Home

แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน คาวบอยมาดลูกกรุง
คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก
คาวบอยกับปืนคู่ใจ
คุยเฟื่องเรื่องคาวบอย
วายแอ็ท เอิ๊ร์ป
แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน
คาวบอยชักปืน
ด๊อค ฮอลลิเดย์
ลุค ช้อร์ท
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ผ่านไปแล้วเมื่อครั้งก่อนนะครับสำหรับ วายแอ็ท เอิ๊ร์ป มือปืนผู้คงกระพัน หวังว่า
ท่านผู้อ่านคงจะเริ่มเครื่องร้อนกันขึ้นแล้วที่จะทำความรู้จักรายต่อไปกันบ้าง

 ผมขอออกตัวก่อนสักนิดนะครับว่าสำหรับ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน และรายอื่นที่จะเขียน
ถึงต่อๆไปนั้น อาจจะไม่สามารถบรรยายในระดับ"เจาะลึก"ได้เต็มที่อย่างเรื่องของ
วายแอ็ท เอิ๊ร์ป สาเหตุเพราะความดังกว่าของวายแอ็ท เอิ๊ร์ปนั่นเอง ตามที่ได้เคย
เล่าให้ฟังแล้วว่า ล่าสุดมีผู้นำเรื่องไปสร้างเป็นหนังคาวบอยฟอร์มใหญ่ขึ้นมา
ใหม่ติดๆกันตั้ง 2 เรื่อง ใช้ดาราระดับตุ๊กตาทองทั้งคู่ ทำให้แฟนคาวบอยลูกทุ่ง
ตะวันตกทั้งหลายกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง หลังจากที่หนังคาวบอยซบเซาไปนาน

การกลับมาของหนัง 2 เรื่องดังกล่าว (ขอเอ่ยชื่ออีกทีนะครับเผื่อลืม คือเรื่อง
ทูมบ์สโตน - Tombstone กับเรื่อง วายแอ็ท เอิ๊ร์ป - Wyatt Earp เรื่องแรกนำโดย
เคิร์ท รัสเซล เรื่องหลังโดย เควิน คอสท์เนอร์) ทำให้ในสหรัฐอเมริกามีผู้สนใจเรื่อง
ของวายแอ็ท เอิ๊ร์ปเพิ่มขึ้นมาก นำไปสู่การศึกษาค้นคว้าหาหลักฐาน แลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกันอย่างละเอียดและกว้างขวาง ทำให้มีข้อมูลมาฝอยได้ค่อนข้าง
ละเอียดและหลายแง่มุม

นอกจากนี้ผลที่ตามมาอีกอย่างก็คือ การกลับมาของปืนซิงเกิ้ลแอ๊คชั่น ที่มีผู้คนหัน
มาเล่นทั้งแบบสะสม และแข่งขันในรูปแบบที่ล้อเลียนมาจากสไตล์การยิงในยุค
คาวบอยจริงๆ (ผสมกับอิทธิพลหนังฮอลลีวู้ดเสียครึ่งหนึ่ง)

ปืนซิงเกิ้ลฯเหล่านี้มีทั้งปืนที่ทำขึ้นมาใหม่ ในลักษณะก๊อปปี้จากของจริงในสมัยก่อน
หรือไม่ก็ออกแบบขึ้นใหม่เองทั้งหมดโดยคงสไตล์ของปืนยุคนั้นไว้ ซึ่งคุณธัชรวีก
็เคยนำมาโชว์และทดสอบให้ดูไปแล้วหลายรุ่นนะครับ ในบ้านเราผมพอทราบว่ามีผู้
สนใจสะสม และเล่นปืนซิงเกิ้ลฯกันอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ว่างๆก็มีการจับกลุ่มแต่งตัวเป็น
คาวบอยย้อนยุค ติดดาวนายอำเภอเป็นมือปราบบ้าง เป็นมือปืนเฉยๆบ้าง วางมาด
ออกไปชักปืนยิงกันในทุ่งกว้างชายเขา (หมายถึงยิงเป้าแข่งกันนะครับไม่ได้ยิงกันเอง)
ดูจะสนุกสนานเพลิดเพลินกันไม่น้อยทีเดียว

กลับมาเข้าเรื่องของ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน คาวบอยประจำฉบับของเรากันเสียทีดีกว่า
ก่อนจะเริ่มเอ่ยถึงแบ๊ท ผมก็อดไม่ได้ที่จะขอคลายข้อข้องใจอีกสักนิดนึงเกี่ยวกับการ
ใช้คำว่า "คาวบอย" ที่หลายท่านอาจจะท้วงติงว่า อ่านเรื่องดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวกับ
พวกต้อนวัวหรือเลี้ยงวัวตามความหมายที่แท้จริงของคำว่าคาวบอยหรือโคบาลตรงไหน
 
ก็ขอยอมรับโดยดีครับว่า ถ้าแปลตรงๆก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเราพูดถึงหนังคาวบอยละก็
คงจะพอเห็นพ้องกันนะครับว่า ไม่เห็นมีซักกี่เรื่องที่ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงวัวกันจริงๆ
ส่วนมากก็เป็นเรื่องขี่ม้ายิงปืนกันเป็นหลักเสียมากกว่า และก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมี
นายอำเภอ โจรผู้ร้าย หรือบางทีก็อินเดียนแดง เป็นตัวชูโรง หาที่มีพระเอกตั้งหน้า
ตั้งตาเลี้ยงวัวอย่างเอาจริงเอาจังแต่เพียงอย่างเดียวจริงๆได้ยากมาก

ท่านที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับคาวบอย (หมายถึงคาวบอยแบบในหนังนะครับ ไม่ใช
คาวบอยตามคำแปลตรงๆ เดี๋ยวจะงงกันเสียก่อน) อ่านหนังสือดูจะพบว่าในยุคนั้น
มีคำหลายคำที่เขาใช้แยกแยะแบ่งกลุ่มบุคคล เพื่ออธิบายง่ายๆว่าใครเป็นพวกไหน

ที่พบบ่อยๆก็จะมี มือปืน (Gunfighter), มือปราบ (Lawman), พวกนอกกฎหมาย
(Outlaw), นักพนัน (Gambler) เป็นลำดับต้นๆ รองลงมาก็มี พรานล่าควาย
(Buffalo Hunter), เสือพราน (Army Scout), นักแสวงโชค (Frontiersman),
คนเลี้ยงวัว (Cattleman), ชาวไร่ (Rancher), โจร (Rustler) แล้วก็เบ็ดเตล็ดอื่นๆอีก

พวกที่ดูจะมีสีสันถูกกล่าวขวัญเขียนถึงมากกว่าใคร ก็คงจะหนีไม่พ้นสี่อย่างแรกนั่น
แหละครับ และจะต้องเป็นให้ได้อย่างน้อยสามอย่างในคนเดียวกันด้วยถึงจะดัง
หรือถ้าเป็นได้สี่อย่างเลยละก็จะยิ่งดังที่สุด (ทำให้น่านึกถึงคนดังหลายๆคนในบ้าน
เราทุกวันนี้ด้วยเหมือนกันนะครับ)

แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน นั้น เป็นทั้งมือปืน, มือปราบ, นักพนัน แถมยังเป็นพรานล่าควาย
และเสือพรานด้วย ประวัติในวัยเด็กและช่วงต้นๆของชีวิตนั้นไม่ค่อยชัดเจน บ้างก็ว่า
เกิดปี ค.ศ. 1853 บ้างก็ว่า 1855 วันที่กับเดือนนั้นไม่ต้องพูดถึง

ส่วนสถานที่เกิดนั้นยิ่งไปกันใหญ่ครับ บางตำราก็บอกว่าเกิดที่รัฐอิลลินอยส์ บาง
ตำราบอกว่าแคนซัส และบางตำราก็ฉีกแนวไปเสียไกลเลยครับบอกว่าเกิดที่แคว้น
ควีเบ็คในประเทศคานาดาโน่น

พอมาถึงเรื่องชื่อก็สนุกไม่แพ้กันอีก ตำราหนึ่งบอกว่าตอนเกิดพ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า
บาร์โธโลมิว (Bartholomew) อันเป็นที่มาของชื่อย่อว่า แบ๊ท (Bat) อีกตำราหนึ่งบอก
ว่าไม่ใช่ ที่จริงแล้วชื่อ วิลเลียม บาร์เคลย์ (William Barclay)ต่างหาก ส่วนชื่อ แบ๊ท
นั้นคนมาเรียกกันทีหลัง เมื่อหันมาถือไม้เท้าติดตัวใช้เป็นอาวุธตีผู้ร้าย ต่างฝ่ายต่าง
ก็ว่าเหตุผลของตัวเองน่าเชื่อถือกว่า จนปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติ

ในที่สุดก็เลยมีผู้เสนอทางออก(ที่ฟังดูออกจะประชดประชันเชิงขำขันเสียมากกว่า)
ว่า ตอนเกิดพ่อแม่คงจะตั้งชื่อให้ว่าบาร์โธโลมิวนั่นแหละ แต่ตัวเองไม่ชอบ พอโตแล้ว
เลยไปเปลี่ยนใหม่เป็น วิลเลียม บาร์เคลย์ ผมฟังดูแล้วก็ชักจะนึกสนุกครับ คิดตาม
เรื่อยเปื่อยเพลิดเพลินไปว่า สงสัยคงถูกหมอดูทักว่าชื่อเดิมเป็นกาลกิณี ชาตินี้ไม่มี
วันรุ่งแน่ เลยไปขอให้พระอาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อย่างนี้สิถึงจะอามะภันเตน่าเชื่อถือที่สุด

แบ๊ทเกิดในครอบครัวชาวไร่ เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ ทอม กับ แคเธอรีน มีพี่น้อง
รวมกันทั้งหมด 5 คน พี่ชายคนโตชื่อ เอ๊ด และน้องชายคนถัดไปชื่อ จิม อีก 2 คน
ไม่ทราบชื่อ  แบ๊ทเติบโตในหลายแห่ง ตามพ่อแม่ซึ่งย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในรัฐนิวยอร์ค 
อิลลินอยส์ แล้วในที่สุดก็มาปักหลักอยู่ที่แคนซัสแถวๆเมืองวิชิต้า

พอถึงปี ค.ศ.1871 อายุได้แถวๆ 16 ปี แบ๊ทรู้สึกเบื่อที่จะใช้ชีวิตชาวไร่ จึงได้ชักชวน
พี่ชาย เอ๊ด และน้องชาย จิม ออกผจญภัยในดินแดนตะวันตก พิจารณาดูจะเห็นว่า
แบ๊ทนั้นคล้ายกับวายแอ็ท เอิ๊ร์ปเหมือนกัน คือถึงจะออกจากบ้านมาแล้ว ก็ยังใช้ชีวิต
ร่วมเป็นร่วมตายกันกับพี่น้องอยู่ และในที่สุดคนหนึ่งก็จะตายจริงๆด้วยเหมือนกัน
ซึ่งผมจะเล่ารายละเอียดอีกทีนึงนะครับ

มาถึงตรงนี้อดที่จะขอออกนอกเรื่องอีกสักนิดไม่ได้ คือเรื่องของพี่น้องนี่แต่ก่อนแต่ไร
เรามักจะเข้าใจกันว่า ชีวิตของฝรั่งอเมริกันนั้น พอโตๆกันแล้วก็ตัวใครตัวมัน ต่างคน
ต่างอยู่ไม่ค่อยผูกพันกันเท่าไรในระหว่างพ่อแม่พี่น้อง จะมาเจอกันก็ต่อเมื่อมีเทศกาล
อย่างเช่นคริสต์มาสหรืออี๊สเต้อร์ปีนึงไม่กี่ครั้ง ไม่เหมือนอย่างชาวเอเชียโดยเฉพาะชาว
จีน ที่ครอบครัวมักจะเหนียวแน่นกันไปตลอดจนตาย

แต่จากการที่ได้ศึกษาประวัติชีวิตของพวกคาวบอยมือปืนตะวันตกหลายคน กลับพบ
ว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป มีหลายรายมากที่พี่น้องใช้ชีวิตด้วยกันค่อนข้างผูกพัน
ใกล้ชิดเมื่อโตแล้ว ท่านที่อ่านเรื่อง วายแอ็ท เอิ๊ร์ป ในฉบับก่อนก็คงจะจำได้นะครับว่า
เหตุการณ์ที่ทูมบ์สโตนนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทบาดหมางกันระหว่างพี่น้องตระกูล
เอิ๊ร์ปฝ่ายหนึ่ง กับพี่น้องตระกูลแคลนตั้นและแม็คลอรี่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก จนถึง
ขนาดต้องล้างบางกันให้หมดไปข้างหนึ่ง

ส่วนท่านที่เคยดูหนังเรื่อง วายแอ็ท เอิ๊ร์ป ก็คงจะจำได้ว่าวายแอ็ทถูกพ่ออบรมสั่งสอน
และเชื่ออย่างฝังใจมาตลอดว่า พี่น้องเท่านั้นที่เป็นครอบครัว นอกนั้นเป็นคนอื่น
แถมยังหาเรื่องว่าไปถึงภรรยาและพี่สะใภ้น้องสะใภ้ด้วยว่า ภรรยานั้นไม่ถือเป็น
ครอบครัว เพราะในที่สุดถ้าไม่แยกทางกันก็ตายจากไป (ไม่ได้หมายความว่าผมจะ
เชื่อตามนะครับ ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะท่านสุภาพสตรีทั้งหลายโปรดอย่าเพิ่งเข้าใจผิด)

ผมฟังจากในหนังแล้วก็จำได้ว่า เมื่อตอนที่มีการฉายหนังเรื่องสามก๊กในทีวี ก็ได้ยิน
เล่าปี่พูดเหมือนกันว่า พี่น้องเหมือนแขนขา ลูกเมียเหมือนเสื้อผ้า เรียกว่ามีปรัชญา
ชีวิตแบบเดียวกันเปี๊ยบเลย ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าคิดเหมือนกันข้ามยุคข้ามทวีปขนาดนี้
ได้อย่างไร (ผมเองก็ชักจะสงสัยแล้วเหมือนกันว่าเขียนเรื่องคาวบอยอยู่ดีๆทำไมถึง
ดันไปออกเป็นเรื่องสามก๊กได้)

หันมาเข้าเรื่องของเราต่อไปนะครับ แบ๊ทกับพี่น้องเริ่มชีวิตการผจญภัยในดินแดน
ตะวันตกด้วยอาชีพล่าควาย เริ่มจากในทุ่งหญ้าเขตตะวันตกเฉียงใต้ของแคนซัสซึ่ง
ไม่ไกลจากบ้านนักก่อน

จากนั้นแบ๊ทกับเอ๊ดพี่ชาย ก็เปลี่ยนไปทำงานกับบริษัทผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟสาย
แอ๊ทชิสัน โทปีก้า และ ซานตาเฟ่ ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้
(Dodge City) ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงชุมชนเล็กๆที่พวกคนงานมาตั้งแค้มป์รวมอยู่
ด้วยกันและเป็นจุดค้าขายส่งควายขึ้นรถไฟไปขายต่อที่อื่น

อย่างที่ผมเคยบรรยายไว้ในเรื่อง วายแอ็ท เอิ๊ร์ป มือปืนผู้คงกระพันแล้วนั่นแหละครับ
ว่าแถวนั้นยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เต็มไปด้วยบาร์ บ่อน แล้วก็อื่นๆอีก แต่ทั้งคู่ก
็เอาตัวรอดปลอดภัยมาได้ ว่ากันว่าเป็นเพราะบุคลิกส่วนตัวมีส่วนช่วย คือ แบ๊ทเป็น
คนชอบสนุกสนาน ส่วนเอ๊ดป็นผู้มีอัธยาศัยดี

แต่ทั้งสองก็คงความเข้มแข็งเด็ดขาดเมื่อถึงเวลาเช่นกัน ครั้งหนึ่งถูกผู้รับเหมาเบี้ยว
ค่าแรงหลังจากทวงแล้วทวงอีกไม่สำเร็จ ก็ยังใช้ไม้แข็งเอาปืนจี้เก็บเงินมาจนได้
เป็นที่ครั่นคร้ามของบรรดานักเลงต่างๆพอสมควร ฝ่ายจิมน้องชายนั้นค่อนข้างจะมี
นิสัยโมโหง่าย และไม่ค่อยสนใจงานสมาคมนัก จึงไม่ค่อยได้มาร่วมวงด้วย

ภาพถ่าย แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน ในวัยรุ่น ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก

พอเสร็จงานรถไฟแบ๊ทกับเอ๊ดก็กลับไปล่าควายกันต่อ ได้รู้จักกับ วายแอ็ท เอิ๊ร์ป
และร่วมงานกันล่าควายอย่างเป็นล่ำเป็นสันได้เงินมากมาย จนเมื่อวายแอ็ทบอก
ลาไปแล้ว แบ๊ทก็ยังคงล่าควายและตะลุยต่อไปทางใต้ ผ่านเข้าเขตโอคลาโฮม่าไป
จนถึงเท็กซัส

การล่าควายนั้นในที่สุดได้ขยายตัวจากเป็นเพียงแค่ SME ในระยะแรกๆ กลายเป็น
อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ผลาญชีวิตควายกันอย่างมโหฬารแทบจะล้างทุ่ง โดยได้รับ
การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฝ่ายทหาร ที่เห็นว่าเป็นการช่วยกำจัดคนท้องถิ่นและ
ชนกลุ่มน้อยที่ไม่ยอมขึ้นกับรัฐบาลกลางไปพร้อมๆกัน (ฟังดูคล้ายๆการปกครอง
ประเทศอะไรก็ไม่รู้ในสมัยนี้นะครับ) เนื่องจากพวกนี้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเนื้อ
และหนังควายเป็นหลัก

ฝ่ายที่เดือดร้อนมากที่สุดก็คืออินเดียนแดงเผ่าโคมานชี (Comanche) และไคโอวา
(Kiowa) เพราะนอกจากพวกผิวขาวจะมาตลุยล่าควายกันอย่างไม่บันยะบันยังแล้ว
ยังแถมด้วยการไล่ฝูงม้าและถือโอกาสขโมยม้าเสียอีกด้วย จนในที่สุดทำให้เกิด
สงครามลุ่มแม่น้ำแดง (Red River War) ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1874

ฝูงควายไบซัน (Bison) จำนวนมหาศาล หากินอยู่ในทุ่งหญ้าอันกว้างขวางของดินแดน
ตะวันตก ถูกทั้งคนขาวและอินเดียนแดงล่าเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องเฟอร์นิเจอร์
เครื่องประดับ ฯลฯ แบบแทบจะล้างทุ่ง

ควายไบซันเชื่องแค่ไหนลองดูจากการเผชิญหน้าตามรูปนี้นะครับ
(ทั้งบุคคลในรูปและผู้ที่ถ่ายรูปนี้ไว้ยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้)

วันที่ 26 เดือนมิถุนายนในปีนั้น แบ๊ทแวะพักค้างคืนที่ อโด๊บิ วอลส์  (Adobe Walls)
ซึ่งเป็นป้อมค่ายเล็กๆถูกสร้างขึ้นตั้งใจว่าจะให้เป็นจุดพักค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า
แห่งหนึ่งในตอนบนของส่วนที่เป็นด้ามกะทะของรัฐเท็กซัส (Texas Panhandle)

ขยายความนิดนึงครับว่ารัฐเท็กซัสนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดามลรัฐต่างๆของ
สหรัฐอเมริกาที่อยู่ติดกันบนแผ่นดินใหญ่ (คือไม่รวมรัฐอล้าสก้า ที่มีประเทศคานาดา
ขวางอยู่) มีพื้นที่มากกว่าอินโดจีนทุกประเทศรวมกัน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือยื่นออก
มาคล้ายสี่เหลี่ยม ดูรวมๆกันในสายตาฝรั่งเจ้าของประเทศแล้วเป็นรัฐที่รูปร่างเหมือน
กะทะมีด้ามอยู่ด้านบน เขตตะวันตกเฉียงเหนือก็เลยถูกขนานนามว่าด้ามกะทะหรือ
Panhandle จนแพร่หลายกลายเป็นศัพท์ที่ใช้ในทางราชการไปด้วยในที่สุด

บ้านเราสมัยผมเด็กๆ จำได้ว่าในโรงเรียนชอบสอนว่า ประเทศไทยมีรูปร่างเหมือน
ขวาน ในวิทยุก็ชอบเรียกประเทศไทยว่าเป็นขวานทอง หลังๆนี้ก็เริ่มมีคนเรียกภาคใต้
ของเราว่าด้ามขวานกันบ้างแล้วเหมือนกันนะครับ

คืนนั้นมีพวกพรานล่าควายแวะค้างอยู่รวมกันสัก 28 คน พอวันรุ่งขึ้นเกิดเหตุการณ
์ไม่คาดคิด ถูกอินเดียนแดงบุกเข้าโจมตีตั้งแต่เช้ามืด ด้วยกำลังที่เหนือกว่าอย่าง
เทียบกันไม่ได้ บางตำราบอกว่า ฝ่ายอินเดียนประกอบด้วยนักรบ 200 คนบ้าง 500
บ้าง 700 บ้าง จน 1000 บ้างก็มี

 บรรดาพรานทั้งหลายช่วยกันต่อสู้อย่างเต็มที่ จนฝ่ายอินเดียนไม่สามารถยึดป้อมได้
แค่ปิดล้อมไว้ 3-4 วันแล้วก็ถอนกำลังกลับไปในที่สุดหลังจากเสียนักรบไปเป็นร้อย
ฝ่ายพรานนั้นตายไป 2 คน แบ๊ทเวลานั้นอายุเพิ่งจะประมาณ 19 เป็นเด็กที่สุดในกลุ่ม
แต่ได้ร่วมต่อสู้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนอื่นๆและรอดชีวิตมาได้

สาเหตุหลักที่ฝ่ายอินเดียนต้องล่าถอยไปในที่สุดนั้น ก็เพราะอาวุธสู้ฝ่ายพรานไม่ได้
ผมค้นไม่พบว่าฝ่ายอินเดียนใช้ปืนอะไรกันบ้าง แต่ทางฝ่ายพรานที่ตั้งรับอยู่ในป้อมนั้น
บอกว่าทีเด็ดอยู่ที่ปืนไรเฟิลช้าร์ปส์ ขนาด .50 คาลิเบอร์ ซึ่งปกติเอาไว้ใช้ล่าสัตว์ใหญ
่ในระยะไกล

ฝ่ายพรานให้การว่า ใช้ปืนช้าร์ปส์ .50 เล็งยิงถูกพวกอินเดียนที่นั่งอยู่บนหลังม้าตกลง
มาตาย จากระยะไกลตั้ง 3/4 ไมล์ ฝ่ายอินเดียนให้การว่า พวกคนขาวมีปืนดีติดกล้อง
ส่องยิงโดนนักรบตกลงมาจากหลังม้าได ้ทั้งๆที่อยู่ห่างตั้ง 1 ไมล์ ทำให้บรรดานักรบ
ตกใจ รู้สึกครั่นคร้ามเสียขวัญไปมาก

ส่วนสาเหตุรองของการล่าถอยนั้นบอกว่า นักรบอินเดียนคนหนึ่งดันทำผิดศีลไปยิง
ตัวสกั๊งค์ตาย เกิดเป็นอาเพศทำให้ยาทากันกระสุนปืนที่หมอผีอุตส่าห์ปลุกเสกไว้ให
้นั้นหมดฤทธิใช้ไม่ได้ผล (นี่จากหลักฐานที่ค้นได้จริงๆนะครับไม่ได้แต่งขึ้นมาเอง
เหมือนตอนที่เล่าเรื่องแบ๊ทเปลี่ยนชื่อ)

พรานล่าควายไม่ทราบชื่อ ถ่ายภาพคู่กับปืนช้าร์ปส์ไรเฟิล
ซึ่งเป็นปืนยอดนิยมสำหรับใช้ในการล่าควายในยุคนั้น

ช้าร์ปไรเฟิลเป็นปืนบรรจุเดี่ยวจากท้ายลำกล้อง มีขนาด
ของกระสุนให้เลือกใช้ตั้งแต่ .40 จนถึง .50

รุ่นที่ฝ่ายพรานใช้ยิงถูกอินเดียนตกจากหลังม้าที่ระยะตั้ง
เกือบ 1 ไมล์ในสงครามที่ อโด๊บิ วอลส์ เมื่อเดือนมิถุนายน
ปี1874 นั้น เป็นกระสุนขนาด .50-90 ซึ่งได้รับสมญานามว่า
"บิ๊ก ฟิฟตี้" หัวกระสุนหนัก 475 เกรน ความเร็วปาก
ลำกล้อง 1350 ฟุต/วินาที แรงปะทะ1920 ฟุต/ปอนด์

ในการต่อสู้ที่ อโด๊บิ วอลส์ นี้ แบ๊ทยังไม่ได้เป็นพระเอก เป็นแต่เพียงผู้หนึ่งที่ช่วยกัน
ต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดจากการปิดล้อมโจมตีเท่านั้น หลังจบจากการรบไปแล้ว แบ๊ทก็ตก
กระไดพลอยโจน สมัครเป็นเสือพรานทำหน้าที่เป็นหน่วยสอดแนมให้กับฝ่ายทหาร
ไปเสียเลย จนสงครามลุ่มแม่น้ำแดงยุติลงในเดือนมิถุนายนปี ค.ศ.1875

หลังสงครามแบ๊ทก็ยังคงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แถวด้ามกะทะของเท็กซัส กลับมาล่าควาย
และแบ่งเวลาส่วนหนึ่งทำหน้าที่ส่งกำลังบำรุงให้ฝ่ายทหาร และยังได้ช่วยฝ่ายทหาร
สำรวจพื้นที่สำหรับการตั้งค่ายแห่งใหม่ขึ้นในบริเวณด้ามกะทะด้วย โดยเลือกที่ตั้ง
อยู่ใกล้แม่น้ำเล็กๆสายหนึ่งมีชื่อว่า สวี้ทวอเท่อร์ (Sweetwater - ในภาษาอังกฤษกลับ
แปลว่าน้ำจืดนะครับ ไม่ยักแปลว่าน้ำหวาน) 

จากนั้นฝ่ายทหารก็ก่อตั้งค่ายเอเลียต (Fort Elliot) ขึ้น ส่วนชุมชนเดิมที่อยู่ใกล้ๆนั้น
ก็ขยับขยายขึ้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใช้ชื่อว่าสวี้ทวอเท่อร์ตามชื่อของแม่น้ำ และที่นี่เอง
เป็นจุดเริ่มต้นของการที่แบ๊ทจะมีชื่อเสียงโด่งดัง และแจ้งเกิดในฐานะมือปืนชั้นแนว
หนาในดินแดนตะวันตกอีกคนหนึ่ง

ที่สวี้ทวอเท่อร์ แบ๊ทได้คบหาสมาคมเป็นเพื่อนกับนักเลงปืนพี่น้องชื่อดัง 2 คน ได้แก่
เบ็น และ บิล ธอมป์สัน ท่านผู้อ่านคงจำได้ หากอ่านเรื่องวายแอ็ท เอิ๊ร์ปในตอนที่แล้ว
นะครับว่า พี่น้องคู่นี้ไปก่อเรื่องไว้ที่เมืองเอลส์เวอร์ธในแคนซัสเมื่อสองปีก่อน โดยบิล
ยิงนายอำเภอตายแบบไม่มีสาเหตุ แถมยังขี่ม้าลอยนวลออกนอกเมืองไปเฉยๆ ส่วน
เบ็นอยู่จ้องตาสู้กันกับวายแอ็ทอยู่พักหนึ่งก็ยอมแพ้ให้จับโดยไม่ทันได้ดวลกันให้เห็น
ดำเห็นแดงเสียก่อน ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นถึงนักเลงปืนระดับพระกาฬที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยม
ยิงคู่ต่อสู้คว่ำไปตั้งหลายคนแล้ว ในขณะที่วายแอ็ทเพิ่งจะเป็นมือใหม่

เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังดูค่อนข้างจะประหลาดนี้ เบ็นเล่าให้แบ๊ทฟังว่า ตนมองเข้าไปลึกๆ
ในสายตาของวายแอ็ทแล้ว นอกจากจะอ่านออกว่าวายแอ็ทเอาจริงแน่ ยังมีลาง
สังหรณ์ไม่ค่อยดีอีกด้วย เลยตัดสินใจถอยดีกว่า

ผมฟังคำอธิบายนี้แล้วก็ยังรู้สึกว่าประหลาดอยู่ดี นี่ยังไม่นับว่าประหลาดอีกเหมือนกัน
นะครับ ที่แบ๊ทผู้ซึ่งจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นมือปราบในวันข้างหน้า กลับเลือกคบนักเลง
ปืนผู้เหี้ยมโหดคู่นี้อย่างสนิทสนม แต่คงพอจะเข้าใจได้หรอกครับ ลองคิดง่ายๆดูว่า
บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ทุกอย่างตัดสินกันด้วยปืนนั้น จะไปหาคนดีๆมีศีลธรรมที่ไหนมา
คบได้ แบ๊ทเองนั้นก็เป็นคนมีนิสัยรักความสนุกสนานเป็นพื้นอยู่แล้วด้วยก็เลยคบ
ใครไม่ยากนัก (คิดมากไปเครียดเปล่าๆ)

เหตุการณ์ที่จะทำให้แบ๊ทโด่งดังมาถึงเมื่อคืนวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1876 แบ๊ทอย
ู่ในซาลูนชื่อเลดี้ เกย์ (Lady Gay น่าจะหมายถึงผู้หญิงบานฉ่ำนะครับ ไม่ใช่คุณนาย
ประเภทสอง) นั่งเล่นไพ่โป๊กเกอร์อยู่กับเจ้าของซาลูนชื่อเฮนรี่ เฟลมมิ่ง และแขกประจำ
อีก 2 คน คนหนึ่งชื่อจิม ดั๊ฟฟี่ อีกคนหนึ่งเป็นทหารยศสิบโทชื่อเมลวิน คิง (Melvin
King) หมู่คิงเสียไพ่ให้กับแบ๊ทตั้งแต่เริ่มเล่น แก้เท่าไรไม่ขึ้นยิ่งเล่นยิ่งเสีย ชักฉุนก็เลย
บอกเลิกกลับออกไปก่อนอย่างหงุดหงิด

พอวงไพ่เลิก แบ๊ทก็เจอะเจอกับสาวนักระบำคนหนึ่งชื่อ มอลลี่ เบร็นแนน (Mollie
Brennan) มอลลี่เป็นนักเต้นประจำโรงเต้นรำข้างๆเลดี้เกย์ซาลูน โรงเต้นรำนี้มีอดีต
นายทหารยศพันเอกชื่อ ชาร์ลี นอร์ตั้น เป็นเจ้าของ โดยเข้าหุ้นร่วมกันกับ บิล ธอมป์สัน
เพื่อนของแบ๊ท เป็นสถานเริงรมย์ที่ขึ้นชื่อว่ามีสาวสวยนักเต้นมากมาย

คืนนั้นโรงเต้นรำปิด พวกสาวนักเต้นจึงพากันออกมาเที่ยวที่เลดี้เกย์ซาลูน รวมทั้ง
มอลลี่ด้วย แบ๊ทจ๊ะจ๋ากับมอลลี่อยู่พักใหญ่ โดยไม่รู้ว่ามอลลี่เป็นที่หมายปองของหมู่
คิง ผู้เพิ่งจะแพ้พนันจากโป๊กเก้อร์ให้ตัวเองไปหลายตังค์อยู่หยกๆ หมู่คิงนั้นเป็นที่รู้จัก
กันทั่วไปว่า เป็นนักเลงโตประเภทชอบเบ่งและเกะกะระรานชาวบ้านเวลาเมาได้ที่

ใกล้เที่ยงคืน แบ๊ทกับมอลลี่ และชาร์ลี นอร์ตั้น ออกมาจากเลดี้เกย์ซาลูน ย้ายสถานที่เข้าไป
ในโรงเต้นรำเพื่อหาความเป็นส่วนตัว

ขณะที่ ชาร์ลี นอร์ตั้น กำลังเดินไปจุดตะเกียง แบ๊ทกับมอลลี่ก็ลงนั่งคุยกันที่โต๊ะริม
หน้าต่างตรงข้างประตู ครู่เดียวมองเห็นหมู่คิงเดินรี่เข้ามาเคาะประตู ท่าทางเมาแอ๋
และโกรธจัดเอาเป็นเอาตาย แบ๊ทจึงเดินไปเปิดประตูเพื่อจะถามว่ามีอะไร

พอประตูเปิดเท่านั้นหมู่คิงก็ร้องด่าแบ๊ทอย่างหยาบคายเสียๆหายๆ พร้อมชักปืนยิง
ตูมเข้าใส่แบ๊ททันที แต่ด้วยเหตุผลใดไม่แน่ชัดมอลลี่รีบวิ่งเข้ามาขวางไว้ (บ้างก็บอก
ว่าออกมาห้าม บ้างก็บอกว่าจะวิ่งหนีออกไปข้างนอก) กระสุนนัดแรกเฉียดมอลลี่อย่าง
หวุดหวิด วิ่งเลยไปโดนแบ๊ทเข้าที่หน้าท้อง ทะลุไปถึงกระดูกสะโพกจนแบ๊ทล้มลง

หมู่คิงยิงซ้ำอีกนัดหนึ่ง นัดนี้โดนมอลลี่เข้าจังๆล้มลงไปอีกคน แบ๊ทใช้จังหวะนี้ยันตัว
ขึ้นด้วยแขนซ้าย มือขวาชักปืนยิงเข้าใส่หมู่คิงทะลุหน้าอกล้มลงไปบ้าง จบเสียงปืน
3 นัด ก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นทั้ง 3 คน ผู้คนต่างกรูกันเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ภาพเขียนฝีมือของบั๊ด แบร๊ดชอว์ แสดงเหตุการณ์แบ๊ทยิงกับหมู่คิงที่เมืองสวี้ทวอเท่อร์
แบ๊ทถูกหมู่คิงยิงบาดเจ็บล้มลงไปก่อนที่มอลลี่จะถูกหมู่คิงยิงล้มตามลงไปอีกคน แต่แบ๊ท
ก็ยังสามารถรวบรวมกำลังยันตัวขึ้นมายิงตอบหมู่คิงได้อย่างแม่นยำ

เนื่องจากเมืองนี้ยังไม่มีนายอำเภอ ฝ่ายทหารจึงเข้ามาดูแลแทน ในชั้นแรกต้องรีบ
ห้ามผู้คนไม่ให้ตีกัน เนื่องจากแบ๊ทมีพวกพรานล่าควายเป็นเพื่อนอยู่มากมาย รวมทั้ง
มือปืนระดับพระกาฬอย่างเบ็นและบิล ธอมป์สันด้วย ส่วนหมู่คิงก็มีเพื่อนพ้องทหาร
เยอะเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างอยากแก้แค้นแทนเพื่อนด้วยกันทั้งนั้น

หลังจากเข้าคุมม็อบทั้งสองฝ่ายได้แล้ว หมอทหารจึงเข้าตรวจรักษาผู้บาดเจ็บ และ
หัวหน้านายทหารก็เข้าสอบสวนเหตุการณ์ มอลลี่เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ หมู่คิง
ถูกนำส่งโรงพยาบาลทหารและไปตายในวันรุ่งขึ้น แบ๊ทถูกรักษาตัวในที่เกิดเหตุและ
รอดตายอย่างหวุดหวิด แต่เนื่องจากกระสุนทะลุกระดูกสะโพกแตก ก็เลยทำให้เดิน
ไม่ค่อยถนัด ต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินตลอดจนกลายเป็นเครื่องหมายประจำตัวไป

ผลการสอบสวนออกมาอย่างตรงไปตรงมา ตัดสินว่าแบ๊ทต่อสู้ป้องกันตนเองตาม
สมควรไม่มีความผิด ผู้คนส่วนใหญ่ที่ทราบข่าวต่างสรรเสริญฝีมือของแบ๊ท และพา
กันดีใจที่นักเลงโตอย่างหมู่คิงถูกกำจัดไปเสียได้

ส่วนแบ๊ทนั้นดูจะไม่ได้ภูมิอกภูมิใจอะไรนัก กลับรู้สึกว่าตนเป็นเหตุทำให้ผู้หญิงน่า
รักคนหนึ่งต้องตายไปเสียด้วยซ้ำ แถมยังไม่แน่ใจว่าพรรคพวกของหมู่คิงจะแห่ตาม
มาแก้แค้นอีกหรือเปล่า เลยตัดสินใจย้ายออกจากสวี้ทวอเท่อร์ ตั้งใจจะกลับไป
เยี่ยมบ้านสักพัก

ขออนุญาตเพิ่มเติมนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องสถานที่ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นนักเดินทาง
ท่องเที่ยวหน่อยนะครับ ว่าเมืองสวี้ทวอเท่อร์ที่พูดถึงในเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เมืองเดียว
กับที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ปัจจุบันของรัฐเท็กซัส เพราะถึงแม้จะเรียกขานกันด้วยชื่อนี้
มาก่อน แต่ก็ไม่มีใครไปขอจดทะเบียนตั้งชื่อให้เป็นเรื่องเป็นราวไว้ จนกระทั่งเมื่อปี
ค.ศ.1878 ชาวบ้านรวมตัวกันขอตั้งชื่อที่ทำการไปรษณีย์ ถึงได้พบว่ามีเมืองอื่น (คือ
เมืองที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ปัจจุบัน) ใช้ชื่อเดียวกันไปแล้ว หลังจากคิดกลับไปกลับมา
หลายตลบก็เลยตัดสินใจตั้งชื่อใหม่ว่า โมบีตี้ (Mobeetie) อันเป็นภาษาของอินเดียน
แดงท้องถิ่นเดิมที่มีความหมายเดียวกันกับคำว่าสวี้ทวอเท่อร์

ปัจจุบันเมืองโมบีตี้ยังคงเป็นเมืองเล็กๆในเขตด้ามกะทะของรัฐเท็กซัส เป็นจุดท่อง
เที่ยวสำหรับผู้คนที่สนใจประวัติศาสตร์เรื่องของสงครามลุ่มแม่น้ำแดงที่พูดถึงไปแล้ว
รวมทั้งเหตุการณ์ยิงกันระหว่างแบ๊ทกับหมู่คิงนี้ด้วย

แบ๊ทกลับมาถึงบ้านเดิมที่วิชิต้า แคนซัส ได้ไม่นาน วายแอ็ท เอิ๊ร์ป ซึ่งขณะนั้นเป็น
ผู้ช่วยมาร์แชลอยู่ที่เมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ (Dodge City) ทราบข่าวจึงชวนแบ๊ทให้เข้ามา
ร่วมทีมมือปราบ แบ๊ทตกลงตอบรับคำชวนจากเพื่อนเก่า เข้าทำหน้าที่ปราบปราม
อันธพาลและโจรผู้ร้าย เคียงบ่ากับวายแอ็ทและผู้ร่วมทีมอื่นๆอย่างแข็งขัน สร้างความ
เป็นระเบียบเรียบร้อยและขื่อแปขึ้น เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านเป็นยิ่งนัก ต่อมาพี่
และน้องชายของแบ๊ท คือเอ๊ดและจิม ก็เข้ามาร่วมเสริมทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีก

ถึงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน แต่แบ๊ทกลับไม่ค่อยลงรอยกับมาร์แชลของเมืองด๊อดจ์
ชื่อว่า แลรี่ ดีเกอร์ ผู้เป็นนายของตัวนัก เคยมีเรื่องมีราวถึงขนาดถูกนายของตัวเอง
แจ้งจับข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ รายละเอียดเล่ากันว่า เป็นเพราะแบ๊ทเห็นผู้
ต้องหาคนหนึ่งถูกมาร์แชลดีเกอร์ซ้อมอย่างไม่เป็นธรรม จึงเข้าไปขัดขวาง ทำให้ผู้
ต้องหาหลุดหนีไปได้

ถึงปี ค.ศ.1877 มีการเลือกตั้งเชอร์ริฟแห่งมณฑลฟอร์ด (Ford County) อันเป็นเขต
คามที่เมืองด๊อดจ์ฯสังกัดอยู่ แบ๊ทโดยการสนับสนุนจากชาวบ้าน ลงสมัครรับเลือกตั้ง
แข่งกับมาร์แชลดีเกอร์นายของตัว และเอาชนะไปได้อย่างหวุดหวิดแค่ 3 คะแนน

หลังจากแบ๊ทเข้ารับตำแหน่งใหม่ไม่นาน ดีเกอร์ก็ถูกถอดออกจากตำแหน่งมาร์แชล
ของเมืองด๊อดจ์ โดยมีเอ๊ด พี่ชายของแบ๊ทขึ้นรับตำแหน่งแทน ในขณะที่จิมผู้เป็น
น้องชายก็ยังคงมีตำแหน่งผู้ช่วยมาร์แชลอยู่ เรียกว่าพี่น้องตระกูลม้าสเตอร์สันใน
เวลานี้มีอำนาจบริหารและปราบปรามเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่เฉพาะในเมืองด๊อดจ์เท่านั้น
แต่ยังขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งมณฑลฟอร์ดอีกด้วย (ฟังดูคล้ายๆการเมืองใน
ประเทศไหนก็ไม่รู้อีกแล้วมั้ยครับ)

เมืองด๊อดจ์ซิตี้เมื่อปี ค.ศ.1879 ปีเดียวกันกับที่ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน
ได้รับเลือกตั้งเป็นเชอร์ริฟแห่งมณฑลฟอร์ด

แบ๊ทได้รับเลือกเป็นเชอร์ริฟประจำมณฑลฟอร์ดเมื่อมีอายุได้ 22 ปีเท่านั้น ตำแหน่งนี้
ต้องทำงานหนัก รับผิดชอบพื้นที่กว้างขวางกว่าการเป็นมาร์แชลประจำเมืองใดเมือง
หนึ่งมากนัก แบ๊ทไม่ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง เร่งสร้างผลงานเป็นการใหญ่ ใช้ความเข้ม
แข็งเด็ดขาดและฝีมือการใช้อาวุธปืน ฟอร์มชุดไล่ล่าตามจับแก๊งโจรปล้นรถไฟและพวก
ผู้ร้ายหลบหนีการจับกุมกลับมาได้ทุกครั้งมากมาย ได้ชื่อว่าเป็นมือปราบที่โจรผู้ร้ายใน
ยุคนั้นต่างเกรงกลัวไม่อยากต่อกรด้วย

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดคือเมื่อครั้งที่แบ๊ทฟอร์มชุดไล่ล่าร่วมกับวายแอ็ท เอิ๊ร์ป,
บิล ทิลจ์แมน และชาร์ลี บาสเส็ท ตามจับอาชญากรคนสำคัญชื่อจิม หรือ สไป๊ค์
เคนเนดี้ ที่ทำการฆาตกรรมบุคคลสำคัญของเมืองด๊อดจ์ฯ เอาตัวกลับมาลงโทษได้
อย่างรวดเร็ว

ทีมไล่ล่าชุดสี่คนนี้แหละครับที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น จนมีเรื่องเล่าตามมาว่า
มีนักเขียนนิยายผจญภัยตะวันตกเล่มละ 10 ตังค์ (Dime Novel) คนหนึ่งชื่อ เน็ด
บั๊นท์ไลน์ ชื่นชมมากถึงขนาดสั่งทำปืนโค้ลท์พี้ซเม้คเก้อร์รุ่นลำกล้องยาวเป็นพิเศษ
มอบให้เป็นของขวัญคนละกระบอก

ปืนโค้ลท์ ซิงเกิ้ล แอ๊คชั่น อาร์มี่ ขนาด .45 เป็นปืนที่ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน ใช้เป็นปืนคู่มือมาตลอด
ผลิตครั้งแรกในปี 1873 โดยได้รับคัดเลือกเป็นอาวุธประจำกายมาตรฐานของกองทัพบกสหรัฐ 
มีสมญานามที่รู้จักกันทั่วไปว่า พี้ซเม้คเก้อร์ (Peacemaker - ผู้สร้างสันติ มาจากรหัสรุ่นที่กำหนด
ให้เป็นรุ่น Model P) หลังจากนั้นก็เป็นที่แพร่หลายทั้งในวงการมือปราบและมือปืนทั่วไป

พวกคาวบอยที่ไม่ค่อยนิยมสันติเท่าไรนักช่วยตั้งสมญานามเพิ่มเติมให้ใหม่อีกหลายคำล้วน่ไพเราะ
เพราะพริ้งทั้งนั้น เช่น เครื่องกำจัดความเหลื่อมล้ำ (Equalizer) ตุลาการโค้ลท์ (Judge Colt) ขาหมู
(Hogleg) เครื่องมือจากฮ้าร์ทฟอร์ด (Hardware from Hartford - คือเมืองที่ตั้งของโรงงานผลิตปืนโค้ล์ท)
ว่ากันว่านอกจากเป็นปืนที่มีขนาดและน้ำหนักเหมาะมือแล้ว ยังสามารถใช้แทนค้อนสำหรับตอกตะปู
ฝาบ้านหรือตอกเกือกม้าได้ดีพอๆกับเอาไว้ตีหัวคนอีกด้ว

นอกจากการเป็นมือปราบผู้โด่งดังแล้ว แบ๊ทยังได้สร้างชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเป็นที่รู้กันทั่ว
ไปอีกสองอย่าง อย่างแรกก็คือ การเป็นนักพนันมือฉกาจ ซึ่งแบ๊ทมีใจรักอยู่มาก
ไม่เคยที่จะพลาดจากการเล่นไพ่ตามซาลูนต่างๆในเมืองด๊อดจ์เมื่อถึงเวลาพักผ่อน
หรือว่างจากงานราชการ

เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่านอกจาก วายแอ็ท เอิ๊ร์ป ก็มีแบ๊ทอีกคนหนึ่งที่ด้านหนึ่ง
เป็นมือกฎหมายและอีกด้านหนึ่งเป็นนักพนัน ในมาตรฐานปัจจุบันฟังดูแล้วก็ไม่น่า
จะไปด้วยกันนัก

แต่สำหรับยุคคาวบอยพิชิตตะวันตกเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วนั้น เขาว่ากันว่าเป็นเรื่อง
ธรรมดา และจากหลักฐานก็พบว่า มีบรรดามือกฎหมายในสมัยนั้นอีกจำนวนมากที่
เป็นทั้งนายอำเภอด้วยและเจ้าของบาร์และบ่อนไปพร้อมๆกัน เป็นเรื่องปกติสำหรับ
เมืองที่มีผู้คนจำนวนมากผ่านไปมาเพื่อแวะหาความสำราญ แถมกฎหมายท้องถิ่นก็
อนุญาตให้มีการดื่มสุราและการเล่นการพนันได้ ถือเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับท้องที่
ี่ได้มากๆอย่างรวดเร็ว 

คนส่วนใหญเอง่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีเสียอีกที่ได้มือปืนที่ตรงไปตรงมาและเฉียบขาด
มาเป็นทั้งนายอำเภอและเจ้าของบาร์เจ้าของบ่อนเสียพร้อมๆกัน ทุกอย่างจะได้เป็น
ระเบียบเรียบร้อย ถ้าใช้ศัพท์สมัยใหม่ก็คงต้องบอกว่า เพื่อเสถียรภาพและความสงบ
เรียบร้อยของบ้านเมืองทำนองนั้นนั่นแหละครับ ทั้งๆที่เอาเข้าจริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็น
อย่างนั้นเสมอไป ยังหนีจากปัญหาการเมืองและอิทธิพลต่างๆไม่พ้นอยู่ดี ผมจะขยาย
ความในตอนหลังๆอีกทนะครับ

กิตติศัพท์อีกอย่างหนึ่งของแบ๊ท ที่เด่นดังกว่ามือปืนคนอื่นก็คือ ความเป็นหนุ่มเจ้า
สำราญ และรสนิยมการแต่งตัวครับ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความเป็นผู้มีอัธยาศัยดี
รักความสนุกสนาน และยังหนุ่มมากสำหรับการเป็นนายอำเภอ ทำให้แบ๊ทออกจะ
ป๊อปปูล่าร์ในหมู่ชาวบ้านร้านตลาด ช่วงนี้ไม่มีหลักฐานบอกว่ามีสาวๆมาติดพันอีก
หรือเปล่า แต่อาจจะไม่มีก็ได้ครับเพราะตัวเองเพิ่งเกือบตายเพราะผู้หญิงไปหยกๆ
น่าจะยังเข็ดอยู่

สไตล์การแต่งตัวของแบ๊ทนั้นไม่เหมือนคนอื่นๆ คือแบ๊ทจะนิยมสูทดำที่สั่งตัดโดย
เฉพาะ ไม่ใส่หมวกคาวบอยปีกกว้างที่คนทั่วๆไปนิยมใส่ หันไปใส่หมวกปีกเล็กทรง
แข็งที่เรียกกันว่าหมวกโบว์เล่อร์ (Bowler Hat) แทน แบ๊ทเข้าร้านตัดผมเป็นประจำ
เพื่อตัดแต่งทรงผมและหนวดให้ดูเรียบร้อยอยู่เสมอ และที่ขาดไปไม่ได้ก็คือไม้เท้า
ประจำตัว แบ๊ทจึงดูเป็นหนุ่มสำอางค์รูปหล่อ มาดลูกกรุงมากกว่าลูกทุ่งในสายตา
ของคนทั่วไป

ทั้งหมดน่าจะถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งของแบ๊ทนะครับ ที่ผันจุดด้อยของตัวเอง
ที่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน มาเป็นจุดเด่นโดยการแต่งตัวเป็นสุภาพบุรุษอังกฤษให้โก
้ไปเสียเลย คล้ายๆกับการผันวิกฤตให้เป็นโอกาส หรืออะไรประเภทนั้นเหมือนกัน

 รูปถ่ายมาตรฐานของ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน
 ที่เห็นได้บ่อยที่สุด เชื่อว่าถ่ายในขณะท
ี่ดำรงตำแหน่งเชอร์ริฟแห่งมณฑลฟอร์ด

ปี ค.ศ.1878 เป็นปีที่เข้าสู่ช่วงเวลาตกต่ำสำหรับแบ๊ทและพี่ๆน้องๆ เริ่มด้วยเอ๊ด
พี่ชายของแบ๊ท ซึ่งเป็นมาร์แชลของเมืองด๊อดจ์ฯ ถูกพวกโคบาลต้อนวัวจากเท็กซัส
2 คนยิงตาย หลังจากเอ๊ดพยายามเจรจาปลดอาวุธแต่โดยดีแต่ไม่สำเร็จ กลับโดน
2 วายร้ายยิงใส่เสียก่อนในระยะประชิด แต่เอ๊ดก็ไว้ลายไม่ยอมตายเปล่า ยิงสวน
กลับไปถูกวายร้ายทั้งสองหงายท้องตายตามไปด้วยเหมือนกัน

หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1879 มีการเลือกตั้งเชอร์ริฟแห่งมณฑลฟอร์ดรอบใหม่ หนนี้
แบ๊ทแพ้เลือกตั้งไม่สามารถรักษาตำแหน่งไว้ ว่ากันว่าความนิยมของประชาชนลดลง
เพราะเห็นแบ๊ทใช้จ่ายเงินสิ้นเปลืองงบประมาณมากเกินไป กับเริ่มมีกระแสคนรุ่น
ใหม่ที่อยากจะปฏิรูปเมืองด๊อดจ์ฯ ให้เป็นเมืองที่ศิวิไลซ์ ปราศจากการพนันและ
อบายมุข ชาวบ้านจึงหันไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับแบ๊ท ซึ่งทุ่มหา
เสียงว่า จะยกเลิกการพนันและอบายมุขต่างๆให้หมดถ้าได้รับเลือกตั้ง แถมยังโจมตี
แบ๊ทว่าเป็นผู้ปล่อยให้บ้านเมืองต้องเสียชื่อเสียงเพราะสิ่งเหล่านี้ด้วย ดังนั้นถึงแบ๊ท
จะมีผลงานปราบปรามโจรผู้ร้ายราบคาบ สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ดีสัก
แค่ไหน ก็สู้กระแสไม่ไหว ต้องแพ้เลือกตั้งไปอย่างช่วยไม่ได้

แบ๊ทจึงตัดสินใจออกจากเมืองด๊อดจ์ฯ ไปทำมาหากินใหม่ที่อื่น โดยจิมน้องชายไม่ได
้ตามไปด้วย แบ๊ทยึดอาชีพการพนันเป็นหลัก หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในโคโลราโดพักหนึ่ง
แบ๊ทก็ตอบรับคำชวนของวายแอ็ท เอิ๊ร์ป เพื่อนเก่าอีกครั้ง มาร่วมเป็นหุ้นส่วนทำซาลูน
ด้วยกันที่เมืองทูมบ์สโตน (Tombstone) ในอริโซน่า

แบ๊ทอยู่ที่ทูมบ์สโตนได้ไม่นานนักก็ได้รับโทรเลขด่วนจากเมืองด๊อดจ์ฯเมื่อต้นปี ค.ศ.
1881 แจ้งข่าวว่า จิมผู้เป็นน้องชายกำลังเดือดร้อน

เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่แบ๊ทออกจากด๊อดจ์ฯไปแล้ว จิมก็ถูกฝ่ายตรงข้ามที่ชนะพี่ชาย
ในการเลือกตั้ง ปลดออกจากตำแหน่งผู้ช่วยมาร์แชล จิมจึงหันไปลงทุนเปิด
ซาลูนร่วมกับหุ้นส่วนชื่อ เอ. เจ. พีค็อค วันหนึ่งพีค็อครับน้องเขยชื่อ อัล อั๊ปเดอกร๊าฟ
เข้ามาทำงาน แต่เกิดมีปัญหาเข้ากันกับจิมไม่ได้ จิมต้องการไล่อั๊ปเดอกร๊าฟออก
พีค็อคเข้าข้างน้องเขยไม่ยอมให้ออก เกิดมีเรื่องมีราวกันขึ้น ถึงขั้นมีการแจ้งความ
ให้ดำเนินคดีกับจิม

แบ๊ทเดินทางมาถึงด๊อดจ์ฯเมื่อเดือนเมษายนของปีนั้น พอลงจากรถไฟ ก็พบว่าทั้ง
พีค็อคและอั๊ปเดอกร๊าฟพกปืนมารอต้อนรับอยู่ ก็เลยต้องยิงกัน

พอหยุดยิงปรากฏว่า อั๊ปเดอกร๊าฟถูกลูกกระสุนของแบ๊ททะลุเข้าที่ปอดบาดเจ็บสาหัส
แบ๊ทถูกจับโดยนายกเทศมนตรีและมาร์แชลของเมืองด๊อดจ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ
ตนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ด้วยข้อหาก่อความไม่สงบ ต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน
8 เหรียญ บวกกับอีก 2 เหรียญเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับศาล เสร็จแล้วถูกบังคับให้ออก
จากเมืองด๊อดจ์ฯไปพร้อมกับจิม

แน่นอนครับว่าเรื่องยังไม่จบลงแค่นี้ แต่ก่อนจะบรรยายต่อไปต้องขออนุญาตปูพื้น
ไว้เป็นแบ๊คกราวนด์เพิ่มเติมเสียก่อนว่า กลุ่มการเมืองใหม่ที่เอาชนะแบ๊ทในการ
เลือกตั้งนั้น ในที่สุดก็ไม่ได้ทำตามที่หาเสียงเอาไว้ว่าจะกำจัดการพนันและอบายมุข
ให้หมดไป

เชอร์ริฟแห่งมณฑลฟอร์ดคนใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งแทนแบ๊ทมีชื่อว่า จ๊อร์จ ที. ฮิงเกิ้ล
ีอาชีพเดิมเป็นบาร์เทนเดอร์และผู้จัดการซาลูน ส่วนนายกเทศมนตรีคนใหม่ของ
เมืองด๊อดจ์ผู้มีชื่อว่า อลองโซ่ เว้บสเต้อร์ ก็ไม่ใช่ย่อย เพราะเป็นเจ้าของซาลูนใหญ่
ถึง 2 แห่งกลางใจเมือง ข้างมาร์แชลคนใหม่ของเมืองด๊อดจ์ชื่อว่า เฟร้ด ซิงเกอร์
นั้นเล่าก็เป็นลูกจ้างอยู่ในซาลูนของเว้บสเต้อร ์ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ แปลกดี
เหมือนกันนะครับที่เลือกกันเข้าไปได้

พอกลุ่มการเมืองชุดใหม่เข้ายึดอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ปล่อยให้เมือง
ด๊อดจ์ต้องพึ่งพารายได้จากการพนันและอบายมุขต่อไปเหมือนเดิม ไม่ได้แตกต่าง
ไปจากคณะบริหารชุดก่อนแต่อย่างใด คงต้องถือเป็นบทเรียนมหาอมตะนิรันดร์กาล
สำหรับบรรดาราษฎรและองค์กรอิสระประเภทกบเลือกนายทั้งหลาย ไม่ว่าในประเทศ
ใดก็ตามนะครับ

แบ๊ทกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโคโลราโด และรับงานเป็นมือปราบอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.1882
ในตำแหน่งมาร์แชลของเมืองทรินิแดด (Trinidad) ขณะที่อยู่ในตำแหน่ง แบ๊ทได้
ช่วยเหลือสองคู่หู วายแอ็ท เอิ๊ร์ป และ ด๊อค ฮอลลิเดย์ ที่หลบหนีมาจากอริโซน่า
หลังจากทั้งสองจัดการตามเก็บฝ่ายตรงข้ามที่ลอบยิงพี่น้องของวายแอ็ท ไม่ให้ต้อง
ถูกส่งตัวกลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ตามหมายจับของเชอร์ริฟบีแฮนซึ่งเป็นพวก
ของฝ่ายตรงข้าม

ตามที่เกริ่นไว้แล้วครับว่าเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและอิทธิพลที่เมือง
ด๊อดจ์ฯยังไม่จบ  ในปี ค.ศ.1883 แบ๊ทได้รับโทรเลขจาก ลุค ช้อร์ท  ผู้เป็นเพื่อนและ
อดีตหุ้นส่วนของทั้งแบ๊ทและวายแอ็ท และย้ายจากทูมบ์สโตนมาทำมาหากินที่เมือง
ด๊อดจ์ตั้งแต่ปีก่อน ว่าเจอเรื่องเดือดร้อนเข้าแล้วขอให้มาช่วยกันหน่อย

ลุค ช้อร์ทเข้าไปทำมาหากินที่เมืองด๊อดจ์ โดยลงทุนซื้อกิจการของลองแบร๊นช์ซาลูน
(Long Branch Saloon) ร่วมกับหุ้นส่วนชื่อ วิลเลียม เอ๊ช. แฮริส ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่ม
การเมืองฝ่ายเดียวกับแบ๊ท และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของ
เมืองด๊อดจ์แทนเว้บสเตอร์ที่กำลังจะหมดวาระลง

เว้บสเตอร์นั้นไม่ลงเลือกตั้งเองในรอบใหม่ แต่ส่งแลรี่ ดีเก้อร์ (คงจำได้นะครับคือ
คนที่เคยมีเรื่องไม่กินเส้นกับแบ๊ท ตอนที่แบ๊ทย้ายมาอยู่เมืองด๊อดจ์ใหม่ๆ หลังจาก
นั้นก็แพ้เลือกตั้งให้แบ๊ทไปในสนามเชอร์ริฟแห่งมณฑลฟอร์ด แค่นั้นไม่พอ ยังถูกปลด
ออกจากตำแหน่งมาร์แชลของเมืองด๊อดจ์ให้เอ๊ดพี่ชายของแบ๊ทมาเป็นแทนอีก)
ผู้มีเหตุผลมากมายที่จะไม่ชอบหน้าแบ๊ท รวมทั้งญาติสนิทมิตรสหาย หรือสมัครพรรค
พวกของแบ๊ททุกคน

ดีเกอร์เอาชนะแฮริสในการเลือกตั้งได้อย่างง่ายดายแต่ไม่ขาวสะอาดนัก และแล้ว
กระบวนการกำจัด ลุค ชอร์ท ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ 
 
คืนวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1883 ตำรวจบุกเข้าจับนักร้อง 3 คนที่กำลังร้องเพลงอยู่
ในลองแบร๊นช์ซาลูน อ้างว่าเทศบัญญัติใหม่ไม่อนุญาตให้มีการร้องรำทำเพลง แต่พอ
แฮริสและช้อร์ทเช็คข่าวดู ก็ทราบว่าไม่มีนักร้องในบาร์หรือซาลูนอื่นๆถูกจับอีกเลยสักที่เดียว

ช้อร์ทคว้าพกปืน 2 กระบอก รี่ไปยังห้องขังที่นักร้องของตนถูกควบคุมตัวไว้ ฝ่าย
พรรคพวกของดีเก้อร์เตรียมต้อนรับพร้อมอาวุธอยู่แล้วสองคน เลยเกิดการยิงกันขึ้น
คนของดีเก้อร์สู้ไม่ได้ก็ล่าถอย คนหนึ่งดันสะดุดขาตัวเองล้มลงไปในความมืดขณะ
วิ่งหนี ช้อร์ทนึกว่าตัวเองยิงตำรวจตาย เลยล่าถอยบ้างกลับมาตั้งหลักที่ลองแบร๊นช์
ซาลูน ปิดประตูตั้งสิ่งกีดขวาง เตรียมรับการบุกจากฝ่ายตำรวจเต็มที่

 เช้าวันรุ่งขึ้นตำรวจของดีเก้อร์มาตะโกนบอกช้อร์ทว่า เมื่อคืนไม่มีใครตาย หากช้อร์ท
ยอมมอบตัว ก็จะถูกปรับจากข้อหารบกวนความสงบแค่เพียงเล็กน้อย แต่พอช้อร์ท
ยอมมอบตัวกลับถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายแทน

หลังจากมีคนช่วยประกันตัวออกมาด้วยหลักทรัพย์ 2000 เหรียญ ช้อร์ทกับพรรคพวก
ทั้งหมดก็โดนจับอีกรอบ คราวนี้ด้วยข้อหาว่าเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ ถูกคุมตัวส่ง
ขึ้นรถไฟออกจากเมืองไป โดยให้เลือกว่าจะไปทางทิศตะวันตกหรือตะวันออกก็ได้

ช้อร์ทเลือกขึ้นรถสายตะวันออก ไปตั้งหลักอยู่ทีเมืองแคนซัสซิตี้ซึ่งห่างออกไป
ประมาณ 300 ไมล์ แล้วก็โทรเลขถึงแบ๊ท

แบ๊ทชวนวายแอ็ท และพรรคพวกอีกหลายคนที่เคยทำหน้าที่มือปราบด้วยกัน
มาชุมนุมกันที่แคนซัสซิตี้ ปรึกษาหารือหาทางช่วยช้อร์ท ฝ่ายตรงข้ามทางฝั่งเมือง
ด๊อดจฯพอทราบข่าวว่าช้อร์ทเริ่มส้องสุมผู้คน ได้มือปืนสนับสนุนจำนวนมากและ
ทำท่าว่าจะกลับมา ก็เตรียมพร้อมวางกำลังเอาไว้ที่สถานีรถไฟเตรียมต้อนรับอย่างเต็มที่

แบ๊ทกับวายแอ็ทจึงย้อนกลับไปโคโลราโดอีกครั้ง รวบรวมสมัครพรรคพวกเพิ่มเติม
ได้อีกสี่ห้าสิบคน และวางแผนเตรียมยึดเมืองด๊อดจ์แบบสายฟ้าแลบไม่ให้ฝั่ง
ตรงข้ามรู้ตัว

ตามแผนนี้ วายแอ็ท อดีตมือปราบคนสำคัญของเมืองด๊อดจ์ ที่ได้รับการยอมรับ
นับถืออย่างกว้างขวางของชาวเมือง จะแอบเข้าไปในเมืองก่อนพร้อมกับผู้ช่วยอีกสี่
คนเพื่อประเมินสถานการณ์และหาจังหวะเหมาะ ส่วนแบ๊ทจะพากำลังที่เหลือทั้ง
หมดไปสมทบกับช้อร์ท พร้อมกับรวบรวมม้าและอาวุธกระสุนให้ครบมือ เตรียมตั้ง
หลักอยุ๋ ณ เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งห่างจากเมืองด๊อดจ์ไปทางตะวันตก 2 ไมล์ ถึงเวลา
บุกเมื่อไรวายแอ็ทจะส่งสัญญานมาทางโทรเลข ใช้รหัสข้อความสั้นๆว่า "เครื่องมือ
ของท่านจะไปถึงเมื่อวันที่ xx เวลา xx.xx น."

เชอร์ริฟฮิงเกิ้ลพอทราบว่าวายแอ็ทกลับมาป้วนเปี้ยนอยู่ในเมืองด๊อดจ์ ก็ไม่ค่อยไว้
ใจนัก คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญและเดี๋ยวจะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ จึงส่งโทรเลขถึง
ผู้ว่าการรัฐแคนซัส ขอกำลังทหารมาช่วยรักษาความสงบ อ้างว่ามีมือปืนมาเพ่นพ่าน
อยู่ในเมืองเต็มไปหมดแล้ว เกรงว่าจะควบคุมไม่ไหว

แต่แทนที่ผู้ว่าการรัฐจะส่งกองทัพมาตามที่ขอ กลับตอบว่าจะส่งเพียงนายทหาร
ระดับนายพล ชื่อ โทมัส มูนไล้ท์ มาตรวจสอบสถานการณ์ดูก่อน

ได้รับคำตอบกลับมาแบบนี้ ทั้งฮิงเกิ้ล เว้บสเต้อร์และดีเก้อร์ก็รู้ตัวว่าตกเป็นฝ่าย
เพลี่ยงพล้ำเสียแล้ว จึงตัดสินใจติดต่อกับวายแอ็ท ขอเจรจาสงบศึก ยอมให้ช้อร์ท
กลับเข้ามาทำมาหากินในเมืองด๊อดจ์ฯได้ และสัญญาว่าจะไม่มีการกลั่นแกล้งอีก

ฝ่ายวายแอ็ทก็ตอบรับ และให้คำยืนยันว่าจะไม่มีความขัดแย้งกันอีกต่อไป ตกลงกัน
ได้เรียบร้อย วายแอ็ทก็โทรเลขบอกช้อร์ทและแบ๊ทว่า ฝ่ายตรงข้ามยอมสงบศึกอย่าง
ราบคาบแล้ว จากนั้นช้อร์ทกับแบ๊ทและกองกำลังก็ทยอยเข้าเมืองมาทีละชุด โดย
ไมมีการต่อต้านหรือขัดขวาง ทั้งหมดเข้าประจำที่ลองแบร๊นช์ซาลูนเพื่อควบคุม
สถานการณ์ให้เป็นไปตามข้อตกลง

เมื่อนายพลมูนไล้ท์เดินทางมาถึงก็พบว่า เหตุการณ์สงบเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร
หลังจากรับฟังเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดครบทุกฝ่ายแล้ว ก็จัดให้มีการตั้งคณะ
กรรมการรักษาความสงบแห่งเมืองด๊อดจ์ซิตี้ (Dodge City Peace Commission)
ขึ้น ประกอบด้วยคนของทั้งฝ่ายช้อร์ทและเว้บสเต้อร์ มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิด
ปัญหาขัดแย้งอย่างที่ผ่านมาเกิดขึ้นอีก เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้ว แบ๊ทและ
วายแอ็ทก็บอกอำลาเมืองด๊อดจ์เป็นครั้งสุดท้าย

คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งเมืองด๊อดจ์ซิตี้ (Dodge City Peace Commission)
 แถวยืนคนขวาสุดคือ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน ส่วนคนกลาง ตัวเตี้ยกว่าเพื่อนคือ ลุค ช้อร์ท
แถวนั่งคนที่ 2 จากซ้ายคือ วายแอ็ท เอิ๊ร์ป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองด๊อดจ์ฯในช่วงของความขัดแย้งจนเกือบจะมีการใช้กำลัง
เข้าห้ำหั่นกันนี้ ได้รับการกล่าวขานกันว่าเป็น "สงครามเมืองด๊อดจ์ซิตี้" หรือ Dodge
City War และเป็นข่าวใหญ่พาดหัวในหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องหลายฉบับ

จากเหตุการณ์นี้เราคงพอจะสังเกตเห็นได้นะครับถึงลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ
แบ๊ท ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่มือปืน มือปราบ นักพนัน ฯลฯ ตามคำจัดความเท่าที่คนใน
ยุคนั้นตั้งให้ ผมว่าถ้าดูจากความสามารถในการวางแผนเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็น
ตอน มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อประเมินสภาพแวดล้อม รู้จุดอ่อนจุดแข็งและจังหวะรุก
จังหวะถอยแล้วน่าจะถือได้ว่าแบ๊ทก็เป็น "นักวางแผนกลยุทธ์" ตามศัพท์สมัยใหม่ได้เหมือนกัน

แบ๊ทกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโคโลราโดอีก โดยยึดอาชีพการพนันสลับกับการเป็นมือปราบ
ชื่อเสียงของแบ๊ทโด่งดังเป็นที่เกรงขามของผู้คนในแถบนั้นมาก ขนาดว่าในซาลูนไหน
มีเหตุพิพาทหรือชุลมุนวุ่นวายขึ้นละก็ แค่ตะโกนว่า "ม้าสเตอร์สันมาแล้ว!" เท่านั้น
เหตุการณ์ก็จะสงบลงเองโดยอัตโนมัติ

ที่เมืองเดนเว่อร์ (Denver) แบ๊ทหันเหเข้าสู่วงการมวยอาชีพ เป็นโปรโมเตอร์จัดการ
แข่งขันชกมวยชิงรางวัลรายการใหญ่ๆหลายครั้ง จนเมื่อปี ค.ศ.1899 แบ๊ทได้ร่วม
ก่อตั้งสมาคมมวยแห่งโคโลราโดขึ้นด้วย

นอกจากวงการมวยแล้ว แบ๊ทยังได้เข้าสู่วงการนักเขียน เริ่มด้วยการเขียนข่าวกีฬา
ชกมวยที่ตนเองเป็นผู้จัด หลายคนบอกว่าแบ๊ทเขียนหนังสือดีมีผู้อ่านติดมาก ผมเอง
เคยได้มีโอกาสอ่านภาษาเขียนของแบ๊ทบ้างนิดหน่อย พอจะสังเกตได้ว่ามีสำนวนการ
เขียนที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่ความที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษก็เลยไม่
สามารถจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าอยู่ในระดับไหน (แค่ภาษาไทยนี่ก็ถือว่ายากมากพอ
แล้วนะครับ) ผลงานเขียนของแบ๊ทนี้ หากมีท่านใดสนใจจริงจังละก็ สามารถหาอ่าน
ได้จากศูนย์ประวัติศาสตร์ตะวันตก ในหอสมุดกลางของเมืองเดนเว่อร์ (Western
History Center, Denver Main Library) ครับ

ย่างขึ้นศตวรรษใหม่ปี ค.ศ.1900 มีผู้มาติดต่อเสนองานใหม่ให้แบ๊ทสามคน คนแรก
คือ วายแอ็ท เอิ๊ร์ป สหายเก่า ชวนให้ไปลงทุนให้ไปเปิดซาลูนด้วยกันที่อล้าสก้า ซึ่งขณะ
นั้นกำลังเป็นยุคตื่นทอง คนที่สองคือ ธีโอดอร์ รู้สเวลท์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอให้
ไปรับตำแหน่ง ยู.เอส.มาร์แชล (U.S. Marshal) ที่โอคลาโฮมา คนที่สามคือ อัลเฟรด
เฮนรี่ ลิวอิ๊ส นักหนังสือพิมพ์และนักเขียนนวนิยายชื่อดัง ชวนให้ไปทำงานเป็นนักเขียน
คอลัมน์กีฬาให้กับหนังสือพิมพ์ เดอะ มอร์นิ่ง เทเลกร๊าฟ ที่เมืองนิวยอร์ค

แบ๊ทซึ่งเวลานี้อยู่ในวัยย่างเข้า 50 ตัดสินใจรับข้อเสนอที่สาม เพราะไม่อยากจะกลับ
ไปใช้ชีวิตผจญภัยหรือเสี่ยงตายเหมือนที่ผ่านมาแล้วอีก แถมนิวยอร์คยังเป็นเมือง
ศิวิไลซ์เต็มไปด้วยแสงสีและความสนุกสนานน่าสนใจ เหมาะกับไล้ฟ์สไตล์ของตัว
มากกว่า หลังจากทราบว่าแบ๊ทตัดสินใจย้ายมาอยู่นิวยอร์คแล้ว ประธานาธิบดีรู้สเวลท
์ยังได้ตามออกคำสั่งแต่งตั้งแบ๊ทเป็นผู้ช่วยยู.เอส.มาร์แชลประจำเขตนิวยอร์คตอนใต
้ให้เป็นเกียรติด้วย

 แบ๊ทเอาจริงเอาจังกับอาชีพนักเขียนและสนุกกับชีวิตใหม่ในสังคมเมืองนิวยอร์คมาก
ลิวอิ๊สซึ่งเป็นผู้ชวนแบ๊ทมาอยู่นิวยอร์คเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีประสบการณ์ และเคย
ทำข่าวเกี่ยวกับตะวันตกมากก็สนับสนุนแบ๊ทเต็มที่ เริ่มจากการเขียนถึง "มิสเตอร์
ม้าสเตอร์สัน" ในนวนิยายของตนที่ชื่อ "เดอะ ซันเซ็ท เทรล" (The Sunset Trail - ใน
ภาษาคาวบอยถือว่าเป็นชื่อที่โรแมนติคมาก แปลเป็นสำนวนบ้านเราก็ต้อง "เส้นทาง
สู่อาทิตย์อัสดง" กระมังครับ) ออกวางตลาดเมื่อปี 1905 ปรากฏว่าขายดิบขายดีเป็น
เทน้ำเทท่า

สองปีให้หลัง ลิวอิ๊สจึงเขียนเรื่องประวัติชีวิตของแบ๊ท ภายใต้ชื่อว่า "เดอะ คิง อ๊อฟ
กันเพลเย่อรส์" (The King of Gunplayers - ผมขอแปลว่า "เจ้าแห่งมือปืน" นะครับ
 ไม่อยากแปลว่าราชามือปืน จะฟังดูเป็นญาติกับราชาบะหมี่ไป) ลงในหนังสือ
ฮิวแมน ไล้ฟ์ (Human Life) ซึ่งเป็นแม็กกาซีนยอดนิยมของชาวนิวยอร์คอีก หลังจาก
นั้นก็ชวนแบ๊ทเขียนชุดบทความเรื่องมือปืนดังๆทั้งหลาย ที่แบ๊ทรู้จักตั้งแต่สมัยที่ยัง
ผจญภัยอยู่ในดินแดนตะวันตก ลงในแม็กกาซีนเดียวกันเสียเลย

วาระสุดท้ายของแบ๊ทมาถึงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1921 ด้วยโรคหัวใจวาย
กระทันหันขณะที่กำลังนั่งเขียนบทความกีฬาให้กับหนังสือพิมพ์ เดอะ มอร์นิ่ง
เทเลกร๊าฟ รวมอายุได้ 66 ปี (หรือ 68 ปีแล้วแต่จะนับว่าเกิดปีไหน)

ต้องถือได้ว่าแบ๊ทเป็นอดีตมือปืนผู้มีอายุยืนยาวคนหนึ่งในสมัยนั้น เมื่อมองว่าชีวิต
ได้ผ่านอะไรมาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้องต่อสู้แก้ปัญหากันด้วยปืนแบบ
เผชิญหน้าทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่หลายปี เกือบจะต้องตายเปล่าโดยไม่มีเหตุ
อันควรไปตั้งแต่ยังหนุ่มเสียด้วยซ้ำ

กับไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยนะครับ สำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นลูกทุ่งชาวไร่ แล้วผันตัวเองไป
เป็นคนงานรถไฟ พรานล่าควาย เสือพราน นักพนัน มือปืน มือปราบ โปรโมเตอร์มวย
แล้วจบท้ายด้วยการเป็นนักเขียนอยู่ในเมืองกรุง แถมมีตำแหน่งราชการระดับผู้ช่วย
ยู.เอส.มาร์แชล แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีให้เป็นเกียรติอีก เรื่องชื่อเสียงนั้นไม่ต้อง
พูดถึง ผมเชื่อว่านอกจากสติปัญญาและฝีมือแล้ว โชคชะตาก็คงมีส่วนสนับสนุนด้วยเหมือน
กันที่ทำให้หนุ่มน้อยลูกทุ่งคนนี้กลายเป็นคาวบอยลูกกรุงผู้โด่งดังไปในที่สุด

ในคาวบอยกับปืนคู่ใจตอนต่อไป จะเป็นคราวของ ด๊อค ฮอลลิเดย์ มือปืนคนดังแห่ง
ยุคนั้นอีกคนหนึ่ง ผู้มีโชคชะตาฟ้าลิขิตมาแบบไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
ส่วนจะพิสดารอย่างไรแค่ไหน โปรดอย่าลืมติดตามนะครับ

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารกันส์เวิล์ด ฉบับที่ 45 เดือนพฤษภาคม 2544)

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com