ลูเกอร์คาร์ไบน์
จ่าน้อม ทหารหน้า
กระผมได้นำปืนลูเกอร์ หรือ พาราเบลลั่ม ชนิดที่หายากมาให้ท่านผู้อ่านทำความรู้จักกันแล้ว 2 แบบ คือ ดัตช์ลูเกอร์ และ คริ๊กฮอฟลูเกอร์ อันเป็นปืนสำหรับทหารหาญ ณ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะขอแนะนำปืนลูเกอร์เชิงกีฬา ที่ทั่วโลกถือว่าเป็นรุ่นพิเศษสุดจริงๆ มาให้ชม นั่นก็คือ “ปืนลูเกอร์แบบคาร์ไบน์” ซึ่งสำหรับตัวจ่าน้อมเองมันเป็นของที่ เกินเอื้อม ของจ่าแก่ๆคนนี้ เพราะถ้านับจำนวนปืนลูเกอร์ที่สร้างขึ้น 2 ล้านกระบอก จะมีปืนเล็กสั้นสไตล์หลังม้าผลิตไว้เพียง 2,500 กระบอก เท่านั้นเอง
ใช่เพียงแค่นั้น ปืนกระบอกที่จ่าพามาชมวันนี้ สำหรับคนไทยแล้ว คำว่าล้ำค่าก็อาจไม่เพียงพอ ด้วยซ้ำ เพราะเล่าขานกันว่าเป็นปืนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระมหากรุณา พระราชทานแก่ขุนนางผู้ใหญ่ในมณฑลทางใต้ของเรา ครั้งเสด็จกลับจากประพาสยุโรปเมื่อร้อยปีที่แล้ว
ปฐมบทของคาร์ไบน์รุ่นดั้งเดิม
วัตถุประสงค์ของการนำปืนพกกึ่งอัตโนมัติ มาแปลงเป็นปืนเล็กสั้น หรือ คาร์ไบน์ ก็เพราะต้องการใช้เป็นปืนเชิงกีฬา น้ำหนักเบาถอดเก็บ พกพาไปง่ายไม่เทอะทะเหมือนปืนไรเฟิล หรือปืนแฝด ใช้ยิงเป้า หรือล่าสัตว์เล็กๆประเภทนกหนูได้ ทั้งยังใช้กระสุนที่บรรจุได้หลายนัด ยิงต่อเนื่องแรงสะท้อนถอยหลังก็ไม่รุนแรงเกินไป เรียกได้ว่ามันใช้เพื่อความสนุกสนาน มิใช่ใช้ในการทหาร ในไม่ช้าความเก๋ไก๋ของมันกลายเป็นของกำนัลอันมีค่าสำหรับ บุคคลสำคัญ หรือ รัฐบุรุษ
อันที่จริงในยุคเริ่มต้นของปืนพกกึ่งอัตโนมัติ มีปืนดังๆของเยอรมันถูกนำมาต่อด้าม โดยเจาะด้ามไว้เป็นซองปืนเพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำโดยประทับไหล่ยิงได้คล้ายยิงปืนยาวกันแทบทั้งนั้น แต่ที่จำได้เห็นมีที่ออกแบบให้มีลำกล้องยาวเป็นพิเศษเพิ่มกระโจมปืนหน้าและพานท้ายแบบไรเฟิลเพียง 2 รายเท่านั้นคือ ปืนเมาเซอร์คาร์ไบน์ และลูเกอร์
เปรียบเทียบคาร์ไบน์ที่โด่งดังที่สุดในโลกสองชนิด กระบอกบนคือ ลูเกอร์ ที่นำเสนอคราวนี้ส่วนกระบอกล่างคือเมาเซอร์ ซึ่งมีการต่อพานท้ายที่ถอดออกทั้งด้ามจับ ส่วนลำกล้องมีตั้งแต่ 12 – 20 นิ้ว มีผลิตไม่เกิน 1,000 กระบอกเท่านั้น
ลูเกอร์คาร์ไบน์รุ่นแรก เรียกกันว่า “รุ่นดั้งเดิม - Old Model หรือแบบปี 1902” ปืนรุ่นนี้มียอดผลิตราว 2,500 กระบอกเท่านั้น ข้อสังเกตง่ายๆ ก็คือ (1) มีเซฟหลังอ่อน (2) คันเซฟเป็น 2 สี และไม่มีภาษาเยอรมันว่า “GESICHERT” หรือห้ามยิงเอาไว้ สมัยนั้นยังไม่ทำ (3) ไกปืนจะเล็กแคบ (4) ขอรั้งและแท่งลูกเลื่อนจะเป็นแบบแบนราบ และ (5) ตุ้มจับรั้งเพื่อขึ้นลำจะเว้าจับปลายนิ้วผู้ยิง แทนที่จะเป็นเรียบๆ แกะลายเช็คเกอร์กันลื่น
ปืนพระราชทานกระบอกนี้จึงเป็น Old Model 1902 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเมื่อเสด็จประพาสยุโรปนั้นตรงกับยุคของมันพอดีคือ คราวเสด็จครั้งที่ 2 ตรงกับปี พ.ศ. 2450 หรือ ค.ศ. 1907 อันเป็นช่วงเวลาที่กองทัพบกสวิส นำลูเกอร์เข้าประจำการมา 3 ปีแล้ว และทัพเรือเยอรมัน เริ่มหันมาใช้ได้ปีเดียว กองทัพบกเยอรมันกำลังหงุดหงิดว่าทำไมอุ้ยอ้ายปล่อยคนอื่นเขาเอาปืนพกดีๆไปใช้ก่อน และนำลูเกอร์เข้าใช้ในปีถัดไป คือรุ่น P08 (ค.ศ. 1908)
ลูเกอร์ยังทำปืนไว้อีกชุด เป็นของกำนัล ใช้อักษร “C” ขึ้นหน้าเลขประจำปืน (Carabiner) เพื่อไว้มอบไว้แก่บุคคลสำคัญ ยังมีหลงเหลือ 2 กระบอก จากประมาณ 100 กระบอก คือ 9109C มอบแก่ Hiram Maxim ผู้ประดิษฐ์ปืนกลแม็กซิม และ 9112 C ไม่รู้มอบให้ใคร อีกท่านหนึ่งที่มีลูเกอร์คาร์ไบน์ คือ อดีตประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลท์ นอกจากนี้ก็มี ประธานาธิบดี ดีแอส เม็กซิโก พระราชาเอมมานูเอลของอิตาลี และที่ขาดไม่ได้คือ พระเจ้าไกเซอร์วิลโฮมส์ที่ 2 แห่งเยอรมัน
ลูเกอร์คาร์ไบน์รุ่นแรกๆเอาศูนย์หลังไปแปะไว้บนข้อพับชิ้นหลังสุด เป็ฯศูนย์แบบปรับได้ 5 ระยะ ตั้งแต่ 100 – 500 เมตร แต่เห็นไม่เข้าท่าเพราะเวลายิงศูนย์จะขยับขึ้นลงตามแรงสะท้อนของข้อพับนี้เป็นปัญหาในการยิงซ้ำเร็วๆนัดต่อไป ดังนั้นโรงงานจึงเปลี่ยนมาวางศูนย์หลังบนโคนลำกล้องแทน
ราคาซื้อขายในปี ค.ศ. 1903 ตั้ง 50 ดอลล่าห์ จากโฆษณษาของห้างดังในนิวยอร์ก ขณะที่ปืนทั่วๆไปราคาไม่ถึงครึ่งแสดงว่ามันเป็นของหรูหราสำหรับคนมีเงิน ร้านต่างๆคุยสรรพคุณว่ามันยิงได้เร็วถึง 116 นัดต่อนาที ในยุคแรกที่โลกนี้รู้จักปืนพกกึ่งอัตโนมัติ นับว่าน่าประทับใจยิ่งนัก
คาร์ไบน์พระราชทาน
มาดูรายละเอียดของปืนสำคัญกระบอกนี้ดีกว่าขอรับ
ลำกล้องยาว 11.75 นิ้ว ยาวกว่ารุ่นทหารปืนใหญ่กระบอกบนแน่นอน
และศูนย์หน้าเป็นแบบศูนย์ไรเฟิลมีสะพานยาวแกะลายอย่างละเอียด ใบศูนย์ชุบทองไว้ด้วย
ความเป็นรุ่นดั้งเดิม 1902 ขอรั้งและแท่งลูกเลื่อนจะเป็นแบบแบนราบ ขอรั้งสีทองอร่าม ส่วนกระบอกบนคือสัดส่วนที่เราคุ้นตากับแท่งลูกเลื่อนของปืนพาราเบลลั่มทั่วๆไป ล่างโกร่งไกหนากว่า
คันเซฟเป็น 2 สี และไม่มีภาษาเยอรมันว่า “GESICHERT” หรือห้ามยิงเอาไว้ผลักขึ้นเป็นห้ามยิง
ตุ้มจับรั้งข้อพับเพื่อขึ้นลำทั้งซ้ายขวาตามภาพ จะเว้าสวยเป็นงานศิลป์มากกว่าเป็นอาวุธ
ศูนย์หลังของปืนรุ่นนี้ จำต้องนำมาเทียบให้เห็นกับปืนรุ่น 8 นิ้ว ทหารปืนใหญ่ (Artillery Luger LP08) ซึ่งยิงลูก 9 มม. พาราฯ ปรับระยะได้ถึง 800 เมตร จะเห็นว่าคนละระดับทีเดียวเพราะเจ้า 8 นิ้ว เป็นศูนย์สะพานสไตล์ปืนเล็กยาวทหารราบ เลื่อนกระดกขึ้นทื่อๆ ไม่ประนีตอะไร ส่วนศูนย์ของคาร์ไบน์กระบอกนี้ ดูผิวเผินอาจคล้ายกัน บอกระยะเพียง 300 เมตร แต่ดูใกล้ๆ ทำดีมาก ปรับระยะโดยกดปุ่มปลดล็อคด้านซ้าย แล้วดึงสะพานเลื่อนออกมาอย่างนิ่มนวล นี่ละขอรับฝีมือประณีตบรรจง คิดมากซับซ้อนดีแท้
จากระยะบนศูนย์เล็ง ท่านอาจสงสัยว่าทำไมปืนเล็กสั้นกระบอกนี้ใช้กระสุนขนาดเล็กและยิงได้ไม่ไกลนัก กล่าวคือปืนรุ่น Old Model เกิดมาในยุค ค.ศ. 1902 ซึ่งลูเกอร์ขณะนั้นใช้กระสุนขนาดเพียง 7.65 ลูเกอร์ ไม่ใช่ 9 มม. พาราเบลลั่มตัวเก่ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่เนื่องจากเป็นปืนยิงเป้าระยะไกล อุตส่าห์ต่อลำกล้องต่อพานท้ายแล้ว เอากระสุนเล็กๆ มายิง ก็พบปัญหาในการออกแบบว่าแรงสะท้อนถอยหลังของกระสุน 7.65 มม. ไม่เพียงพอที่จะผลักลำกล้องหนักๆ ยาวตั้งฟุตหนึ่งกลับบรรจุกระสุนนัดใหม่เข้าที่ได้ ลูเกอร์รุ่น 7.65 มม. คาร์ไบน์จึงต้องมี “ตัวช่วย” (Actuator) หรือจะเรียกว่ารีคอยสปริงสำรอง ซึ่งซ่อนอยู่ในกระโจมปืนหน้ามิดชิดมากขอรับ
การควานหาเจ้าสปริงตัวช่วยนี่ สิ่งแรกต้องถอดกระโจมปืนหน้าที่แกะลายเช็กเกอร์ละเอียดยิบนี่ออกมาก่อน มันยึดด้วยสลักเหมือนปืนเก่าแก่พวกคาบศิลาหรือปืนไรเฟิลชั้นสูงของยุโรป แต่ ระวังขอรับ…..อย่าตอกโครมๆเพราะท่านไม่ต้องตอกจนเจ้าสลักนี้หลุดมาเพราะกระโจมบางเฉียบนี่จะพังซิ มันถูกออกแบบไว้ให้มีล็อกกันสลักหลุดหายในป่านั่นเอง ช่างคิดอีกแล้วเยอรมัน
นี่ไงขอรับห้ามตอกจนพังเพราะบนสลักมีสปริงแหนบซ่อนอยู่ และมันจะขึ้นมาเกี่ยวผนังกระโจมปืนไม่ให้หล่นหาย เฮ้อเพิ่งเข้าใจ ในภาพต่อไปจะเห็นแผ่นเหล็กซึ่งซ่อนสปริงเอาไว้ มีเดือยสีทองโผล่ออกมาสักเซ็นต์หนึ่ง นั่นละเจ้า “ตัวช่วย” (Actuator)
ผลักแท่งสีทองเข้าออกได้ เพราะแรงต้านของสปริงจิ๋วนี้ช่วยให้มีแรงดึงลำกล้องกลับ เข้าตำแหน่งพร้อมยิงอีกครั้ง รางไม้หน้าแท่งทองนั่นเซาะไว้พอดีกับเดือยเหล็กใต้ลำกล้อง เอาไว้เกี่ยวแกนสปริงที่เห็นลางๆในภาพบน ส่วนกระสุนนั้น จำเป็นต้องใช้กระสุน 7.65 มม. พิเศษเพิ่มดินขับอีก 15 % จึงจะทำให้สะท้อนถอยหลังได้เต็มกำลัง เขาจะย้อมปลอกกระสุนสีดำให้รู้ไว้ไม่ปนกัน
เจ้าลูเกอร์คาร์ไบน์รุ่นปี 1920 ใช้กระสุน 9 มม. ไม่จำเป็นต้องมีตัวช่วยเพราะกระสุนแรงพอ
เนื่องจากเป็นปืนที่ผ่านการตรวจแบบปืนพาณิชย์ เยอรมันจึงประทับตรา มงกุฎบี (B) และ ยู (U) เอาไว้ อันเป็นตราผ่านการตรวจที่ใช้ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ใต้ลำกล้องมีมงกุฏจี (G) แปลกขึ้นมันคือตราสำหรับลำกล้องไรเฟิลซึ่งปืนกระบอกนี้ถูกจัดเข้าประเภทไปด้วย ส่วนเลขบนชิ้นส่วนต่างๆสองหลักคือสองตัวท้ายของเลขประจำปืน 45 ตรงกันหมดอย่างนี้เรียกว่าของดีแท้
ไกทองดูยังใหม่แม้จะอายุร้อยกว่าปีเข้าไปแล้ว ปลดแม็กกาซีนลื่นไหลออกมาราวกับเพิ่งออกจากห้างลูเกอร์ แม็กฯรุ่นเก่าที่สภาพสมบูรณ์เป็นไม้กลึง คมชัดจับง่ายแบบนี้นี่เอง ในภาพถัดไปท้ายแม็กฯตราเหมือนเลขสอง ไม่แน่ใจว่าในชุดมีแม็กกาซีนมาสองอันหรือเปล่า
กล่องไม้บุกำมะหยี่สีเขียวทำให้ปืนมีคุณค่ามากแก่ผู้รับได้ภูมิใกล่องนี้มีตราบริษัททำในเยอรมัน
กระดุมเงินพระรูปขององค์สมเด็จพระปิยะมหาราชาเจ้า ถูกทำขึ้นภายหลังไว้เทิดทูนบูชานั่นเอง
ต่อพานท้ายแล้วสวยจับใจ ปืนระดับนี้สายเช็คเกอร์จะละเอียดยิบ เช่น ปืนไรเฟิลชั้นดีจากยุโรปและไม่ได้ใช้เครื่องทำพรวดๆ เสร็จ ไม้วอลนัทยังสวยอยู่ เพราะท่านเจ้าของดูแลรักษาอย่างดีมาก
ยุคที่สอง
ปืนคาร์ไบน์นี้ถูกนำมาผลิตอีกครั้งในช่วงหลังสงครามโลกในปี ค.ศ. 1920 เรียกกันว่า Commercial Carbine 1920 อาจมีชิ้นส่วนปืนทหารปนมาบ้างเป็นธรรมดา ตามภาพนี้จะเห็นว่าเป็นปืนที่ DWM นำออกขายในอเมริกาตลาดหลัก จึงตีคำว่า “Germany” ไว้ให้รู้ และประทับตราอินทรีย์อเมริกัน (American Eagle) เอาไว้เพื่อกระตุ้นลูกค้าของตน ปืนรุ่นหลังจะมีความเป็น
ลูเกอร์แบบที่เราคุ้นตาครบครัน เช่นอักษรระบุการเข้าเซฟตี้ ตุ้มรั้งขึ้นลำเป็นแบบมาตรฐาน และใช้กระสุน 9 มม. พาราเบลลั่ม เป็นต้น
ชุดซองหนังจากบริษัทประมูลปืนมีค่าแห่งหนึ่งโฆษณาไว้ ลักษณะการออกแบบ น่ารักน่าใช้มาก อยากจ้างร้านกระเป๋าคัดไว้สักใบหนึ่ง
นี่ก็อีกแบบเก๋ๆ
ภาพหายากอีกภาพ คือปืนลูเกอร์คาร์ไบน์แบบทหารเรือ (ดูที่ศูนย์หลัง) ทำขายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งแรก ปืนรุ่นหลังนี้มีไม่มากนัก และเป็นการผสมผสานชิ้นส่วนปืนเก่ามาให้ได้ปืนคาร์ไบน์อันเลื่องชื่อเท่านั้นเอง มิได้ผลิตออกมาใหม่มากมายเพื่อขายในตลาด
เมาเซอร์เอามาเกิดใหม่
เสน่ห์ของปืนลูเกอร์คาร์ไบน์ ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นหลัง แล้ว บ.อินเตอร์อาร์ม จากอเมริกาก็ไปอ้อนเมาเซอร์ให้ลองทำปืนพาราเบลลั่มขึ้นมาใหม่ โดยมีจำนวน 250 กระบอก ที่เป็นแบบคาร์ไบน์ ฉลอง 75 ปี ของปืนชนิดนี้ ราคาก็พอขนหน้าแข้งเศรษฐีไม่ร่วง กระบอกละ 3,000 เหรียญ มีการจารึกไว้ข้างโครงปืนด้วย นับแต่นั้นก็ยังไม่มีใครคิดทำขึ้นมาใหม่ จ่าเห็นก็แต่ร้านช่างปืนในอเมริกา เขารับแปลงปืนรุ่นธรรมดาเป็นคาร์ไบน์ ซึ่งถือเป็นงานฝีมือราคาออกจะพิเศษไปด้วย แต่จะมาสู้ปืนที่มีประวัติอย่างที่เอามาชมกันกระบอกนี้กระไรได้จริงไหมๆ
Mauser Carbine Parabellum
พบกับเรื่องราวของปืน Classic และอุปกรณ์สำหรับปืนเหล่านั้นได้ที่เว็บ จ่าน้อม.com