Home

ถนนสีเลือด (Bloody Lane)
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
Washington DC-1

กองพันที่ 13 มาถึงเมืองหลวง 2 ก.ย. 1862

กรุงวอชิงตัน ดีซี : 2 กันยายน ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405)
     แตรวงบรรเลงเพลง "Battle Cry for Freedom" อยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟสลับกับเสียงหวูดและระฆังสัญญาณ
ต้อนรับทหารที่ถูกลำเลียงมาป้องกันเมืองหลวง เหล่ากองร้อย B แย่งกันโผล่หน้าต่างโบกี้โดยสารมาโบกมือ ส่งจูบตอบ
พวกสาวๆที่กำลังโปรยยิ้มพร้อมยื่นดอกไม้แจก เพียงเท่านี้ก็ทำให้ท็อปรู้สึกราวกับตนเองเป็นวีรบุรุษ หัวใจพองโตเสีย
ตั้งแต่ยังไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว ระหว่างรอผู้บังคับกองพันเรียกลงจากรถ เทศบาลกรุงวอชิงตัน ให้คนจัดซุบผักมาตัก
แจกคนละถ้วยพออุ่นท้อง ในขณะนั้นมีรถไฟอีกขบวนกำลังลำเลียงทหารในชุดแปลกตาลงมาตั้งแถว พวกนี้ใส่เสื้อกั๊ก
สีน้ำเงิน ปักดิ้นลายสีแดงงดงาม นุ่งกางเกงขาพองสีแดงและสวมหมวกคล้ายชาวอาหรับ
     "พวกซูอาว (Zouave) จากกรมทหารราบเพนซิลวาเนีย"   หมู่ซาเวจอธิบายเมื่อสังเกตสีหน้าฉงนของท็อป
       "ชุดมันเด่นดี เสียแต่ว่าเป็นเป้าให้เล็งง่ายๆ"   สต. ทอมบร่า เหน็บ  "พวกนี้เขาแต่งเลียนแบบทหารพรานของ
ฝรั่งเศส ทหารนิวยอร์ก บางกองพันก็แต่งบ้างเหมือนกัน"
     "ถ้าใส่ไปงานเต้นรำละ เหมาะเชียว"    ฟิลด์ เริ่มอิจฉาเมื่อเห็นสุภาพสตรีหันไปรุมล้อมแทน
     "ทำไมเรายังไม่ลงจากรถเสียที ผมอยากเห็นเมืองหลวงของอเมริกามานานแล้ว"     ท็อปเอ่ยอย่างแปลกใจ แทน
คำตอบมีเสียงเอะอะกันที่ชานชาลา ท่านผู้บังคับกองพันวิ่งกลับขึ้นมาแล้ว มีรถไฟอีกขบวนขนปืนใหญ่และหีบกระสุน
มาเต็มคันรถ พนักงานควบคุมสั่งให้จอดรอแล้วส่งสัญญาณให้ขบวนของเราเคลื่อนที่ต่อ เป็นอันว่าอดชมเมือง

     กองพันที่ 13 ถูกสั่งให้ไปตั้งที่ค่ายริชาร์ตสัน ฝั่งรัฐเวอจิเนีย (Fort Richardson, Arlington Heights, Virginia) ได้
ไม่นาน ประธานาธิบดีจึงแต่งตั้งนายพล แม็คเคลแลน (General George McClellan) กลับมาเป็นแม่ทัพใหญ่อีกครั้ง
พวกอาวุโสพากันดีใจ พูดกันว่า "แม็คกลับมาแล้วๆ (Mac is back!)" โดยเห็นว่าแย่น้อยกว่าแม่ทัพฝ่ายเหนือคนอื่นๆ
จากนั้นจึงมีคำสั่งให้บรรจุกองพันที่ 13 เข้ากับ กองทัพน้อยที่ 12 มีหน้าที่เป็นกองหนุนหลัก แล้วให้เคลื่อนพลเข้ารัฐ
แมรี่แลนด์เพื่อตามสกัดนายพลลีทันที
     ท็อปทนเดินแบกเครื่องสนามได้ 3 วัน ก็ทราบว่านายพลลี บุกลึกข้ามแม่น้ำโปโตแมก (Potomac River) มาแล้ว
ถัดมาอีกสัปดาห์เดียวมีข่าวร้ายว่า นายพลแจ๊คสันกำแพงหินรบชนะ ยึดคลังสรรพาวุธฮาร์เปอร์เฟอร์รี่ (Harper Ferry
Arsenal) สำเร็จพร้อมจับเชลยไว้ตั้ง 12,000 คน ข่าวนี้ทำให้ท็อปและเพื่อนๆรู้สึกโกรธมีมานะที่จะเอาชนะสักครั้ง
ตกบ่ายวันรุ่งขึ้น กองทัพฝ่ายเหนือข้ามห้วยชื่อ แอนทีทั่ม (Antietam Greek) แล้วปะหน้ากับทัพของนายพลลีเข้าจนได้

5thnyuniform

ทหาร Zouave

ศึกแอนทีทั่ม : Battle of Antietam - 17 กันยายน ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405)

     ท็อปลุกขึ้นตามแตรปลุกราวตีสี่ ใจอดตื่นเต้นกับศึกครั้งแรกไม่ได้ นอนแทบไม่หลับทั้งคืน กองทัพฝ่ายเหนือเร่งเดิน
เข้าที่ตั้งตามที่ตกลงกันไว้ โดยแบ่งเป็นหน้ากระดาน 2 แถวใหญ่ ขนานกัน จากปีกขวาจรดปีกซ้าย มีทหารเกือบ
40,000 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่ ร่าเริง กำลังใจดี อยากแก้มือเอาชัยให้ได้ ช่างไม่เหมือนทัพซึ่งแพ้ ถึง 2 ครั้ง เมื่อ
90 วันก่อนเลย กองพันที่ 13 เป็นกองหนุนอยู่ในแถวหลังของปีกขวา ทหารในเครื่องแบบสีน้ำเงิน แม้จะไม่มีเสียงปี่
เสียงกลอง ธงทิว และภู่ปลายหอกปลิวไสวอย่างทัพสยามสมัยโบราณ หรือขาดช้างม้า แลแม่ทัพแต่งตัวด้วยเครื่อง
แบบงดงาม กั้นสัปทนอยู่กลางสมรภูมิอย่างที่ปู่ย่าเล่าไว้เมื่อรบกับพม่า แต่กองทัพแบบฝรั่งก็ดูน่าเกรงขามและมีวินัย
ดีเยี่ยม

     ระหว่างรอเวลาหมู่ทอมบร่าซึ่งอยู่ไม่สุข ชวนจ่าเวอร์เนอร์ ท็อปและทหารอีก 2 คน ขึ้นไปส่องกล้องดูแนวรบ บนเนิน
ดินด้านซ้ายของกองพัน ที่เนินนี้มีกองร้อยปืนใหญ่ของฝ่ายเราอยู่ด้วย พวกพลปืนจึงถือโอกาสร่วมสังสรรค์
     "เราต้องรีบโจมตีก่อนแจ๊คสันกำแพงหิน จะยกพลมาสมทบกับลีได้หมด"    พวกนั้นบอก    "พวกเอ็งรีบดูแล้วก็กลับ
เข้าแถวเถิด เราจะเริ่มยิงตอน 6 โมงเช้าตรง"

     จากมุมกล้องท็อปแลเห็นแนวรบฝ่ายใต้อย่างชัดเจน พวกนั้นก็ตั้งแถวรอเช่นกัน มีพวกเราในขบวนแรก ประจันกัน
อยู่ห่างแค่ระยะยิงปืนเล็กยาว สิ่งที่กั้นระหว่าง 2 ทัพ เป็นทุ่งข้าวโพดสูงท่วมหัวขนาดสัก 100 ไร่ พ้นทุ่งไปทางขวามี
โบสถ์ชื่อ Dunkard Church ด้านซ้ายของทุ่งเป็นป่าละเมาะกระจุกหนึ่งกั้นระหว่างปีกขวาของฝ่ายเหนือและกองกลาง
ส่วนปีกซ้ายนั้นอยู่ห่างออกไปมากมีป่าบังอยู่ มองไม่เห็นเอาเลย

     "ฉันไม่เห็นถนนเข้าเมือง ซึ่งขนานแนวรบเลย เห็นแต่แนวรั้วไม้ซึ่งข้าศึกคงใช้เป็นแนวตั้งรับ"    ทอมบร่าส่งกล้อง
ให้จ่าเวอร์เนอร์     "มีปืนใหญ่ฝ่ายใต้อยู่หลังโบสถ์เป็นแถวเลย"
     "นายพลลีฉลาดจริงๆ ตั้งรับเราสังเกตกำลังพลยาก ส่วนปีกซ้ายขวาจรดห้วยและแม่น้ำโปโตแมก ทหารม้าเราเข้า
โอบไม่ได้เลย"    จ่าหันมาบอก    "งานนี้ทหารราบเป็นพระเอกคนเดียว รีบไปรายงานท่านผู้กองเถิด"

antietam_field-1

ท็อปส่องดูแนวรบฝ่ายใต้จากเนินสูง   ซ้าย – พัน 13 แปรแถวพร้อมรบ
                 แต่เช้ามืด    ภาพ ถ่ายไว้ในวันรบจริงที่แอนทีทั่ม

     "บูม........บูม............บูมๆๆๆ"      ปืนใหญ่ฝ่ายเหนือยิงตรงกำหนด เริ่มจากปีกซ้ายสุด เสียงเบาๆแว่วมาก่อน จาก
นั้นกองกลางยิงบ้าง รัวเป็นตับรวดเดียวดังกระหึ่มน่ากลัว
     "ตรึม........ตรึมๆๆ"      ปีกขวาของท็อปจึงยิงขานรับ เล่นเอาทหารใหม่ต้องอุดหู พูดกันไม่รู้เรื่อง เป้าหมายคือ ทหาร
ราบฝ่ายใต้ซึ่งยืนแถวอยู่ปลายทุ่ง ปืนใหญ่ฝ่ายใต้ 100 กระบอก ก็ยิงรับเหมือนกันฟังดูจะหนักแน่นทางปลายปีกขวา
 เสียงคำรามดั่งพญามัจจุราชทำเอาใจไหวหวั่นได้มาก ท็อปไม่อาจเดาใจเพื่อนๆ ได้ว่าขณะนี้คิดอะไรอยู่ บางคนทำ
ท่าสวดมนต์ บางคนพยายามผิวปากร้องเพลง แต่ไม่มีเสียง ท็อปนั้นได้เห็นจริงเป็นครั้งแรกถึงอำนาจการยิงของกอง
ทัพฝรั่ง ซึ่งคนสยามยังไม่เคยพบ นี่ถ้าพวกฝ่ายใต้ที่ทนยืนรับกระสุนอยู่นั้นเป็นทหารของบ้านเราจะรับไหวหรือ มิต้อง
ตกเป็นทาสเขาไปหรอกหรือ จะเอาอะไรไปสู้ต่อให้เก่งเพียงใด ก็ทนกระสุนปืนใหญ่เช่นนี้ไม่ได้แน่ สงครามยุคใหม่ไม่
ปรานีทหารราบตัวเล็กอย่างเราเสียเลยสมกับเรื่อง "ราชาธิราช" ได้ว่าไว้ ครั้งปืนเรือฝรั่งยิงออกมาถูกคัน เศวตฉัตรของ
พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง (พม่า) หัก ทำให้ทรงโทรมนัสนัก น้ำพระเนตรไหล และตรัสว่า

     "เป็นกษัตริย์มีการสนุกเพราะเล่นสงครามดูงามเป็นขวัญตา แล้วได้เห็นทแกล้วทหารฟ้อนรำด้วยอาวุธต่างๆ ตาม
ชั้นเชิงสู้กันในกลางสงคราม และบัดนี้มามีอาวุธอันมหึมาสิ่งหนึ่งออกมา แต่ในเมืองต้องเศวตฉัตรเราปลิวไปเช่นนี้
ถ้าต้องทหารผู้ใดเห็นจะทานมิได้ อาวุธสิ่งนี้เกิดมีมาแล้วนานไปภายหน้าไฉนเลยเราจะได้เห็นทหารอันมีฝีมือสืบไป
อีกเล่า"

     ยืนฝันเห็นขุนพลมอญ เช่น สมิงนครอินทร์ สมิงพระราม ขี่ม้ารำทวน เย้ยทัพพม่าอยู่ดีๆ เสียงพลกลองของทหาร
ในขบวนหน้าจึงรัวขึ้น
     "การรุกเริ่มขึ้นแล้ว"     พอลคราง  ขบวนรุกเริ่มเดินหายเข้าไปในทุ่งข้าวโพด ปืนใหญ่ฝ่ายใต้ยังคงยิงสวนมาเคราะห์
ดีแถวกองหนุนมีที่หลบหลังเนิน และเป็นหน้าที่ของเจ้าพวกกองปืนใหญ่ข้างๆ เรายิงโต้ตอบแบบดวลกัน ดูเหมือน
ฝ่ายเหนือจะยิงเร็วและแม่นกว่า กระสุนตกถูกปืนฝั่งโน้นเงียบไปหลายกระบอก แล้วคงไปถูกเกวียนขนดินดำระเบิด
อย่างแรงไฟลุกท่วมไปติดโบสถ์เข้าด้วย พวกทหารใหม่ตะโกนเชียร์ลั่นอย่างสะใจ ดีกว่าทนถูกระดมยิงอยู่เฉยๆ

     ทหารชุดแรกคงเข้าไปกลางทุ่งแล้ว ปืนใหญ่จึงหยุดยิง มีเสียงกราวๆ เหมือนข้าวตอกแตกของปืนเล็กยาวเข้ามา
แทนที่ ควันจากการยิงปืนใหญ่กลบสนามรบหมด ท็อปเหลียวมองผู้กองท่านก้มดูนาฬิกาอย่างกระสับกระส่าย ครั้น
คราว 7 โมงครึ่ง เริ่มมีทหารบาดเจ็บประคองกันกลับมาเป็นกลุ่มๆ บางคนก็หมดแรงล้มลงกลางทุ่ง พวกกองหนุน
เงียบกริบ มองเห็นไอ้ลารี่หน้าเจื่อนลง เด็กที่เคยเล่นหัดทหาร มักมีจินตนาการหรูหราว่า ต้องรบชนะเสมอ มองข้าม
เรื่องบาดเจ็บล้มตายสิ้น ถ้าหนุ่มๆอย่างท็อปพกภาพตนเองเป็นขุนศึกสะพายดาบคู่ อยู่ในกองทัพของสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราช พวกฝรั่งก็คงพกภาพคล้ายๆกันมา  ถึงบัดนี้ ความคะนองและจินตนาการถูกฉีกหายไปสิ้นด้วยเสียง
ปืนใหญ่นัดแรก ข้างหน้าของเราเป็นของจริง มีผู้ร่วมเล่นมากมายต่างก็กลัวตายและจำเป็นต้องแปลงร่างเป็นสัตว์
ร้ายเพื่อเอาตัวรอดกันทั้งนั้น

antietam dual-1

ฝ่ายเหนือเริ่มยิงก่อน         

Cornfield

  ลุยทุ่งข้าวโพด

     พลพยาบาลตะโกนว่า ฝ่ายใต้ตีโต้จนพวกเราเริ่มถอยกลับมาแล้ว แตรสัญญาณเรียกกองหนุนดังขึ้นทันที
     "ของจริงละโว้ย"     ลารี่ทนความกดดันไม่ไหวร้องลั่น ทหารทั้งกองพันโห่ขึ้น 3 ที
     "ชิดแถวไว้ บรรจุกระสุนให้พร้อม"     หมู่ทอมบร่าสั่งเสียงกร้าวเดินมาปิดปลายแถวตามตำแหน่ง File Closer
ท่านผู้กองออกมายืนหน้าแถวแกว่งดาบชี้ไปข้างหน้าสั่งว่า    "Company B, forward, march!"
"เดินไปทิศที่เห็นโบสถ์เมื่อเช้านี้ เราจะต้องยึดคืนเอามา"     จิม เวอร์เนอร์สั่งจากข้างหลัง แล้วเอาเท้าเตะก้นทหารคน
หนึ่งซึ่งขาไม่ยอมก้าวตามแถว รุกไปได้สัก 200 หลา ก็เริ่มพบทหารฝ่ายเหนือถูกยิงนอนร้องอยู่หลายคน ครั้นมาถึงทุ่ง
ข้าวโพด บัดนี้ไม่เหลือไว้อีกแล้วกระสุนปืนใหญ่กวาดราบเหมือนเอามีดถาง พื้นดินบางแห่งแห้งเกรียมจากเปลวเพลิง
มีร่างผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งนอนอยู่ ถูกกระสุนปืนใหญ่ เข้าเต็มท้องตัวเกือบขาดเป็น 2 ท่อน ยิ่งบุกลึกเข้าไปก็ยิ่งพบ
ร่างคนกองอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นพวกเราทั้งนั้นดูจากชุดสีน้ำเงิน คราวนี้แถวทหารชักรวนเร ต้องหยุดจัดแถวกันใหม่
มีกระสุนปืนเล็กยาวแหวกผ่านมาเป็นระยะๆ และเสียงคนตะลุมบอนกันในกลุ่มควันข้างหน้า จ่าเวอร์เนอร์เห็นท่าไม่ดี
เลยสั่งติดดาบปลายปืน

       "Fix bayonet!"

     พลฯรอน ฮอยท์มือไม้สั่นอยู่ข้างๆ ขณะที่ท็อปสะกดใจคว้าดาบปลายปืนแบบปลอกสรวมปากลำกล้อง (Socket
bayonet) บิดให้เข้าล็อคกับศูนย์หน้าของ ปืนแก๊ป 3 ปลอกแบบเอ็นฟิลด์ (Enfield rifle Pattern 1853 .577) ทำใน
อังกฤษ
     "อย่าลืมที่จ่าสอนนะรอน แทงที่ท้องจะได้ถอนง่ายไม่ติดซี่โครง"     แปลกใจที่มือไม่สั่นไปสั่นที่ปาก พลางคลำหา
องค์พระที่ห้อยคอไว้ นึกคำสวดไม่ถูกแล้วขอตั้งนะโม 3 จบ เป็นพอ จากนั้นจึงคว้าปืนพกฝรั่งเศสของหลวงพ่อมาตรวจ
แก๊ปว่าอยู่กับที่ แล้วเอื้อมไปคลำดาบไทยซึ่งห่อจีวรพระสะพายหลังมาด้วย รู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างน่าประหลาด จ่าเวอร์เนอร์
เห็นพร้อมดีแล้วจึงสั่งแถววิ่งเหยาะๆ เข้าไปในกลุ่มควัน กระสุน .58 นัดหนึ่งกระทบศีรษะทหารที่วิ่งอยู่หน้าท็อปเต็ม
เปาเลือดพุ่งเป็นน้ำพุตายทันที แต่ขาอุตส่าห์พาวิ่งต่อไปได้อีกตั้ง 10 หลา
 
     ควันเริ่มจางแล้ว แลเห็นทหารในชุดสีเทาวิ่งไล่หลังพวกชุดน้ำเงินตรงเข้ามา จ่าเวอร์เนอร์ประทับปืนทันที
     "เล็งให้ดี เดี๋ยวโดนกันเอง"     พูดไม่ทันจบ แกก็เหนี่ยวไก พวกแถวหน้าท็อปยิงตามไปบ้าง เวอร์เนอร์สติดีเหลือเกิน
สั่งการตลอดเวลา    "นั่งลงบรรจุใหม่ ให้ไอ้แถวหลังมันสอดเข้ามายิงช่วย เร็วเข้าซิ!"
     "ปังๆๆๆ"    ท็อปลั่นไกใส่กบฏคนหนึ่ง เห็นล้มลง แค่นั้นก็เลยยืนค้างลืมบรรจุกระสุนใหม่
     "มึงจะยืนรอให้มันยิงตอบหรือ บรรจุเร็วๆ"   ทอมบร่าด่าเช็ด    
     "Reload….Reload"    พวกนายทหารสั่งต่อเป็นทอดๆ
     ท็อปเหลียวซ้ายแลขวาอย่างงงๆ ดึงแซ่ออกมาแล้วคว้ากระสุนจากกระเป๋าที่เอว เอาปากกัดกระดาษท้ายกระสุน
เทดินปืนลงปากลำกล้อง ลืมไปแล้วว่าเขาสอนมาแถบตายให้ทำความสะอาดลำกล้องก่อน ไม่มีเวลาคิดกันจริงๆ
พวกที่วิ่งหนีมาแหวกแถวแล้วแทนที่จะช่วยกลับเตลิดหายไปเลย พวกเสื้อเทาก็หยุดบรรจุปืนเหมือนกัน บางคนยิง
ใส่เราเข้าแล้ว เห็นร่วงผล็อยอยู่หลายคน คราวนี้ผลัดกันแลกกระสุนระยะเห็นลูกตากันชัดๆทีเดียว
     "รักษาแถวไว้ แทงด้วยดาบเลย"     ทอมบร่าร้อนใจ เสียงทหารตะโกนพร้อมกันว่าลุยโว้ย
   "Company B ,Charge!"
     โธ่เพิ่งยิงได้ 2 นัดเอง ต้องแลกด้วยเหล็กเย็น (Cold Steel) แล้วหรือ ความอึดอัด คับแค้นที่รบแพ้มาตลอด ความ
เหน็ดเหนื่อยจากการฝึก ความเคียดแค้นที่ถูกกลั่นแกล้ง ได้ถูกพกมาระเบิดในการชาร์จครั้งนี้หมด ทหารใหม่วิ่งออก
ไปอย่างลืมตัว ปะทะกับทหารกบฏในชุดเสื้อผ้าขะมุกขะมอม บางคนใส่หมวกฟาง ตีนเปล่า ชาวใต้ที่มีน้อยและสู้ด้วย
ใจ ต่างล้มลุกกอดปล้ำกันพัลวัล ใครบางคนเหวี่ยงพานท้ายข้ามหัวท็อปไปนิดเดียว แต่พอลซึ่งวิ่งมาด้วยช่วยโต้กลับ
ด้วยพานท้ายเข้าที่คางทรุดลงกับพื้น เสื้อเทาอีกคนเอาดาบฟันมาตรงหน้า ท็อปยกปืนขึ้นรับ เลยถูกถีบล้ม ปืนเอ็นฟิลด์
กระเด็นไป เจ้านั่นจะฟันลงมาอีก เลยต้องใช้ปืนของหลวงพ่อยิงสวนออกไปปากลำกล้องห่างจากหน้าสักคืบเดียว ท็อป
ไม่กล้าดูผล รีบลุกขึ้นคว้าปืน แล้ววิ่งตามพวกกบฏที่เหลือน้อยเต็มทีและเริ่มวิ่งหนีกลับ ทั้งเสื้อเทาเสื้อน้ำเงินวิ่งปนไป
พร้อมๆกัน วิธีนี้ดีเพราะพวกมันไม่กล้าหันมายิง มีไอ้คนหนึ่งคงเป็นหัวหมู่ วิ่งไม่ทันหันกลับมาดูจะยอมแพ้ แต่ในมือยัง
มีปืนพก เอายังไงแน่ ฟิลด์ไม่ลังเล แทงเสียด้วยดาบทะลุหลัง แล้วถีบออกไป คนที่สองหันหลังวิ่งต่อถูกรอนเสียบเข้า
กลางหลัง มือตะกายฟ้าร้องเสียงหลง ไอ้คนสุดท้ายคิดดีรีบทิ้งปืน คุกเข่ายกมือขึ้นพนมราวกับเป็นชาวพุทธ เลยรอด
ตัวไปได้

.58 - 1

กระสุนขนาด .58 ห่อกระดาษจุหมอนและดินปืนพร้อม เวลาจะยิง ก็กัดท้าย
เทดินลงปากลำกล้อง กระทุ้งหมอนและลูกตามลงไป สังเกตหัวกระสุนแบบมินิเย่ร์
ไม่เป็นลูกกลม (Ball) เหมือนปืนแก๊ปทั่วไป หัวที่เรียวออกแบบไว้ยิงจากลำกล้อง
เกลียวไรเฟิล ทำให้วิถีกระสุนตรงกว่า และท้ายกระสุนมีหน้าตัดเว้าช่วยกั้นแก็ซที่เกิด
จากดินปืนมิให้รั่วออก จึงยิงได้แม่นและไกลกว่า 300 หลา ในขณะที่ปืนสมัย
สงครามนโปเลียนยิงหวังผลได้แค่ 100 หลา นี่เป็นเหตุหนึ่งที่สงครามของท็อปมี
อัตราการตายสูงมาก

     เมื่อวิ่งไล่เข้าใกล้แนวรั้วถนนหน้าโบสถ์ พื้นดินเต็มไปด้วยร่างทหารฝ่ายใต้ ซึ่งยืนทนรับลูกปืนใหญ่เมื่อเช้ามืด บาง
ร่างกระจัดกระจาย บางจุดก็กองสุมกันเป็นหมู่ๆ แทบไม่มีที่จะวิ่งผ่าน ท็อปเหยียบเข้าไปในพุงของใครก็ไม่ทราบ แล้ว
ยึดแนวรั้วไว้เป็นที่กำบังตัว นี่ถ้าข้ามไปได้ คงยึดฐานปืนใหญ่ และตัดทะลุปีกซ้ายของข้าศึกเลยทีเดียว หากว่าข้าศึก
ไม่ยอมเสียปืนใหญ่ง่ายๆ พวกเราหลายคนปีนรั้วข้ามไปถูกระดมยิงร่วงลงหมด หมู่ของลารี่อยู่ทางขวาของท็อป
กระโจนข้ามไป เห็นล้มลงหลายคน เราเพิ่งเห็นว่าข้าศึกเล่นขุดคูนอนยิงอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน พวกเสื้อน้ำเงินดูจะหมด
แรงเหมือนกัน จึงอาศัยกำบังยิงโต้ตอบกันเป็นระยะๆ
     "เราเข้ามาลึกไป เสี่ยงถูกล้อมเหลือเกินนะท็อป"     พอลหน้าหงิก กับหมู่ซาเวจซึ่งคลานเข้ามาสมทบ
     "ยิงถ่วงเวลาไปก่อน รอให้กองหนุนมาเพิ่ม"     ผู้หมู่ไม่มีทางทราบเลยว่าทหารของเขาอาจถูกตีโต้โดยง่าย เพราะ
กองหนุนที่ยกออกจากป่าละเมาะมาช่วยนั้น เดินแถวโดยประมาท หันข้างให้ข้าศึก จึงถูกระดมยิงเสียจนละลายแทบ
หมดกองพล
    
     แต่การรุกโต้ของฝ่ายใต้ก็ไม่เกิดขึ้น ดูจะเข็ดๆกันทั้ง 2 ฝ่าย มีทหารที่ท็อปคุ้นหน้าบางคนอาสาข้ามไปลากพวกที่
เจ็บกลับมา ท็อปช่วยยิงรบกวนไว้สักครึ่งชั่วโมงก็ได้คนเจ็บมาหลายคนมีลารี่รวมอยู่ด้วยโดนเข้าที่ขา
     "รีบให้พลพยาบาลมาดูเถิด ท่าน ผบ. กองพลตายเสียแล้ว มีคำสั่งให้ถอยออกมาก่อน"      หมู่ซาเวจสั่งการ
     ท็อปรวมกันเป็นหมู่ๆ ละ 6-7 คน ทำหน้าที่ยิงกั้นกางให้ กองพันที่ 13 ถอย เสียงกระสุนมินิเย่ร์ยังแหวกอากาศ ห
วีดหวิวข้ามหัวไปมาพักใหญ่ กองร้อย B ก็มารวมกลุ่มกัน กลาง (อดีต) ทุ่งข้าวโพด อ้อ....ยังอยู่กันหลายคน จ่าเวอร์
เนอร์ก็อยู่ ส่วนท่านผู้กองเห็นโดนอะไรเข้าที่แขนมีผ้าคล้องไว้ลวกๆ
       "ฝ่ายเราเข้าตีอีกครั้งแล้ว คราวนี้เล่นมันตรงกองกลาง หลังป่าละเมาะนั้นละ"    ท่านยิ้มให้กำลังใจ
     ขณะนี้เวลา 10 โมงเช้า การรบด้านของท็อปดูจะสิ้นสุดลง มีเสียงปืนเล็กยาว เกรียวกราวอยู่ที่ด้านหลังป่า ที่นั่น
เคยมีโรงนา ซึ่งคงจะไฟไหม้อยู่มีควันดำพุ่งขึ้นสูงในท้องฟ้า การเข้าตีกลางทัพข้าศึกนี้ก็เหมือนที่ท็อปประสบมา พอ
รุกถึงรั้วริมถนน ฝ่ายเหนือก็เจอะกับแนวต้านทานที่แข็งแกร่งของฝ่ายใต้ พวกนั้นได้เปรียบแม้มีทหารน้อย เพราะแอบ
โยกทหารจากด้านของท็อปไปช่วย นี่เองจึงไม่ตีโต้ฝ่ายเรา แม้กองพันที่ 13 (ส่วนที่ยังพอเดินไหว) จะถูกเรียกไปช่วย
ตีกลางทัพอีกครั้งในตอนเที่ยงเป็นการทิ้งทวน ก็ถูกยันกลับออกมาอีก การประสานงานไม่ดีเอาเสียเลย ปีกซ้ายของ
ฝ่ายเหนือก็ไม่สนใจว่า เขาเริ่มรบกันแล้ว ไม่ยอมรีบยกข้ามห้วยมาช่วยโอบหลัง กว่านายพลเบิร์นไซด์ผู้คุมปีกจะเริ่ม
รบก็ตกบ่าย พวกเราหมดแรงกันแล้ว
     การรบครั้งที่ 2 ของท็อปในวันนี้ ต้องแลกยิงกันชนิดแลเห็นหน้าข้าศึกที่หลบอยู่หลังรั้วถนน ทหารกรมกองต่างๆ
ดูจะปะปนกันหมด หน้ารั้วนั้นมีทหารของเรานอนอยู่เต็มแทบไม่มีทางเดิน บางคนร้องขอน้ำ เอามือมาตะกายจับ
แขนขา ธงชัยของทั้ง 2 ฝ่ายขาดวิ่นปลิวอยู่กลางสายลม ท็อปเอาน้ำขึ้นจิบจากกระติกแล้วล้างตา ให้หายแสบจาก
กรดซัลเฟอร์ของควันดินปืน กระสุนนัดหนึ่งวิ่งทะลุทหารข้างหน้าแล้วเปลี่ยนทิศทางมาฝังสะโพกของหมู่ซาเวจจนได้
แกยืนกุมแผลอยู่ครู่หนึ่งก็ล้มลง เลือดไหล เหมือนสายน้ำ
     "อย่าหยุดยิงนะท็อป พวกมันทำท่าจะถอยแล้ว"    แกเพ้อ
     พวกเราทนยิงต่อจนกระสุนหมด 40 นัด ลำกล้องร้อนฉ่าจับแทบไม่ได้ จึงตัดสินใจประคองแก ถอยมาหลบไกลๆ
จากถนน การยิงซาลงในช่วงบ่ายและยุติการรบก่อนค่ำ ต่างฝ่ายก็คุมเชิงกัน นายพลแม็คเคลแลน กลัวนายพลลีขึ้น
สมอง ไม่ยอมทุ่มกำลังส่วนที่เหลือ เข้าตรงกลางอีกครั้ง ปล่อยโอกาสทองหลุดลอดไปอย่างน่าเสียดาย

     ตกค่ำแสงตะเกียงพลพยาบาลเดินหาคนเจ็บระยิบระยับราวฝูงหิ่งห้อยอยู่กลางทุ่ง เสียงคนร้องขอน้ำดังระงมจน
ใกล้รุ่งจึงค่อยๆเงียบหายไปที่ละคน มีคนบาดเจ็บมากจนหมอช่วยไม่ไหว

     คืนนั้นหมู่ซาเวจจากพวกเราไปอย่างน่าเศร้า ก่อนสิ้นลมแกเพ้อฝากลูกสาวคนโปรดที่ป่วยตายไปแล้ว
     "จิม.... ช่วยดูแลแมรี่ของฉันด้วย สัญญานะจิม.... แมรี่เป็นเด็กขี้โรค"
     จ่าเวอร์เนอร์ ผู้เข้มแข็งถึงกับน้ำตาอาบแก้ม เคนมีความเป็นพ่อคนอยู่ในตัวเสมอ แม้แต่เวลาที่แกคุมหนุ่มๆ ปาก
ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างพวกเรา ก็ทำด้วยความห่วงใยและมีใจอาทร
     "ฉันจะเขียนถึงเมียเขาเอง ขอให้เป็นสุขเถิดเพื่อนยาก"   จิม เวอร์เนอร์พึมพำเบาๆ

letters2

ข่าวร้ายของนางซาเวจ

     นายพลลีถอนกำลังกลับเวอร์จิเนียในคืนถัดไป โดยฝ่ายเหนือไม่กล้าตาม ท็อปกับเพื่อนข้ามรั้วมายืนอีกฝั่งถนนที่
เคยเป็นแนวรับของข้าศึก ศพผู้เสียชีวิตถูกลำเลียงมาวางเป็นกลุ่มๆ เริ่มมีอาการอืดพอง ส่งกลิ่นน่าขยะแขยง หน้าตา
ราวกับอสูรกาย ถนนชนบทที่เคยน่าอภิรมย์ บัดนี้มีสีแดงคล้ำของคราบเลือดตลอดสาย จนกล่าวขานกันต่อมานับศ
ตวรรษว่าเป็น "ถนนสีเลือด" (Bloody Lane)
     "เรารอดมาได้ก็บุญโขแล้ว"    รอนโอบคอท็อปรู้สึกโล่งใจขึ้น
     ชายชาวสยามไม่รู้เลยว่า การรบในทวีปอเมริกาได้แปรเปลี่ยนไปสุดขั้ว นับแต่วันนั้นด้วย อำนาจปืนไรเฟิลสมัยใหม่
และปืนใหญ่บรรจุท้าย เขาได้เผลอผ่านศึกที่ทำสถิติ เจ็บตายสูงสุดในประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองของอเมริกา
 ฝ่ายเหนือซึ่งเสียทหาร 12,410 คน และฝ่ายใต้อีก 10,700 คน รวมนายพลฝ่ายละอีก 2 นาย ภายในวันเดียว!!!

antietam con right wing ditch-1

ปีกขวาที่ท็อปเข้าตี ข้าศึกขุดแนวยิงไว้มิดชิด

bloody lane-1

สภาพของ Bloody Lane และรั้วไม้หลังการรบ

ส่งท้ายปีเก่า
     หมู่ทอมบร่าพาท็อปไปอำลาลารี่ที่โรงพยาบาล เขาเสียขาซ้ายไปแล้ว และจะได้กลับไปใช้ชีวิตนักบัญชีพิการที่
บ้านเกิด ท็อปรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องระวังมันทำตาหวานให้ในเต็นท์ ศึกแอนทีทั่มส่งผลทางการเมืองอย่างมาก เป็น
ครั้งแรกที่ฝ่ายเหนือหยุดนายพลลีได้ ประธานาธิบดีลินคอล์น ถือโอกาสผ่านกฎหมายฉบับสำคัญ ประกาศให้ทาสทุก
คนในเขตฝ่ายเหนือ และเขตของฝ่ายใต้เป็นไทแก่ตน มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ ค.ศ. 1863 เป็นต้นไป ประกาศ
นี้มีผลหลายประการ มันจะทำให้ทาสในรัฐทางใต้ แข็งข้อหรือทิ้งงานมาเข้ากับทางเหนือ และเศรษฐกิจของพวกกบฏ
ก็จะพังพินาศ ในทางการทูตอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเคยเห็นใจชาวใต้ก็จะพลอยอายประชาคมโลก หากเผลอไปหมุน
ชาติที่ต้องการมีทาส การขายอาวุธและสิ่งจำเป็นให้ชาวใต้จะลดลงตามลำดับ

       ส่วนในสนามรบยังไม่มีอะไรดีขึ้น ลินคอล์นขัดเคือง แม่ทัพใหญ่มากที่กลัวลีเกินไป และถูกปลดในเดือนตุลาคม
ผู้มาแทนคือ นายพลแอมโบรส เบิร์นไซด์ (General Ambrose E. Burnside) ผู้เชื่องช้าที่แอนทีทั่ม เขาถนัดในการออก
แบบปืนและงานสรรพาวุธมากกว่า  เบิร์นไซด์พิสูจน์เรื่องนี้โดยล้มเหลวในการรบอีกครั้ง 2 ครั้งก่อนสิ้นปี และทำได้เพียง
ตั้งประจันหน้ากันริมฝั่งแม่น้ำรัปปาฮาน็อค (Rappahannoche River)  กองพันที่ 13 ต้องทำหน้าที่เฝ้าแนวรบ
(Picket Duty) ด้วย เป็นครั้งแรกที่ท็อปพบกับหิมะอันหนาวเหน็บ มันก็สวยดีอยู่หรอกถ้ามีอาหารให้อิ่มท้องทุกมื้อ
มีบ้านพักอันอบอุ่นและเสื้อผ้าที่เหมาะสม แต่ที่นี่มีคนตายกันทุกวัน ความหนาว ความอดอยาก หรือโรคบิดนั้นฆ่า
ทหารได้มากพอๆกับกระสุนปืนใหญ่
    
     ในวันขึ้นปีใหม่ ท็อปรับหน้าที่ยืนยามริมฝั่งแม่น้ำ จู่ๆพวกแตรวงฝ่ายเหนือเมาแล้ว เกิดนึกห่ามอยากแหย่พวก
จอห์นนี่เร็บ (Johnny Reb หมายถึงทหารฝ่ายใต้ ตรงข้ามกับ Billy Yank) เลยออกมาตั้งวงร้องเพลงกลางหิมะ ให้
ข้าศึกอิจฉาเล่น
     "น่าเอ็นดูดี เดี๋ยวมันเลยยิงสวนให้หรอก"     ท็อปนึกในใจ
     บัดเดี๋ยวพวกยามฝากโน้นนึกสนุก เลยเรียกเพื่อนๆมายืนออกันฟัง มีไอ้คนหนึ่งลองตะโกนขอเพลงข้ามกลับมา
แตรวงเลยสนองด้วยเพลง "Dixie" ของฝ่ายใต้ จากนั้นก็ร้องเพลง "Maryland, My Maryland" ของฝ่ายเหนือสลับ
เอาบ้าง พวกกบฏชอบใจร้องตามแล้วปรบมือเชียร์ให้ลั่นตลิ่ง แล้วก็เงียบกันไปพักหนึ่งจึงมีใครไม่ทราบคงคิดถึงบ้าน
มาก ขอเพลง "Home Sweet Home" ทำนองเพลงชวนคิดถึงบ้านจริงๆ พวกทหารทั้ง 2 ฟากร้องตามเบาๆ พอถึง
ท่อนสุดท้ายเลยตบะแตก
 No more from that cottage again will I roam,
be it ever so humble, there's no place like home.
     เหล่าเด็กหนุ่มผอมโซน้ำตาคลอเบ้า ต่างฝ่ายโบกมือตะโกนอวยพรปีใหม่ "Happy New Year"  ให้แก่กัน แล้วจึง
แยกมาจากริมน้ำอย่างหงอยๆ ทิ้งไว้แต่ท็อปคนเดียว
     "เพลงๆเดียวช่างมีผลถึงเพียงนี้เชียวหรือ"      จ่าเวอร์เนอร์เข้ามายืนใกล้ๆ
     ท็อปอธิบายว่า ที่เมืองจีนเมื่อ 2 พันปีก่อน แม่ทัพชื่อเซียนหยู (Xiang Yu) เคยพ่ายแพ้ในที่ล้อมต่อกษัตริย์ต้น
ราชวงศ์ฮั่นเพราะ ฝ่ายข้าศึกเล่นเอาเพลงพื้นบ้านของตนมาร้อง ว่าลูกเมียรออยู่เมื่อไหร่จะกลับไปหา
     "แล้วเกิดอะไรขึ้น" จิมชักสนใจ "รุ่งขึ้นแม่ทัพเลยเอากระบี่เชือดคอตัวเองเพราะทหารหนีไปหาเมียหมด"
     จ่าถอนใจเดินกลับเข้าค่าย     "ไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้เลยนะ มิสเตอร์ท็อป"
     เมื่อยืนเหงาอยู่เพียงลำพัง จึงท่องกลอนเรื่องพระอภัยมณีตอนเป่าเพลงปี่สะกดทัพข้าศึกบ้าง ว่า

           "วิเวกหวีดกรีดเสียงสำเนียงสนั่น
     คนขะยันยืนขึงตะลึงหลง
     ให้หวิววาบซาบทรวงต่างง่วงงง
     ลืมณรงค์รบสู้เงี่ยหูฟัง
     พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต
     ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
     ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง
     คนข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย"

     "ป่านนี้แม่และปรางก็คงชะแง้คอยเราเหมือนกัน"   ท็อปรำพึง

ตอนต่อไป "ฝ่าโคลนเย็น"

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com