Home

เก็ตตี้สเบิร์ก
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

ของเล่นชิ้นใหม่

     พลฯ ท็อปกลายเป็นที่กล่าวขานกันในกองร้อย B นับแต่วันที่ใช้ดาบหลูบเงินยืนสู้กับนายทหารม้าฝ่ายใต้ที่ชานเซล
เล่อร์วิล มีคนแวะมาที่เต็นท์เพื่อขอดูดาบบ่อยๆ จนต้องเอาไปฝากท่านผู้บังคับกองร้อย เพื่อความปลอดภัย ดาบได้ช่วย
ชีวิตตนและเพื่อนไว้หลายคนในยามคับขัน และแต่นี้ไปมันได้เปลี่ยนสถานะจากของประดับบ้าน มาเป็นอาวุธดั่งเช่นที่
ได้ถูกตีขึ้นใช้ เมื่อร้อยปีก่อนอีกครั้ง พวกเพื่อนที่เรือนสยามก็รับทราบประวัติของดาบนี้อย่างทั่วหน้าด้วยกันทุกคน
     "ต่อไปถ้าแม่ของแกเอาดาบเล่มนี้ออกมาลงน้ำมัน เห็นจะมีทหารม้าฝ่ายใต้ยืนถือปืนคู่กับทหารญวนละซีนะท็อป"   
รอนแกล้งพูด ที่จริงแล้วมันเองเป็นคนที่กลัวผีอย่างมาก แม้เวลายืนยามก็ขอให้มีเพื่อนไปด้วย
     "ไม่ดอกรอน ฉันแค่ฟันเขาบาดเจ็บ เขาน่าจะไปหลอกพอลมากกว่าเพราะ เป็นคนยิงเขาตาย"    ท็อปว่าพลางลง
น้ำมันปืนพกกระบอกใหม่อย่างทะนุถนอม
     "ฉันน่าจะปล่อยให้แกโดนยิง มีอย่างที่ไหน แทนที่จะวิ่งหนีมา กลับหันไปคว้าปืนพกติดมือมาด้วย"    พอลหัวร่อ
     "ปืนเรมิงตันรุ่นปี 1858 (Remington New Army Revolver 1858 – Black Powder) นี่ดีกว่าปืนพกรุ่นอื่นของฝ่าย
ใต้ เป็นฉันละก็ขอเสี่ยงหยิบกลับมาเหมือนกัน"    ผู้พูดคือ พลฯ สตีฟ วอสแซก (Steve Wossack) สมาชิกใหม่ของเรือน
สยามเป็นชาวโปล หรือคนที่มาจากประเทศโปแลนด์ เจ้านี่มีนิสัยมักง่ายและหนวดเครารุงรังดูสกปรก พวกเราต้องคอย
ไล่มันไปอาบน้ำชำระตัวบ่อยๆ ดูภายนอกสตีฟ เหมือนคนขี้เกียจชอบหลบงานอย่างที่พวกทหารเรียกว่า "beat" เจ้าพวก
นี้มีอยู่ทุกกองร้อยชอบแกล้งลืมเติมน้ำในกระติกจะได้มาขอเพื่อน ชอบขอยืมของทุกอย่างตั้งแต่ฮาร์ทแท็กไปจนถึงเงิน
เดือน เวลาจะให้ยืนยามก็บอกว่าปวดท้อง

sutler tent-1

ร้านขายของ (Sutler) ประจำค่าย

     "ปืนกระบอกนี้เจ้าของ (เดิม) เขาคงซื้อไว้ก่อนเกิดสงคราม เดี๋ยวนี้พวกฝ่ายใต้ต้องทำเลียนแบบแต่ไม่ดีเท่า"    หนุ่ม
ชาวโปลว่า ถึงภายนอกจะดูโสโครกแต่มันเป็นหนอนหนังสือ ชอบตำราและสนใจในสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆรวมทั้งปืนด้วย
     "ที่จริงข้าดวงดีมาก ที่เขายิงไม่ออกน่ะเพราะแก๊ปมันเกิดหลุดออกจากโม่ มาพบทีหลังว่ากระสุนก็ยังคาโม่อยู่ 1 นัด"    
ท็อปเล่า   ปืนกระบอกนี้เป็นส่วนหนึ่งในความฝันที่จะเป็นทหารม้า เมื่อกลับเข้าค่ายท็อปจึงฝากร้านขายของ (Sutler)
ซื้อกระสุนและแก๊ปทันที ส่วนซองปืนและเข็มขัด ผู้หมู่ทอมบร่าอุตส่าห์ไปแลกกับกาแฟมาจากไหนก็ไม่ยอมบอก
     "รบคราวที่แล้ว มีทหารม้าตายไม่น้อยน่ะ"   แกตัดบทสั้นๆ
    
     บ่ายวันหนึ่งจ่าเวอร์เนอร์  หมู่ทอมบร่าและเพื่อนๆก็ชวนท็อปมาลองปืนที่ทุ่งนอกค่าย ท็อปรู้สึกตื่นเต้นกับของเล่น
ชิ้นนี้มาก ขณะบรรจุกระสุนรู้สึกมือเย็นหัวใจเต้นแรง จิม เวอร์เนอร์รับเป็นผู้สอนให้
     "กระสุนปืนลูกโม่นี่เป็นตะกั่ว เราหล่อเองได้ ที่หล่อเป็นคีมเล็กๆ มีเบ้าเป็นรูปกระสุน 1- 2 เบ้า มักมาเป็นชุดพร้อมปืน
เอ็งต้องไปสั่งซื้อเพิ่มเอานะ บอกว่าใช้กับปืนลูกโม่เรมิงตันขนาด .44 นิ้ว"     จ่าเริ่มสอน
       "กระสุนปืนพกลูกโม่มาตรฐาน .44 ความจริงขนาดมันจะโตเท่ากับ .451-.454 แปลกตรงที่ว่าในปืนยาวนั้นตรงกัน
ข้ามไอ้ปืนเอ็นฟิลด์ขนาด .58 ของเราน่ะ ดันใช้หัวกระสุน .570 นิ้วที่เล็กกว่า"    เจ้าสตีฟขยับแว่นทำท่าเป็นอาจารย์น้อย
ช่วยสอดแทรก  "แล้วเรื่องหล่อกระสุนผมจะช่วยสอนท็อปเองครับจ่า"
     "อย่างแรกเอ็งต้องแน่ใจว่ารูที่ประกายไฟจากแก๊ป เข้าไปจุดดินปืนนี่มันสะอาดไม่อุดตัน"   พวกเราอมยิ้มเพราะเจ้า
ปุ่มที่ยืนอยู่ท้ายโม่ 6 ปุ่ม มีรูให้ประกายไฟเข้าได้ เขาเรียกว่า "หัวนม" (Nipple)     "แกจะเอาแก๊ป (Primer) ใส่โดยไม่บรรจุ
กระสุนก็ได้ สับนกให้เปลวไฟจากแก๊ปเข้าไปไล่สิ่งสกปรกออก หรือเอาลวดเล็กๆทะลวง"   ว่าแล้วจ่าก็ใส่แก๊ปไป 1 อัน หัน
ปืนไปทางอื่น เหนี่ยวไกให้ดู

image00302

ของเล่นชิ้นใหม่ของท็อป

image00502

ไถ้ดินปืน ( Flask ) หุ้มหนังสมัยสงคราม

image00802

ถอดโม่โดยรั้งคันกระทุ้งรูโม่ออกและดึงสลักยึด

     "แก๊ปอย่างเดียวก็แรงนะครับ ไฟแลบออกปากลำกล้องเลย"    ท็อปสังเกตดู จ่าเริ่มบรรจุกระสุนโดยเทดินปืนจากไถ้
(Flask) รูปร่างเหมือนน้ำเต้าแบนๆ มีกระเดื่องปิดเปิดปากกรวย ซึ่งทำหน้าที่ตวงดินปืนให้เท่ากันตามกำหนดทุกครั้ง
     "ง้างนกไว้จังหวะ Half Cock เพื่อให้โม่หมุนได้ หยอดดินปืนลงไปจนครบทุกช่อง ฉันแอบเหลือไว้ 1 ช่อง จะได้ลด
นกลงพักไว้ เวลาพกพาไม่ต้องกลัวลั่น ดังนั้นเท่ากับมิสเตอร์ท็อปบรรจุ 5 นัด เวลาจะรบก็ตัดสินใจเอง บางทีมีเต็มทั้งโม่
ก็อุ่นใจ"    ว่าแล้วลดนกให้ดูว่ามีช่องหนึ่ง แกไม่ได้จุดินไว้
     "ปืนเรมิงตันออกแบบดีกว่าปืนโคลท์นะครับ มีบากท้ายโม่ระหว่างหัวนมทุกหัวเพื่อให้ลดนกลงพักไว้ได้ไม่ถูกจอกแก๊ป
ดังนั้นเราสามารถจุเต็ม 6 นัดและพกพาได้ครับจ่า"   เจ้าสตีฟแทรกอีกทำเอาจ่าค้อนให้
     "แล้วนี่คันโยกใต้ลำกล้อง ทำหน้าที่แทนแซ่กระทุ้งหมอนและลูกกระสุนก็เหมือนปืนยาวที่เราใช้นั่นแหละ"    อัดห
มอนตามลงไปแล้วก็เอาหัวกระสุนกลมๆวางบนรูโม่   "เห็นไหมเมื่อกระสุน .45 ใหญ่กว่าลำกล้อง เลยต้องดันเข้าไป
ด้วยก้านกระทุ้ง เวลายิงลูกมันก็จับเกลียวลำกล้องได้"    จ่าเวอร์เนอร์ดันกระสุนลงไป ตะกั่วส่วนที่เกินนั้นถูกก้านกระทุ้ง
ตัดกลายเป็นวงแหวนเล็กๆอยู่ที่หน้ารูโม่
     "ท็อปจะใช้หัวกระสุนแบบหัวมน (Conical) ก็ได้นะ"   เจ้าสตีฟสอดอีก
       "เฮ้อ! ข้าลืมบอกไป"   จิม เวอร์เนอร์ทั้งขันทั้งฉิว (ปืนสมัยใหม่มักแนะให้เอาจาระบีหรือครีมบางๆป้ายอุดรูโม่อีกชั้น
เพื่อกันประกายไฟแลบจากรูหนึ่งไปติดรูอื่นๆ)   "ทีนี้ใส่แก๊ปให้แน่นหนา ข้อควรระวังคือถ้าแกลืมใส่หมอนไฟอาจกระเด็น
ไปเข้ารูโม่อื่น มันจะรัวเป็นปืนกลแก๊ตลิ่งเลยละ"    จ่าสำทับ
     ปืนกระบอกนี้ยิงนุ่มนวลมาก ลำกล้องเป็นแปดเหลี่ยม (Octagonal Barrel) ดูงดงามกว่าปืนของโคลท์ ท็อปและ
เพื่อนลองยิงเล่นสนุกกันใหญ่
     "ฉันว่ามันดีกว่าโคลท์รุ่นทหารบกและทหารเรือเพราะแข็งแรงและบึกบึน"   เจ้าสตีฟยิงเสร็จชี้ให้ดูว่าโครงปืนมีสะพาน
ครอบเหนือลูกโม่ ขณะที่ปืนโคลท์เขาไม่มีเหล็กเสริมไว้

image01002

ง้างนกไว้ Half Cock เพื่อให้โม่หมุนได้จับ
ลำกล้องตั้งขึ้นเพื่อกรอกดิน

image014
image01202

                                 ยิงเป้า       เต็มอัตราศึก     
     ลูกหัวแหลม     22 – 31         30 – 31 เกรน
     ลูกกลม             19 – 31         25 – 31 เกรน

image016

 เอาก้านกระทุ้งอัดดินปืนให้แน่น  ปัจจุบันนิยมใช้หมอนอัดตามลงไปเพื่อกันประกายไฟลามไปติดรูอื่นๆ  - ภาพขวามือ
หมอนสมัยนี้บางทีเขาเคลือบครีมหล่อลื่นไว้ให้อีกด้วย ในสมัยโบราณมักไม่ใส่หมอนแต่อัดให้แน่นอย่าให้มีช่องว่าง
ระหว่างลูกกับดินปืน  แล้วจึงค่อยเอาหัวกระสุนกลมๆวางบนรูโม่

image018
image020

ก้านกระทุ้งตัดลูกปืนลงไปเหลือเศษตะกั่วกลายเป็นวงแหวนเล็กๆอยู่ที่หน้ารูโม่ ถ้ามีแหวนตะกั่วเหลืออย่างนี้แปลว่าใช้
ลูกปืนถูกขนาดสบายใจได้ ว่าลูก .451 ถูกบีบลงเป็น .44 แล้ว

image022 image024

วางจอกแก๊ปลงบนแกนรูไฟหรือ "หัวนม" - Nipple

     กองพันที่ 13 นิวเจอร์ซี่ พักเลียแผลได้เดือนเดียว ก็มีคำสั่งเคลื่อนพลย้อนกลับไปทางกรุงวอชิงตัน
     "มีข่าวมาว่านายพลลี บุกขึ้นเหนืออีกแล้ว ทหารม้าของเราปะทะทหารม้าของนายพลสจ๊วต ผลเสมอกัน"   หมู่ทอมบร่า
รายงาน เดี๋ยวนี้ข่าวหนังสือพิมพ์ก็รวดเร็วเพราะผู้สื่อข่าวส่งผลการรบทางโทรเลข ว่ากันว่าฝ่ายใต้รู้ความเคลื่อนไหวของพวก
เราง่ายๆ ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์เหมือนกัน เราเริ่มได้ยินชื่อนายทหารม้าอย่างผู้กองคัสเตอร์อยู่บ่อยๆ
     "ทหารม้าของเราเก่งขึ้นมาก สจ๊วตจะมาเย้ยตีตลบหลังอย่างเมื่อก่อนคงยากแล้ว"   ท็อปชื่นชมพวกนี้เสมอ อย่างน้อยก็
ไม่ต้องเดินเข้าไปเพนซิลวาเนียเหมือนทหารราบ   "หมู่ครับ ยากไหมที่จะสมัครหรือย้ายเหล่า"   ท็อปลองถามดู
     "ไปเป็นทหารม้าน่ะหรือ"   หมู่ทอมบร่าเดาใจออก    "เป็นทหารราบมันเสียหายตรงไหนวะ"
     "ไม่เสียหายหรอกหมู่"   ท็อปรู้สึกผิดนิดๆ    "แต่ผมชอบที่เขามีเครื่องมือและม้าซึ่งต่างออกไป วิธีการรบและหน้าที่
ก็น่าสนใจ ประเทศที่กว้างใหญ่อย่างอเมริกา ทหารม้าจะเพิ่มความสำคัญนะครับ"
     "ฮื่ม เอาเข้าจริงก็พวกเดินด้วยตีนนี่ละที่จะตัดสิน แต่จะลองถามให้ รัฐนิวเจอร์ซี่มีกรมทหารม้าตั้งใหม่เหมือนกัน"   
หมู่ทอมบร่าแบ่งรับแบ่งสู้
     พวกเราเดินขนานไปกับกองทัพฝ่ายใต้จนถึงปลายเดือน เพื่อกันนายพลลีมุ่งเข้ากรุงวอชิงตัน แต่ไม่มีการปะทะ จะ
เป็นด้วยนายพลฮุ๊กเกอร์ ขยาดอยู่หรืออย่างไรไม่ทราบได้ ประธานาธิบดีเลยแต่งตั้งนายพล จอร์จ  หมีด (General
George G. Meade) เป็นแม่ทัพใหญ่แทนเสียเลย
     "รู้ไหมคำสั่งแรกของนายพลคนนี้คืออะไร"    พอลทำหน้าสะใจ   "ท่านว่า ถ้าทหารในกองไหนขัดขืนคำสั่งท่านโปรด
 อย่าเกรงใจที่จะจับยิงเป้านะขอรับ"

image00102

ตูม เสียงทุ้มแต่นุ่มนวล มีควันโขมงได้อารมณ์ที่แตกต่าง

image00303 image00503

ภาพซ้าย -  แก๊ป (Primer) ของปืนพกเล็กกว่าของปืนเล็กยาวที่ท็อปใช้กับปืนเอ็นฟิลด์อย่างมาก
 ภาพขวา -  ด้านบนคือคีมหล่อหัวกระสุนมีทั้งแบบกลม (Ball) และแบบหัวมน (Conical) ในอันเดียวกัน

image009
image00702

 "หัวนม" (Nipple) ถอดเปลี่ยนได้ด้วยกุญแจสีดำในภาพขวา บนสุดคือเครื่องช่วยบรรจุแก๊ป ถัดลงมาเป็นเครื่องตวงดินปืน
   ปืนเรมิงตันออกแบบไว้ให้สามารถจุเต็ม 6 นัดและลดนกลงพักไว้ที่ร่องบากระหว่างแก๊ปได้จึงพกพาสะดวก

image01104

ชุดโชว์พร้อมอุปกรณ์ หรือ Presentation Case

image01302

ปืนโคลท์ทหารเรือ ปี 1861 บอบบางกว่า สังเกตได้ว่าไม่มีเหล็กโครงปืนเหนือโม่

     "นายพลคนนี้ทราบว่าเป็นคนทำงานไว เด็ดขาด แกเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยที่ฮุ๊กเกอร์ตั้งรับในป่าวิลเดอร์เนส"   
เจ้าหนอนหนังสือนั่งหัวยุ่งมันรายงานพวกเราได้เสียทุกเรื่อง
     พวกเรานั่งรอกินอาหารอยู่รอบกองไฟ หมู่ทอมบร่าสัญญาว่ามีดินเนอร์พิเศษรออยู่ ท้องฟ้าแจ่มใสเห็นดาวระยิบระยับ
     "วันนี้วันที่ 1 กรกฎาคม แล้วอีก 3 วัน ก็ฉลองวันชาติ"   พอลคงคิดถึงบ้าน    "เรามาถึงไหนแล้วสตีฟรู้ไหม"
     "เราอยู่ส่วนหลังของกองทัพที่ 12 เมืองต่อไปชื่อ เก็ตตี้สเบิร์ก (Gettysburg) เดินวันเดียวก็ถึง"    สตีฟว่า มัน
คุ้นกับรัฐเพนซิลวาเนียเพราะมีญาติอยู่มากที่นี่
     "ข้าศึกคงไม่อยากรบเหมือนกัน ได้ข่าวว่ารัฐนี้ข้าวปลาบริบูรณ์ ทหารฝ่ายใต้หาของกินง่าย การหนีจากถิ่นรัฐ
เวอร์จิเนียของพวกกบฏ ก็ช่วยผลักให้สงครามใกล้บ้านเราแทนด้วย"    พอลแสดงความเห็น แน่ละนายพลลีฉลาดเสมอ
     "แถวนี้มีโรงงานทำรองเท้าดีๆ พวกมันคงได้ของชอบละ"   สตีฟยิ้ม
     "เรื่องของเท้านี่ฉันว่าสู้ทหารสยามไม่ได้ ไปไหนก็ตีนเปล่า"    ท็อปพูดเล่น พรรคพวกชอบใจ
     "งั้นท้าทหารบ้านเอ็งมารบตอนหน้าหนาวดูซีท็อป"   พอลขวางเพราะรู้ว่าท็อปกลัวหิมะกัดตีนมาก ผู้หมู่กลับ
มาพร้อมกับรอน หิ้วถุงผ้ามาด้วยใบหนึ่ง ภายในคือไก่งวงตัวใหญ่ ซึ่งทอมบร่าว่าได้ยินเสียงร้องจากฟาร์มใกล้ๆ
     "ชาวไร่อุตส่าห์เอาไปซ่อนในป่าละเมาะ"   รอนคุยฟุ้ง  "แต่ผู้หมู่เราแน่มากไปจับหักคอมาจนได้"
       รอนกับสตีฟรีบอาสาไปช่วยกันถอนขนหลังพุ่มไม้ สัตว์ปีกที่นี่ตัวใหญ่ไขมันมากเพราะอากาศเย็น ไม่สะโอดสะอง
 เหมือนไอ้โต้งบ้านเรา ผู้หมู่จัดการทำไม้หมุนเอาไก่ขึ้นย่าง แล้วหันไปสอนรอนหัดทำน้ำเกรวี่ ซึ่งแกไปแอบขอเครื่อง
ปรุงมาจากครัวประจำกองร้อยไว้แล้ว
     "รอบคอบดีแท้"    พอลมาช่วยหมุนไก่
     "ฉันได้ยินเรื่องเทศกาลกินไก่งวงมานานแล้ว เพิ่งได้กินจริงวันนี้ละ"    ท็อปปลื้มใจ ไก่งวงเริ่มสุกส่งกลิ่นฉุย แม้
ว่ารสมันจืดชืดน่าผิดหวัง แต่ในสนามรบนั่นคือเมนูอาหารพระราชา เจ้าสตีฟนั่งดูดมือ เลียปากแทะขาไก่อย่างอร่อย
แกล้มเหล้าของฟิลด์ ซึ่งพอเมาแล้วชักลามผู้ใหญ่
     "หมู่ครับ  ถ้าชาวบ้านเอาลูกสาวไปซ่อนในป่า หมู่ช่วยผมหาได้ไหม"

image01502

คืนอันแสนสำราญใต้แสงจันทร์

     ท็อปยืนเคี้ยวไก่อยู่นอกวงเงียบๆ เพ่งมองแสงไฟสะท้อนใบหน้าแต่ละคนเป็นเงาเหมือนตัวหนังบนฉาก แลเห็น
ความเข้มคล้ำจากการกรำศึก พวกเราไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว สงครามเอาวัยเยาว์ทิ้งไป วันนี้นั่งล้อมวงกินไก่ อีกวันนั่ง
รอกระสุนข้าศึกตัดสินชะตาชีวิต พวกเราเหมือนคนที่หลุดออกจากโลกปกติ ไม่มีอดีตและอนาคต ตัดจากบ้านที่เคยรู้จัก
 หลายคนไม่กล้าเล่าในจดหมายว่าได้ฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว และปลงใจว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันแห่งสันติภาพ เดี๋ยวนี้
มีแต่สายใยระหว่างผู้ที่ใบหน้าสะท้อนแสงไฟ คือ รอน ฟิลด์ พอล สตีฟ และ ทอมบร่า ผู้เป็นเหมือนญาติที่เหลือพูดคุย
และปรับทุกข์กันได้รู้เรื่อง ท็อปไม่อยากให้สงครามต้องพรากญาติชุดสุดท้ายนี้ไปอีกเลย ลมพัดแรงขึ้นมีเสียงฟ้าคำราม
มาไกลๆ
     "พรุ่งนี้คงได้รบกัน นั่นมันเสียงปืนใหญ่"   หมู่ทอมบร่าเงี่ยหูฟัง
    
จุดกลับของสงคราม
ทหารโดนปลุกตั้งแต่ตี 3 นายพลลีเข้าตีเก็ตตี้สเบิร์กเมื่อวานนี้จริงๆ จ่าเวอร์เนอร์กล่าวเร่งให้เดินตามถนนไปสู่เมือง  
"เราต้องการกำลังหนุนด่วนจี๋ นี่เสียนายพลไป 1 คน แล้ว"   
     เราถึงที่ตั้งบริเวณปีกขวาบนเนินเขาชื่อ คัลป์สฮิล (Calp's Hill) เมื่อตอนสายแต่เหนื่อยแทบสลบ เมื่อวานตรงนี้
ถูกตีอย่างหนัก ต้องยอมทิ้งแนวรบบางส่วนไว้
     "ยังไงเราก็ยังยึดที่สูงได้ทั้งหมด"   ท่านผู้บังคับกองร้อยชม
     "เฮ้ย ทางซ้ายเรานั่นมันป่าช้าใช่ไหม"   ท็อปสงสัย
     "ใช่ ตายแล้วก็ส่งฝังได้เลย ไม่ต้องแบกไกล เขาเรียกว่า ป่าช้าประจำเมือง (Cemetery Hill)"   จ่าตอบ
 "ถ้าอยากพบแม่ทัพใหญ่เดินเลยไปอีกนิด นั่นละเป็นกลางทัพของเรา"
     "วางแนวรบได้ประหลาดนะครับ ปีกซ้ายและกลางทัพหันหลังชนกับปีกขวาทั้งหมด เหมือนตัว U หรือตะขอ"    
ท็อปพยายามเข้าใจกระบวนการทัพเสมอ
     "เหมือนเบ็ดตกปลามากกว่า คือ ปลาย 2 ข้างยาวไม่เท่ากัน ปีกของเราอยู่ตรงปลายที่สั้นคือ บริเวณที่ใช้เกี่ยวปาก
ปลา ที่จริงก็คือมาช่วยระวังหลังให้ ส่วนที่เหลือนั่นแหละ"   จ่าบรรยายให้กระจ่าง  "อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เราคุมถนน
ที่สามารถส่งกองบำรุงได้เสมอ และถ้าปีกซ้ายเขาต้องการให้ช่วย แค่เดินทะลุหลังบ้านก็ถึงแล้ว ช่วยกันได้เร็วดี"

image017

         ถนนหน้ากอง บก.ของนายพลหมีด ซึ่งท็อปเคลื่อนพลผ่านไปช่วยปีกซ้าย สังเกตม้าหงายท้องอยู่กลางถนน
และแนวกำแพงหิน ทะลายจากการถล่มของลูกปืนใหญ่
           กองร้อย B เข้าสนามรบด้วยคำสั่งเดินเร็วเป็น 2 เท่า Double Quick คือ 165ก้าว ต่อ นาที จากปกติ
Quick Time ที่ 110 ก้าว ต่อนาที จึงเหมือนการวิ่งเหยาะๆ แบบจ็อคกิ้ง เพื่อหวังสู้ปืนยุคใหม่  ซึ่งมาพบทีหลังว่า
คนเราวิ่งอย่างไรก็หนีลูกปืนไม่พ้น ในช่วงท้ายของสงครามทหารไม่กล้าตั้งแถวหน้ากระดานเข้ารบ แต่หันมาหาที่
กำบังหรือแยกกล่มกันช่วยยิงแทน

     เสียงปืนดังจากด้านหลังตอนสี่โมงเย็น ปืนใหญ่แลกกันอย่างหนัก โลกส่วนนั้นคงถล่มลงไปแล้วเป็นแน่ วันนี้ท็อป
จะได้พกปืนเรมิงตันออกรบเป็นครั้งแรก เลยเก็บปืนของหลวงพ่อเอาไว้ในเป้ นึกว่าอยู่ปีกขวาจะได้สบายกลับมีคำสั่ง
ให้กองพันของเรายกไปช่วยด้านที่ยิงกันอยู่
     "มันโอบปีกซ้ายเราด้านภูเขาเล็กๆที่เห็นโน่น แรกหลอกว่าจะตีตรงกลาง"    พลส่งสารสาระแนตอบเมื่อพวกทหารรุมซัก
     "Company B, Double Quick, March!"    นี่เป็นคำสั่ง Double Quick ให้เดินแบบเร็วกว่าปกติ ที่จริงคือการวิ่ง
เหยาะๆ ทหารราบยุคสงครามกลางเมืองถือเป็นทหารราบเบาไม่มีเกราะหรือหมวกเหล็กแบบโบราณ การเคลื่อนที่แบบ
Double Quick ก็คือการสนองตอบต่ออาวุธยิงที่ไกลและรุนแรงกว่าแต่ก่อน ถ้าขืนเดินนวยนาดเข้าสนามคงโดนยิง
กระจุยหมดก่อนเริ่มรบ

     ขบวนของเราตัดมาโผล่ที่บ้านซึ่งนายพลหมีด บัญชาการอยู่ ตอนนี้ถูกปืนใหญ่ฝาโหว่ไปแถบหนึ่ง กระสุนลูกแตก
บางลูกมาระเบิดเหนือหัวของเราล้มเจ็บไป 5-6 คน ต้องรีบหลบออกไปตามถนนซึ่งขนานแนวรบ ผ่านสวนผลแอปเปิ้ล
และป่าละเมาะ ซึ่งพวกกองปืนใหญ่สำรองมาแอบอยู่
     "Halt!.…. พักก่อน ….. พักแถวได้"   โอ๊ย คำสั่งนี้รอมานานแล้ว ในที่สุดก็ถึงบริเวณปีกซ้ายภูเขาข้างหน้าชื่อ Big
Round Top ส่วนที่ยอดย่อมลงมาชื่อ Little Round Top เสียงระงมของปืนดังอยู่ในทุ่งข้าวสาลีที่เนินข้างล่างทหาร
กองหนุนจากกองพลอื่นๆ เคลื่อนลงไปก่อนบ้างแล้ว พวกเราจึงขยับตามลงไป
     "พอลดูโน่นซิ"    บ้านใหญ่หลังหนึ่งคงเป็นกองบังคับการทหารปืนใหญ่ ฝ่ายเราถูกยิงหลังคาหายไป มีปืนใหญ่ถูก
ยิงพังอยู่ 2 กระบอก ท็อปสะกิดให้ดูที่รั้วบ้าน ซึ่งทหารเอาม้าลากรถไปผูกไว้
     "กระสุนปืนใหญ่คงวิ่งเข้ากลางฝูง"     ฟิลด์สลดใจ ม้านอนตายระเนระนาดนับสิบตัว พลปืนต้องลากปืนเอาเอง
เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งยิง กระสุนปืนข้าศึกวิ่งเฉียดฉิวพวกเราไป
     "ตึง....ตึงๆ"    ทหารยังคงบรรจุปืนใหญ่ยิงต่อเพื่อชะลอการรุกของพวกกบฏอย่างน่าสรรเสริญ
     "ข้างหน้าเราโล่งไม่มีที่กำบังเลยท็อป มีแต่ก้อนหินจมดินอยู่เป็นหย่อมๆ"  จริงของพอล พื้นที่ประหลาดมาก เหมือน
ภูเขาถูกมือยักษ์ทุบพังทะลายลงมานานหลายล้านปีแล้ว ผู้บังคับกองร้อยให้เราจัดรูปขบวนและติดดาบปลายปืนพร้อม
เสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งของทหารฝ่ายใต้ดังอยู่โดยรอบ ธงชัยของมันโบกอยู่ไกลๆ ทางซ้าย ทางขวาก็มี ด้านหน้าก็อีกผืน
     "ธงของพวกชาวมิสซิสซิปปี้"    จิม เวอร์เนอร์ผู้คุ้นเคยกับชาวใต้บอก เสียงปืนของแถวทหารเสื้อน้ำเงินข้างหน้านั้น
ดังขึ้น    "ปังๆๆ.....พรึบ.......พรึบ......พรึบ"   รัวออกไปทีละหมวดหมู่พร้อมกัน แล้วก็มีเสียงโห่ร้องของข้าศึกสลับเข้ามา
อีก เสื้อน้ำเงินคนหนึ่งแจ้นกลับมา

image019

ม้าทั้งฝูงนอนกองอยู่ข้างปืนใหญ่

image021

พลตรี ซีเกิล (Major General Daniel Sickles) ผบ.กองทัพน้อยที่ 3 ถูกกระสุนปืนใหญ่ที่ขาขณะยืนม้า
อยู่หน้าแนวรบ หมอสั่งตัดแล้ว เก็บกระดูกที่ตัดไว้ตามคำสั่งเจ้าตัวเพื่อมอบให้พิพิธภัณฑ์ รพ.ทหารกรุงวอชิงตัน
เอาไว้แสดง ส่วนตัวแกก็มักจะพาเพื่อนฝูงไปเยี่ยมชมขาแกบ่อยๆ

       "นายพลซีเกิลถูกยิงขาขาดไปแล้ว รีบเผ่นขึ้นเนินเถิด"
กองทหารด้านขวามือแตกเสียแล้ว นรกสีเทาลุยตรงมาที่กองร้อย B
     "Right wheel, March …….สวิงขวาปฏิบัติ ………"     พวกเราต้องหันแถวไปรับการโจมตี
     "จัดแถวให้ชิดกันไว้"   จ่าอีกคนร้องบอก    "อย่ากระจายออกไปกลุ่มกระสุนจะได้หนาแน่นพอ"
       "พร้อมแล้ว เล็ง....."     พวกเราใจเต้นเป็นกลองเพล เล็งไปที่ฝูงทหารข้างหน้า 
     "Fire.....ปังๆๆ พรึบ.......พรึบ......"   กลุ่มกระสุนวิ่งไปพร้อมกันปะ ข้าศึกล้มลงเป็นแถว แถวหลังยิงบ้างควันกลบ
สนามรบ พวกข้าศึกบ้าเลือดเสียแล้วยังเดินรี่มาอีก
     "ข้าจะยิงไอ้นั่น"    พอลชี้ที่นายทหารข้าศึกในมือถือปืนพกอีกมือถือดาบ   "เปรี้ยง"   นายทหารคนนั้นเอามือกุมท้อง
ท็อปเหนี่ยวไกตามคราวนี้ซ้ำที่อกล้มลงนิ่งไป แต่น้ำใจชาวใต้ดีมากแม้นายจะตายก็ยังไม่ถอย ข้าศึกหยุดห่างจากเรา
เพียง 50 หลา แล้วปักหลักยิงสู้
     "พรึบๆๆๆ....... โอ๊ย"    ฟิลด์ทรุดลงกุมเข่า เรายังบรรจุแล้วยิงสวนไปทั้ง 2 ฝ่ายต่างล้มระเนระนาด ดูเหมือนหมู่ทอมบร่า
จะโดนยิงเข้าที่แขน พวกมันที่เหลือเริ่มวิ่งใส่
     "หมู่ครับระวัง....."     ท็อปรีบเข้าช่วยพยุงผู้หมู่ไว้มือควักปืนพกออกมายิงสกัดทีละนัดอย่างใจเย็น พอกระสุนหมด
โม่มันก็ถึงตัว รอนถูกแทงเข้าที่หัวไหล่ร้องบ้านแตก ส่วนท็อปคว้าดาบไม่ทัน ไอ้คนหนึ่งพุ่งเข้าแทง มีใครอีกคนช่วยตี
มันด้วยพานท้าย ดูเหมือนจะเป็นสตีฟ สีหน้ามันกำลังบ้าได้ที่ ข้าศึกอีกคนเสียหลัก ปลายดาบถูกต้นขาพอลทะลุ เขา
ร้องลั่นเหมือนกัน ใครไม่รู้เหวี่ยงพานท้ายเข้าที่แก้มท็อปรู้สึกหูลั่นเปรี้ยงแล้วสนามรบกลับมืดมิดไปชั่วขณะ
      
"ตูมๆ.........ตูม"   ท็อปมาได้ยินเสียงอีกครั้งเหมือนเสียงปืนใหญ่ เขาพบว่าตนเองนอนหงายอยู่ มีร่างคนทับอยู่ที่หน้าอก
"ตูมๆ"   เสียงปืนใหญ่ตามมาอีก ลูกปืนวิ่งข้ามไป รู้สึกได้จากอากาศที่แหวกอัดลงมาที่ตัว ขณะนี้โหนกแก้มและขาเปียก
ไปด้วยเลือด เขาแข็งใจขยับตัวดันศพออกไป แล้วพยายามตะแคงตัวจะบรรจุกระสุนปืนพกอย่างยากเย็นก็ไม่สำเร็จ
ประสาทตาเริ่มหายพร่ายกแขนขึ้น เช็ดเหงื่อและเลือดที่ตาออก เสียงแห่งความวุ่นวายของการรบอยู่รอบตัว มีคนกระโดด
ข้ามตัวเขาไปหลายคน เห็นสวมชุดสีน้ำเงิน คนหนึ่งยึดธงชัยของข้าศึกมาได้ พักใหญ่เสียงปืนเริ่มสงบลงเป็นเสียงคนเอะ
อะกัน สำเนียงไม่เหน่อเหมือนพวกกบฏ
     "เจ็บตรงไหน"   พลพยาบาลนี่เอง ท็อปถูกประคองตัวขึ้น   
     "มีเลือดโชกที่ขาผม"    บอกไปตามที่รู้สึก แก้มน่ะแตกแผลบวมเป่ง แต่ขาไม่ยักเจ็บ
     "ไม่มีแผลหรอก เลือดคนอื่นแต่แกโดนตีเข้าเต็มรักเลย พอลุกไหวไหม จะได้เดินไปกับพวกเรา"
ท็อปก้มลงเก็บปืนพกไว้ในซอง ดาบก็ยังอยู่ แล้วเริ่มมองหาพรรคพวก กองร้อย B ซึ่งโดนหนัก มีคนเจ็บตายร่วมครึ่ง
มีคำสั่งให้ถอนทหารกลับไปอยู่บนเนิน แม้ว่าฝ่ายเหนือจะยันการบุกไว้ได้ทุกจุดก็ตาม
     "เฮ้ย ท็อปทางนี้"    เสียงรอนเรียก เขาบาดเจ็บที่ไหล่ พวกเพื่อนๆก็อยู่กันมีแผลครบทุกคน
     "พวกข้านั่งรอทำแผลที่นี่ละ แต่ฟิลด์มันโดนหนักที่ขา ท็อปช่วยตามไปดูที่โรงพยาบาลด้วย"    หมู่ทอมบร่าสั่ง  
"อ้อขอบใจมากนะท็อปที่ช่วยฉันไว้"
    
     โรงพยาบาลสนามเป็นที่ซึ่งท็อปไม่เคยมา แต่ก่อนคิดว่าห้อยพระดีไม่เจ็บตัว วันนี้ต้องมาให้ล้างแผล พอออกจาก
เต็นท์ เห็นเกวียนเล็กๆจอดอยู่ ในนั้นมีแขนและขาของทหารบาดเจ็บถูกตัดสดๆมากองวางอยู่เต็มอันเป็นภาพที่ท็อป
จะไม่กล้าไปตลาดสดอีกนาน ทหารสยามอาเจียนแล้วเดินโซเซตามแสงตะเกียงออกไปหาฟิลด์ ซึ่งนอนรอคิวหมออยู่
กลางแจ้งได้ 3 ชั่วโมงแล้ว ฟิลด์ทนอยู่ด้วยฤทธิ์มอร์ฟีนแท้ๆ แม้ว่าจะห้ามเลือดไว้แต่ขืนให้รออีกชั่วโมงคงไม่รอด
     "นี่ช่วยส่งเพื่อนผมเข้าไปหาหมอก่อนได้ไหม"    ท็อปคว้าแขนพลพยาบาลคนหนึ่ง
     "ตามคิวซีวะ"   มันทำเป็นฉุน เสียงคนไข้ร้องออกมาจากเต็นท์อย่างโหยหวน ท็อปเคยได้ยินผู้หญิงร้องตอนจะออก
ลูก ยังดังสู้ไม่ได้ แต่เจ้าพลพยาบาลชินชาเสียแล้ว
     "ขอร้องละ ข้าให้ยาสูบอย่างดีจากพวกกบฏเป็นรางวัลนะ"   พลพยาบาลหันซ้ายขวาก่อนคว้าเอาไว้
       "ข้าไม่รับรองนะ วันนี้หมอหั่นคนไข้เป็นสิบๆแล้ว คงหมดแรงแน่"   มันเดินมาดูอาการของฟิลด์และคนเจ็บที่นอน
อยู่ข้างๆ แล้วเรียกพรรคพวก     "เฮ้ย มาช่วยกันยก 2 คนนี้ออกไป มันรอไม่ไหวตายไปแล้ว เดี๋ยวยกน้องคนนี้ไปรอหมอ
ที่หน้าเต็นท์ด้วย"
    
สำหรับท็อปแล้วสงครามยุติลงชั่วคราว วันรุ่งขึ้นนายพลพิกเก็ต จัดทหารฝ่ายใต้ 12,000 คน เดินเรียงหน้ากระดานเข้า
ตีตรงหน้าฝ่ายเรา(General Pickett's Charge) แล้วปืนใหญ่ก็กำหลาบเสียเกือบหมด กองทัพฝ่ายใต้ถูกพิชิตและล่า
ถอยออกไป เหลือแต่พวกเรามานั่งล้อมเยี่ยมฟิลด์ในเต็นท์ของโรงพยาบาลสนามที่ร้อนอบอ้าว คลุ้งไปด้วยกลิ่นยาฆ่า
เชื้อและคาวเลือด หนุ่มบ้านนาจอมเจ้าชู้ผู้บัดนี้รู้ตัวว่าขาด้วน เอาแต่นอนร้องไห้หาแม่ไม่หยุด

image023

ทหารราบจากเท็กซัสลุยทุ่งหินเข้าหาเนิน Big Round Top และ Little Round Top

image025

พวกชาวมิสซิสซิปปี้บ้าเลือดเสียแล้วยังเดินรี่มาไม่หยุด

     "ใจเย็นๆไว้น้องชาย อีกไม่นานก็หายเป็นปกติ"     จ่าเวอร์เนอร์ปลอบใจ แต่พวกเราเห็นมานักแล้วว่าใบหน้าที่ซีด
จนเหลือง แก้มตอบ เบ้าตายุบลึก และเล็บมือที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเลือดไม่ไปหล่อเลี้ยงนั้นมักมี มัจจุราชถาม
หาอยู่ใกล้ๆ
     "เอ็งต้องได้เจอแม่คนที่อวบๆอย่างใจฝัน แล้วก็กลับไปทำไร่มีลูกเต็มบ้านก่อนซิฟิลด์"   พอลพยายามเสริมกำลังใจ
เพื่อนอย่างขวานผ่าซาก แต่นั่นเหมือนกับทำให้คนเจ็บทอดอาลัย
       "ฉันหมดหวังแล้วพอล"     ฟิลด์ดูท้อแท้ ผิดกับเด็กหนุ่มร่าเริงซึ่งช่วยกันย่างไก่งวงเมื่อ 3 วันก่อน
     "แกต้องฝืนใจกินอาหารบำรุงร่างกายไว้บ้าง"   ท็อปกำชับเมื่อเห็นจานซุปยังคงเต็มอยู่ แต่คนไข้สั่นหัว พวกเรา
ผลัดเวียนมาเยี่ยมอีกหลายชั่วโมงจนตกดึก แต่เขากลับมีอาการไข้สูงจนเพ้อ
     แผลที่ผ่าตัดไม่หายสนิทติดเชื้อ และเริ่มส่งกลิ่นเหมือนเนยแข็งบูดๆ เราร้องขอมอร์ฟีนจากหมอไม่สำเร็จ ดูเหมือน
หมอพวกนั้นจะต้องการเตียงไปให้คนอื่นมากกว่ามาเยี่ยมไข้ ไม่ช้าร่างของฟิลด์ก็ขาวซีด ปากสั่นและเริ่มสำลัก จ่าเวอร์เนอร์
จึงไล่เรากลับกองพัน เช้าตรู่ของวันใหม่ แกเดินกลับมาพร้อมของใช้ส่วนตัวของฟิลด์ แล้วโยนให้พอลทำหน้าที่บอกแม่
ทางบ้าน โดยที่แกไม่พูดอะไรสักคำ

image026

เมื่อนายพลลีทราบถึงความปราชัยจึงสั่งถอย  และพูดขอโทษทหารทุกๆคนที่พบ
It was my fault this time. แต่ชาวใต้ที่เหลือก็ยังโห่ร้องให้กำลังใจนายไม่ยอมหยุด

     กองพันของท็อป เดินไล่ตามนายพลลีไปอีก 2 สัปดาห์ แต่ไม่ได้รบกัน ที่เก๊ตตี้สเบิร์กเป็นจุดกลับของสงคราม ฝ่ายเ
หนือเจ็บตาย 23,000 คน ฝ่ายใต้เสียทหารไป 28,000 คน และจากนั้นกองทัพข้าศึกจะไม่เข้มแข็งดังเดิมอีกต่อไป
4 เดือนหลังจากฟิลด์ได้ถูกฝังรวมในสุสานในเมืองนั้น ประธานาธิบดีลินคอล์นได้เดินทางมาที่สุสานและกล่าวสุนทรพจน์
อมตะแด่ผู้สละชีวิตทั้ง 2 ฝ่ายไว้ตอนท้ายความว่า

     "เราทั้งหลายได้ตกลงแน่วแน่แล้วว่า ผู้ซึ่งได้สละชีพเหล่านี้ จะไม่ตายเปล่า และต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งทรงเป็น
พยาน ว่า ณ ประเทศนี้ เราทั้งหลายจะให้กำเนิดครั้งใหม่แก่เสรีภาพ และอันรัฐบาลนั้นจักย่อมเป็นของประชาชน โดย
ประชาชน เพื่อประชาชน และจะไม่มีวันสูญสลายไปจากโลกนี้"

     "that we here highly resolve that these dead shall not have died in vain--that this nation, under God,
shall have a new birth of freedom--and that government of the people, by the people, for the people, shall
not perish from the earth."

 "Lincoln's Gettysburg address"

"เอ็งไม่ตายเปล่าดอกเพื่อนยาก เสียแต่ว่าตายเร็วเกินไป"      ท็อปเขียนลงในบันทึกส่วนตัวไว้เพียงสั้นๆ

ตอนต่อไป เทนเนสซี่รำลึก

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com