Home

Lady Trouble
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
กลับลุ่มเจ้าพระยา
แม่ตัวร้าย
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

แก็ตลิ่งกัน

   ที่สนามหญ้าหน้าสถานกงสุลอเมริกัน ร้อยตรีหลวงศัลยุทธสรกรร หรือเด็กชายเจิมซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน ยอดเคยพบที่ท่าน้ำในคืนที่
หนีลงเรือไปอเมริกา ต้องตกตะลึงจังงังเมื่อได้ยินยอดเล่าถึงอานุภาพของปืนกลแก็ตลิ่งซึ่งกองทัพญี่ปุ่น ทดลองในโตเกียวว่ายิงเร็วถึง
200-300 นัด ต่อนาที หากมีมันเพียง 3 – 4 กระบอก ก็เปรียบได้กับทหารราบทั้งกองพันเลยทีเดียว ยอดยกตัวอย่างประสบการณ์ที่
ต้องรักษาฐานปืนใหญ่ จากการชาร์จของทหารม้าฝ่ายใต้ว่าปืนแก๊ปบรรจุทีละนัด ไม่อาจหยุดศัตรูได้
   "ถ้าตอนนั้น มีปืนแก็ตลิ่งแล้วละก้อ สักกี่พันเข้ามากระผมก็ไม่กลัว สยามควรมีปืนนี้ใช้บ้างขอรับ"
   เขาแปลกใจที่คุณหลวงตอบเสียงเครียดว่า  "คงอีกไม่นานหรอก เกรงแต่มันจะอยู่ในมือคนอื่นน่ะซี"
   "เอ๊ะ ท่านจะว่ามีคนสั่งมันเข้ามาแล้ว......"   จ่าครูฝึกตัวเย็นวาบทันที
   "ถูกต้อง และไม่ได้ซื้อให้ทหารรักษาพระองค์ของในหลวงเสียด้วย"  ท่านกระซิบได้ยินกันสองคนว่า  "เป็นความลับนะ คนที่
สั่งซื้ออาจหวังดีก็ได้ แต่เมื่อไหร่หลุดไปอยู่กับกลุ่มที่คัดค้านแผนการปฎิรูปของในหลวงท่าน ปืนกลนี้อาจถูกนำมาท้าทาย กับกองทัพ
หยิบมือเดียวของพระองค์"
   "ตลกละขอรับ นอกจากกองทัพแล้วใครจะมีอำนาจสั่งซื้ออาวุธร้ายมาได้อีก"  

Gatling 2

ปืนแก็ตลิ่งรุ่นแรกของสยาม ผลิตโดยโคลท์ เป็นแบบ 10 ลำกล้อง ตั้งบนขาหยั่ง 3 ขา สามารถเอาขึ้นหลังช้างได้
กำลังหาเอกสารจากโคลท์อยู่ว่าซื้อเท่าไหร่และกี่กระบอกแน่ คาดว่าไม่เกิน 6 ตัว ปัจจุบันวางแสดงที่พิพิธภัณฑ์สรรพาวุธ
ทบ. (1) คือตัวในภาพนี้ และที่ บก. กองทัพบก ถนนราชดำเนิน (1) พิพิธภัณฑ์ ทร. บางนา (2) ศูนย์ปืนใหญ่ ลพบุรี (1)

DSCF3702-1

ในภาพเห็นฝาปิดท้ายปืน มีคันโยกปิดล็อคท้ายอยู่เหนือตุ้มกลมๆ ด้านล่างจะเป็นเครื่องขันเกลียวปรับมุมกดมุมยก
ลำกล้อง ส่วนการส่ายยิงใช้แท่นปืนกำกับ กระบอกนี้ของพิพิธภัณฑ์ ทร. บางนา

DSCF3701-1

ภาพบนโชว์ลำกล้องทั้งสิบหมุนรอบแกน และศูนย์เล็งทางซ้ายของภาพ

GG22107Rail_assembly-1

แกนหมุนนั้นมิได้เป็นแกนหลักยาวอยู่ตรงกลาง ที่จริงเป็นแกนสองขา แยกโอบมัดลำกล้องไว้

   "ปุ้ทโธ่ พี่ยอดนี่ไปอยู่เมืองนอกมานาน ไม่รู้ระบบราชการยุคปลายกรุงเก่าที่สยามใช้อยู่นี่เลยนะ"  คุณหลวงหัวเราะที่เห็นยอดตี
หน้าเด๋อ  "อำนาจการปกครองในสยามยังกระจายอยู่กับขุนนางจตุสดมภ์ แค่การทหารนี่ กรมมหาดไทยของท่านสมุหนายกเขาดู
ภาคเหนือ ท่านสมุหกลาโหมเขาดูภาคใต้และทหารเรือ ต่างคนต่างระดมไพร่พลในเขตของตนได้ไม่อั้น และมีเงินภาษีซื้ออาวุธได้เอง
พี่จะเถียงฉันหรือ"
    "ง่า….กระผมไม่ทันคิด แต่ในหลวงท่านก็ซื้อได้นี่ขอรับ…."
   "เงินท่านไม่มีหรอก ส่วนกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ฉันอยู่นี่ท่านทรงตั้งใหม่ เริ่มจากมหาดเล็กเพียงสองโหล (เรียกว่า
ทหารสองโหล) ตอนนี้เปิดรับลูกหลานข้าราชการที่ทรงวางพระทัย เพิ่มจนค่อยมีกำลัง 6 กองร้อยแต่ก็ยังเล็กนัก"
   ยอดเพิ่งถึงบางอ้อ เพราะแม้แต่วังหน้าซึ่งเจ้าคุณปู่บ่นว่ามีรายได้เงินแผ่นดินถึง 1 ใน 3 มีทหารมากกว่าวังหลวงตั้งสองเท่า
ในหลวงแม้จะทรงพระเยาว์ก็ทรงตระหนักทันทีว่าต้องมีกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เพื่อถ่วงดุลอำนาจและค้ำจุนพระราช
บัลลังก์ เมื่อจะเข้าบริหารประเทศแทนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  "อนิจจาเจ้าปืนแก็ตลิ่งมันกำลังกลายเป็น
ปัญหาบ้านเมืองเสียแล้วขอรับ"
   "พวกเจ้านายในวัง ก็ยังงงๆอยู่ ไม่มีใครรู้ความร้ายกาจของปืนกลเลย แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันอันตรายกับในหลวงท่าน"  ท่านพูด
เหี้ยมเกรียม  "ต้องชิงมาให้ได้ จะสู้กันฉันก็ยอม"  
   ยอดสังเกตเห็นเป็นครั้งแรกถึงบุคลิกอันโผงผาง เด็ดเดี่ยวและความจงรักภักดีของชายหนุ่มผู้ซึ่งแม้จะมีอายุอ่อนกว่าเขามาก แต่
เจรจาด้วยเหตุผล สุภาพ สง่างามจนรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่วัยเดียวกัน นี่คือเด็กหนุ่มที่ทั้งเมืองกล่าวถึงความกตัญญู ยามที่พ่อของตนตก
ที่นั่งลำบากหาคนมาเป็นทหารไม่ได้ ก็ขันอาสาสมัครเป็นทหารมหาดเล็กเป็นตัวอย่างคนแรก จนคนอื่นเห็นดีส่งลูกหลานตามมากัน
ใหญ่ ความนิยมชมชอบก่อตัวขึ้นกับยอดโดยไม่รู้ตัว
   "กระผมก็ไม่ยอมให้กลุ่มไหนมาขวางพระองค์ท่านหรอกขอรับ กองทัพน้อยๆของท่านจะต้องเป็นแกนนำการแปลงเมืองคราวนี้
คล้ายทหาร Imperial Guard ของจักรพรรดิเมอิจิ"
   เขาหยุดคิดครู่หนึ่งจึงว่า "เอาอย่างนี้ขอรับ เราแย่งปืนมาด้วยปัญญาดีกว่า กระผมพอช่วยเขียนอธิบายวิธีใช้เจ้าแก็ตลิ่งนี่ได้ เอา
ให้เห็นอานุภาพของมันให้กระจ่างก่อน"
   "พี่ยอดพูดตรงใจฉัน รีบทำเป็นรีโปท (รายงาน) มา"  คุณหลวงยิ้มออก  "ใช่แล้ว ทรงใช้ กองทัพน้อยๆนี้รวมคนหนุ่มรุ่นใหม่เตรียม
ส่งเข้าแก้ไขสยาม ถึงพี่ยอดแก่กว่าฉันหลายปี ก็เป็นพวกฉันได้นะ"
   "กระผมไม่กล้าอาจเอื้อมดอกขอรับ เพียงแต่อยากช่วยท่านเท่าที่พอทำได้" 
   "อย่าขัดฉันน่า คนที่รู้ภาษาฝรั่ง เคยไปรบ ไปเห็นของจริงในภาคสนามมากกว่าพวกฉันใช่จะหาง่ายนัก"  ท่านเอ่ยชวนว่า 
"เรามาร่วมมือ ถือเป็น "กลุ่มสยามหนุ่ม" กันดีกว่า"
   "ขอบพระคุณขอรับ"  เขาดีใจที่พบคนอุดมการณ์เดียวกัน แต่ระบายความทุกข์ใจว่า   "กระผมขอเตือนว่า "กลุ่มสยามหนุ่ม"
อาจพบอุปสรรคมากกว่าในญี่ปุ่น ที่โน่นซามูไรหนุ่มเคยผ่านศึกมาแล้วได้ขึ้นบริหารราชการเด็ดขาด เหมือนได้ปราบดาภิเษก เขารบ
ชนะโชกุนจึงหาคนมาค้านยาก"
   "ฉันฟังดูเหมือนว่าพี่จะพบปัญหากับตัวอยู่นา…."
   "ใช่ขอรับก็เพราะที่สยามยังมี "กลุ่มสยามเก่า" คุมอยู่เต็มเมือง กระผมเองลองเปลี่ยนแค่วิธีฝึกทหาร ยังโดนสยามเก่าในกองทัพ
เล่นงานเสียแทบแย่"
   "ไหนเล่ามาซิ"
   เมื่อคุณหลวงศัลยุทธฯ สอบถามถึงข้อกล่าวหาทุจริตจนทราบโดยละเอียดแล้ว จึงเสนอแนะวิธีแก้ว่า
"ฉันนับพี่ยอดเป็นพวกกันแล้ว รับรองไม่ทิ้งกันและไม่เชื่อข้อกล่าวหานั่นหรอก ฉันจะนำรีโปททูลเกล้าถวาย เรื่องความร้ายกาจของ
แก็ตลิ่งกัน กลไกการทำงาน อะไรก็ได้ที่พี่รู้"

Gatling 3

    ภาพนี้แลเห็นช่องเสียบแม็กกาซีนชัดเจน นายแพทย์แกตลิ่งเป็นผู้ออกแบบ ให้ บ. โคลท์ผลิต ในช่วงสงครามกลางเมือง
    แต่ติดปัญหาเรื่องกระสุนปลอกโลหะไม่ได้คุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับปืนบรรจุท้ายร่วมสมัยนั้น จนกระทั่งมี
   กระสุน .45 ออกมาใช้จึงมีประสิทธิภาพเต็มพิกัด แผ่นกลมๆ บนปืนเขียนว่า
   Gatling's Battery Pat. Nov. 4, 1862 May 9, 1865 Feb. 28, 1871 Apr. 4, 1872Made by Colt's Pt Fire Arms
   MFG Co. Hartford Conn .U.S.A.

Gatling1
GG221121_gatgun2 bolt-1

ก้านสีดำคือลูกเลื่อน
ระบบการยิงของปืนแก็ตลิ่ง  (ภาพบนสุด) ถอดแม็กฯออก เปิดฝาครอบให้เห็นท้ายรังเพลิงแต่ละลำกล้องจะชนกับแท่งลูกเลื่อน
10 แท่งที่สลับกันวิ่งตามจังหวะการหมุนแกนที่อยู่ด้านขวาของปืนซึ่งไปหมุนเฟืองตัวใหญ่ (ภาพล่างขวา) ที่จะสลับกันรั้งลูกเลื่อน
แต่ละตัวให้ถอยออก จนกระสุนในแม็กฯหล่นลงในรางของแท่งลูกเลื่อนตัวนั้นๆ
 เมื่อหมุนคันโยกต่อไปเฟืองใหญ่นี้จะดันลูกเลื่อนและกระสุนเข้ารังเพลิงทีละแท่ง พร้อมกับสปริงเข็มแทงชนวนทำงานลั่นกระสุน
ทันทีที่ลูกเลื่อนปิดสนิท
ครั้นหมุนต่อไปจวนครบรอบลูกเลื่อนจะถูกรั้งกลับคัดปลอก ปล่อยให้ลำกล้องถัดไปนำลูกเข้ารังเพลิงและยิงต่อเนื่องกันอยู่ใน
กระบอกคุมลูกเลื่อน (Bolt carrier) ดังภาพล่างซ้าย

GG2214bolt_carrier-1 GG221121_gatgun-1

   ยอดจึงแอบเขียนรีโปท พร้อมร่างภาพกลไกการทำงาน ตลอดจนแผนการเตรียมจัดตั้งกองร้อยปืนกลขึ้นใน 1-2 ปี ข้างหน้า
แทรกความเห็นด้านยุทธวิธี การรุกรับด้วยปืนแก็ตลิ่ง สนับสนุนอิงจากประสบการณ์ ในสงครามกลางเมืองไว้ด้วย แล้วข้ามไป
อาศัยแท่นพิมพ์คุณหมอบรัดเล่ย์ทำรูปเล่มอย่างดี เสร็จก็รีบส่งถึงมือคุณหลวงที่บ้าน
   "ละเอียดดี ไม่ผิดหวังเลย"  ท่านพลิกอ่านเร็วๆ
   "กระผมจะถูกสอบพรุ่งนี้แล้วขอรับ"  ยอดเตือนอย่างร้อนใจ
   หลวงศัลยุทธฯ สัญญาจะหาทางยับยั้งให้จงได้ ขอให้อดใจรอ เพราะขณะนั้นท่านเองมีภาระเนื่องจาก เจ้าคุณพ่อของท่านเกิด
ล้มป่วยกะทันหันด้วยโรคนิวโมเนีย แต่จนถูกสอบสวนซ้ำหลายวันแล้ว ยอดก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณหลวง แต่ละครั้งมีขุนศรี
พลาธิการเป็นตุลาการคนหนึ่งด้วย ท่านขุนคนนี้ เป็นผู้ควบคุมการเบิกจ่ายโดยตรง กลับลอยตัวเหนือข้อสงสัยทั้งปวงอย่างน่าพิศวง
   
   เมื่อถึงวันฟังผลการตัดสินนั้น ยอดอยู่ในอาการสิ้นหวัง รายงานเรื่องแก็ตลิ่งกัน เป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง กว่าจะได้พบหลวงศัลยุทธฯ
อีกครั้ง เขาคงอยู่ในคุกหรือไม่ก็ถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว
   "เฮ้อ เวรกรรม เห็นแต่แรกนึกว่าจะเป็นเด็กดี ไม่น่ามาหลอกใช้กันเลย"  
   เขาถอนใจอยู่กลางห้อง เสียใจว่าคิดผิดที่กลับมาสยาม ตุลาการเริ่มอ่านสำนวนสอบสวนปรักปรำเขา
ลอยๆไร้พยานอย่างยืดยาว ชักทนรำคาญไม่ไหวเลยเผลอร้องค้านดังๆต่อหน้าคณะตุลาการว่า 
   "กระผมแสดงบัญชีเบิกจ่ายไปจนครบแล้ว เป็นการเบิกเบี้ยเลี้ยงทหารเวลาออกฝึกนอกกรมโดยสุจริต"
   เขาจ้องหน้าไล่ลำดับจากขุนศรีฯ ไปจนถึงท่านเจ้ากรมผู้เป็นประธานต่างตกใจไปตามๆ กัน
    "ท่านขอรับ กระผมยังขอยืนยันด้วยเกียรติของทหารและวงศ์ตระกูลว่า กระผมถูกปรักปรำ"
   "ไอ้ยอด แกระวังกิริยาต่ำๆ นี่สักหน่อยนะ"  ท่านเจ้ากรมดุเสียงกร้าว เขาสังเกตว่ามีนายทหารรักษาพระองค์คนหนึ่งแอบฟัง
อยู่หลังประตูห้อง ส่วนขุนศรีฯ เลยถือโอกาสยื่นคำสรุปให้เจ้ากรมรีบอ่านคำตัดสินพลางยิ้มเยาะว่าเสร็จละคราวนี้เห็นจะเอาตัวไม่
รอดแน่ นึกว่าเก่งสักแค่ไหน
   "ขอค้านขอรับ ทำไมไม่สอบไอ้จีนพ่อค้าตามที่กระผมขอบ้าง นี่มันศาลเตี้ยนี่หว่า"
   "มึงกล้าด่ากูเชียวหรือ"   เจ้ากรมลุกขึ้นกระทืบเท้า
   "ครูยอด ถึงจะปากแข็ง แต่คุณต้องรู้ว่าผลการตัดสินถือเป็นที่สุด"  ขุนศรีฯพยายามคุมอารมณ์
   "ไอ้ยอด เอ็งตั้งใจฟังคำตัดสินให้ดีๆ....."  แล้วท่านเจ้ากรมชะงักเมื่อคนสนิทเข้ามากระซิบขัดจังหวะ "อะไรกันวะ ทำไมให้
มหาดเล็กมาตอนนี้ จะรอให้ข้าตัดสินไอ้คนอวดดีนี่ก่อนไม่ได้เชียวหรือ"  ท่านหัวเสีย  
   "เขาเชิญหมายรับสั่งด่วนมาขอรับ ทรงให้นายจ่ายวดจากกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์มาด้วย บอกว่าขอให้หยุดไว้ก่อน
จนกว่าจะเห็นรับสั่งขอรับใต้เท้า"   เจ้านั่นกระซิบตอบรีบวิ่งตามเจ้ากรมไปนอกห้องปล่อยให้ยอดเหงื่อแตกรอชะตากรรม อึดใจต่อ
มาท่านกลับมาดูหน้าเสีย นั่งอ่านหมายที่มหาดเล็กมอบให้ท่านหลายเที่ยวแล้วหันไปพูดกับนายทหารที่ยอดเห็นแอบหลังประตูซึ่ง
ตามเข้ามาด้วยเสียงอ่อยๆว่า
   "รู้ละนายจ่ายวด แกกลับไปก่อนได้"
   "ขอฟังด้วยเถิดขอรับ กระผมจะได้ไปถวายรายงานถูก"  นายจ่ายวดไหวทัน ชิงยืนยันจะขอฟังคำตัดสินอย่างอาจหาญอยู่หลัง
บัลลังก์ ท่านเจ้ากรมจนใจ มองยอดด้วยแววตาแปลกๆ ก่อนเรียกชื่อเขาเสียไพเราะว่า
   "ฮะแฮ่ม…นายยอด......"
   "ขอรับกระผม"
   "เท่าที่แกว่ามา ฉันก็พอเห็นว่าไม่เกี่ยวกับข้อกล่าวหานัก"  
   "อ้าว…..ท่าน…."  ตุลาการอื่นๆ หยุดยิ้มมองหน้ากัน  
   "เรื่องนี้แกก็ไม่ถึงกับผุดผ่อง ทำโดยไม่ปรึกษาหลายอย่าง ส่วนหลักฐานที่จะมัดแกมันก็อ่อนนัก ไอ้ทหารที่กล่าวโทษแก มันก็โดน
ไล่ออกนานแล้ว น่าจะคิดพยาบาทแกเป็นส่วนตัว....."
   "แต่ว่าเรามีความเห็นอีกอย่างนี่ใต้เท้า"   ขุนศรีฯ รีบสั่งให้จับยอดใส่ตรวน เลยถูกห้าม
   "ขุนศรีฯ เรื่องบัตรสนเท่ห์อะไรนี่ฉันขอสักครั้งเถิด ใครก็แต่งขึ้นได้ ออกจะลือกันไปกรมอื่นอายเขา"  ท่านหันมาที่ยอด  "ที่จริง
แกควรถูกออกจากราชการ ฉันเสียดายว่าเคยมีความชอบอยู่บ้าง ตอนนี้กรมทหารหน้าเขาขาดพลตระเวนในกรุง ฉันย้ายแกไปให้
พ้นจากนี่น่าจะดีกว่า"
   เสียงบ่นพึมพำดังทั่วห้อง ยอดเองก็งงงันราวกับตายแล้วเกิดใหม่ รีบวันทยหัตถ์   "กระผมต้องย้ายเมื่อไหร่ขอรับใต้เท้า"
   "ไอ้ฉิบหาย ไปเสียวันนี้กูก็ไม่ว่า"  ท่านเจ้ากรมหมั่นไส้จนหนวดกระดิก  "อีกอย่างหนึ่ง มีหมายรับสั่งจากพระเจ้าอยู่หัวว่า
กรมทหารมหาดเล็กฯเขาจะได้ปืนกลมาในปีหน้าแล้ว เขาทูลขอแกไปช่วยเตรียมฝึกคนไว้ ถ้าฉันไล่แกออกวันนี้ จะเลยกลายเป็นขัด
พระราชประสงค์"
    'คุณหลวงช่างสมเป็นทหาร รักษาคำมั่น มาช่วยผมได้จริงๆ'  ยอดเดาได้ว่ารอดเฉียดฉิวเพราะใคร เขาพูดกับขุนศรีฯเพียงรู้กัน
สองคนว่า  "ไอ้ขุน สักวันข้าต้องสืบจนรู้ความจริงให้จงได้"
   "จับข้าไม่ได้ง่ายๆหรอก ไอ้ฝรั่ง"   ขุนศรีฯผลักอกท้า ทั้งคู่กำหมัดรี่เข้าหากันกลางศาล
   "เฮ้ย หยุดโว้ย"  
   มีคนมาช่วยแยกออก ขุนศรีฯ จ้องยอดด้วยความอาฆาตจนลับตา เขาพบนายจ่ายวดยืนกอดอกพิงผนังตึกรออยู่ แกเอียงคอทัก
แปลกๆด้วยท่าทียียวนว่า
   "หวิดเข้าตะรางเชียวนะท่านขุน พอรับสั่งเสร็จพวกฉันก็วิ่งจากที่ประทับเหนื่อยแทบตาย"
   "ขอบใจคุณมาก ถึงเราไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ผมเองไม่ได้มีศักดิ์เป็นขุนหรอกขอรับ"
 "ฮิๆ พี่ยอดนี่เชยนัก เดี๋ยวก็ได้เป็น ครูฝึกทหารหน้าเขาเป็นท่านขุนทั้งนั้นละ หลวงศัลยุทธฯฝากบอกว่าทรงตรัสชมรายงานที่พิมพ์
ราวกับตำราฝรั่ง คงมีฝีมือจริงทำไมเจ้ากรมไม่รู้เรื่องเอาเลย"  
   "เอ สงสัยว่าไปเอาไอ้ปืนกลแก็ตลิ่งมาได้อย่างไรนะ"  ยอดถามขึ้นลอยๆแต่นายจ่ายวดก็ตอบไม่ได้
   
   คำตอบของยอดเกิดก่อนหน้านั้นคืนเดียวที่จวนของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (บริเวณบ้าน
สมเด็จในปัจจุบัน) ชายสูงอายุซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งได้เคย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพัฒนาสยามเคียงข้าง ร.3 ร.4 และสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ รอ
จนแน่ใจว่าเรือของ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์
(พระยศในขณะนั้น) ที่นำพระราชหัตถเลขามาส่ง ได้ออกจากท่ากลับวังหลวงแล้ว จึงสั่งทนายคนสนิทว่า
    "เอ็งรีบไปตามพ่อเจิมมา"  เมื่อเห็นทนายไม่เข้าใจจึงเอ็ดว่า "ก็หลวงศัลยุทธฯนั่นไงเล่า บอกแค่ว่าข้าตกลงใจถวายปืนกลแก็ตลิ่ง
ทั้งหมดเลย เร็วรีบไปเดี๋ยวนี้"
   ในมือของท่านมีพระราชหัตถเลขาความโดยย่อว่า…..ทรงทราบที่กลาโหมซื้อปืนมาใช้ เห็นว่าเป็นอาวุธร้ายจึงทรงทักว่าปืนกล
อย่างนี้ ท่านผู้สำเร็จราชการมีไว้คนเดียวก็ไม่ใคร่ได้ประโยชน์ ทรงขอมาใช้เองในกองทัพอย่างใหม่จะเหมาะกว่า……จากนั้นสมเด็จ
เจ้าพระยาฯก็ยิ้มและ ถวายบังคมไปทางพระราชมณเฑียร นึกชมว่า
   'หม่อมฉันจะปฎิเสธได้อย่างไร คนเขาจะว่าคิดกบฏ นี่ทรงเพิ่งเป็นหนุ่มแท้ๆ พระราชปฏิภาณหลักแหลมนัก ดูรึอุบายมาชิงปืนไป
จากมือเสือเฒ่าอย่างเราได้'
 
ทหารรับใช้
ยอดพ้นมลทินแล้วชีวิตก็มีความสุขขึ้น บ่ายๆช่วยฝึกทหารกองร้อยปืนกล ตกเย็นค่ำมีหน้าที่หัวหมู่พลตระเวน แม้ว่ากองโปลิส จะเริ่ม
ทดลองมีใช้กันตั้งแต่สมัย ร.4 แต่เป็นงานที่ชาวบ้านรังเกียจ ต้องเอาทหารหน้ามาช่วยทำหน้าที่ตั้งแต่คอยปีนจุดไฟโคมแก๊ส ที่ต่อท่อ
เหล็กฝังใต้ถนนจากโรงแก๊ส (บริเวณลานจอดรถหน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ) ไปตามถนนเจริญกรุงและบำรุงเมือง จนถึงตรวจจับโจร
ผู้ร้าย ปรามการซ่องสุมกระทำตนเป็นอั้งยี่ คุมความเรียบร้อย ของโรงฝิ่น โรงบ่อนเบี้ยต่างๆ
   'ถึงเป็นงานต่ำต้อย ก็ยังดีกว่าทนคนอิจฉาริษยาหาเหตุให้เราทุกวันอย่างแต่ก่อน'  ยอดไม่เกี่ยงงานและคืนนี้เขานุ่งโสร่งปลอม
เป็นนักเที่ยวกลางคืน กับทหารที่ไว้ใจได้หลายคน มุ่งไปยังบ่อนแถวท่าเตียนเพื่อตามจับชายคนหนึ่งตามคำขอของผู้เป็นมารดา นึก
สลดว่าแม้โรงบ่อนเบี้ยนี้ถูกกฎหมาย แต่เป็นแหล่งสำมะเลเทเมาของชาวกรุงเทพ เมื่อ 100 กว่าปีก่อน อันเป็นเหตุหนึ่งที่สังคมเวลา
นั้น เกิดการขายลูกเมียเป็นทาสใช้หนี้กันมาก
    "ครูยอดดักโจรร้ายหรือขอรับ ถึงให้พวกเราปลอมมา"  พวกทหารชักสงสัย
   "ไม่ใช่หรอก มันแค่เด็กเกเร แม่เขาวานฉันมาจับน่ะ"  แล้วนั่งจิบสาโทฆ่าเวลาจน 4 ทุ่มจึงมีชายกลุ่มใหญ่เมาเอะอะเข้ามา ใช่
แน่แล้วไอ้คนโย่งๆไม่ผิดตัวแน่ จึงคว้าไม้ตะพดรี่เข้าหาด้านหลัง กระชากคอล้มลง ลูกน้องของยอดรีบประกาศลั่นจนนักพนันทั้งหลาย
ตกใจแตกหนีฮือ
   "อย่ายุ่ง พวกเราเป็นพลตระเวน"
   "เฮ้ย ไอ้... นี่มันอะไรวะ มึงกล้าดีมาจากไหน"  เจ้าโย่งกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่กับพื้นดิ้นจะลุกขึ้น ยอดจึงหวดเข้าด้วยตะพดแล้วกระโดด
กดคอมันไว้  "โอ๊ย เจ็บโว้ย"
   "กูกลับมาสยามตั้งหลายเดือน มึงไม่เคยโผล่หัวมาต้อนรับ"   เขาตะคอก
   "กูจะไปรู้หรือ หน้ายังไม่ทันเห็น"
   "งั้นกูจะปล่อยให้ลุกขึ้นมาดูหน้ากันสักที"  พอมันถูกปล่อยลุกขึ้นนั่งเห็นโดยรอบว่าเพื่อนๆ เผ่นไปหมดแล้ว มันคนเดียวกลางวง
ล้อมจำใจดีสู้เสือไว้ก่อน พยายามจ้องมายังชายผู้อาจหาญมาดักจับก็นึกไม่ออก
    "ไม่ได้พบตั้ง 10 ปีแล้วมึงคงจำกูไม่ได้ เอ้าดูให้ชัดๆ"  พอแสงตะเกียงจับสีหน้ายอด มันก็ตาเหลือกครางอ๋อยว่า "นี่มึง.... เอ๊ย.....
คุณๆ ยอดหรือขอรับ"
   "เออ กูเองไอ้น้อม!"  เขาหัวเราะออก ไอ้ตัวดีรีบนั่งพนมมือแต้งงไปหมด  "เหลวไหลนะ เอาแต่เที่ยวเตร่ แม่เล็กเขารำคาญเลยขอ
ให้ข้ามาจับ"
   "แฮะๆ กระผมไม่ได้ทำทุจริตนะขอรับ เที่ยวกินเหล้า นานๆก็แวะไปขอเงินแม่บ้าง ท่านอย่าประจานกระผมตรงนี้เลย แล้วมีกฎหมาย
ไหนยอมให้แม่บอกโปลิสจับลูกด้วยล่ะขอรับ"  ไอ้น้อมยังนึกว่ายอดยังเป็นคุณชายคุยเล่นได้ดังแต่ก่อน คำตอบของยอดนายทหารคือ
หน้าแข้งซัดเข้าที่สีข้างเต็มรัก
   "พลั่ก! อ๋อย….เจ็บขอรับคุณยอด" 
   "รู้จักอายนะมึง ยังเสือกทำหัวหมอกับข้า กฎหมายเขาไม่ห้ามให้แม่จับลูกดอก กูลืมทิ้งในคุกก็ยังไหว ถ้าไอ้ลูกคนนั้นโตเป็นควาย
แล้ว ยังไม่รู้จักทำมาหากิน"
   "อ๋อย.... คุณยอดปล่อยกระผมเถิดขอรับจะได้ไปหาแม่เล็ก"  ไอ้น้อมทำคลานเข้าบีบนวดขานายเก่า
    "แม่มึงตัดใจยกให้กูแล้ว ลูกเมียกูยังไม่มี กลับต้องมาคอยดูลูกคนอื่น กรรมจริงๆ กูจะเลี้ยงมึงง่ายๆแบบทหาร"  ยอดแกล้งปั้น
หน้ายักษ์ร้องบอกทหาร  "มัดมือมันไปใส่คุกไว้ก่อน พรุ่งนี้ตื่นแล้วจับมันมาโบยต่อหน้าข้าสัก 60 ที อย่าเพิ่งให้ตาย แม่มันจะได้มา
ดูหน้าทัน"
   พอได้ฟังคำขู่ไอ้น้อมก็ร้องไห้โฮเหมือนเด็กๆ ถูกลากไปอย่างสิ้นท่า บ่ายวันรุ่งขึ้น แม่เล็กถือเชี่ยนหมาก เดินกระย่องกระแยง มา
หาถึงในค่าย ยอดจึงสั่งให้ทหารตามไอ้น้อมมา
   "โธ่ คุณเจ้าขา ต้องแรงกับมันอย่างนี้เชียวหรือ"  แม่เล็กอุทานเสียงหลง เมื่อเห็นสภาพลูกชายใส่ตรวนเดินลากกรุ๊งกริ๊งมา เนื้อ
ตัวโดนยุงกัดลายไปทั้งตัว แกชอบใจอ่อนตามใจลูกจนเป็นนิสัย ยอดจุ๊ปากดุไม่ให้พูดอีก
   "ไอ้น้อม เอ็งมีทางเลือกในชีวิตแค่ 2 ทางๆแรก มาเป็นทหารรับใช้ข้า ข้าจะฝึกเอ็งเข้าเป็นพลตระเวน"
   "อีกทางให้กระผมกลับบ้านอยู่กับแม่นะขอรับ"   ไอ้ตัวดี ยังคิดเลี่ยง
   "อยู่คุกโว้ย กูจะแกล้งจับมึงเข้าคุกไปเรื่อยๆ จนกว่ามึงจะกลับตัว เลิกสำมะเลเทเมา"  ยอดกลั้นหัวเราะ ส่วนไอ้น้อมหลับตาปี๋  
   "ไม่เห็นดีสักอย่าง เป็นพลตระเวนคนเขาก็ค่อนว่า 'สิ้นคิดแล้วหรือเจ้า จึงไปเฝ้าถนน' อายเขานะขอรับ"
   "อ้ายน้อม!"  ยอดชี้หน้า  "มึงอย่าลืมว่ากูก็เป็นคนเฝ้าถนน ถ้าคิดว่าทำอย่างอื่นได้ทำไมไม่ทำ"
   "ไอ้ลูกเวรตะไร คุณยอดจะเอาไปช่วยงาน กลับพูดไม่ระวังปาก อิฉันว่าคุณจะเหนื่อยเปล่า สมองมันโตกว่าควายหน่อยเดียวละ
เจ้าค่ะ"  แม่เล็กบ้วนน้ำหมากปรี๊ด คลำหาครกตำหมากเล็กๆกะจะขว้างหัวลูก
   "ว่าไง ถ้าเลือกอยู่คุก ก็พอแค่นี้"  ยอดแย่งคว้าครกจากมือแม่เล็ก
   "เฝ้าถนนก็ได้ขอรับ......อย่าเอาไปเฆี่ยนตีในคุกเลย"  ไอ้น้อมนั่งคอตก
   "เอาเถิดแม่เล็ก ฉันจะดูแลมันเอง"  เขาปลอบ แต่แม่เล็กคลานมาจับข้อมือยอดเขย่า กรū