Home

โรงเหล็ก 22 - ลามิเนตลูกทุ่ง
ศิลป์แห่งศาสตรา
มีดเหน็บ
Scrimshaw
บันดัยซาระ
โคกรัก
โรงเหล็ก 22
ดาบ
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

เกือบร้อยปีมาแล้วตอนที่เรือสำเภาจีนสามเสาลำใหญ่ขนนักแสวงโชคหลายร้อยคนจากตำบลตั่วโพ้ มณฑลกวางตุ้ง
ประเทศจีนเข้ามาจอดเทียบท่าบ้านสะปำ เมืองถลางประมาณปี พศ 2450 นั้น  เตี่ยวก้ายฮ่องซึ่งโดยสารมากับเรือ
ยังเป็นหนุ่มฉกรรจ์ มีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก แต่รายได้อันน้อยนิดจากการทำงานในเมืองจีนทำให้ตัดสินใจออกเผชิญ
โลก ประกอบกับข่าวคราวในทางที่ดีจากคนรุ่นก่อนๆที่ไปตั้งหลักที่เมืองไทย  เตี่ยวก้ายฮ่องจึงหอบเข้าวของอุปกรณ์
ลาจากแผ่นดินบ้านเกิดลงเรือสำเภาลำนั้นมาอยู่ที่เกาะภูเก็ต มีครอบครัวลูกหลานสืบทอดมาจนทุกวันนี้

เกาะภูเก็ตนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรประเภทแร่นานาชนิด ในอดีตฝรั่งนักล่าอาณานิคมซึ่งฮุบเอามลายูไปแล้ว
ก็ป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่แถบนั้น แม้จะยึดเอาดินแดนแผ่นดินสยามไปไม่ได้ ก็ยังอยากได้ทรัพยากรประเภทแร่ธาตุ
ต่างๆเพื่อขนกลับไปประเทศในยุโรป และอาศัยความที่มีเทคโนโลยีเจริญกว่าชาวพื้นเมือง จึงได้รับอนุญาตให้ขุดแร่
ดีบุกรวมทั้งแร่นานาชนิดในพื้นที่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเดิมคือจังหวัดพังงา ปัจจุบันแยกเป็น พังงาและภูเก็ต

งานเหมืองแร่นั้นต้องใช้เครื่องมือประเภทเหล็กเป็นหลัก ใช้กันทุกเกรด ทุกคุณภาพ ว่ากันว่าถ้าจะหาเหล็กที่แข็ง 
แกร่งที่สุด ต้องไปหาเอาแถวที่เขาทำแร่กัน สมัยนั้นฝรั่งสั่งเหล็กกล้าเข้ามาใช้จากยุโรป ขนกันมาเป็นลำๆเรือ  แล้ว
ก็ขนแร่ดีบุกลงเรือกลับไป

ในแต่ละเหมืองแร่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ทำจากเหล็กหลากหลายรูปแบบ เป็นเครื่องมือใช้เฉพาะกิจก็มาก ไม่มี
ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน ต้องผลิตกันขึ้นมาใช้เอง ใครมีหัวอย่างไรก็ดัดแปลงไปตามสภาพ   แหละนี่เองเป็นที่มา
ของกลุ่มช่างตีเหล็กอันเลื่องชื่อลือนามแห่งเกาะภูเก็ต

ผมเคยไปเที่ยวภูเก็ตสมัยปี พศ 2517  ประสาคนมีใจนิยมชมชอบพวกมีดพวกดาบ จำได้ว่าได้พบเห็น โรงตีเหล็ก
ตั้งอยู่ในย่านที่เรียกกันว่า " แถวน้ำ " หลายโรง  ผ่านไปเห็นก็อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนไปยืนดูบ้าง ถามไถ่บ้าง ตื่นตา
ตื่นใจพอควร โรงเหล็กเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวหลักในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในงานเหมืองแร่ ไม่ว่าจะสร้าง
ซ่อม ดัดแปลงหรือแก้ไข ช่างเหล่านี้ทำได้ทั้งนั้น อย่างที่พูดกันว่าไม่ว่ากรณีใดๆหลักการ ก็คือ ต้องทำให้ได้ ยังไงๆ
ก็ต้องทำออกมาใช้ให้ได้ ช่างเหล็กเหมืองแร่จึงล้วนแล้วแต่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานจากการแก้
ปัญหาต่างๆ

แต่ขณะนี้โรงตีเหล็กเหล่านี้ลดหายลงไปทีละโรง สองโรง ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่ก็มีแต่เตา..ไร้ไฟ   ก็คงจะเป็นเพราะยุค
รุ่งเรืองของเหมืองแร่หมดลงแล้ว ประกอบกับมีเครื่องมือเครื่องใช้ผลิตจากโรงงานออกมาวางขายกันเกลื่อนกลาด
พอผลิตมากๆที่เรียกกันว่า Mass Production ต้นทุนก็ถูก ก็ขายกันราคาถูกๆ แล้วอย่างนี้ช่างฝีมือประเภท Custom
Made หรือ made to order จะทานทนอยู่ได้อย่างไร จึงต้องวางค้อน ดับไฟ ปิดเตา ปิดตัวเองลงไปจนแทบจะไม่
เหลือให้เห็นอีกแล้ว

แต่ก็ยังเหลือครับ คุณวิโรจน์ หรือที่พวกเรารู้จักกันในนาม Wiroj.n นี่แหละครับตัวดี คือเมื่อเดือนที่แล้วคุณวิโรจน์ซึ่ง
ปรกติทำงานอยู่ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานกรุงเทพ ได้ลงมาที่ภูเก็ตเพราะมี " บ้านหลังน้อย " อยู่ที่นี่ พอเสร็จภารกิจ
งานราษฎร์แล้วยามว่างพอได้วีซ่าก็เลยนัดกับผมชวนกันไปเที่ยวเสาะหาช่างฝีมือ เราเทียวไปเทียวมาขับรถวนเวียน
ถามไถ่ผู้คนในเมืองภูเก็ตอยู่เป็นนานในที่สุด ก็ได้ข้อมูลว่า ในบรรดาโรงเหล็กแถวน้ำที่เลิกกิจการไปนั้น ยังมีอยู่โรง
หนึ่งที่ผมเคยเห็นตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หัวมุมสี่แยกตรงนั้นในอดีต ตอนนี้ยังไม่เลิก แต่ย้ายไปอยู่นอกเมืองนานแล้ว
ผมกับคุณวิโรจน์ก็สะกดรอยไปตามลายแทงทันที

สำหรับท่านที่สนใจเพื่อให้ง่ายแก่การหาสถานที่ ขอแนะนำให้เอา " อนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์ท้าวศรีสุนทร " เป็นหลัก
จากจุดนี้เมื่อจะเดินทางเข้าตัวเมืองภูเก็ตต้องไปตามถนนเทพกษัตรีย์ซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดินขนาดกว้าง 6 ช่อง
ทางจราจร ไม่ต้องขับเร็วเพราะจะวิ่งเลยไปแล้วจะกลับรถมาลำบาก ขับช้าๆไปราวครึ่งกิโลเมตรจะเห็นศาลเจ้าท่าเรือ
สีสันฉูดฉาดอยู่ทางโค้งซ้ายมือ ให้ขับต่อไปพยายามชิดซ้ายไว้ ผ่านบ้านโบราณหยี่เต้ง ผ่านสวนป่า นับจากอนุสาวรีย์
ถึงจุดนี้ 1,750 เมตรจอดริมถนนซ้ายมือจะเห็น "  โรงเหล็ก 22 " อยู่ตรงหน้าพอดี ขอให้สังเกตุทางฝั่งขวาจะเห็นศูนย์
อีซุสุ อยู่เลยไป แบบเยื้องๆกัน  ออกจะหายากสักนิดเพราะริมถนนใหญ่มีต้นไม้ปลูกอยู่ตลอดแนว และบดบังป้ายชื่อ  
ขอให้ยึดเลขวัดระยะทางจะแน่นอนที่สุด

k.01

ผู้ที่เราพบคือ เตี่ยวหงวนจ้อง เป็นบุตรของ เตี่ยวกี้แสง ซึ่งเป็นบุตรของของ เตี่ยวก้ายฮ่อง ที่กล่าวไว้ในตอนต้นนั่นแหละ

เตี่ยวหงวนจ้อง มีสมญาว่า แป๊ะหมี่ มีบุตรชายชื่อ เตี่ยวเช้งโห เรียกกันว่า ช่างโห และ เตี่ยวเช้งบ่าน เรียกกันว่า ช่าง
อ๊อด ( กรุณาอย่าเพิ่งสับสน ท่านกะลังอ่านเรื่องมีด มิใช่นวนิยายกำลังภายในบู๊ลิ้ม )  ตระกูลนี้สืบทอดกันมาได้ 5
เยเนอเรชั่นแล้ว  ตีเหล็กมาตลอดตั้งแต่เมืองจีนยันเมืองไทย สมัยก่อนตีเหล็กเหมืองแร่ สมัยนี้ตีเหล็กทำสวน แม้จะ
ย้ายมาจาก " แถวน้ำ " มาอยู่ที่เกาะแก้วตั้งแต่ปี พศ 2522 ก็ยังไม่หยุดตี เราไปเยี่ยม ไปหา ไปชวนคุย ก็ยังไม่หยุดตี
เรียกว่าตีไปคุยไป แม้จะตีไม่หยุดไม่หย่อนเยี่ยงนี้ แป๊ะหมี่บอกว่า " ยังตีไม่ทัน "  ออเดอร์เพียบ รับงานของลูกค้าไว้
มากซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่รับไปขายต่ออีกที จึงตีกันทั้งวัน อาทิตย์ละ 6 วัน ก็ยังส่งงานไม่ทันจนแล้วจนรอด

k.02

ผมกับคุณวิโรจน์ก็รู้สึกงงๆที่เขาตีไปคุยไป ไม่หยุดมือ และยังบอกอีกว่า ทำส่งลูกค้าไม่ทัน เพื่อประหยัดเวลาทั้งสอง
ฝ่ายก็เลยยิงคำถามไปตรงๆเลยว่า ทำไมลูกค้าจึงเจาะจงใช้ผลิตภัณฑ์ของ โรงเหล็ก 22 นี้ คำตอบที่ได้จาก เตี่ยว
หงวนจ้อง หรือ แป๊ะหมี่ ก็คือ

" ไม่ว่าพร้า หรือ ขวานของที่นี่  จะทำส่วนคมด้วยเหล็กกล้า และทำส่วนใบด้วยเหล็กเหนียว   เอาเหล็กกล้าหัวแดง
ฝังไว้ตรงส่วนคมของใบมีดใบขวานแล้วตีประสานจนเป็นเนื้อเดียวกัน "

k.03

พอเตี่ยวหงวนจ้องกล่าวถึงตอนนี้ คุณวิโรจน์ซึ่งตอนแรกยืนฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยมก็ออกอาการ พูดขึ้นจนได้ยินกันทั่ว
ว่า  " ลามีเนต " พร้อมกับเอามือล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงดึงเอามีดออกมาแล้วชักจากซองหนัง เห็นใบมีดคมขาว
วาววับ ไวเท่าความคิดผมรีบปราดเข้าไปขวางกลางไว้ทันทีเกรงจะเกิดเรื่องลุกลามไปใหญ่โต ด้วยไม่รู้ว่าที่คุณวิโรจน์
พูดไปตอนแรกหมายถึงอะไร แล้วแป๊ะหมี่ไปพูดอะไรผิดใจคุณวิโรจน์

แต่แล้วสถานการณ์ก็คลี่คลายลงด้วยดี คุณวิโรจน์ชี้แจงว่า เพียงแค่จะเอามีดมาให้ชมกันเท่านั้น เพราะกรรมวิธีที่ฟัง
จากแป๊ะหมี่นั้น น่าจะเรียกว่า ลามิเนต  คุณวิโรจน์เคยได้รับคำแนะนำจากท่านชัชวาลย์ ทองวัฒนาเรื่องมีดคุณภาพ
ดีของ  Frosts Mora ซึ่งใช้วิธี Laminated พอไปเห็นวางขายที่เจเจ ก็เลยคว้าหมับมาหนึ่งเล่ม เป็นใบเปลือย แล้วให้
รุ่นพี่ที่ชมรมนักสะสมมีดแบงค์รวงข้าวเอาไปทำด้ามเขากวางมาให้ แล้วมาทำซองหนังใส่เอง  ทั้งสามพ่อลูกตระกูล
" เตี่ยว " จึงได้ยลโฉมมีดลามิเนตของนอกแท้กันในตอนนั้น

k.04
k.05

แล้วเขาก็กรุณาสละเวลาพาเราชมกระบวนการผลิต " ลามิเนต แบบพื้นบ้าน " ของเขา ในการทำ " พร้า " จะเริ่มด้วยการ
ผ่าเหล็กออกเป็นร่อง ไม่ใช่เอาเหล็กสองแผ่นมาประกบกัน  แล้วจึงเผาไฟให้ร้อน แล้วเอาเหล็กกล้าที่เขาเรียกว่าเหล็ก
หัวแดงสอดเข้าไปจริงๆแล้วการสอดไม่ได้นุ่มนวลเหมือนที่พูดแต่เป็นการทุบๆตีๆจนเหล็กกล้าถูกอัดเข้าไปประสานใน
ร่องของเหล็กเหนียว

k.06
k.07

ส่วนการทำ " ขวาน " ก็ใช้วิธีตีเหล็กให้แบนแล้วพับเหล็กตีขึ้นรูปโดยสอดเหล็กกล้าไว้ที่ส่วนคมเช่นกัน หลักๆก็ดังที่เล่า
มานี้ ส่วนขั้นตอนต่อๆไปคือการตีไล่ตีแต่งรูปทรง การตีใบพร้าให้แบนแล้วพับเป็นทรงกระบอกไว้สอดด้าม การเจียร
แต่งคม การลับคมไปจนถึงการตรวจ เช็คขั้นตอนสุดท้าย ทั้งสามพ่อลูก บวกกับหนึ่งขุนค้อนมือสอง รวมเป็นสี่ประสาน
จะแบ่งหน้าที่กันทำงานจนกระบวนการผลิตเสร็จสิ้นลง

 ด้านตลาดก็ไม่ต้องไปหา เพราะลูกค้าจะมารับถึงที่ และยังมีลูกค้าจรหลายรายแวะเวียนเข้ามาซื้อหาระหว่างที่เรา
เยี่ยมชมอยู่ ผมพิจารณาดูแล้วก็บอกได้ว่า " ไม่ใช่หน้าม้า "  เพราะหน้าเหมือนคนพูดไทยชัด สอบสวนดูได้ความว่า
พร้าและขวานของเจ้านี้ใช้ดีใช้ทนจริงๆ เอาไปฟันไม้ไม่สะท้านมือ คมก็ทนดี ไม่ต้องลับเป็นปี

k.08
k.0902

ทางโรงเหล็ก ต้องสต๊อกเหล็กไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอกับงานที่รับไว้ทั้งจากลูกค้าบนเกาะภูเก็ตและต่างจังหวัด
กรรมวิธีเริ่มจากคัดเหล็กเหนียวออกมาตัดเป็นท่อนๆตามขนาด แล้วผ่าออกเป็นร่อง แล้วจึงสอดเหล็กกล้าชนิดเหล็ก
หัวแดงเข้าไปเพื่อทำส่วนคมมีด แล้ว" เตี่ยวเซ้งบ่าน " บุตรชายคนเล็ก ชื่อไทย นายสุวัฒน์  ชื่อเล่น อ๊อด จะคุมงานด้าน
นี้โดยเอาเหล็กที่สอดส่วนคมแล้วไปเผาไฟ ตีนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วตีแต่งให้ได้รูปทรงตามต้องการ

k.10

จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ " เตี่ยวเช้งโห " บุตรชายคนโต ชื่อไทย นายสุเทพ เรียกกันว่า โกโห รับหน้าที่ตกแต่งขัดเจียร
ส่วนใบมีด จนถึงขั้นตั้งคม

k.11
k.12

งานที่ออกมาจะเห็นได้ว่าเป็นแบบหยาบๆ เพื่อการใช้งานอย่างสมบุกสมบันจริงๆ มิได้คำนึงถึงความสวยงามแต่อย่างใด

k.13
k.14

แล้วทั้งหมดก็ต้องมาผ่านมือ " เตี่ยวหงวนจ้อง " หรือแป๊ะหมี่ ในขั้นตอนสุดท้าย แป๊ะหมี่จะตรวจเช็คพร้าแต่ละเล่ม
คัดเอาเฉพาะที่ได้มาตรฐาน นำมา  " ย่าง " อีกครั้ง แกอธิบายว่าจะให้แข็งให้อ่อน ก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้ พอแกย่างได้ที่ก็
จะหยิบเอาพร้าออกมาเอาน้ำหยดใส่พร้อมๆกับพลิกข้อมือไปมาให้หยดน้ำไหลไล่ไปตามคมด้วยความคล่องแคล่ว
ว่องไวและเชี่ยวชาญชำนาญในงานของแก  ผมดูแล้วเพลิดเพลินเจริญหูเจริญตาจริงๆ

k.15
k.16

ไหนๆผมก็บุกไปถึงรังของแกแล้ว จะขอลัดคิวเอาไปเป็นที่ระลึกสักเล่มจะเป็นไรไป  ตระกูลเตี่ยวก็หาได้ปฎิเสธไม่
ช่างอ๊อดเลือกเอาพร้างามๆมาหนึ่งเล่ม  แล้วแป๊ะหมี่ยังได้กรุณาใส่ด้ามให้เสร็จสรรพ แกบอกว่าด้ามไม้นาคบุตร หนัก
หน่อยแต่แข็งแรงดี

k.17

แล้วแกก็ส่งพร้าให้ พอคุณวิโรจน์รับมา แกก็ส่งใบเสร็จตามมา 250.-

k.18

ผมเห็นคุณค่าของงานฝีมือแบบนี้ จะขอซื้อขวานมาในวันนั้นเลย ก็เกรงใจ เพราะที่ลูกค้าสั่งไว้แกยังทำให้ไม่ทัน  ก็
เลยได้แต่สั่งเอาไว้ และลองสอบถามแกว่าจะทำมีดแบบอื่นๆออกมาบ้างไหม แกตอบว่าคงทำไม่ไหว เพราะตอนนี้ก็
ทำไม่ทันส่งอยู่แล้ว ผมลองตื๊อๆดู แป๊ะหมี่ก็ให้ถามกับช่างอ๊อดเอาเอง ช่างอ๊อดบอกว่าจะหาเวลาว่างทำให้ ผมเลย
บอกให้แกทำแบบมีดคุณวิโรจน์

หลังจากนั้นคุณวิโรจน์ก็กลับไปกรุงเทพ ผมแวะไปโรงเหล็ก 22 อีกครั้งในสัปดาห์ต่อมา ได้ซักถามความเป็นมาของ
คำว่า โรงเหล็ก 22 แป๊ะหมี่บอกว่า เตี่ยวก้ายฮ่อง ผู้เป็นปู่คงจะมีเงินมาลงทุนทำโรงตีเหล็กอยู่ 22.-บาทในสมัยแรกตั้ง
ก็เลยเรียกขานกันในชื่อนี้มาตลอด  ส่วนในใบเสร็จรับเงิน ใช้ชื่อ  "  ซิ่นเชียงหลี  " และวงเล็บว่า โรงเหล็ก 22 นั้น ชื่อ
ซิ่นเชียงหลี แป๊ะหมี่ตั้งเอง มีความหมายถึงความทันสมัย ก้าวหน้าอะไรทำนองนั้น

ผมเอามีดที่ผมสะสมไว้ติดรถไปด้วย 3 - 4 เล่ม ผมเอาออกมาวางเรียงบนโต๊ะ ที่ภายในโรงเหล็ก แต่ทั้งๆที่ ทั้งพ่อทั้ง
ลูกทำงานกันอยู่คนละจุด พอแต่ละคนมาที่โต๊ะตัวนั้น ต่างก็หยิบมีดอีเหน็บของลุงแป๊ะ นิลใส แห่งหุบกระทิงเป็นเล่ม
แรกแล้ว ทุกคนชมว่างานดีมาก ตีใบมีดได้ทรงสวยเรียวงาม น้ำหนักดี สมส่วนและคมมาก งานละเอียดแบบนี้คนบ้าน
เราทำไม่ไหว โดยเฉพาะงานเซาะร่องแกะลาย  และหลังจากนั้นผมก็ได้เห็นกรรมวิธีการตีขวานของทีมงาน

k.19
k.20

เขาตีอย่างผู้ชำนาญชนิดหาตัวจับยาก  ไม่ว่าจะกะเวลา กะไฟ กะน้ำหนักค้อน ดูแล้วนุ่มจริงๆ ช่างอ๊อดได้ " ขุนค้อน "
ทำหน้าที่เดี่ยวมือสองเป็นทีมงานที่รู้ใจเข้าทางกันได้เป็นอย่างดี

k.23

ผมสังเกตดูแม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสักปานใด พอถึงจังหวะพักรอเหล็กเผาไฟอยู่ในเตา "ขุนค้อน " มักจะชำเลืองตา
ไปทางขวา แล้วถอนหายใจเบาๆ  ....เฮ้อ......  เนื้อหุ้มเหล็ก

k.24

แหละที่ทำให้ผมตื้นตันใจก็ตรงที่ แป๊ะหมี่ได้กรุณาใส่ด้ามขวานให้ผมด้วยตนเองโดยแต่งด้ามด้วยขวานคู่มือ
ซึ้งจริงๆ  350.-

k.21
k.2202

ทั้งพร้าและขวานงานฝีมือตระกูลเตี่ยวแห่งโรงเหล็ก 22 มีโอกาสได้สำแดงผลงานแล้ว แม้ผมจะยังตามตัวนายแบบ
เจ้าเก่าไม่พบ แต่บังเอิญพายุที่พัดกระหน่ำในฤดูมรสุมทำให้ต้นยอป่าโค่นล้มขวางทางเข้าออกที่บ้าน จำเป็นต้องริด
กิ่งออกและหั่นทอนลำต้นให้สั้นลงพอแบกหามออกไปให้พ้นทางได้ไหว  แล้วทั้งพร้าและขวานชุดใหม่ทำหน้าที่ได้
อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเสียเหงื่อไปมาก แต่งานก็เสร็จอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องฟันซ้ำฟันซาก เพราะความใหม่และ
ความคม ฟันไปตรงไหน  ขาดตรงนั้น

ผมแวะไปที่นั่นอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปราว 2 สัปดาห์ แป๊ะหมี่ยิ้มต้อนรับ บอกว่าช่างอ๊อดอยู่ด้านหลัง เข้าไปซิ

k.25

ช่างอ๊อดหยิบเอามีดที่เตรียมไว้มาให้ผมดู เป็นรูปทรงแบบมีด Frosts Mora ของคุณวิโรจน์นั่นเอง และยังเป็นใบมีด
แบบลามิเนตเสียด้วย งานใบมีดดูดิบๆ แต่ก็ค่อนข้างละเอียด สันมีดหนา ตีไล่เรียวลงมาเป็นชั้น ผ่านการลับคมมาแล้ว
 ผิวใบมีดมีสนิมเกาะบางๆ  มีกั่นมีดทำด้วยเหล็กหนา

k.26

แต่ที่ระทึกใจก็คือ แกทำด้ามไม้รูปทรงเดียวกับด้ามอีเหน็บสำนักลุงแป๊ะแห่งหุบกระทิง ทั้งๆที่แกได้เห็นตัวอย่างเพียง
ชั่วครู่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นใบมีดของคุณวิโรจน์หรือด้ามมีดแบบลุงแป๊ะ วิสัยช่างย่อมจดจำเนื้อหาได้ละเอียดและลึกซึ้ง
ยิ่งกว่าคนวงนอกอย่างเราเป็นอันมาก  ช่างอ๊อดให้ผมไปเคลือบผิวด้ามไม้เอาเอง ส่วนเรื่องสนิมก็ให้ไปขัดออกเองแล้ว
ทาน้ำมันรักษาไว้ ส่วนแป๊ะหมี่ให้ความเห็นว่าเหล็กแบบนี้แม้จะเป็นสนิม แต่ก็มีความคม และรักษาความคมได้ทน
นาน  เล่มนี้แกคิด 400.-

ในภาวะที่ช่างฝีมือลดจำนวนลงอย่างมากจนแทบจะกล่าวได้ว่า ช่างตีเหล็กที่เราเห็นๆกันอยู่นี้อาจเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว
ก็ได้ แม้แต่ตระกูลเตี่ยวนี่ก็เช่นกัน ทั้งลูกของโกโห และช่างอ๊อดล้วนแต่เรียนไปทางวิชาการแผนใหม่ และพ่อแม่ก็ไม่
ยินยอมให้ลูกๆสืบทอดงานแบบนี้อีกแล้ว จะเหลือเวลาอีกนานสักเท่าใดที่เราจะได้เห็น เตี่ยวเช้งบ่านกับขุนค้อนคู่ใจ
บรรเลงศิลปะบนแท่งทั่ง

k.27

อีกนานแค่ไหนที่ เตี่ยวเช้งโห จะบรรจงเจียระไนใบมีด ใบพร้า หรือคมขวาน ให้ชาวสวนชาวไร่ได้ใช้งาน

k.29

ก่อนกลับในวันนั้น ผมถามแป๊ะหมี่ว่า แกภูมิใจอะไรในชีวิต แกตอบว่ามีอยู่ 3 อย่าง
หนึ่ง....คือการคิดวิธีผ่าเหล็กออกแล้วสอดเหล็กหัวแดงเข้าไปใช้ทำส่วนคม
สอง.....ภูมิใจที่ตัดสินใจถูก ในการทำงานเหล็กต่อ หลังจากหมดงานเหมืองแร่ โดยทำพร้าทำขวานให้ชาวสวนได้ใช้
และสาม......ซึ่งผมว่าแกภูมิใจที่สุด เพราะแกจดจำฝังใจ คือเรื่องที่แกออกแบบล้อเกวียนให้วัวสามารถลากข้ามเขา
ป่าตองได้  เดิมเกวียนมีแต่ล้อวงใหญ่ข้ามเขาไม่รอด สมัยนั้นทางข้ามเขาไปป่าตองยังทุรกันดารมาก แกศึกษา
ปัญหาจนเข้าใจ      จึงออกแบบล้อเกวียนให้มีขนาดวงล้อเล็กลง   และวัวก็ลากเกวียนข้ามเขาป่าตองไปได้

k.30

แล้วแกก็ถามผมบ้างว่า กล้องที่ห้อยอยู่ที่คอนี่ราคากี่บาท  ผมชะงักอยู่ชั่วอึดใจ แกเป็นผู้ใหญ่ เมื่อแกถามเราก็จำเป็น
ต้องตอบตรงๆ แต่ Canon ที่สะพายอยู่ที่หน้าอกผมตัวนี้  ถ้าผมบอกราคาไป ทั้งๆที่ผมกำลังอยู่ตรงนั้น อยู่ในสถานที่
ที่แต่ละคนทำงานหนักหนาสาหัส กินแรง กินกำลังและทำงานกันแบบไมได้หยุดได้หย่อน เพื่อแลกกับค่าผลงานแต่ละ
ชิ้น เพียงน้อยนิด ผมไม่อยากจะตอบเลย แต่ผมก็เหลีกเลี่ยงไม่ได้

" สามหมื่นสามครับ " ผมแทบไม่อยากมองหน้าแกเลย แต่ก็ยังเห็นแกถอนใจช้าๆ สายตาเหม่อลอยออกไปยังที่ห่างไกล

" สวัสดีครับ ลาก่อนนะครับ แล้วมีโอกาสผมจะแวะมาอีกครับ " กล่าวจบผมก็หยิบมีดลามิเนตแบบลูกทุ่งเล่มนั้นขึ้นรถ
ขับออกไปทันที

โดย  อินทรี

กรกฏาคม 2548

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com