Home

ลุค ช้อร์ท คาวบอยจิ๋วแต่เจ็บ
คาวบอยกับปืนคู่ใจ
คาวบอยบนจอหนัง
ไวย์แอท เอิร์บ
แบท มาสเตอร์สัน
เคาบอยชักปืน
ด็อค ฮอลิเดย์
ลุค ช้อร์ท
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้สักเท่าไรนัก แต่เชื่อไหมครับว่าในแวดวงคาวบอยตะวันตกนั้นมี
ลุค ช้อร์ท อยู่ถึงสองคน คนหนึ่งเป็นนักเขียนนิยายโคบาลตะวันตกที่มีชื่อเสียง มีผลงานหลายเล่มจำนวนมาก
และโด่งดังไม่แพ้ หลุยส์ ลามูร์ ที่คอคาวบอยบ้านเรารู้จักกันดี ทว่าชื่อ ลุค ช้อร์ท ของนักเขียนนี้คนเป็นเพียงนาม
ปากกา ชื่อจริงของแกคือ เฟรดเดอริค ดิลลี่ย์ กลิ๊ดเด้น (Frederick Dilley Glidden) มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างปี
ค.ศ. 1908 ถึง 1975 ไม่ทราบเหมือนกันว่าแกเลือกใช้นามปากกานี้เพราะอยากจะเลียนแบบคนอื่น หรือฟลุคตั้ง
ขึ้นมาเองแล้วดันไปตรงกันโดยไม่รู้ว่าเคยมีคนชื่อนี้อยู่ก่อนแล้ว

ส่วน ลุค ช้อร์ท อีกคนหนึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริง มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1854 ถึง 1893 นั่นคือตายไปแล้ว
ตั้ง 15 ปี ก่อนที่คนเอาชื่อตัวไปใช้ทำนามปากกาเขียนหนังสือจนโด่งดังจะเกิดเสียอีก (ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า
ถ้าอยู่ทันกันจะตามไปเอาปืนจี้ทวงชื่อคืน หรือบังคับให้จ่ายค่าธรรมเนียมฐานเอาชื่อไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต
ก่อนหรือเปล่า) ลุค ช้อร์ท ตัวจริงนี้ เป็นนักพนันตัวฉกาจและมือปืนระดับไร้เทียมทานอีกคนหนึ่งแห่งดินแดน
ตะวันตก เป็นเพื่อนสนิทที่เป็นที่ไว้วางใจของทั้ง วายแอ็ท เอิ๊ร์ป และ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน แล้วยังมีอีกอย่างที่หาได้
ไม่ง่ายนักในแวดวงของมือปืนที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งหลาย นั่นคือจบชีวิตลงด้วยการตายเองโดยไม่ได้ถูกใครยิง

ประวัติของ ลุค ช้อร์ท ในช่วงแรกๆค่อนข้างมัวซัว (หมายถึงไม่ค่อยละเอียดชัดเจนน่ะครับ) ทราบแต่เพียงว่าเกิดใน
ครอบครัวชาวไร่ปศุสัตว์ในฝั่งตะวันตกของเท็กซัส มีพี่น้องอีก 2 คน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ลุคใช้ชีวิตในวัยเด็กและ
วัยรุ่นเป็นโคบาลต้อนวัวในไร่ของพ่อ ในระหว่างนี้ก็ชอบที่จะเล่นปืนและฝึกฝีมือในการใช้ปืนหกนัดที่ข้างหลังยุ้งฉาง
ในไร่อยู่เสมอ จนไวและแม่นขนาดที่พูดกันว่า ลุคเป็นนักเลงปืนที่มีพรสวรรค์ อยากจะให้ลูกปืนวิ่งไปถูกเป้าตรงไหน
ก็แค่ชี้ปากกระบอกปืนไปที่ตรงนั้น ลูกปืนจะวิ่งเข้าเป้าเป๊ะเหมือนตามสั่งไม่เคยพลาด (แน่นอนครับว่าต้องง้างนก
เหนี่ยวไกก่อนด้วย เดี๋ยวจะโม้มากไปหน่อย)

ลุคเป็นคาวบอยเท็กซัสที่ผ่าเหล่าอยู่อย่างหนึ่งตรงที่เกิดมาตัวเล็กกว่าเขา คาวบอยเท็กซัสปกติจะตัวสูงใหญ่ไม่ต่ำ
กว่าหกฟุต (หรือไม่ต่ำกว่า 182 เซนติเมตร) ทั้งนั้น น้ำหนักตัวโดยทั่วไปเฉียดร้อยกิโลทุกคน ส่วนลุคตัวเล็กมาตั้งแต่
เด็ก จนโตเต็มที่แล้วก็สูงเพียงห้าฟุตครึ่ง (หรือราวๆ 167 เซนติเมตร - ถือว่าเตี้ยกว่าหนุ่มไทยยุคใหม่นี้อีกนะครับ)
และหนักเพียง 140 ปอนด์ (หรือประมาณ 64 กิโล) เท่านั้นเอง ลุคจึงมักจะถูกพวกคาวบอยที่ตัวโตกว่าคอยต้อนเอา
อยู่เสมอ แต่ความที่ใจนักเลงไม่กลัวใครก็ไม่เคยถอย มีเรื่องเล่าว่า ลุคเริ่มไปโรงเรียนเมื่อตอนอายุเลยเกณฑ์ไปแล้ว
หลายปี (ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็กชาวไร่ในสมัยนั้นที่มัวแต่เลี้ยงวัวที่บ้านอยู่) พออายุได้ 13 ก็เอามีดฟันนักเรียนโค่ง
คนหนึ่งเสียเหวอะหวะ เป็นการตอบแทนโทษฐานที่หมอนั่นใช้ความได้เปรียบทางสรีระมาเล่นรังแกข่มขู่ตัว และด้วย
เหตุนี้ลุคก็เลยต้องออกจากโรงเรียนไปเสียก่อนจะได้เรียนให้จบ ขณะนั้นเป็นปี 1867

luke1

ลุค ช้อร์ท มือปืนจิ๋วแต่เจ็บตัวจริงที่ไม่ใช่นักเขียนนวนิยาย

ไหนๆก็ต้องออกจากโรงเรียนแล้ว ลุคจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อออกไปเผชิญโชคในทุ่งกว้างเสียเลย เริ่มด้วยการเป็น
โคบาลรับจ้างต้อนฝูงวัวจากเท็กซัสไปยังแคนซัส รับเงินเดือนๆละ 30 เหรียญ ระหว่างทางเมื่อหยุดพักตามเมืองต่างๆ
ก็มีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกหัดการพนันไปจนเจนจัดด้วย พอย่างเข้าปี ค.ศ. 1870 เป็นช่วงที่อาชีพการล่าควายเพื่อแล่
เนื้อถลกหนังไปขายกำลังมาแรงและรายได้ดี ลุคก็เอากับเขาด้วยพักนึง

จากนั้นลุคได้ผันตัวเข้าสู่วงการธุรกิจ หรือจะเรียกว่าเซ็งลี้ก็คงไม่ผิดนัก และดูจะมีหัวในทางนี้อยู่ไม่น้อยทีเดียว มีไอเดีย
ใหม่ๆล้ำหน้าจนคนอี่นคิดไม่ถึงอยู่เสมอ  เรียกได้ว่าเป็นพวกคิดนอกกรอบคนหนึ่ง เริ่มต้นด้วยการเป็นเอเย่นต์เหล้า (แต่
ไม่รู้ว่าพ่วงเบียร์ด้วยหรือเปล่านะครับ) อยู่ที่เมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ (Dodge City) ในแคนซัส ตั้งแต่ช่วงแรกๆสมัยเมืองเพิ่งจะ
เริ่มบูม พอธุรกิจรายได้ดีมีคู่แข่งเข้ามาเยอะ ตลาดเชักจะอิ่มตัว ลุคก็มองหาตลาดและกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่มีใครเคยนึก
ถึงมาก่อน ได้แก่อินเดียนแดงยังไงครับ

เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียนแดงกับคนผิวขาว ตั้งแต่สงครามกลางเมืองยุติลงในปี ค.ศ. 1865 เป็น
ต้นมาแย่ลงตลอด โดยเฉพาะในแถบเท็กซัสคนขาวถึงกับสอนลูกหลานให้เกลียดพวกอินเดียนกันตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว
(คงคล้ายๆประเทศแถวๆนี้ที่ต่างฝ่ายต่างแข่งกันเขียนประวัติศาสตร์ลงในตำราเรียน สั่งสอนให้เกลียดประเทศเพื่อน
บ้านกันตั้งแต่เด็กนั่นแหละครับ) ลุคเองถึงจะเป็นชาวเท็กซัสทั้งแท่ง แต่ก็เป็นคนรู้จักให้อภัยไม่ยึดติด สามารถค้าขาย
กับพวกอินเดียนอย่างมั่นใจและสนิทสนม ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ มิใยจะถูกคนนินทาว่าทำตัวไม่เหมาะสม ที่เป็น
คนขาวแล้วไปคบค้าทำมาหากินกับอินเดียนแดง ก็ไม่แคร์ ถือฉันว่าทำธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเองอย่างสุจริต
มาโดยตลอด ไม่ได้ทุจริตคดโกงหรือไปขโมยเหล้าใครมาขายซักกะหน่อย

ขออนุญาตนอกเรื่องนิดหน่อย เพื่อเล่าเกร็ดสนุกๆแถมเกี่ยวกับเหล้าและอินเดียนแดง (จากมุมมองของคนขาว) สัก
นิดนึงนะครับ อันว่าเหล้าที่ขายให้พวกอินเดียนนั้น ที่จริงก็คือวิ้สกี้นั่นเอง (หมายถึงอเมริกันวิสกี้น่ะครับ ไม่ใช่สก๊อตช์
เดี๋ยวท่านผู้อ่านที่เป็นคอวิสกี้ตัวจริงจะทักท้วงเอา ส่วนจะแตกต่างกันแค่ไหนอย่างไร รบกวนท่านผู้อ่านที่ติดใจสอบ
ถามเอาเองจากท่านผู้รู้ทั้งหลายก็แล้วกัน ขืนให้ผมอธิบายตรงนี้เกรงว่าเดี๋ยวจะนอกเรื่องมากไป จนกลายเป็นเรื่อง
คาวบอยกับสุราคู่ใจแทน) วิสกี้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นิยมวางขายตามหัวเมือง คงพอคาดเดากันได้
นะครับว่าต้องเแรงชนิดบาดคอซิบๆทั้งนั้น ไม่มีคำว่าสุขุมนุ่มลึกอะไรทั้งสิ้น ประเภทบ่มหมักในถังไม้โอ๊คจนกว่าจะได้
ที่เพราะเราไม่รีบร้อน เอาแต่นั่งเล่นหมากฮอสทั้งวัน อย่างของตาแจ๊คแดเนี่ยลส์ที่ชอบโฆษณากันเมื่อหลายปีก่อนนั่น
คงไม่มีหรอก เพราะฉะนั้นการจุดไฟติดจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก คนขายจะต้องพิสูจน์ว่า วิสกี้ที่ตัวนำมาขายนั้นมี
แอลกอฮอล์อยู่จริง ด้วยการรินใส่ถ้วยนิดนึง แล้วสาดเข้ากองไฟจนลุกพรึ่บให้เห็น ถ้าไม่ทำอย่างนี้พวกอินเดียนก็จะไม่
ยอมซื้อ เพราะเกรงว่าอาจถูกหลอก และด้วยเหตุนี้เองอินเดียนแดงจึงพากันเรียกวิสกี้ว่า Firewater หรือน้ำที่ลุกเป็นไฟได้

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1876-1878 พวกอินเดียนแดงเผ่าซูส์ (Sioux) และไชย์แอน (Cheyenne) ก่อความไม่สงบขึ้น
รัฐบาลสหรัฐฯต้องส่งกองทัพเข้าปราบปรามเต็มรูปแบบ หลังจากที่นายพลคัสเตอร์กับทหารม้ากองพันที่ 7 อีก 263
คนภายใต้บังคับบัญชาของตนถูกพวกอินเดียนเผ่าซูส์ภายใต้การนำของหัวหน้าเผ่าที่ชื่อว่าวัวกำลังนั่ง (Sitting Bull)
รุมล้อมกรอบจนเละเทะไม่เหลือรอดชีวิตกลับมาสักคนเดียว ในสงครามที่ ลิตเติ้ล บิ๊ก ฮอร์น (Battle of the Little Big
Horn - ลิตเติ้ล บิ๊ก ฮอร์น เป็นชื่อแม่น้ำที่อยู่ใกล้กับสมรภูมิที่เกิดเหตุ จะแปลชื่อเป็นไทยให้ใกล้เคียงที่สุดก็คงต้องเรียก
ว่า แม่น้ำเขาใหญ่สายเล็ก กระมังครับ) ลุคไปสมัครเป็นแมวมองให้กับกองหน้าของฝ่ายทหาร และทำหน้าที่ขี่ม้านำ
สารให้กับแม่ทัพใหญ่ด้วย อาศัยประสบการณ์สมัยที่เคยค้าขาย ทำให้รู้จักพื้นที่และเส้นทางในเขตของอินเดียนแดง
เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบดาโกต้า (Dakota) และเนบร๊าสก้า (Nebraska)

ตอนแรกๆ ลุคก็ทำงานได้ดี เป็นที่ชื่นชอบไว้วางใจของแม่ทัพมาก และรายได้จากการทำงานให้กับทหารก็ถือได้ว่า
ค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากความที่เลือดนักธุรกิจดูจะเข้มข้นไม่มีจืดจาง ลุคจึงไม่พลาดโอกาสที่จะหาแสวงกำไรเพิ่ม
ด้วยการใช้เวลาระหว่างทำหน้าที่สอดแนมและเดินทาง แอบติดต่อค้าขายกับพวกอินเดียน ทำไซ้ด์ไลน์เม้คมันนี่ไป
พร้อมๆกันด้วย อาศัยว่าตัวเคยทั้งอยู่ในพื้นที่มาก่อน และทั้งเป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่พวกอินเดียนมาตั้งนานแล้ว
ก่อนพวกทหารจะเข้ามาเสียอีก เลยมีแต่ได้กับได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง อย่างงี้จะเรียกว่าผันวิกฤตให้เป็นโอกาสคงจะไม่ตรง
ประเด็นนัก สงสัยคงต้องเรียกว่าผันทุกโอกาสให้เป็นกำไรสูงสุดเสียละมากกว่า

ไม่นานนักพวกทหารก็จับลุคได้คาหนังคาเขา ที่บริเวณไม่ไกลจากค่ายโรบินสัน (Camp Robinson) ทางตะวันตก
เฉียงเหนือของเนบร๊าสก้า ขณะที่ลุคกำลังติดพันเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนสินค้ากับพวกอินเดียนว่า จะเอาเหล้ากี่ขวด
แลกหนังควาย 1 ผืนดี หลังจากสอบสวนได้ความจริงทั้งหมด ทหารก็ตัดสินว่าลุคมีความผิดตามกฎหมาย โดยไม่
สนใจว่าจะเป็นความบกพร่องโดยสุจริตหรือไม่ แล้วก็ควบคุมตัวลุคขึ้นรถไฟเพื่อจะนำไปติดคุกที่เมืองโอมาฮ่า (Omaha)

luke2

แผนที่ดินแดนตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางทศวรรษของ ค.ศ.1870 แสดงให้เห็นอาณาเขต
พื้นที่สงวนของอินเดียนแดงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในหลายๆรัฐ (ตรงที่ระบายไว้เป็นสีเทา) จุดที่
ลุค ช้อร์ท ค้าขายกับพวกอินเดียนจนถูกจับในที่สุดอยู่ในพื้นที่สงวนของเผ่าซูส์ ซึ่งกินบริเวณคาบเกี่ยว
ระหว่างรัฐเนบร๊าสก้าและดาโกต้า

ลุคใช้ฝีไม้ลายมือของตัวหลบรอดจากการควบคุมของทหาร โดดรถไฟหนีไปได้ แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเดนเว่อร์ใน
โคโลราโด ถึงตอนนี้ลุคคงจะรู้สึกว่า การทำธุรกิจค้าขายอย่างที่ผ่านมานั้น ถึงแม้จะรายได้ดี แต่ก็เหนื่อยและอุปสรรค
แยะ กว่าจะได้สตังค์ทีนึงต้องลงทุนลงแรงหลายอย่าง ไหนจะต้องติดต่อหาแหล่งสินค้า เจรจากับลูกค้า ควบคุมดูแล
การขนส่ง หลบหลีกการปล้นหรือรีดไถ ตรวจสินค้า ยังไม่นับที่ต้องระวังของแตกหักเสียหาย แถมทำไปแล้วถึงจะไม่ได้
ไปหลอกลวงหรือคดโกงใครมา ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของภาครัฐและประชาชนทั่วไปอยู่ดี คิดได้อย่างนี้แล้วก็ต้องมอง
หาอาชีพใหม่ที่ไม่ต้องเหนื่อยแรงเปลืองตัวเหมือนเดิมอีก ความจริงถ้ายุคนั้นมีตลาดหุ้นอย่างที่บูมนักบูมหนาในบ้าน
เราเมื่อไม่กี่ปีก่อน ลุคก็คงจะหันไปเล่นหุ้นแทนแล้ว แต่เนื่องจากไม่มี ลุคก็เลยต้องเลือกทางออกที่ใกล้เคียงที่สุด นั่นก็
คือการพนัน ซึ่งสมัยนั้นนอกจากจะไม่ผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายว่าเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและมี
หน้ามีตาอย่างหนึ่งเสียด้วย

ลุคตระเวณเล่นการพนันอยู่ที่เดนเว่อร์ และตามเมืองต่างๆในแถบโคโลราโดอยู่หลายปี ช่วงนี้ได้สตังค์เยอะแยะ แต่
ก็ไม่ได้สบายไปหมดเสียทีเดียวอย่างที่คิด เนื่องจากคู่เล่นประเภทแพ้ไม่เป็นและชอบใช้ความรุนแรง ยังมีอยู่ทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองเล็กๆที่กฎหมายยังยื่นมือไปไม่ถึง แถมความที่ตัวเล็กกว่าคนอื่นเขา ก็เลยไม่ค่อยจะได้รับ
ความเกรงใจจากพวกอันธพาลตัวโตนัก ลุคก็เลยได้กลับมาใช้พรสวรรค์ในเรื่องปืนผาหน้าไม้ที่ตัวถนัดมาตั้งแต่วัย
เยาว์อีกครั้ง ปืนคู่มือของลุคก็คือ โค้ลท์ ซิงเกิ้ล แอ๊คชั่น อาร์มี่ ขนาด .45 ลำกล้องตัดสั้น อย่างที่เราๆท่านๆผู้เป็นแฟน
ปืนคาวบอยทั้งหลายมักได้ยินกันบ่อยๆนั่นแหละครับว่า ขึ้นชื่อว่าคาวบอยแล้ว ตัวเล็กตัวใหญ่ไม่สำคัญ หากมีปืน
โค้ลท์อยู่ในมือแล้วละ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ไม่มีคำว่าได้เปรียบเสียเปรียบอีกต่อไป คนที่กระดิกนิ้วไวกว่าและ
แม่นกว่าเท่านั้นเป็นผู้ชนะ และคนๆนั้นก็แน่นอนครับว่าต้องเป็น ลุค ช้อร์ท เสมอ

ต้นปี ค.ศ. 1881 ลุคได้รับการติดต่อจาก วายแอ็ท เอิ๊ร็ป ซึ่งกำลังลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองทูมบ์สโตนในอริโซน่า บอก
ว่ามาช่วยงานที่โอเรียนทัลซาลูน (Oriental Saloon) กันหน่อย วายแอ็ทรู้จักลุคมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่เมือง ด๊อดจ์ ซิตี้
และคงรู้ฝีมือรวมทั้งนิสัยใจคออยู่พอสมควร จึงได้ชักชวนให้มาร่วมงานด้วย เพราะก่อนหน้าที่จะติดต่อลุค วายแอ็ท
ก็ได้ชวน แบ๊ท ม้าสเต้อร์สัน เพื่อนคู่หูรู้ใจอีกคนหนึ่งของตัวให้ลงมาช่วยเหมือนกัน

luke3

ภาพถ่ายเมืองทูมบ์สโตน เมื่อปี ค.ศ.1881 ช่วงที่ ลุค ช้อร์ท ไปช่วยงาน วายแอ็ท เอิ๊ร์ป
เป็นเจ้ามือไพ่ฟาโรอยู่ที่ โอเรียนตัล ซาลูน

ลุคตอบรับคำชวนของวายแอ็ททันที เดินทางมาที่ทูมบ์สโตน รับหน้าที่เป็นเจ้ามือไพ่ฟาโรอยู่ที่โอเรียนทัลซาลูน คืน
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ระหว่างลุคกำลังทำหน้าที่เจ้ามืออยู่ ขาไพ่คนหนึ่งชื่อ ชาร์ลี สตอร์มส์ (Charlie Storms) เกิดอาการ
หัวเสียไม่ได้อย่างใจขึ้นมายังไงก็ไม่ทราบ ลุกขึ้นมาเอะอะอาละวาด ลุคพยายามเกลี้ยกล่อมให้สงบลง แต่ไม่สำเร็จ
กลับยิ่งแผลงฤทธิ์หนักขึ้นไปอีก

ชาร์ลี สตอร์มส์ เป็นนักพนันที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งในดินแดนตะวันตก และมือปืนฝีมือดีอยู่ในระดับ
แนวหน้าคนหนึ่ง เคยเอาชนะคู่ต่อสู้ในการดวลมาแล้วหลายครั้ง ชาร์ลีไม่เคยรู้จักลุค มิหนำซ้ำเห็นลุคเป็นแค่เจ้ามือ
ตัวเล็กๆที่บังอาจเหิมเกริมทำเป็นมาเจ้ากี้เจ้าการกำกับดูแล ไม่รู้ซะแล้วว่าใครเป็นใคร ก็เลยเบ่งใส่ด้วยการใช้ความ
ได้เปรียบทางด้านสรีระ ตบหน้าสั่งสอนลุคไปเสียหนึ่งที เชื่อว่าพอโดนยังงี้เข้าสักที ไอ้เจ้ามือตัวกะเปี๊ยกนี้ก็คงหงอ
ไปเอง ไม่มีปัญญาหรือน้ำยาอะไรจะมาหือหรอก

ลุคถูกกระทำเข้าอย่างนี้ ก็ทำท่าว่าจะชักปืนของตัวออกมา ชาร์ลีอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นนักเลงปืนเหมือนกัน เห็น
อย่างนั้นก็ทำท่าว่าจะชัก(ปืน)ของตัวออกมาบ้าง

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ชัก(ก็ปืนอีกนั่นแหละครับ)ออกมายิงกันจริงๆ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน ซึ่งเป็นเพื่อนของทั้งสองคน และ
เห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ก็รีบทำหน้าที่กาวใจ เข้ามาขวางกลางระหว่างทั้งคู่ไว้เสียก่อน แบ๊ทคว้ามือของชาร์ลีไว้ไม่ให้
หยิบปืนได้ พร้อมกับหันไปบอกลุคว่าอย่ายิง จากนั้นก็รีบลากตัวชาร์ลีออกจากซาลูนไปข้างนอกที่ถนน เหตุการณ์จึง
กลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

luke4

บรรยากาศในวงไพ่ตามซาลูนต่างๆ ในหัวเมืองตะวันตกยุคนั้น คงจะไม่แตกต่างจากที่เห็นในรูปนี้นัก
(เจ้ามือคือคนที่นั่งอยู่ทางขวามือของโต๊ะ)

ฟังดูแล้วไม่เห็นมีอะไรตื่นเต้นเลยใช่ไหมครับ โปรดรออีกสักครู่เดียว (หรือท่านที่ดูหนังคาวบอยมามากๆแล้ว อาจจะ
พอเดาเหตุการณ์ต่อไปออกก็ได้) แบ๊ทบอกกับชาร์ลีว่า ดึกมากแล้ว กลับบ้านไปนอนพักผ่อนให้สบายๆดีกว่า ทั้งวัน
เหนื่อยมาเยอะพอแค่นี้เถอะ

ชาร์ลีตอบว่าก็ได้ แต่ช่วยเดินไปส่งหน่อย แบ๊ทตกลงเดินตามไปส่งถึงที่ห้องพัก ดูท่าทีว่าชาร์ลีคงจะเข้าไปนอนเรียบ
ร้อยดีแล้วก็เดินกลับมาที่โอเรียนทัลซาลูน พอดีได้เวลาเลิกงาน ลุคเดินออกมาจากร้านกำลังจะกลับบ้านเหมือนกัน

แบ๊ทหยุดคุยกับลุคที่หน้าร้าน บอกลุคว่าชาร์ลีกลับบ้านไปนอนแล้ว และพยายามจะอธิบายให้ลุคฟังว่า ชาร์ลีก็เป็น
เพื่อนของตัวเหมือนกัน โดยปกติแล้วเป็นคนดีนิสัยคบได้ เมื่อกี้แค่เมามากไปหน่อย อย่าไปถือสาเลย พูดยังไม่ทัน
จบก็เห็นหน้าชาร์ลี ซึ่งตัวเพิ่งพาไปส่งบ้านเข้านอนอยู่หยกๆ โผล่ขึ้นที่ข้างหลังของลุค และก่อนที่แบ๊ทจะได้ทันพูด
หรือทำอะไรต่อไป ชาร์ลีก็คว้าตัวลุคจากข้างหลังลากออกไปที่กลางถนน

ลุคหันตัวกลับมาเผชิญหน้ากับชาร์ลีอย่างกระชั้นชิด ห่างกันแค่ไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน ทั้งสองชักปืนออกจากซอง ปรากฏ
ว่าลุคไวกว่ามาก จ่อยิงชาร์ลีเข้าที่หน้าอกโดยไม่ต้องเล็ง ขณะที่ชาร์ลีเพิ่งจะดึงปืนพ้นซองเท่านั้น อำนาจปะทะของ
กระสุน .45 และความร้อนจากการเผาไหม้ของดินปืนที่ยิงจากระยะประชิด ทำให้ชาร์ลีกระเด้งถอยหลังออกไปเหมือน
ถูกถีบ หน้าอกเสื้อลุกติดไฟไหม้พรึ่บขึ้น ลุคยิงซ้ำอีกนัดหนึ่งขณะที่ชาร์ลีกำลังล้มลง และสิ้นใจไปตั้งแต่ตัวยังไม่ทัน
แตะพื้น ไม่มีโอกาสได้ยิงตอบเลยสักนัดเดียว

ลุคเพ่งพิจารณาสภาพศพของชาร์ลีที่นอนตายอยู่บนถนน มองดูเปลวและควันไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่บนหน้าอกเสื้อ ส่าย
หน้าเล็กน้อยแล้วหันไปตะโกนบอกกับแบ๊ทว่า ช่างเลือกคบเพื่อนได้อุบาทว์จริงๆ...

งานนี้ลุคถูกตัดสินว่าไม่มีความผิด เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นการต่อสู้ป้องกันตัวเองอย่างยุติธรรม (ไม่รู้ว่าถ้าเป็นบ้าน
เราจะออกมาเป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่านะครับ) แบ๊ทเองถึงจะเป็นเพื่อนกับชาร์ลี แต่ก็ไม่ได้ติดอกติดใจอะไร
เห็นว่าก็เพื่อนกันทั้งนั้น เมื่อทั้งห้ามปรามทั้งปลอบใจกันเต็มที่แล้วไม่ได้ผล ยังตามมามีเรื่องกันอีกก็ไม่รู้จะทำยังไง
ปล่อยให้ว่ากันไปเองตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

luke5

แผนที่เมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ เมื่อปี ค.ศ.1882 ก่อนที่ ลุค ช้อร์ท จะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจสถานเริงรมย์เพียง
ปีเดียว เป็นภาพเขียนแบบมองจากมุมสูง แสดงให้เห็นที่ตั้งสถานที่สำคัญต่างๆ

ถึงต้นปี ค.ศ. 1883 มีข่าวจากเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ แว่วมาว่า ซี.เอ็ม. บีสัน (C.M. Beeson) เจ้าของคนหนึ่งของลองแบร๊นช์
ซาลูน (Long Branch Saloon - ขออนุญาตขนานนามให้ว่า บาร์ก้านยาว ก็แล้วกันนะครับ จะได้เขียนง่ายๆหน่อย)
อันเป็นสถานเริงรมย์ชั้นนำของเมือง กำลังบอกขายหุ้นของตัว ลุคพอทราบข่าวเข้า เลือดนักธุรกิจในตัวก็เริ่มฉีดแรง
เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เป็นเจ้าของกิจการระดับห้าดาว โดยไม่ต้องบุกเบิกขึ้นเองใหม่ให้ลำบาก จึงตัดสินใจย้าย
กลับไปอยู่ ด๊อดจ์ ซิตี้ ซื้อหุ้นจากบีสัน เข้าเป็นเจ้าของบาร์ก้านยาวนี้แทน

หุ้นส่วนอีกคนหนึ่งของบาร์ก้านยาวนี้ชื่อ วิลเลียม เอ๊ช. แฮริส (William H. Harris) เป็นเศรษฐีนักธุรกิจระดับแนวหน้า
คนหนึ่ง แฮริสไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของกิจการคนหนึ่งของบาร์ก้านยาว แต่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนหนึ่งของธนาคาร
ด๊อดจ์ซิตี้ มีตำแหน่งบริหารในธนาคารเป็นถึงรองผู้จัดการใหญ่ แค่นั้นไม่พอ ยังเป็นเจ้าของไร่ปศุสัตว์ และมีหุ้นโรงกลั่น
สุราแห่งหนึ่งในรัฐเคนตั๊คกี้ด้วย ฟังๆดูก็เหมือนแฟชั่นบ้านเราสมัยฟองสบู่ยังไม่แตกนะครับ ที่พวกผู้บริหารและมนุษย์
ทองคำตามบริษัทไฟแน้นซ์จะต้องลงหุ้นเปิดผับหรือบริวเฮ้าส์ไว้สักแห่งนึง แล้วก็ต้องไปซื้อที่ปลูกบ้านแบบล็อกโฮม
สไตล์ลูกทุ่งตะวันตกตามทุ่งหญ้า หรือไม่ก็ทุ่งเลี้ยงวัวแถวๆเขาใหญ่กัน

luke6

มุมหนึ่งของ ลองแบร๊นช็ซาลูน หรือบาร์ก้านยาว ช่วงเวลาที่ ซี. เอ็ม. บีสัน ตัดสินใจขายให้
ลุค ช้อร์ท เข้ามาเป็นเจ้าของเมื่อปี ค.ศ.1883

ในช่วงที่ลุคเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่ แฮริสกำลังได้รับการเสนอชื่อให้ลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอยู่ และต้องขับเคี่ยว
กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นคู่แข่งกันทางธุรกิจเริงรมย์ด้วย แต่สุดท้ายแล้วแฮริสแพ้เลือกตั้ง ฝ่ายตรงข้ามพอได้ชัยชนะก็รีบ
ใช้อำนาจรัฐและกลไกของกฎหมายเข้ากำจัดคู่แข่งทันที

วิธีการก็ไม่ต่างจากสมัยนี้สักเท่าไหร่หรอกครับ นั่นก็คือออกกฎหมายที่ทำท่าว่าน่าจะเป็นการปฏิรูปเพื่อประโยชน์สุข
ของประชาชนออกมาสักฉบับนึง แต่ในทางปฏิบัติแล้วให้ใช้บังคับกับเฉพาะคนอื่นที่ไม่ใช่พวกของตนเท่านั้น เทศมนตรี
ชุดใหม่ออกบทบัญญัติควบคุมสถานเริงรมย์มาฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ.1883 พอประกาศใช้ ตำรวจก็บุก
เข้าจับนักร้องหญิงสามคนของบาร์ก้านยาวทันที ส่วนบาร์อื่นๆที่เป็นของนายกเทศมนตรีคนใหม่ ซึ่งก็มีนักร้องผู้หญิง
หลายคน กลับไม่มีตำรวจเข้าไปจับ วันต่อมามีดนตรีเปล่าๆมาบรรเลงที่บาร์ก้านยาวโดยไม่มีนักร้อง ตำรวจก็ตามเข้า
มาจับนักดนตรีอีก โดยวงอื่นที่เล่นอยู่ในบาร์ของนายกเทศมนตรีคนใหม่กลับไม่ถูกแตะต้องอีกเหมือนกัน

luke7

บรรยากาศภายในของบาร์ก้านยาวในปัจจุบัน ซึ่งสร้างขึ้นใหม่และอยู่ในบริเวณพิพิธภัณฑ์
เมืองเก่าของเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้

luke8

ส่วนภายนอกนั้นมีการแสดงย้อนยุคให้นักท่องเที่ยวเสียสตังค์ดูด้วย

เจอเข้าแบบนี้ลุคก็มองออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ความที่ไม่เคยยอมแพ้คนตัวโตกว่าหรือยอมให้ใครมาใช้อำนาจข่มขู่
ลุคจึงรี่ไปที่ห้องขัง โดยไม่ลืมพกปืนไปด้วย กะจะเอานักร้องนักดนตรีของตัวกลับมา แล้วก็ได้พบกับผู้คุมและตำรวจ
อีกคนหนี่งชื่อ ว่าแอล.ซี. ฮ้าร์ทแมน (L.C. Hartman) เข้า ฮาร์ทแมนนอกจากจะเป็นตำรวจแล้ว ยังดำรงตำแหน่งปลัด
เมืองอีกด้วย และเป็นตัวการนำลูกน้องบุกเข้าจับนักร้องนักดนตรีที่บาร์ก้านยาวเองทุกรอบ งานนี้เลยพูดกันดีๆลำบาก
หน่อย เพราะต่างฝ่ายต่างใส่อารมณ์เข้าหากัน พอเห็นว่าไปไม่ถึงไหนซักทีก็เปลี่ยนเป็นใส่อาวุธแทน

ยิงกันไปได้คนละสามสี่เปรี้ยง ลุคก็ล่าถอยกลับมาที่บาร์ก้านยาว หลังจากเห็นฮ้าร์ทแมนล้มลงไปในความมืด โดยไม่
รู้ว่าที่จริงแล้วฮ้าร์ทแมนแค่สะดุดขาตัวเองลงไปตะครุบกบเฉยๆ ไม่ได้ถูกลูกปืนเข้าแต่อย่างใด

วันรุ่งขึ้นตำรวจแห่กันมาล้อมจับลุคไปตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ลุคได้พรรคพวกช่วยกันประกันตัวออกมา แล้วฟ้องกลับ
ว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เลยถูกจับขังคุกอีกรอบ ฝ่ายตรงข้ามซึ่งขณะนี้ถือไพ่
เหนือกว่าหลายขุม ยื่นข้อเสนอให้ลุคว่า มีทางเลือกสองอย่าง อย่างหนึ่งคือขึ้นรถไฟสายตะวันตกไปให้พ้นจากเมือง
เสีย ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือสายตะวันออก

ลุคเข้าใจสถานการณ์ดี รู้ว่าตอนนี้จะต้องทำตัวอย่างไร แต่ก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า อย่างไรๆก็จะต้องกลับมาเอาคืน
ให้ได้ (ไม่รู้มีการเปล่งวาจาว่า ข้าจะกลับมาอีก หรือ I shall return เหมือนนายพลแม็คอาร์เธ่อร์ตอนที่ถูกญี่ปุ่นไล่ตีออก
จากฟิลิปปินส์ไปหรือเปล่านะครับ) พิจารณาข้อเสนอดูแล้ว ก็เลือกที่จะไปสายตะวันออก วันที่ลุคออกเดินทางนั้น ฝ่าย
ตรงข้ามลงทุนเกณฑ์ทั้งพรรคพวกและชาวบ้านติดอาวุธถึง 150 คนมาช่วยคุมตัวส่งคาวบอยตัวจิ๋วนี้ขึ้นรถไฟ หลังจาก
นั้นยังต้องผลัดกันทำหน้าที่เฝ้ายามที่สถานีทุกวัน เพื่อคอยดูให้แน่ใจว่าไม่ได้แอบเล็ดรอดดอดกลับมาอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป คือระหว่างต้นเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนมิถุนายน ท่านที่เคยติดตามคาวบอยกับ
ปืนคู่ใจในตอนของ แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน คาวบอยมาดลูกกรุง มาแล้วคงจะพอจำได้นะครับว่า เป็นช่วงของวิกฤตสงคราม
เมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ หรือการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจปกครองเมืองในขณะนั้นฝ่ายหนึ่ง กับพวกของลุคอีกฝ่ายหนึ่งซึ่ง
ประกอบด้วยแกนนำคนสำคัญอย่าง แบ๊ท ม้าสเตอร์สัน อดีตนักการเมืองท้องถิ่น และ วายแอ็ท เอิ๊ร์ป อดีตมือปราบ
คนสำคัญประจำเมือง ทั้งสองยังคงไว้ซึ่งบารมีและได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชนในเมืองอยู่ไม่น้อย แบ๊ทและ
วายแอ็ทเดินทางจากโคโลราโดมาช่วยทันทีที่ได้รับการร้องขอจากลุคเพื่อนเก่า

หลังจากที่ศึกษาและวิเคราะห์เหตุการณ์อย่างละเอียดแล้ว ทั้งสามก็วางแผนการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามโดยใช้ทั้งการ
เมืองและการทหารควบคู่ไปพร้อมๆกัน โดยไม่ลืมที่จะใช้การข่าวสนับสนุนด้วย แบ๊ทอาศัยเส้นสายทางการเมือง พา
ลุคเดินทางไปพบผู้ว่าการรัฐแคนซัสที่เมืองหลวง เล่าเรื่องปัญหาของลุคที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากอีกฝ่ายหนึ่ง
เป็นการล้อบบี้ไว้ก่อน ขณะที่วายแอ็ทก็รวบรวมกำลังจากบรรดาอดีตมือปราบ และมือปืนที่รู้ใจกันอีกร่วม 50 คนมา
ส้องสุมเตรียมพร้อมสำหรับการบุกเข้ายึดเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ แบบสายฟ้าแลบ จากนั้นวายแอ็ทกับพรรคพวกอีกสามสี่คน
ก็แอบเดินทางเข้าไปในเมืองอย่างเงียบๆคอยติดตามสถานการณ์และล้วงข่าวจากข้าศึก คอยจังหวะเหมาะเพื่อจะส่ง
รหัสนัดวันเวลาในการบุกให้กับลุคและแบ๊ททราบ (ยังกับแผนการที่ญี่ปุ่นใช้บุกยึดเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชีย
บูรพาเลยนะครับ)

ในที่สุดฝ่ายตรงข้ามซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากเบื้องบน (คือผู้ว่าการรัฐ) เนื่องจากถูกลุคล้อบบี้ไว้ก่อนแล้ว ก็ต้อง
ยอมอ่อนข้อกลับมาเจรจากับลุค และยอมให้ลุคกลับเข้ามาทำมาหากินเป็นปกติได้ โดยรับรองว่าจะไม่มีการกลั่นแกล้ง
กันอีก มีการตั้งคณะกรรมการรักษาความสงบประจำเมืองขึ้นโดยมีลุคร่วมเป็นกรรมการด้วยคนหนึ่ง ลุคไม่ได้เป็น
กรรมการประเภทนั่งกินค่าตอบแทนเฉยๆคอยใช้แต่สิทธิประโยชน์อย่างเดียว เพราะมีรายงานบันทึกไว้ว่าเมื่อวันที่ 22
สิงหาคม ค.ศ.1883 ลุคสั่งจับตำรวจคนหนึ่งในข้อหาประพฤติมิชอบและเก็บส่วยรีดไถ ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าตัวเองมี
ประสบการณ์เคยถูกผู้มีอำนาจเหนือกว่าข่มเหงรังแกมาแยะ เมื่อมีอำนาจแล้วก็ต้องตอบแทนให้เข็ดหลาบกันเสียบ้าง

luke9

คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกเมื่อปี ค.ศ.1883
ลุค ช้อร์ท ยืนอยู่แถวหลังตัวเล็กที่สุด

ลุคทำมาหากินอยู่ที่ในเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ ต่อไปอีกระยะหนึ่งก็ขายหุ้นของตัวเองในบาร์ก้านยาวไปเมื่อปลายปีนั้น  แล้ว
เดินทางไปยังเมือง ฟอร์ท เวิร์ธ (Fort Worth) ในเท็กซัส หาลู่ทางทำมาหากินใหม่ อาจจะเป็นเพราะว่าการแข่งขันใน
ธุรกิจสถานเริงรมย์ที่เมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ เริ่มเข้มข้นขึ้น ถึงจะไม่มีการใช้เกมการเมืองเข้าแทรกเอารัดเอาเปรียบกัน เปลี่ยน
มาเป็นการค้าเสรีแล้ว ก็ยังต้องเหนื่อยพอควรถึงจะรักษาลูกค้าไว้ได้ แถมยิ่งนานไปพอเศรษฐกิจเริ่มตกต่ำคนมีสตังค์
น้อยลง ก็ยิ่งลำบากและกำไรยากขึ้นอีก ลุคซึ่งมีเลือดนักธุรกิจเต็มตัวก็คงจะมองอะไรทำนองนี้แหละครับ เลยตัดสินใจ
รีบขายทิ้งเสียก่อนที่หุ้นจะตกรูดลงไปอีก สู้เอาสตังค์ไปลงทุนที่อื่นที่จะดูมีอนาคตไกล และยังไม่ค่อยมีคู่แข่งมากนักดีกว่า

กาลเวลาพิสูจน์ว่าลุคเป็นนักธุรกิจที่มองการณ์ถูกต้องนะครับ เพราะในที่สุดแล้วเมือง ฟอร์ท เวิร์ธ ก็แซงหน้าเมือง
ด๊อดจ์ ซิตี้ไปในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ และความเจริญก้าวหน้าอื่นๆ ปัจจุบัน
เมือง ฟอร์ท เวิร์ธ กลายเป็นเมืองใหญ่ลำดับต้นๆ แห่งหนึ่งของสหรัฐฯ คู่กับเมืองดาลลัส มีสนามบินใหญ่เกือบจะที่สุด
ในโลก เมื่อไม่นานมานี้ยังสามารถนั่งเครื่องการบินไทยบินตรงจากกรุงเทพฯไปถึงได้เลยด้วยซ้ำไป ส่วนเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้
นั้น ถ้าไม่ใช่คอคาวบอยด้วยกันละก็ ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีใครรู้จักอีกแล้วครับ

ก่อนจะเล่าต่อถึงเรื่องราวของลุคที่ ฟอร์ท เวิร์ธ คงต้องบันทึกแถมไว้ให้เห็นกันชัดๆอีกทีนึงก่อนนะครับว่าลุคนั้นเอา
เรื่องขนาดไหน นั่นคือในปี ค..1884 ลุคยื่นฟ้องคณะผู้บริหารเมือง ด๊อดจ์ ซิตี้ เป็นจำเลย เรียกค่าเสียหายหนึ่งหมื่น
ห้าพันเหรียญ หรือถ้าเป็นสมัยนี้ก็ประมาณเกือบเจ็ดแสนบาท เพื่อเป็นค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่ลุคโดนกลั่นแกล้ง
ทางธุรกิจ และถูกไล่ออกจากเมืองไปในปีก่อนหน้านั้น โดยฝ่ายจำเลยยอมตกลงประนีประนอมกับลุคก่อนที่จะถึงชั้น
ศาล

ที่เมือง ฟอร์ท เวิร์ธ ลุคเข้าซื้อกิจการของ ไว้ท์เอเลแฟ้นท์ซาลูน (White Elephant Saloon - ซึ่งต่อไปผมจะขอเรียกว่า
บาร์ช้างเผือกก็แล้วกันนะครับ) ร่วมกับหุ้นส่วนอีกคนชื่อ เจ๊ค จอห์นสัน (Jake Johnson)

บาร์ช้างเผือกแห่งนี้ ลุคเลือกแล้วว่าเป็นสถานเริงรมย์ชั้นดี มีลูกค้ามากมายรายได้งาม อยู่ในทำเลที่เหมาะสมใจกลาง
ย่านบันเทิงที่พวกคาวบอยชอบมาชุมนุมหาความสำราญ จนเป็นที่เรียกขานกันทั่วไปว่า Hell's Half Acre หรือแปล
เป็นไทยได้ว่า ครึ่งแปลงของนรก น่าจะเปรียบเทียบได้กับย่านอาร์ซีเอ หรือ รอยัล ซิตี้ อเวนิว ของกรุงเทพฯยุคนี้ ที่ภาย
หลังมีคนเปลี่ยนชื่อให้เป็น รอยัล ซิตี้ อเวจี นั่นแหละครับ

ทุกอย่างคงจะราบรื่น ถ้าเผอิญไม่มีคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า จิม คอร์ทไร้ท์ (Jim Courtright) อยู่ในเมืองนี้ด้วย จิม
เป็นมือปืนฝีมือระดับพระกาฬ มีชื่อเสียงเป็นที่ครั่นคร้ามทั้งในเท็กซัสไปจนถึง นิว เม็กซิโก เคยได้รับการแต่งตั้งเป็น
นายอำเภอที่เมืองนี้มาแล้ว แต่ความที่เป็นพวกชอบความรุนแรง ยิงดะไม่บันยะบันยัง ไม่สนใจแยกคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
ออกจากคนร้าย หรือกังวลว่าลูกหลงจะไปโดนใครที่ไหนเดือดร้อน อยู่ได้เพียงสามเดือนก็ถูกเชิญออกจากตำแหน่ง
จากนั้นเปลี่ยนงานไปรับจ้างเป็นผู้คุมเหมืองแร่บ้าง ไร่ปศุสัตว์บ้าง แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเหตุผลเดียวกัน เริ่มตกต่ำ
ต้องไปรับจ้างเป็นนักเลงคุมบ่อน จนท้ายสุดไม่มีใครอยากว่าจ้างอีก ก็เลยกลับมาเปิดสำนักงานนักสืบของตนเองขึ้น
ที่เมือง ฟอร์ท เวิร์ธ อาศัยที่ตัวเองมีเครดิตเคยเป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ แถมด้วยกิตติศัพท์เรื่องฝีมือในการใช้ปืนผา
หน้าไม้ ที่ใครๆก็เกรงกลัว

สำนักงานนักสืบนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าครับ เบื้องหลังฉากนั้น วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการรีดไถร้านค้าและธุรกิจต่างๆเ
ป็นค่าคุ้มครอง รายไหนไม่จ่ายก็จะมีนักเลงอันธพาลมาคอยก่อกวนไม่ให้อยู่เป็นสุข นี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพเก่าแก่ที่มีราย
ได้ดีและอยู่ยงคงกระพันมาถึงสมัยนี้เหมือนกัน

แน่นอนว่าบาร์ช้างเผือกของลุค ย่อมติดกลุ่มเป้าหมายที่จิมต้องการจะได้เป็นลูกค้ารายใหญ่ แต่ตามทราบกันดีนั่น
แหละครับว่าเจ้าของร้านนั้นก็ไม่ธรรมดา นอกจากจะรู้ทันเรื่องแบบนี้ดีแล้ว ยังไม่กลัวเสียด้วย ดังนั้นทุกครั้งที่จิม
พยายามจะเสนอสิ่งที่ลูกค้าทั่วไปไม่กล้าปฏิเสธ กลับได้รับแต่คำตอบจากลุคว่า บาร์ช้างเผือกดูแลตัวเองได้ ไม่จำ
เป็นที่จะต้องรับการคุ้มครองจากใคร (ถ้าเป็นหนังไทย ก็ต้องแถมด้วยว่าหรือสุนัขตัวไหน) แล้วก็อย่ามาหาเรื่องกับ
คนชื่อ ลุค ช้อร์ท เป็นอันขาดถ้าไม่อยากเดือดร้อน

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ย่อมต้องเขม่นกัน แต่จิมยังคงสงวนท่าที ไม่มีการใช้กำลังกันแต่อย่างใด ถึงจะหมายหัวเอาไว้แล้ว
ก็ตามว่าลุคเป็นตัวเจ็บที่สักวันหนึ่งคงจะต้องเด็ดหัวเสีย ไม่งั้นเดี๋ยวลูกค้าอื่นๆจะพลอยแข็งข้อตามกันไปหมด จิม
พยายามใช้วิธีการเจรจาแบบธุรกิจ เปลี่ยนเป็นติดต่อเข้าหาทางเจ๊ค เจ้าของอีกคนหนึ่งของบาร์ช้างเผือกและหุ้นส่วน
ของลุค

คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1887 จิมยืนเจรจากับเจ๊คอยู่ที่หน้าบาร์ช้างเผือก ก็คงจะเป็นเรื่องอื่นไปได้ นอกจากค่าคุ้ม
ครองนี่แหละครับ เจรจากันหลายนาทีไม่มีท่าทีว่าจะเป็นผล แล้วเจ๊คก็ไปตามลุคออกมาจากร้านขณะที่จิมยังยืนรอ
อยู่ข้างนอก

ลุคออกมาจากร้านด้วยกันกับเจ๊ค เดินรี่เข้าไปหาจิม แต่ด้วยเหตุผลอะไรมิอาจทราบได้ เจ๊คแยกตัวเดินออกห่าง
เลี่ยงออกไปชิดกับขอบทางเดินจนเกือบจะติดถนน ไม่ยอมเดินคู่กับลุค จิมเห็นลุคเดินเดี่ยวเข้ามาไม่หยุด ก็ตะโกน
ดังๆออกมาว่า "อย่าชักปืนออกมานะ!"

การตะโกนดังๆให้ชาวบ้านได้ยินอย่างนี้ ถือเป็นลูกไม้อย่างหนึ่งของพวกมือปืนที่คร่ำหวอดในวงการครับ เป็นการหลอก
ให้ชาวบ้านหรือผู้คนแถวนั้นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เข้าใจผิดนึกว่าผู้ตะโกนกำลังถูกข่มขู่ปองร้าย พอยิงอีกฝ่ายตายไปแล้วจะ
ได้ใช้เป็นข้ออ้างสำหรับต่อสู้คดีว่าป้องกันตัวเอง มีประจักษ์พยานมากมายได้ยินว่าตัวเองถูกประทุษร้ายอยู่ก่อน

ลุคเข้าใจลูกไม้ของจิมดี จึงหยุดเดินและแก้เกมด้วยการตะโกนออกไปดังๆบ้างว่า "ไม่ได้พกปืนมาด้วยหรอก!" และ
เพื่อให้แนบเนียนยิ่งขึ้น ก็เลื่อนมือขวาลงจับชายเสื้อนอกที่ระดับเอว ทำท่าเป็นจะเลิกชายเสื้อขึ้น เหมือนต้องการให้
จิมเห็นกับตาว่า นี่ไงเห็นมั้ยไม่ได้คาดปืนมาสักหน่อย

จิมไม่คาดคิดมาก่อน ว่าจะโดนสวนกลับด้วยลูกเล่นแบบนี้ แต่ก็ไม่มีเวลาชั่งใจอีกแล้วว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตัดสินใจ
กระตุกมือขวาขึ้นคว้าปืนที่เอวทันที สัญชาตญานของมือปืนผู้ช่ำชองและมากด้วยประสบการณ์ในการต่อสู้บอกว่า
ต้องยิงก่อนแล้วละอย่าได้รอช้าเป็นอันขาด

ลุคเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จึงชักปืนคู่ใจ โค้ลท์.45 ลำกล้องสั้น ออกมาบ้าง และด้วยความได้เปรียบของปืนลำกล้องสั้น
กับความไวที่เหนือกว่า ยิงเข้าใส่จิมได้ก่อนจากระยะประมาณสี่ฟุตเท่านั้น  เสียงปืนดังสนั่นและควันปืนพุ่งเข้าใส่จิม
จนเกือบจะมองอะไรไม่เห็น

จิมทราบได้เดี๋ยวนั้นว่าลุคยิงนัดแรกไม่ถูกตัว แต่รู้สึกชาที่หัวแม่มือขวาไปหมดจนไม่สามารถง้างนกเพื่อจะยิงตอบได้ 
สมองสั่งการทันทีให้รีบย้ายปืนจากมือขวาไปไว้มือซ้าย ตามสไตล์ที่นิยมเรียกกันในยุคนั้นว่า บอร์เด้อร์ ชิฟท์ (Border
Shift) เพื่อจะยิงด้วยมือซ้ายแทน

แต่ในขณะที่กล้ามเนื้อกำลังเร่งรีบทำตามคำสั่งสมองนั้น จิมก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกติดๆกันสามนัด ตามมาด้วยหมอก
ควันที่หนาทึบยิ่งขึ้นไปอีก หนนี้รู้สึกเจ็บแปล๊บลึกเข้าที่หน้าอก ตาพร่ามัวก่อนที่จะหมดความรู้สึกไปโดยไม่มีวันที่จะฟื้น
คืนขึ้นมาอีก

luke10

จิม คอร์ทไร้ท์ มือปืนระดับพระกาฬแห่งเมือง ฟอร์ท เวิร์ธ ที่พลาดท่าทั้งเสียที
เสียนิ้วหัวแม่มือ และในที่สุดก็เสียชีวิตจากการดวลปืนกับ ลุค ช้อร์ท

การเพลี่ยงพล้ำของ จิม คอร์ทไร้ท์ ให้กับ ลุค ช้อร์ท กลายเป็นข่าวใหญ่เลื่องลือไปไกล ถือเป็นการชิงไหวชิงพริบและ
ประลองฝีมือกันอย่างสมศักดิ์ศรี ระหว่างมือปืนรุ่นใหญ่ตัวเล็ก (คือลุค) กับมือปืนรุ่นใหญ่ผมยาว (คือจิม ซึ่งตามหลัก
ฐานบอกว่าไว้ผมยาวประบ่าอยู่เสมอ) ซึ่งถ้าดูจากประวัติการยิงแล้ว วงการพนันน่าจะให้จิมเป็นต่อ เพราะใช้ชีวิตเป็น
มือปืนมาติดต่อกันนานกว่า และยิงคู่ต่อสู้ตายไปหลายคนแล้ว ขณะที่ลุคนั้น ใช้เวลาไปกับการเซ็งลี้เสียเป็นส่วนใหญ่
นานๆถึงจะมีเรื่องยิงกับคนอื่นอย่างเป็นงานเป็นการสักทีนึง แต่แล้วจิมกลับพ่ายแพ้ให้แก่ลุคอย่างหมดรูป หมดอนาคต
ไปเลย ไม่ว่าจะในเรื่องฝีมือหรือไหวพริบ รวมทั้งการใช้ลูกไม้หลอกล่อในการชิงความได้เปรียบ

นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า จิมซึ่งตามหลักฐานบอกว่าพกปืนสองกระบอก น่าจะตัดสินใจชักกระบอกซ้ายออกมายิง
แทนที่จะใช้วิธี บอร์เด้อร์ ชิฟท์ เพราะเมื่อมีการตรวจสอบในภายหลังพบว่า ปืนกระบอกขวานั้นยังไงๆก็ไม่มีทางยิงออก
เพราะลูกโม่ติดขัดหมุนไม่ได้ ใช่แล้วครับกระสุนนัดแรกของลุคยิงไม่ได้วิ่งไปถูกหัวแม่มือของจิมจนง้างนกไม่ได้เพียง
อย่างเดียว แต่ได้กระแทกเอาลูกโม่ปืนจนชำรุดไปด้วย

luke11

ปืนโค้ลท์ ซิงเกิ้ล แอ๊คชั่น อาร์มี่ ขนาด .45 ลำกล้องตัดสั้นแบบกระบอกนี้ น่าจะใกล้เคียงกับปืนคู่มือที่ ลุค
ช้อร์ท ชอบใช้สำหรับการดวลกับคู่ต่อสู้ในระยะประชิดมากที่สุด กระบอกที่นำมาโชว์นี้ลำกล้องยาว 2 นิ้ว
ไม่มีศูนย์หน้า สามารถพกไว้กับเอวโดยเจาะกระเป๋าพิเศษไว้ที่กางเกง แล้วดึงชายเสื้อเชิ้ตลงมาหน่อยก็จะ
บังส่วนด้ามได้มิดชิดไม่มีใครสังเกตเห็น สามารถชักออกมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวไม่ว่าจะกำลังยืนหรือนั่ง

บาร์ช้างเผือกที่เมือง ฟอร์ท เวิร์ธ ปัจจุบันยังเปิดกิจการอยู่ครับ ถึงแม้จะไม่ใช่ร้านเก่าดั้งเดิมแห่งเดียวกันกับที่ลุคเคย
เป็นเจ้าของอยู่ก็ตาม และติดอันดับ Best 100 Bars in America หรือหนึ่งในร้อยอันดับแรกของบาร์ที่ดีที่สุดในอเมริกา
 จากการจัดอันดับของนิตยสาร Esquire เสียด้วย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จะมีงานแสดงแสงสีเสียงที่ตรงหน้าร้าน
 ฉลองครบรอบการยิงกันระหว่าง ลุค ช้อร์ท กับ จิม คอร์ทไร้ท์ โดยคณะนักแสดงมืออาชีพ แต่งตัวย้อนยุคเป็นสองคนนี้
ออกมายิงกันให้ดู หลอกเอาสตังค์นักท่องเที่ยวเป็นประจำ นอกจากนั้นภายในบาร์ยังมีของสะสมเป็นหมวกคาวบอยมาก
มายหลายรูปแบบไว้โชว์แขก แถมด้วยตุ๊กตาช้างจากทั่วทุกมุมโลกรวมทั้งจากเมืองไทย (แต่เชื่อว่ายังไม่มีตัวที่คุณหญิง
ชอบอุ้มแก้บนนะครับ)

luke12

นักแสดงกำลังโชว์เหตุการณ์รำลึกถึงการยิงกันระหว่าง จิม คอร์ทไร้ท์ (ซ้าย) และ ลุค ช้อร์ท (ขวา) ที่หน้า
ไว้ท์เอเลแฟ้นท์ ซาลูน หรือบาร์ช้างเผือก ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี

luke13

หน้าตาของบาร์ช้างเผือกที่ทำขึ้นใหม่ แต่ไม่ได้อยู่ ณ
สถานที่เดิมที่มีการยิงกันจริงๆ

luke14

สถานที่ตั้งบาร์ช้างเผือกดั้งเดิมที่มีการยิงกันจริงๆ ปัจจุบันกลาย
เป็นตึกมอร์ริส (Morris Building)หน้าตาเป็นอย่างนี้และกลาย
เป็นร้านขายตั๋วเดินทางไปแล้ว จุดที่ยิงกันเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ค.ศ.1887 เชื่อว่าคือตรงข้างหน้ารถที่จอดอยู่นั่นแหละครับ

ลุคถูกจับและประกันตัวออกมาด้วยเงิน 2000 เหรียญ ศาลตัดสินในภายหลังว่าเป็นการต่อสู้ป้องกันตัวเองโดยไม่มี
ความผิด สามารถกลับไปบริหารธุรกิจของบาร์ช้างเผือกให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป และไม่มีนักเลงที่ไหนกล้ามารบ
กวนอีก แต่น่าเสียดายไม่รู้ว่าเป็นเพราะชอบกินเค็มมากไปหน่อยหรือเปล่า เลยป่วยเป็นโรคไตรักษาไม่หาย และอาการ
กำเริบจนตายไปอย่างสงบบนเตียงโดยไม่ได้ใส่รองเท้าบู๊ทเมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1893 รวมอายุได้เพียง 39 ปี
ศพของลุคถูกฝังไว้ที่สุสานโอ๊ควู้ด (Oakwood Cemetery) ในเมือง ฟอร์ท เวิร์ธ ห่างจากหลุมศพของ จิม คอร์ทไร้ท์
คู่ปรับของตัวเพียงไม่กี่ก้าว

luke15

ญาติรุ่นเหลนของ ลุค ช้อร์ท ชื่อว่า เวย์น ช้อร์ท ลงทุนค้น
คว้าชีวประวัติของคุณทวดนำมาเขียนเป็นหนังสือ นักวิจารณ์
หลายคนบอกว่าเขียนได้ดีมีรสชาติอ่านได้ทั้งสาระและบันเทิง
เป็นที่น่าสังเกตว่าระยะหลังๆนี้พวกลูกหลานคาวบอยนิยม
เขียนหนังสือประเภทอภินิหารบรรพบุรุษนี้ออกมาหากินกัน
เป็นล่ำเป็นสันหลายรายเหมือนกัน

ผมได้เล่าเรื่องของคาวบอยที่ผมเห็นว่าเป็นสุดยอดที่สุดของมือปืนตะวันตกให้ท่านผู้อ่านรู้จักตัวตนไปอย่างค่อนข้าง
ละเอียดไปแล้วสี่คนนะครับ โดยผมใช้วิธีกำหนดคุณสมบัติของการที่จะได้รับคัดเลือกว่าเป็นสุดยอดไว้เพียงแค่สองข้อ
(แต่รับรองไม่มีการล็อคสเป๊ค) ข้อแรกคือ จะต้องไม่ใช่พวกโจรผู้ร้ายปล้นฆ่าคนอื่นเขา หรือชอบข่มเหงไล่ยิงคนอื่นเพื่อ
หารายได้หรือเพียงแค่ให้สนุกสนานสะใจเล่นโดยไม่มีเหตุอันควร ข้อที่สองคือ จะต้องตายเองด้วยโรคภัยไข้เจ็บตาม
ธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะถูกคนอื่นยิงตายหรือถูกจับแขวนคอ ทั้งสี่คนกล่าวคือ คนแรก วายแอ็ท เอิ๊ร์ป  ต่อมาได้แก่ แบ๊ท
ม้าสเตอร์สัน ตามด้วย ด๊อค ฮอลลิเดย์ และล่าสุดหนนี้ ลุค ช้อร์ท ต่างเป็นผู้ที่จัดว่ามีคุณสมบัติครบทั้งสองข้อ ส่วนที่
เหลืออีกมากมายยังไม่ได้เล่าถึงนั้น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก๋าอย่าง ไวลด์ บิล ฮิกค็อก หรือโรบินฮู้ดฉบับคาวบอยอย่าง เจ๊สสี
เจมส์  หรือไอ้หนู บิลลี่ เดอะ คิด หรือจอมโหด จอห์น เวสลี่ย์ ฮาร์ดิน ฯลฯ ต่างขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสอง
ข้อทั้งสิ้น
 
จึงขออนุญาตจบภาคแรกของคาวบอยกับปืนคู่ใจไว้แต่เพียงครั้งนี้ก่อนนะครับ หากท่านผู้อ่านยังคงสนใจ ชอบอ่านเรื่อง
ราวในรูปแบบนี้ ผมจะพยายามผลิตภาคสองตามออกมา เพื่อบรรยายต่อถึงบรรดาคาวบอยชื่อดัง ที่จัดอยู่ในรุ่นหรือ
ประเภทอื่นๆ รวมทั้งปืนคู่ใจและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวข้อง ให้อ่านกันเพลินๆสนุกๆอีก แล้วพบกันใหม่ในโอกาส
หน้าครับ

มาร์แชลต่อศักดิ์

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com