|
ทั้งคู่ใช้ชีวิต 8 สัปดาห์แรกอยู่กลางทุ่งที่ปกคลุมด้วยหิมะ ดูเหมือนว่าโลกนี้มีแต่พื้นสีขาว ฟ้าสีเทาอยู่เพียง 2 สีเท่า
นั้น งานขนสินค้าบังคับให้ผลัดกันนอน ผลัดกันเฝ้ายามทุกคืนเหมือนยังเป็นทหาร มีแต่คนที่แสนทรหดและไม่มีห่วง ในชีวิตจึงจะทนอยู่ได้ ในทุ่งแพรี่ใหญ่นั้นอากาศที่เคยสดใสอาจแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มพายุหิมะกระหน่ำภายในสิบ
นาทีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า บ่อยครั้งพรานหนีกลับค่ายไม่ทันต้องหนาวตายอย่างเดียวดาย เฉพาะพรานเก่าที่ ชำนาญอาจหลบพายุหิมะด้วยการยิงควายป่าตัวเขื่อง แหวะเอาเครื่องในทิ้งแล้วมุดเข้าไปซุกในร่างอันอบอุ่นของมัน
โชคดีที่ท็อปไม่เคยต้องหลบในพุงอันน่าขยักแขยงเช่นนั้นบ้าง อีกหลายเดือนนักกว่าจะได้พบจ่าเวอร์เน่อร์
"ไอ้เงินเดือนๆ ละ 8 เหรียญ นี่มันก็ดีกว่าอยู่ที่เดิมหรอกท็อป" ไมค์บ่นขณะมุดอยู่ใต้ท้องเกวียนเพื่อหลบพายุ
ลูกเห็บลูกเท่ากำปั้นเด็กที่โปรยลงมากับฝนแทนหิมะเป็นเครื่องบอกว่าหน้าหนาวใกล้จะอำลาจากไปแล้ว "เสียดาย อยู่ว่าโอกาสร่ำรวยอยู่ต่อหน้า แล้วเราก็นั่งดูเฉยๆ"
"เอ็ง อย่ามาชวนข้าถลกหนังควาย เสียให้ยากเลย ไม่มีทาง" ท็อปรีบดักคอ "ไอ้บ้า ข้าหมายถึงล่าควายกับเขาบ้างโว้ย"
"ฮื่อ ขาดแต่ม้าดีๆ สัก 2 ตัว ปืนอีกกระบอกหนึ่ง" ท็อปถอนใจ
"ลงทุนกันไหม หมดหน้าร้อนปีนี้เราคงมีเงินพอไปเป็นเศรษฐีน้อยๆ ที่ซานฟรานซิสโก ส่วนแกจะมีเงินตีตั๋วข้ามไป ญี่ปุ่น" ท็อปรู้ดีว่าเพื่อนพยายามหลอกล่อ มันมีเงินไม่พอลงทุนคนเดียวหรอก
"เราสองคนคงใช้เงินสะสมซื้อม้าและอานเลวๆ ได้ แต่ปืนนี่ซิ ปืนล่าสัตว์แพงเอาเรื่อง แถมขายดีจนต้องจองกันเป็น เดือน" ท็อปอดเห็นด้วยไม่ได้ เขาเองไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า ขายขี้หน้าคนเหมือนกัน
"ของเก่าแกมีค่านะ เอาขายซิ" "ดาบเงินน่ะหรือ ฝันไปเถิดไมค์" เขารีบแย้ง "แต่ เอ... บางทียายป้าผู้จัดการสาขาอาจสนใจสร้อยทองคำของ น้าข้าก็ได้"
ทันทีที่กลับถึงแอ็บบิลีน ไมค์จึงลองชวนกันข้ามถนนไปที่ร้านปืนเขาจ้องชาร์ป ในตู้โชว์ตาวาว
"แหมงามจริงๆ ขนาด .44-77 Sharp ตั้ง 50 เหรียญ โอ๊ย หมดตัวกันละ"
แต่ทั้งคู่ก็ผิดหวังเพราะมีคิวจองปืนยาวเหยียดนานกว่า 2 เดือน ดังนั้นเมื่อมีโอกาสไปขนของที่ห้างในเมืองโทปีก้า
เขาจึงขอให้ไมค์ลองเช็คกับร้านใหญ่อีกครั้งแล้วก็แยกเดินตรงไปสำนักงานสัสดีกองทัพบกสหรัฐ เพื่อยื่นเรื่องขอรับเงิน บำนาญทหารอาสาผ่านศึก กรอกแบบฟอร์มอยู่ดีๆ เจ้าไมค์ ก็วิ่งพรวดพราดมาอย่างดีใจ
"แกต้องขอบคุณสวรรค์ที่ส่งข้ามาเป็นเพื่อน เราได้ปืนแล้ว ได้ง่ายๆ เลยท็อป" ไมค์น้ำลายแตกฟอง
"เงินพอหรือวะ หรือแกไปปล้นเขามา" ท็อปจับเงินบำนาญในมือแน่น เดาว่ามันคงจะขอด้วย
"พระเจ้าทรงโปรดส่งข้าไปได้ปืนในร้านเหล้าต่างหาก มีไอ้พรานขี้เมา หมดตัวเพราะโป๊กเกอร์ เลยยอมรีบขายให้
ถูกๆ ปืนชาร์ปพร้อมอุปกรณ์นะท็อป แต่แหมเสียดายไม่ใช่ขนาด .44" ไมค์ทิ้งท้ายเสียงอ่อยๆ "อุวะ จะเอาไปยิงกระรอกหรือไง ถ้าไม่ใช่ .44" สีหน้าของเขาทำให้ไมค์หัวเราะลั่น
"ฮะๆ ไอ้ท็อป ไอ้เพื่อนยาก ปืนใหม่ล่าสุดขนาด .50-90 Sharp โว้ย ต่อให้ในทุ่งมีช้างข้าก็คว่ำได้"
กลางฝูงควายป่า
ปลาย เมษายน ค.ศ. 1871 ทุ่งแพรี่ใหญ่จึงเผยความงามของผืนหญ้าอันเขียวสดตัดกับท้องฟ้าสีเข้มไร้เมฆ ลมเย็น
พัดยอดหญ้าลู่พลิ้วดั่งระลอกคลื่นในมหาสมุทร ต้อนรับชายหนุ่มจากสยาม ซึ่งควบม้าผ่านมาด้วยหัวใจเบิกบาน เปี่ยม ไปด้วยความร่าเริงและความหวังในอนาคตที่ดีข้างหน้า เขาผ่านบ้านไร่ของพวกบุกเบิกตามรายทาง ผ่านเด็กชายตัวเล็ก
ซึ่งยืนชวนให้ซื้อหนังแร็กคูน ที่เพิ่งวางยาเบื่อได้ ผ่านเมืองที่กำลังขยายออกสู่ชนบท ทุ่งอันเต็มไปด้วย ไร่ข้าวโพด ถั่ว
ลิสงและธัญพืช หลากชนิดที่แข่งกันผลิดอกออกผลเกินปกติด้วยดินอุดมไปด้วยปุ๋ย มันรอให้เก็บเกี่ยวเป็นครั้งแรกบน แผ่นดินที่ครั้งหนึ่งอินเดียนใช้ประโยชน์เพียงตั้งกระโจมพักอาศัยเท่านั้น
ไมค์พาม้าลุยข้ามแม่น้ำอาคานซอร์ (Arkansas River) ที่ไหลเชี่ยวและใสจนเห็นฝูงปลาเรนโบว์เทราท์ เพราะเลี่ยง
ข้ามสะพานหินที่มีด่านเก็บเงินค่าผ่าน ใกล้ๆนั้นยังมีโรงโม่แป้งกังหันน้ำ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ คร่อมซากอาคารอิฐที่เคยเป็น สถานีแลกเปลี่ยนสินค้า (Trading Post) แต่ถูกอินเดียนบุกเผาสังหารเจ้าของคนเดิมเมื่อปีกลาย
"ดูโน่นซิท็อป" เขารั้งสายบังเหียนให้ม้าหยุดพัก "สมใจจริงๆ ฮะๆ" บัดนี้ความเจริญถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ข้างหน้าท็อปคือทุ่งราบสลับเนินเขาสุดลูกหูลูกตา แทบไม่
มีต้นไม้ใหญ่สักต้นเดียว ทุ่งราบนี้ที่ทั้งคู่ฝากความหวังไว้กับฝูงควายป่า โชคลาภที่แฝงมากับอันตรายจากคมลูกธนูของ
เจ้าถิ่น พรานผิวเหลืองสวมเสื้อหนังกวางใหม่เอี่ยม พลางขยับเข็มขัดคาดปืนลูกโม่ให้รัดกุม ปืนไรเฟิลชาร์ปลำกล้อง
8 เหลี่ยมซุกอยู่กับซองหนังที่อานม้า เขาเหลือบดูดาบหลูบเงินถูกซ่อนไว้ในเครื่องนอนด้วยความภูมิใจ คิดว่านี่เป็น ครั้งแรกในชีวิตที่สัมผัสกับอิสรภาพ ตัดจากอดีตต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิง
"เอ็งดูดีว่ะ" ไมค์เองก็ขุดพบเรมิงตันรุ่นใหม่ซึ่งใช้กระสุนมีปลอกมาจากโรงจำนำ
"เป้าหมายแรกของเราคือแค้มป์พรานรับส่งหนังสัตว์ให้ห้างของโจ คล๊าก ซึ่งคาดว่าอยู่ทางใต้ที่ไหนสักแห่งระหว่าง
เมืองแอ็บบิลีนกับ ด็อดซิตี้" ว่าแล้วท็อปที่กระทุ้งสเปอร์ให้ม้าควบออกไปทันที
|