|
เกือบร้อยปีมาแล้วตอนที่เรือสำเภาจีนสามเสาลำใหญ่ขนนักแสวงโชคหลายร้อยคนจากตำบลตั่วโพ้ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนเข้ามาจอดเทียบท่าบ้านสะปำ เมืองถลางประมาณปี พศ 2450 นั้น เตี่ยวก้ายฮ่องซึ่งโดยสารมากับเรือ
ยังเป็นหนุ่มฉกรรจ์ มีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก แต่รายได้อันน้อยนิดจากการทำงานในเมืองจีนทำให้ตัดสินใจออกเผชิญ
โลก ประกอบกับข่าวคราวในทางที่ดีจากคนรุ่นก่อนๆที่ไปตั้งหลักที่เมืองไทย เตี่ยวก้ายฮ่องจึงหอบเข้าวของอุปกรณ์ ลาจากแผ่นดินบ้านเกิดลงเรือสำเภาลำนั้นมาอยู่ที่เกาะภูเก็ต มีครอบครัวลูกหลานสืบทอดมาจนทุกวันนี้
เกาะภูเก็ตนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรประเภทแร่นานาชนิด ในอดีตฝรั่งนักล่าอาณานิคมซึ่งฮุบเอามลายูไปแล้ว ก็ป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่แถบนั้น แม้จะยึดเอาดินแดนแผ่นดินสยามไปไม่ได้ ก็ยังอยากได้ทรัพยากรประเภทแร่ธาตุ
ต่างๆเพื่อขนกลับไปประเทศในยุโรป และอาศัยความที่มีเทคโนโลยีเจริญกว่าชาวพื้นเมือง จึงได้รับอนุญาตให้ขุดแร่ ดีบุกรวมทั้งแร่นานาชนิดในพื้นที่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเดิมคือจังหวัดพังงา ปัจจุบันแยกเป็น พังงาและภูเก็ต
งานเหมืองแร่นั้นต้องใช้เครื่องมือประเภทเหล็กเป็นหลัก ใช้กันทุกเกรด ทุกคุณภาพ ว่ากันว่าถ้าจะหาเหล็กที่แข็ง
แกร่งที่สุด ต้องไปหาเอาแถวที่เขาทำแร่กัน สมัยนั้นฝรั่งสั่งเหล็กกล้าเข้ามาใช้จากยุโรป ขนกันมาเป็นลำๆเรือ แล้ว ก็ขนแร่ดีบุกลงเรือกลับไป
ในแต่ละเหมืองแร่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ทำจากเหล็กหลากหลายรูปแบบ เป็นเครื่องมือใช้เฉพาะกิจก็มาก ไม่มี ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน ต้องผลิตกันขึ้นมาใช้เอง ใครมีหัวอย่างไรก็ดัดแปลงไปตามสภาพ แหละนี่เองเป็นที่มา
ของกลุ่มช่างตีเหล็กอันเลื่องชื่อลือนามแห่งเกาะภูเก็ต
ผมเคยไปเที่ยวภูเก็ตสมัยปี พศ 2517 ประสาคนมีใจนิยมชมชอบพวกมีดพวกดาบ จำได้ว่าได้พบเห็น โรงตีเหล็ก
ตั้งอยู่ในย่านที่เรียกกันว่า " แถวน้ำ " หลายโรง ผ่านไปเห็นก็อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนไปยืนดูบ้าง ถามไถ่บ้าง ตื่นตา
ตื่นใจพอควร โรงเหล็กเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวหลักในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในงานเหมืองแร่ ไม่ว่าจะสร้าง
ซ่อม ดัดแปลงหรือแก้ไข ช่างเหล่านี้ทำได้ทั้งนั้น อย่างที่พูดกันว่าไม่ว่ากรณีใดๆหลักการ ก็คือ ต้องทำให้ได้ ยังไงๆ
ก็ต้องทำออกมาใช้ให้ได้ ช่างเหล็กเหมืองแร่จึงล้วนแล้วแต่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานจากการแก้ ปัญหาต่างๆ
แต่ขณะนี้โรงตีเหล็กเหล่านี้ลดหายลงไปทีละโรง สองโรง ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่ก็มีแต่เตา..ไร้ไฟ ก็คงจะเป็นเพราะยุค
รุ่งเรืองของเหมืองแร่หมดลงแล้ว ประกอบกับมีเครื่องมือเครื่องใช้ผลิตจากโรงงานออกมาวางขายกันเกลื่อนกลาด พอผลิตมากๆที่เรียกกันว่า Mass Production ต้นทุนก็ถูก ก็ขายกันราคาถูกๆ แล้วอย่างนี้ช่างฝีมือประเภท Custom
Made หรือ made to order จะทานทนอยู่ได้อย่างไร จึงต้องวางค้อน ดับไฟ ปิดเตา ปิดตัวเองลงไปจนแทบจะไม่ เหลือให้เห็นอีกแล้ว
แต่ก็ยังเหลือครับ คุณวิโรจน์ หรือที่พวกเรารู้จักกันในนาม Wiroj.n นี่แหละครับตัวดี คือเมื่อเดือนที่แล้วคุณวิโรจน์ซึ่ง
ปรกติทำงานอยู่ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานกรุงเทพ ได้ลงมาที่ภูเก็ตเพราะมี " บ้านหลังน้อย " อยู่ที่นี่ พอเสร็จภารกิจ
งานราษฎร์แล้วยามว่างพอได้วีซ่าก็เลยนัดกับผมชวนกันไปเที่ยวเสาะหาช่างฝีมือ เราเทียวไปเทียวมาขับรถวนเวียน
ถามไถ่ผู้คนในเมืองภูเก็ตอยู่เป็นนานในที่สุด ก็ได้ข้อมูลว่า ในบรรดาโรงเหล็กแถวน้ำที่เลิกกิจการไปนั้น ยังมีอยู่โรง
หนึ่งที่ผมเคยเห็นตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หัวมุมสี่แยกตรงนั้นในอดีต ตอนนี้ยังไม่เลิก แต่ย้ายไปอยู่นอกเมืองนานแล้ว ผมกับคุณวิโรจน์ก็สะกดรอยไปตามลายแทงทันที
สำหรับท่านที่สนใจเพื่อให้ง่ายแก่การหาสถานที่ ขอแนะนำให้เอา " อนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์ท้าวศรีสุนทร " เป็นหลัก
จากจุดนี้เมื่อจะเดินทางเข้าตัวเมืองภูเก็ตต้องไปตามถนนเทพกษัตรีย์ซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดินขนาดกว้าง 6 ช่อง ทางจราจร ไม่ต้องขับเร็วเพราะจะวิ่งเลยไปแล้วจะกลับรถมาลำบาก ขับช้าๆไปราวครึ่งกิโลเมตรจะเห็นศาลเจ้าท่าเรือ
สีสันฉูดฉาดอยู่ทางโค้งซ้ายมือ ให้ขับต่อไปพยายามชิดซ้ายไว้ ผ่านบ้านโบราณหยี่เต้ง ผ่านสวนป่า นับจากอนุสาวรีย์
ถึงจุดนี้ 1,750 เมตรจอดริมถนนซ้ายมือจะเห็น " โรงเหล็ก 22 " อยู่ตรงหน้าพอดี ขอให้สังเกตุทางฝั่งขวาจะเห็นศูนย์
อีซุสุ อยู่เลยไป แบบเยื้องๆกัน ออกจะหายากสักนิดเพราะริมถนนใหญ่มีต้นไม้ปลูกอยู่ตลอดแนว และบดบังป้ายชื่อ ขอให้ยึดเลขวัดระยะทางจะแน่นอนที่สุด
|