Home

มุ่งสู่แอตแลนต้า
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
image00103

Frank

พลกลองจำแลง

นายพลแกรนท์ เดินออกจากห้องของท่านประธานาธิบดีในอาการสงบ เพื่อส่งโทรเลขคำสั่งสำคัญ เช้ารุ่งขึ้น วันที่
1 พฤษภาคม ค.ศ.1864 กองทหารฝ่ายเหนือทั้งหมดตามแนวรบฟากตะวันออกและตะวันตกจึงได้กระทำการอย่าง
ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วยการรุกเข้าหาข้าศึกโดยพร้อมเพรียงกัน นายพลหมีด แห่งเก็ตตี้สเบิร์ก คุมทหารกว่าแสน
คน มีแม่ทัพใหญ่คอยช่วยกำกับพุ่งเข้าใส่ทัพของนายพลลี ส่วนทางฟากตะวันตกนั้น นายพลเชอร์แมน เคลื่อนทหาร
อีกแสนคน เดินตามทางรถไฟมุ่งเข้าสู่เมืองแอตแลนต้า

     "สู้กันในป่าแถวที่เราเคยรบอีกแล้ว"     สตีฟอ่านหนังสือพิมพ์ Harper's Weekly ให้เราฟัง
     "พอรุกได้ 5 วัน ก็ติดอยู่ในป่าเหมือนนายพลฮุ๊กเกอร์"
     "ชะ เจอกับดักแบบเดียวกับเราเข้าแล้ว"    ทหารเก่าบางคนเปรย
     "แต่พี่แกรนท์แกไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว บังคับให้ทหารรบตะลุมบอนกันในป่า 2 วันเต็มๆ เปลวไฟจากการยิงทำ
ให้ไฟไหม้ป่าควันตลบไปหมด"
     "รีบอ่านเร็วๆซี"    มีคนเร่งเร้า    "ครั้นสิ้นเสียงปืนทหารที่เดินออกจากกลุ่มควัน สวมชุดสีน้ำเงินเหมือนพวกเราโว้ย"    
     "ไชโยๆๆ"    ข่าวดีแบบนี้ทำให้พวกทหารที่มาใหม่ฮึกเหิมมาก เราได้เห็นความเป็นมืออาชีพของแกรนท์ เขาไม่
ยอมให้ทหารพัก ผิดกับพวกแม่ทัพสมัยที่เรารบเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งมักจะลังเลเกรงกลัวนายพลลีเกินเหตุ ฝ่ายเหนือไล่
ตามพวกกบฏจนทัน แล้วผ่าปีกขวาของจิ้งจอกสีเทาขาดจากกันที่เมือง Spotsylvania ข่าวกล่าวอีกว่า นายพลลี ถึง
กับต้องควบม้าไปกลางดึกปลุกใจทหารไปตลอดแนวรบ

     "มันคงหวังจะขอพักรบนะ"   มีคนออกความเห็น  "แต่แม่ทัพใหญ่แกปฏิเสธสั่ง เริ่มรบต่อในวันที่ 11 พฤษภาคม"
     สตีฟ เงยหน้าขึ้นยิ้มย่อง    "แกรนท์แกไม่รู้จักเหนื่อยเลยนะ แว่วมาว่าฝ่ายเราตายมากกว่าข้าศึก"
     "แกไม่สนใจหรอก"   รอนเสริม  "เห็นลือว่ารัฐบาลมีทหารมากกว่า ให้ตายเยอะๆหนเดียวดีกว่าปล่อยให้สงคราม
ยืดเยื้ออย่างแต่ก่อน"     
             สตีฟคิดว่า  "เจ้าพวกกบฏคงได้แต่หวังรบถ่วงเวลาถึงกำหนดเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่"
             "เกี่ยวกันด้วยหรือ"   จ่าเวอร์เน่อร์ชักสงสัย ผู้หมู่ทอมบร่าเลยอธิบายเชิงการเมือง   "มันคาดว่าประชาชนคง
เบื่อท่านลินคอล์น แล้วหันไปเลือกคนอื่นที่มีนโยบายออมชอมเพื่อจะมาขอเจรจาหย่าศึก"     
     "ถ้ายอมประเทศของเราก็ไม่มีทางรวมตัวกันได้ กลายเป็น 2 ชาติไปซิ"        พอลชักจะหวั่นใจ 
     "ข้าว่าแกรนท์ไม่ยอมหยุดรุกหรอก เสียดายที่เราถูกย้ายมานี่ ไม่งั้นคงได้ไล่ตามเข้าเมืองริชมอนด์แน่"      ท็อปยัง
มองในแง่ดีว่าสงครามน่าจะจบเร็วขึ้นด้วยวิธีมุทะลุของแกรนท์
     "ว่าแต่พวกเอ็งมันแก่สนามรบแล้ว ทำความคุ้นเคยกับปืนรุ่นใหม่บ้าง"    หมู่ทอมบร่าย้ำ  "แล้วก็ช่วยฉันคอย
ดูไอ้พวกทหารเกณฑ์ให้อยู่ในแถวล่ะ"     

image00204

นายพลแกรนท์ชนะที่ป่า Wilderness เพราะไม่ยอมถอยสักก้าวเดียว

image00304

ปืนสปริงฟิลด์ใหม่รุ่น ปี 1861 ใช้กระสุน .58 นิ้ว ทำในอเมริกามีมาตรฐานการผลิตด้วยเครื่องจักรสูงมากกว่า
ปืนเอ็นฟิลด์ของอังกฤษที่ท็อปใช้ เพราะดูแลง่ายชิ้นส่วนต่างๆสามารถสลับสับเปลี่ยนได้ในสนามรบ ทหาร
กองพันที่ 13 มักโยนปืนเก่าทิ้งแล้วเก็บปืนรุ่นใหม่จากทหารที่ตาย มาแทน

     พวกเรากลายเป็นหัวหมู่เล็กๆ ไปแล้วตามยุทธวิธีใหม่ นั่นคือ การตั้งรูปขบวนระดับกองร้อย แบบ Skirmishing ที่
อาศัยความแม่นยำในการยิงและการช่วยเหลือกันเป็นทีมของทหารกลุ่มละ 4 คน หรือสหายศึก (Comrade in Battle)
กองร้อยหนึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 พลาตูนๆละประมาณ 80 คน หรือจัดได้พลาตูนละ 20 ทีมจับขยายแถวออก เพื่อให้
เดินล่วงหน้ากองพันไป ทำหน้าที่สำรวจ ขับไล่ข้าศึก และเป็นกองระวังเหตุให้แก่ทหารส่วนใหญ่ที่เดินตามมาข้างหลัง
การกระจายกำลังแบบนี้ช่วยลดความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่ได้มาก หากต้องล่าถอยก็คอยยิงถ่วงมิให้ข้าศึกเข้า
รุกไล่ได้ถนัด หน้าที่คุมแถว (File Closer) ของพวกนายสิบจึงไม่อาจใช้กับขบวนรบที่ขยายแถวออกห่างแบบนี้ ได้แต่
ด่าโหวกเหวก ต้องอาศัยพวกเราที่เจนศึก คอยคุมทีม นับว่ายืดหยุ่น มีอิสระในการตัดสินใจพอควร อันกลายเป็นคุณ
ลักษณะของกองทัพอเมริกันในเวลาต่อๆมา

     สนามรบในรัฐจอร์เจียนี้ ผิดแผกไปจากที่ท็อปคุ้นเคยมาก ภูมิประเทศสองข้างทางรถไฟสาย Western and Atlantic
Railroad เป็นป่าสลับเนินเขาเล็กๆตลอดทาง พวกฝ่ายใต้ซึ่งเสียเปรียบถึง 1 ต่อ 3 เลยใช้ความชำนาญพื้นที่ปรับแนว
รับได้อย่างมิดชิดและแข็งแรง พวกเราเดินเป็นแถวหน้ากระดานเข้ารบอีกไม่ไหว ข้าศึกไม่ยอมออกรบในที่โล่งเสียแล้ว
และเมื่อเห็นว่าจะเพลี่ยงพล้ำ ก็เลือกที่จะถอยไปตั้งแนวรับใหม่ในวันรุ่งขึ้น
     "อ้ายพวกเสื้อเทา มันไม่ออกมาสู้ให้เห็นดำเห็นแดงเสียที"    พอลคำรามบอกท็อปซึ่งคุมทีมอยู่ใกล้ๆ ขณะที่วันนี้
กองร้อย B ถูกส่งขึ้นเป็น Skirmisher เพื่อหยั่งแนวรับข้าศึก โดยมีกรมทหารของตนเดินตามมาห่างๆ   "ข้าชักจะเบื่อแล้ว"
     "เราคงไม่โง่เดินไปให้มันยิงดื้อๆหรอกพอล"    ท็อปตอบที่หนักใจคือ "แต่ลูกทีมเรานี่ซิ ยังไม่เคยออกรบเลย ดูมัน
หลุกหลิกพิกล"    พลางย่องคืบไปตามป่าละเมาะอย่างระวังเต็มที่ เนินข้างหน้าเห็นจะเป็นสนามเพลาะของข้าศึก เขา
เองก็เกลียดการรบแบบนี้ กระบวนทัพไม่งามสง่าเสียเลย ที่ยอมทนก็เพราะปืนเล็กยาวสมัยนี้มันมีเกลียวลำกล้อง ยิง
ได้ไกลและแม่นยำเหลือเกิน ใครจะอยากไปยืนยืดอกเป็นเป้านิ่ง การที่ต้องคอยคุมทหารถึง 3 คน นั้นพอช่วยให้ลืม
ความผิดหวังเรื่อง เอมิลี่ ไปได้บ้าง เพราะเมื่ออยู่นิ่งๆเมื่อใดแล้วอดหวนคิดถึงความอบอุ่นที่แม่ผมทองมอบให้อยู่ร่ำไป
ความฝันที่จะได้ย้ายไปเป็นทหารม้าก็ต้องพับลง เมื่อผู้หมู่ทอมบร่า แจ้งว่ากรมทหารม้าของนิวเจอร์ซี่ ยังคงรบอยู่ทาง
ฝั่งตะวันออก และตั้งแต่มีกฎหมายเกณฑ์ทหารแล้วก็มีคนเต็มอัตราเสมอ
     "ค่อยหาจังหวะใหม่นะท็อป"     ผู้หมู่พยายามปลอบใจ

image00402

การขยายแถวยิงของ Skirmishers ภาพวาดใน นสพ.. จากสถานที่จริงนอกเมืองเรซาก้า

     เขาหันไปดูลูกทีมทั้ง 3 ซึ่งเป็นเด็กอายุสัก 16-17 ปี แล้วอดหมิ่นไม่ได้ว่าพวกทหารเกณฑ์สู้ทหารอาสา เช่นพวก
เขาไม่ได้ คนถูกเกณฑ์มาอย่างไม่เต็มใจ ขาดระเบียบและความตั้งใจที่จะรับฟังคำแนะนำ นอกจากนี้ยังมีพวกเกเร
อันธพาล หรือโจรปะปนมาด้วย จึงเป็นธรรมดาที่อัตราการตายและหนีทัพสูงกว่าเดิม มันเอาแต่จับกลุ่มซุบซิบ ปล่อย
ข่าวลือกันแถวมุมมืดและห้องส้วม แต่บางคนก็ชอบอยู่เงียบๆคนเดียว เช่น ไอ้หนุ่มพลกลองที่ชื่อ แฟรงก์ ซึ่งพอลล้อ
เล่นว่าสัสดีหลับตาเกณฑ์เข้ามาเพราะเห็นมีแขนขาครบ แฟรงก์ตัวเล็กนิดเดียว มือตีนก็เล็กกว่าพวกเรา เมื่อหัดแถว
ด้วยเครื่องหลังและปืนแล้ว เห็นจะไปไม่รอด จึงได้มอบให้เป็นพลกลองประจำกองพัน ผมสีทองของแฟรงก์ดูจะอ่อนนุ่ม
ปลิวไสวเมื่อต้องลม ท็อปเองสังเกตว่า แฟรงก์ผู้รักสันโดษไม่เคยแก้ผ้าโทงๆอาบน้ำ หรือนั่งถ่ายด้วยกันในส้วมสนาม
เหมือนพวกเราเลย
     "ตำแหน่ง Front บรรจุ….."     เสียงผู้หมู่สั่งการจากข้างหลัง    "เล็ง…..ยิง"
     ทีม Skirmisher จะกำหนดตำแหน่งการยืนประจำตัวไว้ล่วงหน้าเป็นคู่ให้คอยช่วยเหลือกัน ทีมหนึ่งมีตำแหน่งยืน
ข้างหน้า (Front) 2 คน อีก 2 คน มีตำแหน่งข้างหลัง (Rear) ยืนแถวหน้ากระดานสลับที่ห่างกันราว 5-10 หลา แล้ว
ผลัดเข้ายิงทีมละ 2 คน             
     "ปัง.....ปังๆๆ"       พวก Front ทั้งกองร้อยเริ่มยิงก่อนตามคำสั่ง
     "Front ……reload"    ท็อปซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเลือกอยู่ตำแหน่งหลังเตือนให้ไอ้คู่แรกบรรจุใหม่ แล้วสอนว่า   
     "ข้ากับคู่หลังจะก้าวขึ้นไป 10 หลาตามที่ฝึกนะ"   พอได้ระยะก็เล็งหาเป้าแต่ยังไม่ยิง
     "Ready"     เสียงพวก Front ให้สัญญาณว่าบรรจุเสร็จแล้ว เขาจึงยิงออกไปอย่างประณีตพลางหันไปบอกไอ้คู่
Front ที่รออยู่ให้ผลัดขึ้นหน้าไปจากจุดที่ท็อปยืน 10 หลา เช่นกันพอบรรจุกระสุนเสร็จก็บอก
     "Ready"       ข้าศึกเห็นเราแล้วเริ่มยิงตอบ    "ปัง.....ปังๆๆ"
     กระสุนชักจะหนาขึ้นตามแนวป่า นั่นคงเป็นคูสนามเพลาะเป็นแน่

image00504

สถานีรถไฟเมืองเรซาก้า รัฐจอร์เจียที่ต้องเข้าตี

     "บึมๆ"    แนวรับข้างหน้าถ้าจะเป็นของแข็งเสียแล้ว มีปืนใหญ่ยิงออกมาด้วย พอแลกกันครู่หนึ่ง
     "พี่...ทหารม้าข้าศึกเข้าปีกซ้ายของเราแล้วครับ"    ทหารใหม่ร้องเสียงหลง พวกมันควบโฉบเข้ามายิงใส่ด้วยปืนพก
และปืนลูกซองแฝดตัดลำกล้องสั้นในระยะประชิด
     "อย่าวิ่งหนีนะโว้ย"   เขารู้ว่าเสียงควบของม้าสะเทือนหัวใจ สร้างความหวาดกลัวแก่ทหารราบได้มาก ถ้าวิ่งหนีแตก
แถวเมื่อไหร่เป็นได้เรื่อง 
     ถึงตรงนี้ทหารใหม่ของท็อป เกิดอาการตื่นสนามอย่างที่พวกเราล้อกันว่า  "ตื่นช้าง" (To see the Elephant) อาการ
ของมันคงจะใกล้ๆกับทหารลิงของพระลักษณ์ซึ่งตกตะลึงนิ่งจังงัง เมื่อเห็นขนาดมหึมาของช้างเอราวัณซึ่งอินทรชิต
ลูกชายทศกัณฑ์ อุบายให้ยักษ์ชื่อการุณราช แปลงกายเหาะรี่ลงมาจากท้องฟ้าดังนี้

"ให้การุณราชกุมภัณฑ์         เป็นเอราวัณตัวกล้า
สามสิบสามเศียรอลงการ์          เศียรหนึ่งเจ็ดงางามงอน
งาหนึ่งเจ็ดสระโกสุม          สระหนึ่งมีปทุมเกสร
เจ็ดกอชูก้านอรชร         กอหนึ่งบานสลอนเจ็ดผกา"

image00602

อาการตื่นช้างของทหารใหม่

     "กลับเข้ารวมกลุ่ม ติดดาบปลายปืน"      พอลร้องสั่ง เวลามีอันตรายทั้งหมดในทีมจะมายืนหันหลังยันกันไว้ ชิ้ปลาย
แหลมออกสกัดม้าที่ควบกลับมาอีกรอบ
     "ท็อป สั่งเด็กๆยิงไปทางซ้ายด้วย"      พอลตะโกนเตือนสติ 
     "เล็งให้ดี…..ยิงดักหน้าไว้……ยิง"    ท็อปร้องสั่งพลางยิงปืนลูกโม่เรมิงตันใส่ข้าศึก เจ้าคู่ของเขาสติแตก หลับหู
หลับตายิงออกไปเลย จนท็อปต้องเตะก้นบอกให้เล็งดีๆก่อน อีกคนมารู้ทีหลังว่ามันยัดกระสุนใส่แล้ว ด้วยความกลัว
จึงลืมใส่แก๊ป พอยกปืนยิงปืนไม่ลั่น แต่เพราะเสียงปืนที่ดังอยู่รอบๆตัว ทำให้มันนึกว่ายิงออกไปแล้ว จึงกัดท้ายกระสุน
นัดใหม่ยัดลงไปอีก คราวนี้ไม่ลืมใส่แก๊ป ผลคือ
     "ตูม.....โอ๊ย"    ปืนยิงไม่ออกระเบิดใส่หน้าคนยิง เคยปรากฏว่าในปืนบางกระบอกพบกระสุนยัดไว้ตั้ง 10 กว่านัด
(สำนวนล้อทหารใหม่อเมริกันว่าตื่นช้างนั้น ดูแปลกตรงที่ว่า ฝรั่งอเมริกันแทบไม่เคยเห็นช้างตัวจริงเลย ฝรั่งที่ตื่นเต้น
กับช้างมาก่อน เห็นจะมีแต่ทหารกรีกของพระเจ้า อาเล็กซานเดอร์มหาราช ที่รบกองทัพอินเดีย และกองทัพโรมันที่แตก
ตื่นกับทัพช้างของฮานิบาล ชาวคาร์เทจ ที่ยกข้ามไปยุโรป เมื่อ 2 พันปีก่อนหน้านั้น)
     "กูไม่เอาแล้ว"    ลูกน้องอีกคนเผ่นออกจากกลุ่ม  
     "เฮ้ย....อย่าออกไป"   ท็อปร้องห้ามแต่ช้ากว่าคมกระบี่ข้าศึกที่หวดใส่
     "ควับ….อ๊าก"
     ก่อนที่ทั้งแถวจะเริ่มวิ่งหนี มีเสียงกลองแว่วมาทางด้านหลัง ทหารหนุนเนืองขึ้นมาช่วยกองหนึ่งแต่ไม่ใช่กองพัน
ของเรา กลับเป็นชาวนิวเจอร์ซี่กองพันที่ 12 กองพันนี้ยังใช้ปืนเล็กยาวสปริงฟิลด์ รุ่นดึกดำบรรพ์ ลำกล้องขนาด .69 นิ้ว
 ไม่มีเกลียว (Smooth bore Springfield Musket model 1842) ปกติเขาวางหน้าที่ให้คอยเป็นกองหนุน เพราะระยะ
ยิงสู้ชาวบ้านไม่ได้
     "มันจะขึ้นมาช่วยเราได้ยังไงกัน"      ท็อปปลงอนิจจังทหารม้าชาร์จมาอีก พวกกองพันที่ 12 ยืนนิ่งอย่างใจเย็นจน
ม้าเข้ามาใกล้ระยะ 40 หลา แล้วก็ลั่นกระสุนใส่ สิ่งที่ทหารม้าข้าศึกไม่คาดคิดคือ ปืนผิวลำกล้องเรียบ ใช้ยิงกระสุนลูก
ปราย 3 เม็ด บวก ลูกปืนธรรมดาในชุดอีกหนึ่งนัด รวม 4 เม็ด (Buck and Ball shot)ได้ ความหายนะจึงประมาณไม่ได้
เหมือนเอาปืนลูกซองเดี่ยว สอง - สาม ร้อยกระบอก ถล่มม่านกระสุนนับพันเม็ดใส่ขบวนม้า ในการซัลโวครั้งเดียว
     "ฆาตกรรมกันชัดๆ"    ท็อปถึงกับช็อกกับภาพทหารม้ากบฏกองฮวบลงทั้งแถบ

image00703

ตัวอย่างปืนแก๊ปสปริงฟิลด์ที่พบในเมืองไทย ปี ค.ศ 1864 ปีเดียวกับที่ท็อปไปรบ ผลิตโดยโรงงานเอกชน
W. MUIR & Co. Windsor Lock, CT (Connecticut) กระบอกนี้เป็น 1 ใน 3 หมื่นที่ บ. ผลิต ในราคา
$20 เมื่อศตวรรษก่อน พร้อมตรา US และนกอินทรีย์ แต่ถูกแปลงให้ผิวลำกล้องเรียบกระบอกนี้ ลักษณะ
คล้ายกับปืนรุ่น 1842 ที่บางกองพันยังคงใช้อยู่ และเป็นอาวุธที่สามารถจุลูกปราย ใช้ได้ผลดีในระยะประชิด
เช่น ด้านการบุกของทหารม้า และรักษาสนามเพลาะ ระยะยิงลูกปรายหวังผลที่ไม่เกิน 50 หลา ถ้าใช้กระสุน
Ball ปกติ ก็ยิงได้แม่นเพียง 100 หลา เท่านั้น

     "พี่มาช่วยกันหน่อย ไอ้แฟรงก์ถูกยิง"    เด็กในทีมร้องเรียก การยิงยุติลงชั่วคราวแล้ว พวกเราวิ่งกรูไปมุงดูพลกลอง
ตัวเล็กของเรา แฟรงก์ซึ่งมากับกองหนุนถูกยิงที่สีข้างนั่งพิงต้นไม้อยู่ เราช่วยกันปลดกระดุมเสื้อเพื่อห้ามเลือด แต่แก
เอามือปัดพัลวัล     
     "อย่าดื้อซีวะแฟรงก์"    ท็อปคว้ามือไว้แล้วเปิดเสื้อออก ข้างในมีผ้าพันทับอกไว้อีกชั้นหนึ่งเพียงเท่านี้ แฟรงก์ก็ร้อง
ไห้ด้วยเสียงแหลมซึ่งท็อปแปลกใจ   "ว้าย....ฮื่อๆ....เจ็บจ่ะพี่"   พอผ้าคาดหลุดออกพวกเด็กๆร้องฮือกันใหญ่
     "อ๊ะๆ....อ้ายแฟรงค์"    เขาตกตะลึงหันมาไล่พวกฝรั่งมุงคนหนึ่ง   "ไปตามหมู่ทอมบร่ามาเร็ว"
     "อาการสาหัสเชียวนะแฟรงก์….. เอ้อ….. หล่อน!"   ผู้หมู่เข้ามาดูอาการของแฟรงก์แล้วให้น้ำดื่ม พลพยาบาล
พยายามห้ามเลือดอย่างเต็มที่ แต่แฟรงก์ซึ่งบัดนี้พบว่ามีหน้าอกและเป็นผู้หญิง อ่อนแอเกินกว่าที่จะทนความเจ็บ
ปวดได้เท่าชาย 
     "เธอจะบอกได้ไหมว่าเป็นใครจะได้แจ้งพ่อแม่ได้ถูกนะแม่หนู"     ผู้หมู่เอาผ้าซับน้ำตาให้
     "หนู…..ชื่อ ฟรานซิส…… วิลสัน ค่ะ"     เธอเริ่มหอบ  "หนูอยากเป็นทหาร…...เลยหนีป้ามาจากมิชิแกน….."   
ฟรานซีส บอกชื่อที่อยู่ให้จดเอาไว้  "หมู่ช่วยเขียนบอกป้าด้วยนะคะ….ว่าหนูขอโทษๆ…..ที่ทำให้เป็นห่วง"    
     "เป็นไปได้หรือนี่"    พวกทหารหนุ่มๆวิจารณ์เซ็งแซ่ แรกเห็นหน้าอกของแฟรงก์ทำเป็นตื่นเต้น แต่เดี๋ยวนี้เงียบกริบ
ด้วยความสงสาร ความตายได้พรากพลกลองจำแลงของเราไปอย่างช้าๆในอาการสงบ
     "หนูคงไม่รอด....แต่ชาตินี้ได้ร่วมผจญภัยเคียงข้างบุรุษสมใจแล้ว"  เธอเล่าว่าได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น ใครจะว่าเธอ
จิตวิปลาสก็อโหสิให้ เพียงให้เลือดของเธอหลั่งลงบนแผ่นดินนี้ ขอให้กลับมาเป็นผืนเดียวกันอีกเท่านั้นเอง  (สงคราม
กลางเมืองอเมริกันแปลกประหลาดตรงที่พบว่ามีผู้หญิงปลอมตัวมาร่วมรบกว่า 500 ราย ส่วนมากขอตามมาอยู่ใกล้
สามีหรือคนรัก และถูกส่งกลับบ้าน อีกหลายคนเสียชีวิตเช่นชายชาติทหาร การปลอมตัวในสมัยแรกๆนั้นไม่ยากเพราะ
สัสดีไม่ได้จับถอดผ้าตรวจเหมือนปัจจุบัน ถ้าโดนจับได้ที่หน่วยแรกก็อาจปลอมชื่อไปสมัครอีกเมืองได้ง่ายๆ)
    
ฝันประหลาด

     การเห็นหญิงสาวอย่างแฟรงก์ตายไปต่อหน้า รวมกับความเสียใจเรื่อง เอมิลี่ ทำให้ท็อปเครียดมาก คืนนั้นทหาร
ทั้งกองพันนอนเรียงกันกลางแจ้งใกล้ๆทางรถไฟ ไม่มีการตั้งค่ายกางเต็นท์ เพราะข้าศึกคอยแต่จะเคลื่อนถอยไปเรื่อยๆ
ฝ่ายรุกไล่จำต้องย้ายตามทุกวันเช่นกัน เขารู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ ปวดหัวมากจนต้องลุกขึ้นมานั่งมองยามที่เดินตรวจ
ผ่านไปเงียบๆในความมืด เขาเริ่มปลงแล้วว่าชีวิตนี้เหมือนคน

พเนจรหาหลักแหล่งไม่ได้ ภาพเมืองสยามที่ถูกลืมไปนานกลับผุดขึ้นมาทักทายในดวงจิต ในความวังเวงนั้น ท็อปกลับ
แว่วยินเหมือนเสียงแม่ไฉนร้องกล่อมเช่นตอนยังเป็นเด็ก ด้วยเพลง "นกขมิ้นเหลืองอ่อน"  อันเป็นเพลงที่นิยมอย่าง
มากในยุคต้นรัชกาลที่ 4 เนื้อเพลงนั้นว่า

     "เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน       ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน
นอนไหนก็นอนได้                     สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน
ลมพัดมาอ่อนอ่อน                    เจ้าก็ร่อนไปตามลมเอย
               ดอกเอ๋ย                    ดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน                    ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย"

     ชายหนุ่มเคลิ้มตามเสียงเพลง เงาไม้ดูเหมือนว่าเคลื่อนใกล้มาล้อมรอบตัว พลางแลไปว่าตนกำลังเดินลุยป่าไปใน
ความมืด มีชายคนหนึ่งถือดาบ เดินฟันฝ่าความรกชัฏนำหน้าอย่างเร่งรีบ เอ๊ะเหตุไฉนไม่ส่องคบนำทาง เบื้องหลังมี
พระภิกษุผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่ง คอยเร่งให้เขาอดทนเดินต่อ แม้ว่าจะง่วงและเพลียเท่าใดก็ตาม    "รีบหน่อยเถิดพ่อเณร
ใกล้รุ่งแล้วค่อยหาที่นอนหลบพวกมัน"  
     "หิวเหลือเกินขอรับหลวงลุง"   เณรตัวกระจิดริดพ้อ   "ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้วนะขอรับ"
     ทั้งหมดมาหยุดซุ่มอยู่ที่ชายป่าเมื่อฟ้าสาง เบื้องหน้าเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำสุพรรณบุรี 
     "เงียบเหลือเกิน ไก่สักตัวก็ไม่มีเสียงขัน"     หลวงลุงผู้เป็นอาจารย์ปรารภ
     "กระผมจะย่องเข้าไปดูนะขอรับ"      ชายผู้เป็นศิษย์ตอบ แล้ววิ่งข้ามทุ่งนาหายเข้าหมู่บ้านไปครู่
ใหญ่ จึงโผล่ออกมากวักมือเรียก ที่ลานกลางหมู่บ้านระเกะระกะด้วยหม้อไห หีบกำปั่นแตก

image00902

นอนท่ามกลางเพื่อนทหารริมทางรถไฟไปแอตแลนต้า

 กระจายเหมือนถูกโยนลงมาจากชานเรือนรอบๆนั้น เณรน้อยเพิ่งสังเกตจากแสงตะวันอ่อนๆว่าเรือนหลายหลังถูกไฟ
ไหม้เหลือเพียงเสาดำเป็นตอตะโก มีกลิ่นเหม็นเน่าลอยมาจากบ้านหลังอื่นชวนคลื่นเหียน 
     "หมดกัน ถ้ามันไม่กวาดครัวชาวบ้านไปก็เห็นจะถูกฆ่าเสียแล้ว"     พระธุดงค์หน้าเสีย 
     "ที่ท่าน้ำมีเรือถูกทะลุท้องจมอยู่ขอรับ เราคงต้องเดินเท้าต่อไปหาที่ปลอดภัยกว่านี้เป็นแน่"    ว่าพลางศิษย์ขยับ
ย่ามเตรียมเดินทางต่อ   "ท่านอย่าไปบนเรือนเลย คุณเณรจะขวัญเสียโดยใช่เหตุ มีแต่ผีคนแก่เฒ่าที่มันไม่เอาไป
ด้วยทั้งนั้น"     
     พระธุดงค์องค์นั้นน้ำตาอาบแก้ม กี่หมู่บ้านแล้ว ที่เราผ่านมาพบว่าอ้ายพม่ามันย่ำยีเอาตามใจ แม้แต่พระมันยังฆ่า
เสียคากุฏิ เพื่อเก็บของมีค่า นี่ข่าวพระนครหลวงเพิ่งแตกได้ไม่เกิน 7 วัน มันยังปล้นสะดมได้มากถึงเพียงนี้ แล้วใน
นิมิตนั้นจึงเลือนลางไปกลับเห็นขึ้นใหม่เป็นภาพเรือนไทยขนาดใหญ่อยู่กลางเรือกสวนผลไม้ เณรน้อยผู้อ่อนล้าหมอบ
กราบบุรุษร่างองอาจสันทัดผู้หนึ่งนั่งตระหง่านอยู่กลางชานบ้าน ดูช่างมีประกายแห่งบารมีเรืองรองน่าเกรงขาม หลวง
ลุงนั่งอยู่บนตั่งถัดออกมา รอบๆตัวมีผู้คนส่งเสียงโจษขานอย่างตื่นเต้น 
     "เมื่อพม่าเริ่มล้อมกรุงนั้น"  หลวงลุงผู้เป็นอาจารย์เริ่มเล่า   "ท่านเจ้าขรัวเศรษฐีจีนถนนตาล จึงให้ลูกชายบวชเณร
และฝากให้อาตมาเป็นอาจารย์พาออกท่องเที่ยวธุดงค์ในป่า เนื่องจากท่วงทีการศึกเห็นไม่เป็นที่น่าวางใจ ทั้งสั่งว่า
หากมีเหตุร้ายอันใดให้นึกถึงคุณหลวงยกกระบัตรราชบุรี ซึ่งมีภรรยาเป็นชาวอัมพวา"     ท่านอธิบายต่อว่าเฝ้าคอย
หลบหลีกการจับกุมของทหารข้าศึกไปอยู่ในป่าถึง 1 ปีเต็ม
     "หลังจากอาตมาทราบข่าวการเสียกรุง ก็รอจนแน่ใจว่าพระเจ้าตากรวบรวมไพร่พลยกทัพเรือมากู้บ้านเมืองได้แล้ว
จึงพากันออกมาจากที่ซ่อนพร้อมชาวบ้านอีกมาก"
     ชายที่ถูกเรียกว่าคุณหลวง กราบขอบคุณแล้วตอบด้วยเสียงเรียบๆเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจว่า
     "กระผมดีใจเหลือเกิน ที่ได้หลานชายคืนมาคนหนึ่ง นับว่ามันมีบุญมากอยู่"  ว่าพลางท่านหันมามองเณรน้อยด้วย
ความเมตตา     
             "นี่คงอายุได้สัก 10 ขวบแล้ว อีกไม่กี่ปีจะเป็นหนุ่มพอเป็นกำลังช่วยกู้บ้านเมืองต่อไปได้"
             "เคราะห์ดีพ่อแม่ของเจ้าไม่ตาย น้าส่งคนไปช่วยลงเรือหนีมาได้"   ท่านผู้ที่มีตำแหน่งคุณหลวงยกกระบัตร
หยุดถอนหายใจ   "คุณแก้วพี่สาวกระผมกับเจ้าขรัวผู้เป็นสามีมาอยู่กับเราได้พักหนึ่ง ก็ขอลองไปตั้งเรือนแพ คิดจะค้า
ขายกับกำปั่นจีนที่ธนบุรี"  แล้วท่านกลับดูเครียดขึ้น   "กระผมยังเสียดายนักว่า พี่ชายอีกคนคือ ขุนรามณรงค์ กับ
ลูกสาวนั้นข่าวว่าถูกกวาดต้อนกลับไปเมืองพม่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่รู้ได้ หลานชาย เอ็งสึกเสียเถิด และข้าจะส่งกลับ
ไปหาพ่อแม่" 

     ท็อปสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก น้ำค้างลงจัดเปียกใบหน้า เสียงรอน ฮอยท์ ไอโขรกๆอยู่ข้างตัว รู้สึกจับไข้ แต่ขนลุกเกรียว
นี่เราฝันอะไรนะแปลกแท้ พลางคว้าหากระติกน้ำ แต่คลำไปถูกวัตถุยาวชิ้นหนึ่ง อ้อ…ดาบหลูบเงินนี่เองที่เราสะพาย
หลังผ่านวิกฤตการณ์มาเกือบ 3 ปีแล้ว เราคงนอนดิ้นเพราะพิษไข้ ดาบจึงหลุดออกจากห่อผ้า ท็อปยกดาบขึ้นพนมและ
ชักออกจากฝัก พึมพำกับตนเองว่า 
     "ดาบเอ๋ย ข้าอยากถามเจ้านักว่า เณรน้อยในฝันคือใคร และเป็นเรื่องอะไรกันแน่"

ปืนสเปนเซอร์

     วิธีการรบพลางถอยพลางของแม่ทัพฝ่ายใต้นี้ สร้างความไม่พอใจแก่บรรดานายทหารเสื้อเทา หลายคน มีการลอบ
ส่งหนังสือฟ้องไปยังรัฐบาลที่เมืองริชมอนด์ว่า เป็นวิธีที่ขลาด ไร้เกียรติ ผิดวิสัยชาวใต้เลือดเข้มทั้งหลาย นายพลจอนสตัน
(General Johnston) ผู้สุขุมและพยายามประคองสถานการณ์ เพื่อให้เมืองแอตแลนต้ามีเวลาป้องกันตัว กลับถูก
วิจารณ์อย่างดูหมิ่นมากเข้า จึงต้องยอมรบสนองนโยบายที่ เมือง เรซาก้า (Resaca) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟสำคัญอีกแห่ง
หนึ่ง มีการรบอย่างดุเดือดซึ่งทหารกบฏสามารถยันการรุกและผลักดันฝ่ายเหนือกลับเข้าหาแม่น้ำ อูสตานูล่า (Oostanula
River, Georgia) ท่านนายพลเชอร์แมนของเราเกรงว่าทหารจะตกน้ำตายเสียก่อน จึงส่งกองหนุน 2 กองพล ข้ามแม่น้ำ
มาช่วย ในวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1864 โดยสั่งว่าให้โอบหลังไปยึดทางรถไฟเพื่อตัดเส้นทางส่งเสบียงข้าศึกให้ได้

     "เป็นครั้งแรกเลยที่ข้านั่งเรือกลไฟไอน้ำแบบนี้"      ท็อปคุยเล่นกับรอนขณะอยู่กลางแม่น้ำ กระสุนปืนใหญ่วิ่งข้าม
หัวไปลูกหนึ่ง ตกลงห่างจากเรือสัก 20 หลา น้ำกระจายขึ้นซู่ใหญ่ เรือกลไฟจักรท้ายเหมือนเรือท้องแบน หัวเรือเปิด
ให้เป็นสะพานได้มีใช้กว้างขวางในรัฐทางใต้ ซึ่งมีแม่น้ำมาก ใช้ขนส่งฝ้ายมาขึ้นตามสถานีรถไฟ สตีฟบอกว่าระบบ
คมนาคมของที่นี่ทำไว้เพื่อการค้าฝ้ายเท่านั้น รถไฟจึงมีน้อยสาย และบางครั้งขนาดความกว้างของราง (Gauge) ก็ไม่
เท่ากันด้วย ถ้าเราชนะคงรื้อทิ้งหมด
     เมื่อก้าวขึ้นฝั่งทหารช่างเตือนว่า    "ปืนใหญ่ที่ยิงมานั้นเดิมเป็นของเรา ข้าศึกยึดไว้เมื่อวานนี้เอง"
     "ท่านผู้บังคับการกรมขอให้เราชิงคืนมา มิฉะนั้นพวกที่เหลือจะข้ามแม่น้ำลำบากมาก"     ท่านนายร้อยโทคนใหม่
บอก จ่าเวอร์เนอร์มองไปที่เนินลิบๆข้างหน้าอย่างกังวล กลุ่มควันจากปืนใหญ่คงพวยพุ่งขึ้นเป็นระยะๆ ตามด้วยเสียง
กระสุน แหวกอากาศข้ามหัวไป คราวนี้โดนเข้าที่ ท้ายเรือลำหนึ่งอย่างจัง
     "บึมส์"     พอลกลืนน้ำลายแล้วเงียบเหมือนคนใบ้
     "ปืนใหญ่มันยิงคลุมถนนที่เราจะไปสถานีรถไฟเสียด้วย นี่เกือบเที่ยงแล้ว ขืนชักช้าทหารฝ่ายใต้

image01105

"เป็นครั้งแรกเลยที่ข้านั่งเรือกลไฟไอน้ำแบบนี้"

     จะกดดันแนวรบหนักยิ่งขึ้น"    ท่านบอกแผน  "จ่าให้ทหารขยายแถวออกไปยิงล่อมันไว้ ฉันจะตามพลแม่นปืนและ
พวกที่พอจะรบได้ อ้อมไปทางป่าละเมาะด้านขวามือโน่น"     
     กองร้อย B ลัดเลาะออกยิงล่อตรงหน้าปืนใหญ่จากชายทุ่งทันที ในขณะที่หมวดแม่นปืนจากกรมแม่นปืนสหรัฐที่ 2
(2nd Regiment United States Sharp Shooter) คงจะคืบคลานเข้าด้านข้างของฐานปืนใหญ่อยู่ที่ไหนสักแห่งในป่า
ด้านขวา
     "นั่งลงยิงก็ได้ มันใส่เราด้วยลูกปรายและลูกแตกแล้ว"      หมู่ทอมบร่าเตือน
     การยิงรบกวนของเราได้ผลพอควร พลประจำปืนทั้ง 6 กระบอก ยิงได้ช้าลง เพราะปืนเล็กยาวทหารราบแบบลำกล้อง
มีเกลียวยิงได้แม่นขึ้นในระยะกว่า 300 หลา กลายเป็นหนามยอกอก ปืนใหญ่ราชันแห่งสนามรบได้ แต่ที่ท็อปอยากเห็น
คือฝีมือการยิงของพลแม่นปืน ซึ่งสตีฟคุยโวขนาดว่ายิงแมลงวันที่เกาะหูม้าร่วง ครั้นแล้วมีเสียงแหลมของ ปืนไรเฟิล
ชาร์ป (Sharp Rifle Model 1859) ชนิดบรรจุท้ายอันทันสมัยมาจากป่าละเมาะจริงๆ กระสุนจับเข้าที่พลปืนใหญ่ใน
ระยะกว่า 200 หลา อย่างจัง ฐานปืนตั้งอยู่บนเนินดิน กลางทุ่งโล่งไม่มีที่กำบัง และอยู่ห่างจากแนวรับของฝ่ายใต้อย่าง
โดดเดี่ยว ข้าศึกส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่าเราข้ามแม่น้ำมาทางนี้

       จ่าเวอร์เนอร์สั่งเฉียบขาด   "เข้าตีตรงหน้าเลย พลปืนมันโงหัวไม่ขึ้นแล้ว"    พลันมีทหารม้าฝ่ายเหนืออีกกลุ่มควบ
ขึ้นหน้าเราไปช่วยอีกแรงหนึ่ง เมื่อท็อปไปถึงเนินทุกอย่างก็เรียบร้อยไปแล้ว โดยมีพลแม่นปืนในเครื่องแบบเหมือนท็อป
แต่ชุดสีเขียวให้เข้ากับต้นไม้เดินยิ้มออกมาสมทบ ชายหนุ่มเข้าไปขออนุญาตสอบถามและจับดูปืนชั้นดีเหล่านั้น เท่า
ที่ทราบพวกนี้เป็นไรเฟิลแมนอาสาสมัคร สร้างสมประสบการณ์จากบ้านเกิดในรัฐทางเหนือ ผ่านกติกาการคัดเลือกที่
เข้มข้นโดยต้องพาดยิง 10 นัด ระยะ 200 หลา ให้กลุ่มกระสุนเฉลี่ยไม่เกิน 5 นิ้ว จากกึ่งกลางเป้า เขาเพิ่งสังเกตว่าบาง
คนก็ใช้ปืนส่วนตัวติดกล้องเล็งยาวเกือบตลอดลำกล้องมาด้วย
     "ช่วยหันปืนใหญ่กลับไปทางข้าศึกเถิด ข้าว่ามันต้องกลับมาเอาคืนแน่"     จ่าทหารม้าหนวดเฟิ้มบอกเวอร์เนอร์
     "แล้วพวกพี่ ยิงเป็นหรือเปล่า"      สตีฟชักเอะใจ เล่นเอาพวกจ่าเกาหัว
     "ไม่เคยว่ะ"     เสียงตอบอ้อมแอ้ม พลางมองดูร่างไร้วิญญาณของพลปืนเสื้อเทาที่นอนนิ่งอยู่
     "พวกเอ็งมาจากไหนนี่"       หมู่ทอมบร่าถามจ่าหนวดแดงคนนั้นบ้าง
     "เราปะทะทหารม้าข้าศึกของ Fighting Joe แล้วแตกกลับมา พอดีนายสั่งให้รีบขึ้นมาช่วย"
คำตอบที่ได้ไม่น่าฟังนัก นายพลวีลเล่อร์ (General Joe Wheeler) เป็นทหารม้าฝ่ายใต้ฝีมือดีและคงจะป้วนเปี้ยนอยู่
แถวนี้เอง ท็อปมองดูทหารม้าอย่างชื่นชมแม้จะมีอยู่สัก 30 คน แต่ละคนมี ปืนคาร์ไบน์แบบสเปนเซอร์ (Spencer
Carbine) ที่มีแม็กกาซีนจุถึง 7 นัด จ่าหนวดแดงไล่ลูกน้องเอาม้าไปหลบหลังเนินแล้วขนกระสุนสำรองลงมา ส่วน
สตีฟวุ่นวายอยู่กับลังกระสุนปืนใหญ่ อย่างสนุกสนานราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่   "ช่วยกันรื้อหน่อยซี"
     "มึงยิงเป็นรึวะ"      จ่าเวอร์เน่อร์ชักหมั่นไส้
     "เดี๋ยวรู้น่าจ่า"   ไมค์กับรอนรีบเข้ามาช่วยเปิดดูหีบกระสุน   "ยังพอมีเหลือยิงสัก 3-4 ชุด ครับ"พวกที่ไม่รู้จักสตีฟ
แตกฮือเพราะไม่น่าไว้ใจ
     "ท็อป อ่านที่ฝากล่องนี่ เขาบอกไว้แล้วว่า ปืนใหญ่แบบพาร็อต ขนาด 20 ปอนด์ (Parrott 20 Pounder Rifled
Cannon) ลำกล้องมีเกลียวบรรจุทางปาก ยิงกระสุนลูกแตกระยะ 950 หลา ต้องปรับปืนขึ้นกี่องศา ใช้ดินขับกี่ปอนด์
ชนวนก็บอกไว้เลยตั้งที่ 31/8วินาที"     สตีฟชี้ให้ดูที่หลังฝาหีบแล้วยิ้มแป้น
     "อย่างนี้ก็ง่ายซิวะ"

ครั้นบ่าย 2 โมง ทหารราบเสื้อเทา เริ่มคุกคามที่ตั้งของเรา มีการแลกกระสุนปืนเล็กสักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงแตรสัญญาณ
ทหารม้าข้าศึก
     "บอกพลแม่นปืนให้ยิงสกัดในระยะไกลก่อน"    ท่านนายร้อยโทกำชับ
     "ปังๆๆ"     ในระยะ 300 หลาปืนชาร์ป 20 กระบอก ลั่นโครมใส่ขบวนทหารม้าที่กำลังแปรแถวหน้ากระดานเตรียม
ชาร์จ ท็อปตาค้างด้วยความตื่นเต้น ในความแม่นยำของปืนและคนยิง เมื่อเห็นข้าศึกร่วงลงกลางทุ่ง 7-8 คน พวกมัน
ดูจะชะงัก ฝ่ายใต้ไม่มีปืนดีๆ เช่นนี้ใช้หรอก
     "ควบเข้ามาแล้ว"    ไมค์ยกปืนสปริงฟิลด์ปรับศูนย์สูงขึ้น เพื่อขึ้นเล็งเป้า ในระยะ 300 หลา พวกเราลั่นกระสุนออก
ไปบ้าง
     "ปังๆๆ"     แต่ไม่ค่อยได้ผล ระยะเช่นนั้นกระสุนจะวิ่งโค้งข้ามเป้าไป ทหารม้ายังควบมาไม่หยุด
     "นอนลงๆมันจะยิงแล้ว"      เสียงใครก็ไม่ทราบตะโกน พวกของจ่าหนวดแดง นอนเล็ง อยู่บนยอดเนินเป็นแถว ขณะ
ที่พวกเราบรรจุกระสุนนั้น ปืนสเปนเซอร์ ทั้ง 30 กระบอก ก็ยิงออกไปอย่างรวดเร็ว พลยิงใช้มือขวาผลักคานเหวี่ยงลง
เพื่อคัดปลอกกระสุนทิ้งจากรังเพลิง แล้วในพริบตานั้น รั้งคานเหวี่ยงกลับเข้าหาตัวเพื่อป้อนกระสุนนัดใหม่ ง้างนกสับ
เล็งแล้วยิงไปอีกในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ท็อปเห็นการยิงที่ดุเดือดจากปืนทั้ง 30 กระบอก สามารถปล่อยกระสุน 210 นัด
หมดในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที เท่ากับอำนาจการยิงของทหารราบทั้งกองร้อยเลยทีเดียว ทหารม้าข้าศึกจึงเสียหายอย่างมาก
กว่าจะเข้าระยะที่ใช้ปืนพก หรือปืนลูกซองได้ กระนั้นก็ยังทำพวกเราเจ็บไปหลายคน

     "จ่า ผมถูกยิง"      ทหารม้าผมทองคนหนึ่งโดนเข้าที่ไหล่
     "ใครช่วยยิงแทนมันทีโว้ย"      จ่าหนวดแดงร้องตอบ พลางสาละวนบรรจุกระสุน ท็อปซึ่งอยู่ใกล้ๆ กระโดดไปหมอบ
เพื่อตรวจบาดแผล เจ้านั่นถือโอกาสรีบส่งปืนให้
     "แกลองใช้ดู ถ้าไม่ได้ปืนสเปนเซอร์ เรายันมันไม่ไหวหรอก"      ว่าพลางชี้ให้ท็อปเปิดกระเป๋าหนังจุหลอดกระสุน
สำรอง มีหลอดโลหะสัก 10 หลอดในนั้น
     "ดึงออกมาหลอดหนึ่ง อ้อ......พลิกคันล็อคแม็กกาซีนที่ส้นพานท้ายซิ"
     ทหารม้าข้าศึกเริ่มตั้งขบวนจะเข้าชาร์จใหม่ ท็อปเงอะๆงะๆ ทำตามแล้วดึงหลอดสปริงแม็กกาซีนยาวสัก 1 ฟุต
ออกมาจากพานท้าย
     "เทกระสุนจากหลอดสำรองลงในรูที่พานท้าย น่าน...อย่างนั้น ยัดหลอดสปริงแม็กกาซีน กลับเข้าไป"     เสียงม้า
ควบเข้ามาแล้ว พื้นสะเทือนลั่นไปหมด ท็อปผลักคานเหวี่ยง ง้างนกสับ เล็งไปที่ทหารม้าข้าศึกคนหนึ่ง แล้วยิงจาก
ท่านั่งชันเข่า
     "ตูม"      กระสุนขนาด .50 นิ้ว ปะทะเป้าอย่างแม่นยำ
     "ร่วงเลย รีบง้างคานเหวี่ยงอีกหนซิวะ อย่านิ่งเซ่ออยู่…..อูยเจ็บโว้ย"     เจ้าของปืนกัดฟันพูด
     เสียงตูมลั่นตามออกไป ราวกับเครื่องจักรกล แน่ใจว่าถูกอีกคนหนึ่งฟุบลงกับคอม้า เหยื่อรายที่สามร่วงตามมาติดๆ
หมวกปีกสีเทาและปืนพกกระเด็นไปคนละทิศทาง ท็อปเริ่มสนุกแล้ว ยิงอย่างมั่นใจนัดสุดท้ายถูกม้าล้มลงหงายทับผู้
ขี่ชะตาขาด ห่างจากแนวรับเพียง 30 หลา เขาล้วงเอาหลอดกระสุนมาอีกหลอด เพื่อรีบบรรจุ รู้สึกว่าทุกนัดที่ยิงออกไป
ถูกเป้าหมายทุกครั้ง พอกันทีกับทหารม้าฝ่ายใต้อันเคยน่าเกรงขาม

image01203

ปืน Spencer ที่ท็อปใช้ช่วยป้องกันหมวดปืนใหญ่ สังเกตทหารที่นั่งบรรจุหลอดแม็กที่พานท้าย รายระเอียดตำนานปืน
สเปนเซอร์และชาร์ป หาอ่านได้ในเรื่องปืนเก่าตอนปืนทหารม้าอเมริกัน
พร้อมภาพการยิงของมาแชลต่อศักดิ์

     "ไมค์ ข้าจะลองยิงปืนใหญ่นี่ดู ระยะเท่านี้ใช้กระสุนลูกปรายดีที่สุด"     เสียงสตีฟ เอะอะกับเพื่อน   
     "เอาลูกปืนแบบตั้งชนวน แตกกลางอากาศไหม (Case Shot)"     รอนแกล้งถามคิดว่าไอ้โสโครกนี่คงใช้ชนวน
เวลาไม่เป็น
     "ไม่ลองก็ไม่รู้ นี่ไงชนวนเวลา"      ว่าพลางมันหมุนแป้นชนวนเข้าที่เกลียวตรงหัวกระสุน มีเลขบอกเวลาเป็นวินาที
ว่าจะให้ชนวนไหม้นานเท่าใดก่อนจุดระเบิดกระสุนกลางอากาศ
     "เอ.....แล้วยังไงต่อ"     ไมค์มาช่วยดูแต่ก็จนปัญญา ร้อนถึงหมู่ทอมบร่า
     "ข้าเคยเห็นทหารปืนใหญ่ มันเอาปลายมีดเจาะเข้าที่แผ่นสังกะสีตรงแป้นชนวนนี่ละ"     แกว่า
     "งั้นเจาะเลย.......เอาที่เลข 2 วินาที"      สตีฟมั่วต่อ สั่งให้รอนเอาถุงดินปืน 2 ปอนด์ ยัดเข้าปากลำกล้อง   "กระทุ้ง
ลงให้สุดแล้วประคองกระสุนยัดตามเข้าไป"    ท็อปลุกขึ้นช่วยปรับลำกล้องกระดกขึ้น
     "ไม่เกิน 2 องศา ตามตำรานะสตีฟ"    กระสุนแบบนี้ท้ายกระสุนมีแผ่นทองเหลืองแปะไว้ทำหน้าที่เหมือนหมอน
รองกระสุนปืนแก๊ป และจะบานออกช่วยจับเกลียวลำกล้องปืนใหญ่ได้ด้วย
     "เอาชนวนปืน (Friction Primer) มาอีกแท่ง"      เจ้าตัวยุ่งสอนต่อ   "ยัดลงในรูชนวนท้ายรังเพลิงนั่นแหละ"    
ชนวนแบบนี้ไม่ต้องจุดไฟเอง แต่ดินชนวนซ่อนไว้ในหลอดทองเหลืองเล็กๆ ปลายบนสุดมีรูให้สอดลวดดึงกระตุกชนวน
ลวดนี้ชุบแก๊ปหัวไม้ขีดไฟเอาไว้ พอรูดแรงๆ ก็เกิดประกายไฟลามลงไปตามหลอดชนวน ถึงดินปืนในรังเพลิง
     "พร้อมยิง"      ไมค์ร้องบอก   "เอ้า เวรละหนีไปไหนหมดแล้ว"   มันหันมาพบว่าพวกเรารีบวิ่งหนีไปหลบหลังเนิน
อย่างไม่ได้นัดหมาย   "ยิงเลยๆ"
     "ลูกน้องเอ็งนี่ มันอันตรายกว่าข้าศึกอีกว่ะ"     จ่าหนวดแดงบอกจ่าเวอร์เนอร์ พอขาดคำ สตีฟก็กระตุกชนวน
     "บูม"     คนยิงก้นกระแทก ด้วยความตกใจ ลูกกระสุนวิ่งไปเหนือกลุ่มทหารม้าข้าศึก แต่ไม่ยักระเบิด เลยข้ามไป
อีกสัก 100 หลา จึงแตกกลางอากาศ

image01303

ซ้าย ปืนใหญ่ Parrot 20 ปอนด์ บรรจุปากแต่ลำกล้องมีเกลียวที่สตีฟลองยิง
และขวา กระสุนลูกปราย มีหมอนทองเหลืองรูปถ้วยตรงท้าย เป็นโลหะอ่อน
ที่จะบานออกจับเกลียวลำกล้องปืนใหญ่ทำให้แรงดันแก็ซจากการยิงไม่รั่วไหล
ยิงได้ไกลขึ้นกว่าแต่ก่อน

image01402

     "บึมส์"     พวกเราเฮกันใหญ่ การที่ปืนใหญ่ยิงได้นี้ทำให้ม้าข้าศึกสะดุ้งหยุดทั้งขบวน สตีฟไม่รอช้าสั่งบรรจุอีกคราว
นี้ใช้ กระสุนลูกปราย (Canister) บรรจุในปลอกโลหะขนาดเท่าลูกปืนใหญ่ และไม่ต้องตั้งชนวน
     "พวกมันชาร์จมาแล้ว ข้าไม่อยากยิงข้ามหัวมันไปอีก"      พลปืนใหญ่จำเป็นรีบอธิบาย คราวนี้พวกเราไม่กลัวแล้ว
ท็อปลดมุมลำกล้องลงอีกนิด   "รอให้เข้ามาใกล้พอมองเห็นลูกตาค่อยยิง......ยิง"    ครั้นได้ระยะ ปืนใหญ่ของสตีฟ
ก็กลายเป็นปืนลูกซองขนาดยักษ์ สาดม่านกระสุนเข้าหาม้าทั้งฝูง โดนเข้าแบบนี้พวกมันที่เหลือเลยล่าถอยไม่กลับมา
อีก ทหารทั้งหมดลุกขึ้นไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี
     "เรารอดเพราะความซนของไอ้สตีฟแท้ๆ"     ไมค์ตบแขนท็อป ทำให้รู้สึกเจ็บ
     "อูย"     มีเลือดไหลออกมาเปื้อนแขนเสื้อข้างขวา
     "ไม่มากหรอกคงเป็นกระสุนลูกซองถากไปเป็นแผล"    ไมค์ตรวจดูแล้วคิดว่าไม่มีกระสุนฝัง
     รอนเข้ามาช่วย    "ต้องหาพลพยาบาลมาทำแผลอยู่ดี เอาผ้านี่มัดห้ามเลือดเสียก่อน"    

image01802
image01602

   ซ้าย  แป้นชนวนเวลาลูกแตกอากาศขันเกลียวเข้าปลายหัวกระสุนปืนใหญ่ ชนวนจะไหม้ตามเวลาที่กำหนด
     เมื่อถูกยิง ออกจากลำกล้อง                      ขวา   ชนวนปืนชุบเชื้อไม้ขีดไฟ (Friction Primer)

     ในที่สุดทหารของเราทั้ง 2 กองพลได้ข้ามแม่น้ำมาอย่างปลอดภัย เมื่อสมทบกับกองร้อยของท็อปแล้วจึงรุกต่อเข้า
หาสถานีรถไฟ ภายในเวลา 5 โมงเย็น ก็เริ่มยิงกันรอบๆตัวสถานี เพื่อกดดันให้กองทัพฝ่ายใต้ต้องถอยเพราะกลัวว่าจะ
เสียเส้นทางส่งเสบียง เสียก่อนค่ำ
     "ท็อป เห็นโรงพยาบาลสนามของข้าศึกริมถนนเลียบทางรถไฟไหม"   ไมค์ยืนพิงต้นฮิเกอรี่ คอยสังเกตการณ์  
"น่าจะหาพยาบาลมาดูแผลให้ได้นะ"
     โรงพยาบาลที่ว่าที่แท้คือเรือนหลังใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน เกวียนลำเลียงคนเจ็บและเกวียนของหมอผ่าตัดจอด
อยู่เป็นแถว มีทหารข้าศึกเดินไปมาประปราย แต่ไม่น่าจะใช่หน่วยรบ
"ยึดเลย"     หมู่ทอมบร่า ตัดสินใจแล้ววิ่งนำออกจากป่าข้ามทางรถไฟไปยังหมู่บ้าน หัวหน้าหมอผ่าตัดออกมารายงาน
ตัวกับท่านนายร้อยโทอย่างสุภาพ ขณะที่กองร้อย B ยึดหมู่บ้านไว้ได้ และตามไล่จับทหารข้าศึกที่แยกไปพักรักษาตัว
ตามบ้านต่างๆมารวมกัน
     "โรงพยาบาลสนามของเราถูกพวกคุณยึดไว้เมื่อบ่าย เราต้องถอยมาใช้บ้านนี้แทน"      คุณหมออธิบาย
     นี่แสดงว่าข้าศึกเริ่มถอยจากเมืองเรซาก้าแล้วจริงๆ ท็อปเดินตรวจภายในบ้านใหญ่ ซึ่งบัดนี้ดูแคบลงถนัดใจ บน
ขั้นบันไดมีแต่คนเจ็บร้องโอดโอย นั่งพิงกันเต็มไปหมด พยาบาลที่เห็นคือ หญิงชาวบ้านถูกเกณฑ์มาเป็นลูกมือ เตียง
และที่นอนทุกชิ้นในบ้านถูกนำออกมาวางเรียงเป็นเตียงพยาบาล พวกเจ็บอาการหนักถูกจัดอยู่ชั้นล่าง เพราะขึ้นบันได
เองไม่ได้ ห้องรับแขกจึงระงมไปด้วยเสียงโหยหวนของคนใกล้ตาย พวกที่ยังมีสติอยู่บ้างพอเห็นชุดเสื้อน้ำเงินของพวก
เราก็มองอย่างชิงชังไม่น่าวางใจ จนต้องขอค้นอาวุธ
     "มาฉันจะทำแผลให้"      ป้าพยาบาลคนหนึ่งอาสากับท็อป โดยไม่รังเกียจว่าอยู่คนละฝ่าย ที่นั่งตรงข้ามกันเป็นคน
เจ็บระดับนายทหารดูมีอายุแล้วคงจะราว 50 ปี ผมเริ่มขาว มีผ้าพันแผลอยู่รอบหน้าอก โดยเอาเสื้อนายทหารสีเทาปัก
ดิ้นทองคลุมไว้ กระบี่ฝักดำประจำตำแหน่งพิงฝาผนังอยู่ข้างๆ
     "ไอ้พวกแยงกี้นี่มันขนคนมาจากทุกเผ่าพันธุ์เชียวนะ"    แกหยาม
     "ผมคงต้องขอยึดอาวุธของท่านด้วยนะครับ"      ท็อปพูดอย่างสุภาพเพราะเห็นเป็นผู้ใหญ่
     "เธอก็เห็นว่าฉันบาดเจ็บและอ่อนแอเกินกว่าจะสู้อีกแล้ว"      ผู้พันยังดื้ออยู่พยายามขยับตัวนั่งให้ตรง อีกมือโบก
ไล่แมลงวัน มีเลือดและหนองให้เจ้าสัตว์น่าขยะแขยงนี้ดูดกินอย่างเหลือเฟือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอาพัดใบปาล์มมา
คอยโบกไล่ให้กับคนเจ็บตามระเบียง บางคนก็ได้แต่คอยสะบัดศีรษะไปมาแต่มันก็บินกลับมาตอมแผลจนดำไปหมด
     "ผมขอยืนยันนะขอรับ อย่ารังเกียจว่าผมเป็นแค่พลทหารเลย"      ชายหนุ่มย้ำอย่างอ่อนโยน มีเสียงปืนระงมขึ้น
ทางเหนือของสถานีรถไฟแล้วเงียบไป เสียงทหารที่บาดเจ็บพยายามร้องเชียร์ เดาเอาว่าเป็นพวกเดียวกันจะมาช่วย
     "พวกพลทหารยังมีหวังอยู่บ้าง"     ผู้พันผมขาวกล่าวเบาๆอย่างท้อแท้ ตาเหม่อไปนอกหน้าต่าง   "เขาไม่รู้หรอกว่า
ลีถูกแกรนท์ ตีถอยจาก Spotsylvania แล้ว ส่วนนายพลฟอเรสท์ ก็โดนบีบให้ถอยจากรัฐมิซซิสชิปปี้"
     "ผมเคยรบกับนายพลลีและนายพลแจ็คสัน ที่ชานเซลเลอส์วิล"   ท็อปปรารภ   "เราแพ้อย่างน่าอาย ทหารของท่าน
เข็มแข็งมาก"     ไม่แน่ใจตนเองว่าพูดไปเพราะอยากปลอบใจข้าศึกผู้หมดอาลัยหรือไม่ พลางปาดเหงื่อจากหน้าผาก
อากาศหน้าร้อนในจอร์เจีย อบอ้าวไม่แพ้บางกอกเลย นี่ขนาดตกเย็นแล้ว
     "เธอไม่น่าจะใช่คนอเมริกัน"     ผู้พันสะดุดใจที่เขาตอบได้ฉาดฉาน ไม่เหมือนทหารบ้านนอกเลยถามตรงๆว่า 
"มารบทำไม เคยเป็นทาสด้วยหรือ"
     "ไม่เคยเป็นและไม่เคยชอบ"   ท็อปตอบตามจริง   "ผมมาจากสยาม ตั้งใจจะมาเริ่มชีวิตในอเมริกา เศร้าใจที่มา
เห็นพวกท่านฆ่ากันเอง"      เด็กหญิงอีกคนเอาซุปมาตักแจกคนเจ็บทั้ง 2 ซุปร้อนๆทำให้อุ่นท้องมีกำลังขึ้น  "คนเรา
น่าจะรบกันเพราะป้องกันบ้านเมืองจากศัตรูต่างชาติมากกว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องภายในเช่นนี้"
     ผู้พันพยักหน้าเห็นด้วย   "ที่เวสพอยท์เขาก็ไม่ได้สอนให้เพื่อนร่วมชั้นมารบกันเองหรอก"
     "ฉันพอนึกออกว่าเคยพบชาวสยามมาก่อน แต่ดูไม่เหมือนเธอเลย"      ว่าแล้วผู้พันก็หัวเราะ พูดต่อไปว่า    "บ้านเดิม
ฉันอยู่เมืองเมาท์แอรี่ รัฐนอร์ท คาโรไลน่า อยู่ใกล้บ้านชาวสยามอีกคู่หนึ่ง อายุพอๆกับฉันนี่ละ ที่จำได้ดีเพราะบังเอิญ
เราแต่งงานปีเดียวกัน ใช่แล้ว ปี ค.ศ.1843"
     "ผมไม่เคยทราบเลยว่ามีคนจากสยามมาอเมริกาก่อนผม ตั้ง 20 ปี"      ท็อปสนใจเรื่องนี้มาก
"นี่เธอไม่รู้เลยหรือ ที่เขาเรียกว่า แฝดสยาม (Siamese Twin)"    ผู้พันแปลกใจ   "ตัวเขาติดกันที่หน้าอก ได้ออกแสดง
ตัวไปทั่วอเมริกาและยุโรปจนโด่งดังมาก เดี๋ยวนี้มีเมียมีลูกกันเต็มบ้านใช้นามสกุลว่าบังเกอร์ (Bunker)"     
     พอดีหมู่ทอมบร่าขึ้นมาขัดจังหวะสนทนาที่เริ่มจะออกรส พร้อมแจ้งว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องถูกย้ายไปยังค่ายเชลย
หรือโรงพยาบาลของฝ่ายเหนือต่อไป

image02002

บันทึกการบาดเจ็บของ  ทบ. อเมริกัน หรือ Casualty Sheet ระบุเรื่องท็อป ไว้ว่า เจ็บเล็กน้อย
(Wounded slightly) ลงวันที่ 15 พ.ค. ปี 1864 หมายเหตุ ในเอกสารนี้ท็อปใช้ชื่อเต็มว่า พลฯ
จอร์จ ดูปองท์ สังกัด ร้อย B พัน 13 นิวเจอร์ซี่ ในตอนหน้าจะแสดงเอกสารสำคัญระบุว่าเขาเ
ป็นชาวสยามโดยกำเนิด – ผู้เขียน

     ท็อปลุกขึ้นยกมือแตะกระบังหมวกทำความเคารพเชลยรุ่นใหญ่แล้วว่า      "ท่านทำให้ผมนึกถึงอดีตนายทหารผู้ใหญ่
ที่บางกอกท่านหนึ่ง"  "เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ท่านผู้นั้นอยากมาอเมริกาและเป็นผู้ส่งเสริมให้ผมมาแทน"    ชายชาว
สยามจ้องตาผู้พันนิ่ง     "ผมจะไปลองตามหาแฝดสยามคู่นั้นเมื่อสงครามสงบ บางทีเราจะได้พบกันอีกด้วยนะครับ
แต่ว่าตอนนี้ อย่าโกรธผมเลย ขออาวุธเถิดครับ"
     ผู้พันที่ท็อปไม่ทราบชื่อหยุดคิดอยู่ครู่ใหญ่ จนท็อปต้องเตือนอีก จึงยอมคว้ากระบี่นั้นยื่นให้ ท็อปคุกเข่าลงยื่นมือ
ทั้งสองออกรับไว้ด้วยกิริยานอบน้อมอย่างชาวไทย รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการยอมแพ้จากนายทหารชั้นผู้ใหญ่
     "สงครามของฉันจบลงตรงนี้ ต่อหน้าข้าศึกชาวสยามนี่เอง"      ผู้พันหัวเราะอย่างปลงตก
     "ลาก่อนครับท่าน"     ท็อปอำลา ทำความเคารพอีกครั้งแล้วขยับหันหลังกลับ
   "เดี๋ยว!   หยุดก่อน"
     ท่านเรียกแล้วเอามือล้วงลงในรองเท้าบู๊ต หยิบปืนลูกโม่กระบอกเล็กๆออกมา ทำเอาท็อปตกตะลึง แต่ไม่ยักยิงท่าน
กลับยิ้มแล้วยื่นส่วนด้ามให้
     "อย่าไว้ใจข้าศึกเชียวไอ้หนู แต่ฉันคิดว่าคงไม่ต้องใช้ไอ้นี่อีกแล้ว!"

ตอนที่ 10 สามชาวสยาม

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com