Home

กลับลุ่มเจ้าพระยา
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
กลับลุ่มเจ้าพระยา
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

    คำพิพากษา
    ปลายตุลาคม พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872)

     เรือเมล์จากฮ่องกง รอน้ำขึ้นจึงฝ่าสายฝนข้ามสันดอนสำเร็จเอาตอนหัวค่ำ ชาวพนักงานนำร่องฝ่ายไทย เป็นฝรั่ง
เดนมาร์กลากลับ สั่งให้เรือทอดสมอหน้าพระสมุทรเจดีย์จนกว่าจะเช้าค่อยแล่นทวนน้ำเข้าสู่บางกอก ท็อปนอนตา
ค้างอยู่ค่อนคืน ทนไม่ไหวลุกขึ้นมาสูดอากาศชื้นของปลายฤดูฝนที่หัวเรือ เมื่อเรือออกวิ่งตัดกระแสน้ำเจ้าพระยาอัน
ขุ่นแดงอีกครั้ง ฟ้าเริ่มสางแล้ว เสียงนก กา และไก่ขัน แข่งกัน มาจากหมู่บ้านใกล้ๆ ประสาทสัมผัสขานรับบรรยากาศ
โดยรอบที่เคยเหินห่างไปนานถึงสิบปีด้วยใจอันปิติ

     แล่นพ้นดงจากได้พักใหญ่ หมู่เรือนแพในเงามืดเริ่มมีให้เห็น พระภิกษุในเรือลำน้อยออกบิณฑบาต คนไทยใน
ตัวเขาเตือนให้ยกมือไหว้จนเก้อ ค่อยเหลียวมองรอบๆว่า กะลาสีฝรั่งคนไหนอาจบังเอิญเดินมาเห็น เพียงเรือนแพ
ที่ห่างไกลกับอาคารในโลกตะวันตกเท่านี้ยังปลุกจิตวิญญาณขึ้นใหม่ มากระซิบว่านี่ไงล่ะ เป็นของเราแท้ๆวิเศษกว่า
ที่ใดในโลก

     บัดนั้นพระปรางค์วัดอรุณฯ  ยืนตระหง่านบนฝั่งซ้าย ใต้ม่านมืดของเมฆฝน อย่างช้าๆ ท้องฟ้าที่ขมุกขมัวเริ่มเปิด
ออกเหนือฝั่งขวา แสงอรุณแรกแย้มวันใหม่เปล่งพลังออกไล่เมฆดำให้เคลื่อนสลายไป  แดดอ่อนสีเหลืองทาบผ่าน
หลังคาวิหารพระนอนวัดโพธิ์ และหมู่ปราสาทราชวัง ข้ามแม่น้ำไปจับยอดพระปรางค์สว่างเป็นประกายเจิดแจ้ง ยอด
ขนลุกซู่สั่นสะเทิ้มเมื่อโลกที่เขาคุ้นเคยนั้นปรากฏกว้างตรงหน้าอ้าแขนรับการกลับมาด้วย นิมิต เดียวกับที่สมเด็จพระ
เจ้าตากสินมหาราช เคยประทับในพระทัย จนนำมาตั้งชื่อวัดแจ้ง ขณะทรงนำทัพเรือจากจันทบุรี ผ่านหน้าพระปรางค์
องค์นี้ ขึ้นไปทวงกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่า

     นายยอด ดูปองท์ แบกถุงทะเลเดินลงจากท่าน้ำเอาเมื่อสาย บางกอกเจริญขึ้นมากเรือกลไฟมีให้เห็นหลายลำ กุลี
ชาวจีนมาแต่ไหนมากมายแบกสินค้าลงเรือจ้าละหวั่น เขายืนงงสักพักพอจับทิศได้ก็เดินเลาะผ่านถนนท้ายวังเลียบ
กำแพงวัดโพธิ์ ไปโผล่ ต้นถนนเจริญกรุงส่วนในกำแพงเมืองที่เมื่อสิบปีก่อนเขาจำได้ว่ายังสร้างไม่เสร็จ (บริเวณกรม
รักษาดินแดน) นึกแปลกใจว่าสายป่านนี้ ผู้คนบนถนนใยจึงดูบางตาด้วยคุ้นกับการอยู่เมืองนอกมานานครั้นถึงคลอง
หลอดก็หัวเราะกับตนเองว่า

     'พิโธ่เอ๋ย มาอยู่นี่กันหมด'   เมื่อเห็นฝูงชนแจวเรือขวักไขว่แน่นลำคลอง ยืนยันว่านี่แหละสยาม ต่อให้มีถนนใหม่
กี่สาย คนก็ยังใช้เรืออยู่นั่นเอง
     'ไปบ้านคุณน้าละมัยก่อนดีกว่า ขืนเราผลีผลามไปหาแม่ ไม่รู้ว่าบ้านโน้นเขาจะต้อนรับเราแค่ไหน'
     ว่าแล้วก็ข้ามคลองเดินเลี้ยวซ้ายตัดเข้าถนนเฟื่องนคร หลายแห่งคงรกร้างเหมือนป่า แต่ครั้นถึงแยกตัดกับถนน
บำรุงเมือง เขาต้องตะลึงกับถนนที่ถูกขยายใหม่ในต้นสมัย ร.5  มีอาคารตึกแถวร้านค้าแน่นขนัดทั้งสองข้าง แลเห็น
เสาชิงช้าและโบสถ์พราหมณ์ ที่ปลายถนนลิบๆ เขาปะปนฝูงชนไล่อ่านชื่อร้านฝรั่งและจีนไปพลางจนมาสะดุดตาที่
ป้ายห้างใหญ่ แห่งหนึ่ง ตรงฟากใต้ของถนน (บริเวณกระทรวงมหาดไทยปัจจุบัน)

                                                             "ห้างแรมเซย์เวกฟิลด์ จำกัด"
     'เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นของ...'    คิดพลางก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ฝรั่งตัวโตหยุดสั่งงานกับเสมียนชาวจีน หันมาจ้อง
หน้าลูกค้าคนแรกของวันนี้ แล้วตาโตร้องว่า
     "นี่มันเจ้าหนุ่มสยามที่ร้านปืนชุยเลอร์ ในนิวยอร์กนี่นา"
     "อรุณสวัสดิ์ มิสเตอร์แรมเซย์"     เขายื่นมือให้จับ    "คุณเปิดร้านที่บางกอกจนได้"
     "ใช่ๆ เปิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน นี่เอง ดูซีของเต็มร้านเลย..."     แกพ่นซิการ์ตัวโตเช่นเคยแล้วอวดบรรดาสินค้า
ทั้งของเล่น เครื่องประดับสตรี และอาหารกระป๋องจากอเมริกา 
     "ฉันยังอยากขายปืนนะ กำไรดี ว่าจะสั่งมาวางล่อตารัฐบาลสยามอีกสักชุด"
     หลังจากชวนดื่มกาแฟเสร็จแกถามถึงแผนการในชีวิตที่บางกอก แต่ท็อปแกล้งตอบเลี่ยงๆว่า
     "ขอผมพบครอบครัวเสียก่อน" 
     "ปู่ของเธอ คงมีอะไรให้ทำหรอก ท่านโอเคเลย จ่ายค่าปืนฉันครบทุกเซ็นต์ ว่างๆแวะมาคุย หรือหาอะไรทำด้วย
กันนะ เรามันคนกันเอง"    แกจับไหล่เขาเขย่าอย่างคุ้นเคย

Ramsey Store-11

ยอดเดินมาโผล่ถนนบำรุงเมืองตรงจุดนี้ เสาชิงช้าจะอยู่ปลายถนนลิบๆ ตึกแถวด้านขวาก็คือห้างแรมเซย์ ซึ่ง
ภายหลังถูกเปลี่ยนมือเป็นห้างแบดแมน หลังเก่า ก่อนย้ายไปตึกใหญ่กว่าตรงกรมประชาสัมพันธ์และสลากกินแบ่ง

     พบคนรู้จักในอเมริกา ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เหยียบบางกอก ทำให้เขาอบอุ่นใจขึ้นมากว่าคงพอทำมาหากินได้ จึง
ออกเดินต่อตามถนนบำรุงเมืองผ่านหน้าวัดสุทัศน์ไปถึงคลองโอ่งอ่าง เป็นอันถึงกำแพงพระนคร แถวบ้านบาตร เรียก
เรือแจวมาเจดีย์ภูเขาทอง เลี้ยวขวาเข้าคลองมหานาคและคลองจุลนาค อันเป็นที่ตั้งบ้านเจ้าคุณตา ข่าวการกลับมา
แพร่ไปอย่างรวดเร็วราวไฟไหม้ คนเก่าๆวิ่งกรูออกมาจับมือถือแขนด้วยความดีใจ

     "หลีกไปๆ…. ฉันจะดูหน้าไอ้หลานชายฉัน"    คุณน้าละมัยพาร่างท้วมแหวกคนเข้ามาหา พอเห็นหน้าก็ยิ้มรับ เอา
ฝ่ามือทั้งสองข้างแนบแก้มเขาไว้   "รอดมาจนได้นะหลานรัก นี่ยังไม่กล้าบุกไปหาแม่เขาละซีจ๊ะ" เพียงท่านจ้องตาก็
อ่านใจได้ทะลุ
     "ขอรับ ที่จริงวัดเลียบ ใกล้ท่าเรือกว่าบ้านนี้ตั้งหลายเส้น"    เขาสารภาพปนหัวเราะ
     "เอาไว้น้าจัดการเอง"    ท่านเอ่ยวลีที่ถนัด   "แต่คืนนี้ขึ้นไปกราบคุณตาเสียก่อน"
     พระยาศรีภูริปรีชา เจ้ากรมอาลักษณ์หรือเจ้าคุณตาของยอด บัดนี้ได้เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร ราชเลขานุการส่วน
พระองค์ และหลังจากตรากตรำถวายงาน ร.4 ตั้งแต่ยังทรงผนวชอยู่ด้วยกันมาจนเข้าวัยชรา ท่านยังมีหน้าที่เป็นครูสอน
ภาษาไทยให้กับโรงเรียนใน กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ อันเป็นกรมใหม่ที่ได้ริเริ่มตามพระราช
ประสงค์ของ ร.5 อีกหน้าที่หนึ่งด้วย ท่านมีเมตตาต้อนรับการกลับมาของท็อปอย่างเต็มใจ แต่อดเป็นกังวลไม่ได้ต่อ
ท่าทีทางบ้านเจ้าคุณปู่
     "ตาเชื่อว่าฝีปากแม่ละมัยพอกำหราบท่านผู้หญิงได้  ส่วนปู่ของเจ้า ถึงจะเข้มงวดเพียงใด ตารู้ว่าท่านไม่ใจไม้ไส
้ระกำดอก นี่กล้าพูดเพราะรู้จักท่านมานาน ท่านเป็นคนดี จริงใจ ดูรึตั้งแต่ทูลกระหม่อม(ร.4)ทรงลี้ภัยไปบวชอยู่ถึง
26 พรรษา ปู่เจ้าก็ทิ้งบ้านหยุดคิดถึงลูกเมีย จากหนุ่มจนถึงวัยกลางคน ท่านยอมสละความสุขส่วนตัว คอยดูแลจัด
ซื้อหาของใช้มาถวายที่ในวัดไม่ให้เจ้าฟ้าพระทรงขัดสน เวลาทรงออกบิณฑบาตก็เดินตามเป็นลูกศิษย์วัดทุกวัน บาง
ทีคนเขาแกล้งเอาข้าวต้มร้อนๆมาใส่บาตร ปู่เจ้าก็รับมาถือไว้เอง นับเป็นยามลำบากจนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
ถึงได้ออกมารับราชการ"    ท่านทิ้งท้ายว่า   "ตาไม่ได้พบปู่เจ้านานแล้ว เห็นเขาลือว่าท่านโศกเศร้าแทบเสียราชการเ
มื่อสมเด็จพระจอมเกล้าฯสวรรคต"
     อีกสองวันถัดมาท็อปกับน้าละมัยลงเรือแหวดเก๋งหกแจวของเจ้าคุณตาไปบ้านข้างวัดเลียบ เรือผ่านตลาดน้ำเต็ม
ไปด้วยเรือขายของ ท็อปเหลียวดูเรือขนมจีน แล้วอดนึกถึงครั้งเป็นเด็ก เคยร้องไห้ขอให้แม่ไฉนแอบสั่งมาให้กินที่
ท่าน้ำ นี่ไม่ได้ลิ้มรสมานาน นึกถึงตัวเองว่าเวลาที่ผ่านไปสิบปีได้เปลี่ยนเด็กหนุ่มที่ทำอะไรเองไม่เป็น ในมือมีแต่
ดาบเล่มเดียว หนีลงจากบ้านด้วยความหวาดกลัว ภูมิใจอยู่ว่าเดี๋ยวนี้กลายมาเป็นชายอายุเลยเบญจเพสที่ก้าวผ่าน
ประตูนรกของสงครามและอุตสาหะอดทน ทำอะไรต่อมิอะไรได้สารพัด
     'ไม่ว่าปู่ย่าจะดีร้ายกับเราเช่นไร ก็เห็นจะขอยืนด้วยขาของเราเอง ไม่ได้มาขอเงินเขากินนี่นา'
     เขาเดาไม่ถูกว่าแม่จะเปลี่ยนไปเพียงใด ด้วยห่างไปนาน แต่ที่ยังคงเหลือติดตัวไปทุกแห่งหนคือความรู้สึกรักและ
     คิดถึงแม่ไม่เสื่อมคลาย พอเรือใกล้ถึงศาลาริมน้ำซึ่งครั้งหนึ่ง เคยวิ่งเล่นและเห็นว่าใหญ่โตนัก กลับดูจะเล็กและ
เก่าโทรมลง หมู่เรือนไทยหลังใหญ่ มีต้นไม้รกบังตามากขึ้น แต่นั้นไม่สำคัญเท่าเห็นหญิงวัยกลางคนร่างผอมบางยืน
ชะเง้อรอหาเขาอยู่นานแล้ว
     "แม่จ๋า"    มิสเตอร์ท็อป ดูปองท์ ทหารผ่านศึก กลับเป็นนายยอด ในพริบตาที่โดดขึ้นบันไดท่าน้ำ ตรงเข้ากอดมารดา
จนท่านเซเกือบล้ม คุณแม่ดีใจพูดไม่ออกเอามือเช็ดน้ำตา ยอดนึกได้รีบก้มกราบแทบเท้า
     "โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้วลูกแม่ เอ๊ะทำไมมือลูกถึง……"   ท่านลูบหน้าลูบหลังสำรวจจนทั่ว แม้จะพยายามซ่อนความ
พิการของนิ้วไว้แม่ยังคลำเจอจนได้   "โธ่ไปลำบากยากเข็ญเหลือเกินนะ..."      ท่านคราง
     "เล็กน้อยหรอกจ่ะ คนอื่นเขาโดนหนักกว่าลูกออกถมไป"    เลยรีบก้มหลบหน้าไม่ให้เห็นแผลจากพานท้ายปืนที่
โหนกแก้มแล้วเฉไฉไปเรื่องอื่นว่า  "แม่ไฉนไปไหนไม่มารับล่ะจ๊ะ ไอ้น้อมกับอีนวลฉันยังไม่เห็นเลย"
     "ไฉนหง่อมมากนะลูก พอลูกไปได้ปีเดียวแกก็แก่ตาย อีนวลมันเป็นหมาอายุยืน อยู่เป็นเพื่อนแม่ได้จนปีกลายก็มา
นอนหลับที่ตีนบันใด ทำหน้าเหมือนจะถามว่าเมื่อไหร่เจ้านายจะกลับเสียทีแล้วไม่ตื่นอีกเลย"    ท่านเล่าเศร้าๆว่า  
"ไอ้น้อมมันเป็นหนุ่ม เหลวไหลเหลือกำลังไม่มาช่วยนังแม่ของมันทำงาน นานๆก็โผล่มาที ไม่เป็นโล้เป็นพายหรอก"        
     "ใต้เท้าท่านรออยู่ละมังคะคุณพี่"      คุณน้า ให้แม่รีบพาทั้งคู่ไปเรือนใหญ่แล้วเตือนเบาๆว่า  "อย่าลืม หลานต้อง
ใจแข็งไว้จึงจะรอดออกมาได้"
     บริเวณบ้านของเจ้าคุณปู่ แบ่งออกเป็นสองเขต เขตตั้งแต่ท่าน้ำด้านหน้า ไปจนถึงหอนั่งบัญชาการถือเป็นสำนัก
งานว่าการคลัง มีทั้งศาลตุลาการ สำหรับตัดสินคดีความเรื่องภาษี และห้องขังนักโทษที่ใต้ถุน เขตหน้าประตูท่าน้ำนี้
ท่านถือเป็นที่ว่าราชการต้องให้ความเคารพ นายประตูเขาจะไม่ยอมให้มานุ่งผ้าลอยชาย ปล่อยชาย พวกผ้าขาวม้า
โสร่งไม่เรียบร้อยเป็นโดนจับทำโทษเฆี่ยนด้วยหวาย ส่วนเขตด้านหลัง เป็นหมู่เรือนนอน ประกอบด้วยเรือนเล็กที่แม่
อาศัยอยู่ และถัดลึกเข้าไปเป็น 'เรือนใหญ่' รวมเนื้อที่ไม่น้อยกว่าแปดไร่ ไม่รวมเรือนสำหรับข้าทาสบริวารสักหกสิบ
เจ็ดสิบคน 'เรือนใหญ่' นี้นับเป็นเขตหวงห้ามของเด็กๆเพราะท่านผู้หญิงไม่ชอบให้มาส่งเสียงเล่นเอะอะ แทบนับ
ครั้งได้ ที่ยอดตามแม่ขึ้นไปเล่นบนเรือนหลังนี้ ซึ่งมักพบเจ้าคุณปู่อ่านใบฏีกาและตรวจบัญชีต่างๆ เขานึกถึงเรื่องที่
เคยก่อขึ้นและอดใจเต้นไม่ได้ นี่กลับมาหาก็เหมือนนักโทษที่หนีคดีแล้วต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าตุลาการ แล้วแต่
ท่านจะตัดสินให้รับโทษหนักเพียงใด เขาคลานขึ้นเรือนอย่างลำบาก มีเงาของคนกลุ่มใหญ่ไม่คุ้นหน้าซุบซิบกันหลัง
ตีนบันได
     "นี่ไงไอ้ผู้ร้าย"     เสียงหวังร้ายจากอีกคนว่า  "ไอ้หลานเนรคุณ กูนึกว่าตายไปแล้วนา"
     "มันคงจะมาทวงสมบัติพี่ชายมันจากท่านผู้หญิง"  
     แต่ข่มทำใจให้กล้าไม่เหลียวมองหน้าไหนทั้งสิ้น ตั้งสติไว้ว่าจะใจเย็นอดทนต่อคำพูดใดๆ จากท่านทั้งสอง ซึ่งนั่ง
อยู่บนเตียงใหญ่ เจ้าคุณปู่นุ่งโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อตามเคย เหมือนข้าราชการยุคต้นรัตนโกสินทร์ทั้งหลาย มีผ้าคล้อง
คอ มือถือไม้เท้า เงยดูแวบเดียวก็รู้ว่าท่านชราร่วงโรยลงไปมาก ส่วนคุณย่าสวมแว่นตานั่งร้อยมาลัยหันข้างให้เขาราว
กับว่าเขาเป็นอากาศธาตุหาตัวตนมิได้
     "แกพาใครมาล่ะ"    ทั้งที่รู้ท่านยังแกล้งมองลอดแว่นไปถามแม่
     "พาเจ้ายอด ลูกชายคนเล็กมากราบเจ้าค่ะ"     แม่กลั้นใจตอบอย่างหวาดๆ
     "ฉันไม่รู้จัก ขี้ข้าที่ไหนกันบังอาจมาเหยียบเรือนข้าได้นะ ไอ้..."
     นั่นประไร ยอดรู้สึกเหมือนถูกจับมัดรอส่งประหาร แต่เจ้าคุณปู่แทรกห้ามเข้ามาก่อน
     "เงียบทีเถิดน่า แม่"
     "ท่านเข้าข้างมันอีกคนหรือ"    ท่านเลยแหวใส่   "หยามข้ามามาก ยังไม่พอคิดมาปอกลอกนังแม่ละซิ"
     "กระผมไม่ประสงค์ในสิ่งที่เจ้าของไม่ยินดีให้ขอรับ เพียงแวะมากราบท่าน"    ชักลืมตัวเลือดขึ้นหน้า
     "จุ๊ๆ….."   น้าละมัยทักไม่ให้โต้ตอบรีบพูดแทนว่า    "เจ้าหลานชายคนนี้ ไปอยู่อเมริกาสิบปีแล้วเจ้าค่ะ มันคิดถึง
สยาม รู้จักห่วงบ้านเมือง ห่วงญาติพี่น้อง ว่าฝรั่งจะมารังแกเลยกลับมาเยี่ยม อิฉันชวนกันมากราบท่านจะได้ไม่เสีย
เที่ยวอุตสาห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นแรมเดือน อย่างว่าละเจ้าค่ะ คนมันรักดี เพราะก่อนไปก็สมัครใจบวชเรียนนับ
เป็นกุศลแก่ตัวมันเอง จึงรอดกลับมาได้ไม่เสียคน"
     "รู้ละย่ะแม่ละมัย แล้วแม่คุณก็ยังพามันมาอีก มันจะได้ใจซียะ"
     "ท่านเจ้าขา เด็กมันสำนึกผิดแล้ว….."     แม่พูดปากคอสั่น
     "ข้าไม่เชื่อ วันนี้ให้บ่าวล้างพื้นเรือนให้หมดนะ เสนียดจัญไรติดเรือนข้า"    ท่านขว้างมาลัยลงกับพื้น
     คุณน้าหยุดดูสีหน้าท่านผู้หญิงอึดใจหนึ่ง เห็นท่านยังให้ความเป็นกันเองกับคุณน้า ไม่ลุกขึ้นอาละวาดอย่างที่
หลายคนอกสั่นขวัญแขวนเลยรีบสำทับต่อให้ว่า   "โถ…ท่านผู้หญิงเจ้าขา คงจำได้นะเจ้าคะ ตอนมันขอบวช อิฉัน
เองก็มาไหว้ขออโหสิแทนมัน อิฉันยังชื่นชมน้ำใจท่านมาจนถึงทุกวันนี้ ช่างมีใจกรุณาเห็นว่าเป็นบุญกุศลกับตัวท่าน
เอง ก็ไม่ขัดมันไปครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้มันระลึกถึงบุญคุณก็เลยขอให้อิฉันพามาหรอกเจ้าค่ะ"
     "ฉลาดนะคราวนั้นมาให้ฉันเผลออโหสิ ไม่งั้นเจ้าสิงห์น้องชายฉันคงฆ่ามันไปแล้ว"   
     "ไปซิลูก เข้าไปกราบ"     เสียงแม่เร่งอยู่ข้างหลัง
     "เกล้ากระผมกราบใต้เท้าทั้งสองขอรับ"     ยอดเรียกเจ้าคุณปู่ตามยศว่า 'ใต้เท้า' ดังเช่น พ่อและลูกหลานของท่าน
ทุกคนเรียก อันเป็นประเพณีปฏิบัติในบ้านนี้อย่างเคร่งครัด นึกน้อยใจว่าท่านไม่พูดอะไรด้วยสักคำ จึงถอยออกมา
หมอบตามเดิม เมื่อท่านผู้หญิงถูกคุณน้าปิดปากเพราะเรื่องอโหสิกรรมคราวบวช ท่านก็มีหมัดเด็ดกับคนที่ท่านอาฆาต
แค้นจนได้
     "อย่านึกว่าคนอัปรีย์อย่างแกจะลอยนวลไปง่ายๆ เอ้อ ฉันเกือบลืมไป"    ท่านพยักหน้ามาทางเขา เสียงคำพิพากษา
ของท่านได้ยินไปทั้งห้อง 
     "แล้วแกได้พบแม่ตัวจริงของแกหรือยัง"
     เหมือนฟ้าผ่าลงกลางเรือน ยอดตกตะลึกเผลอเงยขึ้นเห็นท่านยิ้มสะใจ ส่วนเจ้าคุณปู่ถอนใจแรงแต่ไม่กล้าปริปาก
จึงแลกลับมาที่แม่ซึ่งหน้าซีดเผือดหมอบนิ่งอยู่
     "ก็แม่เกล้ากระผม…. หมอบอยู่นี่ไงขอรับ"    เขาพูดซื่อๆ อย่างคนจนแต้ม
     "ใช่แน่รึ..."   สายตาท่านบ่งว่ายังแค้นเคือง
     "โธ่ นี่ เธอก้อ... พูดจาอะไรไม่รู้"   เจ้าคุณปู่บ่น หันมาโบกมือไล่พวกเรา   "ไปๆเถิด จะมาพบแม่เอ็งก็ได้ เฉพาะแต่ที่
เรือนหน้า ห้ามเข้ามาเดินเกะกะให้ข้าทั้งสองเห็น ห้ามเข้ามาค้าง หรือแม้แต่เหยียบเรือนหลังนี้อีกเด็ดขาด เอ็งมันตาย
จากบ้านนี้ตั้งนานแล้ว"
     ทั้งหมดล่าถอยมาตั้งหลักที่เรือนหน้า ในหัวก้องไปด้วยคำพูดของท่านผู้หญิงว่า
   'อ้ายเนรคุณ แล้วแกได้พบแม่ตัวจริงของแกหรือยังๆๆๆๆๆ'

     ช่างทิ่มแทงหัวใจ จนแทบหมดความมั่นใจ มีแต่คิดลังเลสงสัยในตัวที่แท้จริงของตน คำพูดนั้นท้าทายความรัก
และศรัทธาที่ลูกเคยมีต่อแม่บังเกิดเกล้า คำพูดที่เหมือนยาพิษนี้ ไม่เพียงสามารถสร้างความกินแหนงแคลงใจ หาก
เชิญชวนให้หาคำตอบ และอาจนำไปสู่ความแตกแยกระหว่างสองแม่ลูกได้
     "เฮ้อ... แทบตาย ความพยาบาทนี่มันเก็บไว้ได้นานจริงๆ"   คุณน้าละมัยบ่นจ้องสังเกตเขาอยู่เขม็ง
     "นี่มันบ้านคนอยู่หรือถ้ำเสือที่รวมใจอาฆาตกับกระผม กลับมาบ้านพบแต่ความหดหู่ใจ"   เขาสรุป
     คุณน้าส่งยิ้มที่ปราศจากพิรุทมาเตือนล่วงหน้าแล้วว่าไม่ควรใส่ใจ หรือเป็นสาระกับสิ่งใดที่อาจได้ยิน ท่านบุ้ยใบ้ขอ
นั่งกินหมากที่ศาลา
     "น้าปล่อยให้แม่ลูกอยู่ตามลำพังบ้าง แม่เขารักเอ็งมากนะพบน้าทีไรเป็นร้องไห้ทุกที"     คุณน้าย้ำ
     บนเรือนหน้ายอดก้มเอาหน้าหนุนตักแม่ เพื่อช่วยให้ท่านสบายใจ    "แม่ได้รับหนังสือของลูกเพียงฉบับเดียว กัปตัน
เรือฝรั่งเขาฝากคนมาอีกต่อหนึ่ง รู้ว่าไปศึกสงครามก็เข้าไปกราบขอเจ้าคุณปู่ให้หาทางเรียกตัวกลับ ท่านก็ว่าจะช่วย
อย่างไรได้ ไกลกันคนละซีกโลก จากนั้นแม่ไม่ได้ข่าวอีกเลยจนหมดหวังแล้ว"
     "แค่จะเอาชีวิตรอดแต่ละวันในสนามรบก็แย่แล้วจ่ะ แต่ฉันอดเป็นห่วงแม่ว่าอยู่ทางนี้ถูกข่มเหง หรือรับเคราะห์แทน
ลูกไหวหรือเปล่า"
     ใจนั้นอยากถามว่าเขาเป็นลูกทาส ลูกกำพร้าเก็บตกมาจากไหนกันนะแม่ ลูกแทบจะเสียความภูมิใจที่เกิดมาใน
ตระกูลเก่าแก่นี้หมดแล้ว อีกใจอยากวิ่งหนีไปเสียให้ไกลจากความอับอายแต่ก็ยั้งปากไว้ได้
     "ไม่มากหรอก ท่านก็ปากร้ายบ้างตามนิสัย ลูกอย่าไปถือสาคำพูดเมื่อกี้นี้เลย"    ท่านพูดเรียบๆ ไม่สามารถจับ
กระแสได้ว่าพยายามกลบเกลื่อน ความลับอันใดที่เขาไม่รู้มาก่อนหรือเปล่า เขาเองค่อยมั่นใจขึ้นกลับรู้สึกว่าอาจถูก
ใส่ความก็เป็นได้
     วินาทีนี้แม่คือคนที่น่าสงสารที่สุดยอดจึงปลอบว่า   "แม่จ๋า อย่ากังวลว่าฉันจะปั่นป่วนรวนเรเลย ลูกผ่านเรื่องลำบาก
มามากกว่าจะอธิบายให้แม่เข้าใจได้หมด เคยนอนซมบาดเจ็บปานตาย ฉันไม่กลัวอะไรเท่าจะไม่มีโอกาสมาบอกอะไร
แม่อยู่เรื่องหนึ่ง วันนี้จะขอบอกจ่ะ"
     "ว่ามาซิลูก"    แม่สงสัยหรือว่าจะมีเรื่องผู้หญิงต่างชาติ
     "จะบอกว่า ฉันมีแม่คนเดียว คือ คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ต่อให้ฉันกลายเป็นลูกเสือลูกโจรที่ไหน ก็รู้จักแต่แม่คนนี้คนเดียว"   
ยอดหยุดพูดเพราะรู้สึกน้ำเสียงของตนปนสะอื้น   "เมื่อฉันถูกเฉดหัวจากบ้านนี้ คุณน้าละมัยเคยถามฉันว่าเอ็งไม่มี
แม่แล้ว จะนับน้าเป็นแม่ได้ไหม ฉันตอบท่านเป็นคำขาดว่า แม่ของฉันมีคนเดียวในโลกถ้าไม่ใช่คนนี้ ก็ขอไม่มีเสียเลย
ดีกว่าจ่ะ"
     มารดาน้ำตาอาบแก้ม ส่วนเขารู้สึกพูดแล้วสบายใจขึ้นว่าได้ให้ความมั่นใจและปลอบใจแม่ที่พะวงกับยาพิษผสม
คำพูดของท่านผู้หญิงจนเป็นทุกข์แทนเขาอยู่ นึกคร้ามใจว่าท่านผู้หญิงเตรียมตัวตอบโต้ได้เด็ดขาดเหลือเกิน เพียง
ประโยคเดียวอาจฆ่าสองแม่ลูกเอาง่ายๆ

     กลางดึกคืนนั้นขณะที่แม่ตรวจความเรียบร้อยบนเรือนใหญ่ก่อนเข้านอน ท่านเจ้าคุณยืนดักอยู่ในความมืดริมชาน
เรือน แล้วพูดกันได้ยินเพียงสองคนว่า
     "ฉิบหายแท้ๆ วันนี้ พ่อพูดอะไรมากต่อหน้าท่านผู้หญิงไม่ได้ เอะอะก็จะพาลพาโลเสียเรื่องไปหมด"   ท่านเหลียว
มองรอบๆอีกครั้งให้แน่ใจ    "ถึงลูกเป็นสะใภ้ก็ดูแลพ่อยิ่งกว่าลูกในไส้ ถ้าสบโอกาสช่วยตามมันมาคุยกับพ่อสักครั้งนะ"

13-1

ยอดเดินมาวัดบวรฯจากริมคลองโอ่งอ่างผ่านประตูเมืองเก่า ข้ามถนนมาเข้าวัด
ภาพนี้ไม่ตรงกับเรื่องนักเพราะถ่ายสมัยปลาย ร.5 มีทั้งเสาไฟและรถรางไฟฟ้าใช้แล้ว

    ความลับใต้หีบเหล็ก

     เมื่อบ้านเกิดรังแต่สร้างความหม่นหมอง ยอดก็ถอยห่างมาหาที่ซึ่งเคยให้ความสงบสุขแก่เขา จึงรีบไปเยี่ยม
หลวงพ่อ ที่ท่าน้ำหน้าวัดบวรฯ ริมคลองโอ่งอ่าง ชายหนุ่มหยุดนึกถึงภาพตนเองครั้งยังบวชเป็นพระใหม่ห่มจีวรยังไม่
รัดกุม ต้องมายืนแอบริมประตูเมืองให้หลวงพ่อท่านช่วยจัดจีวร กับจำหญิงชรายากจนคนหนึ่งที่มายืนคอยใส่บาตรให้
เขาทุกเช้า มือที่ถือทัพพีแม้จะสั่นเทาแต่ก็เปี่ยมไปด้วยจิตศรัทธา หวังไว้ว่าในชาติภพหน้าจะได้เกิดมากินดีมีสุขกับเขา
บ้าง จนทำให้พระใหม่ผู้รับบาตรเองตื้นตันใจและคิดว่าไม่เสียชาติเกิดแล้วที่ได้มาบวชในคราวนั้น เขาแหงนมองซุ้ม
ประตูเมืองและกำแพงที่เริ่มทรุดโทรม รอยปูนฉาบแตกกะเทาะจนเห็นอิฐเก่าก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ภายใน เขาทักทายอิฐ
ราวกับเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยมาก่อน
     'อิฐบางก้อนทำไว้ก่อนสร้างกรุงเทพด้วยซ้ำ แล้วรื้อมาจากซากกำแพงกรุงเก่า เจ้าอิฐเอ๋ย ถ้าเอ็งพูดได้เราคงได้คุย
เรื่องอยุธยาตั้งแต่สมัยที่ยังโรจน์รุ่งและวันล่มสลายกันจนเพลินแน่ๆ'  
     "ทานขนมไหมจ๊ะ พ่อคู๊ณ"    แม่ค้าหาบขนมเปียกปูนร้องเรียกขัดจังหวะ ที่ประตูหน้าวัดมีแม่ค้าหนาตากว่าปกติ
เสียงมโหรีปี่พาทย์ แว่วมาจากหลังกำแพงวัด ท่าจะมีงานบุญสักอย่าง
     "ไม่ละจ่ะแม่ค้า เอ แล้วร้านขนมของเมียชาวกรมอาลักษณ์ไปไหนแล้วล่ะ รู้ไหม"
     "เลิกไปนานแล้วพ่อ ตั้งแต่ลูกสาวแกออกเรือนไปกับคุณหลวงอะไรนี่ละ เห็นว่าตาลูกเขยมีฐานะดี แหมคนมีลูกสาว
สวยๆมันก็ดีอย่างนี้แหละ"  
     เท่านี้ก็เป็นคำตอบชัดเจนแล้วสำหรับเรื่องน้องปราง ยอดรู้สึกนิ่งกับข่าวนี้อาจเป็นเพราะเขาผ่านโลกมามากพอสมควร
จึงไม่สู้รู้สึกเจ็บปวดหรือเสียดาย กลับดีใจแทนปรางที่ว่า ได้ผัวที่รวยกว่าเขาและเป็นที่พอใจของพ่อซึ่งตั้งแง่รังเกียจตัว
เขาเอง คนที่ยอดอยากพบคือ พระชราผู้มีใจอารีกับเขาต่างหาก บัดนี้ท่านนั่งพักอยู่องค์เดียว บนชานกุฏิที่เขาเคย
อาศัยบวชอยู่ และตกใจที่เห็นชายแปลกหน้า แบกถุงทะเลรุงรัง เดินขึ้นบันไดมาคุกเข่าลงกราบ
     "นมัสการขอรับ กระผม พลทหาร ยอด ดูปองท์ สังกัดกองร้อยบี กรมทหารราบอาสาที่ 13 รัฐนิวเจอร์ซี่ ขอกราบราย
งานตัวพระคุณเจ้า"    แล้วแกล้งพูดซ้ำเป็นภาษาอังกฤษแบบทหารรายงานตัว
     หลวงพ่ออดีตนายเรือรบ ก้มลงจ้องหน้า แล้วอ้าปากค้างเอาหลังพิงฝา เขาต้องจับแขนท่านเขย่าเตือน
     "อะไรนี่ พ่อยอด โอ... กลับจากอเมริกา โอ๊ย... ดีใจจริงๆ ลูกเอ๋ย"
     "กระผมขอรายงานว่า ได้ทำการตอบแทนพระคุณที่ท่านส่งไปอเมริกาได้สำเร็จแล้ว ขอรับ จำได้ไหมท่านว่าให้ผม
ไปรบให้ชนะ"    อดีตพระร่วมกุฏิกล่าวอย่างภูมิใจ ดูท่านค่อยหายงงแล้ว
     "อ๋อ จริงซี ยอดไปรบให้ฝ่ายลินคอล์นใช่ไหม ยังงี้ก็ชนะซี ตอนนั้นพ่อพูดเล่นดอก ใครอยากให้เธอไปเสี่ยงตายจริงๆ
เล่า ลูกเอ๋ย"      ท่านหยิบหมวกแก๊ปฝ่ายเหนือสีน้ำเงินที่เขายื่นถวายมาใส่ดู
     ยอดใช้เวลาตลอดบ่าย เล่าเรื่องการรบในภาคต่างๆ ตลอดจนความใจดีที่กัปตันดูปองท์ยอมให้ใช้นามสกุลให้ท่าน
ฟัง เขาล้วงลงในถุงหยิบปืนพกฝรั่งเศสโบราณที่หลวงพ่อยัดใส่มือก่อนเดินทางออกมาอวด
     "มันช่วยชีวิตผมไว้ที่ แอนทีทั่มด้วยขอรับ ผมเอามาคืนหลวงพ่อ"
     "ไม่เอาฉันให้แล้วให้เลย พระแก่ๆ จะพกปืนไปบิณฑบาตคงไม่เหมาะ"     ท่านหัวเราะชอบใจ
     เขาใช้เวลาอธิบายที่มาของๆแต่ละชิ้นอีกยาว    "ขวานศึกนี้ของพวกอินเดียนแดงจากแคนซัส อ้อนี่อีกขอรับ ดาบ
ญี่ปุ่นชั้นดีของเมืองบิเซ็น เสียดายที่จีนไม่ค่อยได้อะไรมา"   ยอดเลี่ยงไม่ยอมบอกว่าได้อย่างอื่นจากจีนที่ไม่ใช่อาวุธ
เพียงแต่ทิ้งไว้ที่กวางเจา เห็นว่ามิใช่กิจของสงฆ์ที่จะรู้
     "โอ้โฮ นี่คุณไปเอาอาวุธมาเยอะแยะเลยนะ"    ท่านอุดรเหลียวไปรอบๆ เห็นปลอดคนจึงคว้าปืนลูกโม่เรมิงตันออก
ง้างนกดังกริ๊ก พอให้สาแก่ใจทำสัญญาณว่าอาบัติเดี๋ยวเย็นๆก็แอบไปต่อได้ ท่านเองยังซนไม่เปลี่ยนแม้สายตาจะ
แย่ลงมาก
     "อีตานักเลงน้องชายคุณย่าเธอน่ะ แก่เป็นอัมพาตไปแล้ว ขืนมาอีกอาตมาเล่นงานแน่ แล้วฉันจำได้ว่าพ่อคุณเคย
พกดาบมาบวช แล้วเหน็บเอาไปเมืองนอกด้วย"
     "ผมพาไปรบทุกสมรภูมิขอรับ"     แล้วเล่าว่าได้ต่อสู้กับทหารม้าอย่างไรที่ป่าชานเซลเล่อส์วิล เขาอดเล่าเรื่องความ
ฝันต่างๆเกี่ยวกับดาบไม่ได้
     "คงต้องถามเจ้าคุณปู่ของเธอดู"   ท่านปักใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับยอดอย่างแน่นอน

     ครั้นถูกถามว่าส่งของกลับมาอย่างไร ยอดเล่าว่าฝากส่งรวมมากับของพวกหมอสอนศาสนาโปรแตสแตนท์ชาวอเมริกัน
ซึ่งนำมามอบไว้กับโรงพิมพ์ปากคลองบางหลวงของคุณหมอบรัดเล่ย์
     "กระผมมีหีบสองใบเท่านั้น เป็นห่วงแต่ใบที่เป็นหีบเหล็ก ขอรับ"
     "สำคัญเชียวหรือลูก"     หลวงพ่อสงสัย
     "มีค่ามากขอรับ ผมต้องขอสารภาพว่าได้ทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ใหญ่ไว้นับไม่ถ้วน ใช่แต่เฉพาะศัตรูในสนามรบ
กระผมออกล่าควายป่าในทุ่งแพรี่ภาคตะวันตก ขายหนังสัตว์ได้ตัวละ 3 เหรียญ ก็คิดไม่ตกว่าจะหอบกลับมาโดย
ปลอดภัยอย่างไรได้ เจ้านายที่แคนซัส ท่านว่าควรแลกเหรียญเงินดอลล่าห์สเปนและเม็กซิกันเอาไว้ อย่าใช้ธนบัตร"
     "เดี๋ยวๆ ฉันสงสัยนะ ทำไมอเมริกาไปใช้เหรียญของคนอื่น แล้วเงินกระดาษก็น่าใช้ได้นี่นา"   หลวงพ่อแปลกใจ
เพราะในสยามเองก็ยอมรับเหรียญเงินเม็กซิกันเช่นกัน
     "ขอรับเท่าที่ถามๆมาคือ เดิมทีเดียวนั้นอเมริกายังมิได้มีเงินตราของตนเองใช้ รัฐต่างๆ ก็ยอมรับเหรียญจากยุโรป
ที่ทำด้วยเงิน มีเงินเหรียญจากเยอรมันที่เรียกว่าทาลเล่อร์ (Thaler) ที่พ่อค้ายอมรับนานๆเข้าเลยเรียกเพี้ยนเป็น
'ดอลล่าห์' สมัยแรกเหรียญเงินที่หาง่ายมากคือของสเปนเพราะเขามีอาณานิคมในเม็กซิโก มีเหมืองเงินใหญ่มหึมา
เลยคุมการผลิตแร่เงินและเหรียญเงินในโลกไว้คนเดียว เหรียญของเม็กซิกันและสเปนถูกใช้เป็นเงินตราของอเมริกา
และหมุนเวียนใช้ค้าขายข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกับรัฐบาลญี่ปุ่น จีน และ สยาม"

     "เข้าใจละ ถ้าเอาเงินกระดาษอเมริกันมาแลกในสยาม ใครเขาจะรับแลกเป็นเงินชั่ง เป็นตำลึง ไม่น่าเชื่อถือ สู้โลหะ
ที่มีมูลค่าไม่ได้ นี่ขนาดเหรียญเงินดอลล่าห์เม็กซิกัน สยามยังต้องเอามาหลอมเป็นเงินพดด้วงก่อนเลย พอหลอมไม่
ทันหลวงท่านรำคาญจึงออกประกาศรับรองว่าใช้ค้าขายได้ ให้อัตราแลกเปลี่ยนไว้เบ็ดเสร็จว่า 3 เหรียญต่อ 5 บาท ใช้
มาตั้งแต่รัชกาลก่อนแล้ว"     ท่านช่วยคิดตาม
     "จริงขอรับ ไอ้เงินกระดาษอเมริกัน Greenback พิมพ์ออกมามากในช่วงสงครามกลางเมือง เพื่อใช้ซื้ออาวุธจนคน
ไม่เชื่อถือ มิสเตอร์ด็อดเจ้นท์ เจ้านายกระผม แกว่าจะแบกเหรียญหนักๆมาคงไม่ไหวแน่ ต้องแปลงกายเสียก่อน ให้
เอาเงินสะสมสัก 1 ใน 3 แลกเป็นตั๋วกระดาษที่แบงก์ออกให้แล้วมีธนาคารหรือนายเงินแถวนี้ยอมรับแลกกลับเป็น
เงินเม็กซิกัน แกให้ ไปหาเพื่อนนายแบงก์เวลฟาโก้ที่ซานฟรานซิสโก เขาออกตั๋วเงินรับรองให้ผมเสร็จ"
     "เบาไปอีกโขเชียว พ่อยอด แต่เหลืออีกตั้ง 2 ใน 3"
     "ก็ต้องแบกกลับ เสี่ยงโดนปล้นถ่วงทะเลละขอรับ ผมแบ่งเหรียญอีก 1 ใน 3 ห่อเป็นถุงๆ ใส่หีบ รวมกับปืนผาหน้า
ไม้อันนี้แบกเอง แล้วไปสั่งทำหีบเหล็กที่ช่างจีนในซานฟรานซิสโก เขาออกแบบพื้นหีบเป็นสองชั้นมีที่ซ่อนของแล้ว
ผนังด้านข้างก็หนามีช่องลับอีกสองด้าน แล้วเอาเงินที่เหลือไปซื้อทองแท่ง วิธีนี้มิสเตอร์ด๊อดเจ้นท์ กรุณาสอนอุบาย
ไว้เช่นกัน ช่างจีนทำการหลอมทองที่ผมซื้อเป็นแผ่นบางๆพอสอดในช่องลับได้ ทำให้หีบเหล็กใบนั้นล้ำค่าจนผมไม่
ยอมให้ห่างสายตาเลย"
     "โอ นี่พ่อคุณร่ำรวยใหญ่นะ เห็นจะมีเงินคิดเป็นหมื่นๆ ชั่ง"   ท่านชอบใจ  "พ่อยังสงสัย เธอเชื่อใจช่างจีนได้แค่
ไหน แล้วตั๋วกระดาษเธอไปแลกแบงก์ที่ไหนกันนะ"
     "โธ่ เงินไม่ได้มากขนาดนั้นนะขอรับ เห็นจะสักร้อยชั่งได้ ถ้าพอแค่หาซื้อสวนผลไม้อยู่ฝากข้างโน้นกับเรือนเล็กๆได้
ก็ดีใจถมไปแล้ว"    เขายิ้มอายๆ   "กระผมต้องยอมให้ส่วนแบ่งช่างจีนเพื่อปิดปากพอควร แล้วรีบลงเรือก่อนข่าวแพร่
ออกไป สำหรับตั๋วเงินมีแบงก์ที่ฮ่องกงเท่านั้นที่ยอมแลก เป็นเหรียญเงินเม็กซิกันอีกครั้ง โดยยอมให้หักลดค่าธรรม
เนียมตั้งร้อยชัก 25 มาถึงสยามเหลือได้แค่นี้ก็เก่งแล้วละขอรับ"
     "มีร้อยชั่ง ไม่น้อยหรอกนะ เขาจ้างขุดคลองถนนตรง (ถนนพระราม 4) ไปคลองเตยยังใช้เงินแค่ 200 ชั่ง พอแต่ง
เมียเชียวละ ก็เขาเรียกว่าสาวน้อยร้อยชั่งไงล่ะ"
     ยอดชมคุณหมอบรัดเล่ย์ให้หลวงพ่อฟังว่าเป็นคนจิตใจดี และเขาได้แสดงความเสียใจที่คุณหมอถูกกงสุลฝรั่งเศส
ฟ้องร้องจนแพ้ความในศาลหลายปีก่อน คุณหมอมีเมตตายอมเล่าให้เขาฟังตามควร เพราะเห็นว่าเรื่องเกิดในขณะที่
ยอดยังอยู่ในอเมริกา คำสนทนากับคุณหมอ ยอดได้ถ่ายทอดให้หลวงพ่อฟังดังต่อไปนี้

mex-dollars

เหรียญเงินเม็กซิกัน
ลองมาคิดเล่นๆว่าท็อปน่าจะมีเงินเท่าไหร่ เขาล่าควายในแคนซัสรวม 5 เดือนครึ่ง ตั้งแต่ เม.ษ ถึง ต.ค 1871
เขาตกลงกับไมค์ว่าจะล่าเพียง 10 ตัวต่อวัน จะได้บาปน้อยหน่อย ถามว่าไมค์มีปัญญายิงวันละกี่ตัว คงไม่เกิน
100 ตัวแน่เพราะอะไร ก็ปีนั้นพรานล่าควายหน้าใหม่แย่งกันล่าเต็มทุ่ง เดือนหนึ่งมีพักให้ทีมแล่หนัง พักเข้า
เมืองกันบ้าง ดังนั้นก็น่าจะทำแค่ 25 วัน ต่อเดือน รวมทั้งคู่ยิงควายไปแค่  13,750  ตัว เป็นของท็อป ราว
1,375 ตัว  ขายหนังได้ตัวละ 3 เหรียญ แต่ช้าก่อน ยังมีค่าจ้างแล่หนัง ตัวละ 25 เซ็นต์ บวกโสหุ้ยอีก ตัวละ
10 เซ็นต์ ก็เป็นเงินสุทธิตัวละ 2.65  เหรียญ ท็อปก็ได้เงิน 3,645 เหรียญ ท็อปยังมีเงินได้จากการช่วยโหลด
กระสุนให้ในส่วนที่ไมค์ยิงได้อีกตัวละ 25 เซ็นต์ เป็นเงิน 3,095 ก่อนกลับเขาก็มีเงิน ตัวกลมๆ 6,800 เหรียญ

ทีนี้เขาต้องกันเงินค่ารถค่าเรือ ค่าทำหีบ ค่าหลอมทอง ค่าใช้จ่ายในญี่ปุ่นจีน ร่วม 800 เหรียญ เหลือส่งกลับ
แท้ๆ 6,000 เหรียญ แบ่งสามกองๆละ 2,000 เหรียญ กองแรก แลกเป็นตั๋วเงิน พอถึงฮ่องกง ยอมขายลดกับ
แบงก์อังกฤษ เขาหัก 25% เหลือกลับบ้าน 1,500 เหรียญ กองที่สองไปซื้อทองคำให้ช่างจีนหลอม มูลค่าสูงกว่า
เงินและเบากว่า แล้วซ่อนในหีบไม่เสียอะไร ส่วนสุดท้าย เอาเหรียญใส่ถุงแบกกลับ เป็นแบบ 5 ดอลล่าห์ รวม
400 เหรียญพอแบกไหวเหลือถึงบางกอกราว 5,500 เหรียญ

อัตราแลกเปลี่ยน 3เหรียญ นน. เงินคือ 5 บาท ก็เป็นไทย 9,167 บาท อัตราไทย 80 บาทเป็น 1 ชั่ง ก็ได้ 115
ชั่ง พอหาสาวน้อยร้อยชั่งมาเป็นเมียได้ ในยุคที่เงินเดือนนายทหารระดับนายร้อยเอกเดือนละ 45 บาท (ปี พ.ศ.
2423) หรูมาก หรือค่าไปเที่ยวอย่างว่าประตูละแค่ สลึงหนึ่ง ที่ดินกลางเกาะรัตนโกสินทร์วาละบาท ก็คงแพงเท่า
สีลมวันนี้ นับว่ายอดมีพอกินทีเดียว

     "มิสเตอร์ดูปองท์ ฉันยอมเล่าให้ฟังเพราะรู้ว่าเธอเป็นลูกหลานคนใกล้ชิด เจ้าฟ้ามงกุฎ (ร.4) ฉันไม่มีพยานมาสู้ใน
ศาลว่าไปได้ข่าวจากไหนมาตีพิมพ์ เพราะข้อมูลความชั่วของเจ้ากงสุลฝรั่งเศส มาจากแหล่งเบื้องสูงของสยามเท่ากับ
ดึงประเทศและคนที่ฉันนับถือมามีเรื่องโดยตรง มันก็จะหาเหตุยึดเอาสยามเสียทีเดียว ถึงหากจะสู้ อเมริกาก็มัวกลัวจะ
หมองใจกับฝรั่งเศส ฉันเลยยอมรับผิดเองว่าแก่โง่เง่า เขียนข่าวเพ้อเจ้อดีกว่า ฉันยอมให้ฝรั่งเศสเอาฉันเป็นเหตุหาเรื่อง
ยึดสยามไม่ได้เท่ากับไม่สามารถเห็นความจองหอง ก้าวร้าวหน้าพระที่นั่งของไอ้นี่ ต่อไปอีกได้เช่นกัน"
"เรื่องนี้ผมพอได้ยินมาเลาๆก่อนกลับมาถึง ทราบจากปากคุณหมอดีกว่า"

Dr Bradley-11

หมอบรัดเล่ย์          

Aubarret-11

กงสุลโอบาเร่ย์

ML Rachotai-11

หม่อมราโชทัย

     แล้วท่านเล่าว่าระหว่างที่เขายังอยู่ในอเมริกานั้น  "อ้ายโอบาเร่ย์มันได้ใจที่เคยสั่งเรือปืนฝรั่งเศสมาขู่แย่งเขมรไปได้
จึงเริ่มท้าทายการปกครองภายในสยาม โดยยุให้คนจีนหันมาลงชื่อขอค้าขายกับฝรั่งเศสแล้วจะถือว่าได้สิทธิสภาพนอก
อาณาเขต หากทำผิดก็หนีอาญาศาลไทยมาพึ่งกงสุลระดับมันตัดสินให้หลุดได้ มันยังแอบตั้งตัวเป็นเอเย่นต์ค้าขาย
เหล้าโดยไม่ขออนุญาตรัฐบาลสยามด้วย"
     คุณหมออเมริกัน หัวใจชาวสยาม ตัดสินใจตีแผ่ความชั่วของ กงสุลฝรั่งเศส ในบางกอกเรคอร์ดเดอร์ฉบับที่5 ปีที่ 2
วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2508 เพราะมันปฏิเสธข้อวินิจฉัยของ ร.4 ในคดีคนจีนในสังกัดฝรั่งเศสฆ่าคนตาย
     "ฉันเตือนคนไทยให้รู้ตื้นลึกหนาบาง และเตือนกงสุลชาติอื่นอย่าได้ขืนล้ำเส้นการศาลแบบเอาเปรียบเช่นนี้บ้าง
เรื่องสัญญาขายสุราเถื่อนน่ะ แหม่มแอนนาแกเป็นคนมากระซิบบอกฉัน เลยตีพิมพ์ว่าอย่าโอหังนัก แค่กงสุลน่ะ ศักดิ์ศรี
ต่ำกว่าทูตเป็นไหนๆ"
     "เขาเลยฟ้องว่าท่านหมิ่นประมาท เอ ท่านครับแล้วหม่อมราโชทัยล่ะครับ"
     "ฉันรักใคร่กันมานาน เป็นผู้ดีสยามเต็มตัว สุภาพ ฉลาดเป็นที่เลื่องลือ สมแล้วที่ได้เป็นล่ามคณะทูตเข้าเฝ้าควีน
วิคตอเรีย"   พูดถึงขุนนางสยามท่านนี้คุณหมอบรัดเล่ย์ตาเป็นประกาย   "เรื่องมีอยู่ว่ามันคิดจะยัดคนฝรั่งเศสเข้าไป
เป็นข้าราชการสยาม แทนคนที่เขาทำงานซื่อตรง ตำแหน่งต่ำๆ ก็พอได้ หนอย มันจะให้เป็นพระยาพานทอง เอะอะก็
ขู่จะเรียกเรือปืนมายิงถล่มวัง เจ้าคุณกลาโหม (ต่อมาคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ท่านพลอยเดือดร้อน
ส่งหม่อมราโชทัยไปกล่อม"
     คุณหมอหน้าแดงขึ้นดูยังโกรธอยู่    "ฉันตกใจมาก คนลือกันว่า อ้ายโอบาเร่ย์ ผลักท่านหรือจะถีบเสียด้วยก็ไม่รู้ตก
ลงจากบ้านกงสุล บางคนก็ว่าถึงกับเอามือจิกผม ฉันรีบรุดไปเยี่ยม โถ…คุณดูปองท์เอ๋ย ท่านก็ยังเป็นเย็นเทิลแมนแท้ๆ
ไม่ยอมบอกหรอกว่าถูกข่มเหงเพียงใด แต่สีหน้าท่านมันฟ้องว่าที่คนลือกันนั้นจริง ดูท่านหม่นหมองเป็นคนละคน"
     ถึงตรงนี้ท่านทำท่าสวดถึงพระเจ้าพึมพำ ไม่แน่ว่าให้พรหม่อมราโชทัย หรือสาปแช่งคนพาล ยอดเหลือบเห็นหนังสือ
นิราศลอนดอน ที่โรงพิมพ์คุณหมอพิมพ์ไว้บนโต๊ะ ท่านเล่าต่อว่า
     "คิดดูเถิดนะ มิสเตอร์ดูปองท์ ท่านเสียเกียรติยศชื่อเสียงที่สร้างสมมาตลอดชีวิต จะต้องทนอดสูใจดูหน้าลูกหลาน
ได้อย่างไร จะสู้ก็ไม่ได้เสียหายถึงบ้านเมือง พูดก็พูดนะ ถ้าท่านสู้ขึ้นมาเตะไอ้นั่น ภาษาไทยที่เหมาะคงว่า ไอ้ฉิบหายนั่น
ด้วยวิชามวยไทยเสียละจะเหมาะกว่า"
     "อ้าว คุณหมอนะคุณหมอ"     ยอดชอบใจที่ท่านพูดราวกับนักเลงหัวไม้
     "ฉันทนไม่ไหวลงแฉในบางกอกเรคอร์ดเดอร์ คนตะลึงกันทั่วเมือง ชะๆ ไอ้เราก็นักเลงเก่าเหมือนกัน"
     "อยู่อเมริกาท่านคงไปตบหน้า ท้าเขาดวลปืนละขอรับ"   ยอดอดขันไม่ได้
     "จะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองสยาม หรือเวรกรรมมันมีจริงก็ได้ อ้ายโอบาเร่ย์ มันท้าทายต่อหน้าพระที่นั่ง ท้ายที่สุด
โดนเรียกกลับฝรั่งเศส แล้วไปเป็นบ้าตายในโรงพยาบาล"    ท่านลูบหนวดขาวของท่านเล่น   "ถ้าคุณอยากทำงาน ฉัน
ก็ยังมีงานพิมพ์หนังสือนิยายจีนแปลเป็นเล่มๆ ขาย มาช่วยกันไหมเล่า"
     "ยินดีขอรับ ผมก็ต้องมีอาชีพหาเลี้ยงตัวเหมือนกัน ท่านให้ผมพักที่โรงพิมพ์ก็ได้ นั่งเรือข้ามฟากทุกวันนานเอาการอยู่"   
เขารีบตอบรับแล้วกราบที่ตักคุณหมอ ท่านทำหน้าตกใจ
     "อาไร้ แค่ชวนทำงานด้วย ไม่ต้องขอบใจขนาดนี้หรอก"
     "มิได้ขอรับ ต้องกราบ ขอบพระคุณแทนคนไทยทั้งประเทศ ที่ท่านเจ็บแค้น ช่วยเปิดโปงความเลวของไอ้โอบาเร่ย์
จนต้องเดือดร้อนไปด้วยต่างหาก ผมว่าจะทำอย่างนี้กับท่านมานานแล้ว"      นายยอดหัวเราะที่คุณหมอทำสีหน้าพิกล

ปริศนาดาบหลูบเงิน

     ทำงานอยู่สักสองเดือนโรงพิมพ์ก็ปิดทำการช่วงคริสต์มาส ยอดเลยมานอนเล่นที่บ้านคุณน้าละมัยแก้เหงา รอข่าว
ตามหาไอ้น้อมตัวดีได้ไม่กี่วันคุณแม่ก็ส่งคนมาตาม
     "เจ้าคุณปู่ต้องการพบลูก"    ท่านจับหน้าผินดูเห็นแผลที่แก้มเข้าจนได้  "ขืนแม่จับถอดเสื้อดูคงพบแผลอีกบาน
ตะไทนะ อ้อ อย่าพูดถึงทูลกระหม่อมรัชกาลก่อนกับท่านๆจะสะเทือนใจ เดี๋ยวนี้แม้แต่ในหลวงองค์ใหม่ท่านก็ไม่ค่อย
โปรดให้เข้าเฝ้า เพราะท่านจะเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย พูดถึงแต่เรื่องเก่าๆ เกี่ยวกับเสด็จพ่อ เลยทรงพลอยเศร้าหมองไปด้วย
ถ้าใครที่รักสมเด็จพระจอมเกล้าฯจริง ก็คือ คุณปู่ของเจ้านี่ละ"
     ท่านเจ้าพระยา นั่งรออยู่ที่สวนหย่อมข้างเรือนบัญชาการคลัง มีพุ่มไม้ อ่างปลาและกระถางไม้ดัด เป็นฉากกั้นมิดชิด
ไม่ให้คนเรือนใหญ่มองเห็น เขาหมอบคลานเข้าไปกราบ แลเห็นว่าท่านไม่เกร็งเหมือนเวลามีท่านผู้หญิงกระนาบข้าง
     "ได้ยินว่าเอ็งมันไปเป็นลูกจ้าง หมอฝรั่งที่ฟากข้างโน้น"  ท่านถามเบาๆ
     "ขอรับกระผม ไม่อยากอยู่เปล่าๆ"    รู้สึกดีใจที่ได้พูดกันเสียที
     "ไปถือสัญชาติอื่น เอ็งคงว่าฝรั่งมันเก่งเป็นเทวดานักไปเป็นพวกมัน"    น้ำเสียงท่านชักขุ่น
     "ที่ถือสัญชาติอเมริกันเพราะเมื่อไปรบ เขาให้ตามกฎหมาย ไม่บังคับอย่างใดเลยใต้เท้า"

     ยอดเริ่มเล่าเรื่องแสนยานุภาพของกำลังรบฝ่ายอเมริกันที่เห็นในสงคราม การไล่ล้างเผ่าชาวอินเดียนเพื่อแย่งชิงที่ดิน
ในภาคตะวันตก ความก้าวหน้าในการคมนาคม รถไฟ เรือรบกลจักรไอน้ำ และโทรเลขสื่อสารที่ดึงโลกให้แคบลง การ
ปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ล้วนสร้างพละกำลังและนำมาซึ่งความคิดก้าวร้าวของฝรั่ง
     "ยุคนี้มันคิดจะยึดเมืองใครก็ได้ตามใจ ที่รอๆเมืองเราก็เพราะเกรงฝรั่งด้วยกันหรอกขอรับกระผม"  
 และเล่าถึงความแตกต่างในวิธีการปรับตัวรับปัญหาจากฝรั่งในญี่ปุ่นและจีน ลงท้ายด้วยปัญหาอันมาจากปฏิกิริยาต่อ
การเปลี่ยนแปลงของคนในชาติทั้งสอง
     "เกล้ากระผมคอยติดตามข่าวอยู่เสมอ สังเกตว่าบ้านเมืองใดคิดสู้เป็นเสียทีทุกครั้ง อาวุธและความชำนาญทัพสู้
กันไม่ได้ทีเดียวขอรับ เขาถือวินัยฝึกปรือทหารได้ดีกว่า ขนาดกองทัพที่กระผมอยู่แพ้ล้มลุกคลุกคลาน แต่ระดมพลได้
ตามกฎหมาย มีระเบียบแบบแผนที่ดียังกลับมาชนะจนได้ นั่นก็เถอะ เขามีโรงงานผลิตปืนได้เป็นพันๆกระบอกใน
พริบตา ทางญี่ปุ่นดูพอรับมือได้เพราะเขามีคนหนุ่มๆ ที่หัวดีอยู่มาก เดี๋ยวนี้ยอมแกล้งแปลงเป็นฝรั่งหาจังหวะสร้าง
กองทัพและสะสมเงินกันอีกครั้ง….."
     "เอ็งเอะอะก็ว่าคนหนุ่มสมองดีกว่าคนแก่อย่างข้า"      ท่านเจ้าคุณขัดจังหวะ
     "หามิได้ขอรับ จะหนุ่มจะแก่ไม่สำคัญเท่ากับยอมรับเสียก่อนว่าระบบราชการของเราครึแล้ว มีปัญหา เป็นอุปสรรค
ถ้าผู้นำชาตินั้นๆมีอำนาจพอ มีคนรุ่นราวคราวเดียวที่คิดเหมือนๆกันมาช่วย ก็จะง่ายขึ้น"
     เจ้าคุณปู่ครุ่นคิดในคำบอกเล่าของหลานแล้วว่า   "ไอ้การเปลี่ยนแปลงนี่ถ้าจำเป็น ก็ต้องทำโดยระมัดระวัง นี่มัน
เมืองสยาม จะถือความคิดเด็กเป็นใหญ่ไปหักคนเก่ามันไม่ใช่ธรรมเนียม อาจนำมาซึ่งสงครามกลางเมืองได้ง่ายๆ ถ้า
คนส่วนมากไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับ ยิ่งกระทบผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจก็ยากขึ้นอีก"
     "ชักช้าไม่ได้ดอกขอรับ สยามยังมีเรื่องให้แก้อีกมาก การศึกษาเอย การทหารเอย การคลัง……."
     "อุวะ แกรู้อะไรกับการคลัง เคยทำราชการสยามแล้วหรือ"    ท่านดูไม่มีเจตนาจะทะเลาะ เพียงแต่ต้องการเตือนสติ   
"จะบอกให้เอาบุญ ทูลกระหม่อมท่านเริ่มติดต่อฝรั่งก่อนใคร พยายามแปลงเมืองให้ดีขึ้นนานแล้ว แต่ผู้มีอำนาจใน
บ้านเมืองเดี๋ยวนี้เมื่อก่อนยังเป็นหนุ่มก็ดูจะขยันแก้ไขบ้านเมืองให้ทันฝรั่งมันบ้าง เดี๋ยวนี้แก่และร่ำรวยขึ้น จึงเชื่องช้า
ลงไม่อยากให้กระทบลูกหลานตัวเอง เลยพาลออกจะเกลียดชังฝรั่งอยู่มาก ถ้ามันเป็นอย่างเอ็งว่า สยามอาจจะลำบาก
ในภายหน้า ว่าแต่เอ็งจะเป็นขี้ข้าเขาไปอย่างนี้จนตายหรือ"
     "เกล้ากระผมอยากรับราชการขอรับ จะได้ช่วยแปลงเมืองให้ดีขึ้นบ้าง อยากรับใช้ใกล้เบื้องพระยุคลบาทเหมือนที่
ญาติพี่น้องเคย"    เขารู้ว่าขอมากไปหน่อย
     "ชะ หวังสูงไปละ"    คำตอบของท่านทำเอาใจหาย   "เรื่องสืบทอดงานราชการน่ะ พี่ชายของเจ้าเขาหลักแหลม
จวนจะได้เป็นพระยาพานทองอยู่แล้ว เอาคนไร้การศึกษาอย่างเอ็งเข้าไปจะเผลอปล่อยขี้เท่อให้อับอายวงศ์ตระกูลเสีย
เปล่า"

DSCN0037-102

ปืนเล็กยาวหลักของกองทัพไทยสมัย ร.4 ถึงยุคต้น ร.5 เป็นปืนชนิดเดียวกับที่ยอดใช้รบในอเมริกา นั่นคือปืนแก็ป
มีเกลียวลำกล้องแบบเอ็นฟิลด์รุ่นปี คศ. 1858 ของกองทัพอังกฤษขนาด .577 นิ้ว สังเกตตรามงกุฎ และ VR หมาย
ถึงผลิตในรัชกาลพระนางวิคตอเรีย ส่วนคำว่า Tower คือปืนที่ตรวจและประกอบที่คลังสรรพาวุธในหอคอยลอนดอน
Tower of London Arsenal บันทึกทางทหารของไทยมักเรียกว่า ปืนไรเฟิลแอนฟินชนวนทองแดงชนิดสองปลอก
พอติดดาบปลายปืนแบบปลอกสวมลำกล้องแล้วเลยมีชื่อเรียกทหารรักษาพระองค์สมัย ร.4 ที่หัดอย่างฝรั่งว่า ทหาร
รักษาพระองค์ปืนปลายหอก ปืนที่ยิงจากกระสุนห่อกระดาษไขนี้มีเรื่องตลกไม่ออกว่าเป็นเหตุให้ทหารซีป่าย (Sepoy)
หรือ ซีปอยในอินเดียกบฎเพราะทหารแขกมีทั้งฮินดูกับมุสลิม พวกมุสลิมโกรธลือว่าไขในกระดาษที่เขาต้องใช้ฟันกัด
เทดินบรรจุปืนทำจากมันหมู พวกฮินดูก็หาว่าใช้มันวัวบาปทั้งนั้น จะหาเรื่องกบฎนั่นละเลยเอามาอ้างจริงหรือไม่ต้อง
ไปถาม รอ. อิมเปย์กับนายน๊อกซ์ เพราะแกเคยคุมพวกซีป่าย มาก่อน

DSCN0038-1

ลองดูสีรมดำเหมือนของใหม่จากห้าง กระบอกที่เห็นนี้เป็นของ สพ. ทหารบก สภาพปืนอายุ 150 ปี เกือบ 90% 
ศูนย์หลังปรับได้ 100 – 1000 หลา ยืนยันความน่ากลัวของระยะยิงจากปืนลำกล้องเกลียวใช้กระสุนมินิเยร์

DSCN0040-1

ยอดแสดงความกังวลว่าปืนเอ็นฟิลด์นี้ล้าสมัยแล้ว เพราะในยุโรปตั้งแต่ปี คศ. 1870 เขาใช้ปืนบรรจุท้ายทั้งนั้น
ยุคนั้นปืนเล็กยาวได้พัฒนาไปเร็วมาก ปืนระบบลูกเลื่อนรุ่นแรกถูกใช้ได้ผลในการรบของเยอรมัน ปืนระบบคานเหวี่ยง
ในอเมริกากำลังไปได้สวย ไหนจะปืนกลแก็ตลิ่งอีก ประเทศด้อยพัฒนาเสียเปรียบวันยังค่ำ

DSCN0039-102 DSCN0039-2

ผู้เขียนแน่ใจว่าปืนเหล่านี้เคยประจำการใน ทบ. อังกฤษ ก่อนตัดมาให้สยาม สังเกตได้จากอักษร ย่อบนแก้มพานท้าย
น่าจะเป็นชื่อหน่วยรบ หรือชื่อทหารเจ้าของปืนซึ่งเป็นธรรมเนียมใช้ในกองทัพยุโรปยุคเก่า ตราบนของรูปขวามือ
ดูคล้ายตรามงกุฎ ร.4 ส่วนตราดอกไม้สุดจะเดา คงต้องกลับไปศึกษาโดยละเอียดอีกครั้ง รายการอาวุธคงคลังช่วงกลาง
รัชสมัย ร.5 ตรงกับ ร.ศ 114 หรือ ปี 2438 ว่าเรามีปืนแก็ปเอ็นฟิลด์คงคลังตั้ง 2,692 กระบอก ลองสอบยอดกำลังทหารฝึก
อย่างฝรั่งที่มีอยู่ขณะนั้นนับว่าใกล้เคียงกัน ผู้เขียนจึงขอนับว่าปืนแบบนี้คือ ปืนเล็กยาวมาตรฐานของ ทบ. สยามแบบแรก

     ท่านเห็นยอดนิ่งอยู่แอบนึกชมในความอดทน มันคงไปลำบากมามากจริง จึงไม่อ่อนไหวง่ายดังแต่ก่อน ท่านเจ้าคุณ
มองย้อนไปเห็นเด็กชายเล็กๆ ที่ชอบมาดูท่านสั่งราชการด้วยความชื่นชม สนใจรื้อดูกองหนังสือของท่านไปอ่านจนถูก
เอ็ดบ่อยๆ แล้วก็ใจอ่อนลง
     "เมื่อแกเคยไปรบ ข้าจะฝากเข้าเป็นทหารสังกัดกรมวัง เอ็งความรู้น้อย อายุก็มากแล้วเป็นทหารยังพอก้าวหน้าได้บ้าง
แต่ต้องรอบคอบเพราะคนอื่นเขาจะตามแกไม่ทัน"
     "ขอบพระคุณใต้เท้ามาก อ้า เกล้ากระผมอยากเรียนถามที่ท่านผู้หญิงทัก แปลกไปวันนั้น…กระผมเป็นลูกหมาแมว
ที่ไหนไม่สำคัญๆ……"     ยอดสะดุดคำพูดด้วยสะเทือนใจ
     "แกอย่าถือคำพูดที่ไร้สาระมาเป็นอารมณ์เลย"    
"เกล้ากระผม เพียงขอเรียนว่าไม่ได้กลับมาหวังทรัพย์สมบัติของท่านหรือพี่น้อง ถ้าคิดอยู่อเมริกาต่อ ก็คงร่ำรวยไปแล้ว
กระผมก็ลูกพ่อขออดตายดีกว่าคลานกลับมา"    สีหน้ายอดแสดงว่าเจ็บช้ำที่ถูกพูดว่าร้าย 
     "ถ้าพ่อของเจ้ายังอยู่ เขาก็คงทำเหมือนเจ้า เขาเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี"
     "ที่ท่านให้กระผมโตมาอย่างคนตระกูลท่านๆไล่ไปที่ไหน ก็เอาเกียรติยศที่สั่งสมกันมาออกจากตัวกระผมไม่ได้"    
     "จำไว้สำหรับข้าแล้ว 'การรู้จักให้อภัยเป็นสมบัติของผู้ดี' เดินไปที่ท่าน้ำกับข้าหน่อย"    ท่านพยักหน้ารับทราบแล้ว
ขยับคว้าไม้เท้ารีบลุกขึ้นเลยเซ ยอดรีบประคองไปที่ท่าน้ำเพียงสองคน เหลียวดูเห็นแม่กับบ่าวไพร่ยิ้มหลบอยู่ใต้ต้นขนุน
     "ใต้เท้าขอรับ เกล้ากระผมอยากกราบเรียนถามอีกสักเรื่อง......."
     "เอ็งว่ามา"
     "หลายครั้งเมื่ออยู่ในอเมริกา ตกที่คับขันทีไร เกล้ากระผมฝันเห็นแม่ทัพโบราณท่านหนึ่ง เหมือนท่านมีอะไรผูกพัน
กับกระผมและครอบครัวของใต้เท้า"  
     จากนั้นก็เริ่มเล่าความฝันครั้งแรกเรื่องเณรน้อยหนีพม่ามาราชบุรี ไปจนเห็นแม่ทัพหนุ่มขี่ควายลุยน้ำท่วมในเมือง
ญวน สุดท้ายกลับมาเตือนภัยก่อนถูกอินเดียนแดงลอบโจมตี
     "ท่านพูดว่ากำลังจะไปตั้งรับพม่าที่ตากหรือปากน้ำโพธิ์นี่ละขอรับ ทุกครั้งดูจะมีดาบเงินคล้ายกับเล่มที่เกล้ากระผม
ใช้เอาไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ"
     "เอ็งฝันเพ้อเจ้อ ดาบเล่มนี้พวกบ่าวไพร่ชอบลือว่าผีดุ เวลาเอามาเช็ดไปอ้างว่าข้าเห็นทหารญวนมาถือกระบองขู่ราว
กับมีอาถรรพ์ เอ็งมีดาบเก่าก็ควรเคารพรักษาให้ดีก็เท่านั้นเอง"   ท่านกลบเกลื่อนแต่เห็นหลานชายยังสงสัยอยู่จึงยอม
เล่าว่า    "ที่ข้าพอรู้อยู่บ้างคือต้นตระกูลของเรา เมื่อกรุงแตก เคยบวชเป็นเณรหนีไปหาหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี
ผู้เป็นน้องชายของมารดาท่าน ท่านโตขึ้นเป็นทหารเพราะยามบ้านเมืองมีศึก ติดตามแม่ทัพใหญ่หลายครั้ง ไม่ว่า
ไปตีทวาย ไปล้านนา ศึกเก้าทัพ ง้าวเหล็กคู่บนเรือนใหญ่ก็เป็นของท่าน แม่เอ็งคงเคยเล่าซิจึงเก็บไปฝัน"
     ยอดแปลกใจเพราะที่ฟังจากแม่มาก่อนก็มีแต่เรื่องทหารญวน ทำไมในฝันจึงดูละเอียดตรงกันนัก   "พวกบ่าวว่าง้าว
คมกริบเชียวขอรับ นี่กระผมไม่เคยทราบมาก่อนเลย ว่าท่านเคยไปญวนด้วยหรือ"
     "ท่านไปเมื่อยังหนุ่มน้อยเห็นจะอายุเท่าๆแกนี่ละ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงให้นำทหารห้าพัน ไปช่วยองค์เชียง
สือชิงบัลลังก์คืนจากกบฏ (พ.ศ. 2327) ว่ากันว่าเป็นหน้าน้ำ ท่านถูกล้อมอยู่ในค่าย ไปไม่ถึงไซ่ง่อน ต้องขี่ควายหนี
กลับเสียพระเกียรติยศ เสด็จน้าเลยทรงสั่งตีตรวนไว้ในคุก ให้ทหารเห็นว่าต่อให้เป็นลูกหลานก็ไม่ทรงเว้นให้"    เจ้าคุณ
ปู่หยุดนึกอะไรสักครู่  "ตำบลค่ายเกาะเจียนซ่าย หรือเกาะแตงนี้เป็นทางเข้าปากน้ำ ญวนคงเอาเรือเล็กท้องตื้น แจว
มาตามคลองน้อยใหญ่ล้อมท่านไว้หมด คนไม่คุ้นชัยภูมิก็เสียทีเอาง่ายๆ"
     'ความฝันช่างตรงกันเหลือเกิน แล้วท่านก็ขี่ควายสะพายดาบนำหน้าพวกที่เหลือ…..กลับมาติดคุก'    ยอดพึมพำ
คนเดียว  "ใช่ละขอรับกระผม ท่านคงเสียใจมาก เกล้ากระผมได้ยินแต่เด็กว่าท่านชอบศิลปมากกว่าเป็นทหาร ได้ฟื้น
ฟูงานโขนละคร มีวงปี่พาทย์ เลื่องลือไปทั่ว อย่างตาทองอยู่ (ปรากฏชื่อในเสภาขุนข้างขุนแผน) นักขับเสภาเอก ก็เป็น
ครูละครตัวพระของท่านต้นตระกูล เจ้าฟ้ากรมหลวงฯ บางทีคงเป็นวิญญาณท่านที่คอยเตือนให้กระผมกลับมาจริงๆ"
     เจ้าคุณปู่นิ่งคิดในใจว่า    'ไอ้นี่ถึงข้าจะลั่นวาจาให้ขาดจากบ้านนี้ไปแล้ว เลือดมันยังข้นพอที่จะแบกหน้ามาอีก จิต
ใจของมันแน่วแน่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำไมนะ ไม่ว่ามันจะเป็นลูกเต้าเหล่าใครที่แท้จริงก็ตาม บรรพบุรุษของเรายังวน
เวียนเฝ้าระวังมันจนได้'
     เมื่อเห็นเจ้าคุณปู่นิ่งไม่ว่ากระไร ก็รู้ใจว่าท่านมีนิสัยไม่พูดในเรื่องงมงายไร้สาระหรือ ไสยศาสตร์อยู่แล้ว ยอดเลย
เผลอชวนพูดเรื่อง ร.4 จนได้
     "เกล้ากระผมพอเดาออกแล้วละ ว่าทำไมใต้เท้าถึงรักสมเด็จพระจอมเกล้าฯนัก"   
     "เห็นเอ็งสนใจเรื่องเก่าๆ ไหนลองว่ามา"
     "เพราะน้องสาวท่านต้นตระกูล เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ (ร.2) เมื่อใต้เท้าเป็นลูกหลานบ้านนี้เลย
เป็นข้าหลวงเดิมวิ่งเล่นกับพระโอรสที่ประสูติมาทั้งสองพระองค์ (ร.4 และ สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ) มาแต่น้อย"
     "เอ็งอย่าพูดมากไป"    ท่านดุและเผลอยิ้มให้เห็นเมื่อหวนนึกถึงความหลัง    "ท่านเห็นข้าเป็นลูกหลานน้าท่าน แล้ว
ก็แก่กว่าห้าหกปี เลยต้องวิ่งเล่นพร้อมๆกับเป็นพี่เลี้ยง ไม่มีใครเสมือนทูลกระหม่อมอีกแล้ว ทรงฉลาดและสุขุม ข้าทำ
หน้าที่ของข้าไปจนท่านลาผนวชมารับราชสมบัติ ท่านก็ไม่ทรงลืม คิดจะยกย่องข้า ตรัสเรียกเข้ามาถามว่า จะยกข้าเป็น
เจ้าจะเอาไหมหรือจะเป็นขุนนาง"
     "ใต้เท้าเป็นหม่อมราชวงศ์อยู่แล้ว ทำไมไม่รับเสียล่ะขอรับ....."
     "ฮ้าย เหาจะกินหัวข้าหรอก ข้าพอใจกับการได้รับใช้ท่าน จำไว้นะ พวกเราเป็นข้ารับใช้ราชวงศ์จักรีด้วยความภักดี
ซื่อสัตย์ไม่หวังผลตอบแทนเป็นพอ อีกอย่างหนึ่งเป็นเจ้านั้นพิธีการมากนัก เป็นขุนนางยังได้ช่วยราชการดีกว่า ท่านก
็ให้ข้าเป็นเจ้าพระยาทีเดียวเลย เกิดมายังไม่ได้เป็นขุนเป็นหลวงมาก่อนด้วยซ้ำ อีกอย่างคือกรุงรัตนโกสินทร์นั้นไม่
เหมือนใคร ข้าราชการขุนนางมีความสำคัญ จะตั้งพระเจ้าแผ่นดิน ก็ได้มีส่วนร่วมแทบทุกครั้ง"
     พอถึงเรื่องผลัดแผ่นดินยอดรีบถามต่อ  "คืนที่สวรรคต ฝรั่งเขาว่าการประชุมแต่งตั้งวุ่นวายนัก" 
     "ก่อนวันนั้น ทรงเรียก ท่านสมุหกลาโหม ท่านสมุหนายก (เจ้าพระยาภูธราภัย) และตัวแทนพระญาติ คือ กรมหลวง
วรวงศาธิราชสนิท (ต้นตระกูลสนิทวงศ์ ณ อยุธยา) มาเฝ้าเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อสั่งเสีย ทรงว่าเป็นไข้ป่าอาการหนักเกิน
แก้แล้ว ทรงกำหนดวันเวลาสิ้นพระชนม์ได้ ต้องถามคุณตาของเจ้า เพราะท่านใกล้ชิดที่สุดจนวาระสุดท้าย ทรงว่าให
้เลือกพระราชวงศ์ที่เห็นว่าเหมาะสม ไม่ต้องเฉพาะแต่ลูกท่านดอก เพราะเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ก็ทรงป่วยไข้ป่า พร้อม
กับท่านพระอาการหนักทีเดียว"
     "ใต้เท้าอยู่ที่ไหนขอรับคืนวันนั้น"    ยอดสนใจเพราะทั้งปู่และตาบังเอิญอยู่ในเหตุการณ์
     "ข้ามีชื่อเป็นขุนนางผู้ใหญ่ หนึ่งใน 20 คน ที่ร่วมประชุมต่อหน้าเศวตฉัตรด้วย นั่งเป็นลำดับที่ 4 ถัดจากพระยามหา
อำมาตย์ เราถูกเรียกกลางดึกสี่ทุ่ม ถัดไปคือพระยาศรีพิพัฒน์ ข้าถึงหน้าประตูวังมีองค์รักษ์ 8 หมู่ ทหารล้อมวังเอย
ทหารฝึกอย่างฝรั่ง ทหารอาสาทุกเหล่า ยังพวกกรมตำรวจนอกซ้ายขวาอีก มาตั้งกองจุกทางเข้าออกเข้มแข็ง ในรอบๆ
พระที่นั่งอนันตสมาคม(องค์เก่า) มีทหารถือคบไฟตรวจโดยรอบ พอเราเข้าท้องพระโรง เขาก็สั่งปิดประตูหน้าต่างขัง
ไว้แน่นหนา ท่านเจ้าคุณกลาโหม (ต่อมาคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ทำขึงขังมาก สงสารพวกพระราชา
คณะ 25 รูป ที่เข้ามานั่งประชุมดูหวาดหวั่นเชียวละ เสียงพวกพระราชวงศ์ต่างๆลือว่า หรือท่านจะเอาไว้เสียเองอย่าง
ท่านกลาโหมสมัยกรุงเก่า กังวลกันทั่วทุกคน"
     "ในคืนนั้นท่านเจ้าคุณกลาโหม จะคิดเช่นไรเดายากนะขอรับกระผม"
     "ก็คงคิดเหมือนข้า ไม่เป็นหรอกเจ้า เป็นขุนนางสนุกกว่า ท่านรับเป็นผู้สำเร็จราชการมีอาญาสิทธิ์ตัดหัวคนได้ แต่
ท่านก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่เขาลือกัน คนมันชอบไปค่อนแคะท่านอยู่เรื่อย"
     เจ้าคุณปู่เผยต่อว่ากรมหลวงเทเวศร์ เสนอ ชื่อเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทุกคนเห็นชอบทั้งนั้น
     "พอถึงตั้งวังหน้านี่ซิ ธรรมเนียมนั้นต้องให้ในหลวงองค์ใหม่ตั้ง แต่ท่านกลาโหมใช้อำนาจเลือกเอาเลย ให้ตกแก่
โอรสของสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จึงมีคนไม่พอใจอย่างกรมขุนวรจักธรานุภาพ (ต้นตระกูลปราโมช ณ อยุธยา) ก็ทรงค้าน
แต่แล้วยังยอมลงให้ ว่ากันต่อมาว่าเป็นช่องที่ฝรั่งจะยุให้แตกกันต่อไปได้"
     ยอดเองอยากมีเวลาคุยกับท่านมากกว่านี้ แต่ท่านว่านานพอแล้ว เสียดายตั้งแต่เกิดมาเพิ่งได้คุยกับเจ้าคุณปู่เอา
จริงๆคราวนี้เอง
     "เอ็งไปทำงานต้องระวัง คนหนุ่มหัวแข็ง ยิ่งถือดีว่าเคยไปเมืองฝรั่งไม่ค่อยยอมฟังคนแก่ จะติดขัดไปหมด อย่าทำ
โอ้อวดจองหองจะมีศัตรูรอบตัว"     ท่านเตือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับขึ้นเรือนใหญ่

Green1-1 Green2

ปืนประจำการแบบที่ 2 ของสยามที่ขอเปิดตัวคือ ปืนกรีน ผลิตโดยห้างวิลคินสันจากอังกฤษ นับเป็น ปืนบรรจุท้าย
แบบแรก ของสยาม ที่คาดว่าเป็นแบบแรกมาสยามก่อนปืนอเมริกันแบบเรมิงตันและสเปนเซอร์ ที่เคยเล่าไว้ในภาค 1
เพราะพี่น้องสกุลกรีนผู้ออกแบบ จดลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี คศ. 1862 อันเป็นเวลาที่ยอดกำลังรบแหลกอยู่ในอเมริกา
ปืนสเปนเซอร์ตกถึงสยามเมื่อเขาเลิกรบกันแล้ว ซ้าย – ผู้เขียนได้เอกสารจาก ห้องตัวอย่างสรรพาวุธกองทัพอังกฤษ
(Pattern Roon) หลายปีมาแล้วตั้งแต่เขายังอยู่ที่เมือง Leeds ระบุว่า Mr. C.E. Green & J. Green ออกแบบระบบ
ล็อคท้ายเหมือนไขเกลียวตะปู มีคันผลักขึ้นปลดเกลียวแล้วสไล้ด์ออกเพื่อบรรจุกระสุน ดูกลไกคล้ายลูกเลื่อนปืน
เมาเซอร์แต่ไม่มีการขัดกลอน ซึ่งออกจะอันตรายเอามากๆ ปืนแบบนี้น่าจะจัดเป็นปืนระยะทดลองแนวคิดใหม่ๆ
ถ้าดีจริง ทบ. อังกฤษคงเอาไปใช้นานแล้ว  ขวา- ปืนที่เหลืออยู่กระบอกเดียวที่ สพ. ทบ. สังเกตนะครับว่าดูเหมือน
ปืนแก็ปเอ็นฟิลด์คาร์ไบน์ ลำกล้องสั้นที่ใช้กับทหารม้าแต่มีคันล็อคท้ายโผล่ออกมาให้เห็น

Green3

ซ้าย – เห็นคันปลดเกลียวล็อดรังเพลิงชัดๆ ตีตราไว้เหนือฝาล็อค
รังเพลิงว่า Green Bros. Patent Wilkinson Pall Mall London
Serial# 2684 การบรรจุลูก ตบคันล็อคเข้าที่ ง้างนกสับ ก่อนยิง
น่าจะต้องใส่แก็ปก่อน ถ้าเช่นนั้นคงใช้กระสุนห่อกระดาษ เปลว
เพลิงจากแก็ปจึงสามารถลงไปติดดินปืนได้ ซึ่งปืนหลังม้าอย่าง
ชาร์ปรุ่นแรกๆเขาก็ใช้กันอยู่ วันหลังคงต้องขอไปศึกษาละเอียด
กันอีกหน ปืนกรีนหายากและไม่มีข้อมูลการนำเข้าเหลืออยู่เลย
แม้ที่อังกฤษก็ไม่มีใครเคยพบ
ขวา - โชคดีในสมัย ร.5 มีคนเอาทหารมหาดเล็กใส่ชุดเครื่องแบบ
และถือปืนยุคต่างๆมาถ่ายรูปเอาไว้จึงได้เห็นตัวจริง ติดดาบชนิด
ปลอกสวมลำกล้อง มีทั้งรุ่นปืนยาวและคาร์ไบน์ รายการอาวุธคง
คลังช่วงกลางรัชสมัย ร.5 ตรงกับ ร.ศ 114 หรือ ปี 2438 ระบุว่า
มีเพียง 78 กระบอก สันนิษฐานว่าเราสั่งซื้อดาบนายทหารจากห้าง
วิลคินสันที่อังกฤษ ห้างคงเสนอว่าเขามีปืนบรรจุท้ายล้ำสมัยขาย
เหมือนกันก็เลยลองสั่งมาใช้ดู

Green4

ครูฝึกทหารล้อมวัง

คำเตือนของเจ้าคุณปู่ราวกับเห็นกาลล่วงหน้า ไม่นานหลังจากยอดเริ่มราชการในกรมทหารล้อมวังที่หัดอย่างฝรั่งมา
ตั้งแต่ ร.4 ได้รับยศจ่านายสิบครูฝึกหรือ คอเล่อร์ดรีลซายันต์ (Colour Drill Sergeant) ดรีลก็คือตำแหน่งครูฝึกเพราะ
เคยผ่านศึกมาแล้ว ยอดตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อให้กรมมีความเข้มแข็ง ระเบียบวินัยสูง หวังให้เป็นกำลังสู้ฝรั่งใน
อนาคต แต่ความเข้มงวด ขยัน และซื่อตรงแบบฝรั่งไม่มีนอกมีใน กลับขวางทางหากินนายทหารเก่าหลายคน
     "เฮ้ย ของกินเกือบเน่ามึงยังเอามาส่งเลี้ยงทหารกูได้"     เขาด่าพ่อค้าจีนที่ผูกขาดส่งของให้ครัว
     "อั๊วก็ส่งตามที่ขุงศรีฯอีสั่งซื้อทุกทีน่า อานายทาหาง"   แกสงสัยที่จู่ๆมีคนหน้าใหม่มาตรวจ
     "เขาสั่งซื้อน่ะก็จ่ายเต็มทุกที แต่มึงเอาของเลวๆมาส่งมิน่าทหารกูป่วยเรื่อย"    เขาโมโหสั่งลูกน้องไปเททิ้ง ชี้หน้า
ด่าว่า   "ไปเอามาใหม่ม่ายงั้นกูจะเลิกซื้อ"
     "ไอ๋หยา ชิกหายขากทุงหมก ลื้อเป็นคาย รู้จักขุงศรีฯเปล่า"
     ยอดอาศัยความเคยชินครั้งทำงานให้คลังเสบียงในอเมริกา จึงขอตรวจและพบเพิ่มว่ามีการสั่งของที่มอบไม่ครบ
อีกด้วยโดยการสั่งและตรวจรับของขุนศรีพลาธิการใหญ่ของกรม
     "ฉันเห็นจะต้องทำรายงาน"    
     "ครูยอดอย่าเลยขอรับ เดี๋ยวพวกกระผมเดือดร้อน"      พวกพ่อครัวขอร้องเมื่อเห็นเขาท่าทางดุดันเอาจริงก็วิ่งไป
รายงานต้นเหตุ
     "กูว่าแล้ว ไอ้ฝรั่งนี่มันไม่โง่หรอก"      ขุนศรีฯจอมฉ้อโกงเงินกรมคำราม ตาเถ้าแก่ตัวดีมาโวยวายให้ฟังแล้วรีบตรง
ไปหาเจ้ากรม    "กูรีบต้องจัดการมันเสียก่อนลุกลามถึงตัว หนอยมาใหม่ไม่ดูตาม้าตาเรือ"    
     ในขณะนั้นพอดีเริ่มมีข่าวลือถึงความตึงเครียดกับวังหน้า นัยว่า โทมัส ยอร์ช น๊อกซ์ (Thomas George Knox)
กงสุลเยเนอราลอังกฤษคอยให้ท้ายอยู่ กระแสต่อต้านนายน๊อกซ์ จากข้าราชการวังหลวง ก็พาลมาโดนนายยอดบวก
วิชามารของขุนศรีฯทำให้ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกพบด่วน

Storm a-1
Storm 2-1

ปืนประจำการแบบที่ 3 ในสมัยเมื่อยอดเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2416 คือ ปืนบรรจุท้ายแบบสตอม ซึ่งน่าเสียดายว่าไม่มีทั้งรูป
และตัวอย่างให้เห็นอีกแล้วทั้งในและต่างประเทศ มีหลักฐานอยู่ในใบรายการอาวุธคงคลังช่วงกลางรัชสมัย ร.5 ตรงกับ ร.ศ 114
หรือ ปี 2438 ระบุว่ามีเพียง 165 กระบอก คาดว่าจะเป็นของอังกฤษเช่นเดียวกับปืนกรีน
ซ้าย - จากเอกสารที่ห้อง Pattern Room ส่งมาให้ผู้เขียนกลับเป็นว่าผู้ออกแบบคือ William Montgomery Storm ชาวอเมริกัน
จากนิวยอร์กจดลิขสิทธิ์เลขที่ 2933 ว่าด้วยระบบปืนบรรจุท้ายไว้ที่อังกฤษเมื่อ 29 พ.ย ค.ศ. 1860
ขวา – ลักษณะการเปิดปิดท้ายรังเพลิงก็คือทำเป็นบานพับยกแท่งล็อค E ขึ้นเมื่อง้างนกสับ ใส่กระสุนซึ่งดูจากรูปไม่น่าจะเป็น
กระสุนสมัยใหม่ปลอกโลหะ คงใช้กระสุนห่อดินไว้กับกระดาษไข และปิดฝาลง วิธีล็อคไม่ให้ระเบิดใส่หน้าคนยิงเห็นมีแท่งเหล็ก
F ในภาพบนขวา ซึ่งในลิขสิทธิ์ว่ามันคือ Locking Bolt ที่ถูกเดือยที่นกสับดันเข้าไปขัดกับฝาปิดเปิดมีสปริงช่วยอีกทอดหนึ่ง
ใส่แก็ปแล้วลั่นไกตูม

กลไกพื้นๆเหล่านี้พอได้กับกระสุนไม่แรงนัก แต่ยอดได้เห็นปืนที่ดีกว่ามาแล้วในอเมริกาจึงทักเข้ากับเจ้ากรมจนได้เรื่อง

     "นายยอดคอเล่อร์ดรีลซายันต์ งานฝึกที่กรมเป็นอย่างไรบ้าง"   ท่านเจ้ากรมถาม
     "เกล้ากระผมเขียนรายงานกราบเรียนเสนอนานแล้วนี่ขอรับ เราเริ่มฝึกยุทธวิธีตามที่เคยประสบมากับตนเอง แทน
การฝึกแถวพื้นๆดังแต่ก่อน ทหารต้องฝึกหนักจึงจะคุ้นต่อความลำบากและสับสนในสนามรบจริงๆได้"   ยอดแปลกใจ
ที่ท่านไม่เคยนำพากับทหารของท่านนัก แต่วันนี้มากับขุนหลวงนายทหารเก่าหลายคน  "เราจะฝึกการแทงด้วยปลาย
หอกและมุ่งกับการเล็งยิงต่อไป"
     "อาวุธล่ะ"    ท่านเดินไปรอบๆตัวเขา แล้วหยุดจ้องหน้า
     "อาวุธปืนแก๊ปเอ็นฟิลด์ ออกจะเก่าแต่สภาพยังใช้ได้ ส่วน ปืนแบบกรีนและสตอม เป็นปืนจุด้านท้ายรุ่นทดลองของ
อังกฤษ มีน้อยบอกนักและคิดว่ากลไกไม่ค่อยแข็งแรง ขอรับกระผม"
     ยอดไม่เชื่อว่าพวกนายร้อยที่มาด้วยจะเข้าใจเรื่องปืนนัก นายทหารในสมัยต้น ร.5 มีไม่น้อยที่ขาดความรู้และจ่าย
เงินซื้อตำแหน่งเข้ามา
     "ฉันได้รับการร้องเรียนว่าแกฝึกแรงเกินไปนัก ไม่ได้ว่าหรอกเพลาบ้างก็ได้ ยังไม่ได้รบกับใครนี่"
     "ถึงเวลารบนี่ซิขอรับ จะปั้นทหารไม่ทัน คนก็น้อยตัวนัก……"
     ท่านโบกมือให้หยุดแล้วถามต่อในเรื่องอาหารการกิน และเงินใช้สอย
     "ไม่ค่อยพอขอรับ......"
     "ไม่พอแต่เห็น ฏีกาเบิกเต็มจำนวนทุกครั้ง ขุนศรีพลาธิการ เขารายงานฉันว่าแกก็มีสิทธิเซ็นชื่อเบิก รู้ไหมมีบัตรสน
เท่ห์จากทหารที่ทนแกฝึกไม่ไหวจนลาออกไปว่า แกยักยอกเงินหลายร้อยชั่งนะ ฉันต้องสอบความจริงให้ได้ อาไร้ เสีย
ชื่อปู่แกตายเลย เอ้า มีอะไรรายงานอีกก็ว่ามา"
     ยอดใจหายวูบ ไม่นึกว่าใครจะกล่าวหารุนแรงเช่นนี้ แข็งใจรายงานต่ออ่อยๆว่า
     "ส่วนพลทหารนั้นสอนยากเพราะเป็นพวกถูกจ้างมาแทนคนเลกสัก ไม่เหมือนทหารเอาเลยขอรับ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อ
ไปเราจะมีกองทัพแคระแกรน เกล้ากระผมได้ยินว่าญี่ปุ่นเขาออกกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่แล้ว ชายทุกคนต้อง
เป็นทหาร 3 ปี ก่อนเข้ากองหนุนอีก 3 ปี จึง......."
     "อุวะ......แกจะเทียบกับฝรั่งที่แกเคยไปอยู่อย่างไรได้ ไปเห็นเมืองมันมาก็หมิ่นว่าของเราเลวหมด"
     "เกล้ากระผมหามิได้..."      ครูฝึกชักท้อใจ
     "ไอ้ยอดแกอย่าเถียง ที่ข้าห่วงตอนนี้ คือพวกฝรั่งในบางกอก มันชอบส่งข่าวให้ร้ายเราอย่างผิดๆ หรือคอยสืบเรื่อง
ร้าวฉานระหว่างสองวังน่ากลัวมาก"  ท่านเป็นกลุ่มขุนนางที่รู้กันว่าต่อต้านชาวตะวันตกในขั้นเกลียดชังทีเดียว   "อย่าง
ไอ้น๊อกซ์นี่มันน่านัก เคยเป็นครูฝึกหลังจากร้อยเอกอิมเปย์ลาออกก็รู้หมดว่าอ่อนแข็งเช่นใด ฉันเคยคิดว่าแกรู้ภาษา
มันดี อยากให้เป็นหูเป็นตาเห็นแกยังสมาคมกับพวกมันอยู่"
     ท่านลุกขึ้นจากเก้าอี้มองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ส่วนพวกที่มาด้วยผินหน้าไปนอกห้องทำยิ้มให้กัน คงช่วยกันให
้ร้ายเขาเสียพอแรงด้วยอิจฉา
     "ฉันก็เพิ่งรู้จากขุนศรีฯหรอกนะ ว่าแกสนิทกับพวกวังหน้า แถมแกเป็นสัญชาติฝรั่ง ปกติเราไม่เอาเข้ากรมหรอก มัน
ไว้ใจกันยาก เตรียมโดนสอบไว้เถิดไอ้ตัวดี"
     คอเล่อร์ดรีลซายันต์วันทยหัตถ์ อย่างสิ้นแรงเมื่อพวกนั้นเดินจากไป

Lomwang Trooper-11 Pranai Wai-11

ซ้าย – เครื่องแบบทหารล้อมวัง ปลายสมัย ร.4 ถึงต้น ร.5 ที่คาดว่ายอดได้สวม โก้มากแต่ไม่ยักใส่รองเท้า ทหารฝึก
อย่างฝรั่งเริ่มในสมัย ร.4 มี รอ. อิมเปย์ ชาวอังกฤษ อดีตทหารซีป่าย (Sepoy) หรือกรมทหารอินเดียฝึกอย่างฝรั่ง
เป็นผู้ฝึกคนแรก ต่อมาก็เป็นนายร้อยเอก น๊อกซ์ (Knox) นายทหารนอกราชการอีกคนจากอินเดียรับช่วงต่อ คำสั่ง
ใช้ภาษาฝรั่งทั้งหมด แม้แต่เพลงประจำกรมก็ใช้เพลงชาติอังกฤษ God Save the Queen ในปีที่ยอดเข้าประจำการ
นายน๊อกซ์ ได้ลาออกไปเป็นกงสุลอังกฤษประจำสยาม และกำลังเข้าทางวังหน้าอย่างสนิทสนมเพื่อตอกลิ่มความร้าว
ฉานระหว่าง ร.5 กับ กรมพระราชวังบวรฯ พระองค์เจ้า George Washington
ขวา – "…อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับปืนกลแก๊ตลิ่ง พี่ยอดพอจะทราบอะไรบ้าง"  นายทหารมหาดเล็กหมายเลข 1 ของสยามถาม

     เมื่อเจ้านายไม่ไว้ใจและให้ความเป็นธรรมแก่ลูกน้อง เขาจึงเริ่มมองหาทางออกใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งที่งานเลี้ยง
ฉลองวันชาติ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2416 (ค.ศ. 1873) ณ สถานกงสุลอเมริกัน บรรดาแขกที่มางานยังคงโจทย์ขานถึง
อหิวาตกโรคที่ระบาดหนักตลอดเดือนก่อน และยินดีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนธรรม
เนียมหมอบคลานเข้าเฝ้าเป็นยืนเฝ้าหลังจากเสด็จกลับจากอินเดียนั้น นายห้างแรมเซย์ตรงเข้ามาลากเขาไปพบนาย
ทหารที่มาร่วมงาน
     "มิสเตอร์ดูปองท์ ผมขอแนะนำให้รู้จักท่านรองเจ้ากรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ พันโทพระยาสุรศักดิ์มนตรี
(แสง แสงชูโต)"   แล้วหันไปว่า   "คอเล่อร์ดรีลซายันต์ ยอดคนนี้ละที่ช่วยผมเลือกปืนอะไรนะ..."
     "ปืนสเปนเซอร์ขอรับใต้เท้า ปืนหลังม้าอเมริกันที่จุลูกทางท้าย"    ท่านเจ้ากรมมองหน้าเหมือนเคยรู้จักเขามาก่อน
แต่ยอดไม่กล้าถาม นายทหารหนุ่มที่เดินมาด้วย ทักอย่างสุภาพด้วยความสงสัย
     "ฉันได้ข่าวว่าคุณเคยไปรบในอเมริกา"   
     ยอดเหลือบเห็นมิสเตอร์แรมเซย์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นี่ถ้าจะไปปล่อยข่าวเสียพะเรอเกวียนเข้าแล้ว
     "ขอรับท่าน เอ็นไซน์ (Ensign - ร้อยตรีในสมัยนั้น)"   ยอดทำความเคารพเพราะชายหนุ่มนั้น แม้จะอายุน้อย แต่ก็
ประดับยศนายทหารร้อยตรีกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์

Barrack-11-1

ค่ายทหารฝึกอย่างฝรั่งสร้างสมัย ร.4 บริเวณสนามไชยเป็นที่ซึ่งยอดใช้ฝึกทหารล้อมวัง รูปเก่าแค่ไหนดู
ขอบฟ้าลิบๆกลางภาพก็แล้วกัน นั่นคือยอดภูเขาทองสร้างยังไม่เสร็จ ส่วนโบสถ์วัดสุทัศน์อยู่ตรงขวามือ

     "ฮื่อ ตอนฉันสักสิบขวบ จำได้ว่าเคยไปกับพ่อที่ท่าน้ำกลางดึกคืนหนึ่ง"   ร้อยตรีหนุ่มหันไปมองท่านเจ้ากรมคง
เป็นเจ้าคุณพ่อของท่านนั่นเอง   "รู้สึกว่าวันนั้นไปส่งผู้ชายที่ว่าหนีคดีไปอาสารบในอเมริกา ยังนึกขันที่เขาถือดาบไทย
ไปด้วยนะ ฉันเก็บไปใฝ่ฝันเลยว่าโตขึ้นจะขอไปบ้าง คุณเองหรือ"
     "อ้า คือ...ขอรับ"     ยอดกราบท่านเจ้ากรม  "อย่างนั้นท่านคือผู้จัดให้กระผมขึ้นเรือใช่ไหมขอรับ" 
     ผู้ถูกถามพยักหน้ายิ้ม มิสเตอร์แรมเซย์ รีบสอดเข้ามาทันที   "ใช่ก็ใช่ซิ มิสเตอร์ดูปองท์ ขอแนะนำ
อีกครั้ง นายทหารหนุ่มน้อยผู้นี้คือลูกชายท่านรองเจ้ากรม ใช่เแล้ว นายเจิม หรือ รต. หลวงศัลยุทธสรกรร ผู้บังคับกอง
ร้อย(Company - กัมปะนี) ที่ 6 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ทหารมหาดเล็กหมายเลข 1 ของสยามไงล่ะ"
     คุณหลวงคว้าแขนยอดเดินแยกออกมา   "เรามาคุยกันดีกว่า ฉันขอเรียกคุณว่าพี่ก็แล้วกันนะเพราะเคยเห็นตั้งแต่
ฉันเป็นเด็ก นี่กำลังอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับปืนกลแก๊ตลิ่ง พี่ยอดพอจะทราบอะไรบ้าง"
     "ก็เคยเห็นตัวจริงขอรับ ที่ญี่ปุ่น"
     "งั้นเรามีเรื่องต้องช่วยกัน ถือเป็นความลับที่สุดนะ"
     ความอบอุ่นเป็นกันเองที่ยอดได้รับในวันนั้น ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างนายและลูกน้องที่จะสืบต่อมาอีกนับ
สิบปี และจะพาทั้งคู่ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งในและนอกสนามรบไปจนสุดทวีปที่สอง

โปรดรอติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

จ่าน้อม ทหารหน้า

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com