Home

ฝ่าโคลนเย็น (MudMarch)
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

20 มกราคม ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406)

     "กองร้อย B เตรียมเสบียง 3 วัน สำหรับเดินทาง เร็วๆด้วยนะโว้ย"     สต.ทอมบร่า ยืนประกาศคำสั่งเย็นสะท้าน
หัวใจทหารแต่เช้า พวกเราโผล่หัวออกมาจากเต็นท์ด้วยความฉงน มีหิมะตกปรอยๆ ลงมาทำให้ศีรษะเถิกของผู้หมู่
ดูมีปุยสีขาวประดับอยู่พองาม
     "นี่มันบ้าบออะไรวะ หน้าหนาวเขามีแต่จะพักรบ"    ฟิลด์ฉุนจัด มันเคยคิดว่ากองพันของเราดวงแข็ง ที่ไม่ได้ถูก
ส่งไปรบช่วง ก่อนเทศกาลคริสต์มาส เหมือนกองพันอื่นที่เขาไปแพ้ยับกลับมา และคงได้อยู่เฉยๆไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิ 
"เพิ่งพ้นปีใหม่มาได้เพียง 3 สัปดาห์ นี่อยากหาเรื่องไปแพ้ให้ขายขี้หน้าอีกแล้วหรือ"
     "ข่าวที่หมู่ทอมบร่าบอกเราท่าจะจริง ท่านลินคอร์นเร่งนายพลเบิร์นไซด์รบแก้ตัวเพื่อแสดงผลงานต่อสภาคองเกรส"  
ท็อปว่า
     "เตรียมเรชั่น 3 วัน มันคือคำสั่งเดินไกล หนาวอย่างนี้จะไปได้สักแค่ไหนเชียว"     ฟิลด์ยังคงอาละวาดไม่เลิก
     "นั่นซี นายพลลีก็ตั้งรับอยู่ตรงข้ามแม่น้ำนี่เอง"   พอลใช้ความคิด  "ข้าสังเกตทหารปืนใหญ่ของเรา เสริมกำลัง
ตามริมตลิ่ง และพวกทหารม้าก็เคลื่อนไหวให้ข้าศึกมันเห็นผิดสังเกต"
     พอลอ่านเกมออกเสมอ สักวันคงได้เป็นนายทหาร "น่าจะหลอกเข้าตีตรงข้ามแถวนี้แล้วให้เราเดินอ้อมไปข้าม
แม่น้ำไกลๆออกไป อืม!!.... หรือจะต้องลุยข้ามน้ำแข็ง"
    
สิ่งที่ทุกคนกังวลเหนือกว่าหิมะ คือความสามารถของท่านแม่ทัพใหญ่ ผู้เคยอุทานว่า เขาไม่เก่งพอจะคุมกองทัพ
ขนาดนี้ได้ แม้แต่ท็อปยังสังเกตดูสีหน้าพวกอาวุโสออก การเดินทัพปกตินั้นเหนื่อยพอแรงอยู่แล้วนี่ยังจะต้องลุยหิมะ
กินนอนกันกลางหิมะที่เย็นจัดจะไม่ให้หนาวสะท้านอกกันอย่างไรได้

demonstration-1

ทหารม้าเริ่มเคลื่อนไหวล่อให้ข้าศึกเข้าใจผิด

     กองพันที่ 13 นิวเจอร์ซี่เริ่มเดินทัพก่อนสว่างของวันถัดไป อาศัยความมืดและเนินเขาอันยาวตลอดแนวตลิ่ง แม่น้ำ
รับปาฮาน็อก (Rappahannock River) เป็นม่านกำบังข้าศึก แผนของเบิร์นไซด์กำหนดให้เดินทวนน้ำไปราว 10 ไมล์
แล้ววางสะพานทุ่น (Pontoon bridge) 5 สะพาน เพื่อให้ทหาร 4 กองพล ข้ามแบบสายฟ้าแลบ ไปโอบปีกขวาและตลบ
หลังนายพลลี ทุกอย่างที่ว่านี้ควรทำให้เสร็จใน 4 ชั่วโมง
     "ท็อปมันกลัวความหนาวมาก สวมเสื้อทับกันจนอ้วนเหมือนซานตาคลอสแล้ว ฮะๆๆ"    พอลหยอกเล่น หมวดของ
พวกเราก็เลยฮาบ้าง ทำให้หมู่ทอมบร่ารีบดุไม่ให้ส่งเสียง
     "หน้าหนาวเสียงไปได้ไกล เงียบๆเอาไว้"   แกกำชับ แต่พอดูสารรูปท็อปแล้วเลยอดขันไม่ได้ แม้ว่าอากาศจะอบอุ่น
ขึ้นและมีฝนตกลงมาตลอดคืน แต่ชาวสยามผู้กลัวหนาวเล่นใส่เสื้อทับไว้ 4 ชั้น เป็นเสื้อเชิ้ต 2 ตัว ทับด้วยสเว็ตเตอร์
ของคุณนายดูปองท์ แล้วคลุมด้วยเสื้อฟร็อกโค้ทตัวใหญ่ ท่อนล่างก็ไม่แพ้กัน มีกางเกงในขนสัตว์ 2 ชั้น ทับด้วยชั้นใน
ขายาวแบบลองจอนน์ ซึ่งเมื่ออบชื้นจะคันก้นยุบยิบไปหมดเพราะผิวแห้งแตกจากความหนาว หมวกแก๊ปทหารแบบเคปิ
(Kepi) ซึ่งท็อปเรียกเล่นๆว่า "กะปิ" นั้นกันลมหนาวไม่ได้แน่ จึงเอาซับในของปรางมาทับปิดใบหูและผูกเอาไว้ใต้คาง
จากนั้นก็เอาเสื้อเก่าที่ขนมาจากสยามคลุมหน้าปิดปากและจมูกเหมือนไอ้โม่ง ที่ห่วงมากคือ หิมะกัดตีน จึงเตรียมเสื้อ
เก่าอีก 2 ตัวไว้ห่อรองเท้า
     "ถ้าเอ็งโดนยิงกว่าหมอจะหาแผลพบ คงถอดเสื้อผ้าอยู่ครึ่งวัน"    แม้แต่เด็กเรียบร้อยอย่างรอน ฮอยท์ก็อดวิจารณ์
ท็อปไม่ได้

Mud March-1

The Mud March

     หากแต่แผนการรบของนายพลเบิร์นไซด์และแผนกันหนาวของท็อป ไม่เป็นดั่งคาดราวกับเทวดาแกล้ง ฝนที่ตกลง
มาเปลี่ยนถนนซึ่งเมื่อวานยังเป็นน้ำแข็งให้กลายเป็นทะเลโคลน บางครั้งต้องลุยข้ามลำธารน้ำแข็งและห้วยเล็กๆที่เย็น
จัด เสื้อผ้าที่สรวมไว้หลายชั้นกลับเปียกชุ่มไปด้วยน้ำและเก็บความเย็นยะเยือก โคลนช่วยเพิ่มน้ำหนักอีกหลายเท่า
ท็อปทนเดินไปได้เพียงชั่วโมงเศษก็แทบก้าวขาไม่ออก
     "ฉิบหายแล้วเรา"    หมู่ทอมบร่าคราง แสงอรุณของวันใหม่ทำให้เราเห็นภาพทหารทั้งกองพล ม้าลาลากปืนใหญ่
และชุดทหารช่างกับสะพานทุ่น ติดคลาคล่ำกันอยู่บนถนนเบื้องหน้า
     "เร็วเข้า อย่าลืมว่าเราต้องข้ามแม่น้ำใน 4 ชั่วโมง"     จ่าเวอร์เนอร์ก็โมโหเหมือนกัน ถนนทั้งสายมีแต่เสียงเอะอะ
ด่าทอ ผสมเสียงม้าลั่นไปหมด ป่านนี้ข้าศึกคงรู้ตัวแล้ว

     กองร้อย B พยายามเดินต่อไปอย่างสุดความสามารถ พอตกบ่ายยังได้ไม่ถึงครึ่งทาง มีฝนปรอยซ้ำลงมาอีก
     "เฮ้ย พอลช่วยรับรอนด้วย"   ท็อปรีบคว้าตัวรอนซึ่งหมดแรงเป็นลมฟุบไปกับโคลน ตัวเองเลยล้มตามไปอีกคน
หนึ่ง เพื่อนๆต่างคลานกันมาช่วย
     "ขอบใจๆ ข้าคงหิวน่ะ"   รอนถ่มโคลนออกจากปาก ท็อปหยิบแคร็กเกอร์เปียกๆจากเป้มาให้พยายามสลัดเศษ
โคลนที่ติดออก
     "พักแถวก่อนเถิด กินมันแกล้มขี้โคลนนี่ละ เพราะเกวียนครัวจมถนนไปแล้ว ไม่มีใครหาอาหารมาส่งหรอก"    
จ่าเวอร์เนอร์สั่งการ พอดีท่านร้อยโทขี่ม้าผ่านมาให้กำลังใจ ตัวท่านก็เลอะเหมือนกัน ดูเหมือนจะเพิ่งตกม้ามา
     "จ่า อย่าเดินออกนอกทางไปที่ริมน้ำนะ ข้าศึกรู้แล้วว่าเรามีปัญหา และจัดพลซุ่มยิงคอยอยู่"     ท่านถอนใจยาว 
"พักเสร็จแล้วจัดคนขึ้นหน้าไปช่วยเขาลากสะพานทุ่นด้วย จนป่านนี้ยังไม่ถึงท่าข้ามเลย แล้วยังปืนใหญ่อีกตั้ง 150
กระบอก"

     ขบวนม้าลากสะพานทุ่นอยู่ไม่ห่างไปนัก ทหารช่างสั่งเพิ่มม้าลากเป็น 3 เท่า ต่อสะพาน 1 ชุด แต่กระนั้นยังต้อง
เอาเชือกมาโยงให้ทหารช่วยลาก พวกเราถอดเครื่องสนามกับปืนออกไว้ แล้วลงมือดึงเหมือนชักขะเย่อ พื้นโคลนเป็น
ปัญหามากเพราะยืนได้ไม่มั่น ทหารคนหนึ่งล้มคนอื่นก็พาลล้มกันเป็นทอด พวกคุมม้าชักหัวเสีย

     "ควับๆๆ…….."     เสียงเร่งเอาแซ่หวดม้า เจ้าพวกสัตว์สี่ขา ร้องลั่นตาเหลือกถลน
     "จะเฆี่ยนตีมันทำไม มันลากจนหมดแรงแล้ว"     ฟิลด์ผู้เป็นชาวไร่รู้จักม้าและรักม้ามาตั้งแต่เกิดชักเครียดขึ้นมา
   "ข้าไม่เห็นด้วยเลยกับการที่เอาม้ามารบ มายืนรับลูกปืนกับมนุษย์นี่น่ะ"
     แต่ทหารช่างยังเฆี่ยนม้าไม่หยุด   "โธ่ ไอ้สารเลว…….."  ฟิลด์ด่า
       "จับไอ้ฟิลด์ไว้ด้วยเร็ว"    ท็อปร้องเมื่อเห็นฟิลด์ลุยโคลนรี่ไปหาเจ้าคนเฆี่ยนอย่างเสียสติแล้วกระชากเจ้านั่นตก
จากหลังม้า  
     "พลั่ก...... โอ๊ย"     ทหารช่างกับทหารราบเลยรุมชกกันเองกลางถนน นายสิบต้องโดดเข้าไปแยก
     "ข้าจะเอาเอ็งผูกบังเหียนแล้วเฆี่ยนแทนม้าบ้าง"    ฟิลด์เลือดกลบปากน้ำตานองหน้าร้องด้วยความโกรธ มีจ่า
เวอร์เนอร์ล็อกคอเอาไว้
     "ใจเย็นเถิดไอ้หนู ม้ามันพ้นทุกข์ไปแล้ว"    จ่าเวอร์เนอร์หันมาส่งสายตาตำหนิไอ้คนเฆี่ยน ดูมันหน้าเสียเหมือน
กัน เมื่อเห็นม้าที่ถูกเฆี่ยนเงียบเสียงไป เพราะบัดนี้หัวม้าทิ่มจมโคลน ทรุดขาหน้าลงขาดใจตายด้วยความเหนื่อย พวก
เราก็หมดแรงนั่งลงแช่โคลนอย่างสิ้นหวัง
     "ชาติที่แล้วข้าคงเป็นชาวนา บังคับควายลุยโคลนไถนามามาก ชาตินี้เลยมารับกรรมเหมือนควาย"
ท็อปรำพึงกับตนเอง

mud-1

ทะเลโคลน

     กองร้อย B ติดอยู่ในถนนต่อมาอีก 3 วันจึงสามารถถอยกลับค่ายได้ นับเป็นประสบการณ์ที่ฝรั่งเองยังไม่เคยพบ
ทหารต้องนอนเบียดๆตัวเปียกชุ่มอยู่ข้างถนน หมดสภาพนักรบ ถ้าพวกกบฏข้ามแม่น้ำมา คงจับเราได้ทั้งหมด 4
กองพล เพราะปืนมีแต่ขี้โคลนเต็มลำกล้อง ทหารเดินกลับเป็นขบวนโคลนพอกดำทั้งตัว เห็นแต่ลูกตาขาวๆ ระหว่าง
ทางท็อปเห็นม้าลาเกือบร้อยตัว นอนตายเกลื่อนถนน บางตัวจมลงกลายเป็นพื้นถนนไปแล้ว ถ้าไม่ระวังจะเดินเหยียบ
เอาได้ สายเชือกยังคาบนตัวมันไปที่ปืนใหญ่ซึ่งจมอยู่ใกล้ๆ เสียงพวกกบฏร้องเพลงหยอกล้อข้ามแม่น้ำมาให้เจ็บใจเล่น
     "คนอเมริกันช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ"     ไมค์เอ่ยปากชม
     "ทำไมล่ะไมค์"    ท็อปสงสัย
     "มันร้องเพลงล้อแม่ทัพเราไม่พอ ยังปักป้ายไว้ริมตลิ่งอีก"   
     ท็อปมองตามไมค์ไปแล้วไม่กล้าหัวเราะกลัวถูกเพื่อนรุมกระทืบ ป้ายแรกเขียนว่า "ถนนให้เบิร์นไซด์ ไปเยี่ยมเมือง
ริชมอนด์"  อีกป้ายสำหรับพวกเรา "แยงกี้!! ถ้าวางสะพานไม่ไหว จะส่งคนไปช่วย"
     "ไมค์คิดเสียว่ามันอวยพรวันเกิดให้ข้าก็แล้วกัน"     ท็อปกระซิบ
     "วันนี้หรือท็อป ช่างเป็นวันที่ชุ่ม (แฉะ) ดีแท้ Happy Birthday ว่ะ"     ไมค์อวยพร
    
     ทหารฝ่ายเหนือเดินคอตกเข้าค่าย รู้สึกท้อแท้ ผิดหวังและไร้เกียรติ ความมั่นใจสูญสลาย มีพวกหนีทัพวันละหลาย
ร้อยคน การขัดคำสั่งแพร่ไปทุกกองพล ทหารโห่ไล่นายทหารเมื่อถูกเรียกแถว โคลนได้พาความตายมาด้วยโรคท้องร่วง
เพราะขาดน้ำสะอาด มีคนตายในค่ายเพราะป่วยและความหนาววันละหลายสิบคน กองทัพแยงกี้มีแต่คนที่ไร้วิญญาณ
และกำลังใจ ขวัญของทหารจมอยู่ใต้โคลนเย็น บัดนี้หิมะตกซ้ำ โคลนก็แข็งกลบทับไว้จนแทบหากำลังใจไม่พบ ดังนั้น
ประธานาธิบดี จึงสั่งปลดแม่ทัพแล้วตั้ง นายพล ฮุ๊กเกอร์ (General Joseph Hooker) เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพโป
โตแมก (Army of the Potomac)

อดมื้อกินมื้อ
     นายพลฮุ๊กเกอร์ ใช้วิธีเอาของกินเข้าล่อ เพื่อฟื้นฟูขวัญทหาร และปล่อยข่าวลือว่าจะพักรบไปจนกว่าจะเข้าฤดูใบไม้
ผลิ กองพลต่างๆมีการอนุญาตให้ออกแบบเครื่องหมายประจำของตนเอง เพื่อให้ทหารเกิดความรู้สึกรักหน่วยรบของตน
อุบายเหล่านี้พวกเราพอใจรู้สึกว่า แม้ยามหนาวจะลำบากแต่ก็ดีกว่าข้าศึกทางฝั่งข้างโน้นมาก ทั้งนี้เรามักจะทราบข่าว
ของข้าศึกจาก หมู่ทอมบร่าเสมอ

     "ฉันรู้มาว่านายพลลี ยังอยู่อย่างลำบาก ที่พักของแกมีเตาฟืน 1 เตา โต๊ะทำงานและไก่อีก 1 ตัวเท่านั้น"    ผู้หมู่
กล่าวหลังจากออกตรวจยามที่ริมฝั่งน้ำเมื่อคืน
     "ไก่มันมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะครับ"    ท็อปชักสงสัย
     "ไก่มันอยู่ด้วยได้เพราะ ออกไข่ให้แกกินทุกวัน ม่ายงั้นเป็นไก่ย่างไปแล้ว"    ผู้หมู่ไขปริศนา
     "ลีทำตัวเยี่ยงทหาร คนถึงยอมตายให้แก สู้แม่ทัพเราไม่ได้ เห็นมีคนไปรับพนักงานซักรีดสวยๆมาส่งถึงในเคบิน"
     จ่าเวอร์เนอร์ว่าพลางถ่มยาเส้นออกไปนอกเต็นท์ ดูแกไม่ถูกชะตาแม่ทัพคนนี้เท่าไหร่ (บางคนอ้างว่านายพล ฮุ๊กเกอร์
เป็นที่มาของศัพท์แสลงเรียก ผู้หญิงหากิน ในเวลาต่อมาเพราะ แกติดนิสัยชอบหิ้วของหวานมาชิมในกองทัพ แม้ภาย
หลังย้ายไปรบกับอินเดียนแดงในภาคตะวันตก ก็อดนิสัยนี้ไม่ได้ บางกระแสก็ว่า คุณตัว – Hooker ใช้เรียกกันมาก่อน
หน้านั้นแล้ว)
     "วันนี้หมู่มีอะไรมาฝากจากพวกกบฏบ้างครับ"     ฟิลด์ถามทอมบร่า แล้วอดเลียริมฝีปากไม่ได้
     "แย่ว่ะ ได้มาแต่ยาสูบ มันขอแลกกับกาแฟ"   เป็นที่รู้กันว่า ผู้หมู่ของเราทำการค้าขายแลกเปลี่ยนของกินกับพวก
ข้าศึกเสมอ อันที่จริงพวกทหารก็ทำเรื่องนี้เล่นกันตลอดแนวตั้งรับ เพราะแม่น้ำแคบนิดเดียว เวลาหย่าศึกก็คุยกัน
เหมือนพี่น้อง เพื่อนบ้าน ก็นี่มันเป็นคนชาติเดียวกันแท้ๆ คิดแล้วน่าเศร้าใจ

     "พวกกบฏมันว่า ปีนี้เก็บเกี่ยวพืชไร่ได้น้อย ผู้ชายมารบกันหมด เหลือแต่แม่บ้านทำไร่ไถนาไม่ไหว เอาแค่พอกิน
กันในครอบครัว ราคาของก็แพงอย่างเบค่อนเคย 10 ปอนด์ แค่ $ 1.25 เดี๋ยวนี้ในริชมอนด์ ราคาขึ้นเป็น $ 10.00"    
ผู้หมู่รายงานข่าวต่อ มีทั้งข่าวการเกษตรและข่าวเศรษฐกิจการเงิน

       "จิม ฉันเห็นไอ้กบฏที่เอาของมาแลก มันใช้เสื้อกันหนาวตัดจากพรมปูพื้น มันว่าเมียส่งมาให้ใช้ ส่วนผ้าม่านมัน
ถอดเอามาทำเสื้อใส่กันหมด"
     ท็อปไม่แปลกใจกับความขัดสนของชาวใต้ เพราะที่แอนทีทั่ม เคยเห็นข้าศึกหลายคนรบตีนเปล่ามาแล้ว"รบกัน
คราวก่อน ผมเคยสงสัยศพทหารฝ่ายเรา ไม่มีรองเท้า ถุงเท้าเหลืออยู่เลย คราวนี้รู้แล้วว่าใครเอาไปใส่"    ท็อปถึงบางอ้อ 
       "ไอ้พวกฟากโน้น มันให้คู่ละ $50 บู้ทยาวดีๆคงแพงกว่านี้"    หมู่ทอมบร่าหัวร่อ
     "มิสเตอร์ท็อป"     จิม เวอร์เนอร์เรียก    "ถ้าฝ่ายเรามีนายพลอย่างลี สักคนเดียว สัปดาห์หน้าคงรบชนะได้กลับ
บ้านกันแล้ว"
     ว่าที่จริงแล้ว ความเป็นอยู่ของฝ่ายเราก็ใช่จะดีเด่นนัก เพื่อหลบหนาว เราต้องขุดดินแข็งๆลงไป 1-2 ฟุต ให้กว้าง
ขนาดเดียวกับตัวเต็นท์ จากนั้นก็ตัดไม้มากรุรอบๆคันดินที่ขุดไว้ อุดรอยต่อด้วยโคลน ไม่ให้
มีช่องลมหนาวเข้า จากนั้นจึงกางเต็นท์คลุมให้มิดชิด ที่มุมหนึ่งของคันดิน จิมสอนให้ท็อปเอาหินมาก่อช่องเป็นเตาผิง
แล้วเอาถังใส่หมูเค็มมาเคาะฝาทั้ง 2 ด้านออกแล้ว ครอบทำเป็นปล่องไฟ
     "เอาหญ้าแห้งๆในป่ามาปูพื้นเพื่อความอบอุ่น ส่วนหีบแคร็กเกอร์และกระสุนเอาไว้กลางห้องเป็นโต๊ะเล่นไพ่"    
จ่าเวอร์เนอร์สอนท็อปหลายอย่าง ท้ายที่สุดหมู่ของเราก็มีบ้านน่าอยู่พอควร

Siamese House-1

เรือนสยาม

       ไมค์เอาฝาลังมาแกะคำว่า "เรือนสยาม" (Siamese House) แล้วปักไว้หน้าบ้าน
     "ไมค์ คุณรู้ไหมว่านี่คือบ้านอันอบอุ่นหลังแรกในชีวิตของผม"    ท็อปตบไหล่เพื่อน
    
     พูดถึงอาหารการกินแล้ว ท็อปเป็นคนชอบอาหารฝรั่งและอาหารแขกตั้งแต่อยู่สยาม ถ้าไม่มีข้าวสวยกิน ก็ไม่ค่อย
เดือดร้อน แต่ครั้นมาอเมริกากลับพบแต่อาหารในค่ายและเรชั่นซึ่งเป็นของที่ไม่อร่อย คุณภาพต่ำ เนื้อสัตว์คือหมู และ
เนื้อเค็ม ขนมปังนุ่มๆ หายากขึ้นทุกวัน วันไหนโชคดีจะมีมันฝรั่งมาให้ช่วยปอกเลี้ยงกองร้อย ผักนั้นเป็นผักดองและ
ผลไม้ตากแห้ง เช่น ลูกแอปเปิ้ลและพีช อาหารเช่นนี้ทำให้เวลามีคำสั่งจ่ายเสบียง 3 วัน เมื่อเดินทัพทีไร เจ้าฟิลด์จะ
จัดการกินให้หมดก่อนออกเดินเสมอ
     "เอาไว้ไปขโมยเขากินข้างทางดีกว่า เผื่อจะมีอาหารสด"     มันพูดอย่างหน้าด้าน     "หรืออยู่ใกล้ๆ หมู่ทอมบร่าน่ะดี
ลำบากเพียงไหนแกหามากินได้ทุกทีเชียว"
     ตกเย็นพวกเราจะรวมกันในเต็นท์ ช่วยกันทำอาหาร ไออุ่นจากเตาไฟช่วยให้เรือนสยามน่าอยู่ขึ้น พวกที่อยู่เฉยๆจะ
ใช้เวลาเขียนจดหมายถึงบ้าน กินกาแฟ เคี้ยวยาเส้น ชีวิตทหารยามว่างมีเท่านี้ออกจะน่าเบื่อ ไมค์มีงานอดิเรกในการ
แกะสลักไม้จึงเพลิดเพลินกว่าคนอื่น เขาถามท็อปว่าอยากให้แกะเป็นรูปอะไรที่เกี่ยวกับสยาม
     "เป็นรูปอีนวลหมาตัวโปรดดีไหม"    ท็อปบอกรูปร่างของหมาให้ไมค์ฟัง แต่คนแกะว่าไม่สันทัด
     "สัตว์อะไรนอกจากช้างที่ดูเป็นของสยามแท้ล่ะ"    ไมค์ถามและสงสัยที่ได้รับคำตอบว่าแมว
     "แมวไทยสีสวาทฉลาดตัวเล็ก ปราดเปรียว หน้าแหลมและขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาลที่หูหางและปลายเท้าไม่เหมือนที่นี่
เป็นแมวของชาววังและชนชั้นสูง"    ท็อปลองวาดรูปให้ดู
     "แมวตาสีฟ้า หูหางสีช็อคโกแล็ตงั้นหรือ ฉันจะลองดู"      คนอังกฤษรับคำท้า

     มื้อค่ำวันนี้จ่าเวอร์เนอร์มาร่วมวงด้วย
     "วันนี้เรามีอาหารพิเศษ เมนูเรือนสยาม ขอเริ่มด้วยซุปขนมปังแข็งกับผักดอง ตามด้วยขนมปังแข็งผัดมันหมูและ
หมูเค็ม ของหวานก็ขนมปังแข็งจุ้มกาแฟ ครับจ่า"       พอลกล่าวต้อนรับ พวกเราหัวเราะไปกับความน่าทาน ขนมปัง
แข็งหรือฮาร์ทแท็ค (Hardtack) เป็นเรชั่นหลักของทั้ง 2 ฝ่าย ทำจากแป้งข้าวสาลี ผสมน้ำและเกลือนวดให้เข้ากัน
ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง 3 นิ้ว หนาครึ่งนิ้วแล้วอบแห้ง

hardt3b
hardtack-1

เมนูเรือนสยาม Hardtack ผัดหมูเค็ม และ กาแฟ

       "อย่าให้มีตัวมอดปนนะโว้ย"     จ่าเวอร์เนอร์ก็อดหัวเราะไม่ได้    
     "ครับ ของเรารับประกัน จะมีก็แต่หนอนในผลไม้"    พอลรับรองแข็งขันว่าพลางเอาฮาร์ทแท็คจุ้มน้ำเดือดเพื่อฆ่า
พวกสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเนื้อแป้ง
     "ฮาร์ทแท็ครุ่นนี้ต้มนานหน่อยสัก 15 นาที ยังแข็งเหมือนหินอยู่เลย"       ท็อปย้ำ เอาช้อนกดให้จมน้ำร้อน มอด
จะได้จมน้ำตายหมด ถ้าออกรบเขาจะเอาจุ้มกาแฟไปเลย กินมอดคงได้รส ชาดมันๆดี พอลเคยว่าใช้แทนเนื้อสัตว์ได้
สิ่งที่พึงระวังคือ ฮาร์ทแท็คที่เปียกหรือเละอยู่ในหีบเก็บ เพราะกินแล้วท้องเสีย จ่าเวอร์เนอร์ ปิดรายการด้วยการควัก
นมข้นยี่ห้อบอร์เด้น (Borden) จากย่ามโยนให้พวกเรา
     "ซื้อมาจากร้านในค่าย (Sutler) กินกาแฟดำมาหลายเดือนแล้ว ขอใส่นมให้ครบเครื่องสักหน่อย"แล้วจ่าหันมา
ชวนคุย   "มิสเตอร์ท็อป ที่สยามเขารบกันแบบเรารึเปล่า"   
     "ไม่เหมือนหรอกครับ เรายังโบราณไม่มีการจัดแถว หรือฝึกกันแบบนี้ อาวุธก็เป็นปืนคาบศิลาและปืนใหญ่บรรจุปาก
แบบเก่า บรรพบุรุษของผมเวลาจะไปรบ ก็สั่งคนไปตีฆ้องเรียกระดมพลเมืองในหมู่บ้านและเมืองที่ขึ้นอยู่ในสังกัดให้
มารวมกัน ถ้าเดินทางไกลเรามีช้างช่วยขนของ ช้างใช้ไปรบด้วย"

     พอเขาอธิบายถึงช้าง พรรคพวกดูจะสนใจกันมาก   "ที่สยามมีช้างมาก เป็นสัตว์ฉลาด สอนได้และอายุยืน"    
     ฟิลด์ซึ่งรู้จักแต่ม้าถามว่า    "ใช้ทำไร่ไถนาได้ไหม?"   ท็อปปฏิเสธแต่ก็โม้ไปทั้งที่ไม่เคยขี่ช้างว่า
     "ใช้เดินทางดีที่สุด ข้าขี่ช้างไปเรียนหนังสือทุกวัน"    รอนอ้าปากหวอ ส่วนจ่าเวอร์เนอร์นั่งนิ่งคงไม่ค่อยเชื่อนัก
ท่าจะหลอกกันยาก 
       "สยามอยู่อย่างสงบมานาน ศัตรูเก่าคือพม่าก็มัวแต่ระวังพวกอังกฤษ ถ้าต่อไปจะรบคงมีเรื่องกับชาติยุโรปอย่าง
อังกฤษหรือฝรั่งเศสมากกว่าครับ"     ท็อปคุยต่อ
     "พวกคนอังกฤษน่ะ ไม่เท่าไหร่ดอก เราเตะก้นมันออกไปจากอเมริกาเมื่อร้อยปีก่อนแล้ว ใช่ไหมมิสเตอร์ไมค์"   
จ่าหันมาแหย่
     "ฮิ...ฮิ....ไล่ไม่หมดหรอกจ่า เดี๋ยวนี้ท่านกลับยอมให้ผมมาช่วยรบเสียแล้ว"    ไมค์ยิ้มรับ
     "ท็อปจะใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อสงครามสงบ"     รอนถามบ้าง คนมีครอบครัวมักห่วงอนาคตเสมอ
     "ผมว่าจะอยู่เป็นทหารต่อ แล้วขอเป็นพลเมืองอเมริกัน ในฐานะที่เสี่ยงรบให้ประเทศนี้ แล้วจะหาทางพาคนรักที่
บางกอกมาอยู่ด้วย"    ท็อปเผยความฝัน
       "ยังสงสัยว่าเงินเดือนพลทหารเดือนละ $13 เงินเพิ่มค่าเครื่องแบบเดือนละ $3.50 นี่จะพอหรือ"   จ่าพยักหน้า
แกหันไปถามคนอื่นบ้างว่าเลิกรบแล้วจะทำอะไร
     "ขอให้เลิกจริงเถอะจ่า ก่อนกลับไปทำไร่ผมจะหาที่นอนนุ่มๆ กินอาหารดีๆ ในเมืองใหญ่ให้คุ้มก่อน"     ฟิลด์เริ่ม
จินตนาการ พลางหยิบรูปนางงาม Pin up มาดู อันนี้มันยึดมาจากลารี่เป็นรูปภาพผู้หญิงแทบไม่นุ่งอะไรเลย หล่อนดู
น่ารักมาก ขาเรียวยาว สะอาดตา จมูกโด่ง แล้วก็สะโพกมโหฬาร พวกเราเลยรุมขอดูบ้าง     "ผมจะหาแม่ผมบลอนด์
อย่างในรูปนี้สักคนให้เธออาบน้ำให้ จากนั้นก็จะอยู่บนเตียงกันสักอาทิตย์หนึ่งโดยไม่ยอมลงเลย"
    
     อากาศอุ่นขึ้นเป็นลำดับจนเข้าฤดูใบไม้ผลิ ท็อปลองเขียนจดหมายถึงครอบครัวดูปองท์ในบอสตันเพื่อบอกสั้นๆว่า
ยังมีชีวิตอยู่สู้ต่อไปอีกสัก 2 ปี ก่อนถูกปลดประจำการและได้ฝากหนังสือภาษาไทย 2 ฉบับ ถึงแม่ที่บางกอกและอีกฉบับ
ให้ท่านอุดรส่งต่อให้น้องปราง เผื่อกัปตันดูปองท์จะฝากไปกับเรือได้บ้าง กลางเดือนเมษายน คุณนายดูปองท์ก็ตอบมาว่า

WRITE

"ท็อป

     ฉันรู้สึกยินดีที่เธอผ่านการรบมาได้โดยปลอดภัย จอร์จได้เดินทางไปเมืองจีนก่อนที่จดหมายของเธอจะมาถึง
คาดว่าปลายปีจะกลับมาจึงจะสามารถฝากหนังสือของเธอไปให้แม่ที่บางกอกได้ ขอให้อดใจรอและรักษาตัวให้ดี

                                                                                 ขอพระเจ้าทรงโปรดคุ้มครอง
                                                                                           นางดูปองท์"


ท็อปรู้สึกอบอุ่นใจขึ้น ถึงครอบครัวนี้จะไม่ใช่ญาติ แต่ก็เหมือนตัวเชื่อมไปยังบุคคลที่รักเคารพในบางกอก เจ้ารอน
ก็ได้จดหมายจากเมียเหมือนกัน ทุกคนอารมณ์ดี ป่ากลับเขียวขจี มีไม้ดอกแข่งกันอวดสี สรร ผีเสื้อบินไหวๆ อยู่ชาย
ทุ่งข้างเต็นท์ ท็อปเพลิดเพลินกับเสียงนกบลูเบริ์ด พลางคำนึงว่า ความอภิรมย์นี้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ก่อนที่การรบ
ครั้งใหม่จะเกิดขึ้น

ตอนต่อไป "นายพลเหนือนายพล"

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com