สุดสองทวีป ตอนที่ 18 : เขาหาว่าข้ากบฏ
ปราบไอ้เสือเมืองสุพรรณ
ธันวาคม พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1883)
“ข้าฝันไปว่าได้เห็นดวงดาวในท้องฟ้านภากาศ ร่วงหล่นลงมาเป็นอันมาก ข้าจึงมีความวิตกไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างใด เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่อยากให้เจ้าจากข้าไปนานนัก เจ้าทำการเสร็จแล้วรีบกลับมาเร็วที่สุด”
ร.5 ทรงตรัสกับพระนายไวยเมื่อเข้ากราบทูลลาไปปราบปรามโจรร้ายเมืองสุพรรณบุรี จากหนังสือประวัติการของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม 1
“ทรงฝันทีไรได้เรื่องทุกทีนะขอรับ คราวห่าลงพวกเราทีหนึ่งละ...อุ๊ย...” ไอ้น้อมเลิกกระซิบกำหัวสูดปากเมื่อ ยอดเขกกะโหลกที่ดันปากเสีย
‘ดาวอย่าเพิ่งร่วงในคืนนี้ดังที่ทรงสุบินเลย จะหมายถึงพวกเราหรือไม่นะ’ นายยอด ดูปองท์ถึงจะผ่านเมืองนอก ไม่เชื่อถือโชคลางยังอดนึกเสียวไม่ได้ เขากวาดสายตาฝ่าคืนเดือนมืดไปยังทุ่งนาเบื้องหน้า ช่างเหมาะในการจู่โจมยิ่งนัก แสงไฟลิบๆลอดหมู่ไม้ปลายนาคือชุมโจรร้ายเป้าหมาย มันมีสักกี่สิบก็คะเนยาก ทหารหน้ามีโหลเดียว แต่พระนายไวยให้เอาโซ่ตรวนมาล่ามโจรตั้ง 50 ชุด คืนนี้คงมีตายกันบ้างละ
“จุ๊ๆ มีคนมา” หลวงทวยหาญขยับปืนชนัยเดอร์ เมื่อกลางวันแกกับยอดนำทหาร ปลอมเป็นชาวบ้านพายเรือพาฝรั่งจากกรุงเทพมาปิกนิค บัดนี้สวมใส่เครื่องแบบติดอาวุธพร้อมแล้วในมือ
“เด็กใหม่ที่ไปสอดแนมน่ะคุณหลวง”
“ลูกน้องใหม่ของครูยอดสองตัวพี่น้องที่ชื่อไอ้เจียนกับไอ้จิต กระผมนึกออกแล้ว แรกเห็นมันแต่งชุดทหารจำไม่ใคร่ได้ ที่แท้ก็ไอ้กะล่อนที่สักตราจักรบนแขนไปหลอกชาวบ้านนั่นเอง”
“มันเป็นคนกรุงเก่าขอรับ ไอ้เจียนคนพี่ดูขรึมๆแต่เจ้าชู้ชะมัด ไปหลอกกินไข่แดงแม่ค้าแถวบางลำพู ส่วนไอ้จิตน้องชายเจ้าสำราญติดหนี้รุงรัง แล้วอ้างเป็นลูกน้องพระนายไวย กระผมเห็นสักตราจักรแล้วนี่จับให้เป็นทหารเสียเลย แทนที่มันจะโกรธกลับดีใจว่าแต่นี้อยู่ในกรมปลอดภัยดีไม่ถูกชาวบ้านรุมกระทืบ” ยอดอธิบาย
“จับทำงานเสียให้เข็ด แต่เราพลาดไม่ได้นะเพราะพระนายไวยสั่งสร้างคุกรอไว้ที่ลานวัดแล้ว พวกกรมการเมืองสุพรรณมันยังไม่รู้ว่าตัวคุณพระนายปลอมลงมาเอง”
ฝรั่งที่นั่งตบยุงเพี๊ยอยู่ถัดไปเตือนให้รู้ถึงความสำคัญในงานครั้งนี้ แกตรวจลูกซองแฝดนกนอกทำในอิตาลี่ เหล็กลำกล้องดามัสคัส ลวดลายงดงามที่ตอนกลางวันแกล้งทำเป็นล่านกอีลุ้มเล่น ให้แน่ใจอีกครั้ง เพราะคืนนี้มันถูกจุลูกสำหรับยิงคน เขาคือ ร้อยเอก พระสารสาสน์พลขันธ์ หรือ เยรินี่ (Colonel Gerolamo Emilio Gerini) ครูฝึกชาวอิตาเลี่ยนที่สั่งไดนาไมท์มานั่นเอง เยรินี่เป็นทั้งนักวิชาการและนักผจญภัย เฉลียวฉลาดสนใจทั้งการทหาร ไปจนถึง ศิลปวัฒนธรรม พอมาได้ไม่นานก็รู้ภาษาไทย และท้องถิ่นตั้งหลายภาษา
“พวกเสือผ่องมันมีราว 50 คน อยู่ในเรือน 4 - 5 หลัง กำลังฉลองการปล้นแถวคลองสองพี่น้องมาขอรับ ร้องรำเมากันเต็มที่ มันคงฉุดผู้หญิงมาด้วยกระผมได้ยินเสียงร้อง” ไอ้เจียนคนพี่รายงาน
“ยามล่ะ”
“มีแค่สองจุด ด้านหน้าชุมโจร กับด้านหลังเป็นคลองที่มันผูกเรือไว้ขอรับนาย”
“เอาไงคุณหลวง” ยอดกังวลว่าโจรเป็นต่อถึงสี่เท่า
“มืดๆมันไม่รู้ว่าเรามีเท่าไหร่หรอก ปล่อยให้มันเมาหลับเสียก่อน” หลวงทวยหาญกำหนดแผนเข้าตีทันที “ครูยอดพาคนครึ่งหนึ่ง เข้าขยายแนวคอยยิงตรึงไว้ในท้องนาหน้าชุมโจรห่างสักระยะ 50 หลา นายอยู่ ซายัน พาเยรินี่เล็ดลอดเข้าทางดงไผ่ด้านข้างจุดไฟเผาส่งเสียงเอะอะขึ้น ถ้ามันมาด้านหน้าพี่ยอดระดมยิงด้วยปืนชนัยเดอร์ได้เร็วกว่าปืนแก๊ปของพวกมันอยู่แล้ว มันเข้าใจว่าถูกล้อมก็คงจะหนีลงเรือด้านหลัง กระผมขอดักซุ่มที่ท่าเรือ เป็นพื้นที่สังหาร”
จ่าน้อม ทหารหน้า
โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้
ตอนก่อนหน้านี้: เจ้าหมื่นไวยวรนาท
ภาพซ้าย ตราสยามสมาคม (The Siam Society) และคำขวัญ วิทยายังให้เกิดมิตรภาพ (Knowledge Gives Rise to Friendship) เป็นสมาคมซึ่ง พระสารสาสน์พลขันธ์ ร่วมกับ Dr. Em.Frankfurter, Mr. A และ Cecil Carter ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2447 ปลายสมัย ร.5 เพื่อศึกษาและส่งเสริม ด้านการวิจัยและการอนุรักษ์ ศิลปศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง สยามสมาคมอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ถนนอโศก ใกล้แยกสุขุมวิท มีทั้ง ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์เพื่อค้นคว้า
ภาพขวา พระสารสาสน์พลขันธ์ ภายหลังกลับรับราชการทหารอีกครั้งได้เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาและไปดูการสร้างปืนใหญ่ของ บริษัทกรุ๊ป (Krupp) เมืองเอสเซ่น เยอรมนี ซึ่งต่อมาเป็นผู้ผลิตปืนใหญ่สำคัญแก่กองทัพบกสยามในปลายสมัย ร.5 ถึง 2 แบบคือปืนแบบ 49 ขนาด 50 มม. และแบบ 51 ขนาด 75 มม.
ความร้ายกาจของโจรก๊กต่างๆย่านเมืองสุพรรณ ทำความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน พ่อค้าวานิชเป็นอันมาก โดยเฉพาะเสือผ่องที่ยอดซุ่มจับนี้ถึงขนาดปิดตลาดท่าน้ำปล้นกลางวันแสกๆก็เคย พวกกรมการเมืองไม่กล้าปราบปราม ปล่อยให้คดีร้องทุกข์สะสมจนล้นศาล พยานที่รู้เห็นถูกข่มขู่หรือฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ครั้นมี ฎีการ้องไปยังกรุงเทพฯ สมุหนายกส่งข้าหลวงมาตรวจ กลับคว้าน้ำเหลวทุกครั้ง หาทำการเด็ดขาดไม่ มาอย่างเจ้าใหญ่นายโตคับแม่น้ำสุพรรณบุรี โจรเลยทราบล่วงหน้าหนีไปทางสิงห์บุรี ชัยนาท เสียก่อนแล้ว เมื่อมานั่งวางท่าให้โจรมันมอบตัวไม่ได้ เลยถือโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว ซ้ำเติมกรมการเมืองและชาวบ้านจนระอา ร.5 ทรงห่วงใยราษฎร จึงใช้กรมทหารหน้าเข้าไปแก้ไข มีท้องตราราชสีห์มอบอาญาสิทธิ์ยัดใส่มือเจ้าหมื่นไวยวรนารถให้ยกพลไปโดยด่วน ระหว่างรอเยรินี่บ่นว่า
“พระนายไวยก็เหลือเกิน แทนที่จะยกทัพใหญ่ราวคลื่นในท้องสมุทร กลับปลอมตัวมาเงียบๆ”
“ท่านไม่ให้โจรและเหล่าเพื่อนในเมืองรู้ตัว ออกสืบไปจนสุดเขตสุพรรณบุรีเสียก่อน พอได้บัญชีรายชื่อ ที่ตั้งชุมโจรโดยละเอียดจึงแยกไปรอเราที่วัดหน้าเมือง” ยอดอธิบาย
“นั่นละที่ฝรั่งอย่างผมไม่เข้าใจว่าทำไมไปสร้างคุกรอที่ในวัด” เยรินี่ถามแต่ยอดไม่ตอบ ก้มดูนาฬิกาแล้วว่า “ไอ้เจียนเอ็งไปจัดการไอ้ยามด้านหน้าได้แล้ว ข้าจะไปคุ้มกันนายฝรั่งเผาเรือนโจร”
เสียงร้องรำทำเพลงเงียบไปแล้ว พวกมันคงนอนหลับใหลอยู่บนเรือน ทั้งสามเลาะไปด้านข้างมีกอไผ่เป็นกำบัง กองไฟที่โจรสุมไว้กลางลานใกล้มอด เห็นเงาตะคุ่มของยามนั่งหลับ อึดใจนั้นมันก็ถูกมือมัจจุราชกระชากหายไป มีเงาของไอ้จิตไอ้เจียนมาทำสัญญาณว่า ‘ทางสะดวกแล้วนาย’
“เผากองฟางหรือยุ้งข้าวดีขอรับ” นายอยู่ ซายันเลือกเป้า
“ลองไอ้นี่ดีกว่า ใช้เสียงให้มันตะลึงไปเลย” เยรินี่คว้าแท่งไดนาไมท์ขนาดย่อมออกมา
“คุณเอามาเล่นด้วยหรือ” ยอดอ้าปากค้าง ชาวอิตาเลี่ยนไม่รอคำตอบจูงนายอยู่ ซายัน ออกไปกลางลาน ฝังแท่งมหาภัยไว้ใต้กองฟืนโยงสายออกมาหลบหลังกอไผ่ทันที
“ผมจุดแล้ววิ่งสุดแรงนะดูปองท์….”
เยรินี่หวุดหวิดจะจุดชนวนอยู่แล้ว ดันมีไอ้โจรหนุ่ม 2 คน ย่องออกจากหลังยุ้งข้าว คลานขึ้นไปบนเรือนใหญ่ของเสือผ่องเจ้าพ่อแห่งชุมเสือ สักพักก็จูงหญิงสาวนางหนึ่งในอาการตัวสั่นงันงกลงมาที่กองไฟ เสียงคนหนึ่งพูดว่า “ไอ้รุ้งมึงเสี่ยงมากนะ ที่ฉกตัวนังลูกสาวกำนันลงจากเรือนพี่ผ่อง”
“โธ่ไอ้เวช แรกกูจับมาเป็นประกัน ครูผ่องเห็นมันสาวแล้วเลยจับทำเมีย กูแย้งเมื่อหัวค่ำกลับหน้ามืดเอาดาบไล่ฟันกูอีก นี่มันเสียสัตย์ขุนโจร เสียบารมีเสือใหญ่หมดแล้ว” โจรที่ชื่อรุ้งตอบ
“งั้นมึงกับกูเอาอีเวรนี่ไปส่งพ่อมันก่อน ค่อยแยกหนีหลบที่สรรค์บุรีดีกว่า พี่ผ่องปั้นเราทั้งคู่เป็นหัวหน้า ดันมาแหกกฎหักหลังแก”
ยังไม่ทันหนีเสือผ่องก็สวมเสื้อยันต์สีแดงถือปืนแก๊ป ออกมายืนที่นอกชานเรือน “ไอ้รุ้ง นี่มึงกล้าทรยศกูหรือ ทีตอนพ่อมึงโดนผู้ใหญ่บ้านเขม่นฆ่าทิ้ง ศาลเขาหันหลังให้ชาวนาซื่อๆอย่างมึง ใครเป็นคนแก้แค้นให้ กูใช่ไหม จะฆ่าพวกมึงเหมือนหมาเลย”
“พี่ผ่อง…”
“ส่วนไอ้เวช ควายมึงถูกนักเลงปล้น เมียโดนขืนใจจนมึงยิงเขาตาย หนีคดีมากูก็ชุบเลี้ยงใช่ไหม”
พวกสมุนเริ่มงัวเงียตื่นขึ้นด้วยเสียงเอ็ดตะโรของลูกพี่และเมื่อพวกโจรแหกคอกอยู่ใกล้ไดนาไมท์นัก เกรงจะแหลกด้วยแรงระเบิด เยรินี่จึงตะโกนเรียกให้หลบ “ไอ้สองคนนั่นหนีเร็ว เราเป็นทหารหลวง”
“เฮ้ย ไอ้ฝาหรั่ง มึงมาทำอะไรที่นี่วะ” เสือผ่องยิงตูมมาที่กอไผ่ทันที ไอ้เวชตกใจหันรีหันขวางที่เห็นนายอยู่ ซายันยิงสวนจากที่ซ่อน แล้วรี่เข้ามาลากมันออกพ้นจากลานได้ เยรินี่ก็จุดชนวนทันที
“ซายัน วิ่งหนีเร็ว…..”
ทั้งหมดเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิต ถึงทุ่งนาก็มีเสียงสนั่นพื้นดินสะเทือน อากาศอัดเข้ากลางหลัง
“บึม…..”
เสียงเอะอะด้วยความตกใจสุดขีดของพวกโจรแว่วมา ไผ่ทั้งกอ เศษดินหินกระจายว่อน มาถึงกลางทุ่ง ยอดวิ่งไปปลอบทหารให้หายกลัว ไล่ให้เข้าประชิดรั้วไม้ซึ่งบางส่วนล้มพังลงมากับลาน
“โว้ย ฟ้าผ่าหรืออะไรกัน” หลังคามุงจากและฝาเรือนเสือผ่องปลิวไปทั้งกะบิ ลูกน้องและบรรดาเมียๆของมันกระโจนหนีผ้านุ่งหลุดเห็นก้นขาวๆหายไปในความมืด เรือนอีกหลังซึ่งอยู่ใกล้แรงระเบิดที่สุด เสาหักล้มครืนกองลงกับพื้น
“ปังๆๆ ไอ้โจรชั่วทหารหลวงล้อมไว้หมดแล้ว” นายอยู่ ซายันตะโกนลั่น พวกไอ้เสือหลายคนคลานออกมาจากซากยกมือไหว้ยอมแพ้ แต่ไอ้ระดับรองคนหนึ่งยกปืนเล็งมา
“ปังๆๆ โอ๊ย...” พวกทหารรุมยิงไอ้เสือจนพรุน พวกที่เหลือวิ่งย้อนไปทางท่าน้ำ ยกเว้นเสือผ่อง พ่อเสือเมืองสุพรรณ ที่เสือก๊กอื่นยอมก้มหัวให้ในความโหดร้าย เห็นนายอยู่ ซายันเผลอยืนอยู่กลางที่โล่งก็หมายสังหารให้หายแค้น ยอดโจนผลักได้ก่อนที่เยรินี่ซัดตอบซัดด้วยลูกซองแฝดทันที
“ตูม” นายทหารฝรั่งเห็นกระสุนจากลำกล้องซ้ายเข้าเป้าแน่ เพราะเสือผ่องผงะล้มไปแล้วกลับลุกขึ้นมาใหม่ จึงซ้ำด้วยนัดในลำกล้องขวา คราวนี้คนยิงขนหัวลุกชัน เพราะเสือผ่องก้นกระแทกแล้วลุกขึ้นยิงสวนราวกับกระสุนไม่ระคายผิว “นี่มันผีหรือเทวดากันแน่ ทำไมไม่ตาย”
“มันใส่เสื้อยันต์ ครูยอดขออะไรที่แรงๆเถิด” นายอยู่ ซายันได้สติ ขอโคลท์ .44-40 กับยอด ขณะที่เสือผ่องโจนจากเรือนหนี ทหารอีกคนแทงสกัดด้วยดาบปลายปืน กลับโดนพานท้ายปืนแก๊ปฟาดหัวทรุดลง
“ตูมๆๆ…ตูมๆๆ” ซายันจอมโหด วิ่งตามไปกดหมดโม่ทั้ง 6 นัดเข้าแผ่นหลังในระยะประชิด คราวนี้มันลงไปกอง นอนหายใจพะงาบๆถึงหนังเหนียวแต่กระสุนแรงสูงหักกระดูกสันหลังยับเยิน มีเสียงปืนหลายนัดดังจากท่าน้ำ แล้วก็เงียบลงได้ยินหลวงทวยหาญตะโกนให้ทหารไปช่วยจับโจรมัด
“โอ๊ย คุณเล่นระเบิดก็ไม่บอก พวกกระผมตกใจแทบแย่” แกเอ็ดครูฝรั่ง “ทางกระผมยิงตายไป 3 คน ที่เหลือจับได้หมด ไอ้เสือผ่องล่ะ”
ชาวอิตาเลี่ยนพลิกศพเสือร้าย คลำดูรอยกระสุนลูกซองที่หน้าอก เห็นแต่เป็นจ้ำๆผิดกับแผ่นหลังลูก .44-40 มีรอยเหมือนถูกของหนักทุบ เยรินี่ครางที่พบร่างไร้บาดแผล รีบถอดเสื้อยันต์ออกมา “คุณ
ซายัน ว่าไอ้นี่หรือที่ทำให้ผมยิงไม่เข้า นี่ไม่ยิงกับมือก็ไม่เชื่อ แปลกเหลือเกิน”
“เสือผ่องมีชื่อเรื่องคาถาอาคมอยู่แล้วขอรับ มันถึงอยู่ได้นานกว่าโจรอื่น” ไอ้เสือรุ้งอธิบายกับ
ซายันอยู่ “นายขอรับกระผมกับไอ้เวชยอมนายแต่โดยดี ขอว่าช่วยส่งอีลำดวนคืนกำนันพ่อมันด้วย”
ยอดซักประวัติทั้งคู่ด้วยความสนใจแล้วยิ้มว่า “เอาเถิดข้ารับเป็นธุระให้เอ็ง”
สายวันรุ่งขึ้น เจ้าหมื่นไวยวรนารถนั่งรอพระราชรักษา ปลัดเมืองสุพรรณที่ศาลาการเปรียญวัดประตูสาร สายน้ำเดือน 12 เอ่อท่วมไปทั่วลานวัด พวกข้าราชการเสือกหัวเรือถึงบันไดศาลา นึกว่าเป็นแค่เด็กนำสารมายืนเฝ้าพานหนังสือท้องตราอยู่คนเดียว ข้าหลวงตัวจริงยังมาไม่ถึง ไม่รู้ว่านี่คือข้าหลวงพิเศษผู้ถืออาญาสิทธิ์ จึงแสดงกิริยาดูหมิ่น
“เออ น้องชายแล้วทำไมให้วัดแปลงศาลาข้างๆนี่เป็นคุกล่ะ” คุณปลัดเอามือไขว้หลังเอียงคอถาม
“ท่านข้าหลวงสั่งขอรับ และขอให้ท่านรอพบ ไม่เกินเพลจะมาถึงพร้อมโจร 50 คน”
“โอ้โห เจ้านายของน้องเก่งปานนั้น เราจะรอดู” ว่าแล้วก็ชวนกันหัวเราะขบขัน
วัดประตูสารที่พระนายไวยไปตั้งกองบัญชาการปราบโจรเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตั้งอยู่ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี สุนทรภู่เคย มาเยือนเมื่อ พ.ศ. 2374 และปรากฏในโคลงนิราศสุพรรณบุรี ในภาพขวา เป็นมุขตลกคะนองของช่างเขียนภาพในโบสถ์รุ่นทวดเป็นรูปนางอัปสรก้นขาวแบบบ้านๆ
ชาวบ้านยังคงเล่าสืบมาจนทุกวันนี้ว่าเคยใช้ศาลาวัดประตูสาร เป็นศาลตัดสินคดีความ ผู้ชำระความ (คงหมายถึงเจ้าหมื่นไวยวรนารถ) มีความยุติธรรมมาก จนคนเกรงกลัว เพียงแต่กั้นเชือกไว้เท่านั้น ผู้ต้องหาก็ไม่กล้าหนี ครั้นเสร็จงาน ศาลก็ยกเลิกไป กลายเป็นศาลาวัดตามเดิม ผู้เขียนเสียดายนักว่าศาลาดังกล่าวได้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว
เลยเพลได้สักสิบนาที ก็มีเสียงแตรทหารมาจากเรือเป็ดลำใหญ่ที่ มีเรือเล็กพ่วงอีกหลายลำ แต่ละลำมีโจรถูกมัดหลังแอ่นมาเพียบ พวกกรมการเมืองตกตะลึงมองหน้ากัน เมื่อหลวงทวยหาญกระโดดขึ้นบนศาลา สั่งต้อนโจรเข้าคุก แล้วให้หามศพเสือผ่องมาวางไว้ต่อหน้าพระนายไวย
“เสือ...เสือผ่องนี่หว่า” พระราชรักษากระโดดหนี
“ได้พวกมัน 50 คนพอดีขอรับท่าน” นายทหารทำความเคารพ
“เอ๊ะ พ่อคุณตกลงคุณเป็นใครกัน”
เยรินี่เติมความพิศวง พูดภาษาไทยเลียนสำเนียงชาวสุพรรณว่า “นี่คือข้าหลวงผู้มีอำนาจเด็ดขาด ท่านเจ้าหมื่นไวยวรนารถไงล่ะ”
ด้วยกิติศัพท์ความเด็ดขาด ซื่อตรง ได้ฟุ้งกระจายไม่เพียงแต่ในกรุง แต่กล่าวขานไปทั่วแผ่นดินสยาม พระปลัดเมืองสุพรรณก็สิ้นอาการวางโต ชวนกันลงนั่งพับเพียบแต้ ปากพร่ำว่า
“พวกกระผมมันคนบ้านนอกไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ขอโทษเถิดขอรับ”
“ฉันไม่ใช่ยักษ์นาคุณพระ ขอขุนศาลระดมชำระคดีเก่าให้หมดใน 3 วัน แล้วค่อยตัดสินพวกนี้”
คณะตุลาการสุพรรณบุรีนั่งชำระความต่อหน้าพระนายไวย ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนย่ำค่ำ มีทหารคอยควบคุมส่งข้าวให้กิน มิให้คนนอกมาติดสินบน ครบกำหนดก็ล้างคดีเก่าค้างปีได้ 558 เรื่อง พวกโจรที่ถูกล่ามในศาลาใกล้ๆได้เห็นการตัดสินโดยยุติธรรมก็ยิ่งยำเกรงพระนายไวย ตลอดเดือนนั้นยอดออกไล่ล่าโจรก๊กอื่นๆ ได้อีกกว่า 200 คน พร้อมกับสืบหาหลักฐานพยานของคดีที่พวกโจรก่อไว้ ครั้นพิจารณาคดีโจรคนใดปฏิเสธว่าพยานฝ่ายผู้เคราะห์ร้ายพูดเท็จ พระนายไวยก็จะมีพยานที่เป็นญาติพี่น้องของโจรนั้นมาพร้อมหลักฐานเสมอ จนพวกโจรยอมจำนนสารภาพโดยสมัครใจ เพราะรู้เสียแล้วว่าตุลาการทำการบ้านมาดีหลอกกันยาก พวกที่ผิดมากก็โดนโทษหนัก ส่งไปประหารที่กรุงเทพฯ ผิดความอาญาอีก130 คน ก็รอใส่เรือกลับมาขังที่กรม พวกผิดน้อยสำนึกได้ก็ว่าตามเกณฑ์ไม่มีลำเอียง ชาวเมืองโจษขานกันถึงความยุติธรรมที่ยากจะได้รับจากข้าหลวงก่อนๆนี้ ส่งผลให้โจรผู้ร้ายตั้งแต่อยุธยาไปถึงราชบุรีหัวหดกันหมด
ครบกำหนด 30 วัน ยอดเข้ามากระซิบพระนายไวยว่า “กระผมขอตัวไอ้เสือรุ้ง กับเสือเวชที่ท่านเอากลับกรุงเทพฯ มาเป็นลูกน้องนะขอรับ”
“ชื่อไอ้สองคนนี่มันระดับหัวหมู่เชียวนะพี่ยอดจะไหวหรือ”
ยอดจึงอ้างประวัติที่สืบได้ว่าทั้งคู่เป็นโจรเพราะแค้นใจที่ความอยุติธรรม ทำให้เสียทั้งนาและพ่อแม่ลูกเมีย ตนเองเห็นว่ามีความดีอยู่ ไม่ใช่ฆาตกรโดยกำเนิด
“มันถูกโบยกว่า 30 ทีแล้วให้มันทำงานอยู่ในคุกสักปีก่อน” พระนายไวยตามใจยอดเสมอ
บังเอิญที่ผู้เขียนๆเรื่องทหารอาสาสมัย ร.5 ให้ปรากฏว่าที่ รร.วัดประตูสารมีอนุสาวรีย์ ทหารอาสาเช่นกัน แต่เป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างให้แก่ นายสิบตรี หรือ รองอำมาตย์โท นิ่ม ชาครีย์รัตน์ ผู้ไปเสียชีวิตที่ฝรั่งเศส
The Great Gentleman
ยอดกลับถึงบ้านไม่ทันพักให้หายเหนื่อย ก็ต้องรีบออกไปเยี่ยมเจ้าคุณปู่ทันทีเมื่อแม่วันบอกว่าท่านป่วยอาการไม่น่าไว้ใจ
“หายไปเสียตั้งเดือนหนึ่ง ข้าอดห่วงว่าจะอยู่ไม่ทันพบเจ้าเสียแล้ว” เจ้าพระยาพระคลังมหาสมบัติทักหลานชายคนเล็กแผ่วๆ ยอดกราบเท้าแล้วเข้าประคองท่านขึ้นนั่งบนเตียง ท่านอาการทรุดหนักจริงๆหลังจากป่วยกระเสาะกระแสะมาเกือบ 2 เดือน ด้วยอายุกว่า 80 ปี เจ้าคุณปู่ที่เคยแข็งแรงกลับซูบผอมลงผิดตา ทานอาหารไม่ใคร่ได้ ผิวพรรณที่เคยตึงราวกับคนหนุ่ม ซึ่งท่านภูมิใจนักหนาว่าเป็นเพราะหมั่นทานส้มเช้งที่แม่ปอกให้ทุกวันนั้น กลับคล้ำและเหี่ยวย่น จากเคยเป็นคนแก่มีความจำดีราวกับ Dictionary เดินได้ กลับต้องคิดเสียครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยเอื้อนออกมาแต่ละคำ กระนั้นท่านยังไม่ยอมวางมือจากราชการ แม้ว่างานบางส่วนโอนให้พี่ชายของยอดไปแล้ว เพราะท่านตั้งใจไว้ว่า “จะทำราชการถวายจนตัวตาย” และดื้อไม่ใส่ใจกับพระราชปรารภ ของในหลวงที่ทรงขอให้พักผ่อน
“ปู่ดีใจที่เอ็งก้าวหน้า เป็นถึงกัปตัน (ร้อยเอก) หลวงจัดกระบวนพล อยู่กับคนดีเช่นพระนายไวย ย่อมชักนำเราไปในทางที่เจริญ เจ้าจงบากบั่นทำงานให้เขาเต็มกำลังนะ”
คำว่า “ปู่” จากปากของท่านทำให้ยอดชื่นใจสุดจะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายได้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ท่านเอ่ยคำนี้กับเขา และเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสรับใช้ ได้สัมผัส ประคับประคองตัวตนของท่านอย่างใกล้ชิด ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้เจ้าคุณปู่จะวางตนห่างจากเขาไกลลิบ แต่ยอดก็รู้ได้ว่าสายตาของท่านลอบดูเขาด้วยความเมตตา และเหมือนท่านจะรู้ถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของเด็กกำพร้า ที่ไม่เคยได้ถูกโอบกอดหรือเล่นหัวกับพ่อ จึงมีแต่ท่านที่คอยถามถึงการเรียนอันไม่ได้เรื่องของหลานชาย หรือไม่ก็เรียกมาช่วยคัดหนังสือแม้จะต้องทนถูกท่านผู้หญิงติเตียนก็ตาม
ดังนั้นยอดจึงแอบมีเจ้าคุณปู่ไว้เป็นหลักยึดเหนี่ยวในใจแทนพ่อเสมอมา และเมื่อไม่เคยมีโอกาสได้แสดงออกดังลูกพึงมีกับพ่อบังเกิดเกล้า การได้รับใช้สนองพระคุณเจ้าคุณปู่ ได้เพียงเท่านี้ ยอดก็รู้สึกว่าความรักเคารพซึ่งถูกอัดอั้นมานับสิบปี กำลังไหลทะลักออกมาจากเบื้องลึกของหัวใจ แม้ว่ามันจะช้าไปหน่อยก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาส
“ทำไมใต้เท้ามั่นใจกับพระนายไวย ทั้งที่ไม่เคยพบตัวขอรับ”
“เอ้อ…ปู่รู้ซิ เมื่อพ่อของพระนายไวยตายลง เขามาขอให้สอบบัญชีเบิกเงินหลวงตามธรรมเนียมโบราณ เอ็งก็รู้อยู่ว่าคนอื่นๆเขาเลี่ยงกันทั้งนั้น พวกผู้ใหญ่หัวเราะเยาะว่าไอ้หนุ่มนี่หาเรื่องใส่ตัวดีแท้”
“ท่านกล้า จนบางทีเหมือนชอบท้า แล้วผลเป็นเช่นไรขอรับ”
“พอข้าถวายรายงาน ก็ทรงประกาศเชียวว่า พ่อของพระนายไวยเห็นควรเป็นเยี่ยงอย่างขุนนางทั้งหลาย เงินทองเรียบร้อยไม่ขาดตกเลย ทรงว่า ชื่อเสียงขาวดั่งปีกนกยาง”
“พ่อท่านสอนไว้ก่อนตายขอรับ ว่าชีวิตนี้อย่าทิ้งหลัก 3 ประการ หนึ่งคือ กตัญญูรู้คุณคน สอง ไม่ข่มเหงผู้ใดก่อน และ สาม ทำผิดให้รับผิดห้ามพูดเท็จ กระผมคิดว่าการที่พระนายไวยกำพร้าและในหลวงทรงรับอุปการะ ท่านจึงถือว่าทรงเป็นพ่อ ขอมอบกายถวายชีวิตให้ ไม่คิดถึงลาภยศใดๆนับแต่นั้นมา”
“อย่างนั้น ไม่เอาลาภยศ” เจ้าคุณปู่จิบน้ำด้วยมือสั่นเทา “ข้าเองยังนับถือ รู้ไหมทรงให้โอกาสพ่อหนุ่มคนนี้ร่ำรวยเป็นกงสีศิลา (ผู้ผูกขาดการขายแผ่นหิน ซึ่งขณะนั้นเป็นสินค้าควบคุม กงสีมีสิทธิ์เก็บส่วนต่างหรือผลกำไรจากหินที่ขายได้แผ่นละ 1 บาท เข้ากระเป๋า โดยไม่ต้องส่งหลวงจากราคาทุนแผ่นละ 6 สลึง) แกกลับปฏิเสธเงินเป็นหมื่นๆ ชั่ง ทูลว่าจะเป็นกงสีให้แต่ขอรับเงินเดือนทหาร 80 บาทเท่าเดิม ค่าหินค่ากรวดไม่ขอรับทั้งนั้นส่งให้ปู่เข้าคลังหมด”
“ในหลวงคงทรงต้องการตอบแทนที่พระนายไวยทำงานยากๆ ลุล่วงทุกครั้งขอรับ ไม่ว่าตั้งมิวเชี่ยม ฟื้นฟูวังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ลพบุรี ไหนจะไปเป็นทูต งานที่ท่านริเริ่มในสยามก็มี เช่น ตั้งโรงเรียนนายร้อยวังสราญรมย์ ตั้งกรมเด็กชาไว้ใช้ในพระที่นั่งจักรี ใช้เครื่องบดอัดพื้นถนนอย่างอังกฤษ พอขุนนางใดเลี่ยงงานยากๆ ที่ทำไม่เสร็จหรือเสี่ยงก็โยนมาที่พระนายไวยทั้งนั้น เช่น คุมการตกแต่งวังและวัดพระแก้ว ตั้งกองดับเพลิง จัดระเบียบกองทหารหน้า และจัดตั้งโรงเรียนหลวงที่วังสวนอนันต์ นับไม่ถ้วนเลยขอรับ” ยอดเผลอชมนายของตน
“ปู่อยากพบเอ็งก่อนตายเพราะเหตุนี้ ครั้งพระนางเรือล่ม ทรงเสียพระทัยไม่เสด็จออกว่าราชการ ทรงยอมให้พระนายไวยคนเดียวเฝ้าถวายยาและอารักขา...” ท่านเริ่มไอและหอบแสดงอาการเหนื่อย จนยอดขอให้พัก “คนมันจะคอยจ้องหาเรื่องด้วยริษยา การเป็นคนโปรดน่ะเสี่ยงนัก ยิ่งนิสัยเขาชอบท้าทาย เจ้านายเอ็งจะต้องหัดอดทนไว้”
“เอ….นี่ใต้เท้าปิดบังอะไรอยู่นะขอรับ” ยอดชักเอ่ะใจ
เจ้าคุณปู่นิ่งไปนานก่อนเอ่ยว่า “พระนายไวยเป็นคนทำงานดุดัน มุ่งผลงานเป็นที่ตั้ง หากพบอุปสรรคกั้นขวางทาง แทนที่จะเลือกอ้อมไปทางอื่น กลับคิดข้ามไปให้ได้ตามประสาคนหนุ่ม เอ็งเคยสงสัยไหมว่าโจโฉในเรื่องสามก๊ก เหตุใดจึงถูกหาว่าร้ายกาจ คนเกลียดทั้งแผ่นดินทั้งที่เมื่อยังหนุ่มก็รับราชการ เด็ดขาด และซื่อสัตย์”
“เพราะพวกเล่าปี่แกเขียนยกย่องแต่พวกตนให้เป็นพระเอกกระมัง ใต้เท้าไขให้กระผมทราบเถิดขอรับ” ยอดเองเคยรู้จากแซลลี่ว่า
‘โจโฉนิสัยเป็นผู้นำ ร่าเริง กล้าออกรับหน้าแทนเพื่อน และไม่น่ามีใจอำมหิตเพราะประพันธ์โคลงกลอนได้ระดับกวีชั้นครู น้ำใจเช่นนี้ชวนคนรักเคารพยอมตายแทนได้ พระนายไวยดูจะคล้ายกันอยู่’
“เพราะโจโฉทำงานแข็งขันเกินไป ไม่ไว้หน้าคน ยิ่งในเมืองเรามันไม่ถูกนิสัยคนไทย มีแต่สร้างศัตรูรอบด้านน่ะซิ ใครที่พอมีตำแหน่งใหญ่ได้ถืออาวุธของแผ่นดิน ก็อาจถูกหาว่าเป็นกบฏเหมือนโจโฉในสามก๊กเอาง่ายๆ” เจ้าคุณปู่ให้ความเห็น
“ใต้เท้า…หรือว่า” ยอดผงะนี่เกิดอะไรขึ้นแล้วขณะที่เขาไปปราบโจร
“ไม่ผิดดอกไอ้ยอด ข้าได้ยินกับหู ในที่ประชุมขุนนาง ท่านกรมวังตรัสหาว่านายเอ็งและพวกเอ็ง คบคิดจะเอาดินระเบิดซุกไว้ใต้วัดพระแก้ว ในงานพระราชกุศล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรปการกับเจ้านายหลายพระองค์ปรามแล้วก็ไม่หยุดพูด ดูจะมีคนเชื่ออยู่ใช่น้อย เจ้าควรเตือนพระนายไวย ใช้ปัญญาช่วยแก้ปัญหาและระวังตัวไว้มากๆ”
ถึงยอดจะงงงันกับข่าวนี้ เขายังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเจ้าคุณปู่ทุกวัน ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ อุ้มท่านอาบน้ำชำระตัวโดยไม่รังเกียจ ทำทุกอย่างเท่าที่มีปัญญาทำ แม้ถูกค่อนแคะจากบ่าวไพร่และพี่ชายว่า
‘ยังไม่ทันตายแร้งก็มารอลงแล้ว’
ขุนนางผู้เฒ่าอาการเพียบหนักขึ้น สังเกตว่าท่านเริ่มสูญเสียความจำ พูดซ้ำซากและอารมณ์เสียง่าย
“กระผมพาหมอเทียนฮี้มาดูใต้เท้านะขอรับ”
“ไม่เอาละ ยุ่งยาก...” ท่านขาแข็งเกร็งได้แต่ สะบัดแขนอย่างหัวเสีย “ริยำแท้ เดี๋ยวนี้ปู่ลุกขึ้นว่าราชการไม่ไหวแล้ว อุ้มไปขึ้นเสลี่ยงทีซิไอ้ยอด….พระนายไวยถูกกล่าวหาไม่ใช่รึ ข้าต้องไปช่วย”
“โธ่…ใต้เท้าพักดีกว่าขอรับ พระนายไวยสบายดีอยู่ อย่าห่วงเลย คนชั่วจะทำอะไรคนตั้งใจรับราชการได้” เขาปลอบเอาผ้าแพรห่มให้ ท่านหลงจริงๆ
“กูไม่พัก ก่อนนี้มีขุนนางสุมหัวคิดใช้จ่ายโดยมิชอบ ข้ายังให้บ่าวมันหามไปขวางกลางที่ประชุมเลย แกต้องสู้ไอ้พวกนี้ นะเจ้ายอด สู้ด้วยเหตุผล คนเขาจึงจะรับฟัง ถ้ามัวเกรงมันจะได้ใจหาเรื่องไม่หยุด คนไทยน่ะเข้าใจผิดๆว่า ถ้ากูเป็นคนดีนั่งสวดมนต์ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนก็ได้ คุณพระคุณเจ้า สวรรค์นรกจะจัดการไอ้พวกชั่วเอง อย่างนี้ผิด เพราะคนชั่วสันดานมันพาลรังแกไอ้พวกคนดีหมด” ท่านเริ่มร้องไห้ ยอดแน่ใจว่าท่านเคยต่อสู้รักษาประโยชน์ให้แผ่นดินมามาก คืนนั้นยอดไม่กลับค่าย นอนเฝ้ากับแม่ที่ปลายเตียง จนท่านละเมอลุกขึ้นเรียกกลางดึก
ทหารญวนชุดแดงอย่างที่ดาบหลูบเงินเคยใช้สังหารในศึกสมัย ร.1 ตามมาหลอนจนได้
“ปู่ฝันว่า ไอ้ทหารญวนใส่เสื้อแดงรุ่มร่าม มีหมวกงอบแหลมๆ ถือกระบองเหล็กยาว ตาแดงพู่ยอดหมวกก็แดงมายืนอยู่ที่ปลายเตียง ตรงนี้...นี่แกเห็นไหม”
ยอดขนลุกเกรียว ตำนานดาบหลูบเงินเพิ่งออกจากปากของท่าน แม่ร้องไห้กระซิก จนยอดต้องให้ไปนอนอีกห้อง เขาจุดตะเกียงดวงน้อยชวนขุนนางผู้ชราคุยเพราะเห็นว่าไม่หลับแน่
“ไอ้ยอด มีแต่เอ็งกับแม่ที่รักและกตัญญูต่อปู่ พี่ชายเอ็งพอได้ตำแหน่งแทนปู่ ก็ไม่มาเหลียวแล ถือว่าท่านผู้หญิงเขาเทมรดกให้ท่วมหัวมันไปแล้ว ก็มือเติบมีเมียไปทั่ว”
“ช่างเถิดขอรับ แค่มานอนเฝ้าคนเขาก็ว่ากระผมหวังสมบัติท่านเข้าแล้ว” ยอดเสียงครือ
“ข้าไม่เชื่อ แกทำบุญมาดีได้เมียดี ราชการก้าวหน้าข้าภูมิใจแล้ว” ดูเหมือนท่านจะมีอาการฟื้นขึ้นมาชั่ววูบหนึ่ง “ไอ้ยอดเอ๋ย…ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเจ้า ที่คอยครุ่นคิดน้อยใจว่ากูนี้ เขาเก็บมาเลี้ยงแต่ไหน มันบั่นทอนสติปัญญาเอ็งรู้ไหม”
“ใต้เท้า…ช่างหยั่งรู้ใจกระผมลึกซึ้งนัก” ยอดก้มหน้าตอบ
“จะเอามาเป็นปมด้อยทำไมกัน ถ้าไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของข้า แล้วทำไมท่านต้นตระกูลจึงคอยเวียนมาห่วงใยเจ้าเสมอ ทำไมดาบของท่านจึงตามไปปกปักรักษาชีวิตเจ้าถึงมะริกา” ท่านตบเบาๆที่กระหม่อมของเขา “ที่ข้ารู้ถึงใจเจ้า เพราะข้าเองเคยตกที่นั่งเดียวกันมาก่อน ไม่สงสัยดอกหรือว่าเหตุใด
ทูลกระหม่อม (ร. 4) รักใคร่จะยกให้ปู่เป็นเจ้า”
“ใต้เท้าเล่าว่าเคยวิ่งเล่นพร้อมๆกับ คอยเป็นพี่เลี้ยงพระองค์มาจนครองราชย์….”
“ไม่ใช่… มีปริศนาในครอบครัวเราที่เจ้าฟังไว้เล่นๆนะ ธรรมเนียมแม่ทัพโบราณเมื่อออกศึกนั้น ท่านห้ามไปมีลูกมีเมียในแดนศัตรู เกรงจะเสียการใหญ่ แต่เรื่องพรรณนี้เป็นธรรมชาติ ท่านที่ไปก็เผลอตัวได้ทั้งนั้น แม้แผ่นดินก่อนๆนี้ ก็ได้บาทจาริกาเชลยแล้วแอบมาฝากญาติพี่น้องให้เลี้ยงแทนเช่นกัน ตั้งแต่เด็กแล้ว ทรงเห็นใจที่ข้าเหมือนกำพร้า มีคนคอยค่อนแคะว่าเขาเก็บมาจากแม่ที่เป็นเชลยลาว”
“ใต้เท้าจะว่าอาจไม่ได้เป็นลูกหลานแท้ๆของท่านต้นตระกูล แต่เป็นของ…” ยอดไม่กล้าเดาต่อ
“ถึงทรงเห็นว่าข้าควรเป็นพระองค์เจ้ามากกว่าเจ้าพระยาไงเล่า”
“มันเจ็บปวดใช่ไหมขอรับ…แต่กระผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว…ที่มีท่านเข้าใจ”
“บอกแล้วไงว่าฟังเป็นนิทาน จะไม่เชื่อก็ได้”
ชีพจรชีวิตของเจ้าพระยาพระคลังมหาสมบัติอ่อนลงอย่างช้าๆ ก่อนสิ้นลม ท่านพึมพำเพียงว่า
“ไอ้ญวนมันยืนกวักมือเรียกให้ปู่ตามไปแล้ว”
ท่านจากยอดไปตอนเช้ามืดด้วยอาการสงบ เขาตอบแทนพระคุณบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เคยสอนเขาว่าการให้อภัยเป็นสมบัติของผู้ดี เป็นครั้งสุดท้ายด้วยการช่วยชำระล้างแต่งตัว อุ้มท่านนอนบนเตียงจนเรียบร้อยแล้ววางรูปถ่ายที่ ร.5 เคยทรงส่งหลวงฉายาสาธิตลักษณ์ (จิตร) มาถ่ายภาพท่านไว้ในชุดเต็มยศ พร้อมสายสะพายเครื่องราชย์ และอีกภาพในชุดโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อถือไม้เท้าไว้ที่โต๊ะหัวเตียง แล้วก้มกราบแทบเท้าก่อนเดินลงเรือนด้วยน้ำตานองหน้า แสงแดดเช้าวันใหม่ส่องลงมาสว่างทั่วชานเรือนเหมือนจะเตือนว่าฉากใหม่ในชีวิตที่ดุเดือดยุ่งยากกว่าเดิมยังรอเขาอยู่
‘ท่านคือ The Great Gentleman โดยแท้ แต่นี้ไปไอ้ยอดจะก้าวต่อไปโดยไม่มีท่าน’
เหล็กในของแม่ผึ้ง
นับแต่แม่ผึ้งคนงามนำเรื่องไดนาไมท์เป็นช่องทางกลั่นแกล้งพระนายไวยและพวกของยอด ช่วงที่ยอดไปปราบโจรได้แล้ว หล่อนก็ทำท่าเป็นขงเบ้งนั่งดีดขิมอยู่บนหอ แฮ่ๆ…จ่าว่าที่ถูกก็คือ แอบจิบไวน์ ดีดเปียโนอยู่ที่บ้านตึกสีขาวของเจ้าหล่อน ดูชาวบ้านทะเลาะกันอย่างสบายอารมณ์นั่นแหละ
ผึ้งหัวเราะเมื่อนึกถึงวันที่ดอดไปเฝ้าจุดประกาย ให้เสนาบดีวังว่า “โถ…ผึ้งแทบนอนไม่หลับ ได้แต่พลิกไปพลิกมา อยู่บนเตียงคนเดียวมังคะ ก็จู่ๆทรงให้พระนายไวยเป็นผู้ถืออาวุธของแผ่นดิน หรือว่าเจ้าพระยากลาโหมสมัยกรุงเก่า คงกลับชาติมาเกิด เพื่อลองแย่งราชสมบัติอีกสักครั้งนะมังคะ”
“มันเป็นไพร่ก็น่ากลัวนะ จะวางใจได้อย่างพระญาติเช่นข้าอย่างไรได้” ท่านกรมวังยังหนุ่มแน่น เมื่อสาวงามช่างเจรจามาเฝ้าถึงในวัง สองต่อสอง ก็นึกเตลิดเปิดเปิงบ้างหรอก เพราะแม้จะมีผัวแล้วผึ้งกลับเปล่งปลั่งกว่าเดิมไปทั้งตัว เมื่อไม่ต้องทำงานหนักเหมือนอยู่วังหน้า
“ลองชิมขนมนี่ซิมังคะ ผึ้งทำมาให้เสวยกับมือ” แม่ตัวร้ายชายตายิ้มเย้ายวน กระเถิบยื่นจานของว่างไปใกล้แล้วแกล้งจีบนิ้วเรียวงาม หยิบขนมให้กับพระหัตถ์ท่านกรมวังหนุ่ม พลางสูดหายใจเข้าแรงๆแล้วผ่อนลมออกให้เนินอกอวบขยับขยายเป็นจังหวะ ล้นพ้นขอบผ้าสไบหลวมๆ ชายตาบอดเท่านั้นที่จะไม่ลอบมอง
‘แหม ดูซิ จ้องเอาๆราวจะให้ทะลุไปก้นทรวงผึ้ง มีดีก็ต้องอวดกันบ้าง’ หล่อนนึกคะนอง
“เออ แม่ผึ้งนี่มีขนมดีๆมาฝากถูกปากข้าอยู่เรื่อย” กรมวังถอนใจเฮือก กลืนขนมอย่างยากเย็นเมื่อเต้าเต่งคู่นั้นเบียดดิ้นไปมาระหว่างร่องอกลึกห่างแค่เอื้อม
“ผึ้งยังมีข่าวจากเพื่อนในวังหน้าถึงแผนร้ายนะมังคะ” หล่อนเงยคาง ปรือตาทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จ “ทุกข์ใจเหลือเกินเห็นแต่ท่านเท่านั้นเป็นเจ้านายที่สยามจะพึ่งพาได้”
“แผนเกี่ยวกับไดนาไมท์งั้นหรือจ๊ะ” กรมวังเผลอก้มลงให้กระซิบใกล้ๆหน้าแทบสัมผัสกัน นึกว่าเคราะห์กูยังดีที่อีพวกหม่อมเล็กๆไม่โผล่มาตอนนี้
“ได้ยินมันว่าไดนาไมท์ นี้มีแต่กลุ่มมันที่ใช้เป็น ก็นายเยรินี่เป็นครูสอนอาวุธอยู่แล้ว นายยอดก็คงเคยใช้รบในอเมริกา ไอ้คนโน้นก็จบเอ็นจิเนียร์จากอังกฤษ แค่วางดินวางชนวนไว้ใต้ปราสาทพระเทพบิดร พอพระนายไวยออกมาโบกสัญญาณ ว่าเสด็จมาในพระราชพิธีแล้วพร้อมขุนนางผู้ใหญ่ ตูมเดียวพระนายไวยก็ได้ทุกอย่าง ทหารในมือเพรียกพร้อม ใครจะไปกล้าค้าน…”
“ชะช้า โอหังนักเรื่องนี้ต้องพูดในที่ประชุมขุนนาง แต่ข้าเจ็บใจที่ยังทรงปกป้องมันอยู่”
“ตรัสอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องนำอะไรมาอ้างเป็นหลักฐานซิมังคะ”
“ดูฝีมือข้าเวลา ในหลวงเสด็จพระพุทธบาทก็แล้วกัน” เจ้านายหนุ่มผู้ยึดความริษยาเป็นที่ตั้ง หัวเราะลั่น “ข้าละอิจฉาท่านเจ้าคุณผัวแม่ผึ้งจริงๆที่มีเมียทั้งสวยทั้งฉลาด”
“เจ้าคุณสามีหลงรัก เพราะท่านเมตตาผึ้งว่าได้รับการอบรมดีจากเสด็จมังคะ” ผึ้งทูลฉอเลาะพลางยกบทกลอน ตอนนางศรีประจันสอนนางพิมก่อนแต่งงาน ในเรื่องขุนช้างขุนแผนมาเปรียบเทียบว่า
“เนื้อเย็นจะเป็นซึ่งแม่เรือน
ทำให้เหมือนแม่สอนมาแต่หลัง
เข้านอกออกในให้ระวัง
ลุกนั่งนบนอบแก่สามี…..”
“ผัวของหม่อมฉันชอบกับข้าวทุกอย่างที่ผึ้งทำ ถูกปากไปหมด....มังคะ ทานจุ๊จุ ห๊ามห้ามก็ไม่ฟัง” หล่อนชายตามองแล้วก้มหน้าหลบเห็นแก้มออกแดงๆ กัดริมฝีปาก ทูลยั่วถึงฝีมือปรุงกับข้าวชาววังสูตรเด็ดด้วยเสภาบทนั้นต่อไปว่า
“เจ้าคุณท่านแก่แล้วผึ้งก็ต้อง….. อุตส่าห์จำทำให้ผัวกินลอง
ล้วนแต่ของมีกำลังทั้งสามสิ่ง
ทำให้กินเนืองเนืองเปรื่องจริงจริง
ทุกสิ่งของแท้เป็นแน่นอน”
“โอ้โฮ…..” กรมวังครางพระเนตรดูล่องลอย แม่เจ้าประคุณจึงว่าต่อ
“ทำให้กินทุกวันหมั่นสำเหนียก
แม้ (เจ้าคุณ) อ่อนเปียกก็จะแข็งเป็นไม้ท่อน
พอตกค่ำขึ้นท้ายไม่หลับนอน
พายเรือคอนเหยาะเหยาะจนเคาะระฆัง…..(ไปคดเอาเองนะมังคะ)”
“ผู้ชายทานมากก็มีพละกำลังมาก....อื้ม.... ผึ้งเป็นเมียทัดทานไม่ไหว ต้องตามใจท่านมังคะ เสียแต่ว่าตอนนี้เจ้าคุณท่านล้มป่วยอยู่เรื่อย”
เมื่อแม่ผึ้งทูลลากลับไปนั้นกรมวังหนุ่ม รู้สึกว่ากายมันร้อนวูบวาบผิดปกติ จนขยับพระเพลานั่งให้เรียบร้อย นึกเล่นๆว่า ‘กูเองก็อยากป่วยอย่างผัวนังผึ้งนี่เหลือเกิน’
“ผมลาออกดีกว่า มันเป็นความผิดที่ผมแอบเอาไดนาไมท์เข้ามา ทำไมพระนายไวยกับพวกเราต้องรับเคราะห์ไปด้วย” รอ.พระสารสาสน์พลขันธ์ หรือ เยรินี่ ร้องอย่างผิดหวังเมื่อยอดเล่าเรื่องในที่ประชุมขุนนางให้ฟัง
“น่าเสียใจที่สยามเลี้ยงขุนนางไร้ค่าไว้คอยริษยาอาฆาตคนที่เขาอยากเห็นบ้านเมืองก้าวหน้า พระนายไวยให้สิ่งดีๆแก่กองทัพนับไม่ถ้วน แต่กลับมาถูกให้ร้ายป้ายสี”
“ใจเย็นลงเถิดเยรินี่ คุณทิ้งบ้านเกิดมาตั้ง 3 ปี ถ้าลาออกแล้วจะไปทำอะไร” พระนายไวยกังวล
“คุณหมอสมิธท่านตกลงให้เยรินี่ไปช่วยงานหนังสือพิมพ์แทนกระผมขอรับ” ยอดหาทางไว้แล้ว
“ขอบคุณคุณดูปองท์ ผมจะวิจารณ์ไอ้พวกถ่วงความเจริญให้หนักทีเดียว” แกพูดเป็นภาษาไทยฉอดๆ “ในยุโรปเรามีวัฒนธรรมยกย่องคนที่ทำดี ยิ่งใครเสียสละเป็นวีรบุรุษ ก็สร้างอนุสาวรีย์ไว้ทุกเมือง แต่ในสยามคนทำดี ทำมาก ตายไปก็ถูกลืม ที่ยังอยู่รังแต่จะถูกนินทาว่าร้าย ถูกใส่ความว่าทำเพื่อหวังผลส่วนตัว หรือ มีเจตนาร้ายแอบแฝง ก็ไอ้พวกคนชั่วนั่นละชอบทำดีแต่เอาหน้า มีเบื้องหลังตลอด แล้วคิดว่าคนอื่นเขาเลวเช่นตน จริงอยู่ผมเอาไดนาไมท์มาไม่ได้ขออนุญาตก่อน แค่นี้กลับไปชี้ว่าพระนายไวยเป็นหัวโจกคิดการกบฏ ไอ้คนฟังก็ไร้สมองแทนที่จะใช้เหตุผล ลืมถามให้แน่ กลับเอามาพูดกันสนุกปากนอกห้องประชุม ไม่มีความรับผิดชอบ...อ๋อนี่ซิคุณจึงมีสุภาษิตว่า ทำดีอย่าให้เด่นจะเป็นภัย”
เยรินี่ยังพูดอะไรอีกมากด้วยอารมณ์ร้อนแรงของชาวละตินจนยอดนึกขำ ‘สนุกละโว้ย มาอยู่เมืองเราไม่นานรู้จักสุภาษิตไทยด้วย แกยังรู้ภาษามคธ แตกฉาน เชี่ยวชาญโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของเรายิ่งกว่าคนไทยเสียอีก นี่ยังไม่ทันทำหนังสือพิมพ์ปากคอขนาดนี้ ราชการไทยเห็นจะสะเทือนเป็นแน่’
“มันอ้างลอยๆ ทั้งนั้นไม่มีทางกราบทูล แก้ตัวหรือขอรับ” หลวงทวยหาญอารมณ์พุ่งจี๊ด
“กรมหมื่นเทวะวงศ์ฯทำหนังสือกราบทูลให้แล้ว ทรงปรามว่ายิ่งโต้กันก็ยิ่งแตกแยกยิ่งขึ้น เหตุนี้ฉันขอนิ่งเป็นดีที่สุด ว่าไปเสนาบดีกรมวังที่หาเหตุก็เป็นถึงพระญาติผู้น้อง ไอ้เรามันแค่ขี้ข้าจะไปสู้อะไรเขาได้” พระนายไวยกล่าวอย่างน้อยใจ
“ชอบหาเรื่องดีนักถ้าบ้านเมืองเกิดศึกอย่ามาขอให้กูช่วยก็แล้วกัน” ยอดแค้นใจนัก
“พี่ยอดอย่าพูดบ้าไปเลย รอดูไปก่อนเถิด” พระนายไวยหันมาดุ
…และแล้วสิ่งที่ยอดระแวงที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2426 ขณะที่ ร.5 เสด็จประพาสพระพุทธบาทสระบุรี ในวันมาฆบูชา ก่อนเสด็จนั้น ทรงห่วงพระนายไวยว่าจะวางตัวลำบาก ต่อหน้าขุนนางเพราะข่าวลือว่าคิดกบฏ จึงทรงตรัสว่า
“อยู่ที่กรุงเทพฯเถิด ให้นายจ่ายวดผู้ช่วยราชการกรมทหารหน้า คุมทหารขึ้นไปแทนตัวเจ้าก็ได้”
ดังนั้นยอดจึงต้องมาตั้งค่ายรอบๆที่ประทับที่พระพุทธบาท เพื่อถวายอารักขากับนายจ่ายวดตามลำพัง ยังไม่ทันเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบำเพ็ญพระราชกุศลบนมณฑป ไอ้น้อมก็วิ่งมารายงานว่า
“มีคนบ้าขึ้นไปบนเขาโพธิ์ลังกาขอรับ กระผมตามไปจะจับตัว มันกลับเอาก้อนหินปาลงมา”
“เกือบจะ 3 ทุ่ม ใกล้เวลาเสด็จแล้วนี่” ยอดเห็นคับขันก็หันมาสั่ง ร้อยโทหรุ่น ซึ่งมาด้วยกันว่า “คุณเฝ้าที่หน้าค่ายหลวงข้างล่างนี่ไว้อย่าทิ้งไปไหนนะ กระผมจะพาทหารแยกขึ้นไปจับ”
ไอ้เจียนไอ้จิตพายอดไต่เลาะไปในความมืด แสงจันทร์วันพระขึ้น 15 ค่ำ พอมองเห็นเงาของคนบ้าที่ยืนอยู่บนชะโชกหินก้อนใหญ่กำลังขว้างหินลงไปที่ร้อยโทหรุ่นถือปืนเฝ้าทางขึ้นเขา
“เฮ้ยหยุด ลงมาเสียดีๆ” ไอ้น้อมป้องปากตะโกน แต่ไอ้นั่นหันมาขว้างหินเฉียดหัวยอดไป
“มันยืนบนนั้นเดี๋ยวก็ตกลงมาคอหัก พวกเอ็งปีนอ้อมไปอีกด้านดีกว่า”
พอพ้นมุมซอกหินแคบๆทันใดนั้นเงาคนกลุ่มหนึ่ง พุ่งออกจากที่ซ่อนหวดไอ้จิตด้วยท่อนไม้
“พลั่ก โอ๊ย”
“ไม่ใช่คนบ้าเสียแล้ว นี่มันมีตั้งหลายคน” ยอดร้องได้เท่านั้นอีกคนก็ทิ่มหมัดเข้าที่คางจนล้มลงเกือบกลิ้งตกเขา เขาชักปืนโคลท์ซิงเกิ้ลแอ๊คชั่นโดยสัญชาติญาณ
“กริ๊ก” เสียงง้างนกของมันคืนความมั่นใจแก่เจ้าของได้ชะงัดนัก พลันฉุกคิดได้ว่าใกล้ที่ประทับเกินไป จึงได้สติไม่กล้าเหนี่ยวไก แต่แล้วกลับมีเสียงปืนดังสนั่นมาจากเบื้องล่าง มันเป็นเสียงปืนที่จะดังไปทั่วทั้งแผ่นดินในคืนนั้น…
ในความมืดเบื้องล่าง ร้อยโทหรุ่นมองไม่เห็นเหตุการณ์ชัดนัก จากเสียงเอะอะที่ชะง่อนหินเหนือหัวของเขา ก็เดาได้เพียงว่ามีการตะลุมบอนกัน พวกทหารในหมวดหันมาขอว่า
“ขึ้นไปช่วยครูยอดไหมนาย”
“ครูยอดไม่ให้ทิ้งหน้าที่ เอ็งไม่ได้ยินรึ” นายหรุ่นเองชักเหลืดอด เพราะไอ้คนบ้านั้นยังคงตะโกนโหวกเหวก ยืนขว้างหินลงมายั่วอย่างต่อเนื่อง
“งั้นขออนุญาตยิงคนร้ายนะขอรับ” ร้อยตรีเผื่อนผู้ช่วยร้อนใจ
เห็นจวนเวลาเสด็จ นายจ่ายวดก็เข้าเฝ้าในที่ประทับ มิรู้จะปรึกษาใครได้ ร้อยโท หรุ่น จึงกัดฟันตัดสินใจเองอย่างไม่รอบคอบยิ่ง “เอาวะเผื่อนแกแค่ยิงปรามมันนะ”
“ปัง... โอ๊ย”
เสียงปืนชนัยเดอร์คำรามในความมืด ไปยังเงาคนบ้าที่เต้นอยู่บนชะง่อนหิน มันลอยตกลงมาที่ตีนเขา “ฉิบหายละ ไอ้เผื่อนมึงยิงแม่นไปแล้ว…..”
กระสุนเจ้ากรรมทะลุเป้าวิ่งไปชนโขดหินด้านหลัง แล้วแฉลบไปตกไม่ห่างจากเต็นท์ที่ประทับนัก ความโกลาหลเกิดขึ้นราวไฟลามทุ่ง เมื่อยอดลงมาถึงค่ายมีแต่เสียงพูดกันทั่วว่าพวกทหารหน้าของพระนายไวย คงคิดประทุษร้ายสมดังคำเล่าลือเสียแล้ว ทรงกริ้วและตกพระทัยมาก เสด็จกลับบางปะอินทันที
“ไอ้ยอด แกมันครึ่งฝรั่งมีคดีติดตัวน่าสงสัยอยู่เดิม รับเสียดีๆว่า แกเป็นคนยิง” ตุลาการที่สมุหนายก (เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์) รับสั่งตั้งให้สอบหาตัวการให้ได้ในคืนนั้นตะคอกใส่
“ใต้เท้าปรักปรำง่ายๆได้อย่างไร พี่ยอดอยู่ในที่เกิดเหตุรีบเล่ามาเถิด” นายจ่ายวดเถียงทันที
“กระผมมิได้ยิง พอเห็นมีคนบ้าบนเขาเกรงจะขว้างหินมาถูกขณะเสด็จ ก็ขึ้นไปจะจับมัน”
ยอดเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนถูกทำร้ายอย่างละเอียดและตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าท่านมัวหลงว่าทหารหน้าคิดกบฏ แล้วทำไมกระผมกับทหารถูกทำร้ายด้วยซ้ำ กระผมกลับคิดตรงกันข้าม มีคนร้ายซ่อนบนนั้นเป็นกลุ่มขอรับ ไอ้คนบ้าที่ตายบ้าจริงหรือแค่เป็นแผนจัดฉากลวงเราก็หารู้ไม่”
“ไหนเล่าไม่เห็นจับมาให้ดูสักคน สำคัญที่ไอ้คนยิงนั่นละ” ตุลาการซักเลี่ยง
“ปืนยิงจากหน่วยกระผมข้างล่างขอรับ” นายหรุ่นตอบอ่อยๆ
“โทษนายหรุ่นก็ไม่ถูก กระผมมีหน้าที่ต้องคุมโดยตรงพอขึ้นเขาไป จึงมอบให้คุมแทน”
ตุลาการเห็นเอาผิดยอดไม่ได้จึงหันมาซักร้อยโทหรุ่นบ้าง “แกอนุญาตให้ยิงใช่ไหม”
“ขอรับ กระผมสั่งเอง ท่านอย่าเอาผิดคนยิงเลย”
“แกกับพระนายไวย เคยอยู่ที่กองร้อยที่6 กรมมหาดเล็กมากี่ปีแล้ว”
“สัก 7 ปี ได้ขอรับ”
“เขาดูแลดีแก ตั้งแต่เป็นไปรเวท นี่เป็นร้อยโทนับว่าเร็วมากนะ”
“ขอรับ แต่ไม่เห็นเกี่ยวกับยิงคนร้ายเลย” นายหรุ่นหน้าเลิกลั่ก
“เกี่ยวซิวะ” ตุลาการชี้หน้าตวาด “บุญคุณพระนายไวยปานฉะนี้ แกมิอยากตอบแทนบ้างหรือ”
“ขอค้านขอรับ ท่านชักนำพยานให้ปรักปรำคนบริสุทธิ์เสียแล้ว” นายจ่ายวดร้องขึ้น
“แกเงียบเถิด นายจ่ายวด เราไม่เหมาแกกับไอ้ยอดเป็นผู้ต้องสงสัยด้วยก็ดีนักแล้ว” ตุลาการคนนั้นจ้องเขม็ง “เอ้าว่าไง แกภักดีกับนายแก จนเขาขอให้ยิงมายังที่ประทับ แกก็ไม่ลังเลที่จะตอบแทนบุญคุณใช่ไหม ถ้าแกยอมรับสารภาพว่าพระนายไวยวางแผนนี้ แกอาจรอดนะ”
“ไม่จริงขอรับ กระผมเป็นทหารก็ต้องอารักขาทูลกระหม่อม” นายหรุ่นแทบสิ้นสติ พวกนายจ่ายวดและทหารอื่นๆ ก็เอะอะลุกขึ้นพร้อมกันในที่ประชุม
“เฮ้ย ตุลาการบังคับให้ซัดทอดพระนายไวยนี่”
พวกตุลาการอื่นๆเห็นดังนั้น ก็เตือนว่าพยานมีหลายปากที่เห็นว่าปืนยิงขึ้นไปบนเขา มิได้เจตนายิงมายังเต็นท์ จึงสั่งเฆี่ยนนายหรุ่น และทหารทั้งหมวดนั้น 2 ยก แต่ทุกคนก็ยังยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับพระนายไวย ตุลาการจึงตัดสินว่า
“ให้ถอดไอ้ร้อยโทหรุ่น ผู้สั่งยิง ไอ้ร้อยตรีเผื่อน คนยิง และพลทหารอีกรวมเป็น 5 คน ออกจากตำแหน่ง ส่งมันไปขังประจานที่ศาลาหน้าวัดพระแก้ว”
ปืนใหญ่แบบฮอท์ชคิส (Hotchkiss) ที่ประจำการในสมัย ร.5 เป็นปืนใหญ่บรรจุท้ายใช้การสุนปลอกโลหะทันสมัย ออกแบบโดยนายฮอท์ชคิส ชาวอเมริกัน ซึ่งย้ายไปตั้งโรงงานอาวุธในฝรั่งเศส ฝรั่งเรียกปืนนี้ว่าปืนใหญ่ภูเขา 1.65-inch (42 mm) light mountain gun สามารถถอดบรรทุกไปบนหลังลาเพียง 2 ตัวได้ จึงพอเหมาะเอาขึ้นเชิงเทินเล็งมาที่กรมทหารหน้าตามท้ องเรื่อง ยังคงหลงเหลืออยู่กระบอกหนึ่งที่ พิพิธภัณฑ์กรมสรรพาวุธ สะพานแดง
กรมทหารม้าที่ 7 ของนายพลคัสเตอร์ผู้ล่วงลับ กับปืนฮอท์ชคิส เมื่อเข้าล้อมสังหารแก้แค้นเผ่าลาโกต้าที่ Wounded Knees Massacre, South Dakota 29 ธันวาคม ค.ศ. 1890 ปืนใหญ่แบบเดียวกันเคยใช้รบกับสเปนที่คิวบาใน San Juan Hill และPhilippines American War อีกด้วย
ปืนใหญ่แบบฮอท์ชคิส (Hotchkiss) มีช่องสอดกลอนปิดท้ายรังเพลิงด้ายซ้าย ส่วนคันโยกด้านขวาเป็นตัวปลดกลอน แท่งกลอนนี้ถูกถอดเก็บพร้อมศูนย์เล็งเช่นเดียวกับปืน ใหญ่แบบอื่นๆในพิพิธภัณฑ์ นานเข้าก็ลืมว่ารูปร่างเป็นเช่นใด จนในที่สุดกระจายหายสูญไป
“คุณมารับเคราะห์แทนกระผมแท้ๆ” ยอดเข้าประคองนายหรุ่นที่เลือดโทรมหลัง
“เวรกรรมของกระผมเอง พวกเรารู้ทั้งนั้นว่าครูยอดตกที่นั่งลำบากเพื่อกรมของเรามาต่อนัก”
ร้อยตรีเผื่อนซึ่งกลายเป็นพลทหารไปแล้วจึงว่า “พวกฉันเป็นลูกน้องเก่าพระนายไวยจากกรมมหาดเล็กก็จริง แต่ก็รู้กิติศัพท์ครูยอดมานาน ยิ่งได้รู้จักตัวก็ยิ่งชื่นชม เดี๋ยวนี้เรามันพวกเดียวกันตั้งแต่วันที่ครูยอดกับฉันมีไอ้นี่ประทับที่แขนไง”
นายหรุ่นฝืนยิ้มถลกแขนเสื้อขึ้นให้เห็นตรากงจักรของทหารหน้า “ตรานี้หมายถึงคนของในหลวง จะไม่มีวันคิดร้ายท่านเด็ดขาด เชื่อซิเราต้องเอาตัวรอด”
“ตรานี้ยังหมายถึงทหารที่อาสามาร่วมทุกข์สุขด้วยกัน กระผมจะเอาพวกคุณออกจากคุกให้ได้”
“นายดูปองท์มาถือหนังสือนี่ไป” เสียงของชายหนุ่มที่ไม่คุ้นหูมาจากด้านหลัง พวกทหารและนักโทษก้มลงหมอบกับพื้นทันที เมื่อกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการเสด็จมาพร้อมกับนายจ่ายวดแล้วยื่นหนังสือปิดครั่งให้ “ที่แกคิดว่ามีกลุ่มคนร้ายเตรียมการบนเขา ประจวบกับการซัดทอดแปลกๆของตุลาการ ทำให้ฉันห่วงพระนายไวยว่าจะติดกับ ฉันจะให้คนไปเตือนเองก็ทรงเขม่นว่าพวกพ้องมากนัก”
“รีบหลบไปเถิดพี่ยอด คนอื่นไปพระนายไวยไม่ฟังดอก แล้วพวกกรมวังหูตาไวนัก ในกรุงเทพจะเตรียมเล่นงานอะไรเราอีกก็ไม่รู้” นายจ่ายวดแร่ง
ประจันหน้าปืนใหญ่หลวง
คืนนั้นเมื่อตัดสินเสร็จ ตุลาการผู้หนึ่งออกมายัดหนังสือให้คนสนิทเข้ากรุงเทพฯ ทันทีพลางกระซิบว่า “ทูลย้ำกับท่านกรมวังว่า ทรงกริ้วมาก และระแวงศัตรูของเราแล้ว เตรียมการขั้นสุดท้ายได้ทันที เพียงแต่ให้ยับยั้งอย่าให้เสด็จกลับกรุงเทพฯ สัก 3 วันเป็นพอ”
ยอดเร่งจ้ำเรือมาทั้งคืน แล้วตรงไปปลุกเจ้านายในที่พักหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เจ้าหมื่นไวยวรนารถทราบความในจดหมายแล้วถอนใจว่า “กรมหมื่นเทวะวงศ์ทรงเป็นมิตรแท้ เตือนฉันให้ระวังตัวด้วย ทรงรู้สึกว่ามีคนสอดแนมเราอยู่อย่างประสงค์ร้าย เอาเถิดพี่ยอด เกิดเป็นลูกผู้ชายชีวิตและร่างกายเราก็ถวายไว้กับใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ไม่ควรหวาดหวั่น ให้ทำตัวปกติ ฉันจะให้คนไปกราบทูลว่าจะเชื่อฟังทุกประการ”
ยอดนั้นไม่ไว้ใจเล่ห์กลกรมวังอีกแล้ว ตรงเข้าเรือนพักคว้ากระสุนสำรองและปืนชนัยเดอร์สั้น (Snider Carbine) ที่มาใหม่แทนปืนแซ่หกหลังม้าได้ รีบลงบันใดเรือนพักหวังจะออกมาสกัดพวกทหารล้อมวังที่หน้าค่าย ก็ปะหลวงทวยหาญ หลุยส์และนายอยู่ ซายัน แต่ละคนแบกปืนยาวมาด้วยจึงว่า
“คุณหลวง กระผมนิ่งไม่ได้หรอก อย่ามาห้ามเลย”
“ฉันรู้เรื่องที่พระพุทธบาทแล้ว ใครจะทนไหว ให้ทหารพร้อมรบเถิด” หลวงทวยหาญประชดไปยังนายทหารบางคนที่ยืนหลบอยู่ใกล้ๆว่า “ใครกลัวคุกก็อยู่บ้าน มายืนคอตกหมดอาลัยกับข้อหากบฏอยู่ได้ ทั้งที่ปากว่ารักพระนายไวย”
ยอดได้เพื่อนจึงสั่งทหาร “ไอ้เจียน เอ็งลงเรือไปบอกแม่วันว่า ข้าฝากลูกด้วย ถ้าคืนพรุ่งนี้ไม่กลับไปบ้านสาธร ก็หมายถึงข้าตายแล้วหรือให้ไปหาข้าที่คุกหน้าศาลาลูกขุน”
“ครูยอด” นายอยู่ ซายัน คำรามอย่างพอใจ “ฉันไม่ทิ้งพี่อยู่แล้ว”
“เพื่อพระนายไวย และเพื่อนของเราที่พระพุทธบาท” ยอดขึ้นม้าออกจากค่ายทันที
เป็นตามที่ยอดคาดไว้ คืนเดียวกันนั้นภายในพระบรมมหาราชวัง มิได้มีการเตรียมที่จะให้เรื่องสงบเลยสักนิด หลังตี 2 มีคำสั่งจากเสนาบดี มายังทหารให้ประจำซองจุกช่องล้อมวังเต็มอัตรา ว่าพระนายไวยเจ้ากรมทหารหน้าถือโอกาสขณะที่พระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานไปบางปะอินคิดการชั่ว
“ฟังทางนี้ คนของเราเห็นพระนายไวย สั่งชุมนุมทหารแถวหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรค์” จากนั้นก็เริ่มยกเรื่องแผนลอบวางระเบิดโดยสาธยายอานุภาพของไดนาไมท์ให้ฟังยืดยาว
“เอ... ก็เห็นพระนาย เป็นคนดีนี่นา” มีเสียงแย้ง
“นี่แกไม่รู้หรือมีเหตุทหารหน้ายิงกระสุนไปตกใกล้ที่ประทับที่พระพุทธบาทหัวค่ำนี้”
คราวนี้มีเสียงฮือฮากันทั่ว “อย่างนั้นมันก็กบฏจริงแล้วขอรับ ท่านสั่งอะไรก็ว่ามาเถิด”
“เราต้องไปยืดคลังอาวุธพวกมันก่อน อย่าให้ตั้งตัวได้”
ทหารล้อมวังหมวดหนึ่ง ยกตรงไปที่ตึกเก็บอาวุธในโรงทหารหน้า บังเอิญที่ หลวงสารภัณฑ์พิสุทธิ์ เกียกกายกรมทหารหน้ากลับจากหารือกับพระนายไวย มาเฝ้าหน้าคลังพอดี
“ไม่มีมูลความจริงเลย พวกเราทหารหน้า ไม่มีใครรู้เห็นหรือระดมทหาร” คุณหลวงปฏิเสธเสียงแข็ง ขณะนั้นเสนาบดีกรมวัง ขี่ม้าแหวกเข้ามาเห็นว่าเป็นข้าหลวงเดิม คงหลอกยากก็ตวาดว่า
“เปิดคลังเดี๋ยวนี้ อ้อนี่แกพลอยร่วมกบฏกับเขาด้วยซิ” ทหารรักษาวังกรูเข้าจับคุณหลวงค้นตัว
“ได้กุญแจคุมคลังกระสุนแล้วกระหม่อม” พวกกรมวังคนหนึ่งชูพวงกุญแจขึ้น แล้ววิ่งเข้าไปไขประตูคลัง แต่มันสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง
“ตูม” เศษไม้บานประตูกระจายตรงหน้าเพราะโคลท์ .44-40 กระบอกเดียวในสยาม
“ครู….ครูยอดมา….” ไอ้หมอนั่นจำได้วิ่งหนีทันที
“คุณหลวง อย่ายอมเปิดคลังเชียวนะ” ยอดควบเจ้าทหารหน้า รี่เข้ามาขวางกับหลุยส์ ลีโอโนแวน และพวกทหารม้าอีกเป็นขบวน
“อ้อ ไอ้ดูปองท์ ที่เกือบโดนหวายข้าในคืนไฟไหม้ตึกดิน ที่แท้ก็กบฏจนได้” ทรงจำแม่น ยอดไม่สนใจรีบตะโกนให้พวกรอบๆได้ยินว่า
“ท่านใส่ร้ายพระนายไวย กระผมเป็นพยานอยู่ที่พระบาท เรายิงคนบ้า ไม่ได้เล็งยิงที่ประทับ”
“นึกว่าข้าไม่รู้ดอกรึ ตุลาการจับคนยิงได้หมดแล้ว กำลังส่งมากรุงเทพฯ ทั้ง 5 คน เป็นลูกน้องเก่าพระนายไวยทั้งนั้น” ท่านกรมวังนึกขึ้นได้ จึงเอากระบี่ชี้หน้ายอดแล้วว่า “ข้าทันไพร่อย่างเอ็งหรอก เอ็งมันผ่านเมืองนอกมา ก็ทะเยอทะยาน อยากเปลี่ยนบ้านเมืองให้ได้มาซึ่งอำนาจวาสนา เป็นสปายจะขายบ้านเกิดให้ต่างชาติก็ยอม ข้าสงสัยแต่คราวก่อนว่ามันแสร้งปล่อยคนร้ายทหารวังหน้ากลับไปทีแล้ว ดีว่าข้ารู้จาก คุณหญิงผึ้ง เขาเคยอยู่วังหน้าจึงกระชากไส้ แกมาเล่าให้ฟังจนหมด”
“แม่ผึ้ง…” ยอดตกตะลึง
“ฮะๆๆๆๆ ใช่อีผึ้งข้าหลวงวังหน้าที่มึงเกือบแต่งงานนั่นละ” กรมวังตาลุกที่จี้ถูกใจดำ
“ไม่จริง ผึ้งที่กระหม่อมรู้จักไม่เลวเช่นนั้นแน่”
“เขาเล่าทุกอย่างพอที่จะกระชากหน้ากากของกบฏอย่างมึงได้ เจ็บปวดหัวใจซินะ หรือนี่มึงยังอาลัยเขาอยู่ นึกไม่ถึงว่าคนรักเก่าจะหักหลังได้”
“แม่ผึ้งทูลอะไรอีกบ้าง” ยอดสับสน หรือนี่หล่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องยุ่งๆทั้งหมดนี้
“ฮะๆ ร้อนตัวแล้วซิ มึงนึกหรือว่าเคยใช้ดินไดนาไมท์ที่เมืองนอก แล้วจะคิดการใหญ่ที่นี่ได้ง่ายๆ” กรมวังเห็นยอดนิ่งไปจึงตรัสยื่นคำขาด “ถ้าสำนึกผิดไม่อยากหัวขาด 7 ชั่วโคตร ก็ช่วยข้าเปิดคลังแสงแล้วจับพระนายไวยเสียโดยเร็ว”
“ไม่ได้เด็ดขาด กระหม่อมฉันรบมากี่สิบครั้งในชีวิต ไม่เคยยอมยกอาวุธให้ใครโดยไม่สู้กันก่อน” ยอดเคืองแม่ตัวร้ายจนเกิดทิฐิ ชักกระบี่อเมริกันฝ่ายใต้ขึ้นมาร้องบอกทหารว่า “ถ้าเขาหาว่าข้ากบฏเพราะปกป้องพระนายไวยผู้บริสุทธิ์ ก็ขอท้าท่านกรมวังสู้กันต่อหน้าพวกเราให้เห็นสนุกสักครั้ง”
พออดีตทหารราบอาสากองพันที่ 13 นิวเจอร์ซี่ เอาจริงขึ้นมา เสนาบดีวังก็ชักหวั่นใจว่ายอดคงชำนาญการศึก มีทั้งดาบและปืนโคลท์ในมือ เคยปลิดชีพศัตรูมานักต่อนักแล้วในอเมริกา ยิ่งมีทหารหน้ามาเพิ่มมากกว่าพวกล้อมวังที่ดูหงอยถอยไปเบื้องหลัง จึงแสร้งแกว่งกระบี่ฮึดฮัดทำทีจะสู้ จนพวกมหาดเล็กขี้ประจบเข้ามาฉวยฉุดยุดม้าเอาไว้
“อย่าห้ามน่า เออ กูเป็นเจ้าไม่ลดตัวลงไปสู้กับมึงให้เสียเกียรติหรอก แต่นี้ไปกูจะนับมึงเป็นศัตรู” “กระหม่อมว่ารอ เสด็จกลับจากบางปะอินจะดีกว่า” หลุยส์ขอไกล่เกลี่ย
“พวกแกไม่ทันข้าหรอก” กรมวังถอยไปหลบหลังทหารแล้วว่า “ไอ้ยอดอีก 3 วันก็ไม่เสด็จกลับ ข้าทูลว่าอหิวาห์ระบาดในกรุงเทพฯ ประทับที่บางปะอินปลอดภัยกว่า ข้าให้ถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ เพื่อวางอาวุธ ไม่งั้นโดนปืนใหญ่แน่ เฮ้ย พวกเรากลับเข้าวัง”
ยอดรู้สึกว่าครั้งนี้เหนื่อยแสนเหนื่อย ยิ่งกว่าคราวเผชิญกับทหารวังหน้า ด้วยตนเองถูกหมิ่นจากคนพาลว่าทรยศ ไม่มีนิมิตจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดมาเป็นกำลังใจ หวังว่าท่านแม่ทัพต้นตระกูลจะมาเข้าฝันบ้าง กลับเงียบหาย หรือท่านแกล้งทดสอบใจ ว่าสามารถยืนหยัดรับความกดดันไหวหรือไม่ ช่างใจร้ายกับไอ้ยอดดีแท้ เขาหมุนโม่โคลท์คู่ชีพเล่น กระสุนก็พร้อม ทหารเราก็มี พรุ่งนี้คิดอยากปกป้องศักดิ์ศรีของตน ใช้กำลังเข้าสู้ให้แตกหักกันไปด้วยชีวิต แต่เสียงเจ้าคุณปู่ยังก้องหัวว่า ให้ใช้ปัญญาและความอดทนปกป้องพระนายไวย ดูเหมือนว่าความขมขื่นที่ทำดีแล้วถูกหาความ รสเผ็ดร้อนที่เคยสัมผัสจากสนามรบ และความโกรธแม่ตัวร้าย เริ่มมีครอบงำเหนือสติทีละน้อย ครั้นเจ้าหมื่นไวยวรนารถทราบข่าวจะมีการปะทะ ก็รีบควบม้าเข้ามาห้าม พอเห็นทหารขยายแถวพร้อมรบหน้าสนามชัยก็แทบสิ้นสติ
“พี่ยอด….”
แล้วหันมาที่หลวงทวยหาญก็ทำตีหน้าปูเลี่ยนๆ ยอดรีบแก้ตัวว่า “เขากะเอาท่านตายคราวนี้ นี่ไปลวงว่าห่าลงกรุงเทพฯ ไม่ให้เสด็จกลับ ไม่มีใครช่วยเราแล้วนะขอรับ”
“งามหน้าทั้งคู่เลย กล้าขัดคำสั่ง ก็บอกแล้วว่าฉันยอมมอบกาย ถวายชีวิตกับท่าน ถ้าท่านว่าพระนายไวยผิดก็ไม่หนีไม่ขืนขัด จริงอยู่ทหารอาสามีตั้ง 5 พัน ถ้าทนยั่วยุไม่ไหวเกิดยิงกันขึ้น ตามที่ศัตรูมันกล่าวหาอยากให้เป็นกบฏ เราก็คงชนะแต่อารมณ์โกรธของเรากลับดึงบ้านเมืองมาเป็นเดิมพัน”
“พวกเราทนเห็นท่านถูกข่มเหงไม่ไหวนะขอรับ” พวกทหารร้องพร้อมๆ กัน
“แต่ก่อนพวกแกเป็นอะไร แค่ไพร่ถูกคนเขาเหยียดหยาม เดี๋ยวนี้เราเป็นทหาร เป็นผู้มีเกียรติให้คอยปกป้องแผ่นดิน ไม่ใช่มาปกป้องฉันๆขอบใจที่ภักดีกับตัวฉัน แต่เราต้องภักดีกับในหลวงกับแผ่นดิน” ถึงตรงนี้ทหารบางคนร้องไห้ด้วยความแค้นใจ “ปลดอาวุธคืนคลังให้หมด ถือปืนได้เฉพาะเวรยาม”
“แต่...มันขู่จะเอาปืนใหญ่ยิงเรา” ยอดถอนใจ
“ไม่มีแต่ พวกแกจะให้เขาตราหน้ารึว่าเป็นกบฏจริงตามคำกล่าวหา” ว่าแล้วพระนายไวยก็ปลดกระบี่ออกก่อนเป็นตัวอย่าง เสียงทหารปลดดาบปลายปืนดังสะท้านในความมืด
พอดีไอ้น้อมพาซื่อเดินมารายงานจากหลังค่ายว่า “ท่านขอรับทหารอีกกองพันซุ่มพร้อมอยู่ริมคลองหลอดแล้ว โอ๊ย” พูดได้แค่นั้นเลยถูก ผบ.เตะลงไปนอนกับพื้นถนน
ภาพซ้าย เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หรือเจ้าคุณทหาร สมุหกลาโหม พ.ศ. 2412 – 2431 ลูกชายใหญ่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นพ่อตาที่พระนายไวยไม่กล้าไปขอให้ช่วย
ภาพขวา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ อัครมหาเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ต้นราชสกุล เทวกุล ณ อยุธยา เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม มีเมตตาและเป็นเพื่อนแท้ของพระนายไวยโดยตลอด
ยอดผู้ผิดหวังฟุบหลับไปกับโต๊ะออฟฟิตได้ชั่วโมงเดียว รุ่งเช้าไอ้น้อมหน้าตื่นเข้ามาว่า “เขาเอาปืนใหญ่ขึ้นประจำป้อม หันมาทางเราจริงๆขอรับ”
“อันตรายใหญ่แล้วขืนเขายั่วอย่างนี้” เจ้าหมื่นไวยวรนารถ แลเห็นปากกระบอกปืนใหญ่ ฮอท์ชคิส (Hotchkiss) ใหม่เอี่ยมสั่งจากฝรั่งเศส โผล่มาเหนือใบเสมากำแพงวังจึงขึ้นม้า
“ท่านจะไปไหนขอรับ” หลวงทวยหาญกัดกรามกรอด
“ไปเฝ้าพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ ที่วังปากคลองบางกอกใหญ่ เอาคุณหลวงที่เฝ้าคลังแสงไปเป็นพยานปากด้วยว่า เสนาบดีวังก่อเรื่องกับเราก่อน”
“ทำไมไม่ขอให้ท่านกลาโหม พ่อตาท่านช่วย” หลวงทวยหาญติง
“เป็นเขยท่านแล้ว คนเขาจะว่าปกป้องกันเอง เอาคนกลางดีกว่า”
พระนายไวยวิ่งวุ่นขอความเห็นใจจากขุนนางไปทั่วกรุง แล้วมาลงเอยที่วังปากคลองบางกอกใหญ่ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ ทรงทราบก็กริ้วกรมวัง รีบทำหนังสือให้เรือเร็วไปทูลความจริงที่วังบางปะอินทันที ไม่ช้าก็ได้รับข่าวไม่สู้ดีจาก กรมหมื่นเทวะวงศ์ฯพร้อมพระราชหัตถเลขาตอบอย่างยืดยาวว่า
“ทรงกริ้วพระนายไวยมาก ที่มันวิ่งวุ่นวาย นี่เท่ากับหาว่าทรงหูเบาเชื่อคนยุยงเรื่องกบฏ ความจริงพระองค์ไม่เคยสงสัยเลย เพราะรู้ใจพระนายไวยดีอยู่”
“แย่ละ ทรงกริ้วอย่างไรอีกขอรับ” หลวงทวยหาญถาม ส่วนยอดนั่งปิดปากเงียบอยู่ในออฟฟิต
“ทรงว่าเสด็จกลับบางกอกคราวนี้แล้ว ถ้าไอ้พระนายไวยมันไม่เข้าเฝ้าแล้ว ก็ให้ขาดข้าขาดเจ้ากัน” ผู้ถูกกริ้วกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น “ทรงรู้ว่าใครอิจฉาพยาบาทและเคยจับได้ จึงทรงตัดสินเรื่องไดนาไมท์ว่า เยรินี่ผิด ฉันไม่สมควรถูกกล่าวหา แต่ที่กริ้วฉันนักเพราะมีเรื่องทีไร ทรงด่าว่าไอ้นี่ไม่ยอมอยู่นิ่งๆ คอยแก้ต่างให้เพื่อนฝูงที่ร่วมเคราะห์ คนเขาเลยหาว่าร้อนตัว คงจะผิดจริงจึงโวยวาย”
ที่ท่าราชวรดิษฐ์ ยอดกับหลวงทวยหาญหมอบรับเสด็จไม่ห่างจากพระนายไวยนัก ท่ามกลางสายตาของบรรดาขุนนางผู้ใหญ่เนืองแน่น ทุกคนทั้งมิตรและศัตรูต่างเฝ้ามองว่าจะทรงกริ้วหรือตัดสินโทษกับนายทหารคนโปรดอย่างไร
“นี่ กรมวังจะลอยตัวหรือขอรับ” หลวงทวยหาญหมอบพลางบ่นอุบ
“ทรงเห็นเขาแรงอยู่ เลยขอให้ฉันนิ่ง ทรงยกเรื่องทหารยิงคนตายด้วย ว่าต้องทำโทษพอประมาณ ที่พี่ยอดขอให้ฉันแก้ต่างแทนนายหรุ่น ทรงไม่ยอมว่า คนเขาจะว่าได้ทหารหลวงยิงคนตายไม่ติดคุก ทีหลังใครหาเหตุทำอุบาย ประทุษร้ายท่านจริงๆ ก็ไม่เกรงกลัวอีก” พระนายไวยหันมากระซิบ
“อนิจจัง…” ยอดค่อยลดทิฐิลงเพราะเข้าใจในพระราชวินิจฉัยของเจ้าเหนือหัว
“ทรงว่าถ้าทหารเห็นหมาวิ่งเข้ามาแล้ว ยิงถูกพระองค์เข้า จะว่าไม่ผิดอย่างไรได้ ดังนั้นการทำโทษก็เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และให้คนระวังชีวิตพระองค์ให้มากขึ้น”
“เสด็จแล้วๆ” เสียงใครพูดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่ยอดได้เฝ้าใกล้ชิดที่สุดในชีวิต ไอ้กบฏทั้งสามหมอบแต้ติดดิน มีเสียงคนเดินมาหยุดที่ลาดพระบาท แล้วก็ได้ยินตรัสอย่างพอพระทัยกับพระนายไวยว่า
“อ้อ เจ้าก็มาเฝ้าด้วยหรือ”
ลาแล้วทหารหน้า
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884) หลังจากใช้เวลาก่อสร้างกว่า 2 ปี ตามคำทูลเสนอของเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ตึกโรงทหารหน้า (ตึกกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน) ก็ได้ฤกษ์เปิดเป็นทางการ ร้อยเอก หลวงจัดกระบวนพลเตรียมแถวทหารแต่เช้ามืดเพราะจะมีการฝึกหัดอาวุธของทหารอาสาแสดงต่อหน้าพระเจ้าอยู่หัว ที่สนามหน้าตึกเขามองอาคาร 3 ชั้นเด่นสง่าเต็มภาคภูมิ ครั้นเหลียวไปดูพวกนายทหารที่ก่อร่างสร้างกรมมาด้วยกัน อดนึกสะท้อนใจว่าอยู่ไม่พร้อมหน้า ความริษยาเพียงประการเดียว ทำให้คนที่ยอดจัดว่า ‘เป็นคนดี’ สูญหายไปไม่น้อย บางคนย้ายหรือลาออก ส่วนนายหรุ่นและนายเผื่อน ยังอยู่ในคุก
ตึกกระทรวงกลาโหม หรือ โรงทหารหน้า อาคารขนาดยักษ์ที่เจ้าหมื่นไวยวรนารถ สร้างเมื่อร้อยปีก่อนยังเป็นอาคารที่งามสง่าจนบัดนี้ เดิมร่างแบบไว้ 2 ชั้น ยังไม่สมใจ จึงเอาแปลนใหม่ 3 ชั้นพร้อมระบบดับเพลิง ไฟฟ้า ประปา โรงพยาบาล รองรับ ทหารอาสาทั้ง 5 พันคน พร้อมกองปืนใหญ่ และทหารม้า มาถวายการชี้แจงว่าควรทำทุกอย่างเผื่ออนาคตจึงทรงอนุมัติให้สร้างด้วย เงิน 400,000 บาท ทั้งที่เงินแผ่นดินมีปีละไม่กี่ล้าน
โรงทหารหน้าเป็นอาคารแรกที่มีไฟฟ้าใช้และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกในสยาม เมื่อพระนายไวยเกรงว่าพระที่นั่งจักรีนั้นเวลามีงานกลางคืน ต้องจุดเทียนไขพร้อมๆกันเป็นร้อยเล่ม ใช้คนมากมายปีนป่ายจ้าละหวั่น ต่อมาใช้โคมน้ำมัน ก็เกิดเพลิงง่ายๆ ทุกมุมห้องต้องมีถังปูนถังน้ำดักเอาไว้ เมื่อไม่มีใครหนุนให้ทำเพราะไม่เชื่อเรื่องนายเอดิสันทำหลอดไฟสำเร็จ พระนายไวยถึงกับพิสูจน์ด้วยการขายที่ดินส่วนตัว ซื้ออุปกรณ์และหลอดไฟจากนอก มาให้ครูฝึกฝรั่งกรมทหารหน้าช่วยกันโยงสายข้ามถนนเข้าไปในวัง ต่อมาจึงมีการตั้ง บริษัทไฟฟ้าสยามขึ้นโดยชาวเดนมาร์ก ส่วนเงินขายที่ส่วนตัวนั้น ทางการก็มิได้เหลียวแลหามาคืนให้ ลงท้ายพระนายไวยก็เป็นคนยากจนเพราะหวังดีกับบ้านเมืองแท้ๆ
หลุยส์นั้นคงหมดศรัทธาหรืออยากมีอาชีพใหม่ หนีกลับจากเป็นบอดี้การ์ดให้ทีมทำแผนที่ของ พระวิภาคภูวดล (เจมส์ แม็คคาธี) ในลาว เขาบอกกับยอดว่า “เชิญคุณดูปองท์กับมาดามนะ ผมกับแคโรไลน์จะแต่งงาน 29 สิงหาคมนี้ แล้วจะย้ายไปเชียงใหม่เพื่อทำกิจการตัดไม้สักส่งอังกฤษ”
แต่ข่าวที่ยอดว่าสำคัญกว่าคือ “พวกฮ่อบุกมาที่ทุ่งเชียงคำอีกแล้ว ผมกับแม็คคาธี ต้องหนีกลับมาหลวงพระบาง คราวนี้มันฮึกเหิมกว่าก่อนมาก กองทัพฝ่ายมหาดไทยที่พระยาราชวรานุกูลยกไปอืดอาด ไม่สามัคคีกับทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ เห็นจะเดือดร้อนกรมทหารหน้าอีกแล้ว”
ส่วนเยรินี่นั้นเคราะห์ดีหน่อย ปากกาแกแผลงฤทธิ์จนขุนนางร้อนก้น ชวนแกกลับมาเป็นล่ามแต่งหนังสือราชการให้สมุหนายก เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ จึงค่อยสงบเสงี่ยมลงบ้าง ที่จริงยอดคิดท้อแท้มานาน แม้แต่แม่วันยังปรารภอยู่บ่อยๆที่สามีอมทุกข์
ภาพซ้าย พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพลเรือนผู้เดียวที่อาจถูกเพ่งเล็งว่าช่วยราชการใกล้ชิดพระนายไวยเกินไป จนได้สักตราจักรของกรมทหารหน้า เลขที่ 5 เป็นเจ้านายหนุ่มรุ่นแรกๆที่จบ King’s College ประเทศอังกฤษ ได้เป็นทูตประจำลอนดอนและช่วยสั่งพิมพ์แสตมป์รุ่นแรกๆของสยาม แต่ต่อมา ร.ศ. 103 หรือ พ.ศ. 2427 สยามยังไม่ทันได้ปรับปรุงการปกครองประเทศให้เป็นไปตามที่ ร.5 ทรงตั้งพระทัยไว้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กลุ่มเจ้านายและข้าราชการทำหนังสือกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน.ในแนวมีรัฐธรรมนูญอย่างอังกฤษ
ภาพขวา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ เจ้ากรมไปรษณีย์สยาม ต้นราชสกุลภาณุพันธุ์
“คุณพี่ทนอยู่ได้อย่างไรเจ้าคะ ทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ เขายังไม่ไว้ใจสนิท เวลาพวกคุณพี่เข้าวังกับพระนายไวย เสนาบดีวังยังแกล้งให้คนถือปืนติดดาบคุมทุกครั้งราวกับเป็นกบฏ”
“พี่ยังอยากช่วยงานพระนายไวยจ่ะ อยากมีส่วนทำให้กองทัพก้าวหน้า นับแต่สมเด็จเจ้าพระยาฯ พิราลัยปีก่อน (19 มกราคม พ.ศ. 2425 หรือ ค.ศ. 1883) การปฏิรูปบ้านเมืองก็เดินได้เต็มกำลัง ดูซินี่ทรงให้พระยาชลยุทธโยธินสร้างป้อมที่แหลมฟ้าผ่าแล้ว (ป้อมพระจุลจอมเกล้า)” ยอดดึงแม่วันมาสรวมกอด
“ฉันยังห่วงนะ สงสัยว่ามีคนมาสอดส่องบ้านเราเจ้าค่ะ เมื่อวานก็มีชายแต่งตัวแปลกๆ อ้างว่ามาจากไหนนะ อ้อ กรมไปรสะนง ไปรสะนีอะไรก็ไม่รู้ มาตอกเลขที่หน้าบ้าน สงสัยมาแอบดูว่าคุณพี่คิดการอะไร หรือไม่ก็สืบว่าเรามีอัฐมีฐานะจะได้ตามเก็บภาษีถูกตัว” แม่วันฟ้อง
“โถ คนของเจ้าฟ้าภาณุรังษี (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์) เจ้ากรมไปรษณีย์สยาม เขามาติดเลขที่บ้านให้น่ะจ่ะ เวลามีคนส่งหนังสือมาหาพี่ เขาก็บอกว่านายยอดอยู่คลองสาธร เลขที่นี้จะได้ไม่ผิดบ้าน” ยอดขันที่คนกรุงตกใจกับวิวัฒนาการนี้ “ว่าแต่บ้านเราเลขที่อะไร”
“13 เจ้าค่ะ ไอ้น้อมมันเอาไปแทงหวยแล้ว” หล่อนค้อนให้สามี
“อุวะ เลขอื่นมีตั้งก่ายกอง ดันเอาเลขนี้”
“ว่าแต่ราชการนี่แกล้งคุณพี่จนมานั่งถอนใจอยู่ที่บ้าน ลาออกมาช่วยฉันทำการค้าก็ได้นี่เจ้าคะ”
“ขอพี่มีเมียอีกสักคนคงดีขึ้น” ยอดแกล้งเฉ ทั้งที่รู้ว่าแม่เสือคนนี้ไม่มีวันยอม ใช่ว่ายอดจะไม่เคยขอ ถึงลองแอบมีหนูๆมาตั้ง 2 – 3 หน ก็ชุบเลี้ยงได้ไม่นาน แต่ละคนทนไม่ไหว ลงท้ายยอดสงสารว่าเมียเล็กๆไม่มีความสุข ก็ต้องเสียเงินเสียทองให้เผ่นหนีไปตั้งตัวกันหมด พูดถึงเรื่องนี้ทีไรแม่วันเป็นตาลุก
“นี่ฉันไม่ดี ขาดตกบกพร่องตรงไหนล่ะเจ้าคะ”
โดนไม้นี้ยอดก็ต้องจำนนทุกครั้ง เพราะแม่วันเป็นเมียที่ดีดั่ง ‘นางแก้ว’ ดูแลลูกผัว ไปจนถึงพ่อแม่หาใครเทียมได้ยากนัก ทั้งยังหาและเก็บเงินเก่งจนยอดมีฐานะมั่นคง สมกับที่เจ้าคุณปู่เคยทำนายไว้
ยอดมิได้ให้ลูกน้องถือหนังสือลาออกมาส่งกับมือ แต่ลองใช้บริการ Postal Service โดยติดแสตมป์ชุดแรกของสยามราคา 1 อัฐ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 (แบบแถวล่างสุด) ยอดรู้ดีว่าก่อนหน้านี้ปีเดียว นายนุมาน (Mr. Newman) อดีตผู้ช่วยกงสุลน๊อกซ์เจ้าเก่า ได้กราบทูลเสนอให้สำนักงานผู้สำเร็จราชการพื้นที่ปกครองพิเศษในแหลมมาลายู (Straits Settlements) ที่เพิ่งได้ไปจากเรา ช่วยเหลือแบ่งปันความศิวิไลซ์แก่ชาวสยาม ด้วยการขอผูกขาดบริการไปรษณีย์และรับฝากติดต่อระหว่างชาติทั้งหมด (ก่อนนั้นเราต้องยืมแสตมป์อังกฤษ ในแถวบนสุด มาตีตรา B หรือ Bangkok ราวกับเป็นเมืองขึ้น)
แต่ ร.5 ทรงเห็นว่าเหมือนยืมจมูกเขาหายใจ ประกอบกับเพิ่งทรงปฏิเสธฝรั่งเศสที่เสนอเข้ามาขุดคอคอดกระ ในช่วงที่ฝรั่งทั้งสองชาติเริ่มตั้งตัวได้ใหม่จากปัญหาในยุโรป กลับมามีท่าทีคุกคามดินแดนสยามอีกครั้ง กรมไปรษณีย์จึงถูกตั้งปัจจุบันทันด่วนเพื่อประกาศความเป็นอิสรภาพแก่สากลโลกด้วยการใช้แสตมป์ของตนเอง
หมายเหตุ แถวกลางเป็นแสตมป์ที่ใช้เฉพาะในวัง ชุดหนึ่งมี 10 ดวง ที่หายากและเป็นของสะสมของผู้เขียน แค่ 2 ดวง มีก่อนแสตมป์ชุดแรก เป็นภาพเจ้าฟ้าตรีเพชรรุตน์ธำรงค์ และพระนางเรือล่ม สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
อีกชั่วโมงเดียวจะเสด็จ ยอดแปลกใจที่เห็นขบวนทหารล้อมวังในชุดเต็มยศ เข้ามาที่สนาม
“ท่านกรมวังสั่งให้มารักษาการขอรับ” นายทหารที่คุมมาดูเกรงใจอยู่
“ได้ซิแต่ทำไมขนมากันมากมายอย่างนี้”
“เออ…ท่านขอให้เราเฝ้าหน้าห้องทุกห้องในตึกเลยนะขอรับ” ตานั่นลดเสียงลงแทบกระซิบ
นายจ่ายวด พอรู้เข้าก็ประท้วง “ในตึกนี่เป็นบ้านใหม่ของทหารหน้า เรารักษาการเองได้”
“ยังมีอีกเรื่องขอรับ” พวกกรมวังฝืนใจว่า “ทหารหน้าต้องปลดอาวุธ ทุกคนเวลาเสด็จ”
“ฉันคิดอยู่แล้วตั้งแต่พวกมันยกขบวนกันมา ใจว่าเราเองจะไม่ถือกระบี่ แต่นี่เขามาคุมขังทั้งกรมราวเป็นนักโทษในบ้านที่เราสร้างเอง” พระนายไวยข่มความแค้นเคืองไว้อย่างยากเย็นแล้วสั่งว่า “พี่ยอดคราวนี้ฉันขอร้อง อย่าฝืนคำสั่งเช่นครั้งก่อน ไปๆ ปลดอาวุธทหารให้หมด”
แล้ววันอันน่าภูมิใจ กลายเป็นวันแห่งความเศร้า ทหารอาสา ทั้งทหารราบ ทหารม้า ทหารช่าง และเหล่าปืนใหญ่ เคยตื่นเต้นที่จะได้แสดงท่าประลองยุทธ์ ถวายอย่างเข้มแข็งคึกคัก ต่อพระภักษ์ของจอมทัพสยาม สมกับเป็นทหารที่เป็นไทแก่ตนตามพระราชประสงค์ กลับดูเหมือนตัวตลกที่ไม่ถืออาวุธเลยสักคน แต่ละชั้นที่พระนายไวยนำเสด็จชมบนอาคาร จะมีแต่ทหารถือปืนติดดาบอยู่ทุกซอกทุกมุมห้อง เมื่อเสด็จกลับแล้ว ยอดฉุกคิดได้ว่าตั้งแต่หนีไปอเมริกา ปี พ.ศ. 2403 อายุเพิ่ง 16 เดี๋ยวนี้ย่าง 40 ปี รู้สึกไม่ใช่คนหนุ่ม ร่างกายบอบช้ำจากศึกสงครามยังพอทนได้ แต่รับราชการเพียง 12 ปี กลับรู้สึกบอบช้ำใจเมื่อยล้าราวกับคนแก่ทำงานมาชั่วชีวิต
‘ที่ผ่านมาข้าทนอยู่ได้ก็เพราะมีความกตัญญูต่อพระนายไวยและพระเจ้าอยู่หัว แต่ราชการริยำใน
สยามนี้ คนที่ทำงานจริง หาคนมารักชอบพอนั้นยากนัก เพื่อนข้าราชการด้วยกันที่ทำพอตัวรอด ก็เลิกคบหาตั้งข้อรังเกียจ แต่ถ้าข้ายอมอะลุ้มอล่วย บ้านเมืองพาลจะเสียหายไปไม่ก้าวหน้า ทีนี้มันก็โยนให้ข้าเป็นแพะต้องรับผิด บังเอิญทำถูกต้อง ก็หาคนจริงใจยาก ต่อหน้าทำดีครั้นลับหลังแล้วคอยด่าว่า....’
เขาขอตัวหลบกลับบ้านไม่ร่วมงานเลี้ยงอาหาร ภายในไม่กี่วันบุรุษไปรษณีย์ ก็นำจดหมายปิดแสตมป์ส่งถึงมือเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ในซองนั้นมีหนังสือจาก กัปตัน หลวงจัดกระบวนพลความว่า
‘……..เพราะทนถูกหลู่เกียรติและทนความอยุติธรรมมิได้ กระผมจึงกราบเรียนขอลาออก’
“ฮะๆ ฮ่า สะใจกูนักถึงแม้ฆ่าพวกมันไม่ได้ เพราะทรงอาลัยคอยแก้ให้พวกมันอยู่ แต่ก็สาแก่ใจทีเดียวคุณหญิงผึ้ง” เสนาบดีวังตรัสกับแม่ตัวร้ายในเวลาต่อมา “ข้าขอบใจที่เธอมาพูดถึงไอ้ไดนาไมท์ จนพระนายไวยตลอดจนไอ้ยอด และพวกมันทั้งหลายในกรมทหารหน้า ถูกขุนนางสงสัยไปชั่วชีวิตว่าคบคิดกบฏ ที่ติดคุกติดตารางก็มี”
“ขุนศรีฯ น้องเขยของกระหม่อมฉันได้รับความยุติธรรมเสียทีมังคะ” ผึ้งเองไม่นึกว่ากรมวังจะกล้าปลุกปั่นกล่าวโทษศัตรูของท่าน จนเหตุการณ์รุนแรงเกือบเป็นสงครามกลางกรุงได้เพียงนี้
“ข้ายิ่งเกลียดไอ้ดูปองท์นี่นัก มาขวาง 2 ทีแล้ว ได้ยินว่ามันเคยเป็นผู้ร้ายหนีไปอเมริกามาก่อน แต่นี้ไปราชการสยามหมดสปายเสี้ยนหนามเสียที”
“ร้ายนักมังคะ เอ...แต่ทำไมตรัสว่าสิ้นเสี้ยนหนามมังคะ” ผึ้งสะดุดใจ
“ก็ไอ้ยอดกับไอ้เยรินี่มันอดสูใจจนลาออกจากราชการน่ะซี”
“ตายแล้ว นี่เราทำอะไรลงไปนะ นังผึ้ง” หล่อนหน้าเจื่อน
“ไม่เท่านั้นนา เห็นว่าพระนายไวยก็ทูลขอให้ขุนนางผู้ใหญ่มาดูแลพวกทหารอาสาแทน เพราะอ้างว่าสุขภาพไม่ดี มันก็คงจะตีจากแล้วละ อ้าว...คุณหญิงทำไมเงียบไป” กรมวังหนุ่มสงสัย
“ง่าเพียงแต่สงสัยมังคะ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงคิดว่าทรยศแล้วทำไมยังลาออก”
“เพราะข้ามีไม้ตาย วันเปิดตึกทหารของข้าถือปืนเดินคุมมันทุกห้องต่อหน้าขุนนางที่ตามเสด็จ”
“โธ่...เป็นตึกโรงทหารของเขาแท้ๆ” ผึ้งนึกไม่ถึงว่าพี่ยอดจะถูกหมิ่นถึงเพียงนี้
บ่ายวันนั้น ของปี พ.ศ. 2427 หรือ ร.ศ. 103 ในยุคที่นายเดมเล่อร์ ประดิษฐ์เครื่องยนต์น้ำมันเบนซินสำเร็จนั้น สยามยังตกอยู่ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดในหมู่ขุนนางและพระราชวงศ์ ถึงหนังสือที่บรรดาสยามหนุ่มกลุ่มนักเรียนนอก ทำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน เรียกร้องต้องการรัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ วันนั้นแม่ตัวร้ายนั่งรถเจ๊กกลับบ้านอย่างเซื่องซึม แทนที่จะลิงโลดในชัยชนะคนรักเก่าให้สมแค้น พอถึงหน้าเรือนหลังใหญ่พวกบ่าวก็วิ่งลงมาร้องไห้โฮ
“โธ่...คุณหญิงเจ้าขา ยังสาว ยังสวยแท้ๆ ทำใจดีๆนะเจ้าคะ เจ้าคุณเป็นลมตายบนเรือนเจ้าค่ะ”
ผึ้งนิ่งงันกัดริมฝีปากตนเอง สามีแม้จะรักตนเพียงใดแต่ก็ยังไม่มีลูกกัน แถมลูกหลานติดเมียเก่าเหลืออยู่หลายคน
‘บ้านท่านก็ยกให้เราเกือบทุกอย่าง แต่เห็นจะต้องควบคุม คิดตัดไฟเสียแต่ต้นลม’
สักครู่ก็คุมสติได้สวมวิญญาณอดีตข้าหลวงผู้คุมตำหนักวังหน้าด้วยความเฉียบขาดทันที
“เอ็งให้ทนายมาหาข้า ทำหนังสือลาตายส่งในวัง แล้วไปหาพระที่วัด อีพวกนี้ข้าจะให้ไปซื้อของทำบุญ แล้วเรียกลูกๆ ญาติพี่น้องของเจ้าคุณมาฟังข้าด้วย”