Home

สามชาวสยาม
สุดสองทวีป
โทรเลขจากบางกอก
2. คนไร้แผ่นดิน
ทวีปที่หนึ่ง
ถนนสีเลือด
ฝ่าโคลนเย็น
นายพลเหนือนายพล
เก็ตตี้สเบิร์ก
เทนเนสซี่รำลึก
มุ่งสู่แอตแลนต้า
สามชาวสยาม
ริมฝั่งแปซิฟิก
ดาบซามูไรไหมจีน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

บาดเจ็บ
วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1864   เทือกเขาเคนเนสซอร์ รัฐจอร์เจีย 
30 ไมล์จากเมืองแอตแลนต้า ใกล้บ้านไร่ ชื่อ Kulp's Farm
     "ฝนบ้านี่ตกต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์แล้วนะ"   พลฯ ท็อป ปาดน้ำฝนบนใบหน้าอย่างรำคาญ
     "รัฐภาคใต้ฝนชุกอย่างนี้เสมอละ"    รอนปลอบใจ
     "ข้าเคยชอบเล่นน้ำฝน"    เขาเล่าถึงสมัยหนีแม่ออกไปเล่นกับเจ้าน้อมที่นอกชานบ้านประสาเด็ก 
     "เลิกบ่นแล้วระวังลูกปืนจะชื้นจนยิงไม่ออกดีกว่า"     เพื่อนชาวอลาบาม่าเตือน ท็อปเลยคลำกระเป๋ากระสุนที่คาด
เอวให้แน่ใจว่าไม่เปียก   "ถ้าข้าศึกบุกจริง ขอมีดาบอยู่กับมือดีกว่า"  เขาชักจะไม่ไว้ใจปืนนัก
     "ดาบเล่มไหนล่ะท็อป เห็นแกมีให้เลือกเยอะนี่"     ไมค์แหย่เล่นแก้หนาว
     "กว่าสงครามเลิก ไอ้ท็อปเห็นจะต้องเอาเกวียนมาขนของที่ระลึก"    พอลเลยสอดเรียกเสียงหัวเราะ
     "ของพวกนี้ตั้งใจว่าจะวางประดับบ้านหลังเล็กๆของข้าเอง อาจอยู่กับเมียแถวนี้ล่ะ"   เขาว่าพลางขยับเท้าให้พ้น
ปลักโคลน ซึ่งสายฝนชะลงมากองอยู่ก้นร่องสนามเพลาะ ท็อปชอบกระท่อมเคบินมีปล่องไฟ 2 ปล่อง ซึ่งหมู่บ้านแถบ
นี้นิยมสร้างกันเป็นพิเศษ กวาดสายตาเพ่งผ่านสายฝนไปยังป่าโอ๊คสลับต้นฮิเกอรี่ก่อนพูดว่า
     "ใช่แล้ว กระท่อมน้อยแบบอเมริกันและครอบครัวในอนาคต ข้านึกไม่ออกว่าจะได้เมียผมสีอะไร ตาสีอะไรดีนะ" 
เพื่อนๆอมยิ้มตั้งใจฟัง   "ถ้าอยู่สยามก็หนีไม่พ้นผมและตาสีดำ แต่ที่นี่มีให้เลือกหลากสีราวกับร้านขายผ้า แล้วบาง
คนก็มีเชื้อชาติยุโรปต่างกันอีก"
     "ง่ายมาก สาวอิตาเลี่ยนวิเศษสุดในเรื่องการครัว"  พอลเชียร์  "แต่นานเข้าคงตัวอ้วนเป็นตุ่มอย่างแม่ข้า"  
เพื่อนๆเลยรุมกันช่วยคิด    "เลี่ยงสาวเลือดสวิสไว้ เพราะเป็นคุณนายระเบียบจัด"   รอนเตือนให้เลี่ยงพวกฝรั่งเศส
แถวเมืองนิวออลีนส์   "ออกจะไฟแรงสูง"  ก่อนสรุปว่า
     "จะเลือดผสมอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นเพื่อนเราได้ก็แล้วกัน"
     ท็อปอธิบายต่อว่าผู้หญิงตะวันตกตัวโตสวมผ้ารุ่มร่ามนัก ถ้าได้เมียสักคนจะลองสอนให้นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ
แทน Corset ดูรึหน้าอกคงจะล้นเหลือจนปิดไม่มิด ต้องห่มตะเบงมานละดีช่วยประคองเต้าเอาไว้ได้
"ฮึๆ.......สาวผมบรอนด์กับชุดตะเบงมาน"    เขานึกในใจ
     "ท่าเอ็งจะหลงเสน่ห์สาวชาวใต้ที่ไหนเข้าแล้ว"     รอนเผลอพาดพิงถึงเอมิลี่อย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ท็อปหงอยไปคิด
ถึงตาสีน้ำตาลหวานฉ่ำและผมสีทองของหล่อนขึ้นมาทันที โธ่ป่านนี้จะอยู่ที่ไหนไม่อาจรู้ได้เลย
"ใจลอย เสียดายปืนสเปนเซอร์ละซิเรา"     พอดีหมู่ทอมบร่าเดินผ่านมาทัก
"ครับหมู่ พอสงครามเลิกผมต้องเป็นเจ้าของให้ได้"     ท็อปทำเป็นรับลูก
ฝนหยุดตกหลังเที่ยง แดดสาดส่องให้ผืนป่ากลับคืนชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวบ่าย 3 โมง มีเสียงคนร้อง พวกเราสะดุ้งเตรียม
พร้อมสักพักใหญ่ เสียงปืนทางด้านซ้ายรัวขึ้น พวกกองทัพน้อยที่ 23 จากโอไฮโอ้ คงทักใครเข้าแล้ว ทีนี้เงียบจนเดา
ไม่ถูกอีกครู่หนึ่งทหารราบนิวยอร์คกรมที่ 123 เริ่มยิงจากกลางแนวสนามเพลาะบ้าง หมู่ทอมบร่ากระโดดโครมลงมา
ในคู เมื่อมีเสียงเฮออกมาจากป่าตรงหน้าของเรา
"ปังๆๆ.........."    การเข้าตีเริ่มแล้ว ทหารฝ่ายใต้ลุยโคลนออกมาเนื้อตัวมอมแมม ถนนที่เปียกทำให้ไม่มีปืนใหญ่ยิง
สนับสนุนจึงเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็ยังกลับไปตั้งขบวนบุกออกมาอีก จนตกเย็นพวกเราเริ่มอ่อนล้า
     "ฉันมีกระสุนเหลือแค่สามนัด"   รอนแบบมือให้ดู  "ของฉันหมดแล้ว" ท็อปคว้าดาบหลูบเงินมาเตรียมพร้อม
รอบๆข้างมีแต่ร่างทหารที่เจ็บตายอยู่ในคูและบนพื้นดินข้างหน้า
"เฮ..........."    มาอีกแล้ว
       "เฮ้ย....นั่นมันอะไรวะ"   ท็อปกำดาบแน่นร้องถามเมื่อสังเกตว่าข้าศึกบางคนถือวัตถุสีดำทรงกลม มีหางเสือยาว
เหมือนหางลูกดอกมาด้วย พอได้ระยะสัก 20 หลา ก็โยนมาที่พวกเรา ซึ่งดูอย่างงงๆเพราะไม่เคยเห็น เจ้าลูกกลม
ลูกหนึ่ง เลยไปกระทบต้นโอ๊คหลังคูแล้วระเบิดขึ้นตูมใหญ่
     "ระเบิดขว้างระวังโว้ย"    เสียงสตีฟร้องเตือน เคราะห์ดีที่ฝนตกพื้นนุ่ม ระเบิดส่วนใหญ่ แม้จะตกมารอบๆเรา
แต่ชนวนไม่กระทบของแข็ง
"โอ๊ยโย่"    หมู่ทอมบร่า ตกใจเมื่อลูกหนึ่งหล่นในคูข้างเท้าแกนี่เอง
"จับโยนกลับไปด้วย"     เสียงสตีฟบอกมา พลางมันจับขึ้นมาลูกหนึ่ง โยนกลับไปที่คนขว้าง
     "เวรเอ๊ย คืนให้แล้วยังไม่ระเบิดอยู่นั่นเอง"  
     ที่คูสนามเพลาะวุ่นวายขึ้นอีก เมื่อข้าศึกบุกมาถึง ต้องใช้ดาบปัด การแทงของดาบปลายปืนอยู่พัลวัน
ท็อปแทงเข้าที่เสื้อเทาคนหนึ่งแล้วเอามือซ้ายยกขึ้นดันร่างมันออกให้พ้นทาง ก็พอดีเห็นลูกระเบิดสีดำอีกลูกลอย
ตรงเข้ามา
     "ท็อประวัง"     เสียงเหมือนรอนร้องเตือน
   "ตูม"

image00104

ระเบิดมือรุ่นแรกยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ ไม่ค่อยได้ผลนักเพราะต้องขวางให้แป้นชนวนที่ปลายกระทบ
พื้นดินที่แข็งพอจึงจะระเบิด ภาพนี้เป็นระบิดที่ฝ่ายใต้เลียนแบบฝ่ายเหนือ รุ่น เคทแชม Ketcham
มีหางเสือทำด้วยไม้

ชายชาวสยามมารู้ตัวอีกครั้ง บนเตียงสนามสกปรก ของสถานีพยาบาลใต้ฟ้าอันมืดมิด ความเจ็บปวดทวีขึ้นเรื่อยๆ
และมือซ้ายนั้นร้อนแทบทนไม่ไหว  "ขอน้ำด้วยครับ"  กว่าจะได้ดื่ม พลพยาบาลก็ยกเขาวางบนเตียงผ่าตัด  "จะทำ
อะไรผม"  ท็อปกลัวอย่างมากไม่ทราบจะวิ่งหนีดีหรือไม่ เพราะรู้อยู่ว่าพวกศัลยแพทย์สนามนั้นไม่ค่อยมีเวลากับคนไข้
นัก ถ้าตัดได้ก็แค่ 10 นาที เร็วกว่าคอยรักษาแผลอีก เขาชำเลืองไปที่ขวดคลอโรฟอร์มบนโต๊ะ แล้วตั้งใจว่าคงต้องชก
กับหมอละถ้าจะเอามาให้ดม
     เขาบอกกับมือซ้ายว่า  "ฉันจะไม่เผลอหลับให้ใครมาตัดแกไปได้หรอกเพื่อนยาก"

image00205

ความคับคั่งในสถานีพยาบาลหลังการรบ

"ดูแผลซิ มีใครให้มอร์ฟีนหรือยังล่ะ"    หมอมาแล้ว ทำหน้าเครียดเมื่อแกะผ้าพันแผลออก ท็อปเจ็บจนน้ำตาไหล
หมออีกคนชะโงกมาดูราวกับของในตู้โชว์  "เออ มันหลุดไปแล้วนี่ จะตัดไหมจะได้ปลอดภัยแน่ๆ" 
     "ไม่เอา"   ท็อปสั่นหน้าปฏิเสธจนหมอหัวเราะ
"ฉันไม่ได้ถามแก แค่มือฉันไม่ชอบตัดหรอกเสียเวลาคนอื่นที่เจ็บกว่า"     แล้วแกก็ล้วงแคะควักลงบนฝ่ามือจนท็อป
ร้องและดิ้น พลพยาบาลกระโดดมาช่วยล็อคคอและแขนขวาไว้ เขาทำท่าจะชกจนหมออีกคนด่าเอาว่า
     "เอายาสลบไหม ตื่นอีกทีจะได้หายไปทั้งแขน อยู่นิ่งๆซิวะ"    ในที่สุดหมอก็ชำระแผลจนเสร็จ พันให้เรียบร้อยเช่น
เดิม พลางสั่งพยาบาลว่า
"ต้องคอยระวังแผลติดเชื้อ ส่งไปโรงพยาบาลพรุ่งนี้เลยมันไม่ต้องรบอีกแล้ว"    
     ตลอดคืนท็อปไม่ได้นอนเพราะคนป่วยร่วมเต็นท์ตายไปอีก 4 คน คนหนึ่งตะกายขึ้นจากเตียงมายืนสูดอากาศ
หน้าเต็นท์ แล้วสวดมนต์ก่อนล้มลงนิ่งไป พอตอนเช้าตรู่ หมู่ทอมบร่ากับไมค์ก็หาเขาพบ
     "ไม่หนักหนาอะไร พอแผลหายจึงจะรู้ว่ามือใช้ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า"    ผู้หมู่ปลอบใจ
"พวกเราอยู่กันดีหรือ"    ท็อปถามไมค์ แต่ชาวอังกฤษหลบสายตาลงกับพื้น
     "รอน......รอนใช่ไหม.....โธ่"    ท็อปคราง การนิ่งของคนทั้งสองก็อธิบายได้เกินพอแล้ว เขาจำได้ว่า รอนยืนขวาง
อยู่ตรงที่ระเบิดจะตกถึงตัวท็อปนั่นเอง
     "อีก 2 ชั่งโมงเขาจะย้ายแกไปแล้ว ฉันจะเอาของใช้ส่วนตัวมาให้ที่นี่"     หมู่ทอมบร่าตอบ
ครั้นถึงเวลาท็อปถูกจับนั่งตากฝนพรำๆอยู่บนเกวียนรวมกับพวกที่พอเดินได้ จ่าเวอร์เนอร์ หมู่ทอมบร่า และพรรคพวก
โผล่มาที่ข้างเกวียน พอลโยนถุงสนามให้บอกว่า   "ของสะสมยังอยู่ครบ"
"ข้าเก็บดาบเงินมาให้ด้วย"    ไมค์ชี้ว่ามัดอยู่กับกระบี่อย่างมิดชิด
     "แมวที่แกแกะล่ะ"    ท็อปยิ้มถาม เขาชี้ไปที่ถุงว่าเก็บอยู่เรียบร้อยดี ท็อปจับมืออำลาทุกคนปากพร่ำว่า
     "ขอให้พวกเราปลอดภัยและพบกันอีกนะครับ"
     "ไม่ต้องกลับมาอีกหรอกไอ้หนุ่ม"    จ่ากระซิบ   "แล้วพยายามไปเยี่ยมฉันที่เมืองฮันท์วิลส์ เท็กซัสล่ะ"
     พอลยัดกระดาษชิ้นเล็กๆลงในกระเป๋าเสื้อ    "นี่เป็นที่อยู่ของข้าในนิวยอร์ค มีชื่อของเพื่อนไมค์อีกคนรวมอยู่ด้วย เผื่อติดต่อกันได้"
     "ผมจะว้าเหว่มาก ตั้งแต่มาอเมริกาพวกท่านคือครอบครัวเดียวที่ผมมี"   ท็อปพูดเสียงครือ
     "พวกเราจะนึกถึงเรือนสยามของแกเหมือนกัน"   เพื่อนๆบอกลา

image00403

หมอวางยาสลบ(ถ้ามี) ก่อนลงมือตัด ตัด และตัดจนกว่าจะหมดแรง

คนเจ็บถูกลำเลียงขึ้นรถไฟ ตรงไปชุมทางชาตตานูก้า รัฐเทนเนสซี่ แล้วผ่านต่อเข้ารัฐเคนตั๊กกี้ เพื่อลงเรือกลไฟล่อง
ทวนแม่น้ำโอไฮโอ้ จนถึงเมืองเจฟเฟอร์สันวิลล์ รัฐอินเดียน่า โรงพยาบาลทหาร เจฟเฟอร์สัน (Jefferson General
Hospital) เพิ่งเปิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1864 นั้นเอง เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากการรบในภาคตะวันตก และจัด
ว่าใหญ่อันดับที่ 3 ในอเมริกา ท็อปทึ่งกับขนาดและการวางรูปอาคาร ทั้ง 24 หลัง แต่ละหลังแผ่ความยาวของอาคาร
ออกเป็นรัศมีเหมือนซี่ล้อเกวียน มีทางเดินเชื่อมปลายอาคารด้านที่หันเข้าหากลางวงล้อยาวตั้งไมล์ครึ่ง ประมาณ
ว่าหลังหนึ่งจุคนไข้ได้ 60 คน แต่ตามความจริงแล้วดูเหมือนจะมีคนเจ็บยัดกันเข้าไปเกินอัตรา สัก 3 เท่าได้ นอก
เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งคลังส่งกำลังบำรุง (Jeffersonville Quartermaster Intermediate Depot) ซึ่งเป็นผลจากการ
บริหารงานที่ชาญฉลาดของนายพลแกรนท์ ในคลังมีอาวุธยุทธภัณฑ์ ยาและอาหาร พร้อมป้อนทหารนับแสนคน แถม
ยังมีโรงงานตัดเย็บเสื้อเครื่องแบบ เครื่องหนัง อานม้า ตลอดจนผลิตฮาร์ทแท็กพร้อมสรรพ      "ไอ้พวกฝ่ายใต้มาเห็น
เข้าคงเป็นลมตาย"   คนไข้ทุกคนเห็นตรงกัน
     เป็นครั้งแรกที่ท็อปได้รับการดูแลจากพยาบาลผู้หญิงที่แต่งตัวสะอาด ดูรึคนอะไรแม้แต่ขี้เล็บก็ไม่มีให้เห็น แรกก็
ตื่นเต้นดีอยู่ ครั้นเวลาปวดท้องฉี่นี่ซิ 
     "คุณพยาบาลครับ อ้า…คือว่า…ผมปวดท้องเบา"   แล้วเกิดอายขึ้นมาไม่กล้าร้องบอก
"เรื่องง่ายๆใช้ขวดแก้วใต้เตียงนี่ซิ"   พยาบาลสาวตาสีฟ้าใสเดาถูกว่าพลางเช็ดตัวให้   "ฉันขี้คร้านจะดูไอ้นั่นของเธอ
หรอก"    เมื่อสวมเสื้อสะอาดไม่ใส่รองเท้าบูทแล้วรู้สึกเบาเหมือนแก้ผ้าในที่สาธารณะ
     "ดูเธอมีไข้นะ คงเดินทางมาไกล แผลอาจอักเสบ"    เธอก้มลงตรวจดมแผล   "ต้องให้หมอมาดูแล้ว"      เธอฉลาด
พอที่จะสังเกตว่าท็อปแกล้งสะกดความเจ็บเอาไว้ไม่ยอมบอก
     ถึงเขากลบเกลื่อนอย่างไร หมอคงยืนกรานให้ไปห้องชำระแผลอีกครั้ง  "กัดเนื้อที่เป็นหนองด้วยไนโตรเจนเปอร์
อ๊อกไซด์"  หมอรีบสั่งรู้ว่า ไข้สูงขึ้นเร็วมาก ถ้าช้าแผลอาจลามถึงตาย
     "นิ้วก้อยผม หายไปไหนแล้ว"     เขาเริ่มละเมอด้วยพิษไข้ หลังจากทำแผล  "โปรดอย่าตัดอีกนะครับ"    
"เธอควรกังวลว่าจะผ่านคืนนี้ได้หรือไม่นะ"     พยาบาลสาวเอาผ้าชุบน้ำซับความร้อนบนในหน้า เขารีบยันตัวขึ้นจาก
เตียง ทำท่าขอภาชนะใส่อาหารมาแล้ว อาเจียนเสียยกใหญ่

image00603

รพ. ทหารในยุคที่อเมริกาทั้งประเทศแทบไม่มีกล้องจุลทรรศน์ใช้ ยังไม่มีใครรู้จักยาแอนตี้ไบโอติค ชำระแผลด้วยแอลกอฮอล์
แล้วก็สวดมนต์ กระนั้นทหารที่ถูกตัดอวัยวะยังรอดมาได้กว่า 75% ราวปาฏิหาริย์ (แถมด้วยอาการติดมอร์ฟีน) พวกที่ตาย
ส่วนใหญ่เพราะกินอยู่ไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นโรคไทฟอยด์ วัณโรค หรือท้องร่วง ในสนามรบมากกว่าถูกลูกปืนเสียอีก

     "ผมขอห่อผ้าสีเหลืองยาวๆ ใต้เตียงมาอยู่ข้างตัวได้ไหม"    ท็อปขอร้องรู้สึกต้องการดาบเป็นเพื่อนเผื่อจะพบวาระ
สุดท้ายเข้าจริงๆ พยาบาลคลำห่อผ้าดูเดาว่าเป็นอาวุธ แล้วว่า
     "ห้ามทำร้ายตัวเองนะ ฉันจะคอยแวะมาดู"    ว่าแล้ววางลงข้างเตียงอย่างไม่ค่อยไว้ใจ คนไข้ฆ่าตัวตายมีให้เห็น
อยู่บ่อยๆ คนไข้ผิวเข้มผมสีดำหยักศกผู้นี้ ไม่รู้ตัวเสียแล้ว เสียงบ่นพึมพำออกมาเป็นภาษาที่แปลกหู สักพักก็เงียบไป
     "ขอให้คืนนี้พระผู้เป็นเจ้า ทรงคุ้มครองเธอด้วยเถิด     ไม่ว่าเธอจะเป็นคนชาติใดก็ตามที"

คนขี่ควาย
     ขณะที่พยาบาลสวดขอพรจากพระเจ้าของตน ชาวสยามเช่นท็อปเมื่อเข้าตาจนก็เหลือเพียงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นที่พึ่งทางใจให้พร่ำสวดมนต์ เพ่งจิตสะกดความเจ็บไปจนเผลอหลับ เงาของหลวงพ่อดูเหมือนจะเดินมาหยุดที่หัวนอน
สวดมนต์ให้
     "หลวงพ่อขอรับ ดูซี…ผมผ่านมาหลายศึกสมความตั้งใจหลวงพ่อแล้วนะขอรับ"   เงานั้นจากไป มีคนเดินไปมาใน
ความมืด คนหนึ่งมานั่งข้างเตียงเป็นนายทหารอเมริกันฝ่ายใต้   "ผมคิดว่าผู้พันนอนเจ็บอยู่ที่แอตแลนต้าเสียอีก"  
อีกคนตัวเล็กอย่างชาวเอเชีย สวมหมวกทรงแหลม มือถือไม้ยาวมากวักมือเรียก     "แกเป็นใครคนไทยหรือคนญวน"  
ท็อปตะโกนเรียกให้หยุดแล้วก้าวเดินตามไปในความมืดอย่างยากเย็น มีเสียงลุยน้ำสูงถึงเอวทุกครั้งที่ก้าวขาออกไปนาน
จนประมาณไม่ได้ แล้วเสียงลุยน้ำจากรอบๆข้างดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีคนเดินตามมาเป็นเพื่อนนับร้อย
     "พี่จะไปไหนกัน"   แต่คนเหล่านั้นทำท่าให้เงียบไว้   "ตามท่านแม่ทัพไปเถิด"  นี่เราเดินมาจนฟ้าสางแล้ว สาย
หมอกเริ่มลอยขึ้นมาจากผิวน้ำที่แหวกผ่านไป ท็อปเพิ่งเห็นว่ารอบตัวเขาคือชายฉกรรจ์ ผอมโซสะพายดาบไว้ข้างหลัง
ต่างเดินตามบุรุษผู้หนึ่งที่ขี่หลังควายและมีชายสูงโย่งอีกคนเดินลุยน้ำตามไปข้างๆ มือถือธงตราอุนาโลมผืนสีแดง
อันเป็นเครื่องหมายกองทัพไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1 แต่สิ่งที่สะดุดตากว่าธงคือ ดาบที่
คาดหลังชายหนุ่มขี่ควายผู้นั้นคล้ายดาบหลูบเงินของเขาเหลือเกินจึงเร่งฝีเท้าไปจนทัน
     "ท่านระวังนะขอรับ พวกมันมาเรือดักอยู่ทางคลองข้างหน้า"     คนถือธงเตือนพลันเสียงฆ้องกลอง ม้าล่อ ก็ดังขึ้น
ตามด้วยเสียงปืนนกสับ ทหารที่อยู่รอบตัวของเขาชักดาบขึ้นเตรียมสู้ ดาบหลูบเงินถูกชักขึ้นกระทบแสงตะวันเป็นเงาวับ
     "นี่อีกวันเดียวก็จะถึงชายแดนเขมรแล้ว"     ท่านเจ้าของดาบพูดว่า    "เฮ้ย อย่าเพิ่งท้อ แม้ข้าไปไม่ถึงไซ่ง่อน แต่
สัญญาว่าจะพาพวกเอ็งกลับสยามให้ได้"
     เรือยาวใกล้เข้ามาจนเห็นชุดเสื้อคลุมแดง หมวกงอบปลายแหลมมีพู่ประดับยอดของพวกญวน กระสุนปืนตกรอบๆ
ข้าง บางคนถูกเข้าฟุบจมน้ำหายไป แม่ทัพหนุ่มวัยคงไม่เกินเบญจเพส หันมาทักท็อปราวกับคนคุ้นเคยกัน
     "มาแล้วซินะเจ้ายอด กลับมาอยู่ใกล้ๆกับข้าดีกว่า"     แล้วตะโกนว่า 
     "จงแก้แค้นให้วิญญาณของพวกเรา ที่เมืองฮาเตียน"
   "ไชโยๆๆ"    
     บัดนั้นชายหนุ่มโห่ สามลาอย่างลืมตัวพร้อมกับทหารเหล่านั้นก่อนลุยน้ำออกสู่สมรภูมิ
 
     "พ่อหนุ่ม ตื่นเถิด เอะอะใหญ่แล้ว"     เสียงพยาบาลคนเดิมดึงสติสัมปชัญญะกลับสู่ที่ ท็อปเหงื่อแตกชุ่ม สะบัด
หน้าอย่างมึนงง   "ผมหลับไปนานไหม" 
     พยาบาลดูบาดแผลแล้วก็ยิ้มออก  "แค่ 2 วันจ๊ะ พิษไข้ทุเลาลงมากเลยนะ"   และไข้ก็ไม่กลับมาอีกเช่นเดียวกับ
ฝันประหลาดเกี่ยวกับต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ทุกครั้งจะมีดาบอยู่ใกล้ๆ หรือเกี่ยวข้องกับความฝัน
แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเคยเห็นหรือได้ยินเรื่องเหล่านี้มาก่อน
     พลฯ ดูปองท์ รักษาตัวอีก 3 เดือน แผลที่ฝ่ามือจึงหายสนิท แต่หมอให้พักฟื้นทางกายภาพต่อไป เนื่องจากเส้น
ประสาทเสียหาย นิ้วขยับแทบไม่ได้ โดยเฉพาะส่วนที่เหลือของนิ้วก้อยซึ่งขาดไป 2 ข้อนั้น ไม่มีความรู้สึกใดๆเลย
พวกพยาบาลเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ เพราะบุคลิกอันสุภาพเรียบร้อย แล้วช่วยให้ความเห็นว่า มือซ้ายกึ่งพิการนี้ยังไม่
เหมาะจะส่งกลับเข้าสนามรบโดยขอไว้ช่วยงานในโรงพยาบาล อีกระยะหนึ่ง พวกเธอชอบที่จะฟังเรื่องราวของชีวิต
ในเอเชีย แลกกับงานทะเบียนสารบัญต่างๆ ที่ท็อปทำได้ และเมื่อการบำบัดช่วยฟื้นฟูระบบประสาทได้ดีขึ้นแล้ว
ท็อปก็ถูกส่ง ไปช่วยงานในคลังส่งกำลังบำรุง เกี่ยวกับการบริหารจัดเก็บสต็อค ยุทธภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ อีกราว
5 เดือน นับเป็นความรู้เฉพาะด้านที่ดีมาก
     "ข่าวดีเหลือเกินพวกเรา"     คุณหมอใหญ่ ประกาศให้คนไข้ทราบในเช้าวันหนึ่งของฤดูร้อนปีถัดมา
     "เมื่อวันที่ 9 เมษายน นี้เอง นายพลลี ลงนามยอมแพ้ต่อหน้าแกรนท์แล้วที่ตำบลแอพพอมาท็อก (Appomattox)"  
ท็อปรู้สึกถึงการถอนหายใจโล่งของคนอเมริกันทุกๆคน ต่างเดินไปจับมือทักทายด้วยสีหน้าเบิกบาน หากว่าต่อมา
อีกเพียง 5 วัน ในเช้าของวันที่ท้องฟ้าเป็นสีหม่นหมองมืดครึ้ม ผิดไปจากปกติของฤดูร้อน กระแสน้ำในแม่น้ำโอไฮโอ้
ไหลเอื่อยๆ อย่างอ่อนล้าปราศจากเรือล่องขึ้นลงหนาแน่นเช่นทุกวัน ท็อปกลับประหลาดใจที่พบพวกนางพยาบาล
นั่งร้องไห้กันระงม
     "มีอะไรหรือครับ"    แต่แล้วก็ต้องทรุดนั่งลงอย่างอ่อนใจเมื่อทราบว่า
     "เมื่อคืน ท่านประธานาธิบดี ถูกลอบยิงในโรงละคร เสียชีวิตแล้ว ฮือๆ"    

image00704

ผู้แพ้ที่ยังอยากสู้

     เคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ในบางกอกเล่าว่า เมื่อคนมีบุญของชาติ ต้องจากไปนั้น เทวดาฟ้าดินจะแสดงความอาลัยเศร้า
โศกให้เห็น ท่านประธานาธิบดีลินคอล์น ควรจัดเป็นผู้มีบุญญาบารมีและเป็นคนดีคนหนึ่งที่ยึดมั่นในนโยบายเลิกทาส
ทำให้คนนับแสนพันทุกข์ กรรมดีที่ท่านก่อต้องแลกกับการทำสงคราม ยอมอดทนเห็นคนชาติเดียวกันล้มตายมากมาย
และท้ายที่สุดท่านก็แลกด้วยชีวิตของท่านเอง บางทีเทวดาเมืองอเมริกันจะไว้ทุกข์ให้จนท้องฟ้าหมองหม่นเช่นนี้เป็นแน่
สิ่งที่ท็อปยังไม่ทราบอีกก็คือ ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1865 วันเดียวกันนั้น ท้องฟ้าในสยามก็หม่นหมองร้องไห้เช่น
กัน เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ทรงจำพระทัยทำสัญญาฯ ตามการข่มขู่จากเรือปืนฝรั่งเศส ว่าแต่นี้
ไปเขมรเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศสเพียงผู้เดียว!
     ในที่สุดสงครามที่ดึงชีวิตชายจากแดนไกลเข้ามาร่วมได้สงบลงอย่างเงียบเชียบ และรัฐบาลจำเป็นต้องลดภาระอัน
หนักอึ้งโดยเร็วด้วยการทยอย ยุบกรมกองต่างๆปล่อยทหารกลับบ้านเกิด ท็อปหายป่วยแล้วก็อยู่ในข่าย   "ส่งกลับบ้าน"   
ด้วยโดยมีหนังสือเรียกตัวให้ข้ามแม่น้ำไปพบเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำลังพล ประจำเมืองหลุยส์วิล รัฐเคนตั๊กกี้ (Louisville)
นายพันผู้หนึ่งสอบถามเขาสองสามคำตามธรรมเนียม แล้วลงบันทึกเอาไว้
     "พลฯ ดูปองท์ ทบ.ขอบใจเธอมากที่เป็นพลอาสามาตั้งแต่ต้นจนปลดประจำการ"    แกว่าไปเรื่อย ดูหน้าตายังผ่อง
อยู่คงเคยแต่ทำงานนั่งโต๊ะไม่เคยไปรบ  "ฉันจะเซ็นต์จ่ายเงินตอบแทนอาสาสมัครคงค้างให้นาย 75 ดอลลาร์ บวก
ค่าเสื้อผ้า 64 ดอลลาร์ 30 เซ็นต์ แล้วแถมเงินค่าเดินทางกลับไปยังนิวเจอร์ซี่ ซึ่งนายสมัครครั้งแรก เผื่อให้หวังว่าคง
พอใจนะ"

image00903
image00803

รายงานของ ทบ. สหรัฐ ระบุว่านายดูปองท์ กองร้อย B กรมอาสาราบที่ 13 นิวเจอร์ซี่ บาดเจ็บที่มืออย่างร้ายแรง
     (Wounded in hand severely) ที่ตำบล Kulp's Farm, GA – จอร์เจีย วันที่ 22 มิ.ย.1864

     "ท่านครับ มือผมยังใช้ได้ ผมอยู่เป็นทหารอาชีพต่อได้นะครับ"     ท็อปออดอ้อน
     "ดูปองท์ เรายังไม่รู้เลยว่ารัฐบาลจะลดกำลังพลเหลือเท่าไร ฉันเองก็อาจกลับบ้านไปเลี้ยงลูกสักพักหนึ่งที่มิเนโซต้า"     
ผู้พันเฟลพส์ ยกปลายปากกาขึ้นจุ่มหมึกลงบันทึกว่า
     "พลฯ ดูปองท์ กองร้อย B พัน 13 ราบอาสานิวเจอร์ซี่ ปลดประจำการ (Mustered out) จากการบาดเจ็บ วันที่ 26
มิถุนายน ค.ศ.1865 เป็นทางการที่ เมืองหลุยส์วิล เคนตั๊กกี้"
     "ขอให้เธอโชคดี"     แกยื่นมือให้จับ
     "เช่นกันครับท่าน"
     การเดินทางขากลับอ้างว้างไม่รู้อนาคต ดูไม่ต่างกับเที่ยวขามาเท่าใด ท็อปผ่านเลยเมืองเจอร์ซี่ ซิตี้ ตรงเข้าบอสตัน
พร้อมกับเป้ใบเดิม ข้าวของรุงรัง และท้องที่ว่างเปล่าเหมือนเมื่อปี ค.ศ.1862
ที่หน้าประตูบ้านตำบล Beacon Hill หลังเดิม คุณนายดูปองท์เปิดรับตามเสียงเคาะ
     "สายันต์สวัสดิ์ค่ะ ต้องการพบใครกันพ่อหนุ่ม"
     "พอจำผมได้ไหมครับ"      ชายผิวคล้ำในเครื่องแบบทหารปอนๆทักทายอย่างอิดโรย
     "ใครกันหรือ?"    
     "ดูดีๆซิครับ"     แล้วเธอจึงยกมือตบอกร้องว่า
     "ท็อป!.....เธอหรือนั่น เป็นหนุ่มใหญ่แล้วนะ โธ่.....ไอ้ลูกชาย ฉันจำไม่ได้เลย"    หญิงชราโอบกอดด้วยความดีใจ     
"จอร์จๆ มาดูซิว่าคำอธิฐานของฉันเป็นจริงแล้ว"

image01106 image01206

จากหลักฐานชุดนี้ ซ้าย – ระบุว่านายยอดรักษาตัวที่ รพ. เจฟฟอร์สัน รัฐอินเดียนา ทบ. สหรัฐจะตรวจนับทะเบียน
ทหารในแต่ละกองพันทุก 2 เดือน คนอเมริกันปัจจุบันสืบย้อนได้เสมอว่าปู่หรือทวดของตนที่เคยโม้ว่าไปรบมานั้น
แท้จริงอยู่ประจำกรมกองหรือไม่จากรายงานนี้  ขวา - เอกสารยืนยันการปลดประจำการบอกแม้กระทั่งจ่ายเบี้ยเลี้ยง
คงค้างเท่าไหร่

ชีวิตพลเรือน
     นายยอดของจ่าน้อม เริ่มชีวิตการทำงานให้คลังสินค้าในบอสตัน ตามการแนะนำของกัปตันดูปองท์ เมื่ออายุได้ 21ปี
ถ้าถามว่าชอบชีวิตแบบนั้นไหม เธอมักบอกเลี่ยงๆว่า
     "ข้ามันเคยตัว เกิดในครอบครัวขุนนาง รับราชการมาแต่ปู่ทวด ไม่คุ้นเคยกับการเป็นลูกจ้าง ไอ้ครั้นจะลองค้าขาย
นั้นหรือก็ขาดทุนรอน มีเพียงบำนาญทหารพอแก้ขัดสน"    อีกทั้งเธอเป็นคนไทยแท้ๆ ไม่นิยมการเอากำไรคนหมิ่น
ว่าเป็นการเอาเปรียบ ครั้นมาอเมริกามิได้เรียนหนังสือฝรั่งมีหลักฐานการศึกษาที่เขายอมรับ ยากจะเข้ารับราชการของ
เขาได้ การเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนที่ท่าเรือ พอจ่ายค่าเช่าห้องเล็กๆตามอัตถภาพ อาศัยความรู้การจัดสต็อคของ
ตอนเป็นทหารเอาตัวรอดไปได้เท่านั้นเอง
     พอลเป็นผู้ที่ติดต่อง่ายเพราะเมืองอยู่ไม่ไกลกันนัก พออยู่บอสตันได้ปีเดียวก็จดหมายมาว่า
     "ท็อป
     นายต้องไม่เชื่อว่าฉันได้งานถูกใจมากที่บริษัทชุยเลอร์ ฮาร์ทเลย์ แอนด์ แกรม (Schuyler, Hartley & Graham)
ซึ่งเป็นผู้ค้าเครื่องกีฬาและอาวุธรายใหญ่ของนิวยอร์ค ลองมาทำงานกันที่นี่ดีกว่า เพราะคลังสินค้าเขาก็ต้องการคน
รู้จักปืนเหมือนกัน คงได้เจอแกเร็วๆนี้
                                 พอล เวอเเรตตี้
     ปล. เดี๋ยวนี้ข้าเป็นเจ้าหน้าที่ขายของห้างเชียวนะโว้ย"
     ถ้าว่าบอสตันเป็นเมืองใหญ่ ก็เป็นเมืองโบราณ มีความเป็นผู้ดี สุภาพและมีการศึกษา ท็อปไม่แปลกใจที่ทุกคนส่าย
หัวเมื่อเขามาลาไปทำงานที่นิวยอร์ค ซิตี้
     "ระวังตัวนะจ๊ะ ที่นั่นมีแต่คนเกเร และพวกอพยพจากยุโรปทะลักเข้ามาเป็นแสนๆคน"    คุณนายดูปองท์อดเป็น
ห่วงไม่ได้
     ห้างดังกล่าวตั้งอยู่ เลขที่ 19 ถนนไมเด็นเลน และสามารถเดินทะลุตามความยาวของอาคารไปออกเลขที่ 22
จอห์น สตรีท ซึ่งเป็นย่านธุรกิจชั้นดี ตัวห้างกว้างราว 6 คูหา อาคารสูง 5 ชั้น ท็อปตื่นตะลึงกับธุรกิจค้าอาวุธของห้าง
นี้มาก บรรดาลูกค้าล้วนแต่งตัวมีฐานะและดูน่าเคารพนับถือทั้งสิ้น ดังนั้นการตกแต่งห้างก็ต้องหรูหราสมราคา
ห้องโถงใหญ่ชั้นล่างเพดานสูงเท่ากับตึก 2 ชั้น ประดับโคมระย้า และบัวไม้สลักลายงดงาม พื้นห้องก็เป็นกระดาน
ไม้โอ๊คขัดมัน ด้านขวามือของโชว์รูมนี้ มีตู้กระจก แสดงปืนพกชนิดต่างๆ ทั้งจากยุโรปและในอเมริกา ปืนพกชั้นดี
ลูกโม่ดับเบิ้ลแอ็กชั่น มีเข้ามาแล้วจากอังกฤษ เช่น ยี่ห้อ อาดัมส์ (Adams) และทรันเธ่อร์ (Tranter) ราคาสูงแต่ยัง
ขายได้รวดเร็ว ส่วนปืนใช้กระสุนปลอกโลหะชนวนแทงข้าง (Pinfire) ของเจ้าตำรับยี่ห้อ เลอร์เฟอร์ซู (Lefaucheux)
จากฝรั่งเศส นั้นนิยมในหมู่พลเรือน เพราะกะทัดรัด ถ้าอยากดูปืนยาว ก็ขอพนักงานขายหยิบให้ดูจากตู้กระจกข้าง
ฝาผนังได้แทบทุกยี่ห้อ ที่ได้รับความสนใจสูงได้แก่บรรดาปืนบรรจุท้ายชนิดต่างๆที่เคยผ่านสนามรบมาแล้ว เขา
สังเกตว่าปืนเล็กยาวทหารราบที่เคยเห็นมาชินตาก็มีขาย และพอลกระซิบว่า บริษัทเป็นตัวแทนขายยังต่างประเทศ
ทีละมากๆก็ได้ ที่ตู้โชว์ด้านซ้ายของโถงเป็นอาวุธมีคมสารพัดแบบ ที่ขายดีระหว่างสงครามคือกระบี่ทหารเหล่าต่างๆ
ซึ่งบรรดานายทหารสั่งซื้อไว้ประจำตัว บางคนก็สั่งให้หรูหราพิเศษ (Custom  made)
     ด้านท้ายของโถงมีบันไดขึ้นทั้ง 2 ข้างไปยังชั้นลอย ซึ่งวางขายเครื่องแบบ เครื่องหนัง ยุทธภัณฑ์ หมวก กระดุม
ตราเครื่องยศทหารทุกเหล่าทัพ พนักงานขายอาจเปิดแคตาล็อคสินค้าที่ไม่มีโชว์ให้ลูกค้าสั่งซื้อได้ ตั้งแต่กระติกน้ำ
ตะเกียงสนาม อานม้า และแน่นอน กระสุนนานาขนาดสำหรับปืนที่ขาย
     "แกดูแลสินค้า ซึ่งเก็บอยู่ใต้ถุนและบนห้องเก็บชั้นบนสุดนะ"     เจ้าคนอิตาเลี่ยนเดี๋ยวนี้แต่งตัวโอ่อ่าพูดจาอย่าง
คล่องแคล่ว วางท่าเชิญชวนลูกค้า ท็อปรู้ตัวว่าตำแหน่งหน้าที่ของเขาเทียบกันไม่ได้ จึงออกเจียมตัวไม่แสดงตนว่า
เป็นเพื่อนต่อหน้าผู้อื่น
     "อย่าห่วงเลยพอล"    เขาคิดว่าเมื่อตนไม่ช่างพูดก็เหมาะจะอยู่หลังร้านเงียบๆ   "ดีเสียอีก ฉันจะได้ รู้จักอาวุธยุค
ใหม่ที่สยามไม่เคยเห็นอย่างเต็มอิ่ม"

image01304

ภายในห้างชื่อดังซึ่งพวกนายพลเป็นลูกค้ากันมากมาย

"ดูข่าวนี่ซิ อินเดียนรุมสังหารทหารม้าของผู้พันเฟทเธอแมน (Fetterman Massacre)"    พอลชี้ข่าวหน้าหนึ่ง   
"หัวหน้าเผ่าชื่อ เมฆแดงเปิดศึกใหญ่แล้ว"
     "บางทีตอนนี้ข้าควรได้เป็นทหารม้าสู้กับชาวอินเดียนแล้วนะ"    เขาปรารภ
ในไม่ช้าพอลกระซิบว่าเจ้าของห้าง กำลังขอซื้อหุ้นของบริษัทเรมิงตัน ซึ่งได้เคยช่วยเหลือกันมาก่อน เรมิงตันเป็น
ผู้ผลิตอาวุธเกือบจะเพียงรายเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบของการยุติสงครามกลางเมือง
     "เขามีของดี"    พอลว่าพลางหยิบปืนคาร์ไบน์บรรจุท้ายมากระบอกหนึ่งเรียกว่า ปืนเรมิงตัน สปลิท บรีช
(Remington Split Breech Model 1866)    "เข้าประจำการเหล่าทหารม้าเมื่อปีกลาย แข็งแรงใช้ง่าย ได้ข่าวว่า
บริษัทปรับปรุงขึ้นอีกขั้นเรียกว่ารุ่นโรลลิ่งบล็อค (Rolling Block)"
     "กะทัดรัดมาก"   ท็อปรับมาตรวจ   "เห็นเดนมาร์กสั่งจองตั้ง 4 หมื่นกระบอก คงขายดีไปทั่วโลก"
ช่วงเวลา 2 ปี ในกรุงนิวยอร์คนั้น เหตุการณ์ในโลกให้ความหวังแก่พ่อค้าอาวุธอเมริกันมากอยู่ สิ่งแรกเกิดในยุโรปเมื่อ
ประเทศ ปรุสเซีย (เยอรมันนี) นำโดยรัฐบุรุษชื่อบิสมาร์ก (Bismarck) ได้รวบรวมรัฐเยอรมันเข้าด้วยกันมีองค์ไกเซอร์
เป็นพระประมุข แล้วใช้กำลังทหารถล่มออสเตรียเพื่อนบ้านอย่างง่ายดาย ในเดือน มิถุนายน ค.ศ.1866 ส่วนในเอเชีย
โชกุน เร่งปรับปรุงทหารของตนเพราะเหล่ากบฏซามูไรหนุ่ม เริ่มกบฏระดมพลเรียกร้องให้คืนอำนาจแก่องค์พระจักรพรรดิ
ครั้นเดือน เมษายน ปี ค.ศ. 1868 สยามก็ถูกดึงเข้ามาถึงในคลังอาวุธของห้างอย่างไม่คาดฝัน
     "ฉันต้องการปืนไรเฟิลบรรจุท้ายที่ทันสมัย ขนาดพอเหมาะกับคนเอเชียสัก 1 พันกระบอก ราคาอย่าแพงนักนะ
ลูกค้ามีวงเงินจำกัดอยู่"     พ่อค้าชื่อมิสเตอร์ แรมเซย์ แนะนำตัวกับพอล
     "ผมอยากให้ท่านพบใครสักคนหนึ่ง"   
     เขารู้สึกประหลาดใจที่ทราบว่ามีชาวสยามทำงานอยู่ที่นี่และประทับใจยิ่งขึ้นเมื่อท็อปผู้อยู่ในชุดเลอะน้ำมันปืน
เขลอะคนนี้ตอบว่า   "ใช่ครับเรา 2 คน ผ่านสงครามกลางเมืองมาถึง 3 ปี"
     "สักวันฉันจะเปิดห้างฝรั่งที่ถนนสายใหม่ (ถนนเจริญกรุง-ฝรั่งเรียก New Road) ให้ได้"     แกช่างคุยพลางพ่นซิการ์
ปุ๋ยๆ    "ตอนผมจากมา ถนนยังสร้างไม่เสร็จเลยครับ"   
     "โอ๊ย เดี๋ยวนี้ร้านค้าเต็มสองฝั่งมีของจากนอกมาขายเจ้านายในวังมากมาย"    แล้วแกบ่นว่าห้างชวนให้ซื้อแต่ปืน
รุ่นใหม่ที่มีราคาแพง   "เธอต้องช่วยฉันหาของที่เหมาะสมเพราะรัฐบาลของคิงส์มงกุฎต้องการให้กองทัพทันสมัยขึ้น"   
แกตบหลังตบไหล่เกลอทั้งสอง
     นายแรมเซย์ใช้เวลา 1 สัปดาห์ในการสรรหา ท้ายที่สุดแกเห็นด้วยกับข้อเสนอของท็อปที่ว่า
     "คนไทยตัวไม่ใหญ่ ต้องใช้ปืนคาร์ไบน์ทหารม้าเพราะสั้นและเบากว่าปืนเล็กยาว"    ท็อปอธิบายต่อไปว่า  
"ปืนเรมิงตัน สปลิทบรีช ซึ่งห้างมีหุ้นส่วนอยู่และปืนสเปนเซอร์ยังคงมีประสิทธิภาพสูงนะครับ"
     "ถ้าคุณซื้อปืนพวกนี้ผมให้ราคาพิเศษเพราะเป็นปืนเหลือใช้จากสงครามกลางเมือง (Military Surplus) ห้างมีใน
คลังโขอยู่ สภาพก็ใหม่"     เจ้าพอลเริ่มเคาะราคาในสมอง  "ด้วยเงินที่ท่านเตรียมไว้ซื้อปืน 1 พันกระบอก ซื้อของ
เหลือใช้พวกนี้ได้ตั้ง 1,500 กระบอกแน่ๆ"     
     "เอ้าตกลงฉันเชื่อพวกเธอเพราะเคยใช้รบมาก่อนและต้องรักษาประโยชน์ให้กับบ้านเกิดอย่างแน่นอน"
       นายแรมเซย์ ดูจะพอใจกับรายการอาวุธ ซึ่งเจ้าพอลแถมปืนยี่ห้ออื่นๆ เช่น ปืนหลังม้าร่วมสมัย ยี่ห้อ   โจเซลีน
สตาร์ ชาร์ป บาลลาร์ด เมนาร์ทและเบรินไซด์ อีกอย่างละ 7-8 กระบอก เป็นน้ำจิ้มมาด้วย
     "เผื่อวันหลังเกิดอยากได้ติดต่อที่ผมเลย"     ก่อนกลับแกขอจับมือท็อปแล้วว่า
     "เธอจะกลับสยามเมื่อไหร่ล่ะ"     คำถามนี้ท็อปตอบไม่ถูกได้แต่นิ่งอึ้ง แกจึงพูดต่อ   "ฉันค้าขายในเอเชียมานาน
พวกยุโรปกำลังหาเรื่องแทะเอาดินแดนหนักข้อเข้าทุกที ฝรั่งเศสน่ะพอมันเอาเรือปืนบุกชิงเวียดนามภาคใต้ได้และ
ได้เขมรจากสยามก็ชักกำเริบหนัก ส่งคณะสำรวจทวนแม่น้ำโขงขึ้นไปทางลาวแล้ว"
     "ผมเกลียดไอ้พวกนี้จริงๆ"  ท็อปชักโกรธ รู้สึกหน้าชาขึ้นมานิดๆ แรมเซย์เห็นสีหน้าเลยแกล้งไขสือต่อ
     "ฉันเห็นมีญี่ปุ่นและสยามนี่ละที่ดิ้นรนให้ทันสมัยขึ้น ปีนี้โชกุนหมดลายเสียแล้ว เดินไปคืนอำนาจแก่จักรพรรดิ
เหมือนเด็กๆ ปัญหาอยู่ที่ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้ทันใช้"  ก่อนแหย่ว่า  "ถ้าสยามได้คนที่เห็นโลกตะวันตกอย่างเธอ
แล้วกลับไปพัฒนาบ้านเมืองก็จะได้เปรียบกว่าจีน ซึ่งปิดหูปิดตาชาวบ้านจนฟื้นตัวไม่ไหวนะ"
     พ่อค้าคนนี้พ่นเชื้อคิดถึงบ้านใส่ท็อปเข้าเต็มเปา ทำให้เขาอดเอ่ยถามถึงเจ้าคุณปู่ไม่ได้     "ท่านมีตำแหน่งเสมือน
รัฐมนตรีคลังคุมเงินคงคลังของพระเจ้าแผ่นดิน"    แรมเซย์ส่ายหน้าส่วนใหญ่แกติดต่อพี่น้องของเจ้าพระยากลา
โหมตระกูลบุนนาค และที่ศาลาลูกขุน
     "แต่คงได้พบปู่ของเธอเวลาที่ฉันไปทวงเงินค่าปืนนี่ล่ะฮ่ะๆ"      แกจากไปทิ้งควันซิการ์เหม็นฟุ้งทั่วห้อง
    
     ปี ค.ศ.1868 เป็นปีที่ท็อปได้พบกับไมค์อีกครั้ง เจ้าคนอังกฤษใช้เวลา 2 ปี หลังสงครามคุมเครื่องจักรกลก่อสร้าง
ทางรถไฟสายข้ามทวีปผ่านท้องทุ่งภาคตะวันตกของอเมริกาก่อนลาออกมาทำงานในฟิลาเดลเฟีย
     "เอ็งอยู่ในกลุ่ม นรกล้อหมุน (Hell-on-Wheels) เชียวหรือวะ"     พอลตื่นเต้นมาก
     "นรกจริงๆ ไม่ใช่กลัวถูกอินเดียนถลกหนังหัวหรอก เพราะจะยิงกันเองกับพวกคนงานขี้เหล้าต่างหาก"     ไมค์มี
เรื่องผจญภัยสไตล์คาวบอยซึ่งพวกแยงกี้เมืองกรุงฝันที่จะได้เห็นมาเล่ามากมาย
     "พอหัวหน้าเมฆแดงยอมสงบศึก พวกเสี่ยงโชคนักขุดทองเอย นักพนันเอย แห่กันมาเพียบ"    ไมค์ไม่ทิ้งสำเนียง
ดั้งเดิม นรกล้อหมุนก็คือ บรรดาคนงานสร้างทางรถไฟ ซึ่งจะย้ายไปปักหลักตั้งศูนย์บัญชาการตามเมืองรายทาง  
"บริษัทรถไฟเขาแน่มาก ออกแบบสำนักงาน อาคารพักอาศัยให้สามารถถอดย้ายไปประกอบได้ เราเรียกเล่นๆว่า
Railroad House Hotel"
     จากคำบอกเล่าของไมค์    "หมู่บ้านเล็กๆที่เงียบสงบมีคนเพียง 30 มีผู้หญิงคนเดียว อาจถูกแปลงเป็นฐานปฏิบัติ
งานของคนงานขี้เหล้าชาวไอริสถึง 5 พันคน มาพร้อมสรรพสิ่งเจือปน เช่น โรงเหล้า บ่อนการพนัน ซ่องและอีตัวเป็นร้อย"  
เขาทนรับงานจากชายแดนรัฐเนบราสก้าพอถึงเมืองไชแอน (Cheyenne) ก็ทนไม่ไหว
     "แม่ง....ยิงกันทุกวันไม่เว้นวันหยุด ทางบริษัทต้องจ้างอดีตทหารมาปราบ ใครไม่เชื่อก็จับแขวนคอมัดกับเสาโทรเลข
 ร่วม 40 คน ราวกับทหารโรมันจับพวกสปาตาคัสตรึงกางเขนไปตลอดทาง"    คนหนุ่มวัยชอบหาเรื่องอย่างพวกเรา
อ้าปากค้าง สัญญากันว่า   "ชาตินี้ต้องไปท่องเที่ยวในดินแดนตะวันตกให้จงได้"
     ท็อปตัดสินใจอำลานิวยอร์คเมื่อกลางปี ค.ศ.1868 นั้นเองตามข้อเสนอใหม่ของไมค์ ให้ทำงานเป็นช่างเรียงพิมพ
์กับชาวอังกฤษที่เขารู้จักในฟิลาเดลเฟีย มิสเตอร์ดีนหรือ แจ็ค (Mr. J.G. Deane) มีโรงพิมพ์เล็กๆตั้งอยู่เลขที่ 1614
ถนนซัมเมอร์ (Summer Street) ห่างจากศาลาเทศบาลเพียง 4 ช่วงตึก แจ็คชอบบุคลิกและความขยันของเขาตั้งแต่
แรกและแนะนำว่า
     "เธอมาอยู่หลายปีแล้วควรจะยื่นขอเป็นพลเมืองอเมริกันเหมือนไอ้เจ้าไมค์ เมืองนี้สบายกว่านิวยอร์คมาก พระเจ้า
ช่วยเถิด ฉันไม่รู้เธอรอดเมืองบ้านั่นมาได้อย่างไร อยู่กินที่ห้องใต้ถุนโรงพิมพ์นี่ละจะได้ช่วยเฝ้าของให้ด้วย"     คำ
แนะนำของแจ็คทำให้ท็อปอึดอัดใจต้องปรึกษาเพื่อน
     "แกมาได้ 5 ปี แล้วนะ ถ้าอยู่เมืองนี้ต่ออีก 1 ปีก็ขอเป็นพลเมืองได้ แจ็คเขายินดีเป็นคนรับรองให้แกด้วย" ไมค์
อธิบาย   "เป็นเสียเถิดอย่าคิดมากดีกว่าอยู่เถื่อนๆแบบนี้"    
     "ฉันไม่ห่วงเรื่องคุณสมบัติหรอก ยิ่งเคยรบให้รัฐบาลอเมริกันมาแล้วไม่รับฉันก็กระไรอยู่"    ท็อปครุ่นคิด   "ฉันใจ
หายทุกทีที่นึกว่าจะไม่ได้เป็นคนไทย"
     "คิดมากเกินไป พอเป็นพลเมืองแล้วก็จะได้ตั้งหลักฐานให้มั่นคงมีครอบครัวเสียที"   ไมค์ชักรำคาญ     "ฉันมั่นใจ
ว่าถึงแกจะถือหนังสือแสดงสัญชาติอะไร ใจก็ยังเป็นสยามแท้ๆ อยู่นั่นเอง"
     ในที่สุดท็อปจึงยอมยื่นใบคำขอต่อศาลเมืองฟิลาเดลเฟีย แล้วใช้ชีวิตที่ค่อนข้างมั่นคงขึ้นที่นั่น ฟิลาเดลเฟียเป็น
เมืองเก่าแก่คล้ายบอสตัน มีสถานที่สำคัญเกี่ยวกับการประกาศเอกราชมากมาย รวมทั้งที่ตั้งหอระฆังประกาศอิสรภาพ
(Liberty Bell) ซึ่งระหว่างนั้นรัฐบาลขอเอาขึ้นรถไฟไปแสดงตามเมืองฝ่ายใต้ต่างๆ ให้ระลึกว่ายังเป็นชาติเดียวกัน
อยู่อย่าโกรธเคืองกันอีกเลย โบนัสพิเศษของการทำงานที่ฟิลาเดลเฟีย ก็คือท็อปได้มีโอกาสหัดขี่ม้าที่บ้านไร่ของแจ็ค
นอกเมืองสมใจ เขาอดเอากระบี่ทหารฝ่ายใต้มาคาดเอว แล้วเอาปืนลูกโม่เรมิงตันมาเหน็บขี่เล่นไปตามชนบทอัน
ร่มรื่นไม่ได้ จนชาล็อตน้องสาวตกพุ่มหม้ายของแจ็คล้อเล่นทุกครั้งที่เห็น
     "สงครามเขาเลิกแล้วนะนายทึ่ม"    อีกเรื่องหนึ่งที่ท็อปชอบมากคือ ฟิลาเดลเฟีย มีห้องสมุดและหนังสือดีๆให้อ่าน
เพิ่มความรู้มากมาย   "ก่อนพบเธอฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องในเอเชียนัก"  หล่อนยื่นให้ดูภาพสเก็ตจากหนังสือพิมพ์
ฝรั่งเศส ซึ่งนายอองรี มูโอ (Henri Mouhot) นักสำรวจได้นำมาเผยแพร่ไปทั่วโลก  "แต่นี่ภาพของนครวัด (Angkor
Wat) อันน่ามหัศจรรย์ ฉันอยากเห็นกับตาเสียจริงๆ"
     "มันเคยเป็นเขตประเทศราชของสยาม"     ท็อปตอบอ้อมแอ้ม รู้สึกอายที่ถูกฝรั่งแย่งเอาไป
     "ฉันเคยเห็นข่าวว่าคิงส์ของสยามองค์เก่า (ร.5 ครองราชย์แล้วเมื่อ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1868) เสนอให้อเมริกาใช้
ช้างไทย ช่วยรบระหว่างสงคราม"     เธอวิเคราะห์    "เธอมีผู้นำที่ฉลาดและน่าทึ่งมากในเชิงการทูต"    
     "คุณชาล็อตพอจะรู้เรื่องแฝดสยามไหม ผมอยากพบมาก" 
     หล่อนรับปากว่าจะคอยสืบให้หากทั้งคู่เดินทางผ่านมา     "ระหว่างนี้เธอลองไปพบเพื่อนพี่ชายฉันที่วอชิงตัน
เขาเป็นพนักงานห้องสมุดประจำรัฐสภา พี่ฉันเคยขอเขาคัดเอกสารเก่าๆ สมัยอังกฤษปกครองมาสะสม เธออาจเจอ
เอกสารของสยามบ้างหรอก"

image01603
image01403

ซ้าย - สำเนาสนธิสัญญาการค้าฉบับแรก ซึ่ง ร.3 ทรงมีกับประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสัน เมื่อปี พ.ศ. 2349 และ ขวา –
จากหอจดหมายเหตุเมืองฟิลาเดลเฟีย ใบคำร้องขอเป็นพลเมืองอเมริกันของนายยอด ท่อนบนอ้างว่าเขามาอเมริกา
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1859 ลงนามรับรองความประพฤติให้โดย นาย ดีน (Mr. J.G. Deane) โดยบอกว่าทั้งคู่อยู่บ้านเลขที่
1614 ถนนซัมเมอร์

     คำแนะนำของชาล็อตทำให้ท็อปได้เยี่ยมกรุงวอชิงตันอีกครั้ง จนสามารถจ้างคัดสำเนาสนธิสัญญาการค้าฉบับแรก
ซึ่งสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีกับประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสัน เมื่อปี พ.ศ. 2349 พร้อมหนังสือประกอบอื่นๆ
มาได้
     "สยามไม่เคยอยู่ไกลฉันเลยจริงๆ"      เขาบ่นกับตัวเอง พลางอ่านสนธิสัญญาที่มีถึง 4 ภาษา (อังกฤษ ไทย โปรตุเกส
จีน) ในฉบับเดียวกันลงนามโดยทูตชื่อ เอ็ดมันด์ โรเบิร์ทส์
     เมื่อครบกำหนด 1 ปี ศาลฟิลาเดลเฟีย ก็รับพิจารณาคำขอเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างง่ายดาย โดยมีแจ็คเป็นผู้ร่วม
ปฏิญาณต่อศาล   "ผมขอรับรองว่านายดูปองท์คนนี้มีภูมิลำเนาที่ถนนซัมเมอร์มา 1 ปีเต็ม มีความประพฤติดีโดย
ตลอดขอรับไต้เท้า"
     "ขอบคุณมากครับแจ็ค"
     "กรอกในแบบฟอร์มว่าแกมานานแล้ว"      ไมค์หรี่ตากระซิบบอก   "ใส่มั่วไปเลยว่ามาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1859 ที่ท่าเรือ
นิวยอร์ค"
     "ทำไมล่ะ"     ท็อปชะงัก
     "ใครๆเขาก็มาที่นิวยอร์ค แต่แกมันหรูหราผ่าหลงไปบอสตัน ใส่ให้เหมือนคนอื่นดีกว่า"     ไมค์ลดเลียง
     "ก็โกหกซีวะ เพิ่งสาบานกับไบเบิ้ลเมื่อกี้เอง"      ท็อปอดขำไม่ได้
     "เป็นไรไปแกไม่ใช่คริสเตียนสักหน่อย!"
     ท็อปทำตามแต่พอถึงส่วนที่ว่าให้สละแล้วซึ่งยศ ศักดิ์ ฐานันดร ทั้งหลายตลอดจนความจงรักภักดีต่อการปกครอง
ของรัฐต่างด้าวในที่นี้ "ของพระเจ้าแผ่นดินสยาม" เขาสะดุดกึก
     "เซ็นๆเข้าเถอะ"   เสียงเพื่อนเร่ง มือที่จับปากกาสั่นเทา หายใจไม่ออก ไมค์รู้ทันเตะที่ตาตุ่มเข้าทีหนึ่ง    
     "ครอบครัวข้ารับใช้พระองค์มาเป็นร้อยปี"  เขาหันมาต่อว่า   "จะไม่มีเยื่อใยกันเชียวหรือวะ"    ทำเอาแจ็คและ
ทนายประจำศาลมองงงๆ
     "มันแค่เอกสารที่เขาเขียนให้ขลังหรอกวะ เอ็งดูซี เขาเขียนขู่พวกผู้ดีอังกฤษต่างหาก เพราะพวกอเมริกันเกลียดพวก
นั้นที่เคยกดขี่เขา เอ็งเป็นผู้ดีสยามไม่เกี่ยวกันหรอก"    ไมค์ฉลาดในการชักจูงให้เห็นเหตุผล ในที่สุดท็อปก็ยอมเซ็นต์
พร้อมลงวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1869
     "ทีนี้ เราก็เริ่มแผนที่จะไปอยู่ในแคลิฟอเนียได้"   ไมค์แสดงความยินดี ทั้งคู่ปรารถนาจะไปตั้งรกราก ในที่อากาศ
อบอุ่นกว่านี้และการเดินทางสะดวกอย่างเหลือเชื่อจากใช้เกวียน 6 เดือนเป็น 6 วัน เมื่อทางรถไฟที่ไมค์ร่วมสร้าง
สามารถเชื่อมต่อฝั่งทวีปทั้งสองสำเร็จตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1869 แล้ว
     "ขาดอยู่แต่เงิน ไว้ปีหน้าก็แล้วกัน"     ท็อปรู้ตัวว่าต้องขยันขึ้นอีก  "ฉันจะรับจ้างทำงานในโรงงานเป็นอาชีพเสริม
เพื่อให้มีเงินพอ"
     แต่ที่ไมค์ไม่รู้ก็คือคืนนั้นก่อนนอนท็อปหันหน้าไปทางตะวันตกที่สยามตั้งอยู่ แล้วกราบขอขมาลาโทษสยามเสีย
ยกใหญ่ ขนาดจะออกจากบางกอกยังต้องถวายบังคมลาพระบรมมหาราชวัง นี่ไปเป็นคนของชาติอื่นแล้ว ท็อปรู้สึก
เหมือนเป็นกบฏเลยทีเดียว

image01702

ภาพขยายท่อนล่างของใบคำร้องขอเป็นพลเมืองอเมริกันของนายยอด มีคำยืนยันว่าเขาขอสละซึ่งความจงรักภักดีต่อ
กษัตริย์แห่งสยามในบรรทัดที่ 6 โปรดสังเกตว่าเขาใช้ชื่อ จอร์จ ในเอกสารทุกฉบับแต่นักประวัติศาสตร์ทหารอเมริกัน
อ้างว่ายอดคือชื่อเดิม และแปลงเป็นอังกฤษว่า ท็อป ซึ่งผู้เขียนขอใช้ดังนี้ไปตลอดเรื่อง ส่วนวันที่ได้เป็นคนอเมริกัน
ตรงกับ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1869

แฝดสยาม
     ต้นปี ค.ศ. 1870 อันเป็นเวลาเดียวกับที่สะพานบรุ๊คลิน (Brooklyn Bridge) เริ่มก่อสร้างนั้น แจ็คเดินเข้ามาใน
สำนักพิมพ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
     "ข่าวดี มิสเตอร์ดูปองท์ แฝดสยามจะมาที่นิวยอร์ค วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้"
     ข่าวครึกโครมมีในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ เมื่ออินและจันจะเดินทางไปยุโรปอีกครั้ง เพื่อให้แพทย์พิจารณาผ่า
ตัดแยกร่าง ท็อปมารู้ตัวอีกครั้ง เมื่อยืนอยู่ด้านหลังของโรงแรม ในตอนหัวค่ำ หลังจากจับรถไฟเที่ยวบ่ายมาจาก
ฟิลาเดลเฟีย หิมะโปรยละอองประปราย เขาไม่กล้าเข้าทางล็อบบี้ เพราะมีนักข่าวเต็มไปหมด แฝดสยามผู้โด่งดังจะ
ขึ้นเรือในเช้าพรุ่งนี้แล้ว เขาหวังว่ากระดาษโน้ตเล็กๆภาษาไทยที่จ้างบ๋อยโรงแรมจะถึงมือทั้งคู่

"เรียนนายอินและนายจัน,
I am Siamese.  I come from Philadelphia today just to see you. Please meet me at the backyard
of this hotel. I really need your help for my future. Thanks you.
                                 นายยอด ดูปองท์
                                 จาก บางกอก"
     อากาศหนาวจับใจคงไม่สำเร็จหรอก ท็อปเกือบจะกลับอยู่แล้ว เมื่อประตูหลังโรงแรมแง้มออก เจ้าบ๋อยที่เขาจ้าง
นั่นเอง มันเหลือบซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าท็อปมาคนเดียว แล้วกวักมือเรียกพามารอที่ห้องรับแขกของห้องสูทหรูหรา
ชายหนุ่มรู้สึกประหม่ามองไปรอบๆห้องแล้วคิดว่าอินกับจันช่างโชคดีมีฐานะอยู่ในอเมริกา ได้จากความไม่ปกติของ
ร่างกายโดยแท้ เขาไม่ทันสังเกตว่า มีชายสองคนก้าวเข้ามาเงียบๆในห้องจ้องมองเขาเขม็ง คนหนึ่งที่อยู่ข้างซ้าย
กระแอมให้เสียงแล้วทักว่า

image01803

"Hello Mr. Dupont"

     ท็อปหันมาแล้วตกตะลึงลืมคำพูดที่คิดไว้จนหมด ชายสองคนผู้มีผิวคล้ำ ผมสีดอกเลาแสดงอายุ ด้านข้างเสื้อ
กั๊กที่ทั้งสองสวมอยู่นั้นเจาะเป็นช่องบริเวณหน้าอกอันเป็นจุดที่ผิวหนังติดกันเป็นแฝด คนซ้ายของท็อปยิ้มให้อย่าง
กันเองคงเป็นนายอินยื่นมือให้จับแต่คนขวาหน้าเครียดไว้ตัว    "พ่อหนุ่มเธอมาจากสยามหรือ" 
     "ขอรับมาร่วม 9 ปีแล้ว ผมเป็นทหารอาสาตอนนี้เป็นอเมริกันแล้วมีอาชีพช่างเรียงพิมพ์"
     คนขวาตัวเล็กกว่าและเป็นน้องแนะนำตัวว่าชื่อจัน จุดบุหรี่ขึ้นสูบแล้วยื่นมือให้จับบ้าง แต่แล้วก็ชะงักหดมือ เมื่อท็อป
รู้สึกประหม่าเลยเผลอยกมือไหว้เพราะเห็นเป็นผู้ใหญ่
     "นี่แกล้งฉันซินะ"   จันที่เคยวางท่าหัวเราะออก พยายามยกมือรับไหว้   "ไม่ถนัดหรอกฉันไม่ได้ไหว้ใครมาหลาย
สิบปี แม้แต่พี่ฉันเองฉันยังไม่ไหว้เลย"
     "ไม่ได้แกล้งนะครับ ผมพบท่านก็ยังไม่ทราบว่าจะพูดภาษาอะไรด้วย เลยขอใช้ภาษาอังกฤษไปก่อน"     ท็อปแก้
ตัว ทั้งสองพี่น้องถามให้แน่ใจว่า   "เธอไม่ได้รับจ้างใครมาเพื่อทำข่าวหรอกนะ"    แล้วเชิญนั่งขอให้เล่าเรื่องของตน
ให้ฟัง ตั้งแต่มาถึงอเมริกา ท็อปเพิ่งทราบว่าทั้งคู่ไม่ถนัดการใช้ภาษาไทยเสียแล้วเพราะอยู่กินมีลูกเมียอย่างฝรั่ง และ
รู้สึกสนุกที่เห็นพี่น้องทั้งสองเถียงกัน มีบุคลิกและความคิดเป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง
     "สงครามกลางเมืองทำให้เราแทบล้มละลายเหมือนกันในฐานะผู้แพ้"     อินเริ่มเล่าให้ฟังถึงครอบครัว    "โชคด
ีคริสโตเฟอร์ลูกชายของฉันเป็นทหารม้าฝ่ายใต้รอดกลับมาได้"  ลูกของอินสังกัดกองพันทหารม้าที่ 37 เวอร์จิเนีย
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1864 เวลาซึ่งท็อปบาดเจ็บนั้น เขารบอยู่ในเทนเนสชี่ ลูกของจันก็ไปรบเช่นกัน
     "ดีหรอกนะที่เธอไม่ปะทะกับลูกเรา คงน่าเศร้าที่คนเลือดสยามมารบกันเองในต่างถิ่น"   จันว่า  "คราวนี้เขาไม่
ได้มาด้วย ไม่งั้นคงคุยกันสนุก"
     "หิวไหม สั่งของมากินกันดีกว่า"      แล้วเรียกลูกชายคนรองชื่ออัลเบิร์ตให้สั่งอาหารจากโรงแรม จันสะกิดอินขอ
ลุกขึ้นตรงไปหยิบวิสกี้ เขาใส่แก้วยื่นให้ท็อปดื่ม อีกแก้วไว้กินเอง อินยอมเดินตาม เขาไม่ค่อยสนใจกับสิ่งมืนเมาพวก
นี้นัก ทำหน้ารำคาญเตือนว่า   "กินให้มันน้อยๆหน่อย นะตาเฒ่า"                                                                                                                                                         
     "ท่านคิดถึงบ้านบ้างไหมขอรับ"    หลังอาหารเย็นท็อปลองถามเข้าเรื่อง ดูทั้งคู่นิ่งไป
     "เมื่อมาใหม่ๆ เราถูกฝรั่งถามทุกครั้งที่แสดง"    อินตอบก่อน  "ถึงอยากกลับก็ไม่มีเงิน เราทั้งคู่ถูกซื้อตัวมาตั้งแต่
อายุ 18 ปี อ่อนโลกเหลือเกิน รายได้จึงถูกเขาเบียดเบียนไว้" 
     "เราปลงใจว่าต้องดิ้นรนหาทางเป็นอิสระ ตั้งหลักแหล่งอย่างมั่นคงให้จงได้"    จันพูดด้วยความภูมิใจ
     "ฉันคิดถึงบ้านไม่ได้นะนายยอด"     อินอธิบาย   "ฉันเป็นพี่จะพลอยทำให้น้องท้อแท้ไปด้วย เขาทำเป็นเก่งไปอย่าง
นั้นเอง แต่ที่จริงเป็นคนใจดีหรอกนะ"
     "พอมีลูกก็คิดแต่อนาคต"      จันเสริม แล้วทั้งคู่พยักหน้าพร้อมๆกันโดยไม่รู้ตัว
     "ส่วนผมจากสยามมาแบบไม่ได้ตั้งใจ แรกก็นึกอยากอยู่ไปจนตาย"   ท็อปเผยความในใจ  "ยังมีสิ่งหนึ่งที่กวน
ใจมาตลอดคือรู้สึกว่าคนผิวขาวไม่มองเราเท่าเทียมกัน ขนาดผมมารบให้ยังเคยถูกทึกทักว่าเป็นพวกทาส ผมกลัวว่า
ครอบครัวผมจะมีปมด้อย แล้วลูกหลานจะไร้โอกาส" 
     แฝดสยามพอเดาได้แล้วว่าทำไมเจ้าหนุ่มคนนี้ถึงอยากพบพวกเขานัก
     "ฮึ่ม….มันก็พออยู่ได้นา นายยอดจะต้องอดทนในเรื่องโดนดูถูกดูแคลน หาคนดีเป็นเพื่อน" 
     "ผมเกรงจะทนไม่ได้ เพราะถือนักในเรื่องเกียรติภูมิของตนเอง ยุคของผมฝรั่งรังแกเราไม่เหมือน 40 ปีก่อนครั้ง
เมื่อท่านเป็นเด็กเกรงแต่พม่า คนรุ่นผมมีกังวลยิ่งเห็นข่าวบ่อยขึ้นเกี่ยวกับทางโน้น"  แล้วบ่นว่า   "ระยะหลังผมฝัน
แปลกๆ คิดถึงบ้านแล้วไม่รู้จะบ่นกับใคร ท่านเสียอีกเป็นเพื่อนคุยกันได้"
     "ฮะๆ ยอดเอ๋ย เป็นเพื่อนคุยก็พอทำเนา แต่นี่ทนติดกันทุกเวลาตั้งแต่ยังไม่มีเมียจนมีลูกเป็นโหลนะ"     อินเย้า
จันผู้เป็นน้องโดยเอามือโอบคอคู่แฝดเขย่าเล่น  "แกมันน่ารำคาญมากกว่าฉันถึงอยากลองผ่าตัดดูไงล่ะ"    
     "ฉันเองเคยฝันถึงแม่ จำหน้าได้เพียงลางๆ พอจำสมัยเราช่วยกันพายเรือที่แม่กลองได้"    จันสารภาพ
     "เคยตั้งใจจะกลับบางกอกแต่เกิดสงครามกลางเมือง แม่ก็ตายไปก่อนแล้ว"      อินอธิบายมีสีหน้าเศร้าลง    "พอ
แก่ตัวเข้าฉันก็อยากมีโอกาสเห็นมาตุภูมิอีกสักครั้งหนึ่ง"
     จันบ่นอะไรในลำคอสองสามคำแล้วว่า   "ฉันรู้แต่ว่าถ้ายังอายุน้อยเท่านายยอด ฉันจะท่องเที่ยวให้ทั่วโลกก่อนคิด
ปักหลัก การเดินทางไปเอเชียง่ายกว่าเดิมมาก พอถึงสยามแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังได้"  
     "หรือจนกว่าเธอจะพบแม่สาวที่ไหนสักแห่งที่จะเปลี่ยนเธอไปเป็นอีกคนได้"     อินอมยิ้ม
     ณ บันไดหลังของโรงแรม
     "ผมขอให้ท่านทั้งสองสมหวังและปลอดภัยจากการผ่าตัด"      ท็อปก้มลงไหว้ที่แขนของคนทั้งสอง
     "ขอบใจๆ ที่อุตส่าห์มาหาเรานะ"     จันพูดตะกุกตะกักรู้สึกตื้นตันใจ   
     "อย่าลืมนะเธอมิใช่ชาวสยามคนเดียวในทวีปนี้ นึกถึงเราไว้เมื่อเหงา"    อินเอามือโอบไหล่ท็อปแล้วพยายามพูด
เป็นภาษาไทยบ้าง
     "ด้าย...พบนายยอด...ฉันก็เมือน...ด้าย...กลับบ้านแล้ว!"
     ท่ามกลางหิมะขาวโพลนในคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1870 ที่กรุงนิวยอร์ค จากแสงไฟถนนสลัวๆทำให้ใครก็
ตามที่บังเอิญผ่านมาจะต้องแปลกใจที่เห็นชายร่างเล็ก ผิวคล้ำสามคนยกมือขึ้นประนมแล้วก็ก้มหัวให้แก่กันอย่าง
อ่อนน้อม

หมายเหตุ ท็อปไม่ทราบหรอกว่ายังมีชาวสยามคนที่สี่ชื่อ นายเทียนฮี้ เรียนแพทย์อยู่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียใน
กรุงนิวยอร์คขณะนั้น จนกระทั่งอีกหลายปีภายหลังจึงจะได้ร่วมผจญภัยกันในดินแดนที่คาดไม่ถึง ส่วนอินและ
จันไปถึงยุโรปแต่ไม่ได้ผ่าตัดเพราะเกิดสงครามระหว่างปรัสเซียกับฝรั่งเศสขึ้น ระหว่างเดินทางกลับอเมริกา จัน
ซึ่งดื่มและสูบบุหรี่จัดมีอาการหัวใจวายเป็นอัมพาต และเป็นเหตุให้อ่อนแอลงจนสี่ปีต่อมาจันเสียชีวิตลงเมื่ออายุ
63 ปี ใน ค.ศ. 1874อินจึงต้องตายตามเพราะร่างติดกัน
 

รอติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com