|
กระจายเหมือนถูกโยนลงมาจากชานเรือนรอบๆนั้น เณรน้อยเพิ่งสังเกตจากแสงตะวันอ่อนๆว่าเรือนหลายหลังถูกไฟ ไหม้เหลือเพียงเสาดำเป็นตอตะโก มีกลิ่นเหม็นเน่าลอยมาจากบ้านหลังอื่นชวนคลื่นเหียน
"หมดกัน ถ้ามันไม่กวาดครัวชาวบ้านไปก็เห็นจะถูกฆ่าเสียแล้ว" พระธุดงค์หน้าเสีย
"ที่ท่าน้ำมีเรือถูกทะลุท้องจมอยู่ขอรับ เราคงต้องเดินเท้าต่อไปหาที่ปลอดภัยกว่านี้เป็นแน่" ว่าพลางศิษย์ขยับ
ย่ามเตรียมเดินทางต่อ "ท่านอย่าไปบนเรือนเลย คุณเณรจะขวัญเสียโดยใช่เหตุ มีแต่ผีคนแก่เฒ่าที่มันไม่เอาไป ด้วยทั้งนั้น"
พระธุดงค์องค์นั้นน้ำตาอาบแก้ม กี่หมู่บ้านแล้ว ที่เราผ่านมาพบว่าอ้ายพม่ามันย่ำยีเอาตามใจ แม้แต่พระมันยังฆ่า
เสียคากุฏิ เพื่อเก็บของมีค่า นี่ข่าวพระนครหลวงเพิ่งแตกได้ไม่เกิน 7 วัน มันยังปล้นสะดมได้มากถึงเพียงนี้ แล้วใน
นิมิตนั้นจึงเลือนลางไปกลับเห็นขึ้นใหม่เป็นภาพเรือนไทยขนาดใหญ่อยู่กลางเรือกสวนผลไม้ เณรน้อยผู้อ่อนล้าหมอบ กราบบุรุษร่างองอาจสันทัดผู้หนึ่งนั่งตระหง่านอยู่กลางชานบ้าน ดูช่างมีประกายแห่งบารมีเรืองรองน่าเกรงขาม หลวง
ลุงนั่งอยู่บนตั่งถัดออกมา รอบๆตัวมีผู้คนส่งเสียงโจษขานอย่างตื่นเต้น
"เมื่อพม่าเริ่มล้อมกรุงนั้น" หลวงลุงผู้เป็นอาจารย์เริ่มเล่า "ท่านเจ้าขรัวเศรษฐีจีนถนนตาล จึงให้ลูกชายบวชเณร
และฝากให้อาตมาเป็นอาจารย์พาออกท่องเที่ยวธุดงค์ในป่า เนื่องจากท่วงทีการศึกเห็นไม่เป็นที่น่าวางใจ ทั้งสั่งว่า
หากมีเหตุร้ายอันใดให้นึกถึงคุณหลวงยกกระบัตรราชบุรี ซึ่งมีภรรยาเป็นชาวอัมพวา" ท่านอธิบายต่อว่าเฝ้าคอย หลบหลีกการจับกุมของทหารข้าศึกไปอยู่ในป่าถึง 1 ปีเต็ม
"หลังจากอาตมาทราบข่าวการเสียกรุง ก็รอจนแน่ใจว่าพระเจ้าตากรวบรวมไพร่พลยกทัพเรือมากู้บ้านเมืองได้แล้ว จึงพากันออกมาจากที่ซ่อนพร้อมชาวบ้านอีกมาก"
ชายที่ถูกเรียกว่าคุณหลวง กราบขอบคุณแล้วตอบด้วยเสียงเรียบๆเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจว่า
"กระผมดีใจเหลือเกิน ที่ได้หลานชายคืนมาคนหนึ่ง นับว่ามันมีบุญมากอยู่" ว่าพลางท่านหันมามองเณรน้อยด้วย ความเมตตา
"นี่คงอายุได้สัก 10 ขวบแล้ว อีกไม่กี่ปีจะเป็นหนุ่มพอเป็นกำลังช่วยกู้บ้านเมืองต่อไปได้"
"เคราะห์ดีพ่อแม่ของเจ้าไม่ตาย น้าส่งคนไปช่วยลงเรือหนีมาได้" ท่านผู้ที่มีตำแหน่งคุณหลวงยกกระบัตร
หยุดถอนหายใจ "คุณแก้วพี่สาวกระผมกับเจ้าขรัวผู้เป็นสามีมาอยู่กับเราได้พักหนึ่ง ก็ขอลองไปตั้งเรือนแพ คิดจะค้า
ขายกับกำปั่นจีนที่ธนบุรี" แล้วท่านกลับดูเครียดขึ้น "กระผมยังเสียดายนักว่า พี่ชายอีกคนคือ ขุนรามณรงค์ กับ
ลูกสาวนั้นข่าวว่าถูกกวาดต้อนกลับไปเมืองพม่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่รู้ได้ หลานชาย เอ็งสึกเสียเถิด และข้าจะส่งกลับ ไปหาพ่อแม่"
ท็อปสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก น้ำค้างลงจัดเปียกใบหน้า เสียงรอน ฮอยท์ ไอโขรกๆอยู่ข้างตัว รู้สึกจับไข้ แต่ขนลุกเกรียว
นี่เราฝันอะไรนะแปลกแท้ พลางคว้าหากระติกน้ำ แต่คลำไปถูกวัตถุยาวชิ้นหนึ่ง อ้อ
ดาบหลูบเงินนี่เองที่เราสะพาย หลังผ่านวิกฤตการณ์มาเกือบ 3 ปีแล้ว เราคงนอนดิ้นเพราะพิษไข้ ดาบจึงหลุดออกจากห่อผ้า ท็อปยกดาบขึ้นพนมและ
ชักออกจากฝัก พึมพำกับตนเองว่า "ดาบเอ๋ย ข้าอยากถามเจ้านักว่า เณรน้อยในฝันคือใคร และเป็นเรื่องอะไรกันแน่"
ปืนสเปนเซอร์
วิธีการรบพลางถอยพลางของแม่ทัพฝ่ายใต้นี้ สร้างความไม่พอใจแก่บรรดานายทหารเสื้อเทา หลายคน มีการลอบ
ส่งหนังสือฟ้องไปยังรัฐบาลที่เมืองริชมอนด์ว่า เป็นวิธีที่ขลาด ไร้เกียรติ ผิดวิสัยชาวใต้เลือดเข้มทั้งหลาย นายพลจอนสตัน
(General Johnston) ผู้สุขุมและพยายามประคองสถานการณ์ เพื่อให้เมืองแอตแลนต้ามีเวลาป้องกันตัว กลับถูก วิจารณ์อย่างดูหมิ่นมากเข้า จึงต้องยอมรบสนองนโยบายที่ เมือง เรซาก้า (Resaca) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟสำคัญอีกแห่ง
หนึ่ง มีการรบอย่างดุเดือดซึ่งทหารกบฏสามารถยันการรุกและผลักดันฝ่ายเหนือกลับเข้าหาแม่น้ำ อูสตานูล่า (Oostanula River, Georgia) ท่านนายพลเชอร์แมนของเราเกรงว่าทหารจะตกน้ำตายเสียก่อน จึงส่งกองหนุน 2 กองพล ข้ามแม่น้ำ
มาช่วย ในวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1864 โดยสั่งว่าให้โอบหลังไปยึดทางรถไฟเพื่อตัดเส้นทางส่งเสบียงข้าศึกให้ได้
"เป็นครั้งแรกเลยที่ข้านั่งเรือกลไฟไอน้ำแบบนี้" ท็อปคุยเล่นกับรอนขณะอยู่กลางแม่น้ำ กระสุนปืนใหญ่วิ่งข้าม
หัวไปลูกหนึ่ง ตกลงห่างจากเรือสัก 20 หลา น้ำกระจายขึ้นซู่ใหญ่ เรือกลไฟจักรท้ายเหมือนเรือท้องแบน หัวเรือเปิด ให้เป็นสะพานได้มีใช้กว้างขวางในรัฐทางใต้ ซึ่งมีแม่น้ำมาก ใช้ขนส่งฝ้ายมาขึ้นตามสถานีรถไฟ สตีฟบอกว่าระบบ
คมนาคมของที่นี่ทำไว้เพื่อการค้าฝ้ายเท่านั้น รถไฟจึงมีน้อยสาย และบางครั้งขนาดความกว้างของราง (Gauge) ก็ไม่ เท่ากันด้วย ถ้าเราชนะคงรื้อทิ้งหมด
เมื่อก้าวขึ้นฝั่งทหารช่างเตือนว่า "ปืนใหญ่ที่ยิงมานั้นเดิมเป็นของเรา ข้าศึกยึดไว้เมื่อวานนี้เอง"
"ท่านผู้บังคับการกรมขอให้เราชิงคืนมา มิฉะนั้นพวกที่เหลือจะข้ามแม่น้ำลำบากมาก" ท่านนายร้อยโทคนใหม่
บอก จ่าเวอร์เนอร์มองไปที่เนินลิบๆข้างหน้าอย่างกังวล กลุ่มควันจากปืนใหญ่คงพวยพุ่งขึ้นเป็นระยะๆ ตามด้วยเสียง กระสุน แหวกอากาศข้ามหัวไป คราวนี้โดนเข้าที่ ท้ายเรือลำหนึ่งอย่างจัง
"บึมส์" พอลกลืนน้ำลายแล้วเงียบเหมือนคนใบ้ "ปืนใหญ่มันยิงคลุมถนนที่เราจะไปสถานีรถไฟเสียด้วย นี่เกือบเที่ยงแล้ว ขืนชักช้าทหารฝ่ายใต้
|