Home

ดาบ
ศิลป์แห่งศาสตรา
มีดเหน็บ
Scrimshaw
บันดัยซาระ
โคกรัก
โรงเหล็ก 22
ดาบ
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]
sword103

วันอังคาร  ขึ้น 9 ค่ำ เดือนห้า จุลศักราช 1129     ชาวกรุงศรีฯอ่อนล้าจากทัพพม่าที่มาล้อมกรุงมานานจนพ้นหน้า
น้ำหลากมาจนแล้งอีกครา ความหวังสุดท้ายที่จะให้น้ำไล่พม่ากลับไปก็หมดหวัง   ไม่กี่วันมาไฟก็ไหม้ใหญ่ทำให้
กำลังใจอ่อนล้าหมดอาลัยตายอยาก      หลายปีที่ผ่านมากรุงศรีอยุธยามีปัญหาแก่งแย่งอำนาจราชสมบัติ เมื่อ
อยุธยาอ่อนล้าถึงที่สุดพม่าก็เข้าเมืองได้ในเพลานั้น       จากไท ก็กลายเป็นทาส  บ้านแตกสาแหรกขาดกันไม่ว่า
บ่าวหรือนาย

อีก 200 ปีเศษ ผ่านไป   ชายหนุ่มที่สนใจเรื่องดาบได้สนทนาพระสงฆ์ที่กลับจากพม่า  เห็นภาพดาบเล่มนี้อยู่ในวัด
จากภาพถ่ายของพระท่านนั้น   จากความรู้ที่ศึกษาเรื่องดาบมาแต่วัยเยาว์ ทำให้ทราบว่าเป็นดาบไทยอายุมาก  
ดังนั้น จึงขอให้พระท่านนำดาบกลับมายังผืนแผ่นดินไทย   หลายเดือนถัดมาดาบเล่มนี้จึงได้กลับมายังไทยหลังจาก
ไปต่างเมืองมานาน

sword2

ลักษณะใบดาบทรงหัวปลาหลดปลายค่อนข้างแหลมที่สวยเล่มหนึ่ง ใบยาวราวศอกกำ  ปลายดาบไม่เรียวลงมาก
แบบรักษาทรงตามศิลป์ใบดาบอยุธยา   สันดาบหนาแข็งแรงพอที่จะปะทะโล่เขนได้ไม่บิดงอง่าย

sword302

ใบดาบชุบแข็งเฉพาะส่านคมพอมองเห็นความต่างของเนื้อเหล็กยามส่องดู จากการที่ช่างดาบใช้ดินจอมปลวก
ผสมน้ำเป็นโคลนลูบตามคมบางๆ เมื่อชุบลงน้ำ โคลนบางๆกลับช่วยให้น้ำสัมผัสผิวเหล็กได้ดีขึ้นกว่าเหล็กเปลือย
โดยช่างชุบแบบจุ่มบางส่วนหรือเลี้ยงน้ำบนใบตามตามแต่ถนัด ทำให้ส่วนคมแข็งกว่าใบดาบส่วนอื่น ต่างจาก
การตีดาบแบบญี่ปุ่นที่พอกโคลนส่วนใบเหนือส่วนคม กันเสียความร้อนเร็วเวลาจุ่มลงน้ำทั้งใบ        

ส่วนใบดาบด้านเหนือคมขึ้นไป   อาจรวมถึงโคนใบดาบที่ช่างไม่ชุบแข็งมีประโยชน์ในด้านรับแรงกระแทกได้ดีไม่หัก
ง่ายเหมือนชุบแข็งทั้งใบ  ซึ่งในมีดเล็กอาจไม่มีผลนักแต่ดาบยาวนั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งอันตราย
อย่างยิ่งหากอาวุธมาชำรุดเสียหายในสนามรบ

โคนดาบมีรอยคล้ายร่องรางรถไฟ แสดงถึงการขึ้นรูปใบดาบเป็นแบบสกุลช่างไทย     เนื้อเหล็กลาน(เหล็กเนื้อเหนียว)
ตีทบเป็นชั้นจะพบแต่ในงานรุ่นเก่า   ด้วยเหล็กดิบที่มีขายในตลาดในสมัยอยุธยามีมีเป็นเหล็กที่ชาวบ้านถลุง นำมา
ขายในตลาดเหล็ก ช่างต้องมาตีนวดไล่ขี้แร่ที่อาจหลงเหลือออกเพื่อให้ได้เหล็กที่มีคุณภาพดีเหมาะแก่การใช้งานตาม
กรณี ซึ่งสมัยก่อนถือเป็นเรื่องปกติที่ช่างเหล็กต้องทำ ทำให้เมื่อพิจารณาเนื้อเหล็กบนใบดาบจะเห็น รอยที่ตีทบกัน ซึ่ง
จะเกิดขึ้นตามลักษณะงานที่ทำแต่บ้านเราไม่ได้เห็นความสำคัญเนื่องจากไม่ได้เป็นประโยชน์ใช้งานแต่ในดาบญี่ปุ่น
เป็นหนึ่งที่จุดที่นักสะสมให้ความสนใจมีชื่อเรียกไปต่างๆกันไป      แต่เมื่อวิธีสร้างดาบเปลี่ยนไปด้วยช่างเหล็กมีตัว
เลือกใหม่เป็นเหล็กจากโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเลือกได้ได้หลายหลายคุณภาพและราคามีข้อมูลการอบชุบแข็ง
มาเรียบร้อยทำให้ช่างทำงานได้สะดวก  เมื่อนานไปความรู้ในส่วนที่ไม่ได้ใช้งานคือการนวดเหล็ก การซัด  การตีทบ
เชื่อมเนื้อเหล็ก ก็เลือนหายไป   

ด้ามแบบช่างจีนหล่อสำริดแบบนี้เคยพบในดาบย่านพิษณุโลก  แต่ส่วนปลายที่เดิมเป็นปลายบัวตูมถูกตัดออกเพื่อ
ใส่เขาคุดแบบนี้เป็นที่นิยมของเมืองตาก     

ฝักเป็นไม้เนื้ออ่อนลงรัก เชือกพันแบบเก่ามีหูเล็กๆแบบนี้ ใช้เสียบแผงม้ายามออกศึก หาใช่เพื่อการสะพายหลัง  

ส่วนที่สำคัญแต่คนทั่วไปมองไม่เห็นคือกั่นดาบ เปรียบได้เหมือนรากฟัน  ดาบจะแข็งแรงหรือไม่กั่นมีผลสำคัญแต่ใช่
ว่ากั่นจะต้องใหญ่และยาวเพื่อความแข็งแรงเท่านั้น  ดาบสองมือตามแบบต้นกรุงนั้น แต่ละเล่มจะทำหน้าที่ต่างกัน....
ตีด้วยเหล็กต่างกัน เล่มหนึ่งกั่นยาวเป็นด้าม  แต่อีกเล่มเพียงค่อนข้างยาว  เรียกว่ามี "เอก" มี "โท"

...................ผ่านกรุงศรีอยุธยา มาธนบุรี ถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์   ไทยยังพบศึกใหญ่ๆอีกหลายครั้ง เช่นสงคราม
9 ทัพ  การล่าอาณานิมคมของชาติตะวันตก ซึ่งหากมิใช่ความสามารถ  กล้าหาญ และเสียสละ ของบรรพบุรุษ เราคง
เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประเทศพม่า  หรือเป็นเพียง อาณานิคมแห่งหนึ่งของอังกฤษหรือฝรั่งเศส เท่านั้น

** ขอบคุณ อ.ปริญญา สัญญะเดช  ผู้ค้นพบดาบและเอื้อเฟื้อให้ถ่ายภาพและเล่าเรื่องให้เป็นข้อมูล **

บัญชา ทองโกมล
8 มิถุนายน 2549

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com