Home

Lady Trouble
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
กลับลุ่มเจ้าพระยา
แม่ตัวร้าย
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

แก็ตลิ่งกัน

   ที่สนามหญ้าหน้าสถานกงสุลอเมริกัน ร้อยตรีหลวงศัลยุทธสรกรร หรือเด็กชายเจิมซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน ยอดเคยพบที่ท่าน้ำในคืนที่
หนีลงเรือไปอเมริกา ต้องตกตะลึงจังงังเมื่อได้ยินยอดเล่าถึงอานุภาพของปืนกลแก็ตลิ่งซึ่งกองทัพญี่ปุ่น ทดลองในโตเกียวว่ายิงเร็วถึง
200-300 นัด ต่อนาที หากมีมันเพียง 3 – 4 กระบอก ก็เปรียบได้กับทหารราบทั้งกองพันเลยทีเดียว ยอดยกตัวอย่างประสบการณ์ที่
ต้องรักษาฐานปืนใหญ่ จากการชาร์จของทหารม้าฝ่ายใต้ว่าปืนแก๊ปบรรจุทีละนัด ไม่อาจหยุดศัตรูได้
   "ถ้าตอนนั้น มีปืนแก็ตลิ่งแล้วละก้อ สักกี่พันเข้ามากระผมก็ไม่กลัว สยามควรมีปืนนี้ใช้บ้างขอรับ"
   เขาแปลกใจที่คุณหลวงตอบเสียงเครียดว่า  "คงอีกไม่นานหรอก เกรงแต่มันจะอยู่ในมือคนอื่นน่ะซี"
   "เอ๊ะ ท่านจะว่ามีคนสั่งมันเข้ามาแล้ว......"   จ่าครูฝึกตัวเย็นวาบทันที
   "ถูกต้อง และไม่ได้ซื้อให้ทหารรักษาพระองค์ของในหลวงเสียด้วย"  ท่านกระซิบได้ยินกันสองคนว่า  "เป็นความลับนะ คนที่
สั่งซื้ออาจหวังดีก็ได้ แต่เมื่อไหร่หลุดไปอยู่กับกลุ่มที่คัดค้านแผนการปฎิรูปของในหลวงท่าน ปืนกลนี้อาจถูกนำมาท้าทาย กับกองทัพ
หยิบมือเดียวของพระองค์"
   "ตลกละขอรับ นอกจากกองทัพแล้วใครจะมีอำนาจสั่งซื้ออาวุธร้ายมาได้อีก"  

Gatling 2

ปืนแก็ตลิ่งรุ่นแรกของสยาม ผลิตโดยโคลท์ เป็นแบบ 10 ลำกล้อง ตั้งบนขาหยั่ง 3 ขา สามารถเอาขึ้นหลังช้างได้
กำลังหาเอกสารจากโคลท์อยู่ว่าซื้อเท่าไหร่และกี่กระบอกแน่ คาดว่าไม่เกิน 6 ตัว ปัจจุบันวางแสดงที่พิพิธภัณฑ์สรรพาวุธ
ทบ. (1) คือตัวในภาพนี้ และที่ บก. กองทัพบก ถนนราชดำเนิน (1) พิพิธภัณฑ์ ทร. บางนา (2) ศูนย์ปืนใหญ่ ลพบุรี (1)

DSCF3702-1

ในภาพเห็นฝาปิดท้ายปืน มีคันโยกปิดล็อคท้ายอยู่เหนือตุ้มกลมๆ ด้านล่างจะเป็นเครื่องขันเกลียวปรับมุมกดมุมยก
ลำกล้อง ส่วนการส่ายยิงใช้แท่นปืนกำกับ กระบอกนี้ของพิพิธภัณฑ์ ทร. บางนา

DSCF3701-1

ภาพบนโชว์ลำกล้องทั้งสิบหมุนรอบแกน และศูนย์เล็งทางซ้ายของภาพ

GG22107Rail_assembly-1

แกนหมุนนั้นมิได้เป็นแกนหลักยาวอยู่ตรงกลาง ที่จริงเป็นแกนสองขา แยกโอบมัดลำกล้องไว้

   "ปุ้ทโธ่ พี่ยอดนี่ไปอยู่เมืองนอกมานาน ไม่รู้ระบบราชการยุคปลายกรุงเก่าที่สยามใช้อยู่นี่เลยนะ"  คุณหลวงหัวเราะที่เห็นยอดตี
หน้าเด๋อ  "อำนาจการปกครองในสยามยังกระจายอยู่กับขุนนางจตุสดมภ์ แค่การทหารนี่ กรมมหาดไทยของท่านสมุหนายกเขาดู
ภาคเหนือ ท่านสมุหกลาโหมเขาดูภาคใต้และทหารเรือ ต่างคนต่างระดมไพร่พลในเขตของตนได้ไม่อั้น และมีเงินภาษีซื้ออาวุธได้เอง
พี่จะเถียงฉันหรือ"
    "ง่า….กระผมไม่ทันคิด แต่ในหลวงท่านก็ซื้อได้นี่ขอรับ…."
   "เงินท่านไม่มีหรอก ส่วนกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ฉันอยู่นี่ท่านทรงตั้งใหม่ เริ่มจากมหาดเล็กเพียงสองโหล (เรียกว่า
ทหารสองโหล) ตอนนี้เปิดรับลูกหลานข้าราชการที่ทรงวางพระทัย เพิ่มจนค่อยมีกำลัง 6 กองร้อยแต่ก็ยังเล็กนัก"
   ยอดเพิ่งถึงบางอ้อ เพราะแม้แต่วังหน้าซึ่งเจ้าคุณปู่บ่นว่ามีรายได้เงินแผ่นดินถึง 1 ใน 3 มีทหารมากกว่าวังหลวงตั้งสองเท่า
ในหลวงแม้จะทรงพระเยาว์ก็ทรงตระหนักทันทีว่าต้องมีกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เพื่อถ่วงดุลอำนาจและค้ำจุนพระราช
บัลลังก์ เมื่อจะเข้าบริหารประเทศแทนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  "อนิจจาเจ้าปืนแก็ตลิ่งมันกำลังกลายเป็น
ปัญหาบ้านเมืองเสียแล้วขอรับ"
   "พวกเจ้านายในวัง ก็ยังงงๆอยู่ ไม่มีใครรู้ความร้ายกาจของปืนกลเลย แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันอันตรายกับในหลวงท่าน"  ท่านพูด
เหี้ยมเกรียม  "ต้องชิงมาให้ได้ จะสู้กันฉันก็ยอม"  
   ยอดสังเกตเห็นเป็นครั้งแรกถึงบุคลิกอันโผงผาง เด็ดเดี่ยวและความจงรักภักดีของชายหนุ่มผู้ซึ่งแม้จะมีอายุอ่อนกว่าเขามาก แต่
เจรจาด้วยเหตุผล สุภาพ สง่างามจนรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่วัยเดียวกัน นี่คือเด็กหนุ่มที่ทั้งเมืองกล่าวถึงความกตัญญู ยามที่พ่อของตนตก
ที่นั่งลำบากหาคนมาเป็นทหารไม่ได้ ก็ขันอาสาสมัครเป็นทหารมหาดเล็กเป็นตัวอย่างคนแรก จนคนอื่นเห็นดีส่งลูกหลานตามมากัน
ใหญ่ ความนิยมชมชอบก่อตัวขึ้นกับยอดโดยไม่รู้ตัว
   "กระผมก็ไม่ยอมให้กลุ่มไหนมาขวางพระองค์ท่านหรอกขอรับ กองทัพน้อยๆของท่านจะต้องเป็นแกนนำการแปลงเมืองคราวนี้
คล้ายทหาร Imperial Guard ของจักรพรรดิเมอิจิ"
   เขาหยุดคิดครู่หนึ่งจึงว่า "เอาอย่างนี้ขอรับ เราแย่งปืนมาด้วยปัญญาดีกว่า กระผมพอช่วยเขียนอธิบายวิธีใช้เจ้าแก็ตลิ่งนี่ได้ เอา
ให้เห็นอานุภาพของมันให้กระจ่างก่อน"
   "พี่ยอดพูดตรงใจฉัน รีบทำเป็นรีโปท (รายงาน) มา"  คุณหลวงยิ้มออก  "ใช่แล้ว ทรงใช้ กองทัพน้อยๆนี้รวมคนหนุ่มรุ่นใหม่เตรียม
ส่งเข้าแก้ไขสยาม ถึงพี่ยอดแก่กว่าฉันหลายปี ก็เป็นพวกฉันได้นะ"
   "กระผมไม่กล้าอาจเอื้อมดอกขอรับ เพียงแต่อยากช่วยท่านเท่าที่พอทำได้" 
   "อย่าขัดฉันน่า คนที่รู้ภาษาฝรั่ง เคยไปรบ ไปเห็นของจริงในภาคสนามมากกว่าพวกฉันใช่จะหาง่ายนัก"  ท่านเอ่ยชวนว่า 
"เรามาร่วมมือ ถือเป็น "กลุ่มสยามหนุ่ม" กันดีกว่า"
   "ขอบพระคุณขอรับ"  เขาดีใจที่พบคนอุดมการณ์เดียวกัน แต่ระบายความทุกข์ใจว่า   "กระผมขอเตือนว่า "กลุ่มสยามหนุ่ม"
อาจพบอุปสรรคมากกว่าในญี่ปุ่น ที่โน่นซามูไรหนุ่มเคยผ่านศึกมาแล้วได้ขึ้นบริหารราชการเด็ดขาด เหมือนได้ปราบดาภิเษก เขารบ
ชนะโชกุนจึงหาคนมาค้านยาก"
   "ฉันฟังดูเหมือนว่าพี่จะพบปัญหากับตัวอยู่นา…."
   "ใช่ขอรับก็เพราะที่สยามยังมี "กลุ่มสยามเก่า" คุมอยู่เต็มเมือง กระผมเองลองเปลี่ยนแค่วิธีฝึกทหาร ยังโดนสยามเก่าในกองทัพ
เล่นงานเสียแทบแย่"
   "ไหนเล่ามาซิ"
   เมื่อคุณหลวงศัลยุทธฯ สอบถามถึงข้อกล่าวหาทุจริตจนทราบโดยละเอียดแล้ว จึงเสนอแนะวิธีแก้ว่า
"ฉันนับพี่ยอดเป็นพวกกันแล้ว รับรองไม่ทิ้งกันและไม่เชื่อข้อกล่าวหานั่นหรอก ฉันจะนำรีโปททูลเกล้าถวาย เรื่องความร้ายกาจของ
แก็ตลิ่งกัน กลไกการทำงาน อะไรก็ได้ที่พี่รู้"

Gatling 3

    ภาพนี้แลเห็นช่องเสียบแม็กกาซีนชัดเจน นายแพทย์แกตลิ่งเป็นผู้ออกแบบ ให้ บ. โคลท์ผลิต ในช่วงสงครามกลางเมือง
    แต่ติดปัญหาเรื่องกระสุนปลอกโลหะไม่ได้คุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับปืนบรรจุท้ายร่วมสมัยนั้น จนกระทั่งมี
   กระสุน .45 ออกมาใช้จึงมีประสิทธิภาพเต็มพิกัด แผ่นกลมๆ บนปืนเขียนว่า
   Gatling's Battery Pat. Nov. 4, 1862 May 9, 1865 Feb. 28, 1871 Apr. 4, 1872Made by Colt's Pt Fire Arms
   MFG Co. Hartford Conn .U.S.A.

Gatling1
GG221121_gatgun2 bolt-1

ก้านสีดำคือลูกเลื่อน
ระบบการยิงของปืนแก็ตลิ่ง  (ภาพบนสุด) ถอดแม็กฯออก เปิดฝาครอบให้เห็นท้ายรังเพลิงแต่ละลำกล้องจะชนกับแท่งลูกเลื่อน
10 แท่งที่สลับกันวิ่งตามจังหวะการหมุนแกนที่อยู่ด้านขวาของปืนซึ่งไปหมุนเฟืองตัวใหญ่ (ภาพล่างขวา) ที่จะสลับกันรั้งลูกเลื่อน
แต่ละตัวให้ถอยออก จนกระสุนในแม็กฯหล่นลงในรางของแท่งลูกเลื่อนตัวนั้นๆ
 เมื่อหมุนคันโยกต่อไปเฟืองใหญ่นี้จะดันลูกเลื่อนและกระสุนเข้ารังเพลิงทีละแท่ง พร้อมกับสปริงเข็มแทงชนวนทำงานลั่นกระสุน
ทันทีที่ลูกเลื่อนปิดสนิท
ครั้นหมุนต่อไปจวนครบรอบลูกเลื่อนจะถูกรั้งกลับคัดปลอก ปล่อยให้ลำกล้องถัดไปนำลูกเข้ารังเพลิงและยิงต่อเนื่องกันอยู่ใน
กระบอกคุมลูกเลื่อน (Bolt carrier) ดังภาพล่างซ้าย

GG2214bolt_carrier-1 GG221121_gatgun-1

   ยอดจึงแอบเขียนรีโปท พร้อมร่างภาพกลไกการทำงาน ตลอดจนแผนการเตรียมจัดตั้งกองร้อยปืนกลขึ้นใน 1-2 ปี ข้างหน้า
แทรกความเห็นด้านยุทธวิธี การรุกรับด้วยปืนแก็ตลิ่ง สนับสนุนอิงจากประสบการณ์ ในสงครามกลางเมืองไว้ด้วย แล้วข้ามไป
อาศัยแท่นพิมพ์คุณหมอบรัดเล่ย์ทำรูปเล่มอย่างดี เสร็จก็รีบส่งถึงมือคุณหลวงที่บ้าน
   "ละเอียดดี ไม่ผิดหวังเลย"  ท่านพลิกอ่านเร็วๆ
   "กระผมจะถูกสอบพรุ่งนี้แล้วขอรับ"  ยอดเตือนอย่างร้อนใจ
   หลวงศัลยุทธฯ สัญญาจะหาทางยับยั้งให้จงได้ ขอให้อดใจรอ เพราะขณะนั้นท่านเองมีภาระเนื่องจาก เจ้าคุณพ่อของท่านเกิด
ล้มป่วยกะทันหันด้วยโรคนิวโมเนีย แต่จนถูกสอบสวนซ้ำหลายวันแล้ว ยอดก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณหลวง แต่ละครั้งมีขุนศรี
พลาธิการเป็นตุลาการคนหนึ่งด้วย ท่านขุนคนนี้ เป็นผู้ควบคุมการเบิกจ่ายโดยตรง กลับลอยตัวเหนือข้อสงสัยทั้งปวงอย่างน่าพิศวง
   
   เมื่อถึงวันฟังผลการตัดสินนั้น ยอดอยู่ในอาการสิ้นหวัง รายงานเรื่องแก็ตลิ่งกัน เป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง กว่าจะได้พบหลวงศัลยุทธฯ
อีกครั้ง เขาคงอยู่ในคุกหรือไม่ก็ถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว
   "เฮ้อ เวรกรรม เห็นแต่แรกนึกว่าจะเป็นเด็กดี ไม่น่ามาหลอกใช้กันเลย"  
   เขาถอนใจอยู่กลางห้อง เสียใจว่าคิดผิดที่กลับมาสยาม ตุลาการเริ่มอ่านสำนวนสอบสวนปรักปรำเขา
ลอยๆไร้พยานอย่างยืดยาว ชักทนรำคาญไม่ไหวเลยเผลอร้องค้านดังๆต่อหน้าคณะตุลาการว่า 
   "กระผมแสดงบัญชีเบิกจ่ายไปจนครบแล้ว เป็นการเบิกเบี้ยเลี้ยงทหารเวลาออกฝึกนอกกรมโดยสุจริต"
   เขาจ้องหน้าไล่ลำดับจากขุนศรีฯ ไปจนถึงท่านเจ้ากรมผู้เป็นประธานต่างตกใจไปตามๆ กัน
    "ท่านขอรับ กระผมยังขอยืนยันด้วยเกียรติของทหารและวงศ์ตระกูลว่า กระผมถูกปรักปรำ"
   "ไอ้ยอด แกระวังกิริยาต่ำๆ นี่สักหน่อยนะ"  ท่านเจ้ากรมดุเสียงกร้าว เขาสังเกตว่ามีนายทหารรักษาพระองค์คนหนึ่งแอบฟัง
อยู่หลังประตูห้อง ส่วนขุนศรีฯ เลยถือโอกาสยื่นคำสรุปให้เจ้ากรมรีบอ่านคำตัดสินพลางยิ้มเยาะว่าเสร็จละคราวนี้เห็นจะเอาตัวไม่
รอดแน่ นึกว่าเก่งสักแค่ไหน
   "ขอค้านขอรับ ทำไมไม่สอบไอ้จีนพ่อค้าตามที่กระผมขอบ้าง นี่มันศาลเตี้ยนี่หว่า"
   "มึงกล้าด่ากูเชียวหรือ"   เจ้ากรมลุกขึ้นกระทืบเท้า
   "ครูยอด ถึงจะปากแข็ง แต่คุณต้องรู้ว่าผลการตัดสินถือเป็นที่สุด"  ขุนศรีฯพยายามคุมอารมณ์
   "ไอ้ยอด เอ็งตั้งใจฟังคำตัดสินให้ดีๆ....."  แล้วท่านเจ้ากรมชะงักเมื่อคนสนิทเข้ามากระซิบขัดจังหวะ "อะไรกันวะ ทำไมให้
มหาดเล็กมาตอนนี้ จะรอให้ข้าตัดสินไอ้คนอวดดีนี่ก่อนไม่ได้เชียวหรือ"  ท่านหัวเสีย  
   "เขาเชิญหมายรับสั่งด่วนมาขอรับ ทรงให้นายจ่ายวดจากกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์มาด้วย บอกว่าขอให้หยุดไว้ก่อน
จนกว่าจะเห็นรับสั่งขอรับใต้เท้า"   เจ้านั่นกระซิบตอบรีบวิ่งตามเจ้ากรมไปนอกห้องปล่อยให้ยอดเหงื่อแตกรอชะตากรรม อึดใจต่อ
มาท่านกลับมาดูหน้าเสีย นั่งอ่านหมายที่มหาดเล็กมอบให้ท่านหลายเที่ยวแล้วหันไปพูดกับนายทหารที่ยอดเห็นแอบหลังประตูซึ่ง
ตามเข้ามาด้วยเสียงอ่อยๆว่า
   "รู้ละนายจ่ายวด แกกลับไปก่อนได้"
   "ขอฟังด้วยเถิดขอรับ กระผมจะได้ไปถวายรายงานถูก"  นายจ่ายวดไหวทัน ชิงยืนยันจะขอฟังคำตัดสินอย่างอาจหาญอยู่หลัง
บัลลังก์ ท่านเจ้ากรมจนใจ มองยอดด้วยแววตาแปลกๆ ก่อนเรียกชื่อเขาเสียไพเราะว่า
   "ฮะแฮ่ม…นายยอด......"
   "ขอรับกระผม"
   "เท่าที่แกว่ามา ฉันก็พอเห็นว่าไม่เกี่ยวกับข้อกล่าวหานัก"  
   "อ้าว…..ท่าน…."  ตุลาการอื่นๆ หยุดยิ้มมองหน้ากัน  
   "เรื่องนี้แกก็ไม่ถึงกับผุดผ่อง ทำโดยไม่ปรึกษาหลายอย่าง ส่วนหลักฐานที่จะมัดแกมันก็อ่อนนัก ไอ้ทหารที่กล่าวโทษแก มันก็โดน
ไล่ออกนานแล้ว น่าจะคิดพยาบาทแกเป็นส่วนตัว....."
   "แต่ว่าเรามีความเห็นอีกอย่างนี่ใต้เท้า"   ขุนศรีฯ รีบสั่งให้จับยอดใส่ตรวน เลยถูกห้าม
   "ขุนศรีฯ เรื่องบัตรสนเท่ห์อะไรนี่ฉันขอสักครั้งเถิด ใครก็แต่งขึ้นได้ ออกจะลือกันไปกรมอื่นอายเขา"  ท่านหันมาที่ยอด  "ที่จริง
แกควรถูกออกจากราชการ ฉันเสียดายว่าเคยมีความชอบอยู่บ้าง ตอนนี้กรมทหารหน้าเขาขาดพลตระเวนในกรุง ฉันย้ายแกไปให้
พ้นจากนี่น่าจะดีกว่า"
   เสียงบ่นพึมพำดังทั่วห้อง ยอดเองก็งงงันราวกับตายแล้วเกิดใหม่ รีบวันทยหัตถ์   "กระผมต้องย้ายเมื่อไหร่ขอรับใต้เท้า"
   "ไอ้ฉิบหาย ไปเสียวันนี้กูก็ไม่ว่า"  ท่านเจ้ากรมหมั่นไส้จนหนวดกระดิก  "อีกอย่างหนึ่ง มีหมายรับสั่งจากพระเจ้าอยู่หัวว่า
กรมทหารมหาดเล็กฯเขาจะได้ปืนกลมาในปีหน้าแล้ว เขาทูลขอแกไปช่วยเตรียมฝึกคนไว้ ถ้าฉันไล่แกออกวันนี้ จะเลยกลายเป็นขัด
พระราชประสงค์"
    'คุณหลวงช่างสมเป็นทหาร รักษาคำมั่น มาช่วยผมได้จริงๆ'  ยอดเดาได้ว่ารอดเฉียดฉิวเพราะใคร เขาพูดกับขุนศรีฯเพียงรู้กัน
สองคนว่า  "ไอ้ขุน สักวันข้าต้องสืบจนรู้ความจริงให้จงได้"
   "จับข้าไม่ได้ง่ายๆหรอก ไอ้ฝรั่ง"   ขุนศรีฯผลักอกท้า ทั้งคู่กำหมัดรี่เข้าหากันกลางศาล
   "เฮ้ย หยุดโว้ย"  
   มีคนมาช่วยแยกออก ขุนศรีฯ จ้องยอดด้วยความอาฆาตจนลับตา เขาพบนายจ่ายวดยืนกอดอกพิงผนังตึกรออยู่ แกเอียงคอทัก
แปลกๆด้วยท่าทียียวนว่า
   "หวิดเข้าตะรางเชียวนะท่านขุน พอรับสั่งเสร็จพวกฉันก็วิ่งจากที่ประทับเหนื่อยแทบตาย"
   "ขอบใจคุณมาก ถึงเราไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ผมเองไม่ได้มีศักดิ์เป็นขุนหรอกขอรับ"
 "ฮิๆ พี่ยอดนี่เชยนัก เดี๋ยวก็ได้เป็น ครูฝึกทหารหน้าเขาเป็นท่านขุนทั้งนั้นละ หลวงศัลยุทธฯฝากบอกว่าทรงตรัสชมรายงานที่พิมพ์
ราวกับตำราฝรั่ง คงมีฝีมือจริงทำไมเจ้ากรมไม่รู้เรื่องเอาเลย"  
   "เอ สงสัยว่าไปเอาไอ้ปืนกลแก็ตลิ่งมาได้อย่างไรนะ"  ยอดถามขึ้นลอยๆแต่นายจ่ายวดก็ตอบไม่ได้
   
   คำตอบของยอดเกิดก่อนหน้านั้นคืนเดียวที่จวนของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (บริเวณบ้าน
สมเด็จในปัจจุบัน) ชายสูงอายุซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งได้เคย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพัฒนาสยามเคียงข้าง ร.3 ร.4 และสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ รอ
จนแน่ใจว่าเรือของ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์
(พระยศในขณะนั้น) ที่นำพระราชหัตถเลขามาส่ง ได้ออกจากท่ากลับวังหลวงแล้ว จึงสั่งทนายคนสนิทว่า
    "เอ็งรีบไปตามพ่อเจิมมา"  เมื่อเห็นทนายไม่เข้าใจจึงเอ็ดว่า "ก็หลวงศัลยุทธฯนั่นไงเล่า บอกแค่ว่าข้าตกลงใจถวายปืนกลแก็ตลิ่ง
ทั้งหมดเลย เร็วรีบไปเดี๋ยวนี้"
   ในมือของท่านมีพระราชหัตถเลขาความโดยย่อว่า…..ทรงทราบที่กลาโหมซื้อปืนมาใช้ เห็นว่าเป็นอาวุธร้ายจึงทรงทักว่าปืนกล
อย่างนี้ ท่านผู้สำเร็จราชการมีไว้คนเดียวก็ไม่ใคร่ได้ประโยชน์ ทรงขอมาใช้เองในกองทัพอย่างใหม่จะเหมาะกว่า……จากนั้นสมเด็จ
เจ้าพระยาฯก็ยิ้มและ ถวายบังคมไปทางพระราชมณเฑียร นึกชมว่า
   'หม่อมฉันจะปฎิเสธได้อย่างไร คนเขาจะว่าคิดกบฏ นี่ทรงเพิ่งเป็นหนุ่มแท้ๆ พระราชปฏิภาณหลักแหลมนัก ดูรึอุบายมาชิงปืนไป
จากมือเสือเฒ่าอย่างเราได้'
 
ทหารรับใช้
ยอดพ้นมลทินแล้วชีวิตก็มีความสุขขึ้น บ่ายๆช่วยฝึกทหารกองร้อยปืนกล ตกเย็นค่ำมีหน้าที่หัวหมู่พลตระเวน แม้ว่ากองโปลิส จะเริ่ม
ทดลองมีใช้กันตั้งแต่สมัย ร.4 แต่เป็นงานที่ชาวบ้านรังเกียจ ต้องเอาทหารหน้ามาช่วยทำหน้าที่ตั้งแต่คอยปีนจุดไฟโคมแก๊ส ที่ต่อท่อ
เหล็กฝังใต้ถนนจากโรงแก๊ส (บริเวณลานจอดรถหน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ) ไปตามถนนเจริญกรุงและบำรุงเมือง จนถึงตรวจจับโจร
ผู้ร้าย ปรามการซ่องสุมกระทำตนเป็นอั้งยี่ คุมความเรียบร้อย ของโรงฝิ่น โรงบ่อนเบี้ยต่างๆ
   'ถึงเป็นงานต่ำต้อย ก็ยังดีกว่าทนคนอิจฉาริษยาหาเหตุให้เราทุกวันอย่างแต่ก่อน'  ยอดไม่เกี่ยงงานและคืนนี้เขานุ่งโสร่งปลอม
เป็นนักเที่ยวกลางคืน กับทหารที่ไว้ใจได้หลายคน มุ่งไปยังบ่อนแถวท่าเตียนเพื่อตามจับชายคนหนึ่งตามคำขอของผู้เป็นมารดา นึก
สลดว่าแม้โรงบ่อนเบี้ยนี้ถูกกฎหมาย แต่เป็นแหล่งสำมะเลเทเมาของชาวกรุงเทพ เมื่อ 100 กว่าปีก่อน อันเป็นเหตุหนึ่งที่สังคมเวลา
นั้น เกิดการขายลูกเมียเป็นทาสใช้หนี้กันมาก
    "ครูยอดดักโจรร้ายหรือขอรับ ถึงให้พวกเราปลอมมา"  พวกทหารชักสงสัย
   "ไม่ใช่หรอก มันแค่เด็กเกเร แม่เขาวานฉันมาจับน่ะ"  แล้วนั่งจิบสาโทฆ่าเวลาจน 4 ทุ่มจึงมีชายกลุ่มใหญ่เมาเอะอะเข้ามา ใช่
แน่แล้วไอ้คนโย่งๆไม่ผิดตัวแน่ จึงคว้าไม้ตะพดรี่เข้าหาด้านหลัง กระชากคอล้มลง ลูกน้องของยอดรีบประกาศลั่นจนนักพนันทั้งหลาย
ตกใจแตกหนีฮือ
   "อย่ายุ่ง พวกเราเป็นพลตระเวน"
   "เฮ้ย ไอ้... นี่มันอะไรวะ มึงกล้าดีมาจากไหน"  เจ้าโย่งกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่กับพื้นดิ้นจะลุกขึ้น ยอดจึงหวดเข้าด้วยตะพดแล้วกระโดด
กดคอมันไว้  "โอ๊ย เจ็บโว้ย"
   "กูกลับมาสยามตั้งหลายเดือน มึงไม่เคยโผล่หัวมาต้อนรับ"   เขาตะคอก
   "กูจะไปรู้หรือ หน้ายังไม่ทันเห็น"
   "งั้นกูจะปล่อยให้ลุกขึ้นมาดูหน้ากันสักที"  พอมันถูกปล่อยลุกขึ้นนั่งเห็นโดยรอบว่าเพื่อนๆ เผ่นไปหมดแล้ว มันคนเดียวกลางวง
ล้อมจำใจดีสู้เสือไว้ก่อน พยายามจ้องมายังชายผู้อาจหาญมาดักจับก็นึกไม่ออก
    "ไม่ได้พบตั้ง 10 ปีแล้วมึงคงจำกูไม่ได้ เอ้าดูให้ชัดๆ"  พอแสงตะเกียงจับสีหน้ายอด มันก็ตาเหลือกครางอ๋อยว่า "นี่มึง.... เอ๊ย.....
คุณๆ ยอดหรือขอรับ"
   "เออ กูเองไอ้น้อม!"  เขาหัวเราะออก ไอ้ตัวดีรีบนั่งพนมมือแต้งงไปหมด  "เหลวไหลนะ เอาแต่เที่ยวเตร่ แม่เล็กเขารำคาญเลยขอ
ให้ข้ามาจับ"
   "แฮะๆ กระผมไม่ได้ทำทุจริตนะขอรับ เที่ยวกินเหล้า นานๆก็แวะไปขอเงินแม่บ้าง ท่านอย่าประจานกระผมตรงนี้เลย แล้วมีกฎหมาย
ไหนยอมให้แม่บอกโปลิสจับลูกด้วยล่ะขอรับ"  ไอ้น้อมยังนึกว่ายอดยังเป็นคุณชายคุยเล่นได้ดังแต่ก่อน คำตอบของยอดนายทหารคือ
หน้าแข้งซัดเข้าที่สีข้างเต็มรัก
   "พลั่ก! อ๋อย….เจ็บขอรับคุณยอด" 
   "รู้จักอายนะมึง ยังเสือกทำหัวหมอกับข้า กฎหมายเขาไม่ห้ามให้แม่จับลูกดอก กูลืมทิ้งในคุกก็ยังไหว ถ้าไอ้ลูกคนนั้นโตเป็นควาย
แล้ว ยังไม่รู้จักทำมาหากิน"
   "อ๋อย.... คุณยอดปล่อยกระผมเถิดขอรับจะได้ไปหาแม่เล็ก"  ไอ้น้อมทำคลานเข้าบีบนวดขานายเก่า
    "แม่มึงตัดใจยกให้กูแล้ว ลูกเมียกูยังไม่มี กลับต้องมาคอยดูลูกคนอื่น กรรมจริงๆ กูจะเลี้ยงมึงง่ายๆแบบทหาร"  ยอดแกล้งปั้น
หน้ายักษ์ร้องบอกทหาร  "มัดมือมันไปใส่คุกไว้ก่อน พรุ่งนี้ตื่นแล้วจับมันมาโบยต่อหน้าข้าสัก 60 ที อย่าเพิ่งให้ตาย แม่มันจะได้มา
ดูหน้าทัน"
   พอได้ฟังคำขู่ไอ้น้อมก็ร้องไห้โฮเหมือนเด็กๆ ถูกลากไปอย่างสิ้นท่า บ่ายวันรุ่งขึ้น แม่เล็กถือเชี่ยนหมาก เดินกระย่องกระแยง มา
หาถึงในค่าย ยอดจึงสั่งให้ทหารตามไอ้น้อมมา
   "โธ่ คุณเจ้าขา ต้องแรงกับมันอย่างนี้เชียวหรือ"  แม่เล็กอุทานเสียงหลง เมื่อเห็นสภาพลูกชายใส่ตรวนเดินลากกรุ๊งกริ๊งมา เนื้อ
ตัวโดนยุงกัดลายไปทั้งตัว แกชอบใจอ่อนตามใจลูกจนเป็นนิสัย ยอดจุ๊ปากดุไม่ให้พูดอีก
   "ไอ้น้อม เอ็งมีทางเลือกในชีวิตแค่ 2 ทางๆแรก มาเป็นทหารรับใช้ข้า ข้าจะฝึกเอ็งเข้าเป็นพลตระเวน"
   "อีกทางให้กระผมกลับบ้านอยู่กับแม่นะขอรับ"   ไอ้ตัวดี ยังคิดเลี่ยง
   "อยู่คุกโว้ย กูจะแกล้งจับมึงเข้าคุกไปเรื่อยๆ จนกว่ามึงจะกลับตัว เลิกสำมะเลเทเมา"  ยอดกลั้นหัวเราะ ส่วนไอ้น้อมหลับตาปี๋  
   "ไม่เห็นดีสักอย่าง เป็นพลตระเวนคนเขาก็ค่อนว่า 'สิ้นคิดแล้วหรือเจ้า จึงไปเฝ้าถนน' อายเขานะขอรับ"
   "อ้ายน้อม!"  ยอดชี้หน้า  "มึงอย่าลืมว่ากูก็เป็นคนเฝ้าถนน ถ้าคิดว่าทำอย่างอื่นได้ทำไมไม่ทำ"
   "ไอ้ลูกเวรตะไร คุณยอดจะเอาไปช่วยงาน กลับพูดไม่ระวังปาก อิฉันว่าคุณจะเหนื่อยเปล่า สมองมันโตกว่าควายหน่อยเดียวละ
เจ้าค่ะ"  แม่เล็กบ้วนน้ำหมากปรี๊ด คลำหาครกตำหมากเล็กๆกะจะขว้างหัวลูก
   "ว่าไง ถ้าเลือกอยู่คุก ก็พอแค่นี้"  ยอดแย่งคว้าครกจากมือแม่เล็ก
   "เฝ้าถนนก็ได้ขอรับ......อย่าเอาไปเฆี่ยนตีในคุกเลย"  ไอ้น้อมนั่งคอตก
   "เอาเถิดแม่เล็ก ฉันจะดูแลมันเอง"  เขาปลอบ แต่แม่เล็กคลานมาจับข้อมือยอดเขย่า กระซิบว่า
   "คุณยอดเจ้าขา คุณแม่ฝากบ่าวมาบอกด้วยว่า ท่านจะยกที่ดินมรดกสวนผลไม้ฟากข้างโน้นให้ คุณไปกราบคุณแม่เสียนาเจ้า
คะ ท่านว่าเป็นของชิ้นเดียวที่ท่านจะพอให้ได้ตามคำคุณพ่อคุณยอดสั่งเสียไว้ก่อนตาย" แม่เล็กว่าแล้วก็ยกมือซับน้ำตา  "บ่าว
สงสารคุณเหลือเกิน โถ....เป็นถึงหลานพระน้ำพระยา มีกับเขาได้แค่นี้ พี่ของคุณได้เป็นพระยาพานทองแล้ว มีมรดกแก้วแหวนเงิน
ทองจากท่านผู้หญิงสารพัด แต่กลับไม่เหลียวแลน้อง คุณยอดเสียอีกกลับมาถึงก็ห่วงถาม ทุกข์สุขข้าเก่าเต่าเลี้ยง ยังจะเอาไอ้ลูกชั่วนี่
ไปดูแลอีก บ่าวรักน้ำใจว่าช่างเหมือนคุณพ่อของคุณเหลือเกิน"  
   ยอดนิ่งอึ้งเจ็บแปลบในทรวงอก ถามตนเองว่าอิจฉาพี่ชายหรือไม่ ก็รับเงียบๆ ว่าใช่ มิฉะนั้นคงต้องเป็นพระอรหันต์ ขยับปากจะ
ถามแม่เล็กว่า
   'เพราะฉันมันลูกไพร่สถุล ที่พ่อเก็บมาเลี้ยงซีนะ'  ก็มีเสียงก้องในแก้วหูแทรกมาว่า 'ช่างเถิดอย่างน้อยกูก็มีแผ่นดินจะเหยียบแล้ว
 เสียแต่ว่ากลับมาปลูกเรือนกับน้องปรางไม่ทัน แซลลี่ก็อยู่ไกลเหลือเกิน ชีวิตคนนี่มันแปลก มักได้อะไรผิดที่ผิดเวลาอยู่เสมอ' 
   "ฮือๆ คุณมีที่ มีบ้านแล้ว เจ้าประคู๊น.....ขอให้ได้คู่ดีๆ เหมือนคุณแม่คุณนะเจ้าคะ บ่าวจะได้อาศัยเป็นที่พึ่งยามแก่เฒ่า เผื่อที
หลังท่านผู้หญิงไม่เลี้ยงบ่าว"  แม่เล็กฟูมฟายต่อ
    หมายเหตุ   ปี พ.ศ. 2416 เป็นปีแรกของยอดในกรุงเทพ และเป็นปีที่ยอดจดจำว่า แรง มันมีแต่เคราะห์กรรมทั้งทางบ้าน ทาง
การงาน และโรคร้ายอย่างอหิวาห์สารพัด แต่ก็ผ่านพ้นไปในที่สุด กระนั้นยังส่งท้ายด้วยข่าวน่าสลดคือการจากไปของคุณหมอบลัด
เล่ย์ที่เขานับถือ ตามด้วยข่าวการตายของแฝดสยามในอเมริกา
   
สาวงามวังหน้า
   เป็นอันว่ากระผมจ่าน้อมคนเก่ง ก็เลยถูกบังคับเป็นทหารรับใช้เจ้านายเก่า นับแต่ปี พ.ศ. 2416 นั่นเอง จึงได้รับรู้สารพัดเรื่องที่
เกิดตามมาอย่างใกล้ชิด คุณยอดของจ่าน่ะได้เลื่อนเป็นท่านขุนจริงๆ ชื่อ ขุนจัดกระบวนพล ราชทินนามครูฝึกทหารหน้าที่มีมาตั้งแต่
ร.4 คุณยอดคงปรับปรุงกรมทหารหน้าจากสิ่งที่ได้พบในอเมริกาบ้างไม่มากไม่น้อย สมความตั้งใจที่หวนกลับมาสยามทันเห็น ร.5
ทรงเข้าบริหารบ้านเมืองแทนสมเด็จเจ้าพระยาฯอย่างเต็มกำลังเป็นปีแรก
   จ่าอดนินทาคุณยอดไม่ได้ว่า เวลาที่การงานของท่านก้าวหน้า ชักเริ่มเข้าที่เข้าทางทีไร แกมักจะมีเวลาวุ่นกับผู้หญิงสวยๆจนเสีย
เรื่องซะทุกครั้งตั้งแต่หนุ่มจนแก่ มีได้บ้างแพ้กลับมาบ้างไม่ยอมเข็ด แต่แม่คนที่ก่อกรรมทำชีวิตคุณยอดรำเค็ญมากๆไม่มีใครเกิน
ครั้งนี้ เหตุเริ่มที่คุณยอดไปสนิทกับพวกช่างแสงสรรพาวุธในวังหน้าเพื่อสืบข่าวเพราะวังหลวงระแวงว่าวังหน้าอาจใช้กำลังทหารที่
เหนือกว่าคัดค้านอะไรหว่า…..อ๋อ….ค้านการรีฟอร์ม
   
   "แหม...ทีรุ่นเสด็จท่านเริ่มหัดอ่านพูดฝรั่งได้ก่อน แต่ฉันตั้งใจว่าจะข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง I want to be the first lady horse-back
rider in Siam ยอมทิ้งผ้านุ่งหัดขี่ม้าเป็นคนแรกเลยแม่แคโรไลน์….."
   "พี่ตี๋นางข้าหลวงคนนั้นสวยเหลือเกิน"  ยอดอุทานขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ขณะนั่งตรวจปืนตัวอย่างกันอยู่หลังโรงแสงสรรพาวุธวังหน้า
   "โอ๊ย ครูยอด หลบก่อน มัวมองอยู่ได้"  แขนถูกกระชากผลุบเข้าไปในโรงปืนใหญ่ข้างคอกม้าพระที่นั่งของกรมพระราชวังบวร
วิไชยชาญ  "หลังจะลายละ พวกคุณข้างในมา เรายืนเกะกะได้ที่ไหน"
   "คุณข้างในทำไมมาด้อมๆ แถวคอกม้า"  ยอดอดชะเง้อแลจากหน้าต่างไม่ได้  "ฉันจำได้ แม่คนแต่งแหม่มข้างๆนั่นคือลูกสาว
คนเล็กของมิสเตอร์น็อกซ์กงสุลอังกฤษ ชื่อ แคโรไลน์"
   นายตี๋ช่างแสงกรมปืนใหญ่อาสาญวนเข้ารีต อันเป็นหน่วยทหารวังหน้าชั้นเยี่ยมจุ๊ปากให้เงียบเสียง กลุ่มสาวชาววังแอบมาให้
อาหารม้า หัวร่อต่อกระซิกได้ยินถนัด แม่คนที่ยอดชมนั้นขาวงามสูงเด่นกว่าเพื่อน
    "แล้วจะติดใจจ่ะ มันมีอิสระไปได้เร็วราวลมพัด"  ลูกสาวทูตครึ่งไทยอังกฤษที่มาด้วยหนุน พอจับความได้ว่า คนขี่เก่งที่สุด คือ
แฟนนี่พี่สาวของหล่อน กำลังกลับจากเรียนที่ฝรั่งเศสจะถึงกรุงเทพฯ ในไม่ช้า
   "ฉันอุบายขอเสด็จออกไปซ้อมเปียโนที่บ้านเธอ ตอนคุณพี่แฟนนี่มาดีกว่าจะได้ลองดู"  สาวชาววังยิ้มมุมปาก หรี่ตาใช้ความคิด
น้ำเสียงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะผู้ใหญ่ พวกที่มาด้วยดูจะเกรงใจหล่อนไม่น้อย
   "ว้าย... พี่ผึ้งนี่ ขี่ไปสไบหลุดกลางทุ่งพระเมรุละน่าบัดสี แย่" 
   "ใส่ชุดไทยขี่ม้านี่คงสะเทือนเป็นเป้าสายตาพิลึก แต่ใครจะมากล้าเกินฉันได้"  เธอลูบคอม้าอย่างเอ็นดู
   'เจ้าความคิดนัก'  ยอดคิดตาม แม่เจ้าประคุณคงมัวแต่ประคองเนื้อนุ่มพุ่มพวงกลัวสไบหลุด เอามือที่ไหนมาจับสายบังเหียนกัน
พวกแหม่มแต่งตัวรัดกุม อกยังขยักขย่อน เขาโผล่ขึ้นมองหน้าให้ชัดเห็นเจ้าหล่อนยืนเป็นหัวโจกอยู่กลางวง เชิดหน้าด้วยความมั่นใจ
ปากบางเฉียบ เข้าตำราคนช่างเจรจา พลันเหลือบมาเห็นผู้แอบดูเพลินอยู่ เขาใจหายวาบนึกว่างวดนี้โดนโบยแน่แล้ว แต่หล่อนทำ
ทีเป็นเฉยหันไปคุยต่อแล้วค่อยหันขวับมาทำตาดุใส่
   "กลับตำหนัก"  เธอตัดบท ออกเดินหน้าพาลูกสาวกงสุลกลับเข้าที่ข้างใน
   "กล้าจริงนะ พูดภาษาอังกฤษได้ เล่นเปียโนก็เป็น แถมยังสวยเสียด้วย สยามมีหญิงเช่นนี้ด้วยหรือ"
ยอดติดตาติดใจ "เป็นหม่อมห้ามหรือพี่"
   "เปล่า แม่ผึ้งคนนี้กิตติศัพท์ลือเลื่องนัก ว่าที่หัวหน้าคุณข้าหลวงตำหนักพระพี่นางวังหน้าตั้งแต่ยังสาวๆ"
   "อยากรู้จักผึ้งตัวนี้ซะแล้ว" ยอดเกาคางใช้ความคิด    "ครูยอดมาคบกับช่างแสงวังหน้าอย่างฉัน พวกที่กรมคุณเขาเล่นงาน
คุณเสียงอมทีหนึ่งแล้ว ไม่เข็ดดอกหรือ ยังคิดจะมาทอดสะพานอีกนา"  ช่างปืนเชื้อสายญวนไซ่ง่อนเตือนให้ดูปืนชุดใหม่จากออสเตรีย
ต่อ
   
   นับแต่ ร.5 ทรงบรรลุนิติภาวะขึ้นบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 ยอดรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงใน
บรรยากาศการทำราชการและชีวิตรอบๆตัวเขา ทรงให้เลิกประเพณีการหมอบคลานเข้าเฝ้าเป็นยืนคำนับในทันที ข้าราชการคลื่นลูก
ใหม่ในชุดราชประแตนที่ทรงดำริขึ้น ทยอยกันเข้าตามกรมกองต่างๆ เพื่อผ่องถ่ายงานจากคนรุ่นเก่าด้วยความกระตือรือร้น เดี๋ยวนี้
คนหนุ่มๆ ไว้ผมรองทรงแบบฝรั่งแทนทรงมหาดไทย ช่วยให้ยอดไม่เด๋อเป็นฝรั่งอยู่คนเดียวอีกต่อไป
   'อา….ฟ้าเปิดกว้างให้กับคนหนุ่มรุ่นใหม่แล้ว'  ยอดกระหยิ่มยิ้มย่อง
   ส่วนคุณหลวงศัลยุทธฯ ที่เศร้าโศกกับการตายของเจ้าคุณพ่อก็ได้เลื่อนขั้นเป็นร้อยโท จมื่นสราภัยสฤษดิ์การ เป็นที่วางพระทัย
และเป็นคนโปรดที่สุดของในหลวง คนต่างเดากันว่าสักวันเขาจะต้องเป็นผู้นำกองทหารยุคใหม่เหมือนท่านไซโก้เป็นแน่ ท่านจมื่น
ใหญ่โตขึ้นแต่ไม่ถือตัวคบหาได้เป็นปรกติเสมอ พอยอดบ่นว่าหัวหน้าพลตระเวนควรมีม้าประจำตัวเพื่อขยายระยะการตรวจได้คืน
ละหลายๆท้องที่ ก็รีบจัดให้ใช้เป็นพิเศษ
   "ม้าตัวนี้หลุยส์เขายังบ่นเสียดาย แต่ฉันหักคอมาให้จนได้"  ท่านจมื่นสัปหยอกลูกชายของแหม่มแอนนา ชื่อนายหลุยส์ ผู้มีหน้า
ที่จัดหาและฝึกม้าให้แก่กองทหารม้าที่ตั้งขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2417
   "อกหน้า ตรงขาคู่ กว้าง ขึ้นกล้ามเป็นลูกมะพร้าวเชียวขอรับ"  ยอดมองม้าเทศหนุ่มสีขาวอมเทาซึ่งสั่งตรงจากออสเตรเลีย อย่าง
ถูกใจ มันคงอายุราว 3 ขวบ โครงสร้างกล้ามเนื้อแข็งแรงพอรับน้ำหนักคนขี่ได้แล้ว
    "แล้วชายันต์เมเย่อร์ยอด (ตำแหน่งเรียกใหม่ตามแบบปี พ.ศ. 2417) จะตรวจเมืองด้วยชุดนี้จริงๆหรือ"  หลุยส์เป็นคนหนุ่มที่
คล่องแคล่ว เหมาะจะเป็นพ่อค้ามากกว่าที่จะมาสวมชุดนายทหารม้ารักษาพระองค์ เขาเป็นชาวอังกฤษแต่รู้จักอเมริกาที่ซึ่งแม่เขา
กลับไปใช้ชีวิต ดีพอๆกับที่รู้ประเพณีสยาม และคุ้นเคยกับยอดจนล้อกันเล่นได้ เขาชี้ให้ท่านจมื่นดูเครื่องแบบทหารหน้าที่ยอดสวม 
   "ดูนี่ กระบี่ของคุณไม่ใช่ที่สยามซื้อจากห้าง Wilkinson ใน London บู๊ตก็ไม่ใช่แบบอังกฤษ เอาเสื้อหนังกวางแล้วก็หมวกคาวบอย
มาใส่เสียเลยซิ"
   "พูดประชดไปเถิด กระผมมีใส่จริงๆนะ นี่ล่ะพลตระเวนไทยสไตล์ American Western ขอรับ" 
   หลุยส์สั่นหัว นอกจากกระบี่ทหารฝ่ายใต้แล้วยังมีปืนลูกโม่ที่อยู่ในซองทหารม้าอเมริกันสีดำ ซองปืนยาวหนังควายมีพู่ของพวก
อินเดียน ยอดช่วยคนเลี้ยงผูกอานเสร็จจูงม้าออกจากคอก เขาสังเกตว่าตรงหน้าอกม้า มีสายรัด เพิ่มมาเรียกว่า 'สายง่อง' เอาไว้รั้ง
หน้าม้า โยงเข้ากับทับทรวง ร่วมกับสายบังเหียน ไม่ให้ม้าเงยมาก หรือทำแหงนยืนสองขา ใช้กับม้าที่ชอบพยศ เจ้านี่คงดื้อเอาเรื่อง
   "ระวังหน่อย มันเพิ่งผ่านการฝึก ท่าทางคะนองใช่เล่น"  จมื่นสราภัยฯเตือน แต่เขาลูบคอลูบหัวมันก่อนกระซิบว่าขอพ่อลองนะ
แล้วขึ้นขี่ไปรอบๆ
   "ดีมาก ไอ้หนู แกกับข้าคงจะลุยไปด้วยกันถึงสุดขอบฟ้าเชียวละ"  
   ท่านจมื่นส่ง ปืนแซ่หกหลังม้า ให้ก่อนว่า  "เหมือนนายพลคัสเตอร์กลางบางกอก คงถูกพวกอินเดียน
ตามล่าแถวสำเพ็งเป็นแน่"
    "ม้าคุณชื่ออะไรดี"  หลุยส์ถามพลางหัวเราะพลาง
   "ต้องชื่อว่า ทหารหน้า ซิขอรับ กระผมรักกรมนี้เท่าชีวิตทีเดียว"
   
   ทั้งสามขี่ม้าข้ามทุ่งพระเมรุมาถึงวังหน้า (สมัยนั้นสนามหลวงเล็กกว่าปัจจุบันเกือบครึ่ง มีกำแพงวังหน้าขวางตั้งแต่แนวกำแพง
ม.ธรรมศาสตร์ มาถึงคลองหลอด) ยอดเพ้อเห็นหน้าแม่ผึ้งลอยมาเหนือกำแพงวัง แต่เสียงท่านจมื่นสราภัยฯปลุกว่า  "ภายนอกก็ดู
เรียบร้อยดี ในวังหน้ามีข่าวไหม"
   "เงียบอยู่ขอรับ กระผมว่าพวกข้าราชการวังหลวงนั่นแหละชอบแคะไค้ พูดจาให้ระแวง"  ยอดรำคาญใจ เขาคิดอย่างฝรั่งไม่เอา
ความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับงาน ต่างกับคนไทยที่มักตั้งแง่ แบ่งพรรคแบ่งก๊ก บั่นทอนสติปัญญาในการแก้ไขบ้านเมือง
   "ก็พี่มีเพื่อนในนั้น เลยอดเข้าข้างกันไม่ได้ละซิ"  
   "หามิได้ขอรับ เป็นความเห็นส่วนตัวจริงๆ"   ยอดเผลอตัวค้าน
   "แต่พวกรุ่นเก่าทำอึมครึมชอบกลนะ หลังจากทรงปรารภกับที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) ว่าสยามควรจะเลิก
ทาสได้แล้ว"
   "โธ่ อย่าให้แตกหักอย่างในอเมริกาเลยขอรับ"  ภาพสงครามกลางเมืองอเมริกันผุดขึ้นในใจ
   "ปลดปล่อยทาสแล้ว ฉันก็จะขอกฎหมายเกณฑ์ทหารมาเข้ากองทัพได้ทีละมากๆ"  ท่านจมื่นฝันต่อ
   "คงไม่มีใครอยากให้ในหลวงทรงทุบหม้อข้าวเขาหรอกขอรับ"  ยอดรู้อยู่เต็มอกว่าทาสคือแหล่งรายได้และอำนาจวาสนาของ
ขุนนางไทย ญี่ปุ่นไปได้เร็วกว่าเพราะไม่มีปัญหานี้ แถมยังปล่อยซามูไรตกงานนับแสนให้กลับไปช่วยพัฒนาบ้านเมือง

r120

ปืนประจำการแบบที่ 4 ในสมัยเมื่อยอดเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2417 คือ ปืนแซ่หกหลังม้า สังเกตว่ามันก็คือปืนเล็กยาว
แบบเอ็นฟิลด์ของอังกฤษซึ่งยอดคุ้นมืออยู่แล้ว ที่ลำกล้องสั้นลงสำหรับใช้บนหลังม้า หรือที่เรามักเรียกว่าปืนคาร์ไบน์นั่นเอง
ภาพล่างคือที่มาคำว่า แซ่หกหลังม้า เป็นคันโยกหกไปหกมาได้เพื่อดึงแซ่บรรจุกระสุนออกจากช่องเก็บโดยแซ่ไม่หล่นจากตัวปืน
เพราะปืนบรรจุปากหากขาดแซ่กระทุ้งกระสุนลงไปก็หมดพิษสง

gun-3
r120.2-1

หลักฐานตามรายการอาวุธปืนเล็กเหลือจ่ายคงคลัง ช่วงกลางรัชสมัย ร.5 ตรงกับเดือนเมษายน ร.ศ. 114 หรือ ปี 2438
ระบุว่ามีเพียง 24 กระบอก ที่เห็นนี้อยู่ที่กรมสรรพาวุธ เลขปืน 10011 ปีผลิต ค.ศ. 1868 ลำกล้องตีตราเบลเยี่ยมแต่ชุดลั่นไกตีว่า Tower

    "ฉันรู้ว่าทรงเอาจริงแน่ๆ กระซิบบอกก่อนนะว่าทรง….."  จมื่นสราภัยฯ ยืนยันว่า ร.5 มิได้คิดเพียงเลิกทาสเท่านั้น หากได้เตรียม
ออกพระราชบัญญัติปฏิรูปการศาล การศึกษาและการคลังใหม่ โดยบังคับให้กรมต่างๆเลิกเก็บเงินรายได้ไว้ใช้เอง แต่ให้ส่งภาษีแก่
หอรัษฎากรพิพัฒน์โดยตรง
   "โอ้โฮ นี่ทรงตั้งพระทัยจะพลิกแผ่นดินเหมือนพวกญี่ปุ่นเลย"  ยอดได้ยินเสียงหม้อข้าวขุนนางแตกลั่น
   "ช่วงนี้ละที่อังกฤษคอยยกย่องวังหน้า ให้เป็นเสมือนตัวแทนสยามรุ่นเก่า ขอให้มีพระยศเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 หรือ Viceroy พี่ยอด
จะว่าฉันขี้ระแวงไปเองก็ได้" 
   "งั้นพวกที่เสียผลประโยชน์ ค้านรีฟอร์ม ก็จะเห็นวังหน้าท่านเป็นที่พึ่งซิขอรับ"
   "ใช่…..แล้วกลุ่มสยามหนุ่มกับทหารวังหลวงอย่างเราจะมีอะไรไปสู้เขา"  จมื่นสราภัยฯฝืนหัวเราะ
   "อังกฤษแอบเล่นเกมส์อะไรเราอยู่นะขอรับ"   ยอดยังสงสัย
   "มัวอยู่อเมริกา เขาไม่ถนัดเกมส์นี้หรอก เราเรียกว่า Divide and Rule ยุชาวบ้านให้แตกกัน แล้วค่อยฮุบทีละส่วน"  จมื่นสราภัยฯ
พึมพำต่อ  "ถ้าวังหน้าองค์นี้ทรงหนักแน่นเหมือนสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ฉันคงเบาใจ แต่ถ้าทรงหูเบา ทหารที่วังหน้ามีอยู่อาจตกเป็น
เครื่องมืออังกฤษ ยิ่งกรมปืนใหญ่นับว่าชั้นเอก ศิษย์เก่าสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทั้งนั้น งานช่างก็เก่ง ทำเรือรบกลไฟเองได้"
   "เอาละขอรับ กระผมจะคอยตามความเคลื่อนไหวให้"  ยอดยอมจำนนรู้ในใจว่า ความระแวงนี้คงไม่ได้มาจากจมื่นสราภัยฯ
คนเดียวแต่ต้องมาจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่านั้นด้วย
   "พี่คอยดูปืนใหญ่อาร์มสตรองที่เพิ่งมาใหม่ในนั้นให้ดีล่ะ"  จมื่นสราภัยฯสั่ง "ส่วนฉันจะคอยฟังทางก๊กของท่านผู้สำเร็จราชการฯ
เอง อย่าลืมว่าแม่ฉันก็เป็นคนก๊กฟากข้างโน้น ฉันเติบโตมาในบ้านท่านผู้สำเร็จราชการฯ แต่ถ้าท่านชักจะเอนไปกับตากงสุลน็อกซ์ด้วย
อีกคน ฉันก็ต้องสู้ปกป้องในหลวง"
   ก่อนกลับยอดเห็นโอกาสจึงสะกิดหลุยส์  "ฝากขอร้องคุณหนูแคโรไลน์ได้ไหม เห็นคุณสนิทกัน"
   "ทำไมหรือ"  หนุ่มชาวอังกฤษเลิกคิ้ว แต่พอเดาได้เพราะเป็นผู้ชายด้วยกัน
   "ง่า…..คือ It is about this girl…."  ยอดกระซิบว่านึกรักและอยากรู้จักแม่ผึ้งคนที่เขาแอบเห็นที่คอกม้ามาก แต่เธออยู่ในวังอัน
เป็นเขตหวงห้าม
   "ว้าว ฉันว่าหล่อนสมัยใหม่เหมาะกับคุณนะ จะลองถามดู"

Thomas Knox-1

แถวนั่งขวาสุด กงสุลอังกฤษ โธมัส ยอร์ช น๊อกซ์ หรือ นายหนอกพ่อของแฟนนี่และแคโรไลน์ ผู้เคยเป็นครูฝึกทหาร
ถ่ายภาพร่วมกับขุนนางสำคัญในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ผู้ที่นั่งกลางคือท่านผู้สำเร็จราชการ สมเด็จเจ้าพระยาบรม
มหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ท่านมีอาญาสิทธิ์สั่งตัดหัวคนได้
ท่านถัดมาคือพระเจ้าน้องยาเธอใน ร.4 กรมหลวงวรวงศาธิราชสนิท เคยเป็นแม่ทัพใหญ่ไปตีเมืองเชียงตุงมาแล้ว
ส่วนแถวยืนคนกลางคือเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธ์) สมุหนายก คุมเมืองไทยตอนเหนือไว้ครึ่งประเทศ ซึ่งจะมี
บทบาทในตอนต่อๆไป

   "แม่นะแม่ ให้หนุ่มที่ไหนมาดูตัวเราอีกละซิ" 
   ผึ้งนั้นนับแต่เห็นนายทหารมาแอบโผล่ที่คอกม้า ก็สังหรณ์ใจชอบกล ปกติสตรีชาววังนั้นเป็นลูกสาวผู้มีสกุลที่บิดามารดานำมา
ถวายตัวรับใช้เจ้านาย ช่วยฝึกอบรมให้รู้จักงานบ้านงานเรือน และอบรม กิริยามารยาทเป็นอย่างเลิศ พอย่างเข้าวัย 16 ปี เพื่อนๆ ของ
ผึ้งจะมีคุณเถ้าแก่มาดูตัว เป็นพ่อสื่อแม่ชักนำข่าวไปเจรจากันระหว่างพ่อแม่ของฝ่ายหญิงและชาย ก่อนตกลงขอทูลลาออกไปมีครอบ
ครัว โดยที่คู่บ่าวสาวแทบจะไม่ได้พบพูดคุยกันมาก่อน การสู่ขอแบบ 'จิ้มก้องเหมือนฮ่องเต้กรุงจีน' ที่ผึ้งเปรียบเปรยนี้ ไม่เป็นที่สบ
อารมณ์เธอเลย หล่อนปรารถนาจะได้เลือกชายคนที่เธอรักด้วยความเข้าใจและเต็มใจของทั้งสองฝ่ายแบบฝรั่ง 
   "ฮึ อย่างน้อยก็ต้องพวกเจ้านายชั้นสูง ฉันไม่ออกเรือนกับคนระดับคุณหลวงอย่างเพื่อนๆหรอก"
   เมื่อถวายงานบนตำหนักเสร็จ หล่อนก็ลงมาที่ห้องกะว่าจะลูบตัว ด้วยน้ำที่ลอยกลีบกุหลาบสดเมื่อเช้าให้สบาย กลับแปลกใจที่
เห็นลูกสาวกงสุลตั้งสองคนคุยเพลินอยู่กับหม่อมเจ้าหญิงรุ่นพี่จากตำหนักถัดไป
   "คุณพี่แฟนนี่……."  ผึ้งเอามือทาบอกด้วยความดีใจ
   "ยายผึ้งหรือนี่ โตเป็นสาวสวยมากนะจ๊ะฉันมีของจากยุโรปมาฝากเธอด้วย"  แฟนนี่สวมกระโปรงสีฟ้าขลิบลูกไม้ขาวอย่างดี
ของเมืองบรัสเซลส์ เธอดูเป็นฝรั่งเหมือนพ่อมากกว่า แคโรไลน์ผู้เป็นน้องซึ่งวันนี้กลับนุ่งห่มสไบกิริยางดงามแบบชาววัง ที่สำคัญทั้ง
สองทราบเรื่องยอดจากหลุยส์แล้วก่อนแวะมาวันนี้
   "ขอบพระคุณๆพี่แฟนนี่เจ้าค่ะ"  
   ผึ้งชำเลืองมองในตะกร้า มีเครื่องประดับจุกจิกและไวน์ขวดหนึ่งด้วย พลางกระหยิ่มใจว่า
   'ทีนี้ละฉันจะได้ไปอวดนังข้าหลวงตำหนักอื่นที่ชอบเขม่นฉันให้มันอิจฉาเล่น' 
   หล่อนแสร้งซ่อนความดีใจไว้ หันไปหยิบขวดโหลบนชั้นเตี้ยๆ ชิดฝาประตูมาเปิดใส่จานมีทั้งมะขามฉาบ ปลาแห้งผัด และฝอย
ทองกรอบที่เธอทำเองออกมาแจก
   "…..คุณพี่แฟนนี่ไปเห็นยุโรปมาแล้ว กลับมาคงเบื่อสยามแย่นะเจ้าคะ"
   
   ความเห่อฝรั่งของชาววังหน้า มีมาก่อนผึ้งเกิดเพราะสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ท่านทันสมัยโปรดวิชาการตะวันตกมาก มีการสอน
ภาษาให้เจ้านายและข้าราชการด้วย มิสเตอร์น็อกซ์ ก็เคยฝึกทหารให้ท่านเลยได้ภรรยาเป็นชาววังหน้า ดังนั้น ลูกๆของแกจึงเข้าออกเล่นหัวกับผึ้งมาแต่ยังเล็ก
    "สยามยังเหมือนเดิมนะ พ่อของฉันเองซิ กลับเปลี่ยนไป ดูท่านฉุนเฉียวง่ายพิกล"
   "อ๋อ ทำไมนายหนอก (Knox) เขาจะไม่ฉุนเล่า นี่แม่แฟนนี่เพิ่งมาถึงใหม่ๆคงไม่ทราบเหตุดอก"   ท่านหญิงแหวขึ้นมาทันที 
 "พ่อของเธอเขาเจ็บใจที่วังหน้าทรงเป็นโอรสพระปิ่นเกล้าแท้ๆ ทำไมวังหลวงกลับไม่เฉลิมพระยศให้เทียมกันบ้างน่ะซี"
   "ผึ้งเห็นพวกทูตต่างๆเขาก็มาเฝ้า เขายอมรับว่าท่านมีฐานะเทียมกันนะมังคะ"
   "นั่นละ นายหนอกเขาเลยหวังดี อยากให้ควีนเมืองเขาช่วยขอแบ่งสยามให้นายเราบ้าง เอาทางใต้ลงไปถึงแหลมมาลายู เหมาะ
นักจะได้ติดต่อสิงค์โปร์สะดวก"  ท่านหญิงเต็มใจแก้ต่างให้กงสุล
   "แบ่งกันช่วยดูแลจะได้เจริญเร็วนะมังคะ"   ผึ้งเชื่อว่าบิดาชาวอังกฤษของเพื่อนไม่คิดเอาสยามเป็นเมืองขึ้นเพราะเป็นคนคุ้นเคย
กันแท้ๆ
   "แต่ที่ฉันพื้นเสียจัด รีบมาบ่นให้แกฟังวันนี้ เพราะลือกันใหญ่ว่าใน การประชุมกาวซิล ออฟ สเตท มีพวก กลุ่มสยามใหม่ ที่แวด
ล้อมในหลวงหาทางริดรอนกำลังนายเราด้วยการ……"
   สามสาวนิ่งตั้งใจฟังเพราะนี่เป็นข่าวล่าสุด
   "รีบเล่าให้พวกหม่อมฉันเถิดมังคะ"
   "ด้วยการ….ตัดรายจ่าย ลดส่วนแบ่งรายได้ของแผ่นดิน"  หม่อมเจ้าหญิงเล่าอย่างชิงชังว่า  "คนหนึ่งในคณะ กล้าประกาศเป็น
ศัตรูกับเราว่า ถ้าวังหน้าไม่ทรงยอมลดเงินลงแล้ว เห็นทีจะต้องปฏิวัติ"
   "อุ๊ยตาย คุณพระคุณเจ้า ทางตำหนักของท่านหญิงทรงโต้ตอบไหมมังคะ"  แคโรไลน์กลัวว่าครอบครัวของเธอกำลังถูกดึงเข้าสู่
ความขัดแย้งนี้อย่างเลี่ยงได้ยาก
   "ก็หงอยไปเท่านั้น ฉันละอ่อนใจพี่น้องของนายเรา ไม่มีใครออกหน้าเลย"  ท่านหญิงกระแทกเสียง  "เป็นฉันคงแกล้งสั่งระดม
ทหารข่มขวัญไปแล้ว"
   "โถ…..ก็ทั้งเจ้านายและขุนนางวังเราล้วนเป็นคนแก่สงบเสงี่ยม ผึ้งว่ามันต้องหาคนใหม่ๆที่อาจหาญมาไว้ใช้บ้าง"   หล่อนเห็น
ว่าหากแบ่งสยามตามที่ฝรั่งคิด ก็ไม่ต้องทะเลาะกัน
   'ฮึ ดีเสียอีกฉันจะได้เป็นแหม่มได้เต็มที่ แล้ว ขุนนางวังหน้าที่อาจมาเป็นคู่ครองในอนาคต ก็จะมีโอกาสก้าวหน้า มีอำนาจวาสนา
ไปกับสยามใต้'
   พอท่านหญิงได้ระบายโกรธต่อเสียพอแรงแล้ว แคโรไลน์จึงชวนเปลี่ยนเป็นเรื่องเบาๆบ้าง
   "พี่แฟนนี่เขานึกว่าเธออายุ 18 แก่ป่านนี้คงแต่งงานไปนานแล้ว"  เพื่อนสาวหัวเราะเยาะ
"มีผู้ชายที่ไหนเขาฝากถามอีกแล้วละมั้ง……"  ผึ้งรีบดักคอเล่นเอาสองพี่น้องสะดุ้ง
    "ถ้ามีล่ะ"  เลยโดนย้อนบ้าง ท่านหญิงไม่ทราบเรื่องยอดเลยพาซื่อเล่าให้แฟนนี่ฟังว่า
    "คุณแม่ของผึ้งเขาเข็ดแล้ว มาให้เลือกกี่คนเปิดหนีหมด ปล่อยให้แกนั่งเปล่งบารมีอยู่ใต้ตำหนักนี่ละ"
 "ท่านหญิงก็ แม่ดูให้แต่ขุนนางเชยๆ ล่าสุดก็มีพวกเศรษฐีจีน ลูกโตแล้วยังจะชักนำมาอีก"
        ท่านหญิงหยิบข้าวตังกะทิมาเสวย "อ้อ นี่สิ้นท่าไปหาพ่อค้าจีนมาให้ลูกเชียวนะ"
 "อุ๊ย….เขาคุยว่าจีนครั้งกรุงเก่ามังคะ เป็นม่ายลูกชายโตแล้ว ค้าขายร่ำรวย มียายคุณเถ้าแก่มาดูถึงห้องนี้ ถามว่าผึ้งทำอะไรเป็น……"  
หล่อนกลัวเสมอว่าต้องถูกจับแต่งกับคนแก่
"วิธีนี้โบราณสิ้นดี น้องเล่าต่อเร็วๆซิ"  แฟนนี่เร่งมา
"ผึ้งเลยถามกลับว่าเศรษฐีน่ะ ทำมาค้าขายอะไร มีคนงานกี่คน ราคาคิดอย่างไรบ้าง ต้อนเสียแกจนแต้ม"  หล่อนลอยหน้าว่า "เลย
ฝากไปสอนว่า ควรปรับวิธีการคิดบ้าง ต้องมีกั๊กชิ้นดีๆ ไว้ขายฝรั่งกำไรงาม นี่ยังไม่ได้ช่วยคิดเลยนะมังคะ ว่าเอาเงินไปลงทุนอย่างไรต่อ..."
        ท่านหญิงอ้าปากค้าง "เขามาถามว่าแกจะดูแลเรือนได้ไหมต่างหาก"
        "เขาส่งคนมาบอกอีกว่า เอาวิธีที่สอนไปทำแล้ว รวยขึ้นจริงๆ ขอบอกขอบใจหม่อมฉันใหญ่ ว่าถ้ายอมออกไปอยู่ด้วย จะยก
กิจการให้ทำเองเลย"  แม่คนงามยิ้มอย่างมีชัยที่กำจัดเจ้าสัวไปได้
       "นี่แม่เจ้าประคู้ณ ไปจำจากไหนมาสอนเขา"
       "อุ๊ย ไม่ยากดอกมังคะ แค่งานในตำหนักหลังนี้ ผึ้งมีน้องๆและบ่าวในบังคับบัญชากี่สิบคน ยังจัดการจนเสด็จแทบทรงยก
ตำหนักให้ผึ้งดูแลแทน ถ้าบ่าวมันไม่ลงให้จะได้โดนหวาย ย้ายกลับบ้านนอก เดี๋ยวนี้แค่แหวเข้าหน่อยละเงียบกริบ"
   ท่านหญิงชักกลัวใจ ผึ้งนั้นถ้าอ่อนหวานก็มีคนติดเกรียวไปทุกตำหนัก แต่ถ้าดุขึ้นมาไม่มีคนกล้าประฝีปากได้ง่ายๆ ช่างคิดรู้เท่า
ทันคนไปเสียทุกเรื่อง เสด็จโปรดปรานถึงกับสั่งเปียโนมาวางให้เล่น
   "โอ้ว….เลยอดมีผัวรวยกัน"  แฟนนี่ล้อ
   "โอ๊ย ออกเรือนไปค้าขายแทนสามี ก็เป็นหลงจู๊ของแกซีเจ้าคะ มีแต่ว่าต้องให้ผึ้งไปนอนชี้จะเอาอย่างโน้นอย่างนี้ ช่วยจัดมาให้
เมียหน่อยซิ ถึงจะถูก ลงท้ายแกยื่นข้อเสนอใหม่"  หล่อนทิ้งท้ายให้เดาเล่น
   "คงเพิ่มสินสอดให้แกละมั้ง"  
   "โนมังคะ เขาว่าขอเป็นพ่อผัวก็ยอม จะยกลูกชายให้แทนจะได้มาช่วยค้าขายกันอีกนานๆ"
   ทั้งกลุ่มปิดปากหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก
   "พี่แฟนนี่เจ้าขา..."  หล่อนลากเสียงหวานยาวๆจนเคยชิน "ผู้ชายที่ผึ้งจะออกเรือนด้วย ควรจะ...ทันสมัย มีเรื่องที่สนใจเหมือนกัน
คุยกันได้ ปรึกษากับเราได้ ไม่ใช่มาเป็นนายเรา เอ...เอารวยมากๆด้วยนะเจ้าคะ"
   "ฟุ้งซ่าน แกมันดูจะเป็นฝรั่งขึ้นทุกวัน"  ท่านหญิงอารมณ์ดีแล้ว
   "หมอดูไพ่หลังวังมังคะ ว่าดวงอย่างผึ้งน่ะ ถ้าไม่มีใครมาขอ คงต้องมีคนพาหนี"
   "อกจะแตกตาย ปากคอมันอย่างนี้ ฉันถึงได้รักมัน"  ท่านว่าแล้วกลับตำหนัก
   "อะแฮ่ม"  เพื่อนสาวรีบเข้าเรื่อง  "ฉันรู้มาว่ามีทหารไทยรูปงามไปผจญภัยเสียค่อนโลกอยู่คนหนึ่ง"  
   "!!!!"

George Washington bw

ตำแหน่งวังหน้าในสมัย ร.5 คือพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ
พระราชบิดาตั้งพระนามว่าพระองค์เจ้า ยอช วอชิงตัน ผู้ต่อมาทรงกลายเป็นปัญหาต่อการสืบราชสมบัติ และเพราะมี
ทั้งเงิน ทั้งกำลังทหารเข้มแข็งมากจนเกินการ

   จ่าคิดว่าเรื่องราวของคุณยอดคงจะถูกพรรณนา ยุยงผ่านปากของสองพี่น้องตระกูลหนอกอยู่บ่อยครั้ง จนแม่ข้าหลวงคนเก่งแน่
ใจแล้วว่ามิได้มีพ่อแม่ของตนชักใยอยู่เบื้องหลัง
   'เห็นว่าเขาเคยรบและอยู่ในอเมริกาตั้งสิบปี เคยไปจีนและญี่ปุ่นด้วยละจ่ะ'คนหนึ่งส่งข่าว
   'เป็นครูสอนทหารแบบฝรั่ง และกองปืนกล กำลังก้าวหน้าในราชการเชียวนา'  อีกคนช่วยเป่าหู
'เขาแอบเห็นเธอเดินซื้อของกับฉันที่ประตูท้ายวัง เขาว่าจะดีใจมากถ้าเธอรับของนี้'
   ผึ้งรู้สึกกระดากที่เพื่อนสาวส่งห่อกระดาษที่ผู้ชายฝากให้ เมื่อเห็นผึ้งทำหน้างอนิ่งอยู่จึงช่วยแก้ห่อออก มันเป็นผ้าที่เรียกว่าฟูโรชิกิ
สำหรับห่อของ แต่งห้องหรือคลุมผมก็ได้ ทำจากไหมญี่ปุ่นสีชมพูลายหญิงสาวสวมชุดกิโมโน ในผ้านั้นยังมีตุ๊กตาไม้เป็นเด็กสาวใน
กิโมโนสีแดงที่ยอดนำกลับมาด้วยจากเกียวโต
   "เขากล้ามากนะ ขืนฉันรับไว้ ก็จะดูหมิ่นทีหลังว่า ผิดกุลสตรีเห็นแก่ได้"  หล่อนกลัวคนได้ยิน รีบคลานไปลั่นกลอนประตู คืนนี้
สองพี่น้องขอมาค้างในตำหนัก พวกบ่าวกางมุ้งไว้แล้วให้นอนรวมกัน
   "รับไว้เถิด ไม่เห็นแปลกเลย ตอนพี่อยู่ปารีสก็มีสุภาพบุรุษมาให้ไมตรีอย่างนี้"  แฟนนี่เปิดตู้เสื้อผ้าผึ้งหยิบเอาขวดไวน์ขาวที่ซ่อน
อยู่มาเปิดด้วยอุปกรณ์พิเศษติดมือจากบ้าน "ที่พี่ฟังมาเขาตระกูลดีและสนใจเธอจริง"
   "น้องก็สืบมาเจ้าค่ะ ปู่ย่าตาทวดเขาใหญ่โต มีญาติพี่น้องเป็นเจ้าจอมตั้งสองคน"  ผึ้งใจหายวาบรีบชิงปิดตู้ เกรงจะเห็นหนังสือ
นิยายประโลมโลก เรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ชอบแอบอ่าน ยิ่งบทเสภาเข้าพระเข้านางบางตอนผึ้งอ่านแล้วนอนแทบไม่หลับทั้งคืน
   "เอ้า ลองดูพี่จะสอนวิธีชิม และสูดดมกลิ่มหอมของมัน"  
   "รับของไว้ก็ได้ แต่คุณพี่อย่าให้ใครรู้นะเจ้าคะ"  สาวชาววังขยับชายสไบ มือเรียวงามจับก้านแก้วไวน์โคลงเบาๆ ก่อนยกปากแก้ว
ขึ้นสูดกลิ่นเกสรองุ่นตามแหม่มแฟนนี่แล้วจิบ "ในวังเคร่งครัดมาก โทษหนักจะตกกับแคโรไลน์ไปด้วย เหตุที่ทำตัวเป็นแม่สื่อ"
   ปากบางเฉียบขู่ แต่ใจยินดีรับของไว้ หล่อนหวังใช้เพื่อน เพื่อจะได้ลองพูดคุยดูนิสัยของยอดกันบ้าง
   'บางทีนายทหารคนนี้จะก้าวไปได้เร็วที่วังหน้า ดีกว่าทนเป็นแค่ท่านขุนอยู่วังหลวงนะ คอยดูฝีมืออีผึ้งซิว่าจะช่วยให้เป็นพระยา
กับเขาได้ไหม'
   ฤทธิ์แอลกอฮอลเริ่มทำให้หน้าหล่อนแดงตัดแสงตะเกียง สายตาคมกริบจ้องไวน์ในแก้วเป็นประกายแล้วว่า  "งั้นบอกเขานะเจ้า
คะว่าไม่ต้องส่งของมาอีกหรอก ผึ้งมีมิตรในวังมาก ศัตรูก็ไม่น้อย พี่เขาจะเข้าใจ แล้วเพลงยาวบ้าบอไม่เอาเจ้าค่ะ เกลี๊ยดเกลียด….เชย
คุยกันดีๆก็ได้เมื่อถึงเวลาอันควร"  พลางคิดในใจว่า 
   'ใช่ซิ พี่ยอดคนนี้อาจเป็นชายสมัยใหม่ที่ผึ้งเฝ้ารอ สำหรับสยามใต้อันรุ่งเรืองก็ได้'  
   "พี่ดีใจที่เธอเชื่อพี่ อย่างนี้ถึงจะคบเป็นเพื่อนต่อไปได้"  แฟนนี่ดูผึ้งดื่มต่อจนหมดแก้ว
   "คุณพี่ชวนฉันเป็น 'เพื่อน' ไม่เอาเจ้าค่ะ ในวังคำนี้ไม่แปลว่า Friend ดอกนะ"
   "ยายผึ้งนี่…."  แคโรไลน์ปิดปากหัวเราะ เมื่อเห็นพี่สาวกระพริบตาปริบๆสงสัย
   "นี่ถ้าไม่ใช่คุณพี่ชวนฉันละเป็นโดนด่าเจ็บๆแน่ 'เพื่อน' here in this palace means Lesb…. เจ้าค่ะ" 
   
   นับแต่ผู้นำกลุ่มสยามหนุ่มได้ประกาศเจตนาจะลดอำนาจของวังหน้าแล้ว ความตึงเครียดก็ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว วังทั้งสองแม้
จะอยู่ห่างกันเพียงเดิน 15 นาที บัดนี้ความระแวงสงสัยได้ผลักกำแพงวังห่างออกตั้งหมื่นโยชน์ เดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2417 (ค.ศ.
1874) เดือนที่แม่ผึ้งรับไมตรีจากนายยอดเป็นครั้งแรกนั้น กลับเป็นเดือนที่ร้อนระอุ ไหนจะกระแสค้านการเลิกทาส ไหนจะพบว่า
คนรุ่นใหม่ที่ส่งเข้ากรมกอง นั้นยังต้องถูกกดอยู่บังคับของขุนนางเก่าสายท่านอดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
   กฎหมายใดๆที่จะออกมาพลิกแผ่นดินย่อมไร้ค่า ถ้าไม่มีคนที่รู้ใจและมีอำนาจบริหารมากพอจะนำไปปฎิบัติต่อ ในเดือนกรกฎาคม
เดียวกันนั้น กลุ่มสยามหนุ่มในกาวซิล ออฟ สเตท ตัดสินใจเชือดคอไก่ให้ลิงดูด้วยการตั้งข้อหา พระยาอาหารบริรักษ์ ซึ่งอดีตผู้สำเร็จ
ราชการแผ่นดิน หมายมั่นจะให้เป็นเสนาบดีกรมนา ว่าไม่ยอมเปิดเผยรายได้ภาษีค่านา ที่ระเบียบใหม่ให้ส่งเข้าคลัง ส่อเค้าทุจริตเบียด
บังเงินหลวง
   "หลานของสมเด็จเจ้าพระยาฯถูกไล่ออกจากราชการ"  ท่านหญิงกระซิบกันในวังหน้า ดูท่านตื่นเต้นมากกว่าจะโกรธดังแต่ก่อน
  "เจ้าพวกสยามหนุ่มพลาดแล้ว มีแค่หยิบมือเดียวริเปิดศึกสองด้านกับวังหน้าและพวกฟากข้างโน้น"
   "มังคะ นี่หม่อมฉันจะทูลว่ากรมทหารหน้ามี ครูฝึกกลับจากอเมริกา….น่าจะเอามาเป็นพวก" 
   "ชวนย้ายมาซิแม่ผึ้ง….ฉันจะช่วยเอามาแทนพวกแก่ๆในวังนี้เอง"  ท่านหญิงร้องอย่างดีใจ แล้วลดเสียงเป็นกระซิบ
   "ฉันว่าจวนได้เวลาที่ทหารของเราจะแสดงพลังกันแล้ว….."
   
   พอท่านหญิงกลับไปแล้ว ผึ้งก็ขึ้นไปเฝ้าเสด็จบนตำหนัก ทรงเสวยอาหารว่างข้าวเหนียวหน้าต่างๆที่ย้อมสีสวยงาม วางในจาน
ไม่ซ้ำกันเป็น 5 อย่างเป็นห้าแฉก ข้าหลวงรุ่นน้องอยู่ถวายงานสองสามคน
   "อ้อ แม่ผึ้งมาพอดี ข้าถามหาอยู่เชียว"   ทรงพระสรวลพลางหยิบข้าวเหนียวย้อมสีเหลืองโรยหน้ากุ้ง
   "เสด็จมีพระประสงค์ให้ทำอะไรหรือมังคะ" 
   เสด็จไม่ทรงตอบ แต่หันไปตรัสไล่พวกเด็กๆลงข้างล่างพอเหลือเพียงลำพังสองต่อสองก็ตรัสว่า 
   "เห็นท่านตำหนักโน้น มาหาเจ้าบ่อยนะ"  ทรงดูว่าชิ้นต่อไปจะเป็นข้าเหนียวสีน้ำเงินหน้ากลอยดีไหม
   "มังคะ ท่านก็มีเรื่องชวนคุยอยู่เรื่อย"   หล่อนหมอบลงหลบตากราบทูล สงสัยอยู่ว่าทำไมตรัสขึ้น
   "ดี เขาก็เป็นญาติข้า ถึงจะแปลกคนอยู่ ข้าไม่ห้ามเจ้าหรอก…. "  ทรงค้างไว้ ผึ้งจึงเงยหน้าขึ้นก็เห็นทรงจ้องเป๋ง  "แต่เพราะข้า
เอ็นดูเจ้ากว่าใครๆ ข้ารับมาเลี้ยง แทนพ่อของเจ้าที่เขามีเมียมาก ทอดทิ้งเจ้าแต่ยังเล็ก เพราะอยากให้เจ้าได้ดี ดังนั้นจะเลือกคบใคร
ก็เลือก อย่าให้เขานำภัยมาสู่ตัวเราทีหลัง"
   ผึ้งก้มลงกราบรู้ดีว่าทรงเตือนไม่ให้ยุ่งกับท่านหญิง นึกเคืองว่าใครช่างคาบมาทูลได้ จึงแสร้งทูลว่า
   "ท่านหญิงท่านบ่นเป็นห่วงวังหน้าน่ะมังคะ หม่อมฉันเป็นเด็กไม่ค่อยจะรู้เรื่อง"
   "แค่นั้นดอกหรือ จำไว้ยิ่งเรื่องของบ้านเมือง เข้าใจยากนัก พลาดแล้วจะลำบากทั้งโคตร ดูวังหน้า พี่น้องของท่านเช่นข้าเป็นตัว
อย่าง ว่าทรงสงบเสงี่ยม มิได้มักใหญ่ใฝ่สูงตามลมปากใครๆ เจ้าเองก็ต้องคิดถึงวงศ์ตระกูลด้วยว่ามิใช่ไพร่ ครอบครัวเจ้าก็สืบเชื้อสาย
ถึงเจ้าตากกับพระสนมที่ได้มาครั้งไปตีเวียงจันทน์"
   "มังคะ….."  ผึ้งทูลตอบเบาๆ แม้จะไม่เห็นด้วยสักนิดเดียวว่า ทำไมจะใฝ่สูงไว้บ้างไม่ได้
   

Front Palace's Crack Troop
   ท่านหญิงพระองค์นั้นมิได้ตรัสขู่เล่นเรื่องเอาทหารมาตอบโต้วังหลวง พอกลับถึงตำหนักก็แสดงพลังแหวเอากับพระสามีซึ่งคุม
ทหารทันที ในไม่ช้ากองทหารรักษาวังหน้าก็เพิ่มอัตราประจำซองกว่า 500 คน ตลอด 24 ชั่วโมง มีการฝึกแถวออกตั้งขบวนตรวจ
รอบๆ กำแพงวังครึกครื้น จนชาวพระนครเลื่องลือกันทั่ว ยอดในฐานะพลตระเวนจึงมีภาระหนักกว่าเก่าเพราะคอยสังเกตการณ์ทั้ง
รอบวัง และออกไปถึงสำเพ็ง ซึ่งเป็นที่รวมของชาวจีนโพ้นทะเลนับหมื่น และมีไม่น้อยที่ขอเข้าเป็นลูกจ้างหรือคนในบังคับของอังกฤษ
และฝรั่งเศส ต่อมาอีก 2-3 เดือน ก็มีข่าวลืออีกว่า ขุนนางเก่าบางท่านยุแหย่คนจีนเหล่านี้ให้แข็งข้อต่อรัฐบาลใน ร.5 เพื่อโต้ตอบแผน
การเลิกทาสอีกด้วย
   "อั๊วรับรองว่าจาเปงหูเปงตาให้ท่างขุง จะคุมอ้ายพวกกุลีแถวนี้ม่ายให้ก่อเลื่อง"  เจ้าสัวใหญ่รายหนึ่งที่ยอดคบค้าหาข่าวด้วยยืน
ยัน แกมีธุรกิจขนส่งของขึ้นลงเรือ มีโกดังใหญ่และกุลีนับร้อย  "อ้า อีหนูวัน เอาน้ำมาให้ท่านขุงกิงล่วยเร็วๆ ซี"
   "ขอบใจมากจ๊ะ แม่คุณ"  ยอดรับน้ำมาดื่มจากลูกสาวใหญ่ของเจ้าสัว ซึ่งแกบอกว่าอีพวกน้องๆมันชิงมีผัวไปหมดแล้ว แต่คนนี้
เก่งงานดูแลกิจการและพ่อแม่ไม่ยอมไปไหน  "อ้ายขุงนางแก่ๆคงนั้ง ลูกน้องมันว่าเคยเห็งมาดึกๆ พูกกะพวกหัวแข็งที่ฉันไม่จ้างไว้ ไม่
เคยเหงหน้า ส่วนที่ว่ามีฝรั่งมาด้วยเหงจะลือกังไปเอง"
   "กระผมอยากจับมันให้ได้คาหนังคาเขา"  ยอดขบกรามแน่น แต่แล้วก็ยิ้มเมื่อเห็นแม่วันมองห่อของที่เขาติดมือมาด้วยอย่างสนใจ
เลยแก้ออกให้ดูว่ามันคือ หีบเพลงสีแดงมีลานไขเล่นเป็นเพลง ที่เขาคว้ามาจากนายห้างแรมเซ่ย์ บ่ายนี้รอมอบให้แม่ผึ้งกับมือ
   "อุ๊ยตาย สวยเหลือเกิน ใครได้หีบเพลงนี้จากท่านต้องเป็นหญิงที่โชคดีมากเจ้าค่ะ"

103s

หีบเพลงสีแดงมีลานไขเล่นเป็นเพลงทำในสวิสเซอร์แลนด์

   นับแต่แม่ผึ้งยอมรับของฝากจากยอดเป็นครั้งแรกนั้น ความสัมพันธ์ก็แน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับ โดยมีลูกสาวของกงสุล เป็นผู้พาผึ้ง
มาดูตัวที่ตลาดท้ายวัง แทบทุกสัปดาห์ แม้ข้าหลวงคนสวยจะไม่ยอมแม้แต่มองหน้าหรือพูดด้วย แต่ทุกครั้งหล่อนก็จะแต่งกายพิถี
พิถันเป็นพิเศษ จนในที่สุดยอดจึงได้รับอนุญาตให้เข้ามาใกล้เพื่อทักทายคำสองคำ วิธีที่จะเลี่ยงมิให้พวกโขลน หรือข้าหลวงตำหนัก
อื่นแอบได้ยิน ก็คือ การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษล้วนๆ ผ่านแม่ดวงแข (แคโรไลน์) ที่ยืนขวางตรงกลาง วิธีนี้ไม่เป็นปัญหาเพราะผึ้ง
เข้าใจดีและเริ่มมั่นใจว่าชายหนุ่ม(นิ้วกุด) คนนี้มีดีเหนือนายทหารทั้งปวงในสยาม
   "บอกเพื่อนเธอด้วยนะ ว่านุ่งห่มสีบาดตา (วันพฤหัส นุ่งเขียวห่มแดงเลือดนก) เหนือกว่าข้าหลวงตำหนักใดๆเลย"  ยอดหัน
หน้าทำเป็นพูดกับลมกับฟ้าอยู่ข้างถนน พยักพะเยิดให้ลูกสาวกงสุล รับห่อหีบเพลงส่งให้ผึ้ง  "แล้วก็อย่าเพิ่งหนีกลับเหมือนคราวก่อน
เลยนะ"
   "Do you hear that….?"  เพื่อนสาวหันไปทางผึ้ง ที่ทำไขสือเลือกผ้านุ่งจากแม่ค้า
   "พี่ไม่ชอบเลยได้แต่มองหน้ากัน จะพูดก็กลัวคนเห็น"  ยอดถอนหายใจ
   "What can we do เจ้าคะ คุณพี่ลาออกมาอยู่กรมทหารฝรั่งแม่นปืนที่นี่ซี จะได้ไม่ไกลกันนัก"
   "จะลองคิดดูจ๊ะ..."  ยอดทำเป็นเห็นด้วย  "แม่ผึ้งต้องชอบของใหม่ชิ้นนี้แน่ๆ" 
   ยอดหันมา ผึ้งกำลังแก้ห่อออกแล้วไขลาน เพลงหวานๆ ของ เบโธเฟ่น ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง 
   "แหม กำลังหัดเพลงนี้อยู่เชียวเจ้าค่ะ"  แล้วส่งตะกร้าขนมจีบไส้ไก่ให้  "ขนมนี่ผึ้งทำกับมือเชียว"
   "พี่อยากฟังเธอเล่นเปียโนมาก พอมีทางไหม"  เขาหันไปทำตาละห้อยกับแม่สื่อสาว
   "คุณพี่อยู่เมืองนอกเสียนาน คงเคยตัวซิเจ้าค่ะ นัดไปไหนกับแหม่มสาวๆได้"  เธอลอบยิ้มที่เห็นยอดค้นพบห่อพิเศษขนมดอก
กุหลาบแก้วที่ทำแสนยากหยิบมาใส่ปาก เขาสั่นหน้าเรื่องแหม่มแก้ตัวว่า 
   "ไม่เคยเล้ย อยู่แต่ในสนามรบ Wow…. taste very good ถ้ายังอยู่อเมริกา มีรึจะได้ชิมของดี"
   "พี่แฟนนี่ แกจะจัดปาร์ตี้ให้หลุยส์เดือนหน้า"  แม่ดวงแขนึกขึ้นได้ ผึ้งดีใจว่าเพื่อนดีๆ ก็ต้องอย่างนี้ซิ
   "ถ้าคุณพี่พอจะว่าง..."  แม่ชาววังเผลอพูดชวนชายซึ่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะคิด  "ฉันก็พอจะทูลลาเสด็จมา
ได้สักวันหนึ่ง... เพื่อซ้อมเปียโน"
   "พี่มาแน่แม่น้ำผึ้ง"  ครูทหารหน้าแทบกระโดดตัวลอย พอดีเห็นโขลนแก่ๆ เดินมาใกล้
   "ผึ้งไม่ใช่ ชื่อน้ำผึ้ง หรือ honey นะ เจ้าคะ"  หล่อนชำเลืองกระซิบ ก่อนสัญญาณว่าจะรีบเผ่นเข้าวัง
   "อ้าว พี่พูดผิดเอง..."
   "แปลว่า Bee ต่างหากตอนเกิดมา แม่อุ้มดูเห็นเหล็กใน พี่ยอดต้องระวังตัวนะเจ้าคะ จะถูกต่อยเจ็บเอา..."
   
   เพื่อมิให้เสียราชการในวันนั้น ยอดเดินหิ้วตะกร้าขนมต่อมาทางสนามหลวง
   "ครูยอด เอ๊ย ท่านขุน ฉันว่ามันขัดตานะ สวมชุดทหารถือตะกร้านี่นะ"  พี่ตี๋รู้ว่าขนมมาจากไหน
   "ใช่ นางฟ้าเหาะลงมาให้ถึงมือเชียวนะพี่"  หมู่นี้ท่านหญิงสั่งพวกวังหน้าออกมาฝึกกลางสนามหลวงบ่อยผิดปกติ ยอดนับทหาร
ได้ไม่ต่ำกว่าสองกองร้อย อาวุธครบ แต่งเต็มยศ  "เอ๊ะ ทำไมดูคึกคักล่ะ"
   "เขาซ้อมรับทูตเยอรมันน่ะ"  พี่ตี๋พาซื่อแกรักยอดเหมือนน้องไม่เคยสงสัยเลย เสียงแตรดังขึ้น ทันใดนั้น ทหารที่ยืนกันเกะกะใน
สนาม ก็รีบจัดแถวในพริบตา นี่คือ กรมทหารฝรั่งแม่นปืน ที่สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงคัดมากับพระหัตถ์ นายร้อยเริ่มสั่งเดินเร็ว (Quick
Time March) แปรขบวนต่างๆ ตามตำราฝรั่ง จากนั้นจึงขยายแถวยิงเป็นทีม Skirmishing (โปรดย้อนดูวิธีจัดรูปแถวในตอนที่ 9 มุ่ง
สู่แอตแลนต้า
) ที่ทำให้ยอดอมยิ้มนึกถึงตอนยังรบในแอตแลนต้าว่าเคยแปรแถวยิงเช่นนี้
   'ชุดทหารฝ่ายเหนือปอนๆ ของเราเทียบไม่ได้เลยกับกรมนี้ นี่เขามีชุดเครื่องแบบทูนิคสีขาวตุ่น (White Duck) แล้วยังมีถุงเท้า
รองเท้าโก้กันทุกคน….เมื่อไหร่ไอ้น้อมมันจะยอมใส่ถุงตีนอย่างนี้นะ'
   "พี่ตี๋ดูเขา สลับกันขึ้น สอดยิงและบรรจุลูก จ่าจิมของผมที่กองพันนิวเจอร์ซี่ที่ 13 อายเลย"  เขาชม

Viet Christ-1

       ชุดทหาร กองปืนใหญ่อาสาญวนเข้ารีต หรือ คริสต์ ตั้งโดยสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2395
จึงถือเป็นทหารวังหน้า ประวัติว่าเข้าสวามิภักดิ์ต่อกองทัพเรือเมื่อไทยรบญวน ในสมัย ร.3 กองปืนใหญ่วังหน้านี้ ยังชำนาญการ
ปืนเรือ และปืนป้อมอีกด้วย
       ในภาพทหารคนขวาสุด เครื่องแบบเต็มยศ สวมรองเท้าถุงเท้า ที่หมวกมีพู่ กระบี่และกระเป๋าหนังใส่ของส่วนตัว
ขณะขี่ม้า เรียกว่า ซาเบรตาเช่ (Sabretache) ปักตราและเลขประจำกรม
       ปืนใหญ่ในภาพคือ ปืนอาร์มสตรอง 3นิ้ว รุ่นแรกเป็นเหล็กกล้าทั้งกระบอกที่ในเรื่องทางวังหลวงเกรงกลัว เป็น
ปืนที่ แข็งแรงกว่าปืนทองเหลืองร่วมสมัยขณะนั้น ซื้อมาในปลาย ร.4 ปี พ.ศ. 2405

       พี่ตี๋คุมช่างแสงลำเลียงเครื่องกระสุน และชนวนสำหรับปืนใหญ่สนามขนาดเล็กที่เรียกว่า อาร์มสตรอง 3นิ้ว ออกมาทันทีที่
พวกทหารราบได้พักแถว นี่ละปืนที่เขาต้องยึดหากมีอะไรขึ้นมา พลประจำปืนในชุดทูนิคสีเข้ม หมวกกะโล่ทรงสูง ประดับพู่ รีบตั้งแถว
หน้ากระดาน หน้าปืนใหญ่ของแต่ละคน ดูขึงขังเช่นกัน
   "ฉันก็เคยยิงปืนใหญ่ในสนามรบนะพี่ตี๋"  ยอดชวนคุย  "ตอนนั้นทหารม้ารุมเราก็ลองยิงส่งเดชจนได้"
   "งั้นมาดูการฝึกจริงๆซิ ของเราว่าตามตำราที่พระปิ่นเกล้าฯ ทรงเขียนไว้เชียวนา"  ช่างแสงโวต่อไปว่า
"พวกฝรั่งเวลายิงปืน มันปลุกเสกคาถาไหมครูยอด"
   "ปลุกทำไมกันพี่"  ยอดไม่ทันนึกว่าจะได้ยินเรื่องนี้
   "ว่าแล้วไง ของไทยเราต้องเหนือกว่า"  แกหัวเราะพุงกระเพื่อม  "ตำราพระพิไชยสงครามน่ะว่า ถ้าจะให้ศัตรูพ่ายแพ้ เรามีทั้ง
คาถาและสูตรผสมดินหลายอย่าง"
   "ไสยศาสตร์ไว้ปลุกขวัญทหารละมัง..."  ยอดถอดหมวกเกาหัว
   "ปุ้ทโธ่ เขาใช้กันมาตั้งแต่กรุงเก่านะ เคยได้ยินสูตร 'อัฐิธาตุ' ไหมล่ะ เอาดินปืนหนัก 1 ชั่ง มาด 10 ตำลึง ถ่านไม้ละหุ่งสัก 2 บาท
ชันย้อย 1 ตำลึง แล้วเอากระดูกผีบดเป็นถ่านอีก 3 บาท ปั้นเป็นลูกยิงไปไหนเป็นทะเลเพลิงที่นั่น"  ช่างแสงเชื้อสายญวนจำแม่นขึ้นใจ
   "กระดูกผี…!!!"  ผู้ผ่านสนามรบสมัยใหม่จากอเมริกา แทบไม่เชื่อหูตนเอง  
   "ทีนี้มีอีกสูตร 'นปุงสตเดช' ก็เอาดินปืน 1 ชั่งเท่ากัน ผสม ใบช้างน้าว 2 ตำลึง 2 บาท ใบจันคันนา 2ตำลึง 2 บาท มาด 3 บาท
หัวปูนเผาเป็นผง 1 ตำลึง 3 บาท แล้วก็... เอ...ลูกลำโพงบดเป็นผง 3 บาท ใบหว้าผง 3 บาท ยิงไปแล้ว....."
   "ข้าศึกหายวับไปกับตา"  ยอดทำเสียงล้อ
   "ใครว่า... ยิงไปข้าศึกจะใจอ่อนเป็นหญิงเลยละ... ฮะฮ่า"
   "...!!!" แล้วยอดฉุกคิดได้ว่า "กระผมขอไปลองเป่าใส่แม่ผึ้งนะขอรับ"  ทั้งคู่หัวเราะชอบใจ
   "ได้ดินปืนแล้ว ก็ต้องท่องคาถาเสกดินด้วยว่า... 'สามานาทา... สิมินิทิ...สุมุนุทุ...สูมูนูทู...เสเมเนเท... แสแมแนแท...โสโมโนโท...
เสาเมาเนาเทา....สังมังนังทัง....สมนท...."
   "เดี๋ยวๆ ลูกน้องพี่เขาเอาผ้าอะไร ให้ทหารปืนใหญ่ห่อลูกกระสุนด้วย"  ยอดขอขัดจังหวะ
   "ก็ผ้ายันต์ไงล่ะ"  แกตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทหารกำลังทำท่าบรรจุกระสุนลงปากลำกล้อง
   "หา…ว่าไงนะ"  ยอดเกือบหัวเราะแต่ฉุกคิดได้ว่า ผ้านั้นคงช่วยให้ผิวกระสุนจับลำกล้องได้แน่นหนา ไม่ให้แก๊สรั่ว การยิงก็จะได้
ผลดี  "เอ คนโบราณเขาช่างอุบายดีแท้ๆ"
   "ครูยอดทำหน้าเหมือนไอ้พวกขี้ทูตฝรั่ง อย่าลบหลู่เชียวเป็นโกรธกันจริงๆ"
   ยอดยกมือไหว้ขอโทษ "ขยายความต่อเถิดพี่ ฉันไม่ขัดละ"
   "เขาต้องเสกคาถากำกับอีกครั้ง เมื่อบรรจุลูกว่า โสโทกโขสิปเยว อุชปหาเรน ปิโตยา มาฆคค ทฬหาสทธา อตินาติ แล้วการยิงจะ
ราบรื่น"
   "มัวเสกคาถา จะโดนดาบปลายปืนถึงตัวเท่านั้น"  ยอดพึมพำในคอ  "ยิงให้มันแม่นๆ ดีกว่าขอรับพี่"
   "อยากให้แม่นน่ะทำได้ เอาแมงภู่ตายคารู 1 ตัว มะพร้าวเป็นลูกคว้านเนื้อมาหุงเป็นน้ำมันแล้วใช้สีผึ้งที่ไหว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 ที่
มาบดเคี่ยวเข้าด้วยกัน เอาลูกปืนเล็กปืนใหญ่มาชุบได้ทั้งนั้น รับรองยิงแม่นเป็นจับวาง"
   ยอดคิดว่าน้ำมันมะพร้าวก็คงเหมือนกระดาษไขที่หุ้มกระสุนมินิเย่ร์ ทำให้ใช้แส้อัดลงไปในลำกล้องสะดวก และง่ายต่อการยิงไม่
ขัดลำนั่นเอง
   "ถ้าครูยอดจะให้ยิงแล้วข้าศึกกลับไปตายเพราะบาดแผลใน 3 วัน ฉันก็มีสูตรลับอีก..."
   "โอ๊ย ยอมแล้วๆ จริงๆขอรับพี่"
   พี่ตี๋สรุปสั้นๆ อีกว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงสนพระทัย วางรากฐานไว้ดีเยี่ยม รวมตำรายิงเพื่อเผาบ้านเรือน เผาเรือรบ เผาค่าย 
แม้แต่ตำราทำศูนย์เล็งปืนใหญ่ยามฉุกเฉินในสนามรบด้วยกระบอกไม้ไผ่ก็มี
   
   "เสกชั่น"  เสียงหลวงศัลวิธานนิเทศ ครูฝึกปืนใหญ่ออกคำสั่งเริ่มซ้อมรบกลางแปลง เป็นภาษาอังกฤษแปร่งๆ ว่า Section พวก
เหล่าปืนใหญ่ แบ่งทหารยืนหน้ากระดาน 2 แถว เป็นหมู่ๆ หน้าปืนแต่ละกระบอกทันที
โดยมีหัวหมู่เป็นหมายเลข 1 ยืนคุมแถวหน้าด้านขวามือ พวกได้เลขคี่อยู่แถวหน้า เลขคู่อยู่แถวหลัง
   "ปืนมันเล็ก เลยใช้คนน้อยแค่ 8-9 คน ก็พอ เผื่อลากเปลี่ยนจุดตั้งยิงด้วย"  พี่ตี๋อธิบาย
   "เฟิมเดโอดะ ออบฝะมาจ์"  ก่อนที่ยอดจะจับความได้ว่าสั่ง Form the order of March หัวหมู่แต่ละกระบอกร้องรับแข็งขันว่า

cannon-11

ภาพซ้าย ผู้เขียนลองร่างจากตำราของพระปิ่นเกล้าฯในการวางตัวพลปืนใหญ่ เมื่อมีคำสั่งจัดแถว Section น่าจะเป็นอย่างนี้
ภาพขวา เมื่อทำขวาหันแต่ละคนจะเดินเรียงกันเข้าที่ มีหมายเลข 2 เข้าทีหลังสุด หัวหมู่เบอร์ 1 คอยคุมการยิงในแนวเดียวกับ
ลำกล้อง เลขที่ 2 กระทุ้งแซ่และ 3 ทำหน้าที่บรรจุลูก หมายเลข 4 ตั้งชนวนและ 5 จุดชนวน คนที่ 6 ยืนถัดจากล้อปืนลงมา 5 หลา
 คอยส่งลูกส่งดิน คนที่ 7 คุมหีบกระสุนช่วยเบอร์ 6 ถัดมาอีก 10 หลา เป็นคนที่ 8 และ คนที่ 9 พลเหล่านี้ไว้ช่วยหันปืนเพื่อเปลี่ยน
ตำแหน่งยิงขณะรบกลางแปลง เ ข็นล้อกลับเข้าที่หลังยิง เป็นต้น

   ทหารปืนใหญ่ของวังหน้ามีหลักฐานของต่างชาติ ยกย่องไว้หลายแห่ง เช่น เซอร์ แอนดรู คล๊าก (Sir Andrew Clarke – The Governor of the Straits Settlements) ได้รายงาน ในปี พ.ศ. 2418 ว่า ทหารปืนใหญ่วังหน้าเข้มแข็งกว่าหน่วยใดๆ ในวังหลวง
ส่วนนายพลพาร์ทริจ (General Partridge) กงสุลอเมริกันก็เคยรายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ในวอชิงตัน เมื่อ 28 ธ.ค.
พ.ศ. 2417 ปลายปีนั้นว่า ท่านยอมวางเดิมพัน หากมีเรื่องภัยร้ายแรงในกรุงเทพแล้ว เชื่อว่าทหารของวังหน้าจะมีชัยอย่างรวดเร็ว  
   ส่วนทหารฝรั่งแม่นปืนก็ไม่น้อยหน้า ในการซ้อมรบต่อหน้าทูตเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2414 มีรายงานไปอเมริกาว่าพวกนี้วินัยและ
รับการฝึกมาดีกว่าทหารประจำการของเขาเสียอีก

    "เรก... เฟก...วิก...มาจ์" (Right face quick march) ลูกแถวทำขวาหัน หัวหมู่นั้นเดินนำ พลที่มีเลขคี่อยู่แถวหน้า เริ่มประจำ
ตำแหน่งด้านขวาของปืนและหีบกระสุน เจ้าพวกเลขคู่ เดินอ้อมปืนไปยืนประจำด้านซ้าย คนสุดท้ายเข้าที่ตั้งคือเลข 2 พอคนนี้ให้
สัญญาณทุกคนก็กลับหลังหันๆหน้ามาทางปากกระบอกปืนพร้อมกันหมด
   "คำสั่งฟังยากนะขอรับ ต้องท่องจำเท่านั้น"  ยอดอดนึกชมว่าเขาปฏิบัติได้ถูกต้องไม่ขัดเขินเลย ในคำสั่ง Section แบ่งเป็น 2 แถว
 เลขที่ 1 คือหัวหมู่ พลที่ได้เลขคู่อยู่แถวหลังมีตำแหน่งด้านซ้ายของปืน เลขคี่อยู่ด้านขวา
   คุณหลวงศัลวิธานฯ ออกคำสั่งไปยังหัวหมู่ ว่าจะซ้อมยิง ใช้ดินหนักกี่ชั่ง พอเห็นเข้าใจกันดีก็สั่งบรรจุ
   "โลดดดด….. (Load)"
   พวกพลปืน ทำท่าบรรจุกระสุน ถึงจะไม่มีการยิงจริงๆ แต่ก็ทะมัดทะแมงมาก หัวหมู่ร้องเป็นทอดๆว่า
   "เรดี….. (Ready)" 
   พลคุมล้อรีบโดดออกให้พ้นล้อปืนที่อาจถีบถอยใส่ เมื่อยิงจริงๆขึ้นมา พวกช่างแสงเฮให้กำลังใจ
   "ไอ้พวกนี้มันต้องไปยืนหัวลม จะได้เห็นว่ากระสุนตกถูกตรงไหน"  พี่ตี๋อธิบาย
   "แฟยะ…!!! (Fire)"
   คนที่ 5 ทำท่าจุดชนวนลงที่แท่งชนวน เหมือนที่ยอดกับสตีฟเคยใช้ พอทำทีว่ายิงแล้วเจ้าพลคุมล้อ ก็รีบผลักล้อกลับเข้าที่เดิม
ตามการวิ่งกำกับของหัวหมู่ ทุกคนมีหน้าที่และดูโกลาหล โดยเฉพาะ พลหมายเลข 2 ต้องคอยชักเผือและกระทุ้งลำกล้อง ยืนตรง
เสมอหน้าล้อปืน มือขวาถือไม้ยัดกระสุนมีภู่ดอกเลา ตามที่ถูกฝึก คือมือกุมที่กลางแท่งไม้ เอนหัวภู่ไปด้านหน้า 45o นิ่ง เมื่อหยุดยิง
   "ซิดสะแฟยะริง… (Cease Firing)"  หมายเลข 2 สลับมาถือไม้ไว้ที่มือซ้าย แล้วถอยมาอยู่หลังล้อปืนทันที พอเลิกฝึกก็ลดปาก
ลำกล้องลงทิ่มดิน ตามธรรมเนียมของฝรั่งทุกกระเบียดนิ้ว
   "วินัยเป็นเยี่ยม เหลือแค่ทดสอบในสนามรบจริงเท่านั้น"  ยอดสะดุ้งใจว่า
   'ข้าศึกที่จะทดสอบคงไม่ใช่ทหารหน้าของฉันนะ'

เสียงเปียโนที่ริมน้ำ
   เมื่อได้พบปะพูดคุยกันบ่อยครั้งขึ้น ยอดปักใจเชื่อว่าแม่ผึ้งคือหญิงที่ตนตามหามาค่อนโลก เขาเฝ้ารอข่าวงานเลี้ยงที่บ้านกงสุล
ทุกคืนวัน มันมีแต่ความกระวนกระวายใจ ไคร่อยากเห็นหน้า ได้ยินเสียงหวานๆ และกิริยาอันร่าเริง ติดตาติดใจ จนแม้ขณะนอน
หลับยังเห็น ท่าก้มหน้าหัวเราะลงไปที่หน้าอก แบบชาววัง อันแสนน่ารักของเจ้าหล่อน บ่อยครั้งยอดแทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ ความ

\รักสุมทรวงจนปวดศีรษะ ต้องหาเรื่องด่าไอ้น้อมเล่น บางครั้งก็ขันที่ตัวเองเผลอยิ้มกับเทวดาฟ้าดิน ขณะฝึกทหารอยู่กลางแดด
"พี่รักผึ้งมากเหลือเกิน..."  เขาบ่นกับตนเอง  "ไม่เคยคิดถึงหรือรู้สึกหวงใครเท่านี้เลย" 
   เขายอมรับว่าครั้งนี้ต่างกว่าครั้งก่อนๆ หญิงสาวที่เคยพบผ่าน นับแต่ น้องปราง เอมิลี่ แซลลี่ ล้วนเข้ามาในสภาวะที่เขาตกอับ
หดหู่ เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย หรือ หาความมั่นคงในชีวิตมามอบแก่หญิงที่ตนชอบไม่ได้ แต่ขณะนี้เล่า เขาพร้อมแล้วสำหรับความรัก
'ฉันพอจะเลี้ยงเธอได้นะผึ้ง มีที่ดินปลูกเรือนหอ งานราชการนับว่ามั่นคงอยู่ ฉันเอาเธอออกจากวัง จะไม่ให้เธอก้มหน้าอับอายใครหรอก
จ๊ะ'  พออยู่คนเดียวก็เริ่มฟุ้งซ่านหยิบ ขวดน้ำอบร่ำที่ผึ้งทำให้มาดม ทำตาปรอย นอนกอดฟัดหมอนข้างเล่น ครั้นเก็บไว้อกจะแตกตาย
 จึงไปปรึกษาแม่
   "แม่ดีใจจริงจริ๊ง ที่ยอดรู้จักเลือกผู้หญิง ได้ลูกผู้ดีจากในรั้วในวัง"  แม่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนยอดเองนึกไม่ถึงว่า แม่ซึ่งปกติเป็นคน
เงียบ ๆไม่ชอบคบคนมียศ มีศักดิ์ จะเห่อชาววังได้ถึงเพียงนี้
   นี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ตนสามารถทำให้มารดามีความสุข นับแต่บวชเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว แม่เริ่มลำดับญาติให้ฟังว่า ผึ้งนั้น
ถ้าไล่ไปถึงตอนตั้งกรุง ก็นับว่าเป็นญาติคนหนึ่งทางพ่อ แล้วแม่อดขันไม่ได้ว่า
   "นี่ลูกแม่ จะได้หลานมาเป็นเมียเสียก็ไม่รู้ แม่จะขอน้านุ้ยให้ช่วยไปหาฤกษ์หายาม สู่ขอให้นะลูก"
   "แม่ตื่นเต้นเกินไปแล้วจ่ะ"
   "โธ่ ก็ลูกชายของแม่จะได้คุณข้าหลวงที่งามลือเลื่องไปทั้งเมือง จะให้แม่นิ่งอยู่อย่างไรได้ ตอนงานแต่งนี่ซี เจ้าคุณปู่จะมาหรือไม่
นะ..."  แม่หยุดค้างไว้เท่านั้น แล้วกลับมาเป็นแม่คนเก่าที่กลัวล่วงหน้าไว้เสมอ
"แค่ แม่กับน้านุ้ยมางานแต่งฉันก็พอใจแล้ว"  ยอดขุ่นใจเมื่อคิดว่าญาติๆ คงเกรงท่านผู้หญิงโกรธ จนไม่กล้ามาร่วมงานแต่ง

   สองพี่น้องตระกูลน็อกซ์ รักษาคำมั่น เมื่อกงสุลและภรรยามีภารกิจ เดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสยามยอมให้อังกฤษ
มีสถานกงสุลขึ้นที่นั่น อันอาจจะนำปัญหาคนในบังคับอังกฤษมาเป็นเหตุแยกอาณาจักรล้านนาจากสยามได้ การ์ดเชิญส่งให้เฉพาะ
คนที่ สนิทไม่กี่คน เพราะแฟนนี่ต้องการจัดให้ยอดกับผึ้งได้พบกันเพียงลำพังเท่านั้น
 "ฉันจะพาบ่าวไปด้วยอีกคนหนึ่ง"  แม้คนกล้าอย่างผึ้งยังสั่น เมื่ออ่านการ์ดเชิญในมือ หล่อนรีบทูลลาเสด็จไว้ล่วงหน้า พอถึงวันงาน
ก็ลุกขึ้นอาบน้ำเป็นคนแรกแต่ค่อนรุ่ง และอาบนานกว่าปกติ ปล่อยอารมณ์ไปกับ ลมเย็นที่พัดผ่านในยามเช้า น้ำที่พรูลงมาจากถังฝัก
บัว ตกต้องผิวหน้าไหลสู่ทรวงอกลงจนชุ่มฉ่ำไปทั้งกาย ช่างเป็นยามเช้าที่ชื่นบานที่สุดในชีวิตสาว หล่อนหลับตานิ่งถอนใจเบาๆ เมื่อ
นึกว่าจะต้องคุยอะไรกับพี่ยอดบ้าง หรือเขาจะบอกอะไรเป็นพิเศษไหม พลันขนลุก สักประเดี๋ยวกลับรู้สึกวาบหวามในใจลึกๆชอบกล
หล่อนใช้เวลาส่องกระจก เนิ่นนาน ราวกับต้องมนต์ บรรจงทาน้ำอบ แป้งร่ำ ลงบนผิวนวล อย่างเบามือ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังไม่พอใจ 
ครั้นจะต้องเลือกผ้านุ่ง ก็หยิบมาวางเทียบกันจนหมดกรุ ผืนนี้ก็ไม่ถูกใจ ผืนนั้นก็เคยใส่ไปพบพี่ยอดครั้งแรก ผืนโน้นก็เก่าไปอีก มิใช่
เพียงแค่ต้องวิ่งวุ่นอยู่กับการเลือกสรรผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ยังจะต้องเลือกแหวนเพชรกับสร้อยที่เสด็จทรงประทานให้อีกว่า ชุดไหนจะ
เข้ากับสไบสีไหน ลองผืนนั้น ห่มผืนนี้ อยู่เป็นนานสองนาน กว่าจะได้ผ้านุ่งผ้าห่ม ที่ถูกใจ ดูช่างยากเย็นกว่าปกติเสียเหลือเกิน ยิ่งใกล
้เวลาเรือมารับหัวใจก็เต้นเป็นกลอง เหลียวไปมองหีบเพลงและของกำนัลที่ยอดเคยให้รอบๆ ตัวแล้วขยับสไบอวดพลาง ยิ้มหวานให้สิ่ง
ของเหล่านั้นราวกับมัน คือ คนรักมานั่งมองอยู่ด้วยกันในห้องลำพังสองคน
   ตอนบ่ายพวกผู้ชายมาตามเวลานัด ยอดแม้จะคุ้นกับผึ้งแล้ว ครั้นเห็นความงามของเธอวันนี้ถึงกับตะลึงดังเช่น เณรพลายแก้วนัด
พบนางพิมสองต่อสองที่ไร่ฝ้าย

 "งามประโลมน่ารักเป็นหนักหนา
จะดูไหนเปล่งปลั่งทั้งกายา
ดั่งนางฟ้าลอยฟ้อนฉะอ้อนงาม
จะใคร่ทักด้วยรักกำเริบทรวง
ยังหนักหน่วงไม่เคยก็คิดขาม"

      วงน้ำชาจัดขึ้นใต้ไม้ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ยอดเป็นจุดสนใจของเจ้าภาพชาวอังกฤษ ที่รุมซักถามถึงชีวิตผจญภัยในอเมริกา
สาวๆทึ่งในความโลดโผน มีอิสระไร้ระเบียบของชาวอเมริกันยุคบุกเบิก
   "คุณดูปองท์ เห็นอเมริกามากกว่าผมนัก"  หลุยส์ตบไหล่ ยอดแปลให้ผึ้งฟังเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่เธอเดาได้ และโต้ตอบได้ดี
   "คุณไม่ยอมเล่าเรื่องสงครามกลางเมืองเลย กฎหมายเลิกทาสใหม่อาจกวนใจคุณนะคะ"  แฟนนี่หมาย ถึง พระราชบัญญัติพิกัด
เกษียณอายุลูกทาสลูกไทย ซึ่งคลอดจนได้เมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2417 (ค.ศ. 1874)
   "ไม่กังวลเท่า ในหลวงที่กลับมาประชวรไข้ป่าอีกดอกครับ มิสแฟนนี่"
   "น้องผึ้งนิ่งอยู่ได้ ไปเล่นเปียโนให้ฟังดีกว่า เห็นน้องฉันว่า เธอซุ่มซ้อมจนเสด็จบรรทมไม่หลับ"
   เมื่อย้ายไปบนห้องรับรองในตึก ผึ้งเกี่ยงให้แฟนนี่เล่นเพลงใหม่ๆ ที่นิยมตามโรงมหรสพ ในปารีสก่อน
   "ถึงตาเธอแล้ว"  แต่ผึ้งยังลังเล
   "ต้องมีนายทหารมานำไป"  หลุยส์ร้องเชียร์ผลักหลังยอด ให้เข้าไปโค้ง แล้วยื่นมือให้ผึ้งจับ คุณข้าหลวงหน้าแดงกล่ำก้มหน้านิ่ง
จนเจ้าของบ้านบอกว่า
   "เถอะน่า ฉันไล่พวกบ่าวลงไปหมดแล้ว ไม่มีใครเห็นหรอก"  นั้นแหละจึงหลับหูหลับตายื่นปลายนิ้ววางบนฝ่ามือยอด พามานั่ง
ที่เก้าอี้เปียโน
"ขอบคุณเจ้าค่ะ คุณนายทหาร"
ยอดยืนมองหล่อนขยับผ้าห่มให้รัดกุม จัดผมทรงกระทุ่มอันทันสมัยเสร็จแล้ว ร่างสูง ผิวพรรณเกลี้ยงเกลานั้น นั่งตัวตรงสูดหายใจเข้า
ปอดลึกๆ ผ่อนลมออกจนทรวงอกไหวเรียกสมาธิ เธอเล่นเพลงง่ายๆ ก่อน ผึ้งเริ่มหายประหม่าแล้ว เธอเปลี่ยนไปเล่นเพลงที่ยากขึ้นแต่
ไม่เร็วนักของโชแปง ทำนองเศร้าๆ คนเล่นหลับตาพริ้มพาอารมณ์เพลินไปสักสองท่อน ก็สะดุด
   "โอ๊ว!"  เพื่อนสาวตกใจ แต่ยอดนิ่งอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป แลเห็นแม่ผึ้งแก้มเป็นสีชมพูเพราะเขินอาย แต่หล่อนช่างจิตใจมั่น
คงนัก เพียงเสี้ยววินาที ก็นึกทำนองจนกลับมาคุมจังหวะท่อนต่อไปได้โดยราบรื่น
   "แม่คนเก่ง เผลอยิ้มอย่างมีชัยเชียวนะ"  ยอดชม เมื่อผึ้งหันมาสบตาว่า แค่นี้ไม่ต้องกังวลดอกเจ้าค่ะ
   "บราโว"  ทุกคนปรบมือให้ 
   "เก่งมากสมกับเป็นเพื่อน อุ๊ย.. ง่า เป็นน้องรักของฉัน"  แฟนนี่ประกาศ  "พี่ปล่อยให้เธอสองคนมีเวลาทำความรู้จักกันตามลำพัง
ต่ออีกสักพักก่อนกลับวังนะ พวกเราจะไปทำอะไรเบาๆ ทานกันในครัว"
   "ให้บ่าวของผึ้งขึ้นมาเฝ้าเป็นเพื่อนไหมเจ้าค่ะ"  กลั้นใจถาม แคโรไลน์เลยโบกมือตอบว่าไม่จำเป็น
   "พี่ไม่คิดว่าจะเห็นชาววัง นุ่งห่มสไบมาเล่นเปียโนได้เช่นนี้เลย"  ยอดเดินเข้ามาเบื้องหลัง ผึ้งรู้สึกถึงไออุ่นในตัวเขาคงจะใกล้มาก
เชียว จึงก้มหน้าเอานิ้วกดคีย์เล่นเบาๆ
   "ตั้งใจจะให้เก่งกว่านี้เจ้าค่ะ เล่นแล้วมีความสุข อยากให้คนฟังสุขใจเหมือนผึ้งด้วย"  หันมาสบตากันนิ่ง
   "คนฟังที่เข้าใจร่วมกับผึ้งได้น่ะ น่าจะเป็นคู่ชีวิตเธอด้วยนะ"  ยอดถือโอกาสนั่งข้างๆ ทำให้ดูแนบเนียน "พี่ฝันเห็นบ้านริมน้ำอย่าง
นี้ มีพี่นอนฟังเล่นทุกวัน...คงเหมือนอยู่บนสวรรค์"
   "จะนั่งจะนอนฟังก็ได้เจ้าค่ะ ผึ้งมีอีกเพลงจะเล่นให้เฉพาะกับพี่ อุ๊ย….อย่ามาใกล้นักนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวเล่นไม่ถนัด"  เธอคุ้นเคย
กับเขามากขึ้น  "เพลงของบาร์ค ชื่อ Air ที่ G Minor เจ้าค่ะ จังหวะน่ารักดี"
   แม่ข้าหลวงร้ายจริงๆ เก็บเพลงเก่งเอาไว้ให้ยอดฟังตามลำพัง เพลงนั้นยอดเห็นว่าเร็วแต่ร่าเริงอ่อนหวาน บางท่อนกระจุ๋มกระจิ๋ม
เหมือนคนเล่น ต้องไล่นิ้วไวราวกับมีคนช่วยเล่นอีกสองคน ผึ้งแกล้งจบลงด้วยเพลงไทยเดิมท่อนหนึ่งที่คุ้นหู
   
    "เขียนอะไรอยู่เจ้าคะ"   ยอดจดอะไรลงบนเศษกระดาษยุกยิก
   "ยังไม่ให้อ่าน แต่สำหรับเธอ"  เขาพับใส่กระเป๋าไว้ จ้องหน้านับขนตางอนๆครบทุกเส้น  "ตั้งแต่รู้จักเธอ พี่เป็นได้หัวเราะเสมอ
ผึ้งแตกต่างกับครอบครัวพี่มากนะ พวกเราเอาแต่เคร่งขรึมกับราชการ บางทีคนเขาไม่เข้าใจหาว่าหยิ่ง ผึ้งเหมือนยาวิเศษ ชุบจิตใจ
พี่ที่ผ่านความโหดร้ายหม่นมองมานาน"
   "ผึ้งรู้สึกเหมือนกันว่าเรา สนใจอะไรเหมือนกันหลายอย่าง คุยกันได้ ถึงพี่ยอดจะแก่กว่า แต่ผึ้งคุยได้เหมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานาน" 
หล่อนว่า  "หรือเพราะพี่ผ่านโลกที่เจริญและเป็นผู้ดีเหมือนกันนะ" 
   "ฝรั่งเขาว่ามัน Click กัน"  ยอดได้กลิ่นอบร่ำสูดเข้าเต็มปอด แปลกใจครันๆว่า เคยผ่านผู้หญิงมาแล้วแท้ๆ แต่วันนี้อัดอั้นราว
กับเด็กหนุ่มรุ่นกระทง ยิ่งเวลาอยู่ลำพังมีน้อยนิด เลยขยับเข้ามาอีกจนแขนแทบสัมผัสกัน คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ

"ปากสั่นหวั่นจิตแค่คิดความ
ขยับปากแล้วก็คร้ามประหม่าใจ
เอาความรักหักจิตที่คิดกลัว
กระถดตัวย่างเยื้องมานั่งใกล้"

   "แฝดสยามอิน-จัน เคยทำนายว่าพี่จะเดินทางไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบหญิงสักคนที่เปลี่ยนพี่จนอยู่กับที่ได้... พี่คิดว่าจริง พี่อยากมี
เรือนแล้วตอนนี้"
"เรือนของพี่ยอดจะเป็นแบบไหนเจ้าคะ"  หล่อนชักสนใจไม่ยักเขิน  "ผึ้งชอบเรือนแบบฝรั่งอย่างนี้เจ้าค่ะ ชอบห้องที่เป็นสีขาวทันสมัย
โคมระย้าและชานหินอ่อนจากนอก..."
"พี่จะทำให้ เธอจะมาอยู่ไหมล่ะ เอ... ลืมไป แม่พี่บอกว่าเรามันเป็นญาติๆกันนะ"  ยอดแกล้งตีหน้าเศร้า
"อย่างนั้นก็แต่งงานกันไม่ได้ซิเจ้าคะ โถ…."  
"ยังไงก็จะไปสู่ขอ เราโชคดีมากที่ได้รู้จักรู้ใจกันก่อน ว่าแต่จะแสนงอนกว่าพวกแหม่มเท่านั้นละ"
"แหม ไม่ร้ายนักดอก"  หล่อนค้อน  "เพียงแต่ผึ้งไม่เหมือนแม่ๆ เอาใจชายสารพัด กว่าจะขออะไรพ่อทีอ้อมไปอ้อมมา เหนื่อยนะเจ้าคะ
ผึ้งขอให้พี่ยอดเอาใจน้องบ้าง ไม่ต้องเห็นด้วยเสียทุกอย่างนะ ค้านบ้างก็ไม่ว่า"
   "ก็ทันสมัยดี"  ยอดฟังเพลินแล้วมีสะดุ้งเอาตอนท้าย
   "แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องผึ้งนี่ละ"  พูดได้เท่านั้น ปลายจมูกของยอด ก็หันมากระทบที่ติ่งหู
   "อยากให้รู้จ๊ะ"
   "พี่ยอด..."  ผึ้งขนลุกเกรียว มาเจ้าชู้ยักษ์แบบเดียวกับพ่อพลายแก้วใน ขุนช้างขุนแผน ที่แอบอ่านเสียแล้ว ปลายจมูกนั้นไล่ลงมา
ที่แก้ม เสียงสูดหายใจดังฟอดใหญ่
   "อยากให้รู้ว่ารักเหลือเกิน"  มือเริ่มเปะปะลูบไล้ไปที่หัวไหล่
   "เดี๋ยวใครเห็น บ่าวตั้งเยอะแยะ"  หยิกต้นขา ดันให้เขาออกจากเก้าอี้ ยอดเลยคุกเข่าลงข้างเก้าอี้ โอบเอวแล้วเอาหัวพิงแนบกับ
ตัก อีกมือคว้าแขนหล่อนไม่ให้ผลักอีก เขารู้สึกถึงความอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าทุกชิ้น

"จับมือถือนิ้วเจ้าพิม (น่าจะเป็นผึ้ง) ชม
สวยสมสิบนิ้วเสน่หา
ซบพักตร์อยู่กับตักไม่เจรจา
พี่จะลาแล้วแม่ผินมาดีดี"

   "เชื่อละเจ้าค่ะว่ารัก"  ผึ้งตอบอ่อยๆ ก้มหน้าว่า  "แต่ใจร้อนเหลือเกิน"  เลยถูกจูบแก้มเข้าอีกที
   ก่อนลากลับนั้น ยอดส่งโน้ตที่เขียนไว้ใส่มือแม่ผึ้ง  "ไปเปิดดูในเรือนะ"  ณ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ข้าหลวงคนสวยยิ้มเมื่อข้อ
ความในกระดาษนั้นว่า
   "พบกันวันนี้ พี่ก็มั่นใจว่ารักแม่ผึ้งมากเพียงใด ยามที่น้องเล่นเพลงให้ฟัง มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของพี่โดยแท้….

   พิศร่างสูงสง่า       แลท่วงท่าดั่งนางหงส์
ปลายนิ้วเจ้าบรรจง      เปียโนฝรั่งฟังซึ้งใจ
   สำเนียงเพลงร้อยรัก   น้องชะงักโอ้ใจหาย
กลับยิ้มตั้งจิตได้        ไล่ทำนองของโชแปง
   พี่เผลอแนบอิงตัก    ขอฝากรักผึ้งอย่าแคลง
จริงแท้มิแอบแฝง       อยากเคียงเจ้าทุกเช้าเย็น
   My Dearest,
         This is my finest hour and definitely,
         My finest moment in life.
                           Yod Dupont

วันเผชิญหน้า
   จ่าทราบว่าจะมีการสู่ขอคุณผึ้งกันในต้นปี พ.ศ. 2418 อยู่แล้ว แต่ความตึงเครียดของวังทั้งสองเกิดชิงขาดผึงขึ้นก่อนในคืนวันที่ 27
ธันวาคม พ.ศ. 2417 มันทำให้ชีวิตของคุณทั้งสองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
   "ท่านขุน...เร็ว รีบกลับวังหลวงขอรับ"  พลตระเวน วิ่งร้องเสียงหลงมาตามถนนเจริญกรุง

taiswanprasard-11

ยอดควบเจ้าทหารหน้ามาถึงพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ ก็เห็นแสงเพลิงสว่างมาแต่ในกำแพงวัง
บริเวณนั้นเป็นทั้งโรงพิมพ์อักษรพิมพ์การ โรงแก๊ส และคลังแสงสำคัญที่อาจระเบิดเมื่อใดก็ได้

   "อะไรของมึงวะ ไอ้ทิม"
   "ไฟๆ ขอรับ โอ๊ย ฉิบหายแล้ว... ไฟไหม้วัง"
   "หา….เร็วทหารหน้า ไปเดี๋ยวนี้"  ยอดจำได้แต่ว่าควบม้าคู่ใจฝ่าความมืดในคืนที่ค่อนข้างหนาว พอเลี้ยวขวาตรงท้ายวังผ่าน
มาถึงพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ (ตรงข้ามกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน) ก็เห็นแสงเพลิงลุกสว่างจ้า
   "ไปเข้าประตูเทวาพิทักษ์ ขอรับ ติดกับป้อมสิงขรขันธ์นั่นละ"  ทหารคนหนึ่งชี้ทาง
   "ตรงนั้นมันโรงแก๊สกับตึกเก็บดินปืนนี่"  ยอดร้องด้วยความตกใจ เขาควบม้าเข้าประตูตรงไปที่ตึกดิน พวกควาญ จูงช้างต้นหนี
จากโรงช้างทั้งสี่ ที่อยู่ใกล้ๆ สวนทางออกมา
   "เย็นไว้ทหารหน้าอย่ากลัว"  ยอดดึงม้าหลบหลังศาลาได้อย่างหวุดหวิด เขาพบไอ้น้อมและทหารในสังกัด ช่วยพวกทหารล้อมวังส่ง
ถังน้ำดับไฟจ้าละหวั่นอยู่
   "ครูยอดมาพอดี"  จมื่นสราภัยฯ โบกมือให้ มีพวกนายทหารรักษาวัง ยืนล้อมเอะอะกันรอบๆ ท่าน
"เอาทหารออกไปคุมทางประตูวิมานเทเวศร์ เร็ว พวกล้อมวังเขาเห็น ทหารวังหน้ากรูมาเป็นขบวนเลย"
    "ขอรับ ไอ้น้อม เรียกพวกเรามา"  ยอดสังเกตว่าพลตระเวนบางคน คว้าปืนติดมาด้วย พอถึงหน้าประตูวิมานเทเวศร์ (บริเวณ
ทางเข้าวัดพระแก้ว) ซึ่งใกล้วังหน้าที่สุด ยอดก็เห็นทหารล้อมวัง เอะอะ ด่าทอกับทหารวังหน้า ถึงกับเริ่มผลักกันลงไปคลุกฝุ่น
   "เฮ้ย หยุด พวกเอ็งอยู่หน่วยไหน"  ยอดควบม้าเข้ากลางวง
   "วังหน้าท่าน ให้เรามาช่วยดับไฟ ทำไมไม่ให้เข้าไปล่ะ"
   "อย่าให้เข้านะท่านขุน เราคุมไฟอยู่แล้ว ยามวิกาลไว้ใจใครได้เล่า"  กรมวังคนหนึ่งสำทับ
    "อ้าว ครูยอดให้ฉันเข้าไปเถิด"  พี่ตี๋ถือถังน้ำแหวกกลุ่มพวกกรมฝรั่งแม่นปืนออกมาทัก
"งั้นวางอาวุธก่อน"  ยอดหาทางออก แต่พวกล้อมวังยังไม่ยอม ความโกรธร้อนแรงแข่งกับแสงเพลิง
   "พี่ตี๋ ไอ้เวรนี่มันไม่ไว้ใจเพื่อนฝูงเลยหรือ"  พวกวังหน้าด่าทอกันอื้ออึง
   "ฉันจนใจจริงๆ"  ไอ้น้อมและพวกตระเวนไม่ทราบเรื่อง เห็นฝ่ายโน้นมีปืนมาก็ประทับปืนขึ้นขวางประตูไว้
พวกฝรั่งแม่นปืนทิ้งถัง คว้าปืนขึ้นเตรียมเหมือนกัน ดาบปลายปืนวาววับ ยอดดึงปืนแซ่หกหลังม้าจากซองแล้ว
ขยับขึ้นนกสับดังกริก  "ฉันได้รับคำสั่งมาอย่างนี้ ขอโทษด้วยพี่"  
   "งั้นเราไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไป"  พี่ตี๋คำราม

arsenal1 copy1 Gate-1

ภาพซ้าย - ผังในวังหลวงสมัยต้น ร.5 ในคืนวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2417 
1. ในกรอบดำ บริเวณตึกโรงแก๊ส โรงแสงเก็บดินปืน โรงพิมพ์หลวงอักษรพิมพ์การ เหนือกรอบนี้คือวัดพระแก้ว
2. ที่อันตรายเพราะวัตถุระเบิดเหล่านี้อยู่หน้าหมู่พระที่นั่ง และที่ประทับในหลวงเกินไป
3. ยอดลัดเข้าทางขวาของวังที่ประตูเทวาพิทักษ์ ติดกับป้อมสิงขรขันธ์ มุมล่างขวาสุดคือพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ ตรงข้าม
กระทรวงกลาโหมปัจจุบัน ที่นี่ ร.5 ทรงให้ปลูกโรงช้างเพิ่ม 4 โรง เห็นที่ริมกำแพงขวามือ
4. ยอดปะทหารวังหน้าที่ประตูวิมานเทเวศร์ (ภาพขวา - บริเวณทางเข้าวัดพระแก้ว) อยู่เลยกรอบออกไปทางเหนือ เป็น
ทางสำคัญเพราะหากมีผู้คิดร้ายเข้ามาได้จะสามารถผ่านหมู่ปราสาทต่างๆกลางวังหลวงมาที่ไฟไหม้ ซึ่งจะคุมกันยากใน
เวลาโกลาหลคืนนั้น  
หมายเหตุ ด้านซ้ายของผังปัจจุบันคือพระที่นั่งจักรีซึ่งมีแผนจะสร้างในไม่กี่ปีถัดมา

palace-11 copy

ต่อมาได้รื้อโรงแสงทิ้งสร้างพระที่นั่งบรมพิมาน ตึกแบบฝรั่งที่ใช้รับแขกเมืองในปัจจุบัน ที่เลข 1 ในภาพ

โปรดรอติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

จ่าน้อม ทหารหน้า

มิถุนายน 2551

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com