Home

นายพลเหนือนายพล
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
image00202

ปลาสด หรือ Fresh fish

image003

ถนนเก่าของป่า Wilderness ในปัจจุบัน

     กำลังพลทดแทนส่วนที่สูญหายไปในการรบ ถูกทยอยส่งมาตลอดเดือนเมษายน ทหารใหม่อายุเพียง 15-16 ปี อยู่
ในเครื่องแบบหลวมโครก สวมรองเท้าคู่โต เดินรวมกลุ่มกันเหมือนฝูงเป็ดในชุดสีน้ำเงิน
     "เอ็งดูพวกปลาสดซีวะ ดูยังไม่ประสีประสาอะไรเลย คงมาเป็นภาระให้พวกเราพิลึก"    พอลสะกิดให้ดู เขาได้เป็น
สิบตรีก่อนคนอื่นดังคาด ในขณะที่ผู้หมู่ทอมบร่าได้เป็นสิบโทแทน เคน ซาเวจ (ปลาสด หรือ Fresh fish เป็นคำแสลง
เรียกทหารใหม่อ่อนหัดกันในขณะนั้น)
     "มันทำให้ข้าดูเหมือนคนแก่"   รอนว่า  "หน้ามันยังขาวอยู่เลย คนอายุขนาดเรานี่หมดประเทศแล้วหรือไงนะ"
     "พวกพี่รบมากี่ปีแล้วครับ"    เจ้าคนหนึ่งสิวเต็มหน้าทำใจกล้าเข้ามาทักทาย ฟิลด์พยักหน้าให้ ทำแอ็คท่าชายตาตอบ
     "ปีกว่าๆเอง แค่ไปรบที่แอนทีทั่ม แล้วก็ไปลุยโคลนมาด้วย"   หนุ่มหน้าสิวตาเหลือก "ตายมากอย่างที่ข่าวว่าจริงไหมพี่"
     "ไม่มากหรอก กองร้อย B ของเราบังเอิญเข้าตีที่ทุ่งข้าวโพด"   พอลตอบแบบไม่ถนอมน้ำใจน้อง
       "แล้วบ่ายถูกใช้ให้ไปรบต่อที่ "Bloody Lane" ผู้หมู่ของเราตาย เพื่อนเสียขาไป 1 คน หนีทัพโดนจับยิงเป้าอีก 1
เป็นบ้าไป 2 หน้าหนาวนี้พวกเราแข็งตายไป 5 อดอาหารตายไป 3 ไม่นับพวกที่ท้องร่วงหรือเป็นหนองในร่วมสิบคน"
     คราวนี้มันอ้าปากหวอบ่นบ้างว่า    "เต็นท์สนามโกโรโกโสมาก ไม่เหมือนโรงนอนที่นิววาร์คเลย"
     "อ้อ....ที่ค่ายเขามีอาคารให้นอนแล้วหรือ สมัยเราอยู่ไม่เคยมีเลย แต่อยู่ที่นี่ถ้าไม่นอนเต็นท์ก็ต้องขุดรูนอนกับดิน
หรือน้ำแข็ง"     ท็อปหัวร่อ คราวนี้พวกมันหันมามุงดู
     "เจ้านี่เป็นพวกทาสนิโกรมาอาสารบหรือไง"   ท็อปรู้สึกหน้าชา ไมค์เข้ามาแก้แทนให้
     "พลทหารท็อป เป็นนักรบโดยสายเลือดถูกส่งจากสยามชาติพันธมิตร ในเอเชียอันไกลโพ้น ก่อนมาอเมริกาเขาเคย
ขี่ช้างกรำศึกกับทหารอังกฤษเสื้อแดงมาแล้ว"    ไมค์โม้จนท็อปอายแทน   "ท็อปร่วมรบกับเราเสมือนคนอเมริกันเต็ม
ตัว พวกเราเองก็อาศัยอยู่เต็นท์พิเศษของเขา ที่ชื่อว่า "เรือนสยาม" นั่นไง"
     ฝูงปลาสดดูจะทึ่ง แต่มีไอ้คนหนึ่งยังห่วงเรื่องกิน   "อาหารพอกินไหมพี่"
     "ถ้าไม่ออกรบก็มีฮาร์ทแท็กพอกินเสมอ เคลื่อนพลเมื่อไหร่ค่อยปล้นเขากิน"   รอนชักสนุกเลยร่วมวงด้วย พวกมัน
ร้องยี้    "ถ้าอยากได้เนื้อสด มีหนูอ้วนๆให้ดักกินเยอะ ยิ่งตอนรบกันไอ้พวกนี้กินศพตัวจะใหญ่กว่าปกติ ถ้าขี้เกียจจับ
เองบางวันพวกกบฏเขาจับย่างมาแลกกับบุหรี่ก็มี  แต่พวกเราชอบกินขนมปังแป้งข้าวโพดที่มันเอามาจากเมืองริชมอนด์
มากกว่า"
     โดนรับน้องเข้าแบบนี้ พวกเด็กใหม่ดูปลงอนิจจัง
     "เวลารบคอยดูพวกอาวุโสไว้ก็แล้วกันจะได้ปลอดภัย"   พอลเตือน พวกเราอมยิ้มรู้สึกภูมิใจกับคำว่าอาวุโสกันใหญ่
ทั้งที่เพิ่งมีอายุเพียง 19 ปี
    
     กองพันที่ 13 ได้รับคำสั่งพร้อมรบตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน ทหารบางกองพลเคลื่อนออกจากค่ายล่วงหน้าไปแล้ว
นายพลฮุ๊กเกอร์นำความแปลกใหม่มาสู่กองทัพ คือ การเพิ่มกำลังทหารม้า ยกขึ้นเป็นกองพลมีปืนคาร์ไบน์บรรจุกระสุน
ท้ายลำกล้องอย่างทันสมัยสารพัดชนิด ทหารม้าฝ่ายเหนือซึ่งเคยเป็นตัวตลกของข้าศึกผู้ชำนาญ มักถูกหาว่าขี่ม้าไม่
เป็นและขาดผู้นำที่ดี บัดนี้จะถูกส่งไปพิสูจน์ฝีมือเป็นครั้งแรก ท็อปรู้สึกประทับใจในเครื่องแบบและอาวุธของทหารม้า
อย่างยิ่ง มักหยุดสังเกตนานๆ ในระหว่างที่พวกนั้นลุยข้ามแม่น้ำไปพร้อมๆกัน
     ตามแผนของนายพลฮุ๊กเกอร์นั้น ฝ่ายเหนือจะแกล้งทิ้งทหารไว้หน้าค่ายส่วนหนึ่งราว 10,000 คน ทำทีออกมา
สร้างสะพานเพื่อเข้าตี ทัพของนายพลลีตรงหน้าเช่นเดิม แล้วลอบส่งทหารอีก 120,000 คน หนีไปข้ามแม่น้ำเพื่อโอบ
ปีกซ้าย ซึ่งหากเป็นตามแผนแล้วนายพลลีจะถูกทหารจำนวนมากกว่า 2 เท่า บีบให้ถอย ไปเข้ากับดักเหมือนปิดประตู
ตีแมว นับว่าน่าเศร้าที่นายพลลีไม่ถูกหลอกง่ายๆ และไม่เชื่อว่าฝ่ายเหนือโง่พอที่จะยกพลมาตีตรงหน้าทื่อๆ แบบเดิม
อีก ท่านนายพลฝ่ายใต้ได้ฉีกตำรารบโดยแบ่งทหารที่มีน้อยอยู่แล้วออกเป็น 3 ส่วน ๆแรกยันไว้ที่เดิม อีกสองส่วนเพื่อ
รักษาความเป็นมวยบุก จึงให้เดินมาโอบฝ่ายเหนือของท็อปที่เพิ่งลอบข้ามแม่น้ำมาหมาดๆ และบีบบังคับให้อัดอยู่
ในพื้นที่อันคับแคบในป่า ขณะที่นายพลฮุ๊กเกอร์เองรู้สึกว่า การรั้งทหารไว้ในป่าวิลเดอร์เนส (Wilderness) ใกล้เมือง
ชานเซลเล่อส์วิล (Chancellorville) นั้น คือความได้เปรียบ จึงให้ทหารฝ่ายเหนือตั้งแนวรับไว้กลางป่า นอนเล่นรอ
นายพลลี ถอยมาให้ตีอย่างใจเย็น

"พอล เราไม่เคยตั้งทัพในป่าทึบๆ แบบนี้เลยนะ"    ท็อปตั้งข้อสังเกต ข้างหน้าแนวรับของเรามีห้วยชื่อ Lewis Creek
ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าทึบดูมืดไปหมด พวกทหารรู้สึกปลอดภัยสบายดี ตัดไม้และขุดทำเนินดิน เพื่อขยายแนวรบ ปาก
ก็ร้องเพลง หรือเล่าเรื่องลามกดูครื้นเครง
     "นั่นซี ยกข้ามมาได้ถึงนี่กลับหยุด แทนที่จะบุกต่อ"    พอลเองคราวนี้จนมุมเดาใจแม่ทัพไม่ออก
     หมู่ทอมบร่าเองก็วิตก แกมีญาณวิเศษเสมอ ถ้าจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น
     "ข้าอยากไปตั้งรับที่อื่น ไม่รู้สิ ไม่ชอบที่นี่เลย มาดูนี่กันเถอะ"    แกพาเดินออกไปทะลุหลังป่า มีทุ่งโล่งสลับไปเป็น
ระยะๆ แลเห็นปีกขวาของกองทัพ ตั้งอย่างโดดเดี่ยวกลางทุ่ง ด้านหลังเป็นป่าอีกผืนหนึ่ง
     "ส่วนไอ้โน่นดันเปิดปีกเอาไว้ในที่โล่ง จะโดนทหารม้าของนายพลสจ๊วตล่อเอาง่ายๆ ทหารม้าของเราก็เตลิดไปไหน
ไม่รู้ไม่ทำหน้าที่ส่งข่าวเลย"
     วันรุ่งขึ้น นายพลลีส่งทหารมาเยี่ยมแต่เช้า พวกเราที่ออกไปขยายแถวเฝ้าระวังอีกฝั่งของห้วยถูกทักทายก่อน เสียง
ปืนปึงปังอยู่ในป่า สลับเสียงบูมๆของปืนใหญ่ลอดหมู่ไม้จากระยะไกล ตกบ่ายมีเสียงลือมาว่า ให้รอคำสั่งบุก แต่แล้ว
ท่านผู้กองกลับขี่ม้าผ่านมาบอกพวกจ่าให้ถอย
     "บ้าแท้ๆ ที่ตั้งของเราอยู่บนเนินได้เปรียบจะตาย"    ท่านบ่น  
       "ยังไม่ได้รบเลย โดนแหย่หน่อยก็ถอยเสียแล้วนะครับ"    จ่าเวอร์เนอร์ต่อว่า

image005

ท็อปฝืนใจตั้งแนวรบในป่า

     พวกท็อปถอยกันมาอย่างมีระเบียบ ในป่านี้มีถนนสำคัญหลายสาย เป็นถนนดินซึ่งเกวียนสัมภาระต่างๆกำลังควบ
ผ่านกันฝุ่นตลบ เพื่อให้พ้นระยะปืนใหญ่ ขณะที่ยืนออกันริมถนน ข้าศึกได้โผล่ออกมาบนถนนทั้งด้านซ้ายและขวา
ชนิดที่ไม่รู้ตัว
     "ถอยเร็ว เราโดนล้อมแล้ว"   พวกทหารใหม่ร้องตกใจกลัว บางคนทิ้งปืนวิ่งหนี บางกลุ่มตั้งแถวยิงโต้กันบนถนน
โล่งๆตามตำรา
     "ไปลากมันหลบหลังต้นไม้"    หมู่ทอมบร่าตะโกนสั่ง ช้าไปแล้วพวกกบฏคร่ำศึก ยิงสวนออกจากพุ่มไม้โดยรอบ
เด็กพวกนั้นยิงต้านได้เพียง 2 นาที ก็ตายยกหมู่ มีเสียงปืนใหญ่ ยิงสาดลงมาจากเนินที่เราเพิ่งจะถอยออกมา กระสุน
ลูกปราย (Canister) เฉือนปีกไม้สนใหญ่ๆ เบ้อเป็นรู
     "กูเผ่นละงานนี้"   รอนทนใจเย็นไม่ไหว พวกเรากระโดดข้ามถนนตามไปด้วยติดๆ
    
ตกค่ำเราตั้งแนวรับใหม่อยู่ในป่าทึบใกล้กองบัญชาการใหญ่ นับว่าเป็นกองกลางของทัพฝ่ายเหนือ
ท็อปสงสัยว่า ป่าแบบนี้จะเอาปืนใหญ่ 400 กระบอก ไปตั้งยิงได้สักกี่ที่กัน การรบประชิดแบบตะลุมบอนคงเลี่ยงยาก
ขอเตรียมตัวไว้ดีกว่า
     "เฮ้ย ท็อปดาบหรือนั่น"   ไมค์เหลือบเห็นดาบสยามหลูบเงินทั้งเล่มเป็นครั้งแรก แสงจันทร์ข้างขึ้นกระทบฝักและ
คมดาบเงาวับ ขณะที่เจ้าของดาบหลบไปนั่งคุกเข่าลงยกดาบขึ้นพนมเหนือหัวอยู่เงียบๆคนเดียว
     "สวยจริงๆเป็นลวดลายที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ขอดูได้ไหม"    ไมค์เป็นคนชอบมีดอยู่แล้ว ขยับเข้ามารับไปดู
อย่างชื่นชม ท็อปขอให้ทำความเคารพดาบก่อน เจ้าคนอังกฤษมองหน้าแทนคำถาม
     "ดาบเก่าปู่และทวดเคยใช้รบมาหลายครั้ง เป็นดาบนายทัพ คนตะวันออกเขาให้ความเคารพสูง"
     "ช่างละเอียดอ่อนและอุดมไปด้วยวัฒนธรรมเหลือเกิน เหมือนที่แกไม่ชอบให้ใครนอนเอาตีนชี้มาที่หน้า หรือไม่
ยอมลอดราวตากผ้าละซี"     ไมค์ยิ้ม  ความแตกต่างระหว่างคนอังกฤษ (ชาติเก่า) และคนอเมริกัน (ชาติใหม่) อยู่ที่
ตรงนี้ แม้ไมค์จะไม่ได้มาจากตระกูลสูง แต่คนอังกฤษก็ยังรับรู้เรื่องความซับซ้อนของวัฒนธรรมประเพณีได้ดีกว่า
     "ฉันยังไม่เคยใช้เลยไมค์ เคยแต่ฝึกรำกระบี่กระบองแบบพื้นๆ ในยุคที่ใช้ปืน ดาบเหมือนเครื่องประดับเกียรติยศ
มากกว่า"   ท็อปเผยความกังวลใจ
     "ดาบเล่มนี้ถ้าให้เดานะ ถูกออกแบบมาสำหรับรบบนดินไม่เหมือนกระบี่ทหารม้าของเราที่ใช้กัน"    ไมค์เลยชวน
คุยให้คลายใจ
     "ในสยามทหารม้ามีน้อย นอกจากปืนคาบศิลาแล้วก็ใช้ดาบหอกกัน แต่ท่วงท่าการฟันดาบมิได้ใช้กำลังเข้าปะทะ
ระหว่างคู่ต่อสู้แบบอัศวินอังกฤษสมัยโบราณ ซึ่งต้องใช้ดาบขนาดใหญ่ มีน้ำหนักเพื่ออัดข้าศึกผู้ใส่เกราะหนา หรือทุ่ม
เข้าฟันด้วยมือทั้งสอง อย่างดาบของซามูไรญี่ปุ่น ซึ่งนักรบก็มีเกราะสวม"    ท็อปเริ่มออกท่ารำดาบให้ดูรู้สึกว่าตัวเอง
เก้ๆกังๆพิกล   "พวกเราใช้ดาบซึ่งมีน้ำหนักสมดุลที่บริเวณกั่นดาบ ไม่หนักไปที่ปลายเหมือนของฝรั่งหรือญี่ปุ่น เพราะ
วิธีฟันเป็นการปาดหรือวาดลู่ลงบนเป้าหมาย ลีลากวัดแกว่งผสมกับวิชาหมัดมวย ถือเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะรุกและรับ
สามารถใช้หมัด ศอก เข่า และขา แม้แต่ปลายด้ามกระแทกได้เสมอ"
     ไมค์มองอย่างทึ่ง ในสายตาของฝรั่งเขาดูไม่ออกหรอกว่าท็อปไม่สันทัดในการใช้ดาบเท่าใดนัก
     "อ้อ รู้ละดาบที่เบาและสมดุลทำให้แกสามารถควงดาบและยืนรบได้นาน พลิ้วได้ตามใจหมาย ฉันไม่แปลกใจที่
ดาบเล่มนี้ไม่จำเป็นต้องมีกะบังมือเลย"
     "การรบของเราเป็นแบบตัวต่อตัว ดาบแบบนี้จะเทียบกับดาบสั้นของพวกโรมันก็ยังไม่ได้ เพราะทหารราบเบาพวก
นั้น เขามีโล่โลหะใหญ่ไว้ป้องกัน"   ท็อปหยุดรำรู้สึกเหนื่อย ไมค์เลยขอลองรำบ้าง
     "อาวุธแบบนี้บางเบาเหมือนนางงาม สะพายหลังไว้ก็แล้วกัน ฉันเห็นแกมีอาวุธมากกว่าเพื่อน ปืนพกก็มี พรุ่งนี้ได้
ใช้ครบแน่ ว่าแต่ดาบนี้อายุสักเท่าใด"   ว่าพลางคืนดาบให้ แล้วทำท่าพนมมือบ้าง
     "ฮืม...เอาเป็นว่า ประเทศอเมริกายังไม่เกิดก็แล้วกัน"    แล้วทั้ง 2 สหายศึกจาก "โลกเก่า" ก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน

image006

         ดาบบุเงินหรือหลูบเงิน สไตล์ล้านนา 

image008

สภาพอับมุมยิงปืนใหญ่ ณ สถานที่จริง

ดาบหลูบเงิน
2 พฤษภาคม ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406)
     แม่ทัพใหญ่ควบม้าออกตรวจพลแต่เช้ามืด เป็นครั้งแรกที่ท็อปได้เห็นตัวนายพลฮุ๊กเกอร์ ผู้มีชื่อเสียงทั้งเรื่องสุรา
และนารี ทหารเชียร์รับกระหึ่มแนวรบ บางคนโยนหมวก หลายคนเอาหมวกเสียบดาบปลายปืนชูขึ้นเหนือหัวแทนธง
     "ฮูเร....ฮูเร.....ฮิบๆ ฮูเร......."      พลังเสียงของทหารร่วมแสนคนโห่ร้องอื้ออึง เปล่งพลังสะท้อนก้องป่า ราวกับฟ้า
คำรามก่อนพายุฝน ขวัญทหารยังดีเยี่ยม 
     "กองทัพชั้นดีที่สุดที่โลกนี้เคยเห็น"   ท่านแม่ทัพโอ่
ทหารจากเมืองสยามกลับหวนคิดถึงบ้าน คนไทยช่างเก่งเหลือเกินสามารถเอาบรรยากาศ "วันชุมพล" เช่นนี้ไปใส่ใน
บทพากย์โขนรามเกียรติ์ได้อย่างเหมาะเจาะเร้าอารมณ์ นี่ถ้าแม่ทัพใหญ่แกเป็นพระราม พวกนายทหารที่ตามมาน่า
จะให้แต่งชุดพญาวานร เป็นสุครีพ องคต หนุมาน ส่วนพวกพลทหารชุดสีน้ำเงิน แน่นป่าอยู่นี่ล่ะ ทหารลิงจากเมือง
ขีตขินเป็นแน่แท้

     "พระเสด็จด้วยขุนพานร
อีกทั้งองค์ พยุหแสนยากร
ก็โดยเสด็จมากมี
พลพานรินทร์(ลิง) เพียบพื้นปฐพี
ยัดเยียดเสียดสี
ดุจทรายในท้องสมุทรตรา............(บัดนี้รัวแล้วเชิด)"

ทหารแสนคนยืนโห่ร้องพร้อมกันดูเนืองแน่นดั่งเม็ดทรายในมหาสมุทรเสียจริงๆ อยู่ที่ว่านายพลฮุ๊กเกอร์จะใช้ได้อย่าง
ชาญฉลาดเพียงไหน

image010

ดุจทรายในท้องสมุทรตรา

     "บัดนี้รัวแล้วเชิด......... อย่าให้จบด้วยเพลงโอด (ครวญ) ก็แล้วกัน"     ท็อปนึกเอาใจช่วยแล้วหันไปพูดกับพอล   
"พอล ข้าตีปริศนาออกแล้วเรื่องว่าการมาตั้งทัพอยู่กลางป่านี่น่ะ"   ว่าแล้วก็จุดกล้องยาเส้น ทำจากซางข้าวโพดอย่าง
ง่ายๆ เดี๋ยวนี้อดีตคุณชายเป็นพวกแยงกี้เต็มตัวแล้ว ติดทั้งกาแฟและยาสูบ
     "เมื่อ 80 ปีก่อนบรรพบุรุษของข้าตามพระมหากษัตริย์ไปตั้งรับกองทัพพม่าทางตะวันตกที่เรียกว่า เขาชนไก่ เมือง
กาญจนบุรี สงครามครั้งนั้นพม่ามีคนตั้ง 100,000 คน ช่างเหมือนกองทัพของเราจังเลย ทัพสยามมีน้อยกว่านัก พม่า
แยกกันมา 9 กองทัพ กษัตริย์ต้นราชวงศ์ของข้าเลยสั่งให้ตั้งค่ายสกัดข้าศึกไว้ในป่า มิให้ออกมารบพร้อมกันได้ ช้างม้า
ติดอยู่บนเขาพร้อมปืนใหญ่"
     "ชักน่าสนใจว่ะ"    พอลเริ่มคิดตาม พอเห็นอะไรลางๆแล้ว
     "จากนั้นท่านสั่งให้ต้นตระกูลของข้า แยกทัพน้อยออกไป ดักตีข้าศึกกองอื่นๆ ซึ่งยกมาทางเหนือ เราแยกตีมันแตก
ทีละกองทัพทั้งที่มีน้อยกว่า"     ท็อปเล่าต่อ
     "นายพลลีก็มีน้อยกว่าเราครึ่งหนึ่ง ยังมายันเราอยู่ในป่าได้ ถ้าลีแบ่งทหารออกตีเราอีกทางก็คงเหมือนกันใช่ไหม"   
พอลตาค้างแลเห็นแสงสว่างในธรรมะ
     "ฝ่ายเรามัวแต่คิดเหมือนพม่าว่ามีคนมากกว่า เพียงตั้งรับพวกกบฏคงจะถอยไปเอง จากนั้นจะได้บีบมันไว้ในวง
ล้อม สงครามมันง่ายอย่างนั้นเราคงเป็นนายพลกันไปหมดแล้ว"   ท็อปเองก็ชักกลัว
       "เราคงมีนายทหารเพิ่มอีกคนละ"    รอนหยอก
    
     ฝ่ายใต้เริ่มยิงมาที่ปีกซ้ายของเราก่อน จากนั้นราวๆเที่ยงเริ่มสลับมายิงใกล้ตรงกลางมากขึ้น เสียงทหารม้าข้าศึก
โห่ร้องกันอยู่ในป่า แต่ไม่เห็นตัว
     "ไอ้ทหารผี ดูไม่ออกเลยว่า มันจะโผล่จากป่าที่ตรงไหน"    รอนบ่น มีคำสั่งให้เตรียมพร้อมดาบปลายปืนติดไว้
ตลอดเวลา
     "โน่นมาแล้ว"     พวกทหารใหม่ตะโกนบอก
     "ครืนๆ"      ขบวนทหารม้าฝ่ายใต้โผล่มาจากป่า ใครว่ามันทึบจนเดินไม่ได้     "ปัง..ปัง..ปัง"  
       ทหารม้าออกมายิงใส่เราแล้วควบหนีเข้าป่า    "ตูมๆ"    ปืนใหญ่เริ่มยิงไล่ แต่คลำไม่ค่อยถูกเป้า สักครู่มันก็โผล่
มายิงล่อเราอีก การกวนใจแบบนี้ทำให้เครียดไปทั้งแนวรบเดาไม่ออกว่าจะเข้าตีจริงๆตรงไหน
     "กองพันที่ 13 เคลื่อนไปข้างหน้า"     คำสั่งมาแล้ว แถวทหารออกจากที่ตั้งอย่างระวังตัว ทหารม้าหนีเข้าป่าลึกไป
เรื่อยๆ มีทหารราบข้าศึกมายิงรบกวนแทน     "ทหาร ระวัง...เล็ง....ยิง"
     "ปังๆๆๆ"     พวกทหารใหม่ทำได้ไม่เลว ยิงเสร็จก็คว้าแซ่ออกมากระทุ้งปากลำกล้อง ล้วงกระสุนจากกระเป๋าแล้ว
เอาปากกัดกระดาษหุ้มตรงท้าย    
     "บรรจุ..."     ทหารเทดินปืนลงในลำกล้อง เอาแซ่กระทุ้งอัดดินลงไป แล้วยัดหมอนและหัวกระสุนตามลำดับ จาก
นั้นหยิบแก็ป (Primer) วางบนหัวนม (Nipple)   
     "เล็ง"     แล้วยกปืนขึ้นง้างนกสับให้สุดเสียงสปริงดังแกรก
"ยิง"      ทั้งหมดตามวงจรการบรรจุนี้ ทหารที่สติไม่แตกควรใช้เวลาไม่เกิน 15 วินาทีต่อการยิง 1 นัด    "ตามพวกมัน
เข้าไป"      ทอมบร่าสั่ง    "มันหายตัวไปหมดอีกแล้ว"  
       ใครไม่ทราบบ่นเมื่อควันดินปืนเริ่มจาง พอตามเข้าป่าไปก็ เริ่มมีเสียงยิงกวนออกมาอีกเป็นชุดๆ แต่ไม่น่าสนใจ
เท่าเสียงทหารขบวนใหญ่เดินเท้าอยู่ไกลๆทางด้านขวา
     "ท็อป ฉันว่ามันไปปีกขวาเราแน่ๆ ถ้ามันจะตีตรงที่เรายืนอยู่นี้ก็น่าจะทำแต่เช้าแล้ว มามัวรออยู่ทำไม" พอลปักใจ
เชื่อ การยิงรบกวนดำเนินต่ออีกหลายชั่วโมง ครั้นตกบ่าย 5 โมงเย็น เสียงครืนๆ ของทหารจำนวนมากกลับไปปรากฏ
ตัวทางขวาสุด มีเสียงปืนเกรียวกราวตามมาแบบฟ้าถล่ม พวกเราหน้าเลิกลั่กทำอะไรไม่ถูก 
     "แจ็คสันกำแพงหินแยกทหารจากนายพลลี ลอบอ้อมไปตีปีกขวาเกือบละลายแล้ว บางส่วนเริ่มตลบหลัง เข้าตีกอง
หนุนของเราด้วย!"     ทหารคนหนึ่งวิ่งมาส่งข่าว
     ครั้นทนรอฟังอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาก็มีเสียงทหารข้าศึกอีกขบวนใหญ่อยู่ข้างหน้าเรานี่เอง
"ดูโน่น"   เสียงคนหนึ่งพูดอย่างตระหนก ที่ราวป่า กระต่าย กระรอกและไก่ป่า เตลิดออกมาเป็นฝูง มีกวาง 2-3 ตัว วิ่ง
ตัดแถวทหารของเราออกไปอย่างตื่นกลัว เสียงคนแหวกพุ่มไม้ดังซู่ๆ

image011

ฝ่ายใต้โผล่จากป่าทุ่มเข้าใส่ปีกขวาอย่างไม่รู้ตัว

     "ทำไงดีจ่า ขืนอยู่ตรงนี้เรามีหวังถูกตัดขาดจากทัพใหญ่"    พอลร้องถามจ่าเวอร์เนอร์ ก่อนที่ใครจะขยับข้าศึกก็
โผล่จากป่าแล้วยิงใส่ตับใหญ่    "ตึง..ตึง..ตึง...พรึบ....พรึบ....พรึบ"     เสียงไรเฟิลที่ใช้ดินดำเวลายิงพร้อมๆกัน กลาย
เป็นเสียงพรึบยาวต่อเป็นตับ ทหารแถวหน้าของเราล้มลงระเนระนาด อำนาจการยิงในที่แคบน่ากลัวนัก ทอมบร่าลาก
คอท็อปมาอยู่หลังต้นโอ๊กใหญ่ พวกทหารที่พยายามยิงสู้ล้มลงทีละแถว ท็อปฝืนยิงสู้จากโคนไม้แต่มองหาเป้าลำบาก
มาก
     "ถอยๆเร็วพวกเรา"   เสียงตะโกนบอกต่อๆกัน โธ่นี่รบมา 2 วัน ถอยทั้ง 2 วันเลยนะ เราออกวิ่งมาถึงชายทุ่ง
นายร้อยตรีคนหนึ่งมายืนขวางทางไว้
     "อย่าออกไป"    ทหารกลุ่มแรกไม่ยอมฟัง วิ่งไปในที่โล่ง เสียงปืนรัวออกมาจากราวป่า พวกนั้นล้มลงนิ่งไม่ร้องสักคำ
"หลบไปอีกด้านหนึ่ง เลาะป่าไปนะ"     จ่าเวอร์เนอร์แนะ เราก็วิ่งฝ่าเถาวัลย์และพุ่มไม้หนาไป เป้าหมายคือ เนินที่ชายทุ่ง
ซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยปืนใหญ่เบาของพวกเรา แต่แล้วมีทหารเสื้อเทาเกือบ 50 คน โผล่มาขวางไว้ มันดูจะตกใจที่พบเรา
เหมือนกัน ใครพร้อมยิงก็ยิง พร้อมแทงก็แทง  
     "ปัง"    ปืนเล็กยาวของท็อปลั่นออกเป็นครั้งสุดท้าย ดูเหมือนจะไม่โดนใครเลย เจ้าเสื้อเทากางเกงลายคนหนึ่ง
แทงเข้ามาก่อน ต้องเอี้ยวตัวกระโดดหลบ ปลายดาบทะลุชายเสื้อออกไปรู้สึกแปลบๆ ท็อปตีมันด้วยพานท้ายแต่ตัว
มันอย่างกับยักษ์ไม่ยอมล้ม ท็อปถอยออกมาจ้วงแทงบ้าง    "พลาด"  เขาร้องอย่างผิดหวัง ปืนปักติดต้นไม้ รู้สึกเคือง
เพราะเกิดมายังแทงใครไม่โดนสักที ลองปืนของหลวงพ่อดีกว่า
     "เปรี้ยง"    เจ้ายักษ์ทรุดลงแทบเท้า พอลคว้าคอเสื้อลากให้วิ่งต่อ  
     "อย่าเสียเวลาหยิบปืนยาวเลย"  ยังมีเสื้อเทาอีกหมู่ขวางเราไว้
     "ดาบ....ท็อป ดาบที่หลังไง"     ไมค์เตือนสติ จริงซิ แล้วดาบไทยก็ประกายวาววับต่อสายตาข้าศึก พวกมันมอง
อย่างแปลกใจ 2 คน แทงเข้ามาพร้อมกัน สัญชาติญาณสั่งให้เหวี่ยงแขนเอาดาบปัดปลายลำกล้องออกไปให้พ้นตัว
แล้วตวัดแขนฟันลงที่คอของเจ้าคนหนึ่งเลือดสาด คนที่ 2 ตกใจชะงัก ท็อปตวัดดาบฟันขึ้นจากล่างอีกครั้งถูกแขนร้อง
ลั่นด้วยความเจ็บปวด เปิดโอกาสให้พวกเราวิ่งออกจากป่าไปที่กองปืนใหญ่ ท็อปแทงจิ้มหน้าอกมันเข้าไปเบาๆ แล้ว
วิ่งตามรอนไป
     พอออกมากลางทุ่ง มีเสียงม้าควบตามหลังมา นายทหารม้าฝ่ายใต้คนหนึ่ง กำลังเงื้อดาบฟันลงที่ทหารเสื้อน้ำเงิน
ซึ่งวิ่งรั้งท้ายขบวนล้มลง แล้วชักม้าใส่ท็อป วินาทีมรณะนั้น เขาไม่อาจหันหลังวิ่งหนีต่อไปได้ต้องข่มใจยืนสู้ด้วยดาบ
กันละ คิดว่าถ้าเขาตายเพื่อนๆที่วิ่งอยู่ คงเสร็จเขาไปด้วยจึงต้องชนะอย่างเดียว กระบี่ทหารม้าเล่มยาวเงื้อหมายที่คอ
ดาบของท็อปสั้นกว่ามาก บัดนั้นจึงย่อตัวลง ยกดาบหงายคมขึ้นรับให้ปิดศีรษะและหลังไปตามแนวลำตัว เสียงคมมีด
กระทบกันกราวน่ากลัว เจ้านั่นดึงม้ากลับ ม้าร้องยกขาหน้าขึ้นตั้งใจให้กระทืบลงบนร่าง แล้วเห็นมันชักปืนพกลูกโม่ออก
มาเล็งยิง ท็อปใจหายวาบ รีบกระโดดกลิ้งหลบอยู่ในพงหญ้า
       "แชะ"     เสียงนกปืนกระทบจอกแก๊ป    "ปืนไม่ลั่น"     ท็อปดีใจในชะตา ส่วนข้าศึกหัวเสียรีบเก็บปืนจะใช้กระบี่สู้อีก
ดูสับสนอยู่บนหลังม้า
     "ทำอะไรสักอย่างซิ"   จ่าเวอร์เนอร์และพวกเห็นเหตุการณ์อยู่ร้องเตือน พอลคว้าปืนยาวเอ็นฟิลด์จากทหารที่วิ่งเตลิด
มาคนหนึ่ง กัดท้ายกระสุนถ่มออกและบรรจุแข่งกับเวลา   "ช้าเกินไป"    ทุกคนนึกในใจ
     แต่ท็อปยันตัวลุกขึ้นก่อนข้าศึกจะฟันลงมา แล้วหลับตาเหวี่ยงดาบลงที่ขาหน้าของม้าอย่างไม่เต็มใจ เสียงมันร้องลั่น
เสียหลักล้มลงพร้อมผู้ขี่ ท็อปถลันตัวตามวาดดาบเข้าใส่ทันที ถูกเข้าที่ข้อมือ กระบี่หลุดไปแล้ว แต่พยายามจะลุกขึ้นสู้ต่อ
     "ตูม"    เสียงปืนของพอลดังตามมาติดๆ ถูกร่างนั้นล้มลงนิ่งไป    "เร็วท็อปวิ่งหนี พวกมันกรูออกมาอีกแล้ว"
หนุ่มสยามสะบัดหน้าดึงสติกลับคืนมา เสียงปืนดังอยู่รอบๆตัว เขามองที่ร่างของนายทหารม้า แล้วกระโจนเข้าคว้าปืนพก
จากเข็มขัดก่อนวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

image013

เหนือนายพลทั้งปวง – The Gray Fox

image015

นายพลแจ็กสัน Stonewall Jackson แขนขวาผู้จากไป

     "ดูไอ้ตัวเล็กโน่นมันยืนสู้กับทหารม้าคนเดียวด้วยดาบ"    พวกทหารปืนใหญ่ชี้ให้ดูกัน    "ขบวนทหารราบข้าศึก
โผล่ออกมาแล้วยิงได้หรือยัง"
     "อย่าเพิ่งเดี๋ยวถูกไอ้ตัวเล็กนั่น"     จ่าผู้คุมปืนร้องห้าม    "ข้าไม่ยิงใส่พวกเดียวกันหรอกให้เขาหนีออกมาก่อน"    
คนหนึ่งตะโกนให้เรารีบวิ่ง พอเห็นได้ระยะแล้วโบกมือให้หลบ
     "นอนลงๆ เราจะยิงลูกปราย"     หมู่ทอมบร่าไวกว่าเพื่อนเตะขารอนจนล้มแล้วผลักคนอื่นๆลง ท็อปแลเห็นก็พุ่ง
ตัวตาม     "ตูม....ตูม...ตูม....."     ปืนใหญ่ม้าขนาด 12 ปอนด์  สาดกลุ่มกระสุนข้ามหัวไปหวุดหวิด ขบวนเสื้อเทาหาย
ไปกับกลุ่มควัน ท็อปชะโงกหัวขึ้นเหลียวดู แล้วฟุบหน้านิ่งลงอย่างสิ้นแรง
    
ศึกชานเซลเลอร์วิลจบลงใน 4 วันต่อมา โดยฝ่ายเหนือถอยทัพข้ามแม่น้ำกลับที่เดิมและเสียทหารไป 17,000 คน แลก
กับพวกเสื้อเทา 14,000 คน ท็อปรู้สึกขมขื่นที่ต้องถูกตีถอยเป็นรายวันตั้งแต่วันแรกด้วยข้าศึกที่น้อยกว่า นายพลลีได
้รับการยกย่องในไหวพริบ สามารถแบ่งทหารออกเป็น 3 กอง แล้วโอบตีทหารกว่าแสนคนให้แพ้ได้ แม่ทัพใหญ่ของเรา
กี่คนแล้วที่มาเสียทีให้แก่นายพลผู้อยู่เหนือนายพลผู้นี้   โป๊บ......แมคโดแวล.........เบิร์นไซด์...........และฮุ๊กเกอร์ แต่มัน
เป็นชัยชนะราคาแพงเพราะในตอนค่ำนายพลแจ็คสันกำแพงหิน ถูกพวกฝ่ายใต้ด้วยกันเข้าใจผิดยิงจนบาดเจ็บขณะคุม
คนเข้าละลายปีกขวานั่นเอง และเสียชีวิตในวันต่อมา
     "ฉันเสียแขนขวาไปเสียแล้ว" นายพลลี หรือ จิ้งจอกสีเทา กล่าวอย่างเศร้าสลด
 

ตอนต่อไป เก็ตตี้สเบริก

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com