Home

ทวีปที่หนึ่ง - Land of the Eagle
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

อ่าวบอสตัน : 12 พฤษภาคม ค.ศ.1862 (พ.ศ. 2405)
                
อาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เริ่มฉาดแสงผ่านหมู่เมฆสีเทาที่ลอยอยู่เหนืออ่าว ขับไล่ความมืดอันปกคลุมตัวเมือง ฉายให้เห็น
อาคารบ้านเรือนตลอดจนเรือสินค้านับสิบลำ ซึ่งทอดสมออยู่ไกลๆได้อย่างชัดเจน ลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อยๆ
ลอดช่องหน้าต่างเคบินผู้โดยสารท้ายเรือ S.S. New Holland มากระทบใบหน้าของนายยอด ซึ่งตลอด 8 เดือนเศษนี้
เขาได้ทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้ และอาศัยนอนในส่วนนี้ของเรือ

             โอ้….ในที่สุดก็ถึงบอสตันจุดหมายปลายทาง อากาศช่างสดชื่นแจ่มใสเหลือเกิน ต่างกับเมื่อเดือนก่อนตรงกับ
วันสงกรานต์ วันนั้นเรือยังต้องฝ่าพายุที่บริเวณ แหลมแฮทเทอราส ฝั่งรัฐนอร์ทคาโรไลน่า "สุสานแห่ง แอตแลนติค"
(Cape  Hatteras - Graveyard of Atlantic) แทนที่ยอดจะได้เล่นประน้ำหอมบนแก้มของปราง กลับต้องตะกายไป
ตามดาดฟ้าเรือเพื่อช่วยเหล่ากลาสีปรับใบเรือท่ามกลางความ พิโรษของมหาสมุทรที่แกล้งสาดสงกรานต์น้ำเค็มเสีย
อย่างไม่ปราณี

             ค่อนปีของการเดินทาง  ผ่านมหาสมุทรอินเดีย อาฟริกา  และข้ามแอตแลนติค  ได้เปลี่ยน นายยอดชาวสยาม
เป็น มิสเตอร์ท็อป  เด็กรับใช้ประจำเรืออย่างสมใจกัปตันดูปองท์ ท็อปทำงานหนักทุกวัน ช่วยงานกลาสี  ขัดถูเรือ ดูแล
ห้องผู้โดยสารทั้ง 4 ห้อง แถมห้องกัปตันและต้นหนโจ จัดเตียง ซักผ้า เสริฟอาหาร เก็บล้างถ้วยชาม เทสิ่งปฎิกูล และ
ล้างส้วม กว่าจะเสร็จก็ดึกทุกคืน มันเปลี่ยนมือที่เคยอ่อนนุ่มแบบคุณชาย เป็นมืออันหยาบกร้าน จากร่างที่บอบบาง
มาเป็นคนล่ำสันจนผิดตา

 สิ่งที่ท็อปประทับใจบนเรือลำนี้คือบรรยากาศอันเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายแบบของชาวเรือที่ไม่
รังเกียจเหยียดผิวกัน ที่จริงแล้วคนต่างชาติบนเรืออเมริกันมิใช่ของใหม่ มีอยู่บ่อยครั้งที่เรือสินค้าแม้แต่เรือรบจะรับ
เอาพ่อครัวหรือเด็กรับใช้จากท่าเรือท้องถิ่น เช่น จีน อินเดีย หรือ มะนิลา ไว้ประจำเรือ ดังปรากฏภายหลังว่ากองทัพ
เรืออเมริกันช่วงสงครามกลางเมืองมีคนจีนเป็นกลาสีอยู่มิใช่น้อย ส่วนงานหนักที่ไร้ค่าจ้างของท็อปนั้นนับว่าคุ้มค่า
เพราะได้แลกกับโอกาสที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วกว่าปกติ  แถมได้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ของ
อเมริกาและชาติยุโรปอื่นๆจาก 2 หมอสอนศาสนาโปรแตสแตนท์ ที่โดยสารกลับจากเมืองจีนพร้อมเรื่องราวและ
หนังสืออันน่าสนใจอีกเป็นลัง

เงื่อนไขของกัปตันดูปองท์อีกข้อหนึ่งคือ ท่านบังคับให้จดและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ได้วันละ 2 - 3 คำ
กว่าจะถึงบอสตันเขาก็มีสมุดคำศัพท์ที่ท่องขึ้นใจถึงกว่า600 คำ พอเอาตัวรอดขอข้าวกินได้ ครูจำเป็นอีกคนคือ
ต้นหนโจ ในขณะที่กัปตันเป็นนายทหารเรือเก่าผู้มีวินัยและการศึกษาสูง โจกลับสอนภาษาอังกฤษในด้านมืดๆมัวๆ
ให้อย่างจุใจ มีทั้งคำหยาบและเรื่องการผจญภัย 7 คาบสมุทรฉบับใต้สะดือมาเล่าได้ทุกคืนเมื่อเหล้ารัมตกถึงท้อง
ภาษาง่ายๆเพียงคำเดียวที่โจใช้สื่อสารนั้น ก็สามารถบรรยายกิจกรรมบางอย่างในที่ลับของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน
ซึ่งถ้าคุณแม่มาได้ยินท็อปพูดเข้าคงเป็นลม แต่มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเข้าประจำกองทัพ

หลังจากเรือเทียบท่าและนายท่าตรวจเอกสารเรียบร้อยแล้ว  กัปตันจึงเรียกให้มาพบ
"ท็อปไม่คิดจะสมัครเข้ากองทัพเรือบ้างหรือ ฉันว่าเสี่ยงชีวิตน้อยกว่านะ"  ท่านเชียร์ตามนิสัยทหารเรือ  
"กองทัพเรือได้เปรียบฝ่ายใต้มาก หน้าที่หลักคือปิดล้อมเมืองท่าของข้าศึกไม่ให้รับอาหารและยุทธภัณฑ์
จากต่างประเทศได้"
เรื่องนี้ท็อปก็เห็นมากับตาเมื่อเรือของเราถูกเรือรบกลไฟ USS Maine สกัดระหว่างทางเพราะคิดว่าขนสินค้ามา
ส่งพวกกบฏแต่ฝืนใจตอบว่า
"กระผมขออยู่บนบกเถิดครับ ถึงจะอาศัยเรือท่านมาค่อนปีก็ไม่รู้สึกว่าอยากถือเป็นอาชีพประจำ" 
กัปตันดูผิดหวังสีหน้าเคร่งขึ้น
     "ที่ฉันถามเพราะพวกนายท่าให้ข่าวว่าการรบทางบกไม่ได้ผลตามที่ประชาชนหวังเอาไว้ สงครามจะยาวนานกว่า
ที่คิด นี่เข้าปีที่ 2 แล้วทำอะไรฝ่ายใต้ไม่สำเร็จสักครั้ง"  ท็อปสนใจถึงข่าวนี้ทันที 
     "เขายังต้องการทหารอาสาอยู่ใช่ไหมขอรับ"
     "แน่นอนและดูจะไม่เพียงพอเชียวล่ะ มีการระดมอาสาสมัครเพิ่มตั้งแต่ปลายหน้าหนาวแล้ว เขาจะเอาไปช่วย
ล้อมเมืองริชมอนด์ (เมืองหลวงของฝ่ายใต้ในรัฐเวอร์จิเนีย)"   ท็อปค่อยๆยื่นข้อความที่ติดมาจากหนังสือบางกอก
คาเลนเดอร์ให้ดูแล้วว่า "ผมตั้งใจจะไปสมัครที่นิวเจอร์ซี่ตามหนังสือนี้"   จอร์จ ดูปองท์อ่านแล้วก็พยักหน้า
     "OK เธอซ่อนอยู่บนเรืออีกสัก 2 - 3วันเป็นเพื่อนโจเขา ฉันจะเข้าบ้านแล้วรับเป็นธุระให้ไปจนถึงนิวเจอร์ซี่ จาก
นั้นเธอต้องแก้ไขปัญหาเอาเองแล้วนะ"

USS Maine

 เรือ USS. Maine ขอค้นเรือของท็อปนอกฝั่ง

สามวันที่เหลือบนเรือเพื่อช่วยคุมการขนสินค้า เช่นไม้สัก เครื่องเทศ และงาช้างขึ้นบกทำให้เวลาว่างหมดลงอย่าง
รวดเร็ว พอเช้าวันที่ 3 โจจึงมากระซิบว่าคืนนี้หนึ่งทุ่มตรงจะมีรถม้ามารับ

     "เก็บของโว้ยท็อป แล้วเอ็งเอาปืนสั้นที่แอบเอามาด้วยให้ฉันดูก่อน"  อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมโจรู้แต่ก็หยิบมา
ให้อย่างว่าง่าย  "มีของดีแต่รักษาไม่เป็นดินปืนเสื่อมหมดแล้ว"

     ว่าแล้วโจก็เริ่มสอนวิธีบรรจุกระสุน การเล็งยิง การถอดประกอบ ลงน้ำมันจนคุ้นดีแล้ว จากนั้นจึงยื่นถุงกระสุนและ
ไถ้ใส่ดินบืนอันใหม่ให้

"มีปืนต้องใช้เป็น ดินปืนใหม่ฉันแบ่งให้ถือว่าแทนคำอวยพรก็แล้วกัน" โจหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วว่า
 "ดาบของแกฝักเป็นเงินแท้สวยมากเอาออกมาลับให้คมเสียบ่ายนี้ มันตากไอนํ้าเค็มน่ากลัวสนิมจะขึ้นหรือถ้าไม่
อยากแบกเกะกะฝากฉันไว้ก็ได้"  ต้นหนอมยิ้มนี่ขอเอาดื้อๆเลยนะ
     "เป็นของเก่าประจำตระกูลผมคงเอาไปด้วยนะขอรับ"
     โจหัวร่อก๊าก     "งั้นท็อปมีเงินติดตัวบ้างไหม กัปตันให้ฉันหาตั๋วรถไฟไปนิวเจอร์ซี่"
     คราวนี้ท็อปแกล้งตอกกลับไปว่า   "ต้นหนก็น่าจะรู้ว่าผมมีเหรียญเงินสเปนและเงินพดด้วงของสยามอยู่บ้างพอ
เอาไปแล้วแลกได้กระมัง?"

ครั้นถึงเวลานัดกัปตันดูปองท์มาด้วยตนเอง ท็อปกระโดดขึ้นนั่งคู่กัน รถม้าพาเข้าจัตุรัสกลางเมืองขณะนั้นยังไม่มืด
เพราะเข้าหน้าร้อนแล้ว  สองทุ่มยังมองเห็นกันสบาย กัปตันชี้ให้ดูแผ่นหินหลุมศพในสนามหญ้าข้างตึกขนาดใหญ่
แห่งหนึ่งแล้วว่า
"ทหารอังกฤษเคยยิงชาวเมืองที่มาประท้วงภาษีตายหลายคนที่นี่ เมื่อปี ค.ศ. 1770 เราชาวอเมริกันจึงถือว่าข้างโบสถ์ 
Park Street Congregational Church  นี่เป็นสถานที่สำคัญในประวัติการประกาศอิสรภาพแห่งหนึ่ง" 

ชายหนุ่มหันไปดูรอบๆแล้วถามว่า  "แม่น้ำชาลส์และมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด คงอยู่อีกด้านของท่าเรือนะขอรับ"  กัปตัน
พยักหน้า   "บ้านฉันอยู่ตำบล Beacon Hill  ติดแม่น้ำทีเดียวละ แต่ถ้าข้ามไปเมือง  Cambridge ที่ตั้งมหาวิทยาลัย
ต้องไปอีกไกล"

คุณนายดูปองท์ออกมายืนรับเมื่อพวกเราถึง เธอจัดให้ท็อปนอนในห้องใต้ถุนซึ่งอบอุ่นจากเตาผิง  เมื่อสามีเห็นเธอ
ยังมีสีหน้าหวาดๆอยู่ก็รู้ทัน  
     "ที่รัก......ท็อปไม่ใช่โจรหรือทาสหนีมาหรอก เขามาจากครอบครัวอันเป็นที่นับถือในเมืองสยาม"
     ดูเธอจะอายที่แสดงอาการให้จับได้  "ขอโทษด้วยนะมิสเตอร์ท็อป"    เธอยื่นมือให้ท็อปจับปลายนิ้วตอบตาม
ธรรมเนียม    "จอร์จบอกว่าเธอต้องไปพรุ่งนี้เที่ยง ฉันจัดอาหารไว้ให้กินบนรถไฟและมีของใช้ติดตัวไว้ยามจำเป็น"
     กัปตันลากเก้าอี้มานั่งแล้วตัดบทว่า
     "ที่รักช่วยอุ่นสตูเนื้อในครัวมาให้ท็อปเถอะ"    พอได้โอกาสจึงบอกท็อปว่า
"เมื่อปีก่อนการรับทหารอาสา เขาใช้เวลาประจำการทีละ 3 เดือน เพราะคิดว่าเรื่องจะไม่รุนแรงแค่ขู่เข้าพวกกบฏคง
ยอมแพ้ คนมาสมัครมากจนเข้าคิวยาว"   เขาถอนหายใจ  "พอรบครั้งแรกรัฐบาลก็แพ้ราบที่ศีก 1st Battle of Bull
Run  คนเจ็บตายมาก พอกลับบ้านก็ไม่ค่อยยอมกลับมาสมัครใหม่ ปีนี้เขาเลยเปลี่ยนว่าต้องเป็นคราวละ 3 ปี บาง
รัฐ เช่น นิวยอร์กเขาเริ่มเสนอเงินก้อน (Bounty) จ้างให้มาสมัคร"       ท็อปนั่งฟังที่เตียงอย่างตั้งใจ
       "เธอไปรบก็ต้องเป็นทหารแบบ 3 ปีด้วย อ้อนี่ตั๋วรถไฟ โจมันจดให้หมดแล้วว่าต่อรถที่ไหน ลงสถานีไหน คงหลง
ยาก ส่วนเงินดอลล่าห์นี่แลกจากของส่วนตัวที่เธอติดตัวมา"
     ท็อปรับซองกระดาษนั้นมาเห็นมีธนบัตรอยู่ปึกหนึ่ง คุณนายกลับลงมาพร้อมสตูชามใหญ่ แล้วเอากระเป๋าเป้
สะพายไหล่ (Haversack) ส่งให้ใบหนึ่ง 
     "พวกแม่บ้านที่ผัวไปรบเขาว่าอาหารการกินแย่มาก ทางบ้านต้องส่งของไปช่วย"

2persfx5_exb 2persfx7_exb

     ท็อปหยิบของในกระเป๋าออกมาดู  เธอว่า    "ของเก่าของจอร์จเขา ฉันยกให้ มีเสื้อสเวตเตอร์แขนกุด ถุงเท้า ถุงมือ
 ผ้าห่มผืนเล็กๆทำด้วยขนสัตว์ทั้งนั้น หน้าหนาวจะทรมานมาก อ้อนี่หวี กระจกเงา และแปรงสีฟัน"
     คุณนายดูปองท์เธอช่างรอบคอบยิ่งนักทำให้นึกถึงแม่ขึ้นมา  จึงก้มลงกราบตักทำเอาเธอตกใจ
     "เขาขอบคุณตามประเพณีของเขาน่ะที่รัก"
     คราวนี้ท็อปต้องพูดเรื่องสำคัญ 
     "ท่านขอรับ ผมทราบว่าเวลาสมัครเขาต้องใช้ชื่อและนามสกุล ชาวสยามไม่มีสกุลใช้กัน ผมแรกว่าจะเอาชื่อเรือ
ท่านมาใช้ แต่มันดูเป็นชื่อเมืองไม่ใช่ชื่อคน"     ท็อปหยุดอยู่ครู่หนึ่ง   "ท่านจะรังเกียจไหม ถ้าผมจะขอใช้ชื่อสกุล
ท่านในการสมัคร"
     จอร์จหันไปมองภรรยาเมื่อเห็นเธอไม่คัดค้านจึงว่า     "ฉันและครอบครัวจะรู้สึกเป็นเกียรติ์ยิ่งเช่นกัน ราตรีสวัสดิ์นะ"     
     ขณะที่ทั้งสองสามีภรรยาเดินขึ้นบันไดไปท็อปได้ยินเธอกระซิบว่า
     "พระเจ้าช่วยเถิดจอร์จ เขายังเด็กอยู่เลย เรารั้งเขาไว้จากอันตรายไม่ได้เชียวหรือคะ"

Recruit BW-1

ประตูนรกเปิดรับ  

 รถไฟมาถึงกลางดึกหลังจากวิ่งเลียดชายฝั่งจากบอสตันผ่าน เมืองโพรวิเดนซ์ รัฐโรดไอแลนด์ เมืองนิวเฮเว่นและ
บริจพอร์ท รัฐคอนเนคติกัต เพื่อจะไปสุดทางที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ท็อปตื่นเต้นมากกับการโดยสารรถไฟเป็น
ครั้งแรกในชีวิต แต่ยอมอดนอนไว้เพราะกลัวจะเลยสถานีนิววาร์ค  อากาศอันหนาวเหน็บเช่นนี้เลยขอเข้าไปอาศัยซุก
ตัวนอนในมุมอาคารสถานี พลันนึกขอบคุณคุณนายดูปองท์ที่แถมไส้กรอกและแซนวิชเบคอนมาให้ก่อนเดินทางพอ
ควักมากินประทังหิวได้  มันเป็นคืนแรกนับจากเริ่มเดินทางจากสยามที่ท็อปต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีใครรู้จักและ
ต้องแก้ความเหงาด้วยการเอาผ้าแพรซับในของปรางมากอดไว้จนหลับ

 โรงแรมชวาสต์  ซึ่งเป็นศูนย์รับสมัครหาไม่ยากนักเพียงเดิน 10 นาทีจากสถานี ที่หน้าโรงแรมเขาตั้งปืนใหญ่ไว้ 1
กระบอก แล้วติดป้ายตัวโตว่า

                                                               " VOLUNTEER  WANTED "

     ด้านขวาของโรงแรมมีตึกแถวร้านค้า  ปิดป้ายประกาศไว้วุ่นวายล้วนเชิญชวนให้ผู้สมัครใช้บริการไม่ว่าจะรับตัด
เย็บเครื่องแบบ ขายเสื้อเชิ้ต นาฬิกา ของใช้ส่วนตัวในสนามรบ บริการส่งของด่วนพิเศษ (Express) แล้วที่ขาดไม่ได้
คือร้านถ่ายรูป ครั้นถึงเวลาบรรยากาศดูคึกคักด้วยเสียงแตรวงบรรเลงเพลง Glory! Glory! Hallelujah! ที่เขาจ้าง
มาปลุกใจ มีเด็กหนุ่มๆมายืนจับกลุ่มคุยกัน บางกลุ่มดูร่าเริง บางกลุ่มต้องมีผู้ใหญ่มาคอยเป็นกำลังใจ น่าสังเกตอยู่
2 อย่างคือ ไม่มีผู้หญิงมาอยู่แถวนี้เลยเพราะถ้าแม่และเมียมาด้วยเห็นจะไปรบไม่สำเร็จ อย่างที่สองคือมีผู้ใหญ่บาง
คนดูจะไม่ใช่ญาติผู้สมัครท่าทางช่างเจรจาแต่งตัวภูมิฐานพยายามที่จะลุ้นหลังผู้สมัครบางคนให้ไปเข้าแถว

"คุณมีธุระอะไรแถวนี้หรือเปล่า"     มีทหารเดินเข้ามาถาม เมื่อเห็นท็อปยืนเก้ๆกังๆอยู่กลางลาน
     "ผม...ผม...จะมาสมัคร"    ท็อปอึกอักเมื่อถูกถามตรงๆ ใจคิดแปลไทยเป็นอังกฤษไม่ทัน
     "เป็นคนชาติอะไร"   ดูเขาจะแปลกใจ
     "จากสยาม.......ขอรับกระผม"
     คำตอบของท็อปไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างสักเท่าไหร่จึงว่า 
     "เรามีคนมากพอแล้ว เอ.....คนต่างชาติก็เห็นมีแต่ ไอริส เยอรมันหรือฝรั่งเศส"     นายสิบหนวดเฟิ้มคนหนึ่งพูด
แทรกเข้ามา
     "ขอร้องเถิดขอรับ ผมลงเรือมาจากเอเชียใช้เวลา ตั้ง 7-8 เดือน อยากช่วยพวกคุณรบจริงๆ"
     นายสิบสั่นหัวโบกมือไล่ว่า  "ไม่รับสมัคร"   ชายหนุ่มขอร้องต่อ  "ผมยินดีสมัครเป็นทหารนานๆ จะขอโอกาสเป็น
พลเมืองอเมริกันด้วยนะครับ"   ตอนนี้มีผู้สมัครรายอื่นเริ่มมารุมฟังด้วยอย่างสนใจ 
     "ฝันไปเถิดไอ้หนู คงโดนยิงตายก่อนละ"    นายสิบหันหลังให้ มีมือใครคนหนึ่งมาลากท็อปออกจากวงล้อมเขา
เป็นชายกลางคนหัวล้าน พอห่างฝูงชนก็ถามว่า
     "ให้ฉันช่วยดีกว่ามีบางกองพันยังต้องการอัตราสำรอง ว่าแต่มีเงินบ้างไหมล่ะ"
     "ผมมีมาไม่มากหรอก"   ท็อปตอบอย่างตื่นๆ
     "สัก 20 เหรียญพอไหว ขอดูเงินก่อนซิ"    พอได้เงินชายคนนั้นก็เดินหายไปในตึกพักใหญ่แล้วออกมาจูงมือให้
ตามกลับไปใต้ถุนโรงแรม  มีทหารตั้งโต๊ะรับสมัครเป็นแถวๆมีป้ายบอกว่าเป็นของกองพันอะไรบ้าง ท็อปมาหยุดหน้า
โต๊ะตัวหนึ่งซึ่งมีคนเข้าแถวน้อยกว่าแถวอื่น
"ไอ้นี่น่ะหรือ ขอชื่อ สกุล และที่อยู่ในใบสมัครด้วย"    สัสดีประจำโต๊ะเคี้ยวยาเส้นพูดเนิบๆ พลางยิ้มให้ชายหัวล้าน
อย่างคนคุ้นเคยกัน สัสดีอีกคนเอาเทปวัดส่วนสูงให้อย่างลวกๆ ท็อปเขียนลงทันทีว่า
             "มิสเตอร์ ท็อป ดูปองท์ อายุ 18 ปี สูง 5 ฟุต 5 นิ้ว ตา/ผม สีดำ
               จาก เมืองบางกอก  สยาม"
สัสดีชะโงกมาดูที่เขียนแล้วว่า    "สยามนี่มันอยู่รัฐไหนวะ เป็นฝ่ายเหนือแน่นะ"   ท็อปไม่ตอบแต่ยังสงสัยว่า  "ผม
ต้องรอเป็นผู้สมัครสำรองอีกนานไหม"    อีตาสัสดีหัวร่องอหาย
"เอ็งเป็นตัวจริงเลยละพลทหารท็อป  Private Dupont Welcome to the 13th Regiment" 
ท็อปเพิ่งรู้ว่าเสียเงินฟรีไปแล้ว พอเหลือบมองป้ายชื่อกองพันเลยหายข้องใจว่าทำไมหาคนสมัครไม่ค่อยได้
เลขที่ 13  มันเป็นเลขโชคร้ายของฝรั่งนี่เอง นายหัวล้านชี้ที่ประตูหลังให้เดินเข้าไปว่า
     "เข้าประตูนั้นเตรียมขึ้นขบวนรถไฟเข้าค่ายฝึก ฮะฮ่า...... ประตูนรกเปิดรอเจ้าอยู่แล้ว"
    

 เพื่อนใหม่

     กองพันทหารราบที่ 13 มีค่ายชื่อ ฟรีลิงฮุยเซ่น (Camp Frelinghuysen) อยู่นอกเมืองนิววาร์คไม่กี่มากน้อย กองพัน
นี้เป็นหนึ่งในกลุ่มกองทัพที่รัฐนิวเจอร์ซี่ตั้งขึ้นใหม่มาเสริมทหารราบรักษาดินแดน (State Militia Regiment) 4 กองพัน
หลักซึ่งขณะนี้อยู่แนวหน้า  ผู้สมัครที่นิววาร์คถูกต้อนขึ้นรถไฟไปลงหน้าค่าย บางกลุ่มก็เลยไปอยู่ที่กองพันอื่นๆเช่น
ที่เทรนตัน (Trenton) เมืองหลวงของรัฐ พอลงจากรถท็อปถูกแยกออกมาคละกันเป็นกลุ่มๆละ 4 ถึง 5 คน จากนั้นนาย
สิบครูฝึกจะมาแนะนำตัวแล้วต้อนไปโรงนอนของทหารใหม่ แต่ด้วยสถานการณ์เร่งระดมพลของประธานาธิบดีลินคอล์น
ทำให้ค่ายต่างๆสร้างไม่ทันใช้ ทหารใหม่กองพันนี้เลยต้องอยู่เต็นท์ผ้าใบเหมือนอยู่แนวหน้าซึ่งท็อปได้อยู่กองร้อย B

       พวกทหารร่วมเต็นท์ของท็อปดูจะตื่นๆที่เห็นอาสาสมัครผิวเหลืองปนมาด้วย แต่เพียงไม่กี่วันก็เริ่มคุ้นเพราะ
ท็อปพูดจากันพอรู้เรื่อง คนพวกนี้ เด็กหนุ่มที่พวกชาวบ้านเรียกว่า บิลลี่แยงค์ (Billy Yank) หมายถึงทหารฝ่ายเหนือ
มาจากหลายอาชีพ เจ้าคนที่ตัวโย่งหัวเถิกเล็กน้อยปวารณาตนเองเป็นหัวหน้าหมู่โดยไม่มีใครเขาเลือก ชื่อ ลาลี่
วอลเลส (Larry Wallace) อดีตนักบัญชีเชื้อสายสก๊อต เป็นคนพูดเพราะหว่านล้อมคนเก่ง เหตุก็เพื่อให้คนอื่นทำงาน
แทน ที่ท็อปต้องระวังคือ มันชอบทำตาหวานให้  คนที่นั่งลับมีดอยู่หน้าเต็นท์เป็นคนอังกฤษแท้ๆ ชื่อ ไมค์ ท็อปแฮม
(Mike Top Ham ) ดูเหมือนมีอายุแต่บอกว่าเพิ่งย่าง 20 ปี พวกซุบซิบกันว่าหนีคดีมาจากเกาะอังกฤษและเคยเป็น
ช่างเครื่องไอน้ำ คนต่อมาเป็นชายร่างเล็กผอมแกร่ง ชื่อ พอล เวอแรตตี้ (Paul Verratti) อายุ 17 ปี เป็นคนอิตาเลี่ยน
มาเกิดที่นิวยอร์ก  ชอบยิงปืนเป็นนิสัยเพราะพ่อเป็นตำรวจกองตระเวน  พอลหลบมาสมัครทหารฝั่งนิวเจอร์ซี่ เพราะ
ขี้เกียจไปรบในกองพันคนอิตาเลี่ยนที่นิวยอร์ก  เสียแต่ว่ามันเป็นคนชอบพูดวกวนเล่นลิ้น คนที่ชอบแต่งตัวส่องกระจก
ที่สุดเห็นจะเป็นเจ้าชาวนา ไอริส หนวดเครางาม ชื่อ ฟิลด์ โอคอนเนอร์  (Phil O' Conner) อายุเพิ่ง 17 ปี ก็ออกลาย
เจ้าชู้แล้ว

"นี่ฟิลด์ อย่าไปแอบมองลูกสาวผู้พันแกบ่อยนักซีเราพึ่งมาใหม่ๆ"   ไมค์เตือนอย่างรู้ทันแล้วลับมีดต่อ
"เห็นทีหมู่พวกเราจะโดนส่งให้พวกกบฏบูชายันต์ก็เพราะเรื่องนี้แหละ"   พอลหัวร่อพลบางเอาหมูเค็มใส่ปาก"จะรบ
กันยังจะหาเรื่องใส่ตัวอยู่ได้"   เจ้าคนที่พูดชื่อ รอน ฮอยท์ (Ron Hoyt) อายุเพียง 18 ปี มีเมียมีลูกแล้วบ้านเดิมอยู่
อลาบาม่า แต่เป็นพวกที่เห็นด้วยกับการเลิกทาส รอนมักกังวลอยู่เป็นนิจเพราะมีห่วงที่บ้านรวมทั้งร้านขายของชำ
ของครอบครัว เขาเป็นคนสุดท้ายในหมู่ของเรา ก่อนที่จะมีใครพูดต่อ เสียงแตรเรียกเพื่อซ้อมแปรแถวยามบ่ายก็
ดังขึ้นขัดจังหวะ

2art2_exb

     การหัดแถวเป็นวิถีชีวิตของทหารราบทุกยุคทุกสมัย ในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ก็เหมือนกันทหารใหม่จะถูกปลุก
แต่เช้าย่ำรุ่ง เพื่อขานชื่อนับจำนวน ออกกำลังกาย แล้วฝึกแปรรูปขบวนตามคำสั่งครู จากนั้นเป็นเวลาอาหารเช้าอย่าง
ง่ายๆ  ตามด้วยคำสั่งให้เก็บกวาดขยะรอบๆค่ายหรือที่ตั้งกองร้อยของตน ระหว่างนี้จ่านายสิบประกาศรายชื่อผู้ที่จะ
ต้องยืนยามรักษาการ (Picket Duty) พวกที่ไม่อยู่เวรจะถูกเรียกแถวมาฝึกอีกครั้ง บางทีก็ฝึกการต่อสู้ การใช้อาวุธ ฝึก
เดินพร้อมเครื่องสนาม ยันเที่ยงจึงได้พักยาว และถูกเรียกฝึกหลังบ่าย 2 โมง จนถึง 5 โมงเย็น

     หมู่ของท็อปขึ้นอยู่ในการควบคุมของนายสิบโท เรมอนด์ บราวน์ (Ray Brown) ซึ่งมีชื่อว่าดุและ เคร่งวินัยมาก
ได้ยินว่านายสิบคนนี้อยู่กับกองพันรักษาดินแดนมากว่า 15 ปีแล้ว แต่ความที่อเมริกามีสันติสุขมานาน พวกรักษาดิน
แดนอย่างบราวน์จึงมีเวลาว่างออกไปทำงานส่วนตัวเป็นอาชีพหลักด้วยการมีเขียงขายเนื้อหมู แล้วรับเงินหลวงเป็น
รายได้รอง ครั้นเกิดสงครามแกจึงขอเป็นหัวหมู่ครูฝึกจะได้ไม่ต้องไปรบ นายสิบแก่ๆแบบนี้มีอยู่หลายคน ต่างก็อยาก
อยู่ใกล้บ้าน จึงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คือสร้างชื่อเสียงว่าเข้มงวดให้ทหารใหม่กลัวไว้ละเป็นดี ปัญหาของตาบราวน์ คือ
แกมีอคติกับท็อป หาว่าคนผิวสีอื่นที่ไม่เหมือนแก ไร้วินัย ขาดความเข้มแข็งที่จะไปรบ และเมื่อผู้ใหญ่แบบนี้มีอคติ
และมีอำนาจในมือแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่บรรยากาศในค่ายตลอด 3 เดือน แรกของท็อปจะเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
 ขมขื่น ต่างจากบรรยากาศบนเรือราวฟ้ากับดิน

 "ตั้งแถวตามข้าพเจ้า"  บราวน์ตะโกนลั่น ในการฝึกช่วงบ่ายด้วยคำสั่งตามตำรา (Fall in on me !) วันนี้เป็นการฝึก
ระดับกองร้อย บิลลี่แยงค์ ร่วมร้อยคนวิ่งกันหน้าตื่น จัดขยายแถวหน้ากระดานไปทางซ้ายของครูฝึก เรียงจากสูงไป
เตี้ยที่ปีกซ้ายของแถวท็อปได้รับเกียรติยืนคู่กับพอลและรอนเสมอ เพราะเป็นฝรั่งตัวเล็กด้วยกัน 

     "วันนี้โหดแน่"     พอลกระซิบ   "เล่นให้เราแบกเครื่องสนามและปืนด้วย"
     ท็อปรีบหันหน้าไปทางขวาเพื่อจัดแถวให้ตรงกับแนวระดับอกของรอน ครูฝึกตะโกนมาอีก
     "หน้าตรง" (Front !)    แล้วทุกคนนับ    "หนึ่ง –สอง –หนึ่ง- สอง"  ไล่ลงมาปลายแถวท็อปนับได้ 1 พวกนับ 1 ก็
ทำขวาหันก่อน พวกนับ 2 เริ่มก้าวไปข้างหน้า 1-2  ก้าวแล้วก็ขวาหันตามจากนั้น เร่งขยับไปยืนคู่กับคนที่นับ 1 เรื่อง
พวกนี้ท็อปคุ้นมากแล้วเมื่อย่างเข้าเดือนที่สองของการฝึก พอครูออกคำสั่งว่า    "Right Back"    กองร้อยทั้งกองก็
แบ่งเป็น 2 แถวตอน ห่างกันประมาณ 2 ก้าวจึงเร่งขยับชิดเข้ามาทางหัวแถวแล้ว  "ซ้ายหัน"    กลายเป็นแถวหน้า
กระดาน 2 แถวอย่างเร็ว
      
"วันนี้จะเริ่มฝึกการแปรรูปขบวนในสนามรบ พวกเอ็งต้องชินกับสิ่งเหล่านี้  หากหน่วยรบทำได้เร็ว ไม่ตื่นจนเกินไป
ก็จะสามารถ เข้าตีหรือรักษาความได้เปรียบจากข้าศึกได้เสมอ"     นายร้อยโทมาร่วมกำกับด้วยในวันนี้เพื่อประเมิน
ความพร้อมของทหาร  

     แถวหน้าของท็อปถูกสั่งให้แบ่งครึ่งกลางแถว พวกสิบตรีเข้าประกบโดยแทรกมายืนตรงกลางแถว 1 คน
อีกคนปิดปลายแถวด้านซ้ายสุด นายร้อยโทวิ่งมายืนประกบหัวแถว การมีนายสิบเข้ามาแทรก 2 คนนี้ ทำให้แถวหน้า
มีคนมากเกินไปต้องไล่ทหารไปอยู่แถวหลัง 2 คน จึงจะเสมอกัน เสร็จแล้วกองร้อยจึงเสมอถูกแบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ 
หรือ 2 พลาตูน ( Platoon) หมู่ของท็อปอยู่ในพลาตูนที่ 2  การกระทำเช่นนี้เท่ากับว่ามีนายสิบคุมรูปขบวนโดยปิดป
ลายสุดของทุกพลาตูน คอยกำกับการยิง  ถ่ายถอดคำสั่ง และระวังมิให้ทหารเสียขวัญ แตกแถวระหว่างการรบ เจ้า
นายสิบพวกนี้ท็อปได้ยินเขาเรียกว่า "File closer" ในการรบจริง นายร้อยเอกผู้บังคับกองร้อย B จะยืนขวาสุดของ
แถวหน้า พวกร้อยโทไปรอข้างหลังแถวที่สองคอยกันพวกเราหนี ส่วนเวลารุกไล่นั้น นายร้อยเอกต้องออกหน้าพวกเรา
เสมอ

สิบโทบราวน์ เริ่มใช้คำสั่งในการแปรรูปขบวนต่างๆกับพลาตูนที่ 2 แกมักเริ่มคำสั่งเคลื่อน (March) ก่อน
จากนั้นก็เริ่มยากขึ้น เช่น การหัน 45 องศาแล้วเดินเฉียงริมแนวรบ (Oblige Left or Right March) การหันแนวรบไป
ด้านข้างเป็นแนวฉากเพื่อป้องกันปีก (Right Wheel ,March) ซึ่งถ้าสวิงแถวไปด้านขวาเมื่อไหร่ หัวแถวจะเพียงยืน
เฉยๆ ปล่อยให้ท็อปและพวกตัวเตี้ยเดินเต็มวงสวิงเสียลิ้นห้อย

"ไอ้พวกหัวขี้เลื่อย ไม่รู้จักจำ ถ้ายังทำผิดคำสั่งอีกจะให้ลองซ้ำอีก 5 หน"     เจ้าคนขายหมูเริ่มเทศนาอดชำเลืองมา
ที่ท็อปซึ่งหน้าแดงเหงื่อโชกเพราะต้องตากแดดยามบ่ายของเดือน มิถุนายนมากว่า 2 ชั่วโมงแล้วไม่ได้
     " พลฯ ท็อป เอ็งรู้สึกหรือยังว่าเครื่องสนามมันเบาเหลือเกิน"     แกเริ่มถากถางให้ชาวสยามได้อาย
     " ข้าเคยเห็นพวกผิวดำที่อยากเป็นหน่วยรบ พอมาหัดแบกของเข้าตีนแบนก้าวไม่ออกเสียแล้ว" 
     ท็อปแกล้งทำเป็นฟัง แต่เจ้าเครื่องหลังนี่หนักตั้ง 40 ปอนด์ รวมกับปืนอีก10 ปอนด์ ตอนนี้เหมือนแบกภูเขาไว้
บนหลัง
     "แกถูกฉันให้ไปชุดส้วมบ่อยๆ คงจะรู้ว่าแกเหมาะกับงานอะไรในกองพันนะ"    คราวนี้บราวน์มายืนจ้องหน้า พลาง
สังเกตอาการท็อปว่าจะยืนนิ่งในแถวได้หรือไม่ แต่ท็อปหยิ่งเกินไปที่จะยอมแกง่ายๆ ขืนขยับมือให้แกเห็นก็จะหาเรื่อง
ลงโทษอีก   "ไม่ไหวแล้วหรือ?"      บราวน์แหย่ต่อ
     "ยังได้ครับผม"   ท็อปกัดฟันตอบ   คนขายหมูหัวร่อตะโกนว่า
     "คนสยามบอกว่าอยากฝึกต่อ ทุกคนฟังไว้  แต่ถ้าแกเดินไม่ตรงคำสั่ง ก็เป็นความผิดที่พลาตูนทั้งหมดต้องถูกลง
โทษด้วย เอ้า เริ่มต่อไป"
      
     นี่แหละกองทัพที่ท็อปเคยฝันถึงว่าเป็นของโก้เป็นเกียรติยศที่จะได้เข้าร่วม หวังอย่างคนหนุ่มที่อนาคตยังเคว้ง
คว้าง เพิ่งหลุดลอยมาจากบ้านเกิดและคนรักว่าจะขอยึดเป็นอาชีพ สร้างความมั่นคงให้แก่ตัวเอง และครอบครัวพลฯ
ท็อป ถูกหัดแถวได้เพียงเดือนแรกกับบราวน์ ความรู้สึกที่ดีพลันหายสูญไปหมด เริ่มต้นนั้นออกจะสงสัยในความไม่
เป็นมิตร และก็เปลี่ยนเป็นความขมขื่น เกลียดชัง คำดุด่า การลงโทษ และระเบียบของทหาร ได้สอนให้ท็อปกลายเป็น
คนต้องนิ่งเฉย ปราศจากความรู้สึก วิชาความรู้ที่ได้มาระหว่างอยู่บนเรือ การอบรมสั่งสอนของปู่ย่าตาทวดไม่สำคัญ
ไปกว่าการฟังคำสั่งของนายสิบพ่อค้าหมูที่ทำตัวเหมือนพระเจ้า  กิริยามารยาทผู้ดีสยาม การใช้เหตุและผลต้องเก็บลง
เป้ไว้ก่อน หาสำคัญกว่าการทำวันทยาวุธให้ถูกต้องไปได้ไม่   กลางแดดอันร้อนระอุบราวน์ได้ทำให้ชายหนุ่มอายุเพียง
18 ปี ที่ยังอ่อนต่อโลกไม่ประสีประสา กลายเป็นคนใจเหี้ยม ไม่ไว้ใจคน ไร้เมตตา และหยาบช้า เพื่อรับสภาพทารุณ
ในสนามรบ
     แต่ความพยาบาทอย่างอยุติธรรมของบราวน์ที่จะให้ท็อปเลิกเป็นทหาร และให้ทหารทั้งหมดเกลียดชัง หากเพียง
เขาคนเดียวพลาดจนเป็นเหตุให้ถูกลงโทษทั้งหมดทุกคนนั้นไม่สำเร็จ พลาตูนกลับทำการแปรแถวอย่างเข้มแข็งแม่น
ยำจนท่านร้อยโทออกปากชม บิลลี่แยงค์แห่งกองร้อย B ไม่คิดจะทิ้งขว้างเพื่อนจากแดนไกลและเมื่อจบการฝึก 3
ชั่วโมงในวันนั้นท็อปก็ได้พบว่า
      
     "สิ่งที่ดีที่สุดในสนามรบไม่มีอะไรเกินกว่ามิตรภาพ ในหมู่ขณะของเขาแล้ว"
      
     เมื่ออยู่ในท่าระวังตรง เสียงหัวหมู่ออกคำสั่ง เลิกแถวอย่างหัวเสีย ส่วนท็อปฝืนยิ้มอย่างมีชัย รู้สึกหูอื้อตาลาย มี
เพื่อนใหม่มาล้อมตะโกนอยู่รอบๆตน แต่ฟังไม่รู้เรื่องก่อนที่เขาจะเป็นลมหน้าคว่ำหมดสติไปกลางทุ่งหญ้า

ABUGLE

เคลื่อนพล

 ข่าวลือจากแนวหน้าในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1862 สร้างความสับสนและท้อแท้แก่พลเมืองฝ่ายเหนือหนักขึ้นเรื่อยๆเมื่อ
แรกท็อปสมัครเป็นอาสาในกลางเดือนพฤษภาคมนั้น ความหวังยังดีอยู่เพราะทหารเกือบ 2 แสนคน เริ่มเข้าปิดล้อม
เมืองหลวงของพวกกบฏซึ่งมีคนต้านทานเพียง 70,000 คน อยู่ในมือ แต่แล้วทุกอย่างกลับดิ่งลงเหวด้วยฝีมือของ
นายพลฝ่ายใต้เพียงคนเดียวชื่อ โทมัส แจ็คสัน ที่คนเรียกติดปากต่อมาว่า แจ๊คกำแพงหิน (Thomas J. "Stonewall"
Jackson) ท่านผู้นี้นำทหารผีเพียงหนึ่งหมื่นคนเล็ดลอดเข้าไปในหุบเขาเชนานโด (Shenandoah Valley) ทำทีว่า
จะไปตีกรุงวอชิงตัน เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับทหารฝ่ายเหนือ 60,000 คน  ที่ถูกดึงออกไปไล่ติดตามจนต้นเดือนมิถุนายน
ก็ยังจับไม่สำเร็จ

ฝ่ายใต้ที่รักษาเมืองริชมอนด์จึง กลับเป็นฝ่ายรุกเข้าตีกองทัพฝ่ายเหนือที่ปิดล้อม ชะตาของพวกกบฏพลิกผันโดยสิ้น
เชิง แม้ว่าแม่ทัพใหญ่จะบาดเจ็บสาหัส ผู้มาแทนที่กลับเป็นนายพลที่เฉลียวฉลาด และเก่งที่สุด คือ นายพล ลี
 (General Robert E. Lee) นายพลลีนั้นฉลาดในกลลวง จึงสามารถใช้ทหารแต่น้อย สลับเข้าปะทะฝ่ายเหนือในจุด
ต่างๆไม่ซ้ำกัน จนพวกแยงกี้เห็นหมูตัวเท่าช้าง เข้าใจว่าพวกกบฏมีทหารมากกว่าความจริง  มิหนำซ้ำทหารม้าฝ่าย
ใต้โดยการนำ นายพล สจ๊วท (General JEB Stuart) ยังสำแดงเดชควบตะลุยอ้อมหลังตลอดแนวข้าศึก ทำลายสะเบียง
อาหารเสียเป็นอันมาก และหลุดรอดจากการล้อมจับของคุณพ่อตา ซึ่งเป็นนายพลฝ่ายเหนือเสียอีกด้วย เมื่อทหารฝ่าย
ใต้สร้างความสับสนอลหม่านได้ถึงเพียงนี้ นายพลลีจึงตกลงใจเผด็จศึกทันทีที่ทราบว่า นายพลแจ๊คสันคู่หู ย้อนกลับ
มาช่วยกระหนาบข้าง "ศึก 7วัน" (Seven Days Battle) จบลงในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1862 พร้อมกับการถอยทัพ
อย่างไม่เป็นขบวนของฝ่ายเหนือ

กองพันทหารราบที่ 13 มีความเคลื่อนไหวคึกคักอย่างผิดตา บัดนี้มีทหารระดับสัญญาบัตรและชั้นประทวน ซึ่งเคย
ผ่านศึกในปีก่อนมาสมทบจากกรมกองอื่นเพื่อให้เป็นพี่เลี้ยงแก่ทหารในกองพันใหม่ๆ กองร้อย B ของนายท็อปได้
"ผู้อาวุโส" (Veteran) มาอีก 3 คน คนแรกคือ จ่าสิบเอก จิม เวอร์เนอร์ (1ST Sergeant James Verner) จิมเป็นคน
ร่างใหญ่เชื้อสายเยอรมัน เกิดในนิวเจอร์ซี่ อุปนิสัยเป็นคนใจนักเลง ชอบขี่ม้า ล่าสัตว์เอามากๆ เสียงดังฟังชัด และ
เอาใจใส่ต่อลูกแถว ทำให้พวกเราเคารพยำเกรง จิมมีประสบการณ์สูงเคยประจำการในรัฐเท็กซัสเพื่อรบกับอินเดียน
แดงมาก่อน นายสิบโทที่จิมหิ้วมาด้วยเคยสังกัดกองพันทหารราบอาสาที่ 2 ชื่อ สท. เคน ซาเวจ (Sergeant Ken
Savage) เคนเป็นคนสูงโย่ง หนวดงามแต่ไม่ไว้เครา มีนิสัยเงียบขรึมอยู่เป็นนิจ ได้ความว่านับตั้งแต่ลูกสาวที่แสน
รักตายด้วยโรคไทฟอยด์เมื่อปีที่แล้ว เพราะขาดแคลนยา ก็เลยเลิกเหล้า เลิกบุหรี่หันมาเป็นคนเคร่งศาสนา เคนได้
ดูแลหมู่ของท็อปโดยตรง

"จิม พวกที่ตลาดเล่าว่า นายพลโป๊ป แตกทัพที่ Bull Run อีกครั้งแล้ว"    ผู้รายงานคือ สิบตรีจิม ทอมบรา (Corporal
Jim Tomblar) นายสิบที่ท็อปเห็นว่าเตี้ยที่สุดและเหลี่ยมจัดที่สุดในกองพัน

     "ชาวเมืองดูจะขวัญเสียมาก ซุบซิบกันว่านายพลลี มีแผนจะบุกยึดกรุงวอชิงตันคืนเอาบ้าง"    ทอมบร่าว่าพลาง
คว้าหมูแฮมขนาดครึ่งขาจากห่อผ้าโยนลงบนโต๊ะที่พวกอาวุโสกำลังเล่นไพ่ พลทหารอย่างเราเข้ามามุงดูเพราะไม่
เคยกินของดีอย่างนี้มานานแล้ว ข่าวสงครามก็ดีอยู่หรอก แต่อะไรจะสู้ความมหัศจรรย์ของผู้หมู่หัวล้านที่พกพรสวรรค์
ในการหาข่าวและอาหารดีๆ มาให้อยู่เสมอไปได้เล่า

"นี่มันแปลว่านายพลลีกับแจ๊คสันกำแพงหินชนะเรา 2 ครั้ง ในเดือนเศษๆเอง"   หมู่ซาเวจอุทาน
"ข้าว่าพวกกบฏคงเห็นนายพลลีเป็นพระเจ้า รบไม่รู้จักแพ้"    จ่าเวอร์เนอร์ เงยหน้ามามองทหารใหม่แล้วมาหยุดที่ท็อป

     "มิสเตอร์ท็อป จำไว้ให้ดีเชียวว่ากำลังใจเช่นนั้นสำคัญกว่าการที่พวกเรา มีแต่ทหารและอาวุธพะเรอเกวียนเป็นไหนๆ"
   ว่าแล้วก็ทำสัญญาณให้พวกเราแบ่งขนมปังและหมูแฮมไปกิน
     "พวกเอ็งฝึกมาหลายเดือน คงได้ออกแสดงบ้างละคราวนี้"
"ฉันกลัวต้องเดินตามหา เจ้าแจ๊คสันกำแพงหิน อย่างที่หุบเขาเชนานโดน่ะซี"    หมู่ซาเวจบ่น    "เดินมันวันละ 16 ไมล์
แล้วยังตามไม่ทัน มันพวกทหารปีศาจชัดๆ เพื่อนฉันในกองพันโอไฮโอเจอหนักกว่าเราอีก เพราะต้องเดินทัพตั้งแต่ตี
1 ยัน 8 โมงเช้า ลุยห้วยลึกถึงอก บางคนเป็นลมตายลอยไปกับน้ำเอาเฉยๆ"   
     คำพูดของหมู่ซาเวจยืนยันความจริงว่า หากปล่อยให้พวกกบฏรุกก่อนแล้วจะเป็นอย่างไร ท็อปถึงกลับกลืนหมูแฮม
ไม่ลง หวังว่าจะไม่ต้องเดินมากขอให้มีรถไฟมารับดีกว่า

play card-1

 สต. ทอมบร่า สท. ซาเวจ และ สอ. เวอร์เนอร์ นั่งเล่นไพ่    

Parade-1

พิธีสวนสนาม

     อีก 10 วันต่อมา กองพันที่ 13 ได้จัดพิธีสวนสนาม เพื่อประกาศการขึ้นประจำกองทัพสหรัฐอย่างเป็นทางการ
(Muster in) มีนายทหารทั้ง 38 คน พลทหารและเจ้าหน้าที่อีก 899 คนรวมได้ 937 คน  ซึ่งบัดนี้ได้รับสะเบียง
อาวุธยุทโธปกรณ์เต็มอัตราศึก  ระหว่างที่ข้าศึกยังนิ่งๆอยู่พวกทหารใหม่ถือโอกาส เดินอวดเครื่องแบบให้สาวใน
เมืองดู กลุ่มของเราเลยเอาบ้างออกไปเมาทุกวัน ผิดแต่วันนี้ เจ้ารอน ฮอยท์ ชวนไปถ่ายรูปเพื่อส่งให้เมียดู

     "ท็อปถ่ายรูปเดี่ยวไว้บ้างซิวะ หรือพวกคนตะวันออกกลัวกล้องมันจะกระชากวิญญาณ" พอลปากพล่อยเสมอ
       "ข้ายังไม่มีเมียเหมือนรอนมัน จะส่งให้แม่ที่สยามดูคงนานเกือบปีกว่าจะไปถึง"     ท็อปตอบเล่น แต่ในใจหวน
นึกถึงสาวน้อยคนหนึ่งในสวนทุเรียน คงคิดถึงพี่ทุกวันนะจ๊ะ เกือบ 1 ปีแล้วที่ต้องจากกัน ไม่อยากนึกเลยว่าจะต้อง
เป็นทหารไปอีก 3 ปี
     "ขอถ่ายรูปหมู่ไว้สักรูปดีกว่า"     ลารี่ออกความเห็น

lady pin up Top group pic

แถวยืน ท็อปและฟิลด์ แถวนั่ง รอนและลารี่

     วันนั้นท็อปจึงได้ถ่ายรูปเป็นครั้งแรกในชีวิต เห็นรูปแล้วตัวดำกว่าเพื่อน แล้วก็ถ่ายเดี่ยวไว้อีกรูปกำลังยืนท่าระวัง
ตรง มีปืนเล็กยาวติดดาบอยู่ในมือ ใครคนหนึ่งยื่นภาพนางงามปลุกใจ (Pinup Photo) ในชุดชั้นในเปลือยแขนอวบ
ให้ท็อปรูปหนึ่ง มองแวบเดียวก็รู้ว่าหน้าอกใหญ่กว่าน้องปรางสัก 2 เท่า เห็นจะเกือบเท่าศีรษะของท็อป พอพวกเรา
ออกจากร้านมายืนอยู่กลางถนน รู้สึกว่าฝูงชนกำลังตื่นตระหนก เสียงนายร้อยคนหนึ่งควบม้าตรงมาประกาศว่า

     "นายพลลี รุกไปถึงรัฐแมรี่แลนด์แล้ว กองพันที่ 13 เข้าค่ายเก็บของด่วน เคลื่อนทัพไปคุ้มกันกรุงวอชิงตันคืนนี้เลย"     
ท็อปตกตะลึง ก้มมองดูรูปที่เพิ่งจะถ่าย ช่างเขียนบนซองว่า
       "ถ่ายเมื่อ วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1862"

ตอนต่อไป ถนนสีเลือด

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com