเล่นในเย็นวันหนึ่ง ใบไม้ตามชนบทเปลี่ยนเป็นสีแดง สลับสีทองสุกไปทั้งป่ารับ
ลมหนาว ดูเธอมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
     "คงเป็นเพราะคุณชอบอ่านหนังสือ จึงมีเรื่องคุยกับผมได้เรื่อยๆ"    เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ชอบให้ชมว่าเก่งมากกว่า
สวยจึงแหย่เสริมว่า   "สุภาพสตรียุควิคตอเรี่ยนที่รอบรู้อย่างนี้หายากออกครับ"
     ได้ผลแก้มหล่อนแดงจัดขึ้นตัดกับตาสีเขียวใสเป็นประกาย พอใกล้ถึง เริ่มมีบ้านเรือนหนาตา เธอจึงชวนลงมาเดิน
จูงม้า แล้วเกี่ยวแขนท็อปอย่างเป็นกันเอง ช่างผิดกับหญิงสาวบ้านเราที่คงอายม้วนก้มนับร่องกระดาน
     "สวยอย่างนี้ไม่น่าเป็นม่ายเร็วเล้ย"   เขาเผลอบ่นออกมาเป็นภาษาไทย
     "เมื่อกี้ว่าอะไรคะ ฉันได้ยินนะ เอ๊ะ…นั่นใครมารอน่ะ"  
     ผู้ดักรอเป็นเพื่อนของแจ็คที่หมั่นไส้อาการสนิทสนมนี้อย่างมาก แต่วันนี้ถึงกับพาพวกมารอกลางทาง
     "ชาล๊อต เธอไม่ควรไปไหนตามลำพังกับคนจีนผิวเหลืองนะ"  มีเสียงทักที่ไม่เป็นมิตร
     "เขาเป็นคนอเมริกันนะริชาร์ต แล้วไม่ใช่คนจีนด้วย"    เธอชักขัดใจ ท็อปหลบไปยืนข้างม้าทันที
     "มันจะเกิดที่ไหน พื้นเพมันก็ไอ้พวกกุลีสกปรกที่มาสร้างทางรถไฟนั่นแหละ"   เจ้าริชาร์ตย้ำ ท็อปได้ยินว่ามันเคย
ทาบทามขอหล่อนกับแจ็ค แต่เหลว   "ชาวบ้านเขาว่าเอาได้ พี่ชายเธอก็จะพลอยเสียหน้า"
     เพื่อนตัวโตๆของมัน 2 คน อ้อมมา กรอกหูว่า   "เป็นแค่ลูกจ้างตาตี่ มาเดินกับสุภาพสตรีผิวขาวนี่ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลย"
     ท็อปเลือดขึ้นหน้าทันที ข้าต่างหากมาจากที่สูงกว่าพวกแก เลยพลั้งปากออกไปว่า    "ผมยิงอ้ายพวกฝ่ายใต้ไปก็
หลายศพ เพิ่งเห็นว่ามันยังปะปนอยู่กับเราแถวนี้อีก…"   พูดได้เท่านั้นก็ถูกหมัดของมันฮุ๊คเข้าที่ท้อง
     "ว้าย! ทำไมต้องทำเขาอย่างนี้"     ชาล็อตร้องเสียงหลง ท็อปทรุดลงกองกับพื้นถนนแฉะๆ มีชาวบ้านโผล่มาดูกัน
หลายคน อดีตทหารผ่านศึกลืมตัวด้วยความโกรธ เลื่อนมือลงไปในรองเท้าบู๊ทช้าๆ คลำหาปืนลูกโม่เล็ก ชาล็อตใจหายวาบ
เธอเคยเห็นเขาพกปืนลูกโม่จิ๋ว (Puppy Revolver) กระบอกนี้ไว้ยิงไล่หมาเวลาไปเที่ยวชนบท จึงรีบนั่งลงตระคลุบมือ
กอดเขาไว้แน่น ก่อนที่ท็อปจะชักออกมาให้คนที่มุงอยู่เห็น
     "อย่าจ๊ะ เรื่องจะไปกันใหญ่"     คำพูดของหล่อนเตือนสติเขาได้ทันกาล จริงซิเรื่องเคยไปกันใหญ่ เพราะโทสะวูบ
เดียว จนต้องระเห็จจากบางกอกมาถึงอเมริกา วูบเดียวลำบากไปตั้ง 10 ปี วูบใหม่คราวนี้ถ้าไม่ตรงไปคุกก็คงวิ่งหนี
เตลิดไปอีก แล้วนี่เป็นรองตั้ง 1 (ตัวเล็ก) ต่อ 3 (ตัวโต) จึงได้แต่ก้มหน้าข่มความโกรธเอาไว้
     "บอกมันด้วยว่าอย่ามาเดินกับเธอให้เห็นอีก"     พวกมันสำทับแล้วผละไป
     บัดนี้พลบค่ำแล้ว เหลือแต่เขาและเธอสองคนนั่งอยู่บนรั้วไม้ริมถนนตัวเลอะเทอะไปด้วยโคลน
     "ท็อป อย่าเอาคำพูดคนพาลไปคิดเลยนะ ที่นี่อเมริกาทุกคนมีสิทธิ์เสมอกัน"   
     "จริงครับ เป็นอุดมการณ์ประจำชาติที่สูงส่งมาก แต่เมื่อกี้นี้คือความจริงที่ยังฝังใจคนบนแผ่นดินนี้นะครับ"   
เขาพยายามลดเสียงลงเพื่อระงับโทสะ   "เพื่อนผมตายในสงครามเพื่ออุดมการณ์นี้หลายคน แต่ว่าเขาตายเปล่าไหม
ตราบใดที่คนผิวขาวคิดว่าเหนือกว่าเชื้อชาติอื่นที่มีผิวดำ ผิวเหลือง พอหมดพวกทาสนิโกร คุณก็พาลมาข่มเหงคนอื่น
แทนจนได้โดยอ้างว่าตนเองเจริญกว่า" 

DSCF0285-1

ปืนลูกหมา (Puppy Pistol) เป็นปืนพกจิ๋วสำหรับสตรีไว้ป้องกันตัว หรือ คนขี่จักรยานไว้ยิงไล่หมาชาวบ้านที่ชอบไล่งับ
ปืนชนิดนี้มักทำในยุโรป เช่นกระบอกของท็อปทำในเบลเยี่ยมขนาด 5 มม. มีลวดลายงดงาม ย่อส่วนมาจากปืนต้นแบบ
ของฝรั่งเศสแบบ เลอฟอร์ซู (Lefaucheux) ที่ใช้กระสุนปลอกโลหะรุ่นแรกของโลกมีแท่งชนวนเป็นเดือยงอกมาข้างๆปลอก
(Pin fire) สังเกตได้ว่ามีช่องให้แท่งชนวนโผล่มาข้างหลังโม่ ส่วนปืนพกซุกซ่อนขนาดใหญ่มักเรียกว่า ปืนหมาใหญ่บุลด๊อก
(Bulldog Pistol)

     ชาล็อตปล่อยให้ท็อประบายความอึดอัด โดยไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรได้  ท็อปจ้องแม่ม่ายสาว 
     "ผมกังวลครับ ว่าผมจะสามารถตั้ง ครอบครัวที่ดี กับเขาที่นี่ได้ไหม ถ้าผมพาผู้หญิงจากสยามมาอยู่ด้วย เธอก็จะ
ทนทุกข์เช่นผม แต่หากหาคู่เป็นคนผิวขาวเธอจะต้องอึดอัดใจไม่แพ้กัน"
     "แต่ฉันกับแจ็คไม่เคยดูถูกเธอเลย"    หน้าเธอดูเซียวและรับทราบความปวดร้าวใจของเขา  
     "ผมเคยพบผู้หญิงชาวอลาบาม่าคนหนึ่งระหว่างสงคราม เธอเทียบกับคุณไม่ได้หรอกครับ เป็นชาวบ้านธรรมดาที่
ผมคิดว่าน่าจะพออยู่กันอย่างพื้นๆได้ กระนั้นครอบครัวของเธอยังพรากเธอไปจากผม"   
     "เธอต้องพบคนที่ถูกใจสักวันนะ ฉันเองก็…ก็ยังไม่เคยพบใครที่เหมือนท็อปเลย"     หล่อนเสียงอ่อย
     "คุณชาล็อตตอบผมได้ไหมครับ ถ้าเป็นตัวคุณเอง แล้วคุณจะทนเสียงวิจารณ์ได้หรือในการที่คบและสู่หากับผมใน
ที่เปิดเผย"    เขาจับมือเธอบีบแล้วก้มหน้าลงข้างหูแกล้งลองใจถามว่า  
     "ไม่ถึงกับต้องรักกันหรอก เพียงเป็นเพื่อนที่รู้ใจ คุณจะกล้าต่อสู้เพื่อผมได้นานสักเท่าไหร่ครับ"
     "เอ้อ.....ฉันๆ"     หล่อนอึกอัก คนที่ฉลาดฉาดฉานบัดนี้อับจนต่อถ้อยคำ แสดงอาการวิตกลังเลให้เห็น
     "ไม่ต้องตอบหรอก ผมจะเข้าใจ"     เขาเชยคางหล่อนขึ้นแล้วหอมที่ปอยผมสีทองไล่ลงมาที่หน้าผากเย็นๆ    "ผมไม่
อยากให้ใครที่ผมชื่นชมมาลำบากกับผมหรอก"    
     "ฉันกลัวๆเสียเธอไป แล้วก็ต้องว้าเหว่อีก ฉันเสียใจนะจ๊ะท็อป บางครั้งสังคมกำหนดอะไรกับชีวิตของผู้หญิงมาก
เหลือเกิน"   ว่าแล้วก้มหน้าลงร้องไห้ ท็อปดึงเข้ามาแนบอกไว้รู้สึกถึงหยาดน้ำตาอุ่นๆกระทบกับมือ
     "แฝดสยามที่ชื่อจันบอกว่าผมควรเห็นโลกให้มากกว่านี้ กลับสยามสักครั้งก่อนค่อยคิดว่าจะใช้ชีวิตที่ไหน"    เขาช่วย
หล่อนลุกขึ้นยืน 
     "ผมตัดสินใจแล้วว่าต้องลาคุณสักวันหนึ่งเร็วๆนี้ คุณชาล็อตจะไปกับผมไหม ไปดูนครวัดด้วยกันไง"
     "ฉันก็อยากได้เห็นโลกกว้าง ได้ผจญภัยเหมือนเธอ"      
     ครั้นหยุดนิ่งอยู่ จึงแกล้งแหย่ถามว่า   "แคร์ขี้ปากคนเขาทำไม คุณไม่ใช่สาวน้อยแล้วนะ"      
     "ฉันไม่แน่ใจจ๊ะ ถ้าเป็นแค่ฝันฉันคงบอกเธอต่อหน้าสิ่งมหัศจรรย์แห่งนั้นว่าฉันอาจเผลอรักเธอไปแล้ว"     
     ว่าแล้วร่างอวบใหญ่โผมาอยู่ในอ้อมกอด ปล่อยให้เขาจูบริมฝีปากอย่างทะนุถนอมนิ่งอยู่เป็นนาน สำหรับท็อปแล้ว
มีความเป็นมิตรให้ชาล็อตอย่างเต็มเปี่ยม แต่การตัดสินใจจากกันของเขายังไม่ถึงกับทำให้รู้สึกว่าสูญเสียคนที่ร่วมแบ่ง
ปันสุขทุกข์มาด้วยกันเหมือนกับเอมิลี่ นี่ถ้าเธอยอมหนีไปด้วยคงยุ่งพิลึกเวลาพบกับแม่ แล้วเขาจะเอาปัญญาไปเลี้ยง
แหม่มตัวโตๆอย่างนี้ไหวหรือ

SlaughteredBuffalo1874-1

กว่าจะได้สัก 1 เหรียญ เหนื่อยพอดู

ทุ่งหิมะ

     เมืองโทปีก้า ก็เหมือนเมืองริมทางรถไฟสู่ตะวันตกของอเมริกาในช่วงนั้น คือมีคนอพยพมาปักหลักเพิ่มทุกวัน จาก
สถานีรถไฟไปจนถึงจัตุรัสของถนน Main Street ท็อปแลเห็นอาคารร้านค้าใหม่ๆ เพิ่งสร้างเสร็จมากมาย มีโบสถ์ และ
โรงเรียนกำลังก่ออิฐค้างอยู่อีกด้านของเมือง บุคคลที่ไมค์ตามหาคือนักธุรกิจคู่หนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกันสมัยสร้างทางรถไฟ
และเป็นเจ้าของกิจการขนส่งชื่อ ห้างคล๊าก แอนด์ ด๊อดเจ้น ซัลทรี่ (Clark & Dodgen Sultry Company) มิสเตอร์คล๊าก
อายุเกือบ 60 ปีแล้ว เป็นคนเยือกเย็น สูงผอม กิริยาสุภาพ คิดนานก่อนพูดเสมอ ถ้าพบกันในโบสถ์อาจทึกทักไปว่าเป็น
นักเทศน์ ซึ่งบังเอิญว่านามสกุล Clark ของอังกฤษ มีรากศัพท์ภาษาละติน ตรงกับคำว่า บาทหลวง (Priest) อีกด้วย

     "จำเจ้าไมค์คนอังกฤษที่คุมเครื่องจักรไอน้ำของ Union Pacific Railroad ได้ไหม"   แกถามชายกลางคนชื่อ
มิสเตอร์ด๊อดเจ้น หุ้นส่วนผู้คุมเรื่องการเงิน ซึ่งแต่งตัวโก้ คล่องแคล่วมีชั้นเชิงสมเป็นพ่อค้ากว่ามาก
     "เราเพิ่งเปิดสาขาที่เมืองแอ็บบิลีน (Abilene) ห่างไปทางตะวันตกอีก 100 ไมล์ กิจการดีมากเพราะพวกคาวบอย
ใช้เป็นที่ส่งวัวจากเม็กซิโกขึ้นรถไฟ เราต้องการคนช่วยงานอีก"    ด๊อดเจ้นเสนอ
       "เราขายสินค้าให้กับพวกพรานล่าควายป่าด้วย ปืน ของกินและของใช้จิปาถะ แล้วรับฟอกหนัง รับซื้อลิ้นควายส่ง
เหลาที่นิวยอร์ก ฉันขอไม่ทำอย่างเดียว ออกไปยิงควายเองหรือจ้างคนไปยิง บาปกรรมน่ะ"  โจ คล๊าก หันมาพูดกับท็อป
     มิสเตอร์ด็อดเจ้น เขียนจดหมายสั้นๆ ยื่นให้ไมค์    "เธอถือนี่พร้อมกับคุมเกวียนสินค้าไปที่แอ็บบิลีน ผู้จัดการของ
เราที่นั่น จะให้เธอ 2 คน รับหน้าที่ส่งสินค้าและรับหนังควายจากค่ายพวกพรานล่าสัตว์ มีปืนมาด้วยไหมนี่"  ท็อปตอบ
ว่า มีแค่ปืนสั้นกระบอกเดียว   
     "งานนี้เราโดนปล้นทั้งจากคาวบอยและอินเดียน นายเบิกปืนยาวเฮนรี่ไปสักกระบอกจะอุ่นใจกว่า"
     "ลองดูท็อป ได้ผจญภัยสมใจแกแล้ว"   สองสหายมองหน้ากันทำตาปริบๆแล้วว่า  "ที่นี่เปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน
นะครับ แล้วยังมีที่ดินให้จับจองซื้อกับบริษัทรถไฟได้ด้วย เอเคอร์ละ 5 ดอลล่าห์เอง"
     โจ คล๊าก หัวเราะ   "ใช่ แต่ฉันว่ามาค้าขายแบบนี้ง่ายกว่าไมค์ ฉันเลิกเสี่ยงเอาเหล้าไปส่งถึงกระโจมอินเดียนอีกแล้ว
เดี๋ยวนี้เขาไม่ไว้ใจเราเลย เพราะคนขาวอพยพมากันมากเหลือเกิน จูบลายุคบุกเบิกมายิ้มรับยุคแห่งการล่าควายเถิด" 
แล้วแกก็พูดอะไรกันสองคนเป็นภาษาอินเดียนให้เราฟังเล่น ท็อปเดาได้ว่าเขากำลังนั่งคุยกับนักบุกเบิกรุ่นลายคราม
แห่งรัฐแคนซัสเข้าแล้ว
     เมื่อท็อปมาถึงแอ็บบิลีนเขาประหลาดใจที่พบว่า ผู้จัดการสาขาเป็นผู้หญิงตัวอ้วนวัยกลางคน แกขอให้เรารีบเดินทาง
เอาอาหารและกระสุนไปส่งค่ายพรานล่าควายทันที
     "ฉันจ่ายค่าจ้างตอนแกกลับมา แต่ถ้าอยากได้เงิน ห้างนี้รับจำนำนะ"    หล่อนว่าฉอดๆ
     "ผมอยากฝากของใช้ส่วนตัวสัก 2 หีบ เท่านั้นละครับ"    ท็อปหมายถึงดาบ หล่อนไม่ปฏิเสธ 
     "ไปอยู่ในทุ่งน่ะปลอดภัยดีแล้ว เมืองนี้มีเรื่องยิงกันทุกวัน มาร์แชลคนเก่ามันทะลึ่งใช้แต่วิธีสมานฉันท์ไม่ยอมพกปืน
ไปห้ามอันธพาล จนถูกเป่าดับอยู่กลางถนน รอมือปราบมาแทนก็เห็นหัวหดกันหมด"  

Bison_skull_pile_ca1870
hidesmall

การล่าวินาศสันตะโรทำลายควายป่า 60 ล้านตัวในช่วงปี ค.ศ. 1868 – 1881   ซ้าย – กองกระดูกยังถูกขน
 ไปทำปุ๋ยในราคาตันละ $6  ขวา  - ห้างใหญ่อีกแห่งในด๊อดซิตี้ มีสต๊อคหนังควายไม่น้อยกว่า 2 หมื่นผืนเสมอ

     การเดินทางในทุ่งที่เต็มไปด้วยหิมะปราศจากอุปสรรคใดๆ ที่ค่ายเขาพบแต่พวกแล่หนังสัตว์กลุ่มใหญ่
     "ของใช้และกระสุนที่เอ็งสั่ง ขนลงได้เลย"   ไมค์รายงาน
     "อีก 3 วันค่อยกลับนะโว้ย รอทีมต่างๆลำเลียงหนังที่แล่แล้วมารวมกันก่อน"     หัวหน้าทีมแล่หนังว่า "พรานไปไหน
หมดล่ะ"    ท็อปสงสัย
     "ไอ้เวร ก็ไปทำงานซิ"  มันถ่มยาสูบกับพื้นบอกด้วยสำเนียงคนใต้  "การล่าเขาจัดเป็นทีมโว้ย ทีมละ 2-3 คน คน
หนึ่งเป็นผู้หล่อหัวกระสุนหรือโหลดกระสุนเสมอ"
     "แล้วพวกแกล่ะแบ่งงานอย่างไร"    เขาย้อนเอาบ้าง
     "พวกข้าก็จัดทีมออกตาม เอาเกวียนน้อยตามไปถ้า 3 วันไม่กลับมาค่ายใหญ่นี่แสดงว่ามีเรื่องแล้ว"  
     "งั้น ทีมแกออกไปเมื่อไหร่ขอไปดูด้วยนะ"      ท็อปคิดว่าดีกว่านอนตากหิมะอยู่เฉยๆ
     ในทุ่งกว้างวันต่อมา อากาศเริ่มครึ้มผิดกับวันวาน รถม้าของทีมแล่หนังมาได้สัก 7-8 ไมล์ ก็เห็นจุดที่ต้องทำงาน
กลางทุ่งขาวโพลนนั้น มีก้อนภูเขาย่อมๆกองอยู่กระจัดกระจายไปนับร้อยๆลูก
     "นั่นไงไอ้หนู แกจะช่วยเราแล่หนังก็ได้ ข้าให้ 25 เซ็นต่อ 1 ตัว"    เจ้าหัวหน้าทีมชี้ที่ซากควาย
     "ตายเยอะเหลือเกิน"    ท็อปคราง  "แล้วควายป่าตัวโตขนาดนี้ พวกในเมืองกินหมดหรือ"
     "ฮะฮะ ไม่มีใครเขาสนใจเนื้อมันหรอก เราแค่ตัดลิ้นไปขายลิ้นละ 25 เซ็นต์ พวกผู้ดีในเมืองใหญ่เขาไปกินกันตาม
เหลาราคาแพง เนื้อที่เหลือปล่อยหมาป่า (Grey Wolf) มันกินให้พุงกางไปเถิด"    เจ้าหัวหน้างานแล่หนังยิงลูกซองขึ้น
ฟ้านัดหนึ่งมีฝูงหมาป่าวิ่งหนีจากซากควายไกลออกไป แล้วเริ่มสั่งเด็กรีบทำงาน 
     "เราเก็บเนื้อสันในอร่อยๆ ไว้กินคืนนี้ก็พอ ไอ้ที่ทำเงินงามคือขนสัตว์ต่างหากล่ะ"
     "ไมค์ สัตว์พวกนี้ตายเปล่าแท้ๆเลย ที่สยามเขาเปรียบว่าฆ่าช้างเอางา เนื้อเน่าเสียดายของน่าจะขนไปให้คนที่เขา
ต้องการอาหารได้กินบ้าง"    ท็อปปลงสังเวช
     "ขนไม่ทันหรอกท็อป แกรู้ไหมว่าพรานระดับใหญ่คนหนึ่งน่ะ เขายิงได้วันละกี่ตัว"  ไมค์ชี้ไปยังซากควายรอบๆตัวเขา 
"250 ตัวต่อวันโว้ยท็อป การล่าแบบวินาศสันตะโร เริ่มมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่สงครามเลิก เดี๋ยวนี้เข้าปี ค.ศ. 1871 คงมี
พรานเต็มทุ่งนับพันคน คิดดูซิว่าแต่ละวันควายป่าล้มตายลงกี่หมื่นตัว อากาศหนาวมันพอช่วยรักษาเนื้อไว้ไม่ให้เน่าได้
อยู่หรอก ทีนี้ถ้าแกอยากขนไปขายที่ฟิลาเดลเฟียละก้อเห็นจะต้องใช้เกวียนอีกนับพันเล่มเอาไปขึ้นรถไฟ อ้อ ยังต้องเอา
เกลือมาหมักกี่พันถังเล่า"
     "ไม่ยุติธรรมเลยไมค์ ตอนเราเป็นทหารแทบไม่ได้กินเนื้อสด แล้วตอนนี้มีเหลือเฟือจนกินไม่ทัน"
     เจ้าหัวหน้าถ่มยาเส้นปรี๊ดใหญ่ลงพื้นหิมะแล้วว่า   "ขอบคุณพระเจ้าที่มอบควายให้เรายิงไม่รู้จักหมด ข้าว่านโยบาย
ของนายพลเชอริแดนในการปราบอินเดียนด้วยการไล่ฆ่าควายป่า เพื่อตัดเสบียงอาหารคงเหลว เอ้านี่ลองเรียนวิธีแล่หนัง
สัตว์ดูซิวะ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ"
     ท็อปรับมีดที่มันโยนให้แต่กลับส่งให้ไมค์ลองก่อน    "ข้ารู้สึกไม่ชอบเรื่องพรรค์นี้ แค่ถอนขนไก่ยังสะอิดสะเอียนเลย
ควายฝูงนี้โชคร้ายจริงๆที่ไม่หนีหนาวไปให้ไกลกว่านี้เลยถูกล่าหมด"
     "ดูนี่นะท็อป เห็นขนของมันหนามากตรงโหนกหลังนี่ไหม"   ไมค์ชี้ให้ดู   "โจเคยเล่าให้ฟังสมัยที่ข้ารับซื้อเนื้อควาย
จากเขามาเลี้ยงคนวางรางรถไฟว่า พรานชอบล่าในหน้าหนาวนัก เพราะเป็นช่วงที่ขนมันยาวหนาเต็มที่ ขายได้ราคาสูง
กว่าปกติ"    เขาก้มหน้าแล่หนังต่อไปในไม่ช้าควายตัวนั้นก็ดูแปลกตา มีขนบนหัวและเขาสีดำ ตรงกลางลำตัวเหลือ
แต่เนื้อขาวๆ และเลือดกรัง ชวนคลื่นไส้ แล้วยื่นมีดให้ท็อปบ้าง
     "แกลองตัวต่อไป กว่าจะได้สัก 1 เหรียญ เหนื่อยพอดู"     ท็อปฝืนใจกรีดมีดลงกลางส่วนท้องบ่นไปด้วย
     "ฮื่อ ฉันทำกับแกอย่างนี้ บาปกรรมจะตามมาให้ฉันโดนอินเดียนมันถลกหนังหัวบ้างไหมล่ะ"
     "แกไม่ต้องพูดดีหรอก พอหิมะละลาย คอยหลบพวกเผ่าซูให้ทันก็แล้วกัน"     พวกแล่หนังชักขนหัวลุก
     "กรีดระวังด้วยไอ้น้อง หนังพวกนี้มีค่า โรงงานอุตสาหกรรมเขาเอาไปใช้ทำสายพานเครื่องกล ทำกระเป๋า เข็มขัด
จิปาถะ ส่วนแผ่นที่มีขนสัตว์เอาไปทำผ้าห่มคลุมตักเวลานั่งบนเกวียนอุ่นดีนักแล"
     ท็อปสะกดใจทำต่อ กรีดแรงๆไปที่หน้าท้องจนตับไตไส้พุงทะลักออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ชายหนุ่มหน้าเบ้ เงยหน้า
มองเพื่อนแล้วกลับทรุดตัวลงอาเจียนลงบนกองหิมะ เรียกเสียงฮาลั่น
"อ้วกแตกแล้วไอ้เวร ใจมันอ่อนเกินไป"    เสียงเจ้านักแล่หนังถ่มยาเส้นปรี๊ดซ้ำลงบนกองอาหารมื้อเช้า

Pension

เอกสารชิ้นสุดท้ายที่พบของนายยอด ระบุว่าเขาไปขอเบิกบำนาญ  ที่โทปีก้า วันที่ 16 เม.ษ 1871
มีอ้างสังกัด ทหารราบกองพันที่ 13 ร้อย B New Jersey และ ขวาสุดยังบอกว่ามาจากสยาม Siam

     ทั้งคู่ใช้ชีวิต 8 สัปดาห์แรกอยู่กลางทุ่งที่ปกคลุมด้วยหิมะ ดูเหมือนว่าโลกนี้มีแต่พื้นสีขาว ฟ้าสีเทาอยู่เพียง 2 สีเท่า
นั้น งานขนสินค้าบังคับให้ผลัดกันนอน ผลัดกันเฝ้ายามทุกคืนเหมือนยังเป็นทหาร มีแต่คนที่แสนทรหดและไม่มีห่วง
ในชีวิตจึงจะทนอยู่ได้ ในทุ่งแพรี่ใหญ่นั้นอากาศที่เคยสดใสอาจแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มพายุหิมะกระหน่ำภายในสิบ
นาทีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า บ่อยครั้งพรานหนีกลับค่ายไม่ทันต้องหนาวตายอย่างเดียวดาย เฉพาะพรานเก่าที่
ชำนาญอาจหลบพายุหิมะด้วยการยิงควายป่าตัวเขื่อง แหวะเอาเครื่องในทิ้งแล้วมุดเข้าไปซุกในร่างอันอบอุ่นของมัน
โชคดีที่ท็อปไม่เคยต้องหลบในพุงอันน่าขยักแขยงเช่นนั้นบ้าง อีกหลายเดือนนักกว่าจะได้พบจ่าเวอร์เน่อร์
     "ไอ้เงินเดือนๆ ละ 8 เหรียญ นี่มันก็ดีกว่าอยู่ที่เดิมหรอกท็อป"  ไมค์บ่นขณะมุดอยู่ใต้ท้องเกวียนเพื่อหลบพายุ
ลูกเห็บลูกเท่ากำปั้นเด็กที่โปรยลงมากับฝนแทนหิมะเป็นเครื่องบอกว่าหน้าหนาวใกล้จะอำลาจากไปแล้ว    "เสียดาย
อยู่ว่าโอกาสร่ำรวยอยู่ต่อหน้า แล้วเราก็นั่งดูเฉยๆ"
     "เอ็ง อย่ามาชวนข้าถลกหนังควาย เสียให้ยากเลย ไม่มีทาง"     ท็อปรีบดักคอ
     "ไอ้บ้า ข้าหมายถึงล่าควายกับเขาบ้างโว้ย"
     "ฮื่อ ขาดแต่ม้าดีๆ สัก 2 ตัว ปืนอีกกระบอกหนึ่ง"     ท็อปถอนใจ
     "ลงทุนกันไหม หมดหน้าร้อนปีนี้เราคงมีเงินพอไปเป็นเศรษฐีน้อยๆ ที่ซานฟรานซิสโก ส่วนแกจะมีเงินตีตั๋วข้ามไป
ญี่ปุ่น"     ท็อปรู้ดีว่าเพื่อนพยายามหลอกล่อ มันมีเงินไม่พอลงทุนคนเดียวหรอก
     "เราสองคนคงใช้เงินสะสมซื้อม้าและอานเลวๆ ได้ แต่ปืนนี่ซิ ปืนล่าสัตว์แพงเอาเรื่อง แถมขายดีจนต้องจองกันเป็น
เดือน"   ท็อปอดเห็นด้วยไม่ได้ เขาเองไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า ขายขี้หน้าคนเหมือนกัน
     "ของเก่าแกมีค่านะ เอาขายซิ"
     "ดาบเงินน่ะหรือ ฝันไปเถิดไมค์"    เขารีบแย้ง   "แต่ เอ...  บางทียายป้าผู้จัดการสาขาอาจสนใจสร้อยทองคำของ
น้าข้าก็ได้"
    
     ทันทีที่กลับถึงแอ็บบิลีน ไมค์จึงลองชวนกันข้ามถนนไปที่ร้านปืนเขาจ้องชาร์ป ในตู้โชว์ตาวาว
     "แหมงามจริงๆ ขนาด .44-77 Sharp ตั้ง 50 เหรียญ โอ๊ย หมดตัวกันละ"
     แต่ทั้งคู่ก็ผิดหวังเพราะมีคิวจองปืนยาวเหยียดนานกว่า 2 เดือน ดังนั้นเมื่อมีโอกาสไปขนของที่ห้างในเมืองโทปีก้า
เขาจึงขอให้ไมค์ลองเช็คกับร้านใหญ่อีกครั้งแล้วก็แยกเดินตรงไปสำนักงานสัสดีกองทัพบกสหรัฐ เพื่อยื่นเรื่องขอรับเงิน
บำนาญทหารอาสาผ่านศึก กรอกแบบฟอร์มอยู่ดีๆ เจ้าไมค์ ก็วิ่งพรวดพราดมาอย่างดีใจ
     "แกต้องขอบคุณสวรรค์ที่ส่งข้ามาเป็นเพื่อน เราได้ปืนแล้ว ได้ง่ายๆ เลยท็อป"    ไมค์น้ำลายแตกฟอง
     "เงินพอหรือวะ หรือแกไปปล้นเขามา"    ท็อปจับเงินบำนาญในมือแน่น เดาว่ามันคงจะขอด้วย
     "พระเจ้าทรงโปรดส่งข้าไปได้ปืนในร้านเหล้าต่างหาก มีไอ้พรานขี้เมา หมดตัวเพราะโป๊กเกอร์ เลยยอมรีบขายให้
ถูกๆ ปืนชาร์ปพร้อมอุปกรณ์นะท็อป แต่แหมเสียดายไม่ใช่ขนาด .44"     ไมค์ทิ้งท้ายเสียงอ่อยๆ
     "อุวะ จะเอาไปยิงกระรอกหรือไง ถ้าไม่ใช่ .44"     สีหน้าของเขาทำให้ไมค์หัวเราะลั่น
     "ฮะๆ ไอ้ท็อป ไอ้เพื่อนยาก ปืนใหม่ล่าสุดขนาด .50-90 Sharp โว้ย ต่อให้ในทุ่งมีช้างข้าก็คว่ำได้"

กลางฝูงควายป่า

     ปลาย เมษายน ค.ศ. 1871 ทุ่งแพรี่ใหญ่จึงเผยความงามของผืนหญ้าอันเขียวสดตัดกับท้องฟ้าสีเข้มไร้เมฆ ลมเย็น
พัดยอดหญ้าลู่พลิ้วดั่งระลอกคลื่นในมหาสมุทร ต้อนรับชายหนุ่มจากสยาม ซึ่งควบม้าผ่านมาด้วยหัวใจเบิกบาน เปี่ยม
ไปด้วยความร่าเริงและความหวังในอนาคตที่ดีข้างหน้า เขาผ่านบ้านไร่ของพวกบุกเบิกตามรายทาง ผ่านเด็กชายตัวเล็ก
ซึ่งยืนชวนให้ซื้อหนังแร็กคูน ที่เพิ่งวางยาเบื่อได้ ผ่านเมืองที่กำลังขยายออกสู่ชนบท ทุ่งอันเต็มไปด้วย ไร่ข้าวโพด ถั่ว
ลิสงและธัญพืช หลากชนิดที่แข่งกันผลิดอกออกผลเกินปกติด้วยดินอุดมไปด้วยปุ๋ย มันรอให้เก็บเกี่ยวเป็นครั้งแรกบน
แผ่นดินที่ครั้งหนึ่งอินเดียนใช้ประโยชน์เพียงตั้งกระโจมพักอาศัยเท่านั้น
     ไมค์พาม้าลุยข้ามแม่น้ำอาคานซอร์ (Arkansas River) ที่ไหลเชี่ยวและใสจนเห็นฝูงปลาเรนโบว์เทราท์ เพราะเลี่ยง
ข้ามสะพานหินที่มีด่านเก็บเงินค่าผ่าน ใกล้ๆนั้นยังมีโรงโม่แป้งกังหันน้ำ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ คร่อมซากอาคารอิฐที่เคยเป็น
สถานีแลกเปลี่ยนสินค้า (Trading Post) แต่ถูกอินเดียนบุกเผาสังหารเจ้าของคนเดิมเมื่อปีกลาย
     "ดูโน่นซิท็อป"    เขารั้งสายบังเหียนให้ม้าหยุดพัก
     "สมใจจริงๆ ฮะๆ"   บัดนี้ความเจริญถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ข้างหน้าท็อปคือทุ่งราบสลับเนินเขาสุดลูกหูลูกตา แทบไม่
มีต้นไม้ใหญ่สักต้นเดียว ทุ่งราบนี้ที่ทั้งคู่ฝากความหวังไว้กับฝูงควายป่า โชคลาภที่แฝงมากับอันตรายจากคมลูกธนูของ
เจ้าถิ่น พรานผิวเหลืองสวมเสื้อหนังกวางใหม่เอี่ยม พลางขยับเข็มขัดคาดปืนลูกโม่ให้รัดกุม ปืนไรเฟิลชาร์ปลำกล้อง
8 เหลี่ยมซุกอยู่กับซองหนังที่อานม้า เขาเหลือบดูดาบหลูบเงินถูกซ่อนไว้ในเครื่องนอนด้วยความภูมิใจ คิดว่านี่เป็น
ครั้งแรกในชีวิตที่สัมผัสกับอิสรภาพ ตัดจากอดีตต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิง
     "เอ็งดูดีว่ะ"   ไมค์เองก็ขุดพบเรมิงตันรุ่นใหม่ซึ่งใช้กระสุนมีปลอกมาจากโรงจำนำ
     "เป้าหมายแรกของเราคือแค้มป์พรานรับส่งหนังสัตว์ให้ห้างของโจ คล๊าก ซึ่งคาดว่าอยู่ทางใต้ที่ไหนสักแห่งระหว่าง
เมืองแอ็บบิลีนกับ ด็อดซิตี้"     ว่าแล้วท็อปที่กระทุ้งสเปอร์ให้ม้าควบออกไปทันที

rath_herd

 รอบๆ มีสายตาอีกสักสิบล้านคู่จ้องเขม็ง

     "ขี่ม้ามาหลายวัน แล้วยังไม่พบฝูงควายเลย"    ท็อปปรารภขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ความมั่นใจเมื่อหลายวันก่อนค่อยจางลง
เกรงว่าจะลงทุนสูญเปล่า
     "ต้องมีซิ มันกำลังอพยพขึ้นเหนือ อาจสวนกับเราที่ไหนก็ได้"   
     พอตกสายสภาพทุ่งตรงหน้าดูแปลกตาไป เหมือนมีใครมาตัดถนนดินพาดขวาง ท็อปลงจากม้ามายืนกลางถนนสายนั้น    
 "โอ้โฮ ใครอุตริมาสร้างถนนได้เรียบอย่างนี้ว่ะ"
     "ดูดีๆ คนบ้าที่ไหนเขาตัดทางเกวียนกว้างตั้งครึ่งไมล์"    จริงๆ แล้วมันเกิดจากรอยย่ำของฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ ไมค์
เองก็ตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นกับตา   
     "รอยใหม่เสียด้วย ถ้าเป็นรอยช้างเดินผ่านบ่อยๆ ก็เป็นไปได้หรอกไมค์ แกจะให้เชื่อว่านี่รอยควายเดินรึ ฝูงมันมีสักกี่
ตัวกันได้ พื้นดินจึงกระจุยอย่างนี้"    ชาวสยามเคยแต่เห็นควายตามท้องนาไม่กี่ตัวชักสงสัย
     ทั้งคู่เดินตามถนนมาจนถึงยอดเนินสูงลูกหนึ่ง แล้วข้อสงสัยที่ค้างคาใจจึงหมดไป ในหุบเบื้องล่างนั้น มีก้อนขนสัตว์
สีน้ำตาล นับพันก้อนกระจายอยู่เต็มไปหมด
     "ฝูงเล็กๆ น่ะ"    ไมค์พยามยามสะกดความตื่นเต้นไว้ไม่ให้เพื่อนเห็น   "เราจะไม่ยิงหรือส่งเสียง ฝูงแค่นี้ อย่าเสียเวลา
อ้อมเลย ลองฝ่าเข้าไปกลางฝูงดีกว่า"
     "แกแน่ใจว่าม้าเราไม่ตื่นหรือ"     ท็อปไม่เห็นด้วยกับความคิดสัปดนของเพื่อน
     "คนขายม้าเขารับประกัน มันคุ้นกับเสียงปืนด้วยซ้ำไป"    ว่าแล้วก็บังคับให้ม้าเดินทำตัวกลมกลืนไปริมฝูงควายป่าหา
ช่องที่จะเข้า ท็อปนั่งตัวเกร็งเพราะควายที่ตกใจเพียงตัวเดียว เขาและม้าตัวกระจ้อยจะถูกเหยียบราบเป็นฝุ่นผงในพริบ
ตา พอหลุดมาได้ก็ถอนใจโล่งอก
     "ตื่นเต้นดีว่ะไมค์ ดีว่าเป็นฝูงเล็กๆ นะ"    เขาหันไปมองเจ้าคนอังกฤษ แต่ไมค์นั้นหน้าซีดเผือดดูจะไม่ได้ยินที่เขา
พูดด้วยซ้ำ ถ้าควายไบซันสามพันกว่าตัวทำให้ท็อปตื่นได้ ฝูงควายข้างหน้าเขานับแสนตัว ยืนเบียดกันแน่นทุ่งแทบไม่
เห็นพื้นหญ้าอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นเอาง่ายๆ
     "ไม่มีทางออกเลย ถอยก็ไม่ได้"     ท็อปคราง เจ้าม้าสองตัวสะบัดหัวและดูหน้ากันเอง ถ้าเขารู้ภาษาม้ามันคงพูดว่า    
"กูบอกมึงแล้วว่าอย่าเข้ามา"
     "ยังไม่ได้ล่าเอ็งสักตัว เอ็งก็จะล่อข้าเสียแล้ว แข็งใจผ่านมันไปเถอะท็อป"     ไมค์ขอใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน
     "ถูกควายเหยียบตายอายเทวดาแย่ แกนำไปเถิด"
     เจ้าพวกควายป่าดูจะงงๆ ที่มีสัตว์แปลกปลอมเดินเข้ามาในฝูงขณะที่มันกินหญ้าอยู่เพลินๆ แต่เมื่อเห็นว่าเรามา
อย่างสงบ ก็เลิกสนใจก้มหน้าก้มตากินต่อราวกับเราเป็นส่วนเกินในชีวิต ที่จริงท็อปเริ่มสังเกตว่ามีกวางแอนติโล๊ป
หลายตัวถือโอกาสปะปนเข้ามาบ้างเหมือนกัน ม้าของไมค์หนุ่มกว่าเจ้าแก่ของท็อปเดินเข้าหาควายตัวโตอย่างกล้าหาญ
เจ้าพวกควายก็แหวกทางให้พอเราทั้งสองผ่านไป มันก็เดินเข้ามาปิดทางก้มกินหญ้าต่อ
     "เหมือนเอามือแหวกจอกแหนที่คลุมผิวน้ำไม่ผิดเพี้ยน"     ท็อปนึกในใจสลับสวดมนต์
     ครั้นเดินแหวกทางไปได้สักชั่วโมงหนึ่งยังไม่เห็นว่าจะพ้นฝูงได้ เจ้าม้าหนุ่มเริ่มอาการหงุดหงิด สะบัดหน้าทำท่า
จะหยุดเดินบ่อยครั้ง
     "ท็อป แกเอาเจ้าแก่ขึ้นนำบ้างดีกว่า ไอ้หนุ่มนี่ชักจะใจร้อนแล้ว"    ไมค์กระซิบ
     "มันแก่แล้วนา จะสู้ไอ้ม้าเด็กๆ ได้หรือ แล้วนี่ต้องใช้เวลากี่ชั่วโมงก็ไม่รู้ เพราะหุบเขาแถวนี้เป็นสีน้ำตาลแน่นไปหมด"    
เขาไม่มั่นใจเลย
     "เห็นจะเป็นล้านตัว"     ไมค์บ่น   "ชีวิตพวกเราฝากไว้กับเจ้าแก่นี่แล้ว"
     เขาเดินทางกันต่อ ท็อปสังเกตว่ามีลูกอ่อนเกิดใหม่ปะปนอยู่ทั่วไป ซึ่งต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ เจ้าลูกน้อย
ตัวหนึ่ง พอเห็นม้าก็วิ่งมาดูแล้วทำเสียงตกใจหนีไปฟ้องแม่ เพียงเท่านี้ ควายตัวผู้เกือบสิบตัวหยุดกินหญ้าแล้วรีบเดิน
มาตั้งวงรูปครึ่งวงกลมล้อมแม่ลูกคู่นั้นอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวหันเขาโง้งออกมาทางศัตรู
     "อย่าบุ่มบ่ามนะเจ้าม้า"    ท็อปรีบเอามือลูบคอปลอบเตือนสติมัน เพราะควายบางตัวพ่นลมฟืดฟาดขวางทางไว้
เขาค่อยหันไปรอบๆ มีสายตาอีกสักสิบล้านคู่จ้องเขม็ง
     "ตอนนี้ข้าไม่ใช่นายแกแล้ว ช่วยพาข้าออกจากที่นี่ด้วยนะ"    คนขี่มือสั่นไม่กล้าแม้แต่จะดึงสายบังเหียน ยอมให้
เจ้าม้าใช้ความอาวุโส ตัดสินใจค่อยๆ ถอยแล้วเดินอ้อมกำแพงมีเขาออกมาได้
     "ขอบใจ ขอบใจมาก พี่ม้า"     ท็อปโล่งอก เมื่อม้าพาผ่านฝูงควายจนได้หลังจาก 4 ชั่วโมงเต็ม!

BuffaloWallow-1

ปลักควายฝรั่ง Buffalo Wallow

พรานหน้าใหม่
     การปรากฏตัวของพรานผิวเหลืองหน้าใหม่ใน เย็นวันต่อมาทำความตื่นเต้นกับพวกพรานมาก ไมค์รีบทำข้อตกลง
กับพวกแล่หนังเพื่อตั้งทีมติดตามทันที หลายคนเป็นมิตรมาถามทุกข์สุขและให้คำแนะนำ เช่น เด็กหนุ่มชื่อเจ้าแบ็ต
บางคนก็ดูหยันๆ และไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย ต่างคนต่างหากิน ไม่แย่งกันเป็นใช้ได้
     "ผมตั้งกลุ่มออกล่ามาได้พักใหญ่แล้ว นี่เพื่อนๆเขาเพิ่งแยกทางกันไปทำธุระที่ฟอร์ทเฮย์"     พรานหนุ่มคนนี้อายุ
เห็นจะไม่เกิน 20 ปี      "พรุ่งนี้ไปกับผมก็ได้พวกพี่อาจต้องการคำแนะนำบ้าง ถ้าไม่รังเกียจ"
     "สอนเยอะๆ ได้เลยนะแบ็ต เรายินดีรับฟัง"      ท็อปรินกาแฟเติมให้
     "เอ็งจะสอนไอ้ชิ๊ง (Ching Chong คำล้อเลียนคนจีน) ทำไม เสียเวลาข้าเห็นพวกมันเป็นแต่เลี้ยงหมูอยู่ในซานคราเมนโต้"    
มีเสียงสอดขึ้นจากกองไฟใกล้ๆ เรียกเสียงหัวเราะฮาขึ้น ท็อปอายจนต้องก้มหน้า แบ็ตแตะเข่าให้นิ่งไว้หันไปตอบนิ่มๆ
แทนว่า
     "เขาคงสู้พวกนายไม่ได้อยู่แล้ว ข้าเพียงแต่ชวนคุย เห็นเขาเหน็บปืนเรมิงตันรุ่นเก่ามาด้วยเลยขอดู ถอดเข็มขัดปืน
ให้ผมได้ไหม พี่ท็อป"
     เจ้าหนุ่มตาสีน้ำเงินเข้มประหลาด ช่างพูดจาปราศรัยและดูจะเป็นที่รู้จักในกลุ่มพรานเป็นอย่างดีผู้นี้ ลุกขึ้นคาด
เข็มขัดปืนของท็อปอย่างทะมัดทะแมง
     "ลองยิงดูซิวะ ข้าว่าแกยิงสู้ พี่น้องตระกูลเอิ๊ป เพื่อนของแกไม่ได้หรอก"      พรานคนที่หาเรื่องท็อปยังแกว่งเท้าหา
เสี้ยนต่อ
     "พนันกันไหม ข้าจะยิงขวดเหล้าที่วางบนกล่องไม้ ไกลๆ โน่นด้วยนัดเดียว"     แบ็ตยิ้มท้า
     "ถ้าพลาดข้าให้ 10 เหรียญ ถ้าโดนแกต้องพูดว่า... คุณชิ๊งครับ ผมก็เคยเลี้ยงหมูตอนอยู่ที่เซนต์หลุยส์"
     "จะไหวหรือน้อง พระอาทิตย์จะตกดินอยู่แล้ว มองเป้าเห็นเพียงลางๆ นะ"     ไมค์เตือน
     "พี่ท็อปพอมีเงินติดตัวนะ เผื่อผมพลาด ปืนรุ่นนี้ผมยังไม่เคยยิงเลย"     แบ็ตชักปืนขึ้นตรวจ
     "อ้าว แล้วเสือกไปท้าเขาทำไม"    ท็อปคราง เดาว่าเจอกลุ่มปาหี่ต้มตุ๋นเงินจนได้ แบ็ตออกมายืนกลางลานพวกพราน
หลายสิบคนมามุงดูห่างๆเริ่มวางเดิมพัน พอเป้าสองขวดตั้งเข้าที่แล้ว จึงลองชักปืนจากซอง
     "อุ๊บ เกือบหลุดมือแนะ ไม่ค่อยถนัดเลยครับ"     แบ็ตหันมากระซิบ
     เขาใส่ปืนกลับเข้าซอง คราวนี้ชักขึ้นมาใหม่ เร็วจนมองแทบไม่ทัน แต่แทนที่จะยิงแกกลับควงกลับไปกลับมาอย่าง
คล่องแคล่วเหมือนเล่นกล แล้วเสียบเข้าซองด้วยความไวไม่แพ้ตอนชักออกมาครั้งแรก พวกพรานมุงปรบมือกันใหญ่
เขาข่มขวัญคนดูเช่นนี้หลายครั้งจนรู้สึกคุ้นมือแล้ว ในพริบตาก็กระตุกปืนขึ้นอย่างว่องไว นิ้วโป้งขวาคงง้างนกในจังหวะ
ที่ปืนหลุดจากซองและเหนี่ยวไกยิงในระดับสะโพก แทบไม่ต้องเล็งด้วยสัญชาตญาณพิเศษเฉพาะตัวโดยแท้
     "ปัง"   
     พวกพรานปรบมือลั่น เมื่อขวดใบหนึ่งแตกกระจาย เสี้ยววินาทีนั้นเขาเหนี่ยวไกปืนค้างไว้ใช้ วิธีตบนกยิง หรือที่เรียก
กันว่า แฟนนิ่ง (Fanning) กลับตวัดฝ่ามือซ้ายลงบนนกปืนให้ง้างออกแล้วลั่นนัดที่สองออกไป ติดๆกัน

       "ปัง"   เจ้าคนปากหาเรื่องหน้าเจื่อนลงไม่กล้าต่อปากอีกเมื่อขวดใบที่เหลือปลิวหายไปจากลัง
     "แกไม่ต้องพูดอย่างที่ตกลงไว้หรอก พี่ท็อปว่าไหม"     แบ็ตรีบหาทางออกไม่ให้เสียหน้าได้อย่างฉลาด ท็อปพยัก
หน้าแล้วว่า
     "ได้ดูฝีมือเธอนี่ซิ คุ้มจริงๆ"      แล้วต่างแยกย้ายกันเข้านอน
     แบ็ตพาทั้งสองออกมาแต่เช้ามืด พยายามอธิบายนิสัยใจคอสัตว์ที่จะล่าให้ฟังตลอดทาง
     "เห็นหลุมกลมๆ นั่นไหม เราเรียกว่าปลักควาย (Buffalo Wallow)"     พวกเราลงจากม้าหยุดดูกัน   "นี่เป็นรอยนอน
ตีแปลงของควาย ซึ่งเริ่มจากการที่มันมาคุ้ยเลียกินดินเค็มๆจนบ่อยเข้าเกิดเป็นหลุมอยู่กลางทุ่ง"
     ท็อป เดินตรงไปยังหลุมหนึ่งไม่ไกลนัก มีน้ำโคลนขังอยู่หน่อยหนึ่ง   "อ้อ มันกินดินโป่งเหมือนสัตว์ป่าทางบ้านเรา
เลย ก็นิสัยควายไถนานี่ละเห็นขี้โคลนก็อดลงแช่ไม่ได้"    เขาเล่าให้ แบ็ตฟังถึงควายเมืองสยามซึ่งตัวเล็กกว่าและชอบ
แช่น้ำเป็นที่สุด
     "ไอ้หลุมนี้ช่วยพรานไว้หลายครั้งเวลาถูกอินเดียนโจมตี ก็หลบในนี้ละครับ อ้อพี่ท็อปเวลาอยู่กลางทุ่งนี่ช่วยติดปืน
ไรเฟิลไว้กับตัวนะ เราไม่รู้ว่า หมีกริซลี่ อินเดียนหรือโจรจะโผล่มาเมื่อไหร่"   
     พวกเราเล่าให้ฟังว่า ควายฝูงที่ฝ่ากันออกมาใหญ่มาก แต่ก็ยิ่งตกใจเมื่อ แบ็ตตอบว่า   "ครั้งที่ผมหนีออกจากบ้าน
มารับจ้างวางรางรถไฟน่ะ ขบวนรถของเราเคยจอดถึงครึ่งวัน เพื่อให้พวกมันข้ามรางไป พวกนี้เป็นสัตว์ฝูง จากควาย
หนุ่มจ่าฝูงพอแก่แล้ว ตัวอื่นมาแทนตำแหน่ง สายตามันยิ่งแย่ลงตามอายุและจะถูกฝูงทอดทิ้ง หากินตัวเดียวท้ายที่สุด
ก็ตกเป็นเหยื่อหมาป่ารุมกินโต๊ะ"
     "แปลว่า ถ้าไม่โดนกินก็โดนพวกเรายิง ตายโหงอย่างเดียว"      ท็อปคร้ามกับธรรมชาติของมัน
     "ใช่แล้ว ทำกรรมจนเกิดเป็นควาย ต้องมาตายโหง"
     ในที่สุดแบ็ตก็เลือกทำเลได้เหมาะเป็นเนินเขาลูกไม่ใหญ่ มองเห็นฝูงควาย ในระยะสัก 300 หลา
     "พี่ตั้งขาไม้ประคองปืนไว้ข้างๆเนิน อย่าไปยืนก๋าบนยอดเนินมันจะเห็นเรา"     หนุ่มสกุลแมสเตอร์สันแนะ พลาง
สอนให้สังเกตทิศทางลม   "เจ้าพวกนี้สายตาเลวมาก แต่จมูกดี มันฉลาดพอที่จะวางหน่วยระวังภัยเป็นกลุ่มๆสักห้า
หกตัวอยู่ห่างจากฝูงเพื่อกันพวกหมาป่า ถ้ามันสงสัยจะวิ่งไปรวมฝูงให้พวกจ่าฝูงดมกลิ่นให้แน่ก่อนจะเริ่มวิ่งหนี"
     "ไมค์ ฉันเป็นแค่ผู้ช่วยบรรจุกระสุนก็ได้ แกยิงไปเถิด"    ท็อปส่งปืนให้
     "อ้าว ถ้าแกไม่ยิงบ้าง ฉันไม่แบ่งเงินให้นา"    เจ้าอังกฤษแกล้งบอก แบ็ตยืนฟังอย่างสนใจ
     "ยิงเหมือนมันไร้ค่า การล่าสัตว์ควรจะเป็นการสู้ชนิดตัวต่อตัว เปิดโอกาสให้เขาได้ป้องกันตัวเองบ้าง"
     "ฉันเองก็สงสารมัน"    ไมค์ถอนหายใจ   "ควรเป็นการล่าแค่พอกิน คิดดูซิตอนที่อยู่กลางฝูงน่ะ ถ้ามันรู้ว่าเราเป็น
พราน คงชวนกันรุมกระทืบตายไปแล้ว เอาน่าเพื่อชีวิตที่ดีของเราสองคนก็แล้วกัน"
     เขาเล็งไปที่หมายแรกเป็นควายหนุ่มตัวเขื่องในระยะ 300 หลา แบ็ตช่วยกะระยะเผื่อลมให้เล็งที่หัว
     "ปัง"   เจ้าก้อนขนสีน้ำตาลทรุดตัวลงนิ่งไปเฉยๆ ตัวอื่นยังคงกินหญ้าต่อไปเพราะเสียงปืนมาไม่ถึง
     "ยิงซิพี่ท็อป ง่ายออก ถ้าเป็นพรานชั้นหนึ่งน่ะเขาขี่ม้าไล่ยิงเชียวนา"    แบ็ตสะกิดสีข้าง
     "แกต้องช่วยยิงบ้าง นับตัวแล้วมาแบ่งเงินกัน ตัวไหนฉันยิงแต่แกโหลดกระสุนให้ ฉันจะแบ่งให้ตัวละ 25 เซ็นต์
ยุติธรรมไหมล่ะ"    ไมค์เสนอ แบ็ตทำหน้าเห็นด้วย
     "ขอยิงวันละ 10 ตัว ก็มากแล้วนะ ตัวละ 3 เหรียญน่ะ"     ท็อปแบ่งรับแบ่งสู้
     "นรกเป็นพยาน ไอ้ท็อปมันบังคับให้ผมตกนรกนานกว่ามันสัก 5 เท่า ครับ"     ไมค์ชักรำคาญ ว่าแล้วก็ผลัดกันส่งหัว
ตะกั่วหนัก 470 เกรน อย่างบรรจงจนควายกลุ่มนั้นล้มลงทั้งหมด โดยที่ไม่รู้เลยว่าโดนอะไรเข้าไป

7-102 25-1 11-102

    ซ้าย ไวลด์ บิล ฮิกค็อก ผู้ยิ่งใหญ่กับปืนด้ามมุกคู่  กลาง หนุ่มแบ็ตแมสเตอร์สัน พรานรุ่นน้อง
     ที่ต่อมาโด่งดังในฐานะมือปราบ ขวา เบน ทอมสัน  จอมโหดจากเท็กซัส หุ้นส่วนซาลูนหัววัว

     ทั้งคู่ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังมีพรานอยู่อีกหลายกลุ่มทำให้การล่าได้วันละไม่เกิน 100 ตัว เพราะควายตื่นแตกฝูงง่าย
เวลาตื่นฝูง (Stampede) นั้น ต้องคอยหลบให้ดี เคยมีทหารเอาปืนใหญ่ยิงใส่มันเลยเหยียบเป็นผง เสียงฝีเท้าควายเป็น
หมื่นวิ่งพร้อมๆ กันนั้นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ส่วนแบ็ตเด็กหนุ่มนิสัยดีผู้นั้นได้ขอลาไปตามหาเพื่อนที่ ด๊อดซิตี้ ได้
ความว่าเพื่อนบางคนไปเริ่มสร้างชื่อด้วยการชักปืนไวกันที่นั่น เวลานี้ทั้งคู่มีเงินเก็บมากขึ้น แต่สิ่งที่ท็อปกังวล คือ ชีวิต
ในเมืองแอ็บบิลีน เพียบพร้อมไปด้วยจักรกลที่คอยสูบเงินนักเผชิญโชคเช่นเขาด้วยสุรา นารี และกีฬาบัตร โดยเฉพาะคน
อังกฤษอย่างเจ้าไมค์นั้น มีการพนันอยู่ในสายเลือด
     "เหนื่อยมามาก ขอใช้เงินหาความสุขบ้างซีวะ"    มันชอบเถียงเสมอก่อนมุดหายเข้าซาลูนหัววัว (Bulls Head
Saloon) ซึ่งท็อปได้ยินว่าเจ้าของชื่อนาย เบน ทอมสัน (Ben Thompson) และ ฟิลด์ โค (Phil Coe) สำหรับเบนนั้น
เป็นมือสังหารมีอันดับจาก เท็กซัสทีเดียว อย่างไรก็ตาม แอ๊บบิลีน ค่อยๆ กลับสู่ความสงบอีกครั้ง เมื่อนายกเทศมนตรี
ตกลงจ้างอดีตเสือพรานและนักเลงปืนอายุ 34 ปี ชื่อ เจมส์ บัตเล่อร์ ฮิกค็อก หรือ ไวลด์ บิล (James Butler Hickok /
Wild Bill) มาเป็นมาร์แชล เพื่อสนองนโยบาย ปราบปรามคาวบอยต่างถิ่นที่เข้ามาเกเรในเมืองให้เด็ดขาด
     "เพิ่งกลับจากล่าควายหรือหนุ่ม"    ไวลด์ บิลทักไมค์เข้าจนได้  "ห้ามพกปืนเข้าเมืองนะ จำได้ไหม"
     "แฮ่ะๆ จำได้ซิครับท่าน ใครๆ ก็เห็นป้ายหน้าเมืองว่า No gun in Abilene Sir!"    ไมค์กลัวแกจนตัวหด
     "นั่นเพื่อนเธอหรือ"     สิงห์มือปราบรูปงามหันมาจ้องท็อป
     "ครับผม เขาเคยเป็นทหารผ่านศึกนะครับ มาจากเมืองสยาม"   ไอ้ไมค์ก้มหน้าก้มตารายงาน ไวลด์ บิลพยักหน้า
เอามือแตะปีกหมวกให้ก่อนออกเดินตรวจต่อ
     "ใจถึงกันดีนักนะไอ้พวกนี้"      แกว่า   "ระวังด้วยมีคาวบอยเข้าเมืองมาอีกเป็นร้อย"

chisom trail

 วัวลองฮอร์นเขายาว (Longhorn) ถูกต้อนไปตาม Chisholm Trail จากเท็กซัสไปส่งถึงแคนซัส วัวพวกนี้สืบ
เชื้อสายจากวัวที่พวกสเปนขนมาเลี้ยงจากยุโรป รูปร่างใหญ่ ขายาว ทรหดต่อการถูกต้อนไปตามทุ่งแพรี่
พวกคาวบอยโด่งดังจากงานต้อนวัวไป ฝึกวิทยายุทธ์ไป พอถึงแอ๊บบิลีน ก็ลองวิชาแม่นปืนกับมือกฎหมาย

     ผู้ถูกกล่าวถึงจากแดนเอเชีย อดนึกชมนักเลงปืนลือนามผู้นี้ไม่ได้ เขามีเสียงกังวานของผู้นำ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้า
อย่างดี มีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นลูกซองแฝด ปืนพกด้ามมุก 2 กระบอกในซองคู่ซ้ายขวา ด้วยวิธีพกหันด้ามออกจาก
ตัวที่แปลกประหลาด แม้แต่รองเท้าบู๊ทยังมีปืนพกเหน็บไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างเป็นมีดโบวี่เล่มเขื่อง หากสัญลักษณ์ความ
"เถื่อน" (Wild) ที่ท็อปชอบนั้นคือ หนวดและผมสีทองเป็นลอนปล่อยยาวเหมือนผู้หญิง ตัดกับผิวเข้มคล้ำจากการกรำ
แดดประกาศความเป็นอิสระไม่แยแสต่อผู้อื่น และดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่แฝงแววก้าวร้าวคู่นั้น นี่ละตาไอ้เสือแท้ๆ
     "ไมค์ ข้านึกไม่ออกว่าเคยเห็นตาสีน้ำเงินเข้มแบบนั้นที่ไหน"     ท็อปสะกิดถาม
     "ฮื่อ เหมือนไอ้น้องแบ็ตมากเลยละ พวกเสือปืนไวด้วยกันนี่นา"     ไมค์นึกขึ้นได้ ก่อนพากันมาที่ซาลูน แน่นอน
ว่าเขาได้ข่าวการมาของเหล่าชาวเท็กซัสเช่นกัน ทั้งคู่ถามหาคนชื่อ เจมส์ เวอร์เน่อร์ ทันที
     "จิม จากฮันท์วิลส์ น่ะหรือ"     ไอ้กุ๊ยขี้เมาซึ่งอยู่สุดบาร์ตะโกนตอบ   "หัวหน้ามาถึงแล้ว จ่ายค่าเหล้าเป็กนี้ แล้ว
ข้าจะพาไปหา เอื้อก…. ว่าแต่เอ็งเป็นใครกัน"
     "บอกจิมว่าพวกเราจากกองพันที่ 13 มาขอพบก็พอ"     ไมค์ป้องปากตะโกนแข่งเสียงดนตรี
     "เชื่อลูกน้องข้า ระวังออกลูกเป็นควายนะไมค์"       เสียงคุ้นๆ หูดังมาจากข้างหลัง
     "จ่าๆ จริงๆ ด้วย"     พวกเราร้องสุดเสียง เมื่อหันมาพบจ่าในชุดเสื้อกั๊ก สวมบู๊ตปักลาย ปากคาบซิการ์
     "ไอ้ท็อป แกไปนรกแล้วกลับออกมาจนได้ (To hell and back) เอาเหล้ามาแจกให้สองคนนี่เร็ว"
     ท็อปเล่าเรื่องนับแต่ถูกยิงบาดเจ็บนิ้วด้วน และการงานที่ได้ผ่านมาให้ฟัง แล้วว่าจะขอลองไปเยี่ยมบ้าน
     "ในที่สุด เอ็งก็ไม่อาจกลมกลืนกับชีวิตในโลกใหม่นี้ได้ เอาเถิดข้าว่าคนเราต้องได้ดีที่ไหนสักแห่งบางทีเบนสวรรค์
โน้นคงสั่งให้แกกลับไปรับใช้บ้านเมืองแกบ้าง"  จ่ายอมรับการตัดสินใจของชายหนุ่มง่ายๆ
     "จ่าต้องรีบกลับไหมล่ะครับ"      ท็อปถาม
     "ไม่รีบหรอก คุมไอ้พวกห้าร้อยขี้เมานี่ต้อนวัวมาเป็นเดือน ขอพักสักหน่อย ว่างๆ บางทีว่าจะออกไปยิงกวางเล่น
นอกเมือง ดีนะที่เราพบกันเพราะปีหน้าข้าว่าจะส่งวัวขึ้นรถไฟที่ด๊อดซิตี้ แล้วสะดวกกว่า"
     "เหมาะเลย ผมจะชวนจ่าไปล่าควายด้วยกัน"     ไมค์ได้ทีรีบชวน
     "ฮื่อเข้าทีแฮะ ข้าขอพาเพื่อนไปสักคนนะ"    จ่าอมยิ้มอย่างมีเลสนัย   "ส่วนคืนนี้ขอข้าเลี้ยงดูปูเสื่อให้เต็มที่ อีหนู
มานี่เร็ว"
     ว่าพลางกวักมือเรียกสาวซาลูนซึ่งเกาะระเบียงบันไดรอแขกเพลินอยู่ให้รีบลงมาหาสองคน แล้วเหน็บเงินให้ที่หน้าอก    
"หนูๆ เอาพวกนี้ไปกลางฟลอร์แต่อย่าให้มันหมดแรงนะ ค่ำนี้ยังเยาว์วัยนัก..คนสวย.."
     แหม่มย้อมผมแดงคนหนึ่งจูงท็อปออกมา เขาโค้งให้แล้วกระซิบขอให้ช่วยสอน หล่อนยินดีเพราะการเต้นรอบละ
15 นาทีนั้นเธอจะได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของค่ารอบ 75 เซ็นต์

Burlesque

สาวซาลูนเป็นเอกลักษณ์และสิ่งจำเป็นในภาคตะวันตกที่ซึ่งบุรุษมีมากกว่าสตรีถึง 3 ต่อ 1 แม้สาวในซาลูนเมือง
ใหญ่เป็นเพียงเพื่อนเต้นรำและไม่ขายตัว แต่ซาลูนในเมืองที่อยู่กลางเถื่อนแท้ๆนั้นมักสนองทุกอย่าง สังคมฝรั่ง
ยุคเก่าฟากตะวันตกของแม่น้ำมิซซิสซิปปี้ต้องยอมมือถือสากปากถือศีลเพราะ หาเมียยาก เมียไม่กล้ามาด้วย
กลัวกลายเป็นเมียอินเดียนแดงแทน ก็เลยยอมให้ พวกหล่อนมาเสริมความบันเทิง โยนทิ้งขนบประเพณีเสียง่ายๆ
แม่พวกนี้บางคน ก็ยอมเป็นเมียเก็บของคนรวยๆ อีกกลุ่มคือนักเดินถนน (Street Walkers) หารำไพ่โดยอิสระ
ตามมุมมืดในเมืองใหญ่ ส่วนพวกเกรดต่ำอยู่ตามบ้านที่มี ม่านชั้นล่างของหน้าต่างทุกบานจะใช้ผ้าสีแดงแล้ว
หน้าบ้านก็มีโคมสีเดียวกันแขวนอยู่ สาวพวกนี้มักถูกหลอก ซื้อ ฉุดคร่าหรือหากินเพราะผัวตาย

     "พักดื่มวิสกี้เพิ่มสักเป๊กซิคะ ขอฉันแก้วหนึ่งด้วยนะ"    หล่อนฉอเลาะ เธอก็ได้ส่วนแบ่งจากค่าเหล้าซึ่งแพงกว่าซื้อ
เองตั้ง 60 เปอร์เซ็นต์ เช่นกัน เขาสำรวจชุดที่เธอใส่เป็นกระโปรงโปร่งบานสีฟ้าสดสวยตัดกับสี petticoat ชั้นในที่สั้นแค่
เข่าชวนมองเรียวขา และเสื้อคอลึกตัวสั้นเปลือยไหล่และแขนขาว ที่เด่นมากคือการแต่งหน้าแต้มสีจัด มิน่าเล่าชาวบ้าน
เขาเรียกพวกเธอว่า "สาวแต้มสี" (Painted Ladies)
     "ฉันอยากให้เธอคึกเท่านั้นเอง เห็นแต่ควายเดี๋ยวเลยลืมคนด้วยกัน"    เธอดันต้นขามาถูกลางตัวเขาเล่น
     "เฮ่ยท็อป ซาลูนนี้มีเด็กสวยๆ หลายคนนา"  จ่ายืนเชียร์   "หรือแกรู้จักมาดามบ้านโคมแดงอื่นอีก" 
     "เรามัวแต่หาเงินอยู่ในทุ่งน่ะครับ"    ท็อปสั่นหัวยิ้มอายๆ    "อ้า หรือทางเหนือของเมืองจะมีให้เลือก"
     "ไอ้เปรต ทางเหนือเลยทางรถไฟมันก็ป่าช้า หรือ Boot Hill ซีวะ นี่แกพากันขึ้นห้องไปเสียทีเถอะ"
     ท็อปกลืนน้ำลาย มันกลัวๆกล้าๆชอบกล เพราะไม่เคยเที่ยวผู้หญิงอย่างนี้ กำลังคิดอยากหาทางหลบออกจากที่นี่
ก็เหลือบไปเห็นสาวซาลูนนางหนึ่งนั่งลงเล่นเปียโน เธอสวมแค่คอร์เซ็ทดันอกล้นปรี่ ผมดำถูกดัดเป็นลอนม้วนด้วยโบว์
สีสวย ท่อนล่างคือกางเกงชั้นในขาสั้นขาวแบบดรอเยอร์ เธอเล่นเพลงได้ไม่เลวเลย
     "มาดาม ครับ คนเล่นเปียโนผมดำน่ะ ได้ไหม"    จ่ากระซิบถามพอหล่อนพยักหน้า แกก็สั่งว่า
     "ไอ้ท็อป ไปรอข้างบนไป๊ ข้าเลือกให้ดีกว่าขี้เกียจรอ"     แกยัดถุงนิ่มๆทำจากหนังแกะใส่มือให้
     สักครู่หนึ่ง แม่นักเปียโนผมดำก็ตามขึ้นมาเป็นอันว่าจ่าเดาใจลูกน้องเก่ง หล่อนตัวบาง และสูงกว่าเขาเล็กน้อย
ก่อนเปิดเข้าไปในห้องนอน เขาถามด้วยความประหม่าออกมาว่า
     "คุณคงไม่รังเกียจชิ๊งอย่างผม"     หล่อนมองหน้าอย่างแปลกใจ แล้วจูงมือเข้าห้อง
     "ฉันดูเธอไม่เหมือนชิ๊งเลย ตาโตขนตางอนดีออก แต่ช่วยอาบน้ำล้างตัวก่อน สกปรกเหลือเกิน"    
     มีคนเตรียมน้ำอุ่นใส่ถังไว้แล้วหรูหราชะมัด เมื่อเห็นเธอยืนดูเฉยอยู่ จึงอายหันหลังให้แล้วถอดเสื้อผ้าออกจนหมด
คว้าหมวกปิดกายบางส่วนเอาไว้ หล่อนอดขำไม่ได้เข้าผลักหลังเบาๆ ให้ก้าวลงอ่าง
     "แหมขี้อายเสียด้วย ถ้านี่เป็นครั้งแรกก็เขินหน่อยนะ"   แล้วแกล้งชะโงกมามองในอ่าง
     "ง่า…ไม่ใช่ครั้งแรกนะ เพียงแต่ไม่เคยอยู่กับคนไม่คุ้นเคย"      เขาปกป้องศักดิ์ศรีลูกผู้ชายไทยอย่างน่าสงสาร
หล่อนค้อนให้ ตีสีหน้าว่าจะพยายามเชื่อ มือคงควานฟองสบู่ในถังเล่น ชายตาดูว่าเจ้าผิวเหลืองนี่มีอวัยวะต่างกับคน
ขาวตรงไหนบ้าง น้ำร้อนช่วยคืนสติลดความมึนเมาได้ดี แล้วรีบลุกขึ้นมาที่เตียงโผตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
     "ยังเขินอีกละซิ ชอบให้ดับไฟหรือชอบสว่างเล่า"
     "ชอบแบบสว่าง แล้วคุณนั่งเล่นเปียโนให้ฟังมากกว่า ไปหัดมาจากไหน"    เขาเอื้อมถอดคอร์เซ็ทอย่างว่องไว เดี๋ยว
นี้ไม่ยากเหมือนถอดให้เอมิลี่ เอามือลูบไปตามสะโพกและขากางเกงชั้นใน โล่งไปทีเธอไม่ซ่อนปืนไว้ เหมือนพวกสาว
ซาลูนอื่นๆ   "ผิวคุณนุ่มละเอียดเหลือเกิน คุณต้องไม่ใช่ฝรั่งตะวันตกเป็นแน่"
     "ฉันมาไกล อาจจะพอๆ กับคุณนะ"     
     ทหารอาสาเริ่มสำรวจสภาพภูมิประเทศของดินแดนที่เธอว่าอยู่ไกลนั้นก่อนเข้าตีตามตำรารบ เขาพบเทือกเขาสูง
กำลังดีอยู่ทางเหนือ เมื่อไล่เลยผ่านที่ราบตอนกลางลงมาเป็นป่าโปร่งไม่รกทึบนัก พอที่ทหารราบจะบุกเข้าไปถึงเนิน
ยุทธศาสตร์ได้ไม่ยาก
     "ฝรั่งที่นั้นตาดำสวยทุกคนหรือครับ" 
     "ฉันมาจากโปรตุเกส บ้านเกิดเป็นเกาะอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก……อุ๊ย"   
     งั้นก็รุกขึ้นฝั่ง เขาเริ่มโจมตีลวงที่เทือกเขาด้านเหนืออย่างต่อเนื่อง แต่กำลังรบหลักคืบผ่านป่าเข้าควบคุมเนินทาง
ใต้อย่างรวดเร็ว อดีตทหารราบกองพันที่ 13 สรวมดาบปลายปืนรุกเข้าโถมแทงเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยความกดดัน
นอกสนามรบที่ถูกสะสมมานานปี โดยหารู้ไม่ว่าข้าศึกนั้นเจนสนามกว่า เพียงพักเดียวก็ถูกตีโต้รุนแรงไม่แพ้กันจนถึง
กับต้องหลบซุกหน้านิ่งอยู่ชายป่า
     "เหนื่อยแล้วหรือไงพ่อหนุ่ม"
     "ไม่มีทางคนสวย"     เขารีบปรับกระบวนยุทธ์ให้พลิกแพลงบ้าง แต่ดูเหมือนเมื่อจบลงนั้นแพ้ราบคาบ
     "คุณชื่ออะไร เอาสักชื่อที่ผมเรียกได้"
     "ฟรานเชสก้า"
     "ฟรานเชสก้า ผมอยากคุยต่อ บอกได้ไหมว่า ถ้าอยู่ถึงเช้า ต้องตอบแทนคุณเท่าไหร่"   ว่าแล้วก็ปลดดาบปลายปืน
ออกพักรบ รินน้ำจากเหยือกหัวเตียงมาแบ่งกันจิบ ที่ห้องข้างล่างมาดามเข้ามากระซิบส่งข่าวจ่าว่าลูกน้องของเขาจะ
ไปรอที่สำนักงานตอนสายพรุ่งนี้
     "ไอ้ท็อปมันทิ้งผมเสียแล้วจ่า"     ไมค์ว่า แล้วก็ชวนกันเดินหัวเราะออกไปเพียงสองคน

indians hunting buffalo-1
Indian warfare-1

ผลประโยชน์ขัดกันเพราะไปแย่งแหล่งอาหารและที่ทำกินของอินเดียนนำไปสู่การนองเลือด

ธงช้างเหนือทุ่งแพรี่
"โน่นไง เพื่อนฉัน"     จ่าชี้ไปที่ชายกลางคน ซึ่งกำลังสั่งงานอยู่ข้างเกวียนบรรทุกของที่ค่ายชาวเท็กซัสในวันรุ่งขึ้น ท็อป
ยังไม่ทันถามว่าเพื่อนชื่ออะไร แกก็ถอดหมวกออกโบกให้ แลเห็นหัวล้านแดงแจ๋
"จ่า นั้นมัน……."     ไมค์จำได้ทันที
"ฮึๆ ข้าไม่บอกแก อยากให้ดีใจเล่น หมู่ทอมบร่ามาร่วมกันลงทุนซื้อขายวัวกับข้าได้ 2 ปีแล้ว ตอนสงครามเลิก แกกลับ
ไปลองค้าขายล้มเหลว ข้าเลยชวนมา แกอย่าไปพูดเรื่องนี้นะสงสารเขา"
     "ผู้หมู่ครับ ผมคิดถึงเหลือเกิน"     ท็อปกระโดดลงจากม้าวิ่งตรงเข้าไปจับมือ จิม ทอมบร่าดูแก่ลงไว้เครายาวขัดกับ
ผมโล้นบนศีรษะ
     "ดีใจมาก ในกลุ่มของเราตั้งแต่ต้นสงคราม ก็ได้พบแกสองคนนี่ล่ะ ส่วนไอ้สตีฟเห็นว่าไปเปิดร้านซ่อมเครื่องจักรอยู่ที่
ฟิตส์เบริก"      แกยังจำพวกเราได้ จริงซิยกเว้นลารี่เป็นคนเดียวที่พิการกลับบ้านไป นอกนั้นก็ตายจากกันในสนามรบหมด
ท็อปเล่าให้ฟังเรื่องพอล นึกเสียดายว่าไม่ได้มาด้วยกัน
     "ไอ้นี่มันเอาตัวรอดได้เสมอ อย่าห่วงมันเลย"    แกว่าแล้วเริ่มสีหน้าเครียด
     "จิม เด็กของเราพบพวกแล่หนังควายถูกอินเดียน ถลกหนังหัวไป 3 ศพ ในเมืองรู้ข่าวหรือยัง"
     เวอร์เน่อร์สั่งลูกน้องคนหนึ่งให้ไปบอกที่ค่ายทหารม้าผิวดำ (Buffalo Soldiers) นอกเมือง ส่วนพวกเรารีบต่อไปยัง
แคมป์พรานระหว่างเดินทาง มีรถม้าขนาดเล็ก แบบบักกี้ (Buggy) คันหนึ่งจอดทิ้งไว้ข้างถนน     
       "ดูแปลกๆ ว่ะ"     ผู้หมู่ชักปืนวินเชสเตอร์คานเหวี่ยงแบบ 1866 (Winchester Model 1866 Yellow boy) ออก
มาเตรียม รถคันนั้นว่างเปล่า ข้าวของตกกระจายอยู่โดยรอบ ส่วนมากเป็นขวดวิสกี้ ม้าหายไปอย่างไร้เงา
     "เจ้าของไปไหนล่ะ"     ท็อปชักใจเสีย
     "โน่นแน่ะ ข้าได้กลิ่นโชยมา"     ไมค์ชี้ไปกลางทุ่งห่างไปสัก 200 หลา
     ร่างของชายผู้น่าสงสารตายมาหลายวันแล้ว ถูกหมาป่ากินไว้ครึ่งตัว หน้าจำไม่ได้ ร่างเปลือย มีลูกธนูปักอยู่กลาง
หลังและที่หน้าอก ท็อปเบนหน้าหนี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผลการถลกหนังหน้าผากของเจ้าถิ่น
"ไปเอาก้อนหินมาทับศพก่อน ไม่งั้นไอ้พวกหมาดอดมากินหมดแน่"     ทอมบร่าสั่งท็อป
     "นี่ เบน กิลฟอร์ท นักบุกเบิกรุ่นคุณลุง"   ไมค์เดินไปพบสมุดบันทึกตกอยู่แถวนั้น หน้าปกมีชื่อย่อ B.G.
     "พวกในเมืองนับถือแกพอดู เพราะเป็นพวกแรกที่มาอยู่เมืองนี้ บางครั้งแกก็ออกล่ากวางเองตามลำพัง"
     ที่แค้มป์ล่าสัตว์ ข่าวการโจมตีของอินเดียนกระจายไปอย่างรวดเร็ว พวกแล่หนังและพราน ทยอยกันกลับมาจนครบ
แล้ว เหลือแต่ทีมที่ทำงานให้ไมค์รวม 4 คน ยังไม่กลับ
     "ออกตามคืนนี้เลยไหม"    ท็อปร้อนใจ เมื่อรู้ว่าเจ้า 4 คนนี่ออกไปหารำไพ่พิเศษระหว่างที่เขาเข้าเมือง
     "เสี่ยงเกินไป"    พวกพรานแย้ง    "อินเดียนอาจดักอยู่ข้างนอกหรือเข้าจู่โจมคืนนี้ก็เป็นได้"
     แต่คืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย แม้ว่าแต่ละคนจะไม่ค่อยได้นอนกันนัก พวกพรานลงความเห็นว่าควรย้าย
แค้มป์กลับเข้าเมืองด่วนที่สุด กระนั้นยังช่วยกันจัดชุดติดตามอีกราวหกคนไปกับเรา
     "แล้วไปสมทบกันที่ป้อมร้างนะ เราจะรอสัก 2 คืน ถ้าแกยังไม่โผล่ก็ถือว่าตายจากไปแล้ว"
     ระหว่างทางเราพบกองสอดแนมชาวอินเดียน ของกรมทหารม้า มีทหารผิวดำ 3 คน ร่วมมาด้วย
     "กลับเข้าเมืองซะพวกคุณ อินเดียนเผ่าคิโอว่า กับพวกโคมานเช่ ร่วมกันออกปล้นชาวบ้าน"
     "เรารู้บ้างแล้ว แต่ทำไมพวกนี้ละเมิดข้อตกลงล่ะ"    จ่าเวอร์เน่อร์ซักถาม
     "หมอผีประจำเผ่าคิโอว่ามันโกรธที่พรานเกเร ไปไล่พวกมันขณะล่าควายป่า แล้วไปยิงโดนเด็กเข้า"
     ทหารผิวหมึกอธิบาย ส่วนเจ้าแมวมองผมรุงรังนั่งนิ่งไม่ปริปากมันเป็นเผ่าที่ยอมอพยพไปอยู่ในอารักขาของทหาร
และทำงานเพื่อแก้แค้นเผ่าที่เป็นอริกันมาก่อน
     "ผมขอค้นหาต่อนะครับ"      ท็อปวิงวอนพวกพรานรุ่นพี่
     "ขอกลับค่ายก่อน เรามีแค่นี้ปะทะกับอินเดียนไม่ไหวหรอก"     พวกทหารสั่นหัว
     ก่อนค่ำเราเห็นเกวียนเล่มหนึ่งกำลังมาแต่ไกล
     "ใช่พวกเราจริงๆ ขนสัตว์เพียบรถเลย"    ไมค์ยื่นกล้องส่องทางไกลให้ดู
     พวกแล่หนังแปลกใจที่เราตามหา มันโชคดีมากที่รอดมาได้ และไม่พบพานอินเดียนแม้แต่คนเดียว 
     "พักม้าสักสองชั่วโมง พอมืดแล้วรีบเดินทางเลย พวกอินเดียนจะไม่ออกรบเมื่อมืดมันกลัวผีจะตายไป"
     "ลูกพี่"    เด็กแล่หนังเอาผ้าสีแดงผืนเล็กๆมาให้ท็อป    "ตอนลูกพี่เข้าเมือง ผมลงสีธงที่วาดให้แล้ว"   
     ท็อปคลี่ผ้าดิบขนาดจัตุรัสด้านละไม่เกิน 2 ฟุต ออกดู ผ้าเป็นผืนสีแดงมีรูปช้างสีขาวอยู่ตรงกลาง แม้ว่าช้างจะดู
ตลกอยู่สักหน่อย แต่เขาก็ยิ้มออก
     "แปลกดี ผมจะเอาเป็นธงประจำเกวียน"     ไอ้หนุ่มไม่รู้ว่าท็อปหลอกให้ใช้ธงสยามเป็นธงประจำทีม
     ป้อมร้างที่พวกพรานว่านั้น ที่จริงเป็นแค่กระท่อมดินเล็กๆ ซึ่งทหารอเมริกันเคยใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ (Outpost)
เมื่อหลายปีก่อน ที่นั่นมีสระน้ำและคอกม้า ซึ่งพรานแวะดื่มกินได้ตลอดปี เขาหวังว่าพวกนั้นจะไปถึงอย่างปลอดภัย
พวกพรานเดินทางมาตลอดคืนจนหมดแรงจึงตกลงที่จะนอนพักสัก 2-3 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วรีบเดินทาง
ต่อทันที จนหลังเที่ยงจึงชะงัก
     "เฮ้ย ได้ยินเสียงปืนไหม"      พวกพรานใหญ่ทักขึ้น เราเตรียมพร้อมทันที
     "เสียงทางทิศของป้อมร้างนี่นา"     มีอาสาไปตรวจดูมาหน้าตื่นว่าอินเดียนร่วมร้อยกำลังโจมตีป้อมอยู่
     "พวกเอาเกวียนล้อมเป็นเกราะกำบังไว้ แต่ขืนเข้าไปตอนนี้โดนรุมแน่ รอให้มันถอนกำลังก่อนเถิด"    ทุกคนเห็นด้วย
ตกเย็นเสียงปืนจึงสงบลง
     "ไปได้ต้องเร็วนะโว้ย ไอ้ท็อปกับพวกคอยคุมเกวียนล่วงหน้าไปก่อนเพราะวิ่งได้ช้า"
     "เอาขนสัตว์ทิ้งเถิดครับ"    ท็อปตัดใจ อย่างไรชีวิตคนต้องมาก่อน
    
     ที่ป้อมร้าง ทุกคนอ่อนล้ากับการถูกล้อม เกวียนแทบทุกเล่มมีลูกธนูปักอยู่
     "เฮ้ยมีคนมา"    พรานคนหนึ่งร้องบอก พวกที่เหลือหลงดีใจนึกว่าทหารมาช่วย
     "ใครว่ะ ดูเกวียนมันซิ มีธงสีแดงๆ ด้วย"      คนหนึ่งส่องกล้อง    "พวกเราที่ไปตามหากันน่ะเอง ข้าหลงนึกว่าทหาร
เห็นมีธงมาด้วยดูเหมือนวัวนะ เฮ้ยตัวอะไรหว่าจมูกยาวๆ"
     "ช้างโว้ย ของไอ้คนผิวเหลืองน่ะ"     อีกคนแย่งกล้องไปดู
     "โดนกันมาหนักซินะ"      จ่าถามพวกพราน
     "ตายสาม เจ็บอีกร่วมสิบ มันเข้าไม่ถึงตัวเราเลยไประบายความโกรธกับม้า"     พรานพูดด้วยความเสียดายม้าและ
ลาต่างเทียมเกวียน ถูกผูกไว้ในคอกหลังป้อม ถูกอินเดียนยิงทิ้งเกือบครึ่งเพราะเจ้าพวกม้าดิ้นไม่ยอมให้มันขโมยตัด
สายบังเหียนหนีไปง่ายๆ ตรงนี้เราเสียคนเฝ้าคอกด้วยชีวิตไป 2 คนลงท้ายต้องย้ายม้าออกมารวมอยู่หลังเกวียนไม่งั้น
ไม่มีใครลากเวลาจะหนี   "ม้าตายก็เท่ากับตัดขาเราทิ้ง" 
     ความมืดปกคลุมอย่างรวดเร็ว เสียงหมาป่าโหยหวนมาแทนที่ สลับกับนกที่หากินกลางคืน ท็อปกินข้าวอย่างง่ายๆ
ด้วยเนื้อควายตากแห้ง แล้วออกไปกับจ่าเป็นยามคู่แรกบริเวณพงหญ้าริมสระน้ำด้านเหนือของป้อม ส่วนไมค์และ
หมู่ทอมบร่าอาสาเฝ้าแถวคอกม้าซึ่งเป็นจุดอันตรายอีกแห่งหนึ่ง ปล่อยให้พวกพรานได้พักบ้าง
     "เสียงหมาในวิ่งเป็นฝูงเลยจ่า อินเดียนมันไม่มาหรอก"
     "แกงีบไปก่อนก็ได้ ถ้ามีอะไรจะปลุกเอง"     จ่านั่งหันหลังตะคุ่มๆ ในเงามืด
     ท็อปเอนหลังลงเอาผ้าห่มหนุนหัว ปืนชาร์ปวางข้างพร้อมใช้ส่วนมือนั้นกอดดาบแน่นอยู่กับอก มองดูดาวบนท้อง
ฟ้าระยิบระยับ เดือนข้างขึ้นทำให้คลายใจว่า ข้าศึกคงไม่คลานมาเชือดกันง่ายๆ ตกดึกผีพุ่งใต้ แวบลงมาให้เห็น
เขาเพลียมากแต่ก็หลับไม่ลง แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกจุกแน่นตัวชาขยับไม่ได้เอาเฉยๆ ส่วนจ่ายังนั่งหันหลังนิ่ง
     "มีรับสั่งให้เรามาเป็นทัพหน้านะเจ้ายอด"   ร่างนั้นพูดขึ้นว่า  "นี่เจ้าไม่ห่าง ดาบของข้า เลยนะ"
     "ท่านแม่ทัพ"    ท็อปกระซิบ ร่างนั้นลุกขึ้น ไม่ใช่จ่าเวอร์เน่อร์ แต่ดูเหมือนจะสวมหมวกปีก ใช่แน่ๆ เสียงนั้นคือ
ชายที่ขี่ควายลุยน้ำนั่นเอง   "ไม่ได้พบหลายปีแล้ว ท่านเป็นใครกันขอรับถึงได้ตามหลอนผมเช่นนี้"
     "จะกลับสยามอยู่แล้ว พอถึงก็จะรู้เอง ธงของเจ้างามดีนะ"     ในมือท่านดูจะถือกระบอกอะไรอยู่ แม่ทัพโบราณผู้
นั้นยกคลี่ขึ้นอ่าน     "ข้าจะไปตัดทางถอยของพม่าที่ตาก ในหลวงส่งหมายรับสั่งถึงพี่ของฉันว่า บัดนี้พม่าที่เมืองกาญจน์
ก็ถูกกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทำการมีชัยแล้ว ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ แม้กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศฯ ทำไม่สำเร็จพระเศียร
ก็คงจะไม่ได้อยู่กับพระกายเป็นแท้"
     "ท่านจะบอกอะไรผมหรือนี่"
     "ขอฝากเพียงว่า ภายหน้าบ้านเมืองจะมีภัย กลับไปเตรียมรับมือไว้ หากแต่ตอนนี้ระวังภัยจากความมืดให้ดีเถิด"    
ท่านหันมายืนใกล้ๆ แล้วก้มลงแตะดาบที่หน้าอกเขา
     "ไอ้ท็อปอย่าเอ็ดไป"     เขาสะดุ้งตื่น เมื่อจ่าเอามือตบเบาๆ ที่ดาบ   "ได้ยินเสียงแปลกๆ ไหม"
     เขาสะดุ้งสุดตัว ถามว่า     "นานหรือยัง"
     "เมื่อกี้นี้ ข้าก็เผลอหลับ แต่ได้ยินแกละเมอ"      เสียงที่ว่าแรกคิดว่าฝูงหมาในกำลังคุ้ยหาของ แต่กลับเหมือนมีการ
ลากของหนักๆ บนพื้นดิน
     "เสียงลากของ ใช่แล้วครับมันมาเอาศพเพื่อนมันกลับ"
     "เอ็ง เล็งไปทางเสียงลากแล้วยิงออกไปสักนัด"      จ่าช่วยฟังและกะระยะในความมืด    "เอาละ"
     "ปัง"     เสียงร้องของพวกอินเดียนไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดคนดังขึ้น จ่ายิงออกไปอีกด้วยปืนลูกโม่
     "ปังๆๆ"     พวกในป้อมตื่นตกใจกันหมด บางคนยิงปืนเข้าใส่ความมืดรอบๆ แนวรับ ท็อปเห็นท่าไม่ดี กลัวจะยิง
โดนกันเอง จึงรีบร้องบอกว่าจะกลับเข้าป้อมแล้ว     "พวกมันดอดมาเอาศพ ระวังหน่อยก็แล้วกัน"
     พอรุ่งเช้าศพอินเดียนสิบกว่าศพ หายไปหมด เมื่อเขาออกมาตรวจพบขวานศึกตกอยู่เลยคว้าไว้
     "พวกมันมาอีกแล้ว"     เสียงตะโกนเตือน ท็อปวิ่งตามพรรคพวกกลับมายังธงช้างอย่างไม่คิดชีวิต นักรบเผ่าคิโอว่า
ควบม้าตรงเข้ามา บางคนถือหอกยาวมีโล่กลมทำด้วยหนังควาย ส่วนใหญ่จะมีธนูและปืนคาบศิลาโบราณเป็นอาวุธ
ลูกธนูวิ่งผ่านท็อปไปหวุดหวิด เมื่อเขาตะกายหลบเข้าใต้ท้องเกวียน
     "ตูม"     ทีมแล่หนังของเขายิงกันให้ด้วยลูกซองแฝดดังสนั่น จิม ทอมบร่าเสริมด้วยการยิงของปืนวิน
เชสเตอร์คานเหวี่ยงอย่างว่องไวจนจ่าเตือนให้ประหยัดกระสุน ฝ่ายโจมตีชักม้าแยกออกควบล้อมค่ายเป็นวงกลม โห
ร้องเสียงแหลมข่มขวัญ สลับการยิงสวนด้วยธนู พวกนี้ชำนาญการใช้ม้ามาก สามารถบรรจุปืนคาบศิลา และยิงธนูได้
ราว 10 ดอก ต่อนาที ขณะควบม้า พวกพรานนั้นส่วนใหญ่เป็นทหารผ่านศึกทั้งฝ่ายเหนือและใต้ บัดนี้กลับร่วมต่อสู้
ข้าศึกเป็นชาติเดียวกันอีกครั้ง ด้วยความชำนาญ เขาทำความเสียหายแก่ผู้โจมตีได้อย่างมาก เมื่อมีสติและเลือกเป้า
ที่เหมาะสม พรานยิงเป้าระยะไกลด้วยปืนล่าควายส่วนลูกทีมต่างๆ ใช้ลูกซองและปืนพกในระยะใกล้ หลายคนมีปืน
คานเหวี่ยงรุ่นแรกแบบเฮนรี่ ขนาด .44 เหมือนไมค์ จุได้ถึง 16 นัด พวกอินเดียนจึงล้มตายลงอีกนับสิบศพ และเริ่ม
ถอยออกไปให้พ้นระยะกระสุนเพื่อรอจังหวะ ครั้นตกบ่ายอินเดียนหัวหน้าเผ่าคนหนึ่งควบม้าตรงมาช้าๆ ขนนกประดับ
รอบศีรษะดูสง่างามมาก หัวหน้าพรานคนหนึ่งรับจะออกไปพบนอกวงล้อม ท็อปกับไมค์ออกมาคุมเชิงเพื่อความรอบ
คอบ
     "ดูเหมือนเขารู้จักกันนะ"      ท็อปกระซิบ สักครู่ก็ปล่อยให้ควบม้ากลับไปอย่างสันติ
     "หัวหน้า Ten Bears เผ่าโคมานเช่ รู้จักกับข้ามานาน เขาจะไว้ชีวิตพวกเรา เพราะรู้จักมาก่อน แต่ต้นเหตุที่มาโจมตี
เพราะหมอผีเผ่าคิโอว่า ชื่อ หมีใหญ่ โกรธที่พรานผิวขาวยิงถูกลูกสาวเขาตาย ขณะไล่แย่งควายป่า"      พรานอาวุโสผู้
นั้นอธิบาย   "ตอนนี้เผ่าอื่นแยกกลับไปแล้วเพราะปล้นม้าก็ไม่ได้ เหลือแต่พวกหมอผีสัก 50 คน ยังดื้อจะล้างแค้นต่อ
แต่มันลังเลเพราะเห็นธงแดงของเราเป็นรูปสัตว์ร้ายดูประหลาด"
     "ถ้าล่อไอ้เวรนี่ได้คงจบเรื่อง"    จ่าเวอร์เน่อร์ มองไปที่ยอดเนินลิบๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งซึ่ง หัวหน้าเผ่าโคมานเช่
ตรงไปพบอินเดียนอีก 4-5 คน ที่น่าจะเป็นหัวหน้าระดับเดียวกัน
     "แยกกันไปแล้ว"    ไมค์ดูจากกล้องส่อง     "ที่เหลือคือศัตรูตัวจริงแน่ๆ"
     "เอ็งเห็นไอ้คนที่แก่ๆ มีหมวกเขาควายนั่นไหม"     พรานใหญ่ชี้
     "ต้องใช่ไอ้หมีใหญ่แน่ๆ ระยะกี่หลานะ"
     "ร่วม 1 พันหลา ท็อปปืน .50-90 ของแกน่าจะได้"    ทุกคนเห็นด้วยท็อปขอให้เอาขาหยั่งออกมาตั้ง
     "ไกลเหลือเกินครับจ่า ไม่มีกล้องช่วยเหมือนพวก Sharpshooter ตอนสงครามเลย"     ท็อปไม่มั่นใจ
     "โอเจ แกดีกว่า"     มีเสียงเรียกร้องหาพรานที่มีฝีมือที่สุดในคณะ ท็อปส่งปืนชาร์ปให้โดยดี เจ้าพรานสกปรกมอม
แมมคนนี้ ตั้งสมาธิสังเกตทิศทางลม และกะระยะแล้วเล็งอย่างประณีต
     "ปัง"     กระสุนยิงควายขนาดใหญ่วิ่งอย่างอุ้ยอ้ายพ้นปากลำกล้อง หมอผีคนนั้น ยังเฉยอยู่ แต่แล้วก็กางมือทั้งสอง
ขึ้นโบกในอากาศก่อนร่วงลงจากหลังม้า พวกเราส่งเสียงเชียร์กันลั่น อินเดียนอีกสองคนรีบลงจากม้าหมอบกับพื้นแล้ว
คลานเข้าไปดูร่าง โอเจจะยิงอีกแต่พรานใหญ่ห้ามไว้ เจ้าสองคนนั้นคลานหายไปหลังเนินพักใหญ่ ก็เรียกพรรคพวก
กลับมาแบกอดีตหมอผีลับหายไป การโจมตีของอินเดียนไม่กลับมาอีกพวกเรารออีกคืนหนึ่ง เพื่อความแน่ใจจึงส่งคน
ที่มีม้าเร็วออกไปตามทหาร ในไม่ช้าก็สามารถกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกคน จ่าเวอร์เน่อร์ร่วมล่าควายกับพวกเราอีก
2 สัปดาห์ จึงกลับ แกให้พรกับท็อปตามควร รู้สึกใจหายที่จะต้องจากทหารอาวุโสทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย

remington-revolver-antique-611
Tomahawk

ซ้าย - ขวานศึกอินเดียน Tomahawk ของเล่นสุดท้ายก่อนออกจากอเมริกา  ขวา - ปืนที่ดัดแปลง
ให้ใช้กระสุนปลอกโลหะของไมค์ซึ่งท็อปไม่ยอมเปลี่ยนกับ cap & ball ตัวเดิม สังเกตว่ช่างอิสระ
ในท้องถิ่น เจาะโม่ทะลุหลังมีฝาเปิดให้คัดปลอก ออกได้

อำลาเพื่อน
     ปืนชาร์ปกระบอกนี้ทำงานอย่างซื่อสัตย์ต่อไปอีกจนถึงเดือนกันยายน อากาศหนาวกลับมาอีกรอบท้องทุ่งเปลี่ยน
เป็นสีทอง และแห้งแล้ง ชายหนุ่มเตือนไมค์ว่า ควรแก่เวลาที่ เขาจะต้องไปซานฟรานซิสโกเสียที พร้อมกับปรึกษาเรื่อง
เงินที่สะสมไว้กับมิสเตอร์ด็อดเจ้นบ่อยๆ ในที่สุดไมค์ก็ยอมเดินทางด้วยกำหนดวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.1871 หลังจัดการ
ขายม้า อาน และ เกวียนให้แก่พวกเด็กแล่หนังซึ่งต้องการยกฐานะเป็นพรานบ้าง มันขอธงช้างไว้เพื่อขู่พวกอินเดียนและ
เป็นเครื่องนำโชค ส่วนปืนไมค์ขอซื้อจากท็อป เพื่อเป็นที่ระลึก
     "ฉันจะเดินทางพรุ่งนี้เช้าแล้วนะจ๊ะ"     ท็อปผู้กลายเป็นขาประจำกระซิบบอกฟรานเชสก้า เธอหยุดก้มหน้ายุกยิก
แถวพุงแล้วเลื่อนมาจูบริมฝีปาก ขยับร่างเปลือยทาบทับบนตัวของเขาเพื่อแก้หนาว
     "อย่าเพิ่งบังซิอยากเห็น"    เขาขยับสะโพกเธอขึ้นเล็กน้อย มองลอดไปที่ปลายเท้าเลยโดนหล่อนงับจมูก
     "ฉันคงคิดถึงคุณมาก หลายเดือนที่ผ่านมาเหมือนมีเพื่อนคนหนึ่งที่ ไม่ได้มาหาเพื่อเรื่องงั้นแต่อย่างเดียว"     
หล่อนน่ารัก ใส่ใจให้เขาเสมอจนท็อปเผลอนึกว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ใช่แต่ว่ามีผิวที่นุ่มเนียนกว่าเอมิลี่ และ ผมสีดำ
เท่านั้น
     "เธอต้องทำเหมือนฉัน เก็บเงินและไปอยู่ที่อื่นที่ดีกว่านี้"     บางครั้งเขารู้สึกเป็นห่วงเธอ แรกๆ นั้นก็เปลี่ยนหญิง
บริการไปหลายคน แต่แล้วอดกลับมาหา แม่นี่ไม่ได้ซักที
     "ท็อปโชคดีจะได้กลับบ้าน ฉันอยากเห็นเกาะมาเดียร่าบ้านของฉันบ้าง ยังจำไร่องุ่นตามไหล่เขาได้"      มาเดียร่า
(Madeira) ยังเป็นชื่อไวน์แดงพิเศษของโปรตุเกสจากเกาะเดียวกัน ในการผลิตจะเติมปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อช่วย
เพิ่มกลิ่นและรสหวานหอม ในช่วงปี ค.ศ. 1870 เกิดโรคระบาดในองุ่นทำให้พ่อของเธอซึ่งเป็นพ่อค้าไวน์ชาวอังกฤษ
ล้มละลายพาลูกสาวลูกครึ่งชาวเกาะมาเผชิญโชคในอเมริกา
     เมื่อคุยกันเสร็จเธอช่วยปลดถุงหนังแกะบางๆ ออกให้เขาชำระล้างที่กระโถนข้างเตียง แม่สาวผมดำช่วยแต่งตัวให้
ช้าๆ เหมือนไม่อยากให้ไป
     "เก็บนี่ไว้นะฟรัซ"      ท็อปวางเหรียญเงิน 5 ดอลล่าห์ 5 เหรียญ ซึ่งไมค์จ่ายเป็นค่าปืนมาให้     "อย่าคิดว่าเป็นค่า
ตัว ฉันให้เป็นสินน้ำใจแก่เพื่อนคนหนึ่ง ให้ไปพ้นที่นี่แคลิฟอเนียน่าจะเหมาะ"
     ไม่มีคำพูดจากเธอ อาจเป็นเพราะด้วยอาชีพนี้จะใจอ่อนไหวไม่ได้ เธอก็เหมือนหญิงสาวในภาคตะวันตก ยุคเดียว
กันอีกหลายๆ คน ที่ยึดอาชีพนี้ด้วยความจำใจ เพราะสามีถูกฆ่า ถูกล่อลวง ไร่นาถูกทำลายจากอินเดียน หรือแม้แต่
หนีความยากจนของยุโรปและฟากตะวันออก มาปะความไม่แน่นอนสุดที่จะทนรับต่อไปได้ มีเสียงเอะอะข้างนอก
ถนนจับความได้ว่า ฟิล โค ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของบาร์หัววัวแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ไปร่วมกับคาวบอยเท็กซัส เมาอา
ละวาด ยิงปืนขึ้นฟ้าท้าทายมาร์แชลของเราเข้า และเป็นธรรมดาฝรั่งรักสงบแต่ชอบดูชาวบ้านเขาตีกันจะชวนออกไป
ดูว่า ไวลด์ บิล จะจัดการอย่างไรกัน
     ท็อปและไมค์ เดินตามชาวบ้านไปถึงถนนใหญ่ มีคาวบอยขี้เมากว่า 20 คน รวมกลุ่มกลางถนน เจ้าคนหนึ่งยืน
แสดงตนเป็นหัวหน้าน่าจะใช่ ฟิล โค ถือปืนขึ้นฟ้าแล้วตะโกนลั่นว่า
     "ข้าไม่สนกับคำสั่งห้ามพกปืน อยากออกมายิงหมาข้างถนนเล่น ใครใหญ่นักจะมาห้าม"
     ในมุมมืดของอาคาร ร่างสูงใหญ่ของ ไวลด์ บิล หลบที่มุมมืดอย่างมีเชิง เสียงตวาดตอบยัง ฟิล โค ทำให้พวกเกเร
เงียบฟัง ท็อปอยู่ตรงข้ามถนนห่างสักหน่อย ไม่แน่ใจว่าผู้ถูกด่าตอบว่าอย่างไร เห็นแต่ว่า โค ลดปืนที่ชี้ฟ้าลงช้าๆ เหมือน
กับจะยอมแพ้ แต่แล้วก็กลับหันปืนยิงใส่ เสือมือปราบ
     "ปัง…."   โคคิดว่าถ้าพลาดไอ้พวกขี้เมาข้างหลังคงช่วยแอ่นอกมารับกระสุนบ้าง แล้วพริบตานั้น
     "ปัง…."   เสียงและควันจากปืนของผู้รักษากฎหมายก็สวนกลับอย่างแม่นยำ ฟิล โค กุมท้องล้มคว่ำลงตายคาที่

wagon
a fight in the st-1

การดวลต้องใช้ความไว ความแม่น และสติเป็นองค์ประกอบ

     ในความมือและสับสนนั้น มีทั้งชาวบ้านตามริมถนน มุมตึก และคาวบอกขี้เมาขยับตัวดูเหตุการณ์บางคนเริ่มวิ่ง
หลบ บางคนก็เดินผลักกันเพื่อให้เห็นชัดขึ้น ณ เวลานั้นไวลด์ บิล คงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูที่
พร้อมจะยิงเข้าใส่ เขาก้าวลงจากทางเดินมาที่ถนน ร้องสั่งให้ทุกคนทิ้งปืนและอยู่นิ่งๆ แล้วทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนวิ่ง
มาทางด้านหลังด้วยความมืด สัญชาตญานเตือนให้เขาตัดสินใจหันไปยิงทันที
     ครู่ใหญ่ชาวบ้านวิ่งข้ามกลับมาป้องปากบอกกันว่า ไวลด์ บิล เผลอยิงผู้ช่วยชื่อ ไมค์ วิลเลี่ยมตายเสียแล้ว!
    
     อีกสัปดาห์ต่อมาที่ท่าเรือเมืองซานฟราซิสโก
"ท็อป ฉันคงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้ว"      ไมค์ช่วยส่งกระเป๋าและหีบของให้ท็อป
     "ถ้าอยู่สยามไม่ได้ จะกลับมาหาแก"    เขารู้สึกแปร่งๆ นึกถึงว่าขึ้นเรือคราวก่อน ต้องหนีมาในความมืด
     "แกไม่กลับมาหรอก แกหลอกตัวเองว่าเป็นสามัญชนอเมริกันไม่ได้ กลับไปอยู่ในสังคมของแกเถิด"
     "โชคดี ไมค์ อ้อ ยังไงพวกเราก็ไปกับฉันเสมอ"      เขาหยิบรูปที่ถ่ายร่วมกันก่อนออกรบครั้งแรก
     "ฟิลด์ รอน ฉัน พอล แล้วก็ ไอ้ลารี่"     ไมค์ดูอย่างวิเคราะห์   "เรายังเด็กมากนะตอนนั้น"
     "อเมริกาให้ประสบการณ์กับฉันเหลือเกิน ฉันไม่กลับทางยุโรปหรอก แม้ว่าคลองสุเอชจะทำให้กลับบ้านได้เร็วขึ้น ฉัน
อยากเห็นจีน และญี่ปุ่น เพื่อนบ้านที่กำลังถูกฝรั่งรุกรานว่าเขาทำอย่างไรบ้างเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ คงอีกเกือบปี กว่าจะถึงบ้าน"
     "ปืนพกแกเก่าแล้วเอาของฉันไปแทนไหมเพราะใช้กระสุนปลอกโลหะได้"   เขาหยิบปืนส่งให้
     "ม่ายละ ฉันรักของฉัน ไว้โคลท์ออกรุ่นใหม่จึงจะซื้ออีกกระบอก ขอบใจแกมาก ลาก่อนนะ ไมค์"
    

     "ลาก่อน.. ท็อป"

โปรดรอติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้ครับ

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com