ดัตช์ลูเกอร์ (Dutch Luger)
จ่าน้อม ทหารหน้า
พบกับเรื่องราวของปืน Classic และอุปกรณ์สำหรับปืนเหล่านั้นได้ที่เว็บ จ่าน้อม.com
จ่าไม่เคยแทงหวย พอถึงวันนี้จึงเริ่มเข้าใจว่าคนถูกหวยรางวัลที่ 1 เขารู้สึกอย่างไร ก็จ่าโชคดีนี่ขอรับ ขณะเขียนเรื่องปืนลูเกอร์ของ Krieghoff ยังไม่ทันเสร็จ ตาเกิ้นก็โทรมาบอกข่าวดีว่าสมาชิก Thailand Outdoor Archery Club (TOAC) ท่านหนึ่งมีปืนลูเกอร์พาราเบลลั่มของกองทัพเนเธอร์แลนด์ หรือที่รู้จักกันว่า Dutch Luger ซึ่งกระผมฝันที่จะได้สัมผัสตัวจริงมานาน เพราะจัดเป็นของหายากที่มีมูลค่าสูง เป็นที่หมายปองในหมู่นักนิยมปืนพาราเบลลั่มทั่วโลก
ท่านเจ้าของเมลล์รูปมาให้ดูก่อน พอเห็นภาพถ่ายเท่านั้นราวกับถูกหวยรางวัลที่ 1 ซ้ำสอง ครือ......มันตื่นเต้น ความดันขึ้นปรื๊ดๆเลย เพราะที่ด้านบนของปืนกระบอกนี้หาใช่ยี่ห้อตรามงกุฎ หรือ DWM อักษรไขว้ตามปกติจากเยอรมัน มันกลับเป็นของ “วิคเกอร์ (Vickers LTD)” ของอังกฤษ ซึ่งหายากยิ่งขึ้นไประดับเทพ เมื่อโอกาศมาถึงมือจ่า จึงขอพาท่านมารู้จักปืนกระบอกนี้ดีกว่าขอรับ
KNIL
เมื่อแรกมีปืนพาราเบลลั่มใช้ในกองทัพต่างๆนั้น นอกจากสวิตเซอร์แลนด์และกองทัพเรือเยอรมัน จะนำร่องไปก่อนแล้ว ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็ได้หมายตาอยากมีปืนพกที่ทันสมัยมากๆแบบนี้เอาไว้ใช้เช่นกัน ถึงกับทำการทดสอบ ในช่วงปี ค.ศ. 1904 แต่จนแล้วจนรอดแม้ผลการทดสอบจะออกมาดี รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็ไม่จัดงบประมาณให้กองทัพแต่อย่างใด พูดง่ายๆอยากได้แต่ไม่มีตังชอรับ
จ่าเพิ่งจะทราบว่าขณะนั้น ชาวดัตช์มีกองทัพแยกเป็นอิสระต่อกัน 2 กองทัพ กองทัพบกดัตช์ก็ดูแลอธิปไตยของประเทศแม่จากภัยในยุโรป หากว่าประเทศเล็กๆนี้เคยเป็นจ้าวทะเลบุกเบิกการค้าล่าอาณานิคมไปทั่วเอเซีย รางวัลล้ำค่าคือการได้ครอบครองอินโดนีเซียไว้ในมือ และจำเป็นที่จะต้องมีกองทัพเป็นเอกเทศอีก 1 กองทัพ เพื่อปกป้องและขยายผลประโยชน์ของตน เรียกชื่อว่า “กองทัพแห่งอินเดียตะวันออก” หรือ The Royal Netherlands East Indies Army (Koninklijk Nederlandsch Indisch Leger - KNIL)
ทหาร KNIL ซ้อมรับมือญี่ปุ่นในเกาะชวาที่อุดมไปด้วยน้ำมันดิบ ไม้และยางพารา
ในภาพบนใช้ปืนกลเบาแมดเสน เหมือนกองทัพไทยสมัยเดียวกันที่เรียกว่า ปกบ. 66
ส่วนภาพล่าง คือกองทหารม้าที่ยกเข้าไปยึดเกาะบาหลีราวปลายรัชสมัย ร.5 นี่เอง
KNIL ก็คล้ายกับกลไกล่าเมืองขึ้นเหมือนที่ห้างอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เคยมีกองทัพเอกชนของตนเอง เพื่อขยายอิทธิพลและปกครองชมพูทวีปสำเร็จมาก่อนนั้นแหละ กองทัพเฉพาะกิจนี้ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1830 มีเงินอุดหนุนเหลือเฟือและอิสระในการเลือกอาวุธ กะเกณฑ์คนโดยล่อให้มาผจญภัย ดูจากโปสเตอร์ชักชวนในภาพ ช่างเหมาะสำหรับหนุ่มๆที่ชอบชีวิตโลดโผนในต่างแดนแบบอินเดียนน่า โจนส์ หรือพวกที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอน ก็จะได้สิทธิพิเศษปกปิดภูมิหลังร้ายๆของตนเองไว้ นับเป็นกองทัพร้อยพ่อพันแม่ มีเยอรมัน เบลเยี่ยม สวิส ชาวเกาะติมอร์ ไปจนถึงพวก Ashanti จากการ์น่า อาฟริกา ทหารดัตช์แท้มีไม่เกิน 60%
KNIL มีผลงานโชกโชนชนะสงครามบุก ยึด เกาะชวา ปราบชาวบาหลี และกบฏพื้นเมืองต่างๆจนหือไม่ขึ้น รวมทั้งที่ว่าดุๆ อย่างพวกอาเจะในสุมาตรา รวมแล้วรบไม่ว่างมือมา 130 ป
“ปืนพก แบบ 91” ขนาดกระสุนแปลกดีคือ 9.4 มม
กำเนิดดัตช์ลูเกอร์
เมื่อ ทบ. ดัตช์ไม่มีเงินซื้อมาใช้ KNIL เห็นประสิทธิภาพของปืนกึ่งอัตโนมัตินี้ทันที และเมื่อกระทรวงกิจการอาณานิคมมีเงินเต็มกระเป๋า จึงตัดหน้าสั่งซื้อปืนพาราเบลลั่มเข้าประจำการโดยเรียกว่า “ปืนพก แบบ 11” (Pistol M11) ตามปี ค.ศ. 1911 โดยใช้แทนปืนพกลูกโม่แบบเก่า เรียกว่า “ปืนพก แบบ 91” ขนาดแปลกมากคือ 9.4 มม. และเห็นว่าปืนแบบใหม่นี้ควรใช้ลูกกระสุน 9 มม. จึงจะเหมาะกับการต่อสู้กับชนเผ่าท้องถิ่นต่างๆ (ส่วนทหารดัตช์ในยุโรปนั้นออกจะน่าสงสารเพราะลงท้ายตกลงได้ใช้ปืนพกบราวนิ่งขนาด 7.65 มม. ซึ่งเล็กกว่าแทนปืนที่อยากได้แต่แรก)
ปืนดัตช์ลูเกอร์ ชุดแรก 4,000 กระบอก ผลิตโดยเจ้าตำรับอักษรไขว้ DWM จากเยอรมัน จะมีลักษณะพิเศษประจำตัวคือ มีเซฟตี้หลังอ่อน และรายละเอียดอื่นๆ แบบ New Model Parabellum นั่นคือ ตุ้มดึงข้อพับสำหรับขึ้นลำเลื่อนเพื่อบรรจุกระสุนนัดแรกเข้ารังเพลิงนั้น จะเรียบๆไม่เซาะเนื้อเหล็กเว้าลงไป แต่มีแกะลายเช็คเกอร์แทนเพื่อลดต้นทุน ลำกล้องยาว 4 นิ้ว ปืนทั้งหมดส่งมอบเข้าประจำการได้ทันก่อนสงครามโลกครั้งแรกเปิดฉากในยุโรป อันทำให้เนเธอร์แลนด์กับเยอรมันกลายเป็นคู่ศึกกัน
“ทำไมอังกฤษมาทำปืนพาราเบลลั่มได้?”
เอ นั่นซินะขอรับ ประหลาดแท้ เราทราบกันดีว่าผู้ที่ผลิตปืนพาราเบลลั่ม มีเพียง 2 ประเทศ คือ เยอรมัน และสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอาวุธหนักและเรือประจัญบานของอังกฤษอย่างเจ้าวิคเกอร์เข้ามามีเอี่ยวได้เพราะบังเอิญเมื่อ KNIL เกิดต้องการสั่งซื้อดัตช์ลูเกอร์เพิ่มเป็น ชุดที่ 2 ตรงกับช่วงที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งแรกเพียงปีเดียว กรรมของ DWM ซึ่งถูกยุบเลิกและควบคุมโดยสนธิสัญญาแวรย์ซายส์ อย่าว่าแต่ส่งออกเลยขอรับ ผลิตยังไม่ได้ด้วยซ้ำ (ดูเพิ่มเติมได้ในเรื่องปืน Krieghoff Luger)
โชคดีของ DWM ที่เคยเกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจกับวิคเกอร์กันมาก่อนสงครามโลกแล้ว เพราะวิคเกอร์ เป็นผู้สนับสนุน Sir Hiram Maxim ในการนำ ปืนกลแม็กซิม ซึ่งต่อมาได้ฉายา
“แปรงพู่กันปีศาจ” (The Devil’s Paintbrush) มาผลิตในบริษัทปืนกลที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งมีผู้บริหารในตระกูลเจ้าของ DWM ร่วมลงทุนอยู่ด้วย และเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ทางการทหาร วิคเกอร์จึงไม่อาจผูกขาดการสร้างอาวุธร้ายแรงนี้ให้ฝ่ายอังกฤษได้แต่ผู้เดียว หากเยอรมันก็ควรมีมันด้วยโดย DWM เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตร
นี่ไงปืนกลหนักแม็กซิม แบบ MG 08 ของเยอรมัน
สื่อสัมพันธ์ทางธุรกิจนี้ขยายวงไปด้วยว่า วิคเกอร์จะรับเป็นตัวแทนให้ DWM สำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อปืนของ DWM ผ่านทางอังกฤษ เฮ้อ….สงครามก็รบกันไปคนตายไปราวใบไม้ร่วง ผู้ค้าอาวุธเขาก็คงเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า แอบจับมือร่ำรวยกันอย่างนี้แหละขอรับ
สัญญาสั่งซื้อดัตช์ลูเกอร์จึงทำผ่านบริษัทลูกของวิคเกอร์ในเนเธอร์แลนด์ โดย DWM ก็แอบๆ ผลิตกับคุ้ยชิ้นส่วนเก่าๆ ในสต๊อคมาเติมเป็นปืน 11,100 กระบอก ไม่รมดำ ส่งให้วิคเกอร์ ตียี่ห้อ “Vickers LTD” ทำต่อรมดำเสร็จ ตรวจคุณภาพตามกฎหมายอาวุธปืนอังกฤษ แล้วส่งมอบให้ผู้ซื้อ โดย 6,000 กระบอกเร่งส่งไปยังปัตตาเวีย (จาร์การ์ต้าปัจจุบัน) ถึงมือเมื่อ พฤศจิกายน ค.ศ. 1922
ส่วนนี่ปืนแม็กซิมของกองทัพสยามขอรับ ผลิตโดยพี่วิคเกอร์เรานี่เอง ปืนกลทั้ง 2 ตัวนี้ มี
ตัวอย่างอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ของกรมสรรพาวุธทหารบก สะพานแดง และศูนย์การทหารราบปราณบุรี
ตามภาพ มงกุฏเหนืออักษร V คือตรา Proofmark ปืนพาณิชย์ของอังกฤษ สำนักงานลอนดอน พบบนแท่งลูกเลื่อน ข้อพับ ลำกล้องและโครงปืน แต่ไม่ใช่ตราธนูของกองทัพอังกฤษนะขอรับ ปืนทั้งกระบอกไม่พบตราของเยอรมันแหล่งผลิตเลย แปลว่าปืนนี้ไปสำเร็จและตรวจกันที่ลอนดอนจริงๆ
ตราต่างๆใต้โคนลำกล้อง เลือนลางไปมาก ที่ยังชัดออกอังกฤษขนานแท้ NP คือ Nitro Proved
ตรานี้ใช้กับปืนพกหมายถึงได้ทดสอบด้วยดินปืนไร้ควันตามอัตราที่กำหนดแล้วลำกล้องไม่เสียหาย
ประกับไม้ด้ามปืนของดัตช์ลูเกอร์ชุดนี้ ไม่ได้มาจากเยอรมัน แต่ รร.ทหารช่างแสงที่ปัตตาเวีย เป็นผู้ทำขึ้นปืนจึงสมบูรณ์แบบ ไม่แน่ใจว่าใช้ไม้อะไรด้านหลังไม่ได้ตีตราอะไรไว้ให้ทราบด้วย
ปืนดัตช์ลูเกอร์จะมีตรามงกุฏเหนืออักษร W ด้านซ้ายของโครงปืน หมายถึงอาวุธในกองทัพพระราชินีนาถ วิลไฮลมมิน่า (ครองราชย์ ค.ศ. 1890-1948)
อักษรเยอรมันมีปรากฏที่ขอรั้งเท่านั้นว่า “GELADEN” ถ้ามันโชว์ตัวขึ้นก็ระวังด้วยมีกระสุนพร้อมยิงในรังเพลิงแล้ว ส่วนใต้ลำกล้องระบุว่าเป็นกระบอกที่ 4955 จากรุ่นของมัน 11,100 กระบอก
ต่อมามีการสั่งซื้ออีก 2 งวด เพราะทั้ง KNIL และกองทัพเรือดัตช์ต้องการปืนพกมาทดแทนของเก่าซึ่งในปี ค.ศ. 1928 นับเป็นงวดที่ 3 ในปีที่ว่านี้เยอรมันเริ่มขยายฐานการผลิตอาวุธได้แล้ว จึงไม่ต้องขายผ่านวิคเกอร์ แต่ทำกันตรงๆกับอดีต DWM ซึ่งแปลงโฉมเป็นบริษัทใหม่ชื่อ BKIW ได้เลยรวมเป็นปืน 4,000 กระบอก และภายหลังมีการซื้องวดสุดท้ายกับเมาเซอร์ ผู้ได้ซื้อสิทธิการผลิตปืนลูเกอร์ทั้งหมดมาไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียวเพิ่มอีก 1,000 กระบอก
เผื่อจะมีท่านอื่นได้ครอบครองไว้ ปืนชุดสุดท้ายนี้ มีตรา KL ในวงกลม หมายถึงคำว่า “Kolonien” หรือ Colony ที่แปลว่าอาณานิคมนั่นเอง ส่วนปืนที่ไปยังกองทัพเรือตีตรา ทร.ว่า “KM” (Koninklijke Marine) ปืนพวกนี้ก็มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวเกาะชวาเช่นกัน
“Kolonien” หรือ Colony จะตีบนปืนรุ่นหลังเจ้าวิคเกอร์เท่านั้น
กระบอกที่นำมาแสดงนี้ชิ้นเบอร์ส่วนตรงกันทุกชิ้นไม่มีการยำภาพล่างไม่ทราบความหมายของตรา
ภาพชุดถัดไป เป็นเรื่องเซฟตี้ ปืนดัตช์ลูเกอร์จะมีหลังอ่อนเป็นเอกลักษณ์ โดยใช้คำแปลกตากว่าเพื่อน แทนที่จะเป็นภาษาเยอรมัน “GESICHERT” กลับใช้ภาษาดัตช์แปลตรงกันว่า “เซฟ” หรือ RUST และลูกศร อย่าคิดว่าเป็น ภาษาอังกฤษแปลว่าสนิมนะขอรับ ลูกศรนี้ปืนจาก DWM และวิคเกอร์จะชี้หัวศรขึ้นแต่รุ่นหลังๆ ที่เมาเซอร์ผลิตที่จะกล่าวต่อไปดันชี้กลับด้านลง
ขอขอบคุณคุณ Ejom ชาว TOAC ที่กรุณานำปืนมาเป็นภาพประกอบบทความนี้เป็นแก่พวกเรขอรับ
“แล้วมันมาโผล่ที่สยามของเราได้อย่างไร?”
ความเข้มแข็งของกองทัพ KNIL นับว่าไม่เบานัก ประกอบด้วยนายทหารฝรั่ง และชาว
อินโดนีเซียเผ่า Ambonese จากหมู่เกาะโมลุกกะมีกำลัง 85,000 นาย และมีกองบินรบของตนเอง
ราว 200 ลำ ซึ่งว่าไปแล้วมีมากกว่า ทอ. ดัตช์ในยุโรปเสียอีก ส่วนมากคือ เครื่องบินขับไล่ที่ไม่อาจปะกับเจ้ามิตซูบิชิซีโร่ของญี่ปุ่นได้ กระนั้น KNIL เป็นด่านสุดท้ายในแถบนี้ที่ขัดขวางญี่ปุ่นได้นานถึง 4 เดือน หลังญี่ปุ่นบุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ จึงเสียเกาะชวาและยอมปราชัยในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942
เครื่องบินขับไล่แบบบัฟฟาโล่ ของ KNIL นั้นน่าสงสาร ได้มาแต่ตัวเครื่องยนต์ขาดแคลนมาก
ต้องไปซื้อเครื่องยนต์จากสายการบินที่ใช้แล้วมาใส่ เครื่องบินลำนี้ถูกญิ่ปุ่นยึดได้เมื่อเกาะชวาแตก
รถถังวิคเกอร์อาร์มสตรอง รวมทั้งตัวล่างแบบสะเทิ้นน้ำนี้ สมัย ร.7 เคยมีใช้เช่นกันขอรับ
KNIL ยังมีรถสกายแล็ปติดปืนกล ปตอ.อีกด้วย
อาวุธปืนในชวาได้ถูกญี่ปุ่นยึดไว้ใช้ส่วนหนึ่งน่าจะหลายพันกระบอกเพราะ มีการขุดพบปืนพกสารพัดแบบที่สมรภูมิกัวดาลแคแนล ที่มิใช้ปืนพกนัมบู นอกจากนี้ภายหลังสงครามเลิกไปแสนนาน แต่ทหารอเมริกันที่มารบกับเวียตกงในอีก 30 ปี ถัดมาดันยึดปืนดัตช์ลูเกอร์ได้อีกด้วย อย่าลืมว่าเวียตนามเคยถูกญี่ปุ่นยึดครองไว้เหมือนกัน ดังนั้นคงมีปืนพกที่ติดมือกองทัพบูชิโด้มาถึงเมืองไทยด้วยประการนี้
มีภาพหลักฐานด้วยว่าปืนดัตช์ลูเกอร์บางส่วนถูกยึดกลับจากกองทัพญี่ปุ่นอีกทอดหนึ่ง เมื่อทหารออสเตรเลียและอเมริกันช่วยปลดแอกเกาะชวา และนำไปเป็นที่ระลึกไกลถึงอีกมุมของโลกเลยขอรับ ยังมีปืนอีกส่วนหนึ่งญี่ปุ่นได้มอบให้ทหารชวาที่เกลียดฝรั่งอยากมีอิสรภาพไว้ใช้ ซึ่งต่อมากลายเป็นอาวุธของกองทัพอินโดนีเซีย และปลดประจำการขายทอดตลาดออกมาให้เห็นเหมือนกัน
ดัตช์ลูเกอร์กระบอกนี้ทหารญี่ปุ่นไปตัดซองใหม่คล้ายปืนพกนัมบู Type 14
เรื่องอาวุธปืนดัตช์นี่ ใช่แต่ปืนพกที่หลงมาเมืองไทย แม้แต่ปืนเล็กยาวดัตช์มานลิเคอร์ 6.5 มม. M1895 จ่าได้เห็นของจริงที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี ญี่ปุ่นแกแบกมาทิ้งไว้เช่นกัน นอกจากนี้ในเวียตนามก็เคยยึดปืนทหารนาซีเยอรมันได้มาแล้ว เช่น วอลเธ่อร์ P38 เมาเซอร์ยาว K98 เดิมรัสเซียยึดมาตอนชนะที่สตาลินกราดมาให้พันธมิตรเวียตกงรบ หรือแม้แต่ปืนบราวนิ่ง Hi Power ของ Englis Canada ซึ่งยึดจากทหารอังกฤษในสมรภูมิเกาหลีก็มีโผล่มาให้เห็น
สารพัดปืนพกที่ขุดได้จากกาะกัวดาลแคแนลมีดัตช์ลูเกอร์สองตัวด้านขวา ส่วนล่างซ้ายเป็นนัมบ
ภาพเหล่านาวิกโยธินอเมริกันเมื่อเข้ายึดเกาะชวาคืนจากญี่ปุ่น โชว์ของที่ระลึกกลับบ้าน
ภาพเล็กด้านขวาเป็นดัตช์ลูเกอร์แน่ๆเพราะมีแผ่นทองเหลืองตีตรากรมกอง KNIL หรา
ของแพงจนต้องเลียนแบบ
รูปร่างของเจ้าพาราเบลลั่มมันคล้ายกับปืนนัมบูมาก จนบางครั้งทหารอเมริกันเข้าใจผิดหาว่าญี่ปุ่นทำเลียนแบบ บางรายเข้าใจไปว่าทัพบกญี่ปุ่นซื้อปืนเยอรมันมาใช้ ยิ่งหลังสงครามมีหนังจากฮอลลีวู๊ด เอาปืนลูเกอร์มาโมเมว่าเป็นปืนนัมบูของญี่ปุ่น เพราะไม่มีปัญญาหานัมบูตัวจริงมาเข้าฉากได้ ทำให้มีคนฉ้อโกงเอาตราและอักษรญี่ปุ่นมาแกะบนปืนลูเกอร์ ตามภาพข้างบนนี้ แล้วอ้างว่าเป็นรุ่นหายากยึดมากับมือ ขายในราคาแพงๆ คนบ้าลูเกอร์ที่ไม่ศึกษาให้ดีก็โดนไปบ้าง
กระบอกนี้ขอรับที่ทหารอเมริกันยึดได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่จากทหารญี่ปุ่น ดันเป็นเวียตกง
จ่าขอขอบคุณๆ Mel Ashford ผ่าน Frank Allan นักสะสมและนักค้นคว้าเกี่ยวกับอาวุธทหารญี่ปุ่น สำหรับภาพนาวิกโยธิน หน่วยสื่อสารกับดัตช์ลูเกอร์ และ Frank Allan เป็นการเฉพาอีกครั้งะที่ได้กรุณาให้ข้อมูลปืนพกชนิดนี้เพิ่มเติม จากบทความของเขาในนิตยสารบันไซ พร้อมภาพประกอบอีกมากในบทความนี้
ดัตช์ลูเกอร์มีแผ่นทองเหลืองระบุหน่วยรบ KNIL และหมายเลขประจำปืนอยู่ด้านซ้ายของโครงปืน