Home

FN 375 H&H ต้นตำนานเพชรพระอุมา
ทดสอบปืน
CZ511
Ruger Mk II
FN 375 H&H
บราวนิง ออโต้5
มาลิน เมาตี้
ดวล ปืน9 ม.ม.
ดวล 11ม.ม.
ดวล .38
Toz 35 M
Win 94
รูเกอร์ซิงเกิลแอ็คชั่น
CZ Scout
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ภาพที่ 1 อาจารย์ฉัตรชัยกับปืนไรเฟิลกระบอกโปรด

ผมเชื่อว่าคนชอบปืนน้อยคนนักที่จะไม่เคยอ่าน นวนิยายอมตะเรื่อง เพชรพระอุมา ผมเองมีโอกาสได้อ่าน
หนังสือเรื่องนี้มาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม จนถึงทุกวันนี้ก็ยังหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำอยู่เป็นประจำ ต้องยอมรับว่า
นวนิยายเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตของผมอยู่ไม่ใช้น้อย โดยนิสัยและความชอบส่วนตัวหลายๆอย่างล้วน
แล้วแต่เกิดขึ้นจากเนื้อหาของเพชรพระอุมา

นอกจากลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของตัวละครทุกตัว และเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นชวนติดตามตลอดแล้ว ผู้เขียน
คือ พนมเทียน ยังสอดแทรกสารพรรณความรู้ รวมถึงเรื่องป่าและเรื่องปืน ไว้อีกมากมายมหาศาล   นั่น
เป็นจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับป่าและปืนในชีวิตจริงของผม และเชื่อแน่ว่าคงเกิดขึ้นเช่นเดียวกันอีกหลายท่านเป็น
แน่

ตลอดเวลาเกือบยี่สิบปีที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มา ผมได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปืนแต่ละกระบอกที่ถูกกล่าวถึง
ในเรื่องไว้ไม่ใช้น้อย บางกระบอกที่เป็นรุ่นเดียวกับในเรื่องก็ได้มีโอกาสหามาอยู่ในความครอบครองสมใจ
บางกระบอกก็มีโอกาสเพียงแค่ศึกษาเท่านั้น อาวุธปืนในเรื่อง เพชรพระอุมา ส่วนมากมักจะเป็นปืนยาวที่ใช้
ล่าสัตว์ใหญ่ ซึ่งจะหาดูของจริงได้ยากมากในปัจจุบัน

มาถึงตอนนี้ผมจึงได้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ผู้ที่ชมชอบเพชรพระอุมาทั้งหลายเอาไว้เป็นเครื่อง
ประกอบการอ่านเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติมากยิ่งขึ้น  เชิญเข้าไปชมกันได้ที่นี่เลยครับ

ที่สำคัญที่สุด ทีมทดสอบ Guns World รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่เราซึ่งล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ของท่าน
ได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ หรือ ที่แฟนเพชรพระอุมารู้จักท่านในนาน "พนม
เทียน" เป็นอย่างดีแล้ว นอกจากจะเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลปแล้ว ยังเป็นบรมครูในวงการปืนของ
เมืองไทยอีกด้วย ท่านได้ให้นำปืนส่วนตัวสามกระบอก ซึ่งเป็นปืนที่มีประวัติมาอย่างโชกโชน มีบทบาทสำคัญ
อย่างยิ่งในเรื่องเพชรพระอุมา มาทำการทดสอบ เป็นการเฉพาะ อันไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน ต้องนับว่า
เป็นกรณีพิเศษจริง ๆ สำหรับแฟนเพชรพระอุมาและผู้อ่าน กันส์เวลิด์ ขอถือเป็นการเปิดตัวประเดิม
คอลัมน์ "ขุมปืนแห่งเพชรพระอุมา" ที่จะเริ่มตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป

หลังจากรายงานการทดสอบ"ปืนครู"ทั้งสามกระบอกนี้แล้ว ก็จะเป็นการนำเสนอข้อมูลและรูปภาพของปืน
จากเรื่องเพชรพระอุมาแต่ละกระบอกตามลำดับ ที่ถูกกล่าวถึงในเนื้อเรื่องต่อไป

แต่ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า ผมไม่ได้เขียนข้อมูลนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือยั่วยุให้ท่านไปล่าสัตว์แต่อย่างใด ในทาง
กลับกันผมเชื่อว่ายุคของการล่าสัตว์ในประเทศไทยได้ผ่านไปอย่างไม่มีทางกลับคืนมาอีกแล้วด้วย สาเหตุ
ของการใช้ธรรมชาติอย่างไม่เห็นคุณค่าของคนรุ่นเราและรุ่นก่อน ๆ

ปืนกระบอกแรกที่เราจะทดสอบกันเป็นกระบอกแรกนี้ คือ ไรเฟิลเอ็ฟเอ็ม ขนาด .375 ฮอลแลนด์ แอนด์
ฮอลแลนด์ แม็กนั่ม จากโรงงาน Fabrique Nationale หรือ เอฟเอ็นแห่งเบลเยี่ยม นั่นเอง

ภาพที่ 2 FN ขนาด .375 H&H Magnum

ประวัติความเป็นมาของปืนกระบอกนี้อาจารย์ฉัตรชัยเล่าให้พวกเราฟังว่า ยุคแรกที่ท่านเข้าป่าในช่วงก่อนปี
พ.ศ. 2500 นั้นท่านใช้ปืนลูกซองบราวนิงก์ออโต (ซึ่งจะทำการทดสอบในลำดับต่อไป) เป็นปืนคู่มือ แต่ก็
มีความใฝ่ฝันที่จะมีปืนไรเฟิลขนาดหนักสักกระบอกหนึ่ง จึงได้เก็บหอมรอมริบจากค่าเรื่องที่เขียนอยู่พัก
ใหญ่ ประมาณปี พ.ศ. 2502 จึงได้มีโอกาสไปซื้อปืนกระบอกนี้มา ในราคาประมาณ 4,000 บาทจากร้าน
ปืนย่านหลังวัง ซึ่งก็นับว่าแพงมากโขในยุคนั้น

หลังจากที่ซื้อมาเพียงไม่กี่วัน อาจารย์ก็แบกปืนกระบอกนี้ลงไปยะลาเพื่อตามล่าหมูป่าที่ผู้คนแถวนั้นร่ำลือ
กันว่าเป็นหมูจ้าวหรือว่าหมูมีช้องทำให้ปืนยิงไม่เข้า  แต่เอาเข้าจริงเจอ .375 จากปืนกระบอกนี้เข้าไปนัด
เดียวจอด (หาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือเรื่อง "ช้องหมู")

ปืนกระบอกนี้ก็กลายเป็นปืนประจำมือของอาจารย์ทุกครั้งที่เข้าป่าลึก   นอกจากความสวยงามของป่าแล้ว
ยังมี เรื่องน่าตื่นเต้นและเรื่องลึกลับอันยากจะหาคำอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ จากประสบการณ์ในการเข้า
ป่าอย่างหนักช่วงนี้เอง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์เขียนเรื่องเพชรพระอุมาขึ้นในปี พ.ศ. 2507 จน
กระทั่งจบบริบูรณ์ในปี 2533 รวมเกือบ 27 ปี สำหรับการเขียนนวนิยายเพียง 1 เรื่อง !! ต้องนับว่า
เพชรพระอุมาเป็นนวนิยายที่เขียนนานที่สุด ยาวที่สุด มากเล่มที่สุดในโลกก็ว่าได้

เรียกได้ว่าปืนกระบอกนี้เป็นจุดก่อเกิดของอมตะนิยาย เพชรพระอุมา อย่างแท้จริง กว่ายี่สิบปีที่ FN
กระบอกนี้โชกโชนกับการเดินทางสู่ป่าใหญ่ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นปีที่อาจารย์ฉัตรชัย ให้สัตย์
ปฏิญาณว่า จะเลิกเข้าป่าล่าสัตว์อย่างเด็ดขาด ปืนกระบอกนี้ก็ถูกทำความสะอาดเก็บไว้ในตู้โดยที่ไม่ได้ถูก
นำมายิงอีกเลย จนถึงทุกวันนี้.........


บทบาทของ FN .375 H&H ในเพชรพระอุมา

ตามเรื่องราวของเพชรพระอุมา ปืนกระบอกนี้เป็นของ ม.ร.ว. ดาริน วราฤิทธิ์ แพทย์สาวและนักมนุษย์
วิทยาที่ได้ร่วมผจญภัยออกตามหาพี่ชายที่สูญหายระหว่างการสำรวจป่าลึก คุณหญิงน้อยผู้เจ้าของใช้มัน
ในช่วงต้นของการเดินทาง โดยเอาไปนั่งห้างยิงสัตว์ที่โป่งกระทิงเมื่อพบเข้ากับโขลงไอ้แหว่งช้างเกเร ดา
รินก็ยกให้ แงซาย ใช้เป็นปืนประจำมือแทนปืนโบราณขนาด .44-40 ที่แงซายนำติดตัวมาด้วย และมันก็
กลายเป็นปืนคู่มือของแงซายไปจนเกือบจะตลอดการเดินทาง

ตลอดเวลาที่มันอยู่ในมือของแงซายซึ่งเป็นพรามมือฉมัง ปืนกระบอกนี้ได้ทำหน้าที่สำคัญในการป้องกัน
อันตรายและหาอาหารเลี้ยงคณะเดินป่า

ที่บอกว่าแงซายใช้ปืนกระบอกนี้เกือบตลอดก็เพราะว่า เอฟเอ็น .375 ฮอลแลนด์ แอนด์ ฮอลแลนด์
กระบอกนี้ถูกส่งไปให้ส่างป่าใช้ชั่วคราวในตอนที่แงซายเปลี่ยนไปใช้ไรเฟิลเวเธอร์บี้ .460 และในที่สุดปืน
กระบอกนี้ถูกหินทับแหลกที่แถวๆภูเขานิลกาญจน์ในขณะที่ต่อสู้กับตัวสามเขา


ลักษณะทั่วไป

FN ย่อมาจาก Fabrique Nationale ซึ่งเป็นโรงงานผลิตปืนเก่าแก่ในเบลเยี่ยมมีประวัติยาวนานในเรื่อง
การผลิตปืนทั้งปืนทหารและปืนพลเรือน ปืน FN เป็นที่นิยมอยู่ไม่น้อยในบ้านเราแต่คนส่วนใหญ่มักจะเรียก
ว่าเป็นปืนบราวนิง ความเป็นมาในเรื่องนี้ก็เนื่องมาจากการที่ จอนห์ เอ็ม บราวนิง นักออกแบบปืนอัฉริยะ
ของโลกได้หอบปืนที่เขาออกแบบไปให้โรงงาน FN ผลิตมากมายหลายกระบอก ไม่ว่าจะเป็น ปืน บราวนิงก์
ไฮเพาเวอร์ 9ม.ม., บราวนิงก์ เบบี้ขนาด 6.35ม.ม., ลูกซองบราวนิงก์ ออโต้ A-5 และยังมีปืนทางทหาร
อีกหลายกระบอก ปืนเหล่านี้จะตอกยี่ห้อ Browning แต่ก็จะระบุชื่อ FN ไว้ในฐานะผู้ผลิตด้วย

ปืนไรเฟิล เอฟเอ็ม .375 H&H กระบอกนี้ไม่ได้ถูกออกแบบโดยจอนห์ บราวนิง แต่ส่วนหนึ่งก็ตีตรา
Browning เพื่อส่งเข้าไปขายในอเมริกาด้วย ปืนรุ่นนี้เป็นปืนไรเฟิลที่ใช้ระบบลูกเลื่อนของเมาเซอร์ 98
ซึ่งเป็นระบบเดียวกับปืนประจำการหลักของกองทัพเยอรมันในสงครามโลกทั้งสองครั้ง ระบบลูกเลื่อน
ถูกพัฒนาขึ้นโดย นาย พอล เมาเซอร์ ยอดนักออกแบบปืนชาวเยอรมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1898 และก็อยู่ยง
คงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้

ถึงแม้จะถูกออกแบบมานานถึงกว่าหนึ่งร้อยปี ระบบ เมาเซอร์ 98 ก็ยังเป็นลูกเลื่อนที่คนส่วนใหญ่ยกย่อง
ว่าเป็นระบบปืนยาวลูกเลื่อนที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมาในโลก นอกจากความแข็งแรงที่ทำให้มันสามารถรับ
ความดันของกระสุนแรงสูงได้แล้ว  สิ่งที่เป็นที่ชื่นชมกันมากในระบบลูกเลื่อนของเมาเซอร์ก็คือ Control
Round Feed ซึ่งหมายถึงการป้อนกระสุนจากแม็กกาซีนเข้าสู่รังเพลิงโดยที่ขอรั้งจะจับจานท้ายกระสุน
ทันทีที่กระสุนเคลื่อนตัวสูงขึ้น ซึ่งก็จะป้องกันการผิดพลาดจากการเอียงหรือกระแทกของปืนจนอาจจะทำ
ให้ขัดลำได้ (ระบบลูกเลื่อนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะจับจานท้ายกระสุนก็ต่อเมื่อลูกเลื่อนถูกกระแทกปิดกับท้าย
รังเพลิง) และขอรั้งปลอกของลูกเลื่อนแบบนี้จะแข็งแรงและจับจานท้ายกระสุนได้แน่นมากทำให้การดึง
ปลอกกระสุนที่ยิงแล้วทำได้แน่นอนมาก

ภาพที่ 3 โครงลูกเลื่อนที่เป็นแบบเมาเซอร์ 98

ภาพที่ 4 กระสุนเมื่อบรรจุในแมกกาซีนพร้อมจะ
ถูกดันเข้าสู่รังเพลิง

ภาพที่ 5 เมื่อดันลูกเลื่อนกลับเข้าที่ กระสุนนัด
บนสุดจะถูกดันให้เลื่อนขึ้นจากแม็กกาซีน

ภาพที่ 6 ทันทีที่กระสุนพ้นแม็กกาซีน จานท้าย
จะถูกจับแน่นโดยขาจับจานท้ายปลอก "Extractor"

ภาพที่ 7 ท้ายลูกเลื่อนก่อนขึ้นลำ

ภาพที่ 9 เซฟเลื่อนมาทางด้านหลังในตำแหน่ง
ห้ามยิง

ภาพที่ 11 ด้านซ้ายของโครงลูกเลื่อน

ภาพที่ 13 เมื่อง้างออก ก็สามารถดึงลูกเลื่อน
ออกจากโครงปืนได้

ภาพที่ 8 ท้านลูกเลื่อนในขึ้นลำพร้อมยิง โปรด
สังเกตท้ายเข็มแทงฉนวนที่ยื่นยาวออกมา

ภาพที่ 10 ก้านลูกเลื่อนโค้งเล็กน้อย หลบกล้อง
เล็งได้พอดี

ภาพที่ 12 คันปลดลูกเลื่อนอยู่ทางซ้ายของปืน

ภาพที่ 14 ลูกเลื่อนเมื่อถอดออกจากโครงปืน

ภาพที่ 15 Extractor หรือตัวจับจาน
ท้ายกระสุน แข็งแรงมาก

ข้อเด่นอีกอย่างของ เมาเซอร์ 98 ก็คือปลอกกระสุนที่ยิงแล้วจะถูกดีดออกเมื่อกระชากลูกเลื่อนจนสุดเท่า
นั้น ซึ่งจะป้องกันการผิดพลาดจากการดึงลูกเลื่อนไม่สุดทำให้กระสุนนัดต่อไปในแม็กกาซีนไม่ถูกป้อนเข้าสู่
รังเพลิงบนกระดาษสิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักล่าสัตว์ที่กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์
อันตรายแล้ว สิ่งเหล่านี้คือการชี้ขาดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่

ลูกเลื่อนของ FN มีการปรับปรุงจากระบบดั้งเดิมของเมาเซอร์เล็กน้อย สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือการย้ายคัน
เซฟจากด้านท้ายของลูกเลื่อนมาไว้ที่โครงปืนด้านขวา ทั้งนี้ก็เพราะเซฟแบบของเมาเซอร์เดิมนั้นอยู่ค่อน
ข้างสูงและจะทำให้การติดกล้องเล็งทำได้ลำบาก

ภาพที่ 16 เมื่อเทียบกับลูกเลื่อนปืนเมาเซอร์
แท้ๆที่มีเซฟอยู่ที่ท้ายลูกเลื่อน

มิติของตัวปืนโดยทั่วๆไปแล้วนับว่าเป็นปืนขนาด .375 H&H ที่กระทัดรัดมากที่สุดกระบอกหนึ่ง ลำกล้อง
ยาว 24 นิ้ว ซึ่งเป็นความยาวมาตรฐานของปืนไรเฟิลโดยทั่วไป ความยาวทั้งกระบอก 44.5 นิ้ว      แม็ก
กาซีนบรรจุ 3 นัดบวกหนึ่งในลำกล้องทำให้ตัวปืนไม่ใหญ่โตจนเกินจะจับถือ น้ำหนักตัวปืนไม่รวมกระสุน
3,700 กรัม หนักเอาเรื่องเมื่อแบกเข้าป่าแต่ก็นับว่าเบามากแล้วสำหรับปืนคาลิเบอร์นี้

ศูนย์หน้าเป็นแบบใบมีดแต่ยอดเป็นแท่งทรงกระบอกเข้ากับศูนย์หลังรูปตัวยู ศูนย์หลังเป็นแบบพับเลือก
ระยะยิงได้ที่ 100, 200 และ 300 เมตร พานท้ายทำด้วยไม้วอลนัทเหลาในทรงแบบยุโรปพร้อมยางกับ
กระแทกเพื่อซึมซับแรงรีคอยล์

ตลอดเวลาที่ใช้งานในป่า ปืนกระบอกนี้ไม่เคยติดศูนย์กล้องเพราะอาจารย์ฉัตรชัยบอกว่าป่าเมืองไทยใน
ยุคนั้นทึบมากจนไม่เคยต้องยิงอะไรที่ระยะเกินห้าสิบหลาเลยซักครั้ง แต่ก่อนที่จะเก็บเข้าตู้เป็นครั้งสุดท้าย
นั้นอาจารย์ฉัตรชัย ได้ทำการติดกล้องเล็ง เรดฟิลด์ ขนาด 4 เท่าเอาไว้เผื่อจะเอาไว้ยิงในป่าที่เริ่มจะโล่งขึ้น
แต่ก็ตัดสินใจเลิกล่าสัตว์เสียก่อนที่จะได้ใช้ ปืนกระบอกนี้จึงอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมยิง ลำกล้อง
สะอาดขาววับ ทั้งๆที่วางอยู่ในตู้ปืนมากว่ายี่สิบปี

ภาพที่ 17 ศูนย์หน้า

ภาพที่ 19 ศูนย์หลังปรับเลือกระยะยิงได้โดย
การพลิกใบศูนย์ขึ้น

ภาพที่ 21 ตอกขนาดกระสุนและปรู๊ฟมาร์ค
ไว้ที่ด้านซ้ายของลำกล้อง

ภาพที่ 23 ตอกหมายเลขกำกับปืนทั้งที่โครง
ปืน,ลำกล้อง และลูกเลื่อน

ภาพที่ 25 ด้านซ้ายของลำกล้องบอกไว้ด้วยว่า
ทำจาก Chrome Vanadium Steel ซึ่งเป็นเหล็ก
ผสมเพื่อความแข็งเป็นพิเศษ

ภาพที่ 18 ศูนย์หลังบากร่องตัวยู

ภาพที่ 20 ตราสัญลักษ์ FN บนโครงปืน

ภาพที่ 22 ชื่อเต็มของ FN ที่ด้านซ้ายของโครงปืน

ภาพที่ 24 ทางด้านขวาของลำกล้องระบุว่า
ทำใน เบลเยี่ยม

ภาพที่ 26 ฝาปิดแม็กกาซีนมีลวดลายพองาม

ภาพที่ 27 ถ้าบรรจุกระสุนแล้วแต่ต้องการเอาออก
 ทำได้โดยกดล็อกที่หน้าโกร่งไก ฝาแม็กกาซีนจะ
เปิดออกข้างล่าง

ภาพที่ 28 แม็กกาซีนเมื่อเปิดออก

ภาพที่ 29 พานท้ายสไตล์ยุโรป

กระสุน .375 Holland & Holland Magnum ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ฮอลแลนด์ แอนด์ฮอลแลนด์
แห่งประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 1912 โดยเป็นกระสุนแบบแรกที่ไม่มีจานท้ายแต่มีขอบ(belt) ซึ่งก็เป็นที่นิยม
ทำกันในกระสุนหลายๆขนาดในเวลาต่อมา . 375 H & H ได้รับความนิยมอย่างมากหลายคนกล่าวว่ามันคือ
กระสุนล่าสัตว์ที่ดีที่สุดขนาดหนึ่ง เพราะมีกระสุนให้เลือกใช้ได้หลายชนิด หัวกระสุนมีน้ำหนักตั้งแต่
200เกรน ถึง 350เกรน จึงสามารถใช้ได้กว้างขวางกับทั้งสัตว์เล็กและใหญ่ในทุกภูมิภาคของโลก

.375 H&H นับได้ว่าเป็นกระสุนไรเฟิ้ลขนาดหนักที่แพร่หลายที่สุดในเมืองไทย เพราะขนาดที่ใหญ่กว่านี้ถ้า
ไม่ราคาแพงเกินไปก็ ใหญ่เกินกว่าที่กฎหมายไทยจะอนุญาตได้ เมื่อเลือกใช้หัวขนาด 300 เกรน ความเร็ว
2,700 ฟิต/วินาที และให้แรงประทะสูงสุด 4,615ฟุต-ปอนด์ ซึ่งนับว่าแรงเกินพอสำหรับแบกเข้าป่าเมือง
ไทย ถ้าไม่ไปเจอเข้ากับตะขาบยักษ์หรือไดโนเสาร์!

ภาพที่ 30 กระสุน 375 H&H เมื่อเทียบกับ กระสุน
ขนาด .357 ที่มักจะเรียกสับสนกัน จะเห็นว่าใหญ่
กว่ากันราวพ่อกับลูกคนเล็ก อีกนัดคือกระสุนขนาด
.22LR  ความยาวของ 375H&H ยาวกว่าซองบุหรี่
ก้นกรองเสียอีก

 

ภาพที่ 31 กระสุน 375 H&H ที่มีหัวกระสุนต่างกันเพื่อให้เลือก
ใช้งานได้ จากซ้ายไปขวา กระสุนซอฟพ็อยท์ ขนาด 300 เกรน
กระสุนหัวแข็งฟูลแพชท์ 300 เกรน และ กระสุน ซิลเวอร์ทิป 300
เกรน


การทดสอบ

เรานำปืนกระบอกนี้ไปทดสอบกันที่ ไร่ม่อนเนินแก้ว เพราะให้บรรยากาศเหมาะกับลักษณะของปืนมากกว่า
สนามยิงปืนมาตรฐาน และยังมี แบ็คสต็อปเป็นเนินเขาที่ทำให้มั่นใจว่าหัวกระสุนขนาด 300เกรนจะหลุดไป
เพ่นพ่านที่ไหน เราติดเป้าทดสอบกันที่ระยะ 50 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ปืนกระบอกนี้ได้ถูกใช้งานในป่าทึบมา
ตลอดเวลาอันโชกโชนของมัน  คุณชัยยศ ชิโนกุล คนตั้งศูนย์กล้องให้กับปืนกระบอกนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน
เป็นผู้เริ่มทดสอบเป็นคนแรกโดยนั่งยิงพาดปืนกับรั้วไม้

แต่เราก็ต้องแปลกใจเมื่อกระสุนลั่นเพราะแทนที่จะมีรูบนเป้า กิ่งมะม่วงขนาดท่อนแขนที่อยู่ห่างออกไปทาง
ขวาร่วมเมตรก็ขาดลงมาจากต้นราวกับถูกฟันด้วยขวาน เมื่อนัดที่สองก็ไม่ปรากฎร่องรอยบนเป้าอีกก็ทำ
ให้เรามั่นใจว่ากล้องที่เคยปรับไว้ได้ที่เมื่อยี่สิบปีก่อนโดยไม่มีใครแตะต้องได้เคลื่อนไปซะแล้ว จึงเป็นข้อ
ควรระวังสำหรับเจ้าของปืนไรเฟิล ปืนที่เคยตั้งกล้องไว้อย่างเที่ยงตรงดีแล้ว ทิ้งระยะเวลานานเข้า ตัว
กล้องและเส้นเล็งอาจเคลื่อนได้ ก่อนนำไปใช้งานจริงควรยิงทดสอบศูนย์ดูอีกทุกครั้ง

หลังจากทำการไซต์อินโดยการเล็งผ่านรู้ลำกล้องอย่างคราวคุณชัยยศก็สามารถนำกลุ่มกระสุนมาตกลงใน
กระดาษได้ เมื่อมาถึงตอนนี้ผมและ บ.ก.พิชญ ได้ขอทดลองยิงดูบ้าง แรงถีบของ 375 H&H Magmum
จัดอยู่ในขั้นที่ยังพอควบคุมได้ ไม่แรงจนเกินสนุก แรงถีบเป็นการถอยหลังมาตรงๆไม่กระดกสูงขึ้น
มากอย่างปืนลูกซอง หลังจากลองยิงกันอีกหลายนัดเราจึงพบว่ากลุ่มกระสุนเริ่มย้ายที่ เราสันนิฐานกันว่า
น่าจะเกิดจากการชำรุดของกล้องเล็ง ดังนั้นจึงได้ทดสอบกันอีกครั้งโดยถอดศูนย์กล้องออกและใช้ศูนย์
เปิดที่ติดมากับตัวปืน

ภาพที่ 32 คุณชัยยศ ทดสอบเป็นคนแรก

ภาพที่ 33 กลุ่มกระสุนของคุณชัยยศหลังจาก
ปรับกล้องอย่างคร่าวๆ

ภาพที่ 34 บ.ก. พิชญ จุลศิริ
ร่วมทดสอบกับปืนของ "ครู"

ภาพที่ 35 ทดลองท่านั่งยิงว่าจะถีบมากแค่ไหน

ภาพที่ 36 ดูภาพก็คงไม่ต้องอธิบาย

ภาพที่ 37 คุณไกรสร ทดลองยิงถังน้ำ

ภาพที่ 38 ถังน้ำขนาด 5 ลิตรระเบิดลอยสูง
ขึ้นจากพื้น

ภาพที่ 39 สภาพของถังน้ำ

ภาพที่ 40 ทดลองยืนยิง

ภาพที่ 42 ทดลองอีกครั้งด้วยศูนย์เปิด

ภาพที่ 41 ปากกระบอกลอยสูง
ขึ้นไม่มากนัก

ภาพที่ 43 กลุ่มกระสุนที่ได้

ภาพที่ 47 อาจารย์ฉัตรชัยขณะกำลังอธิบาย
ประวัติและรายละเอียดของปืนให้ บ.ก. พิชญ
จุลศิริและผมฟังที่บ้านท่านเอง


บทสรุป

ทางทีมงาน กันส์ เวลิด์ รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทดสอบยิงจริง และนำข้อมูลของ"ปืนครู"
กระบอกนี้มาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกัน เรามิได้ทำการทดสอบปืนกระบอกนี้เพื่อแสดงประสิทธิภาพของมันเช่น
การทดสอบปืนใหม่ แต่หากเป็นการทดสอบเพื่อนำปืนที่มีตำนานกระบอกนี้มาให้ชมกัน

ถึงแม้บทบาทของปืนกระบอกนี้ในฐานะปืนล่าสัตว์จะปิดฉากลงไปนานกว่ายี่สิบปีแล้วเพราะเจ้าของของมัน
ให้สัจจะที่จะเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างเด็ดขาด (ยกเว้นเพื่อป้องกันชีวิตตนเองและผู้อื่น) แต่หากความยิ่ง
ใหญ่ของมันในฐานะ ปืนที่เป็นจุดกำเนิด ของเพชรพระอุมาก็ยังจะคงมีอยู่ตลอดไป .

ธัชรวี หาริกุล

มกราคม 2543


ขอขอบคุณ
1) อาจารย์ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ที่กรุณาให้ปืนและกระสุนเพื่อการทดสอบ และยังให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย
2) คุณชัยยศ ชิโนกุล ผู้ให้การชี้แนะและร่วมทดสอบ
3) คุณไกรสร ศุภกรโกศัย ผู้เอื้อเฟื้อสถานที่ทดสอบ

บราวนิงลูกซองออโต

มาลิน เมาตี้ .22

รวมขุมปืนเพชรพระอุมา

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com