สุดสองทวีป ตอนที่ 16 : กำเนิดทหารอาสา

วาตภัยในกวางเจา

ยอดกลับมาพบหนังสือพิมพ์ฝรั่งกองโตรออยู่ที่ค่าย จึงรีบไล่อ่านด้วยความกระหายข่าวโลกภายนอกหลังจากห่างเหินไปถึง 7 เดือน ในยุโรปดูเงียบเหงา แต่ ณ อเมริกาโลกใหม่ที่ตนคุ้นเคยเกิดเรื่องตื่นเต้น ในยุคที่นายพลแกรนท์อดีตแม่ทัพใหญ่ เป็นประธานาธิบดี คนขาวเกิดไปพบทองคำใน หุบเขาแบล็คฮิล (Black hill) ดินแดนต้องห้ามที่อินเดียนแดงเชื่อว่าฟ้าลำเอียงประทานให้เฉพาะตนเท่านั้น

“คนขาวหลั่งไหลเข้าไปนับหมื่น ถ้าเรายังอยู่โน่นเจ้าไมค์คงลากไปด้วยแล้ว”   อดีตพรานล่าควายป่านึกถึงเพื่อนเก่าๆแล้วอดห่วงไม่ได้เพราะข่าวทิ้งท้ายว่า   “เสียงร้องให้ทหารม้าของอีตาคัสเตอร์เข้าไปแก้แค้น หัวหน้าอินเดียนชื่อ “ม้าบ้า” (Crazy Horse) ที่ขัดขวางและเข่นฆ่าพวกขุดทองอย่างโหดเหี้ยม อนิจจา…..อีกหน่อยทุ่งแพรี่ที่เรารักคงเป็นสนามรบอีกจนได้”

ข่าวทางเอเชียมีแต่ข่าวพายุไต้ฝุ่นเข้าฮ่องกง ทางญี่ปุ่นนั้นไม่พ้นกระแสการเมืองอันร้อนแรงของซามูไรตกงานก๊กซัทซึมะที่อยากขอแยกตัวเป็นรัฐอิสระ เพราะค้านการยกเลิกชนชั้นนักรบของรัฐบาล ยอดนึกเสียดายท่านไซโก้ที่ด่วนประท้วงลาออกจากคณะรัฐมนตรี เสียตั้งแต่ปีที่เขากลับจากโตเกียว   “ท่านรักพวกซามูไรแค่ไหนเราก็เห็นอยู่กับตา เลยออกมาตั้งโรงเรียนสอนการเมืองและการทหารที่บ้านเกิด นี่เหมือนยิ่งยุให้พวกซามูไรได้ใจ คงมีคนห่ามๆ อย่างเจ้าโตชิมาเข้าเป็นพวกมากขึ้นทุกวัน”  

เดี๋ยวนี้เขาซึ้งแล้วกับพลังที่สวนกระแสการปฏิรูป อดขนลุกไม่ได้ว่าสยามก็เพิ่งรอดจากสงครามกลางเมืองมาไม่นานนี้เอง    “เดาได้เลยว่าต้องออกดาบกันให้ตายไปข้างหนึ่งจึงจะจบ จากนั้นละค่อยซุ่มลับเขี้ยวเล็บไว้สู้ฝรั่ง….เอ๊ะ นี่มันจดหมาย”

เขาก้มหยิบจดหมายเล็กสองฉบับตกอยู่ใต้เตียง ฉบับแรกทำให้ยอดลิงโลดเมื่อห้างแรมเซย์แจ้งว่า ปืนโคลท์ลูกโม่ซิงเกิ้ลแอ็คชั่นรุ่นใหม่ ที่สั่งซื้อไว้ได้มารออยู่ที่ห้างแล้ว แต่ฉบับที่สองมาจาก คุณหมอสมิธแห่งโรงพิมพ์บางคอแหลม ซึ่งเขาไม่รู้จักมาก่อนบอกว่า คุณหมอเฮนรี่ จากแคนตอน(กวางเจา) ฝากหนังสือถึงมิสเตอร์ ท็อป ดูปองท์ ยอดคิดถึงแซลลี่ว่าบางทีจะมีข่าวเธอบ้าง


“ผมเสียดายนะ เราควรจะได้รู้จักกันเร็วกว่านี้”   คุณหมอสมิธ (Samuel John Smith) ต้อนรับเขาที่สำนักพิมพ์อีกสองวันต่อมา ท่านเป็นหมอสอนศาสนารุ่นน้องคุณหมอบลัดเลย์ อายุราว 50 กว่าๆ ร่างเล็ก ผิวคล้ำเกือบเหมือนคนเอเชียมากกว่าชาวตะวันตก บิดาเป็นอังกฤษ มารดาเป็นโปรตุเกส เกิดในพม่ามาเติบโตในสยาม พอเป็นหนุ่มทางโบสถ์จึงส่งไปเรียนในฟิลาเดลเฟีย ทั้งอักษรศาสตร์และการพิมพ์ คุ้นเคยกับ ร.4 และสมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นอย่างดี ท่านตบไหล่ของเขา แล้วถอนหายใจ ท่าทางกระอักกระอ่วนชอบกล หยิบจดหมายยื่นให้ ยอดเปิดอ่านอย่างงงๆ เพียงวรรคแรก ก็หมดเรี่ยวแรงจนถอยไปพิงผนัง สะกดใจอ่านจนจบ ทวนแล้วทวนอีก อย่างไม่เชื่อสายตา

“ถึงมิสเตอร์ท็อป ดูปองท์,

ฉันอยากอยู่กับคุณเพื่อปลอบโยน เราถูกพายุใหญ่ บ้านเรือนในกวางเจา พินาศ ชาวบ้านล้มตายกว่าสองพันคน ขอสวรรค์โปรดรับดวงวิญญาณของแม่สาวน้อยแซลลี่ผู้อาภัพไว้ด้วยเถิด…..”


ยอดจำได้เพียงว่า วิ่งหนีออกมายืนที่ศาลาริมแม่น้ำ น้ำตารินไหลเอ่อล้นจนเปียกไปทั่วใบหน้า  คิดไม่ถึงว่าตนเพิ่งหนีพ้นเงื้อมือมัจจุราชจากดงพระยาไฟมาได้   กลับต้องมารับเรื่องร้ายๆ เช่นนี้  ความเสียใจที่ถาโถมเข้ามา  ถูกข่มลงด้วยความโกรธ  โกรธดวงชะตาตนเอง โกรธเจ้าไต้ฝุ่นร้าย  พาลโกรธไปถึงเทวดาฟ้าดิน   แล้วสุดท้ายก็ต้องวนกลับมาโกรธตนเอง ที่ปล่อยแซลลี่ไว้ในเมืองจีนให้รับเคราะห์คนเดียว 

“โธ่ แซลลี่….”    เขาขยำจดหมายแหลกเหลวขว้างทิ้งน้ำอย่างไม่แยแส เงยหน้ามองท้องฟ้าขะมุกขะมัว มือทั้งสองกุมขมับ ครางอย่างปวดร้าวใจ อีกครั้งแล้วซินะที่ต้องสูญเสียหญิงอันเป็นที่รักไป หญิงที่มอบความรักให้เขาจนหมดหัวใจ ยอดเหม่อมองผิวคลื่นของลำน้ำเจ้าพระยา พลางคิดไปว่า ช่างเหมือนแม่น้ำเพิล (Pearl River) ที่ตนเคยนั่งเรือเล่นกับหล่อนราวฝาแฝด แววตาอันเศร้าสร้อยของสาวน้อย ในวันที่ส่งเขากลับกรุงเทพฯ และดวงหน้าในอิริยาบถต่างๆ ของแซลลี่ ก็เริ่มกลับเข้ามาในมโนภาพ ตอกย้ำความเจ็บปวดในใจอย่างแสนสาหัส 

จ่าน้อม ทหารหน้า


โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ตอนก่อนหน้านี้: วิกฤติวังหน้า

ซ้าย  เหตุการณ์ร่วมสมัย ยอดกลับจากศึกฮ่อครั้งแรก ได้เพียง 2 เดือน นายพลคัสเตอร์ก็พ่ายแก่เหล่านักรบอินเดียน  ที่ Little Big Horn รัฐ Montana เมื่อ 25 มิถุนายน ค.ศ.1876

  ขวา  หมอสมิธ ชวนยอดมาช่วยทำหนังสือพิมพ์เพื่อคลายความทุกข์

“คุณคงผูกพันกับผู้หญิงคนนี้มาก….”   เสียงหมอสมิธทำลายความเงียบลง

“ขอรับ เธอชื่อแซลลี่”   ยอดไม่กล้าหันไปสบตา   “กระผมเคยให้ความหวังว่าจะรับเธอมาที่นี่ มาเริ่มชีวิตที่ดีกว่าเมืองจีน คุณหมอเฮนรี่เล่าว่า เธอรอผมจนไม่มีข่าวหลายเดือนจึงยอมตามแม่บังคับให้แต่งงานกับพ่อค้าในฮ่องกง กระนั้นก็ยังเทียวมาถามข่าวกระผมเสมอพร้อมลูกสาวผมหยักศกตัวเล็กๆ….”

เสียงยอดเริ่มครืออีกครั้ง  “...จนครั้งสุดท้ายติดพายุ โรงแรมที่พักถล่มลงทั้งหลัง”

“แล้วลูกสาวล่ะ”

“พ่อเขารับไปฮ่องกงแล้ว กระผมผิดเองที่ไม่ใส่ใจในความรักที่เธอมอบให้ กลัวปัญหาว่าเมื่อเธอมาสยามแล้วจะไม่เป็นที่ยอมรับของครอบครัว กระผมจึงแกล้งลืมเสียง่ายๆ”

คุณหมอสมิธมองดูเรือกลไฟชื่อ “เจ้าพระยา” ที่เพิ่งกลับจากสิงคโปร์เปิดหวูดผ่านไป ก็เข้าใจว่า

ยอดยิ่งรู้สึกสำนึกบาป จะอ้างว่าเดินทางไปรับแซลลี่ลำบากไม่ได้อีกแล้ว เรือไฟสมัยใหม่ใช้เวลาเพียง 15 วัน ก็ถึงฮ่องกง แกได้แต่ทำมือเป็นรูปไม้กางเขนให้พร

“คุณดูปองท์ พระเจ้าท่านลิขิตไว้ทั้งนั้น”

“ไม่ทุกอย่างดอกขอรับ เพราะความใจดำของกระผมต่างหาก เธอจึงต้องตาย เด็กหญิงนั้น... แกอาจเป็นลูกสาวกระผมเสียด้วยซ้ำไป”

ยอดลงเรือกลับก่อนค่ำ นึกขอบใจที่เรือแจวทวนน้ำอย่างเชื่องช้า มีเวลาปล่อยใจที่บอบช้ำได้พักนิ่งๆตามลำพังบ้าง แม่น้ำชวนนึกย้อนไปถึงเอมิลี่ในช่วงสงคราม สิบปีแล้วที่ถูกพรากกันเพราะต่างผิวพลางคิดว่า   ‘พระเคยดูดวงให้แม่นเหมือนกันว่าเราเคยเป็นคนต่างประเทศมาเกิด เกือบมีเมียต่างชาติหลายทีแล้ว ไม่เอมิลี่ก็แซลลี่ต่างหากที่ควรได้มานั่งชมวิวด้วยกันอย่างนี้’

เผลอมองหมู่เรือนแพและแถวเรือสำเภาที่จอดตั้งแต่ท่าวัดเกาะจนถึงท่าฮวยจุ้นเล็ก(ท่าราชวงศ์) แล้วก็นึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาเฉยๆ  “ข้าไม่ไปคลองหลอดแล้ว ส่งที่ท่าวัดสามปลื้มนี่ละ”

“พี่นายทหารจะแวะไปเยี่ยมแพน้องๆ แถวนี้หรือจะให้เข้าคลองวัดสามปลื้มไปซ่องยายแฟงก็ได้นะ”   ไอ้หนุ่มเรือจ้างสาระแนเดาใจ แต่ยอดยืนยันว่าส่งที่ท่าน้ำเป็นพอ

  อีกเหตุการณ์ร่วมสมัยทางเอเชีย  ญี่ปุ่นเกิดสงครามกลางเมือง จากกลุ่มสวนกระแสปฏิรูปของก๊กซัทซึมะ นำโดยท่านไซโก้ (Satsuma Rebellion) นานถึง 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ มีนาคม ค.ศ. 1877 เสียทหารและซามูไรล้มตายทั้งสองฝ่ายกว่า 2 หมื่นคน รบจนรัฐบาลหมดเนื้อหมดตัว ต้องชะลอการพัฒนาไปชั่วขณะ ในเดือน กันยายน ค.ศ. 1877 ไซโก้ก็พ่ายแพ้ บาดเจ็บและทำฮาราคีรี ใน ภาพทหารรัฐบาลที่เกณฑ์จากชาวนา ตาม พรบ. เกณฑ์ทหาร มีปืนชนัยเดอร์ และปืนกลแก็ตลี่ง กำลังรอขึ้นเรือที่โยโกฮาม่าไปปราบกบฏ สังเกตว่าเครื่องแบบทันสมัยไปไกลแล้ว

ย่านสำเพ็งเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากทำสนธิสัญญาบาวริ่ง แล้วสยามก็ไม่สามารถผูกขาดการค้าไว้กับราชการเพียงเจ้าเดียว ชาวจีนซึ่งมีนิสัยชอบค้าขายเข้ามามีบทบาทในการค้าที่ขยายตัว ตั้งแต่รับซื้อจากหัวเมือง ขนส่ง ทำโกดัง จนถึงแลกเอาสินค้าจากฝรั่งเข้ามากระจายออกขายในกรุงเทพฯ ยิ่งมีคนใหม่ๆ อพยพมาอีกเกือบ 7 หมื่นคนกระจุกกันแย่งหากินอยู่ในบริเวณแคบๆ ตั้งแต่แนวคลองโอ่งอ่างไปจรดคลองผดุงกรุงเกษม ทำให้สำเพ็งเป็นบริเวณที่สกปรกไม่น่าอยู่นัก บ้านเรือนก็เป็นห้องเช่าชายคาชนกันทุกหลัง คนจีนนั้นไม่ชอบใช้เรือ คลองเลยกลายเป็นที่ทิ้งขยะจนตื้นเขิน ยอดทนเดินเลาะไปตามตรอกเล็กๆที่มักเฉอะแฉะ เบียดกับคนมีหางเปียตัวเหม็นๆ ที่แบกหามสินค้า ผ่านร้านขายของสารพัด หันไปดูพวกนักเลงหรือขอทาน บางคนเห็นก็จำเขาได้พากันซุบซิบ บ้างรีบหลบมุมเพราะซ่อนของที่เพิ่งจะไปวิ่งราวมาเมื่อเช้า แต่วันนี้ยอดไม่มีใจจะตรวจค้น อะไรสักอย่างพาเขามาหยุดยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านหลังใหญ่เยื้องกับวัดสามปลื้มใกล้แยกถนนสำเพ็ง แขกยามเห็นเข้าจำได้ ก็ร้องถามว่า   “โอ้….อีนี่ท่านขุนมาพบเจ้าสัวหรือขะร๊าบ”

ยอดนิ่งเหม่ออยู่สักพักแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างว่า ตลอดเวลาที่หดหู่กับงานราชการ หรือแม่ผึ้ง จนออกไปรบลำบากเสียหลายเดือนนั้น ยังมีลูกสาวบ้านนี้ที่คอยเอาใจใส่เสมอ มารู้ตัวอีกทีก็ได้เสียงแจ๋วๆทักว่า   “ทำไมคุณหน้าหมองจังเจ้าคะวันนี้”


ยอดจมอยู่กับความเศร้าต่อมาอีกหลายเดือน และไม่ได้แยแสกับการเสด็จก่อพระฤกษ์สร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนัก ราชการดูจะเนือยๆ ไป จนคุณหมอสมิธขอร้องแกมบังคับให้มาช่วยดูหนังสือพิมพ์ใหม่ ชื่อ The Siam Weekly Advertiser บ้างสักเดือนละสองสามครั้ง ด้วยเจตนาดีที่จะให้เขามีอะไรใหม่ทำ ถึงยอดจะไม่เคยปริปากเรื่องแซลลี่กับใคร แต่ก็ไม่พ้นสายตาของแม่วันไปได้ และคงชักรำคาญจึงรับอาสาทำอาหารให้เขาไปถวายหลวงพ่ออุดร ในใจหวังว่าบางทีเขาจะลืมแม่ชาววังลงบ้าง

“ถ้าหมุนเวลากลับได้ กระผมจะรับแซลลี่มาให้หลวงพ่อรู้จัก”   ยอดตัดสินใจเล่า

“ทำบุญร่วมกันมาน้อยทั้งแม่หนูปราง แม่แหม่ม แล้วก็แซลลี่”   ในใจท่านนึกว่าจะได้เห็นปืนโคลท์กระบอกใหม่ของยอด “เอ... แล้วอาหารเพลมื้อนี้เล่า คนทำเขาดูตั้งใจมากนะ เคยคิดถึงใจเขาไหม”

“คนจีนอีกละขอรับ ถึงเป็นลูกสาวเจ้าสัวก็เกรงจะเอาเข้าบ้านไม่ได้”

“อุวะ แล้วสีกาหมวยแซลลี่ที่บ่นเสียดายนี่เล่า แรกก็มัวว่าจะเอาเข้าบ้านไม่ได้จนอด”   หลวงพ่อดุ   “อย่ามองข้ามคนใกล้ตัวนะ ถามจริงๆเถิด ตัวพ่อยอดวันนี้ ถึงยังไม่มีเมียแล้วเดินเข้าบ้านได้หรือ”

หลวงพ่อทำให้ยอดได้สติ   “เป็นผู้ชายกลัวไปทำไม เป็นพ่อจะสร้างบ้านใหม่ของเราเอง”

เป็นครั้งที่สองในชีวิตนับแต่จับเขาใส่เรือไปรบถึงอเมริกา ที่หลวงพ่ออุดรได้ชี้ทางเดินให้ เริ่มเห็นใจแม่วันที่นั่งฟังเขาพล่ามชื่นชมนางข้าหลวงผู้มีตระกูล ต้องแอบอยู่ในครัวคอยเขานั่งคุยธุระกับเจ้าสัว และถึงจะต้องรับใช้พ่อแม่ ทำงานหนักตามประสาลูกสาวชาวจีน ก็อุตส่าห์เฝ้าอดทนเป็นห่วง

“เราเคยใจดำกับแซลลี่มาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ขอแก้ตัว จะให้ชีวิตที่ดีกับแม่วันบ้าง”   เขาสัญญากับตนเองว่าจะขอพยายามถึงที่สุด เพื่อให้ทางบ้านยอมรับแม่วัน ‘ครอบครัวขุนนางไทย อยากมีเมียจีน มันยากกว่าบุกดงพระยาไฟสักสิบเท่า มีคนๆเดียวเท่านั้นจะช่วยเราได้’

ยอดตรงดิ่งไปหาน้าละมัยทันที

“หลานชักอายุมากแล้ว คิดมีเรือนก็เหมาะ”   คุณน้าเริ่มขู่   “แต่อย่าคิดว่าน้าจะช่วยง่ายๆนะ ต้องขอดูตัวนังแม่คนนี้ก่อน ถ้าฉันว่าไม่ผ่าน ก็อย่าหวังอะไรจากน้าอีก”

“งั้น กระผมจะชวนคุณน้าไปนะขอรับ”

“วุ้ย ฉันไม่บากหน้าไปถึงสำเพ็งหรอก แล้วนึกหรือเจ้าสัวเขาจะเอาลูกสาวมาตั้งหน้าร้านราวขายของ”   คุณน้าเล่นตัวทันที   “เจ้าอยากได้เขาก็หาทางพามันคลานมานี่เองซิ”

“ขอรับ….”   ยอดชักวิตกว่าแม้แต่ชื่อหล่อน คุณน้าก็ไม่อยากเอ่ยกับปากแล้ว

“น้าดูละเอียดนะ ว่าพ่อแม่มันดีไหม สอนลูกไว้ดีหรือเปล่า ยิ่งเป็นจีน กิริยามารยาทมันมักต่ำไม่เหมือนเรา และน้าจะเตือนไว้อีกว่า ต่อให้นังแม่คนนี้วิเศษขนาดไหน ถ้าเตี่ยมันขี้โกง ไม่รักในหลวง ไม่รักชาติบ้านเมืองสยามละ อย่าเอามาเหยียบเรือนนี้เป็นอันขาด”

ยอดกลับไปอกสั่นขวัญแขวน ญาติหลายคนอดมีเมีย เพราะคุณน้าไม่ชอบและจะอาละวาดจนถึงที่สุด เมื่อทหารหนุ่มได้โอกาสกระซิบกับแม่วันที่ปากตรอกในคืนวันต่อมาว่าเห็นใจ และตั้งใจจะมีเรือนด้วย เธอต้องใช้เวลาพอควรทำความเข้าใจว่าเหตุใดที่บ้านยอดจึงตั้งแง่รังเกียจตนได้มากมายเพียงนั้น

“นี่ฉันไม่มีค่าเลยหรือเจ้าคะ เป็นลูกสาวคนจีนก็แย่พอแล้ว คุณน้ายังอยากจับขึ้นศาลก่อนอีก”

“อย่าน้อยใจเลยจ่ะ ต้องช่วยกันคิด คุณน้าต้อนเธอแน่ ด่านแรกก็มารยาทผู้ดี แม่วันต้องระวังท่านั่ง ท่าคลาน การกราบไหว้ อย่าพูดก่อนท่านถาม ไม่ควรเถียงหรือพูดสอด อย่าหัวเสียง่ายๆนะ เพราะ คุณน้าละมัย จะแกล้งยั่วเธอแน่ๆ”   เขาลูบจมูกโด่งๆของหล่อนในมุมมืด ทำไมต้องพบพวกจมูกสวยเหมือนแหม่มอยู่เรื่อยก็ไม่รู้ได้   “ด่านสองคือท่านชอบถามลองสติปัญญาลูกหลาน ท่านฉลาดเป็นกรด ข้าราชการผู้ใหญ่เถียงแพ้ท่านมานักต่อนักแล้ว อย่านิ่งอย่างเดียว เพียงแต่เวลาตอบไตร่ตรองให้ดีก่อนนะ”

เมื่อถึงวันนัด แม่วันห่มชุดไทยแต่ยังคงเกล้ามวยผมไว้ข้างหลังอย่างจีน เลยดูแปลกตาจนยอดอดล้อไม่ได้ หล่อนแทบถอดใจเมื่อรู้ว่าคุณน้าสั่งให้ขึ้นไปพบลำพังสองต่อสอง

“แม่วันซ้อมมาดีนะ อย่าเผลอล้งเล้ง เสียงดังล่ะ ท่านเหลี่ยมจัดออก”

“โธ่ คุณยอด ฉันกลัวจะตายอยู่แล้ว”   หล่อนบ่นก่อนคลานหายขึ้นเรือนไปเขาได้ยินเพียงว่า

“หนูกราบคุณน้าเจ้าค่ะ”   ยอดนึกอยู่ว่าผู้หญิงช่างพูดสองคนพบกันดีร้ายเดาใจยาก แต่แล้วบ่าวก็ลงมาบอกให้ยอดกลับค่าย เพราะคุณน้าชวนแม่วันกินข้าวต่อ

“เสร็จแน่ คุณน้าคงทดสอบมารยาทการกินด้วย”   เขาลืมเรื่องนี้เสียสนิท รุ่งขึ้นก็รีบมาพบคุณน้าแต่เช้า ท่านอารมณ์ดีนั่งสีผึ้งสีปากอยู่คนเดียว   “พอไหวไหมขอรับ”

“ฮืม…ผิวพรรณเขาก็ดีนะ”   ท่านตีหน้าตาย   “แต่อายุมากไปหน่อยหาเด็กกว่านี้ซิจะได้ไม่แก่เร็ว”

“คุณน้าละก็ หาเรื่องติได้เรื่อย เขาคล่องแคล่วเฉลียวฉลาดนะขอรับ”

“น้านึกว่าผู้ชายอย่างแกจะมองหาเมียสวยๆ อย่างเดียว”   ท่านลอบชมยอดอยู่ในใจ   “น้าซ้อมเขาหนัก แต่แม่หนูคนนี้เขาเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ช่างพูดช่างตอบ ถามว่ามารยาทก็ดีอยู่ เขาว่าแม่เขาสอน ลูกๆ ทุกคนเก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่ต้องเป็นคนดี ต้องเอาใจใส่พ่อแม่เอื้อเฟื้อคนรอบข้าง ว่าไปเราคุยกันได้ถูกคอเชียวละ แกแน่ใจแล้วนะ”

“กระผมแน่ใจขอรับ”   เมื่อยืนยันออกไปแล้ว ยอดเองก็นึกอยู่ว่าทำไมจึงเลือกแม่วัน หล่อนมิได้งามราวนางฟ้า แต่เป็นแม่ศรีเรือนให้ความอบอุ่นสบายใจแก่เขาได้อย่างเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ มิได้เสแสร้งด้วยจริตมารยา และที่สำคัญที่สุดเพราะหล่อนเป็นคนดี งดงามที่ใจ มีสติปัญญาและไม่ได้ใช้ไปในทางโลภ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง จนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพียงเท่านี้ก็อาจชนะแม่ผึ้งซึ่งงามรูปงามกิริยาหมดจด สูงส่งในชาติตระกูล แต่ใจคอหยั่งลึกไม่ถึง จนบางครั้งยอดยังนึกเกรงว่าจะคุมไว้ไม่อยู่ แล้วยังรู้สึกผิดหวังที่หล่อนไปเห็นดีเห็นงามกับพวกคิดทรยศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

ถ้าถามใจยอดว่าไม่อยากได้เมียที่เรียบร้อยน่ารัก แบบไทยๆไม่มีปากมีเสียงมาคอยปรนนิบัติดอกหรือ แทนที่จะหาหญิงที่ออกท่าทันสมัยหรือเก่งกาจอย่างที่พบนี้ เขาอดนึกถึงแม่ไม่ได้ แม่เป็นคนดีแสนวิเศษกว่าหญิงใด แต่แม่อ่อนแอ ขี้เกรงใจคน ยินดีที่จะก้มหน้ารับกรรม รับคำสั่งมากกว่าจะกล้าแสดงความคิดเห็น อันเป็นเหตุให้ยอดนึกตำหนิอยู่เสมอว่าทำให้ตัวของแม่และตนต้องทนถูกข่มเหง เจ็บช้ำน้ำใจราวกับเป็นลูกเมียน้อยมาแต่เล็กในบ้านของพ่อแท้ๆ ดังนั้นหญิงที่เก่งและฉลาดจึงมักถูกโฉลกกับเขา

“มาเปลี่ยนใจทีหลังมีเรื่องกับน้าแน่ๆ ถ้ารับว่าจะไม่ทิ้งไม่ขว้างเขา ก็นับว่าแกเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่งได้ ดีแล้วที่ใช้ปัญญาไม่หลงเพียงรูปโฉมหรือคิดเพียงแค่ให้เขามาแทนใครบางคน”   ท่านหยุดบ้วนน้ำหมากคอยชำเลืองมองสีหน้าหลานชาย   “น้ารู้ว่าเจ้ายังอ่อนอะไร ขาดอะไรอยู่ เจ้ามันพูดไม่เป็น แต่สัตย์ซื่อในราชการ เกิดเผลอได้เมียกิริยาไพร่ โง่ บ้าหวย ติดพนันหรือขี้เกียจ เจ้านายผู้ใหญ่ก็จะพลอยรังเกียจไม่ก้าวหน้า พาลฉุดลงเหวกันทั้งคู่ แต่แม่วันเขามีสิ่งที่แกขาดอยู่ มันก็เต็มสมบูรณ์ ช่วยหนุนส่ง”

“เอ ถึงเขาแย่ แล้วรักกันจริงล่ะขอรับ”

“โอ๊ย หนีตามกันไปกัดก้อนเกลือกินหรือเจ้ายอด พอสักปี เริ่มลำบาก ความรักมันก็หมด จำไว้นะหลาน ชีวิตคู่อยู่ยืดได้เพราะฝ่ายหนึ่งต้องมีฐานะพอประคองกันไปได้ เรารับใช้แผ่นดินพอเลี้ยงตัว ถ้าแม่คนนี้เป็นลูกเศรษฐีน้าก็หมดห่วงเจ้าเสียที เกรงว่าคนจีนเขาให้สมบัติลูกชายหัวปีหมดน่ะซี”

“กระผมพอมีเงินอยู่นะขอรับ”   ยอดโอ่

“ดัดจริต...เงินมันใช้หมดกันได้ย่ะ”   คุณน้าดุ   “คนจีนเขาเก็บเงินเก่งแม่วันก็คงเหมือนกัน อ้อรู้ไว้เอาบุญด้วยว่าน้าแอบไปสำเพ็งมาแล้ว และก็เลยไปสืบกับพวกของท่านพระยาโชฎึกราชเศรษฐี ที่กรมท่าซ้าย ครอบครัวนี้เป็นเช่นไรน้ารู้ถึงไส้ถึงพุง”

คุณน้า...”   ยอดตกตะลึง

“น้าขอบอกว่าน้าพอใจ เขาตั้งตัวอย่างอุตสาหะ ไม่ทำบ่อนเบี้ย ทำโรงฝิ่นอะไรอย่างนั้น”

“ว่าแต่แม่กระผมดูจะปักใจกับชาววังไปแล้วนะขอรับ”

“เรื่องแค่นี้ไว้น้าจัดการเอง”   ท่านเอ่ยประโยคนี่ยอดสบายใจที่สุดอีกครั้ง


กองทัพในฝัน

กลับมาพร้อมหน้ากันแล้ว จมื่นสราภัยฯ จึงเรียกยอดและนายจ่ายวด มาหารือในที่ทำงานชั่วคราวของท่านที่อาคารแบบฝรั่งในวังหลวง ชื่อ หอคองคอเดีย ซึ่งจะถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของสยาม

“ทรงวางพระทัย มอบให้ฉันตั้งพิพิธภัณฑ์ร่วมกับท่านที่ปรึกษาส่วนพระองค์” 

จมื่นสราภัยฯ แนะนำยอดกับชาวอังกฤษหนุ่มหนวดเคราดกผู้หนึ่งซึ่งก้มตรวจเอกสารอยู่ใกล้ๆ

“คุณดูปองท์น่าจะมาช่วยนะ นี่ทรงมอบให้ตกแต่งวังที่บางปะอินด้วยอีกงาน”   ท่านที่ปรึกษาทักทายอย่างกันเอง ที่รู้มาท่านเคยฝึกงานกับกงสุลน็อกซ์ แต่ผิดใจกัน ในที่สุดก็มาช่วยราชการเป็นคุณประโยชน์แก่สยามในช่วงที่มีปัญหากับอังกฤษได้อย่างดียิ่ง

“กระผมเป็นทหารไม่ถนัดงานช่างหรอก มิสเตอร์อาลาบาสเตอร์”    ยอดหลบเลี่ยง

  ซ้าย    เฮนรี อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) ต้นตระกูล เศวตศิลา อดีตรองกงสุลอังกฤษ เป็นผู้รังวัดตัดถนนเจริญกรุง ต่อมาเกิดขัดแย้งกับกงสุลน็อกซ์ จึงลาออกกลับไปประเทศอังกฤษ และกลับมารับราชการกับไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2416 เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ใน ร.5  ได้วางรากฐานการทำแผนที่ สร้างถนน ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ พิพิธภัณฑ์ ออกแบบและก่อสร้างสวนสราญรมย์ นำกล้วยไม้แคทลียา และล็อตเตอรี่เข้ามาในประเทศไทย

ขวา    หอคองคอเดีย เดิมสร้างเป็นสโมสรทหารมหาดเล็ก แบบโถงเสาสูงตามที่ได้ทอดพระเนตรครั้งเสด็จปัตตาเวีย

เมื่อดัดแปลงเป็นราชพิพิธภัณฑ์ หรือ Museum โดยใส่ประตูหน้าต่างเสียใหม่ ปัจจุบันเรียกว่า ศาลาสหทัยสมาคม

“เฮนรี่ ชายคนนี้รู้สึกตัวว่าเริ่มแก่ เขาเลยคิดแต่จะออกเรือนเท่านั้นเอง”   ท่านจมื่นฯ รู้ทันและให้ทุกคนนั่งหารือพร้อมกับท่านที่ปรึกษาฯ ด้วย นายจ่ายวดเริ่มสรุปผลการทัพฮ่อว่า

“ปัญหาแรกขอรับ จำนวนทหารเกณฑ์ ไม่เคย ได้ครบบัญชี ตอนยกทหารกรุงเทพฯ ออกไปนั้นส่วนมากเกณฑ์จาก ไพร่หลวง ซึ่งทำงานประจำกรมกองของฝ่ายมหาดไทยอยู่แล้ว ก็พอเอาตัวมาได้ง่าย” (ไพร่หลวง คือ คนที่ราชการตั้งกองไปสักข้อมือลงทะเบียน ไว้ใช้ในราชการของกรมกองต่างๆโดยตรง จะเรียกว่าเป็นไพร่ที่ขึ้นตรงกับฝ่ายงานส่วนกลางของแผ่นดินก็ได้ จึงเรียกอีกชื่อว่า “เลกจ่ายตามกรม”)

“เรายังต้องระดมทหารหัวเมืองมาสมทบด้วยขอรับ”   พวกทหารที่ว่านี้คือ ไพร่สม ที่อยู่ในสังกัดของเจ้าเมืองและขุนนางท้องถิ่นโดยกำเนิด แต่แทนที่บรรดาขุนนางจะส่งคนมาสมทบได้เร็ว นายจ่ายวดกลับบ่นว่า   “กระผมไปเสียเวลารอทหารหัวเมืองอยู่ที่หาดพิชัยตั้งนาน พอมาถึงห่าก็ลงพอดี”

“ไพร่สมหาอาวุธและอาหารมาเองขอรับ อนาถามากไม่อาจเทียบกับทหารประจำการของฝรั่ง”    ยอดเห็นชาวอังกฤษผู้นั้นสนใจนิ่งฟัง

“มันก็ตั้งใจมารบนะพี่ยอด แล้วยังชำนาญภูมิประเทศกว่าพวกเรา”   นายจ่ายวดต่อ   “ที่ใช้รบไม่ได้เรื่องเป็นพวกเกณฑ์จาก ทาส ขอรับ พอเป็นแรงงานขนเสบียง ทำค่ายคูเท่านั้นเอง”

“คุณมีกองทัพเกณฑ์จากราษฎรเป็นพื้น ระบบศักดินาสยามใช้ควบคุมพลเมืองให้สังกัดมีเจ้านายขุนนางเป็นหัวหน้า เพื่ออาศัยแรงงานมาใช้ในราชการ หรือส่งส่วย เป็นข้าวของหลวงใช้สอยมาหลายร้อยปี ไอ้ที่ว่ามีนาพันนาหมื่นก็แค่เป็นหน่วยวัดเทียบความสำคัญของขุนนางและเทียบโทษเท่านั้น มิได้ร่ำรวยที่ดินจริงๆต่างกับไอ้ศักดินาของผมมาก ขุนนางบ้านผมเป็นเจ้าของที่ดินมากมาย คนจนเพียงมาอาศัย แต่ในสยามเริ่มมี จุดอ่อนว่าไพร่เลี่ยงงานก็ได้ถ้าจ่ายเงิน บำรุงเจ้านาย ท้ายที่สุดพอจะไปรบก็หาคนที่พร้อมรบไม่ได้ทันการ คนหนีหมด”   ท่านที่ปรึกษาให้ความเห็นบ้าง

“ที่อเมริกาก็มีหนีเหมือนกัน แต่ถ้าอาญาทัพเด็ดขาด ได้นายทหารฝึกอย่างอาชีพมีวินัยลงโทษกันจริงจัง ใครจะไปกล้าเล่าขอรับ”   ยอดยังนึกถึงนายพลที่เฮี๊ยบอย่างแกรนท์และเชอร์แมน

“แกรู้ไหมว่าไพร่พลเลี่ยงการเกณฑ์อย่างไร”   ท่านจมื่นหันมาถามนายจ่ายวด

“อ๋อ มันช่วยกันเลี่ยงทั้งตัวนายและตัวบ่าวเลยขอรับ ไพร่สมน่ะทำงานทุกอย่างเลี้ยงพวกมูลนายตามหัวเมืองที่ตนอยู่ ถ้าไพร่ไปรบตาย พวกขุนนางก็ขาดคนทำงาน ขาดรายได้ซิขอรับ ตัวนายมันเลยแกล้งรายงานว่าไพร่หนีไปแล้ว ที่แท้หลบอยู่แถวนั้นละ”   นายจ่ายวดทำหน้าพิกล   “ยิ่งพวกทาสติดหนี้กับนายเงินนั้นแล้วใหญ่ นายเงินเป็นคนซื้อทาสมาใช้ ลงทุนแล้วนี่ เขาก็จะซ่อนคนเขาไว้ เจ้านายของทาสที่สังกัดเดิมรู้ว่าหนี แทนจะจับมาเป็นทหารกลับไปจับตัวนายเงิน (เจ้าหนี้) มาขู่เอาโทษเรียกเงินปิดปาก แล้วก็แทงออกจากบัญชีเฉยๆ”

นายทหารที่ไปรบมาทั้งสองคนทำหน้าเบ้ ยอดเห็นว่ามีอีกเรื่องที่น่าหนักใจคือ นายทหาร

“พวกระดับหัวหมู่ ขุน พัน หรือหมื่น ก็สำคัญเท่าๆกับพวกนายสิบ พวกจ่า จนถึงนายร้อยที่จะต้องคุมแถวทหารในสนามรบ กระผมเห็นว่าของเราอ่อนมาก เกณฑ์มาไม่คุ้นกับทหารของตน ยังหนีทัพได้ หากจ่ายเงินกับนายเวรที่เขามาเกณฑ์ หรือจ้างใครก็รู้ไปรบแทน”

“นายเวรมันได้สองต่อเชียวนะพี่ยอด”   จมื่นสราภัยฯหัวเราะฝืดๆ   “รับเงินจากพวกหนีทัพแล้วยังไปเบิกเบี้ยหวัดอีก”

“กระผมไม่เข้าใจขอรับ”

“นายทหารระดับนี้ เราไม่ใช้ไพร่ แต่เป็นข้าราชการมีเบี้ยหวัดหลวงจ่าย ถ้าเขาบอกพี่ยอดว่ากรมนี้มีขุนหมื่น 100 คน มารบจริง 70 คน เขาก็ยังเบิกเงินมาใช้สำหรับ 100 คนอยู่นั่นละ”

              ยอดนึกถึงจ่าเก่งๆ ที่คุมทหารใหม่จนรักษาแนวรบไว้ได้ อย่างจ่าจิม เวอร์เนอร์ หรือ หมู่ทอมบร่าแล้วก็ครางว่า  “นี่เราพบแค่โจรฮ่อ ไม่ใช่ทหารอาชีพ ถ้ารบจริงๆ คุมคนในสนามไม่อยู่หรอกขอรับ”

“กองทัพสยามในฝันของคุณดูปองท์ควรเป็นเช่นไร”   นายอาลาบาสเตอร์ถาม

“อย่างแรกต้องเป็น กองทัพของคนที่เป็นอิสระ เป็นไทกับตนเอง ไม่ใช่ไพร่ใช่ทาส”    ยอดตอบหนักแน่น   “ในระบบไพร่ คนไม่รักการทหาร หนีราชการก็ได้แค่จ่ายเงินรัชชูปการปีละ 6 บาท ยกเว้นคนที่ยากจนไม่พอจ่ายค่าเลี่ยงราชการ”

“เอ...คุณดูปองท์ พอไม่มีทาสแล้วคนเขาอยากมาเป็นทหารเองหรือไง”

“ไม่เป็นเช่นนั้นดอก มิสเตอร์อาลาบาสเตอร์ ธรรมดาไม่มีใครอยากตายในสนามรบไม่ว่าเป็นไทหรือทาส แต่สงครามชนะด้วยกำลังใจ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้นแผ่นดินนี้ ไม่เคยทรงมีทหารมากกว่าพม่าในสนามรบเลย เพราะใจทหารแท้ๆที่เอาชนะกลับมาได้ ดังนั้นคนที่ต้องการเป็นไทย่อมมีแรงจูงใจที่จะต่อสู้เพื่อแผ่นดินที่เขาหวงแหน เพราะแผ่นดินนั้นเขาสามารถทำมาหากินได้เป็นอิสระ เขาจะสู้จนตายเพียงให้แน่ใจว่าลูกหลานของตนคงเป็น ‘ไท’ และมีอนาคตที่ดีกว่าคนที่เป็นไพร่ผู้หมดความหวังในชีวิต เพราะเมื่อสูงสัก 4 ฟุต 2 นิ้ว อายุได้ 16-17 ปี ก็ต้องถูกสักหมึกที่แขน ประจำกรมที่พ่อแม่เคยอยู่มาก่อนไปอีกไม่รู้สักกี่สิบชาติ”

ท่านจมื่นฯร้องว่า   “จริงซินะจะไปรบทำไม เพราะเสร็จแล้วก็กลับมาเป็นไพร่อีก คนที่ได้ประโยชน์เป็นมูลนายอย่างเดิม มานั่งคอยแช่งให้ไพร่ขอเลี่ยงงานด้วยการจ่ายเงิน ยิ่งรู้ว่าหลวงได้ส่วนแบ่งแค่ 1 ใน 4 แล้วใครมันอยากสู้เพื่อชาติเล่า”

“จมื่นสราภัยฯ สังเกตไหม สยามแทบไม่มี ชาวสวน ชาวนา แม้แต่ช่างฝีมือ หรือพ่อค้าก็หายาก เพราะคนหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่”   ท่านที่ปรึกษาสรุป   “เขาหนีเข้าป่า เข้าดงไปจะได้ไม่ถูกสักแขน แต่น่ากลัวนะเดี๋ยวนี้บางคนมีทางออกแค่ไปขอเป็นซับเจค (Subject – คนในบังคับกฎหมายฝรั่ง หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต) ในกงสุลชาติฝรั่งต่างๆ กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้ คนเก่งๆน่ะไปก่อนเลย สยามก็จะอ่อนแรงลงทุกวันเอง”

“ที่จริงการมีทาสและไพร่นี่ละที่ทำให้เราออก กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ได้ เพราะแต่ละคนเขามีนายคอยขวางอยู่แล้ว”   ท่านจมื่นฯยังไม่ท้อ   “เชื่อซิอีกสักสิบปี ผลการลดอายุทาส บังคับปีเกิดลูกทาสให้ปล่อยเป็นไท และการลดค่าไถ่ตัว จะทำให้มีชาวบ้านได้อิสระพร้อมเป็นทหารเพิ่มขึ้น ระหว่างรออยู่นี้เราจะหาอุบายใดมาระดมกำลังมากพอรักษาตัวไว้ก่อนให้ได้”

“เมื่อกระผมเป็นทหารในอเมริกา ทุกคนอาสามาเองทั้งนั้น ช่วงหลังๆหรอกขอรับ คนไม่พอเลยต้องออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร”

อาสาสมัคร งั้นหรือดีละ ฉันจะใช้วิธีนี้ แต่ต้องมีอะไรมาจูงใจคน”   ท่านจมื่นตาเป็นประกาย

“จ่ายเงินเดือนไหมขอรับ ดูเป็นทหารอาชีพหน่อย”   นายจ่ายวดแนะ

“แค่เงินไม่พอหรอก สิ่งจูงใจต้องมีความหมายกับเขาไปชั่วชีวิต เราจะช่วยให้คนเป็นไทเร็วขึ้น ใครมาเป็นทหาร ควรจะได้เป็นอิสระเมื่อถูกปลดประจำการ”


ด้วยฝีปากคุณน้าละมัย แม่จึงฝืนยอมมีสะใภ้ต่างด้าว ยอดพยายามทำให้แม่เป็นห่วงน้อยที่สุด โดยบอกว่าเจ้าสัวยินดีให้ทำพิธีอย่างไทย และ จะยกที่ดินแถวคลองสาธรให้ปลูกบ้าน คู่บ่าวสาวจะได้ไม่ต้องลำบากใจในการอาศัยกับบ้านฝ่ายสามีหรือทางเจ้าสัว ซึ่งเชื่อว่ามีความเป็นอยู่และวัฒนธรรมที่ต่างกันมาก

“ที่ดินแถวนั้นราคาสูงจ่ะแม่ แล้วอยู่ใกล้บ้านศาลาแดงของจมื่นสราภัยฯ ด้วย”   ยอดคุยกับแม่

“อ๋อ ก็มีแต่พวกจีนค้าขายจนรวยไปเก็งกำไรเอาไว้ซิ”   แม่เสียงขุ่น   “แกอย่าไปแบมือขอเขาอย่างเดียวนะ บ้านที่จะสร้างควรใช้เงินเราเอง ใช้เงินเขาเดี๋ยวเอาไปพูดดูถูกเราลับหลัง”

แม่บอกให้สร้างเองไม่ยักหยิบเงินให้ ค่าบ้านค่าสินสอดเป็นเรื่องขี้ผงจ่ายด้วยเงินค่ายิงควายป่าในอเมริกาได้สบาย แต่แม่ยังเคืองต่อว่า  “มีเมียเศรษฐีแล้วนี่ สินสอดแม่ไม่มีให้หรอก ไปจัดการเองเถิด”

คนที่ยอดคิดว่าเป็นปัญหาที่สุด คือ เจ้าคุณปู่นั้น กลับตาละปัด มาเห็นดีด้วยและมองอาการหงุดหงิดของแม่เป็นเรื่องน่าขัน

“วันแต่งคงต้นปีหน้าขอรับ รอให้บ้านสร้างเสร็จก่อน”    ยอดเข้าพบในคืนหนึ่ง

“ข้าคงไม่ไปงานของเอ็งหรอกนะ”

“เกล้ากระผมเข้าใจดีขอรับไต้เท้า”   ถึงรู้อยู่แล้วยอดก็อดเสียใจไม่ได้ เจ้าคุณปู่คงเดาได้จึงว่า

“เรื่องเมียเจ๊กเมียจีนนี่ แม่เจ้าคิดไม่เหมือนข้าๆมองไปถึงลูกหลาน เรายังขาดส่วนที่พวกนี้เขามี เช่น ความอดทน ขยันทำงาน แล้วเฉลียวฉลาดคล่องแคล่ว อีนังลูกสาวเจ้าสัว มันเป็นเช่นที่ข้าว่าไหม”

“ใช่ขอรับไต้เท้า”

“เอาส่วนที่ดีในความเป็นไทยของเจ้า มารวมกับของเขา ลูกหลานเจ้าก็จะเก่งช่วยพาสยามให้ก้าวหน้า ถ้าขืนกีดกันเหยียดหยาม ต่อไปก็จะแบ่งกันแล้วเป็นปัญหาบ้านเมือง ข้าสังเกตพวกนี้มันมานานแล้ว เขามีส่วนดีจึงไม่ขัดเจ้า”   ท่านเรียกทนายเข้ามายื่นห่อผ้าหนักๆ ให้ห่อใหญ่   “ตอนพ่อของแก เขาให้ไปขอแม่แกนั้น ท่านผู้หญิงกริ้วโกรธมาก ข้าจำได้ว่าพ่อเจ้าเขาน้อยใจนัก ข้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำอีก แล้วดูซิ แม่เจ้ากลับเป็นสะใภ้แสนวิเศษ ดีกว่าลูกในไส้ ถ้าพ่อเจ้าทนเลือกชาววังตามใจท่านผู้หญิง ป่านนี้ข้าคงอดได้ลูกสาวดีๆ มาอีกคนดอก แม่เจ้าเขาจะคิดได้ เอ้า….ห่อนี้ข้ายกให้”

ยอดแก้ห่อผ้าแล้วตกใจ ทรุดตัวลงกราบเท้าเพราะเงินในนั้นมากเหลือเกิน  “ไต้เท้าขอรับ คือกระผม….เกล้ากระผมเป็นลูกใครก็ไม่รู้ ท่านคงไปเก็บมาเลี้ยง กระผมไม่กล้ารับไว้ดอกขอรับ”

เจ้าคุณปู่สั่นหน้าช้าๆ  “ช่างประไร แกไม่เอาก็ไว้เป็นทุนให้ลูกๆซิ อย่าสุรุ่ยสุร่ายเล่า เออนี่ไอ้ยอด” 

“ขอรับไต้เท้า”

“ข้าว่า เอ็งมีเมียเป็นจีน ต้องสอนให้เขาไหว้บูชาพระป้ายเสียด้วย”

“คืออะไรขอรับไต้เท้า”    ยอดนึกได้ว่าแม่ทัพโบราณเคยเอ่ยขึ้นในฝัน

“เจ้าไม่รู้ละซิ เมื่อเจ้าขรัวเศรษฐีถนนตาลกรุงเก่าตายลงนั้น ท่านต้นแผ่นดินทรงระลึกถึงบุญคุณที่เจ้าขรัวในฐานะพระภัสดาของพี่สาวท่านและเป็นพ่อของท่านต้นตระกูลเรา ได้ช่วยเหลือสนับสนุนเงินทองกู้บ้านกู้เมืองจากพม่า จึงโปรดให้สร้างป้ายชื่อแบบจีนไว้บูชาในวังหลวง ป้ายนี้เป็น ป้ายเงิน ตามชื่อเดิมของท่านวางคู่กับป้ายทอง ซึ่งเป็นชื่อเจ้าขรัวทองพี่ชายอีกคน เศรษฐีจีนสองพี่น้องนี้ยังได้สร้างวัดไว้ที่คลองชักพระ ฟากข้างโน้น 2 วัดคู่กัน คือ วัดเงิน (ปัจจุบันวัดรัชฎาธิฐาน) และวัดทอง (ปัจจุบันวัดกาญจนสิงหาสน์) จึงเรียกได้ว่า นอกจากวัดเลียบเป็นวัดที่ท่านกรมหลวงฯ ต้นตระกูลได้ทรงบูรณะแล้ว ยังมีวัดประจำตระกูลคือวัดเงินอยู่อีกวัดหนึ่ง”

‘ราวกับท่านแม่ทัพรู้ก่อนว่าเราจะแต่งงานกับคนจีนจึงมาบอก’    ยอดคิดในใจต่ออีกว่ายังมีปริศนาบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ เมื่อทุกครั้งที่มาเข้าฝันท่านจะดูเศร้าสร้อยอยู่เป็นนิจ


ศึกห้างแรมเซย์

ต้นปี พ.ศ. 2420 จมื่นสราภัยฯ ยังง่วนอยู่กับการตกแต่งพระราชวังวโรภาษพิมาน และไอศวรรยทิพย์อาสน์ บางปะอินใกล้เสร็จแล้วนั้น บ้านตึกขาวเรือนหอกลางทุ่งสาธร ก็อยู่ในขั้นสุดท้าย แม่วันมาดูด้วยทุกสัปดาห์ และ เมื่อยอดมีราชการงานยุ่งหล่อนก็สร้างความพิศวงโดยรับเป็นธุระ กำกับช่างและคนงานให้เป็นตามกำหนดได้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีเสียเปรียบ สมกับคลุกคลีการค้าของบิดามาแต่เล็ก

“มิน่าเล่า เจ้าสัวถึงเคยบ่นว่า เธอน่าจะเกิดเป็นลูกชายจะได้ช่วยพ่อขยายการค้า”   ยอดสบายใจที่จะเริ่มชีวิตคู่อย่างชาวตะวันตก รู้จักนิสัยใจคอ และช่วยกันคิดสร้างบ้านตามใจผู้อยู่ ต่างกับเพื่อนในราชการที่วนเวียนอยู่ในกรอบประเพณีคลุมถุงชน ถึงเจ้าสาวของเขาไม่งามวิไลเท่าแม่ผึ้ง กระนั้นก็ขาวสวยสะพรั่งตามเชื้อสายจีนของเธอ เพื่อเอาใจยอดจึงได้นัดให้ไปพบกันที่ห้างฝรั่งเพื่อหาของไว้แต่งบ้าน

“มิสเตอร์ดูปองท์ โชคดีมากที่มีคู่หมั้นน่ารักอย่างเธอ”   นายแรมเซย์พบแม่วันครั้งแรกก็ถูกใจในความกระฉับกระเฉงของหล่อน พลางประคองตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นดีของห้างไมเซ่น (Meisen) ขึ้นมาอวด   “เขาสั่งของชิ้นนี้ไว้ให้คุณคนเดียว ส่วนของแต่งบ้านเจ้าน้อมมันมาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะมาช่วยเลือกกับคุณ”

“แฮะๆ ท่านว่ารอไม่นานดอกขอรับ”   จ่าเทคะแนนให้ลูกเจ้าสัวมาแต่ในมุ้ง เธอมักเหน็บของกินหรืออัฐมาฝากเสมอ วันนี้ก็คงลาภปากอีกเพราะหน้าตาแจ่มใจ ไม่คาดเลยว่าพายุหมุนใกล้มาถึงแล้ว

“คงแพงมากนะนายห้าง”   แม่วันยิ้มอายๆ รับตุ๊กตาสูงเพียงคืบเดียวมาดูอย่างระวัง ช่างเป็นของวิเศษที่ฝรั่งเยอรมันทำล้ำหน้าชาวจีน เจ้าตำรับเครื่องเคลือบดินเผา ถึงขนาดทำตุ๊กตาสาวน้อยในชุดบัลเลย์นี้นุ่งกระโปรงจีบระบายผ้าลูกไม้สามชั้น ด้วยดินเผาได้บางราวกระดาษแก้ว ขอบกระโปรงยังปักดอกกุหลาบสีสวยโดยรอบ คอปกเสื้อก็เป็นผ้าลูกไม้ลายฉลุโปร่งเช่นเดียวกัน มิน่าเล่าพี่ยอดเคยบอกว่าให้ลืมหีบเพลงผุๆ ไปได้เลยเมื่อของชิ้นนี้มาถึง

พี่ยอดเคยแม่วันบอกว่าให้ลืมหีบเพลงผุๆ ไปได้เลยเมื่อของชิ้นนี้มาถึง

ตัวจ่าน้อมเองยืนดูอยู่ จะออกปากชมบ้าง ก็ชะงักตาเหลือกเมื่อทันใดนั้น มีลูกค้ากลุ่มใหญ่โผล่เข้ามา ทั้งห้างลานตาไปด้วยสาวงามนุ่งห่มสไบสีฉูดฉาดแบบชาววังหน้า โดยเฉพาะแม่คนที่เป็นหัวโจกเดินนำเข้ามาพร้อมกับลูกสาวคนเล็กของกงสุลอังกฤษ ถ้ามุดดินหนีได้จ่าเห็นจะขอเป็นขอมดำดินแล้ว

“ใน Bangkok Advertiser ลงประกาศว่าห้างนี้มีของใหม่จากยุโรปใช่ไหมจ๊ะ”    ภาษาอังกฤษชัดเปรี๊ยะเอ่ยจากปากบางเฉียบ ทำให้แม่วันสะดุ้งสุดตัว เอ่ะใจในนางข้าหลวงผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น จึงถอยหลบไปยืนที่มุมห้อง ก้มดูตนเองในชุดกางเกงแพรแบบจีนแล้วช่างไม่คู่ควรกับคนแถวนี้เสียเลย

“คุณข้าหลวงไม่น่าลำบากมาเองเล้ย ผมว่าจะนำไปให้ดูถึงในวังอยู่แล้ว”  

“นายห้างอย่าไปฟ้องท่านเชียวนะ แหมพาเพื่อนมาแค่ 2 ลำเรือเอง เดี๋ยวจะไปต่อแถวสะพานหัน”

มิสเตอร์แรมเซย์ไม่รู้จักคุณผึ้งมาก่อน ก็ดีใจที่ลูกค้ากระเป๋าหนักมาหาถึงร้าน เขารู้อยู่ว่าสาวๆวังหน้าเป็นนักซื้อตัวยง และชอบแอบลงเรือหนีออกมาเดินดูของ ถึงกับเจ้านายมีพระบัณฑูรประกาศเตือนให้ขออนุญาตและวางตัวให้เหมาะสมเวลาออกนอกวัง ผึ้งจูงมือแคโรไลน์ ไล่ดูผ้าจากอังกฤษไปเรื่อยแล้วสายตาคมดังเหยี่ยวก็หยุดอยู่ที่ตุ๊กตาไมเช่นท์ แม่ตัวร้ายเห็นของถูกใจเข้าแล้ว 

“ฉันกลัวพวกวังหลวงเลือกของดีไปก่อนน่ะซี ยิ่งตุ๊กตาตัวนี้เหมาะกับ เสด็จตำหนักฉันที่สุด”

“ช่างตาถึงจริงๆ”   นายห้างชักอึดอัด   “แต่มีนายทหารหน้าเขาจองไว้ เป็นของขวัญแต่งงานแล้ว”

ผึ้งปรายตามองหญิงชาวจีนที่หลบในมุมห้าง ยิ่งพบจ่ายืนหน้าซีดอยู่ใกล้ๆ แม่วันเท่านั้น ก็พอเดาได้ทันที   “อ้อ นายทหารหน้าที่จะแต่งงานน่ะมีใครที่ไหนกัน”

หล่อนสูดหายใจเต็มปอดจนอกกระเพื่อมซ่อนความรู้สึกเอาไว้ ผึ้งรู้ว่าพ่อค้านั้นย่อมอยากขายของได้กำไรงามๆ จึงเสนอเป็นภาษาไทยให้รู้กันทั้งห้างว่า   “แค่นายทหารเล็กๆ ให้เขาสั่งใหม่เถิดจ่ะ ฉันว่าเสด็จยินดีจ่ายราคาพิเศษ”

“แม่ผึ้งเอาอะไรมาพูด”   แคโรไลน์ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยสงสัย แต่ผึ้งรีบพูดต่อ

“แล้วก้อ…..ที่จริงทางวังของฉันมีรายการสั่งของย๊าวยาวเป็นหางว่าวมาเชียว จะให้ผิดหวังรึ ถึงทหารคนนั้นเขาไม่มีตุ๊กตานี่ เขาก็คงอยากแต่งงานอยู่ดีละ”

“รอตัวใหญ่กว่านี้ดีกว่านะครับ”   แรมเซย์หันไปขอความเห็นใจกับแคโรไลน์ ถึงอยากฟันกำไร แต่เขารู้จักยอดมานานเกินกว่าจะทำลายมิตรภาพลงได้

“ว่าอย่างไรเล่านายห้าง ถ้านิ่งก็ถือว่าตกลงนะ ให้เด็กเอาไปห่อให้ฉันเร็วๆ”

“อะแฮ่ม... เสียใจจริงๆครับ คือคนที่จองไว้เขาก็ยืนอยู่ในร้านนี้ ผมลำบากใจเหลือเกิน”

“อุ๊ย…นายห้างฝรั่งเจ้าขา”    ผึ้งทำเป็นแปลกใจ   “ฉันไม่เห็นใครในร้านนี้เลย นอกจากคนใช้ของนายห้าง ที่เป็นหญิงจีน แต่งตัวปอนๆ ยืนเงอะงะอยู่ที่มุมร้านนั่นคนเดียว”

แรมเซย์เช็ดเหงื่อที่หน้าผาก  แน่ใจว่าแม่วันได้ยินทุกคำพูด นึกชมว่านิ่งอยู่ได้  “โธ่ คุณข้าหลวง... นั่น เขาเป็นลูกสาวเจ้าสัวนะครับ คู่หมั้นของคนที่จองตุ๊กตาไมเซ่นตัวนี้ไง”

“อาไร้... นายห้างของแบบนี้มันเหมาะกับวังคนชั้นสูงมีบรรดาศักดิ์”   หล่อนกระซิบค่อนข้างดัง

“เอาของดีไปวางขายให้เปื้อนดินโคลน กับพวกเสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งจะมีเงินกับเขา มันจะดีหรือจ๊ะ”

จ่าชักโกรธแทนคุณวัน ก็โถ....น่าสงสารโดนข่มเหงดูหมิ่นอยู่ข้างเดียว เกรงว่าจะร้องไห้วิ่งกลับสำเพ็ง แต่คุณพระช่วย เธอก้าวออกจากมุมมืดของห้างอย่างอาจหาญมายืนห่างแม่ผึ้งแค่วาเดียว เสียงใสๆ ดังฟังชัดอย่างชาวจีนว่า

“นายห้างฝรั่งจ๊ะ ของที่พี่ยอดจอง ฉันขอซื้อเอง ช่วยห่อให้ด้วย ฉันไม่อยากให้ พี่ยอดของฉัน ลำบากหรอก”   จ่ารู้ทันทีว่าการยิงโต้ตอบเริ่มขึ้นแล้ว ซัดกันซึ่งหน้าไม่มีหลบ

‘ว๊าย...อวดดีนัก สอดเข้ามาจนได้ นังหมวยคนนี้’   ผึ้งรู้สึกจี๊ดขึ้นมากับคำว่า ‘พี่ยอดของฉัน’ จึงพูดเปรยๆ กับอากาศว่า   “อ้อ ทหารหน้าชื่อยอด ดูปองท์ เป็นคนจองนี่เอง ชะ….แรกเห็นว่ารักใคร่อยู่กับข้าหลวงในวัง ก็น่าจะฉลาด อยู่ดีๆ คงจะสมองเสื่อมหลังจากไปศึกฮ่อ กลับลดตัวลงมาเลือกคนจีนต่ำชาติตระกูลในสำเพ็งเป็นเมียแทน นายห้างมีลูกค้าพรรค์นี้ด้วยรึจ๊ะ”

“โอ๊โอ๋”   แคโรไลน์ ปะติดปะต่อเรื่องได้แล้ว เห็นสาวจีนผู้นั้น ตรงเข้ามาคว้าตุ๊กตาไมเช่นท์ออกจากมือของผึ้ง แล้วแม่วันก็ยิงสวนกลับ ในระยะประชิด

“เขาคนนั้นถึงจะสมองเสื่อม ก็ยังมีน้ำใจปล่อยยายข้าหลวงบ้าๆบางคน ที่กำลังจะหนีตามพวกกบฏไปเขมร ไม่ให้ต้องถูกโบยไปหนหนึ่งแล้ว พวกวังหน้าต่างหากฟั่นเฟือนจนลืมบุญคุณคนง่ายนัก รู้อย่างนี้ปล่อยให้ไปมีผัวเป็นเจ้าเมืองเขมรก็หมดเรื่อง”

อ๊ะ อีนี่...”   ผึ้งสะอึกไม่นึกว่ายอดจะเล่าเรื่องเหล่านี้ให้คู่หมั้นฟัง ที่จริงคุณยอดของจ่าเก็บความลับสนิทนัก มีแต่จ่านั้นแหละชอบคาบไปเล่า ก็คุณวันแกใจป้ำกับจ่าออกจะตาย ส่วนแม่ผึ้งจ่าว่าร้ายและเค็มแต่กำเนิด ไม่อยากให้คุณยอดไปลุ่มหลงแต่ต้นแล้ว

“คุณควรรู้ด้วยนะ ว่าพี่ยอดไปกราบขอเจ้าคุณปู่และเจ้าจอมในวังหลวง ให้กันพ่อแม่ของอีข้าหลวงกบฏนั้นออกจากถูกริบราชบาตร ฉันเห็นว่าเขาดีจึงรักเขา เพราะคนที่เขาไปรักกลับหักหลังด้วยการไปคบทหารอื่นให้จับได้คาท่าน้ำ”   แม่วันสวนเป็นตับเพราะรู้จากที่จ่าแอบบอกแลกค่าเหล้า

“ผึ้งฉันว่าเราไปสะพานหันดีกว่า”   ลูกสาวนายน็อกซ์ฉุดแขน

“ยัง แคโรไลน์ ฉันต้องได้ตุ๊กตาบัลเลย์ก่อน”   ผึ้งเม้มฝีปากแน่นเพราะถูกลูบคม

“ฉันจ่ายสดจ่ะ นายห้างฝรั่ง ถ้าคนอื่นเขาเอาเงินมาวางเดี๋ยวนี้ ก็สู้ราคากัน”   แม่วันยื่นคำขาดรู้ดีว่าพวกในวัง ซื้อผ่อนกันเป็นปีก็มี พลางวางเงินให้เห็นกองโต เพื่อปิดการขาย

“คุณข้าหลวงจะสู้ราคาไหม”   แรมเซย์ถามอ่อยๆ ผึ้งโกรธหน้าแดงเชิดหน้าหนี เสียหน้าที่ไม่ได้พกเงินสด เลี่ยงสบตาแม่วันแล้วฉุดมือเพื่อน

“กลับลงเรือเถิดของร้านนี้มันไม่เห็นดีอย่างที่คุยเลย”

แล้วออกอาการอริกันอย่างที่ข้าหลวงในวังมักทำ คือ แกล้งเดินเอาไหล่กระแทกเข้ากับแม่วัน กะชนให้ตุ๊กตาตกแตกแขนหักเสียละดี แต่คุณหนูวันของจ่าน้อม แกคงเกิดปีวอกหรือไม่ก็ปีนเล่าเต๊งช่วยงานเตี่ยจนคล่อง จึงไหวทันพอที่จะหลบ ผึ้งเลยเสียหลักไปชนตู้โชว์ในห้างดังโครม จ่าดีใจแทบกระโดด   “โอ๊ย....คอยดูนะแก”  

แล้วก็พรวดออกมานอกร้านด้วยความอาย จนแทบชนเข้ากับนายทหารในชุดกำมะหยี่ดำหมวกขาวที่ถนนหน้าห้าง

“แม่ผึ้ง...”   ยอดตกใจ เพราะเห็นรถเจ๊กของแม่วันยังจอดอยู่ใกล้ๆ

“ไม่พบเสียนานนะเจ้าค่ะ ผึ้งเพิ่งรู้ว่าพี่ยอดชอบเศษพลอยราคาต่ำๆ ขอให้แปลกไว้เป็นใช้ได้ แทนที่จะเลือกเพชรน้ำงาม” แว๊ดใส่แถมค้อนวงงามก่อนริ่ลงเรือเหลือแต่แคโรไลน์ ยอดรีบเปิดหมวกทัก

“ผมยินดีด้วยครับที่คุณรับหมั้นจากหลุยส์แล้ว”

“ค่ะ....คือๆ…ฉันต้องไปแล้วนะ”    มิสน็อกซ์คนสุดท้องทำหน้าจะร้องไห้แล้ววิ่งตามผึ้งไป

ยอดเข้าในห้างอย่างงงๆ ไม่มีใครในร้านปริปากให้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งเขากลับมาที่โรงทหารตอนดึก พบไอ้น้อมดวดเหล้าอยู่กับวงของมัน จึงแอบฟังว่า

“คุณวันสมเป็นลูกเศรษฐี เอิ๊ก... ให้อัฐค่าเหล้ากูพะเรอเกวียนเชียววันนี้ ค่าที่เธอเถียงชนะยายผึ้ง”

“อ้อ เรือไฟลำเก่ากะลำใหม่ของครูยอด ชนกันกลางแม่น้ำเชียวนะ”   อีกคนเสียงอ้อแอ้

“ไม่ใช่เรือไฟธรรมะด๋า เรือปืนฝรั่งหุ้มเกราะทั้งคู่”   แล้วไอ้น้อมก็หัวเราะแฮ่ะๆ   “นายกูเคยว่าคุณวันน่ะแกน่าสงสาร เงียบๆอยู่แต่ในครัว แถมมาสอนกูว่า ไอ้น้อม... ถ้าคิดมีเมียอย่าเอาเสือเข้าบ้านนะโว้ย”

“แล้วยางงายพี่น้อม” 

“เอิ๊ก... กูว่ายายผึ้งน่ะเสือสมิงแล้ว นายกูหนีมาปะเสืออีกตัวจนได้ฮ่าๆ...วันนี้กูเห็นกับตา”


แผนเรียกทหารอาสา ยังถูกเก็บไว้ในใจ เพราะตัวจมื่นสราภัยฯ มีภารกิจเต็มมือ และในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2420 นั้น ร.5 ทรงมุ่งจัดการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ให้เรียบร้อยเสียก่อน ด้วยการรับเป็นนายพันเอก ผบ.กรม (Colonel Commander in Chief) และโปรดใช้พระราชบัญญัติทหารมหาดเล็ก กำหนดเงินเดือนทหารแทนใช้เบี้ยหวัดรายปี อันจะเป็นรากฐานในการปฏิรูประบบเงินเดือนกระทรวงต่างๆในอนาคต อาวุธปืนเล็กยาวบรรจุท้ายมาตรฐานนั้น ปืนชนัยเดอร์ ก็ทยอยเข้ามาตามกองร้อยต่างๆ และใช้ในหน่วยทหารหน้าบ้างแล้วทั้งรุ่นยาวและรุ่นหลังม้า

เมื่อบ้านเมืองยังไม่มีอะไรคืบหน้า นายยอด ดูปองท์ก็ได้โอกาสจัดงานแต่งงานเงียบๆ ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวเกรงท่านผู้หญิงจนไม่มีใครกล้าโผล่หน้า นอกจากบรรดาน้าๆ จากบ้านคลองจุลนาค  มีเพียงเพื่อนทหาร พรรคพวกจากโรงพิมพ์ บาทหลวงฝรั่ง เพื่อนในสังคมชาวต่างชาติที่คุ้นเคย มางานทำบุญใส่บาตร เลี้ยงพระตามแบบไทยในตอนเช้า ยอดเห็นขำที่แม่ผู้แทบไม่เคยออกจากบ้าน ดูขวยเขินเมื่อเจ้าสัวพาพี่น้องชาวจีนแถวยาวเหยียดมาไหว้แนะนำตัวอย่างนอบน้อม

ส่วนคุณน้าละมัยท่านเจ้ากี้เจ้าการเอ็ดอึงแข่งเสียงปะทัดและมโหรีปี่พาทย์ กำกับพิธีจีนปนไทยได้แข็งขันมาก จนเจ้าสัวทำตาปริบๆ ยอมถอยมาเป็นลูกมือ คุณน้าสั่งบ่าวสาวเข้ามาในบ้านไหว้ฟ้าดิน ไหว้พระภูมิเจ้าที่ ไหว้เทพเจ้าเตาไฟอย่างจีน และขึ้นไปห้องพระไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว แม่วันพยายามจำลำดับคนในตระกูลของยอดตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยาแล้วให้สับสน รู้แน่ว่าตนได้สามีที่มิใช่ชาวบ้านสามัญ เกรงจะทำตัวไม่ถูก พอเห็นดาบหลูบเงินที่ขัดอยู่ในห้องพระจึงกระซิบถาม

“เอาดาบมาไว้ทำไมในนี้เจ้าคะ”   กลับได้คำตอบชวนขนลุกว่า

“ดาบเก่าแก่แต่ครั้งกรุงแตก ฟันฝ่าพาบรรพบุรุษแล้วก็ตัวพี่เองรอดชีวิตมานับไม่ถ้วนแล้วจ่ะ”

เสร็จแล้วก็มารวมที่ห้องโถงเพื่อ “ขั่งเต๊” หรือยกน้ำชาให้กับแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว ทั้งคู่คุกเข่าลงพร้อมกับรินน้ำชาใส่ถ้วยวางบนถาดส่งให้ ถึงแม่กลัวชาจีนลวกปากก็ทนจิบพอเป็นพิธี พร่ำให้ศีลให้พร ส่วนคุณน้าละมัยยื่นเงินเป็นทุนตั้งตัวอีกหลายตำลึง สายหน่อยจึงถึงเวลารดน้ำสังข์

“คุณพี่ก็ ลูกรออยู่นะ อวยพรมันสักหน่อย”    คุณน้าละมัยกึ่งผลักกึ่งจูงแม่ออกไปรดน้ำให้แม่วัน   “อย่าตั้งแง่เหมือนที่โดนท่านผู้หญิงทำกับคุณพี่เลย เด็กๆมันลำบากใจพอแล้ว”

“โธ่ละมัย เมื่อวานเจ้าคุณพ่อท้าพนันกับพี่แล้ว”   ที่จริงแม่ยังงอนอยู่นิดเดียวประหม่าเสียละมาก

“ท่านเจ้าคุณท้าเชียวหรือเจ้าคะ”   คุณน้าหัวร่อ

“ท่านว่าพี่จะได้ลูกสาวมาเอาใจสักทีแบบที่ท่านมีฉัน พวกจีนน่ะเขาช่างพูด ช่างประจบ”   ท่านมองไปเห็นแม่วันส่งยิ้มให้   “มันก็ดูจิ้มลิ้มดีนะ เร็วเถิดพี่ต้องรีบกลับ หนีท่านผู้หญิงมาแต่เช้าแล้ว”   

ยอดเลี้ยงฉลองโต๊ะจีนออกเรือนกันตอนค่ำที่สนามหน้าบ้านหลังใหม่ริมคลองสาธร โดยจมื่นสราภัยฯ ยินดีมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวและประธานในงานแทนเจ้าคุณปู่  หลุยส์เดินรี่มาทักว่า

“ดีใจด้วยนะ ทีนี้คุณมีญาติใหม่ทางบ้านภรรยาคุณเต็มไปหมด”  

“ญาติแม่วันเขาแห่กันมามากมาย ผมจำไม่ได้หมดหรอก”   ยอดกะว่าคงเกือบครึ่งสำเพ็งและยังมีคนตามมาคอยรับใช้ รู้สึกว่าตนสำคัญขึ้นมาบ้าง พลางสะกิดหลุยส์ให้ดูคนของเจ้าสัวขนหีบขึ้นจากเรือมาเป็นขบวน ในนั้นมีเสื้อผ้าที่อัดแน่นด้วยชุดสวยใหม่ๆ ที่แม่วันเอาไว้ใส่รับชีวิตสมรส แถมด้วยหีบใส่เครื่องเพชรเครื่องทองติดแผ่นหัวใจสีแดง ที่ได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่กับข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว

“เฮ้ย มีตั้งแต่กะละมัง ถังน้ำ ไปจนที่นอนหมอนมุ้งเลยทีเดียว”   ยอดเองภูมิใจแล้วว่ามีปัญญาจัดเรือนหอ สินสอดและเครื่องขันหมากด้วยเงินของตนเอง มากกว่าพิธีคืนปิ่นทองมาให้เจ้าสาวใช้ติดผมก่อนออกจากบ้าน หรือจะใช้ขนมแต่งงานด้วยถั่วตัด ขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะหรือข้าวพองทุบ ช่างเหลวไหลจุกจิกเกินพรรณนานัก

“เข้าทีมากที่คุณมีคุกกี้ฝรั่งในขนมแต่งงานด้วย”   เพื่อนฝรั่งกลับชม

“แล้วแฟนนี่ล่ะ ทำไมคุณมาลงเอยที่แคโรไลน์” 

“เขาเห็นฉันเป็นแค่เพื่อน แปลกนะกลับไปชอบพ่อหม้ายอย่างพระปรีชากลการ”  

“พระปรีชาฯ คนที่ทรงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองปราจีน และทำเหมืองทองที่กบินทร์บุรีน่ะหรือ”   ยอดรู้แต่ว่าพระปรีชาฯคนนี้เป็นที่โปรดปรานในผลงานวิศวกรรมและเคยไปเรียนถึงเมืองอังกฤษ


ตกดึกส่งแขกกลับไปมากแล้ว ยอดถูกคุณน้าละมัยจับขึ้นมานั่งรอเจ้าสาวในห้องนอน แม่วันผลัดชุดไทยตอนเช้าออกตามขึ้นมาพร้อมเจ้าสัว และแม่ของหล่อนในชุดกระโปรงไหมจีนสีแดงยาวคลุมเท้า มีเสื้อคลุมสีเดียวกันรุ่มร่าม ยอดนึกโล่งใจว่าไม่มีการคลุมหัวหรือปักผมเกะกะวุ่นวายราวกับงิ้วอย่างที่เคยเห็นเจ้าสาวจีนอื่นเขาทำ ท่านจมื่นออกตัวว่าท่านเด็กกว่าแล้วก็ยังโสดสอนไม่เป็น เลยยกหน้าที่ให้อาม่าและผู้ใหญ่ท่านอื่นเริ่มโอวาท ให้ช่วยกันคุ้มครองกันและกันต่อไปจนจบทั้งคู่บ่าวสาวจึงได้ยินเสียงประตูห้องนอนปิดสนิทลง แม่วันดูขวยอายเมื่อนั่งอยู่บนเตียงฝรั่งกับเขาในห้องนอนเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งมือทั้งเท้าไขว้กันดูน่าขัน

“แม่วันจ๊ะ... แม่เธอสอนอะไรตั้งนาน”   ว่าพลางเอามือช้อนคางหล่อนขึ้นมองหน้า

“ท่านห่วงเจ้าค่ะ ท่านกลัวว่าเราจะอยู่กันไม่ได้”

“เพราะอะไร”   ยอดหัวเราะเบาๆ สังเกตว่าเสียงผู้คนและมโหรีปี่พาทย์ ที่สนามค่อยเบาลงไปแล้ว

“ท่านว่าเราต่างกันมาก บ้านพี่มีเกียรติ บ้านฉันมันมีแต่เงิน”

ยอดเองนั้นก็พอจะจับน้ำเสียงกังวลของเจ้าสาวได้ ให้สงสารนึกเห็นใจ รักใคร่แม่วันยิ่งกว่าเดิมสักร้อยสักพันเท่า รู้สึกลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจว่าทำถูกแล้ว ที่สู่ขอหญิงผู้นี้ออกมาจากก้นครัว จากกรอบประเพณีเก่าๆซึ่งผู้หญิงต้องก้มหน้าก้มตาทนทำทุกอย่างเพื่อผู้อื่นรอบข้างมิใช่เพื่อตนเอง จากนี้ไปเขาจะขอทะนุถนอมหล่อนไว้ให้ดีที่สุด และให้อิสระกำกับทุกอย่างในบ้านหลังนี้เป็นสิทธิ์ของเธอ เพื่อเธอเอง ไม่ใช่มีชิวิตเพื่อคนอื่นอีกต่อไป

“ฉันเองกลัวว่าวันหนึ่ง คุณพี่จะเอาฉันไปเปรียบกับแม่ชาววังต่างหาก”   แม่วันค้อนให้

ยอดปลอบโยนให้เบาใจ แล้วนึกถึงคำกาพย์ของเจ้าฟ้ากุ้งที่หลายคนเชื่อว่ากาพย์บทนี้น่าจะเป็นพระราชนิพนธ์ของ ร.2 ชมเจ้าจอมอำภา เจ้าจอมเชื้อสายจีนที่หลงเข้ามาในวังหลวงว่า

        สายหยุดพุดจีบจีน

เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์

คนทั้งวังเขาชังเจ้านัก

แต่พี่รักเจ้าคนเดียว


เจ้าบ่าวท่องกาพย์บทนี้ให้เจ้าสาวฟัง มือก็ดึงปิ่นปักปล่อยผมยาวดำมันนุ่มสลวยสยายออกมาถึงไหล่และหลัง กระซิบข้างหูยืนยันตามบทพระราชนิพนธ์ว่า  “จำไว้นะถึงเธอมีสิน พี่ยอดจะมีศักดิ์ แต่ฉันจะรักแม่วันคนเดียว อื้ม…ตัวหอมจัง”

สีหน้าหล่อนกลับมามั่นใจในอนาคตใหม่โดยไม่รู้ตัวและส่งสายตาว่าขอบใจ  “ฉันอาบน้ำทับทิมผสมใบเชียงเช่าในคืนก่อนวันงาน โบราณว่าช่วยชำระล้างสิ่งชั่วร้ายเจ้าค่ะ” 

“อือ รู้ละจ่ะ”   ยอดฟังพลางปลดเสื้อคลุมรุ่มร่ามออกทิ้งไว้ข้างเตียง ไล่แกะกระดุมชุดกระโปรงยาวต่อไป เจ้าสาวชักใจไม่ดีเฉไปเรื่องอื่นไม่หยุดปาก 

“พรุ่งนี้มีขนมบัวลอยไข่หวานกินด้วยกันนะ กินเพื่อให้รักใคร่ ปรองดอง และหวานชื่นเหมือนรสชาติและสีของขนมไง…อื๊ม คุณยอดนี่ละ”  

เจ้าสาวรีบคว้าหมอนปักรูปหงส์มังกรมากอดที่อก เพราะเสื้อชุดที่สวมถูกปลดร่นลงมากองที่เอวเสียแล้ว จึงคอยกันมือซุกซนที่ลูบไล้ไปบนเอี๊ยมชั้นในทำจากผ้าแพรสีแดงลายสวยงาม

“ฉันเสียดายอยู่อย่าง คุณยอดต้องยอมฉันนะเจ้าคะ วันนี้เห็นแม่คุณแล้วนึกรักอยากรู้จัก อยากรับใช้ใกล้ชิดท่านตามธรรมเนียมสะใภ้จีน ตอนนี้ท่านคงไม่ชอบฉัน แต่ฉันรู้สึกเชียวละว่าท่านจะรักฉันเป็นลูกได้มากๆ”

ยอดฟังแม่วันก็รู้แน่ว่าความรักต่อหล่อนนั้นอาจรู้สึกวาบหวามใจใคร่โหยหาไม่เท่ากับเคยรักแม่ผึ้ง แต่เขามั่นใจนักว่าได้เป็นเจ้าของหญิงที่น้ำใจงามประเสริฐหาที่เปรียบมิได้ เจ้าบ่าวประคองเจ้าสาวลงนอนกับหมอน เอี๊ยมตัวเล็กปลิวออกจากกายจนอกเปลือยเปล่า แล้วเขากระถดเล็งให้ริมฝีปากตรงกัน

“พี่ชื่นใจนัก มาให้จูบสักทีเถิด”  

แม่วันหลับตาปี๋เกร็งร่าง ใจนึกว่าจะพบแค่ริมฝีปาก สักครู่ก็ลืมตาโตรีบผลักหน้ายอดออกร้องว่า

“ทำอะไรเจ้าค่ะ น่าเกลี๊ยดน่าเกลียด”   หล่อนเม้มริมฝีปากแน่นไม่ยอมถูกลิ้นของฝ่ายชายรุกล้ำ

“ก็... kiss ไงจ๊ะ ฝรั่งเขาทำกันแบบนี้ทั้งนั้น”   ยอดขำเลยโดนหยิกตอบ

“อย่า... อย่าเจ้าค่ะอี๊ยย…. ฉันเป็นฝรั่งที่ไหน เคยทำอย่างนี้กับแหม่มมาก่อนล่ะซิ...”   แต่เสียงนั้นก็เงียบไปพร้อมกับไฟที่ถูกดับมืดลง


ลูกเขยนายน็อกซ์

กลางดึกคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์  ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2421) ขณะที่มีงานฉลองพระราชวังบางปะอินอย่างเอิกเกริกนั้น เรือยอร์ชกลไฟทันสมัยยาว 150 ฟุต ชื่อ “อัษฎงค์” ของพระปรีชากลการ เจ้าเมืองปราจีนบุรี จอดทอดสมอสงบนิ่งอยู่ในท้องน้ำเจ้าพระยาใกล้เกาะซึ่งวัดนิเวศธรรมประวัติ (วัดไทยสไตล์โกธิค) ตั้งอยู่ ที่ดาดฟ้าเรือ หนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนประคองข้างมองไปยังแสงไฟจากงานมหรสพ หามีผู้ใดทราบชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสองบนเรือโดยลำพังคืนนั้น ข่าวที่แพร่ไปในหมู่ขุนนางสายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในวันต่อๆมาลือว่าท่านเจ้าเมือง แอบแต่งงานกับแหม่มแฟนนี่ แล้วมาเสพมธุจันทร์รส (Honeymoon) กันถึงหน้าพระราชฐานที่ทรงประทับโดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาตเสียก่อน ตามประเพณีขุนนางสยาม

ซ้าย   เมื่อแฟนนี่ผู้ร่าเริงกลับมาบางกอกในปี พ.ศ. 2416 คงไม่นึกถึงว่าดวงชะตาจะต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับการเมืองของสยามจนต้องสูญเสียสามี     ขวา   พระปรีชากลการ (สำอาง) ลูกชายพระยากษาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล)

“กฎหมายสยามป่าเถื่อนนัก”   นายน็อกซ์เดินกระทืบเท้าขึ้นมาบนทำเนียบของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ในอีกราว 1 เดือนถัดมา
              “ปึงปังมาแต่ไหนล่ะทอม ค่อยๆพูดกันก็ได้นี่”   ท่านทักตอบอย่างคนรู้จักกันนานหลายสิบปี

“เรื่องลูกเขยของผม”

“คนไหนกัน หือ เจ้าหลุยส์ที่เป็นผัวแม่แคโรไลน์หรือ”    ท่านขุนนางผู้เฒ่าทำหน้าตกใจ

“พระปรีชากลการที่ท่านจับตัวไว้น่ะซี”    กงสุลของประเทศมหาอำนาจโกรธจัดเพราะรู้ว่าถูกแกล้งถาม   “และไอ้การที่ท่านรีเจนท์ไม่เรียกผมตามตำแหน่งกงสุลใหญ่แห่งจักรภพอังกฤษประจำสยาม ถือเป็นการหมิ่นสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียโดยตรง ผมขอย้ำว่าอย่าลืมอีก”

ท่านผู้เฒ่าคาดได้ว่าการสนทนากับกงสุลใหญ่ คงมาทำการท้าทายหาเรื่อง ด้วยกิริยาก้าวร้าวโอหัง ก่อให้เกิดความสะอิดสะเอียน ด้วยรู้จักสันดานและเคยถูกดดันจากชายผู้นี้จนชินเสียแล้ว

“คดีพระปรีชาฯ ซับซ้อนมาก ทั้งทารุณนักโทษจนตาย และฉ้อบังเงินแผ่นดินใช่เรื่องน้อยๆนะ”

“พิสูจน์ก่อนซี นี่บาเบเรี่ยนจับได้ก็โบยเสียเลือดท่วมแทบตาย”   น็อกซ์ตะโกนลั่นทำเนียบ

“เขาเป็นเขยผมก็ควรได้สิทธิขึ้นศาลอังกฤษ ท่านสั่งปล่อยเสียเดี๋ยวนี้จะได้พากลับไปหาแฟนนี่”

“ไม่ได้ดอก เขาเป็นขุนนางสยาม แล้วเคยเป็นคนที่ในหลวงทรงวางพระทัยยิ่งด้วย”

“งั้นท่านหาเรื่องให้สยามเดือดร้อนเองนะ”   น็อกซ์คว้าหมวกขึ้นสวมทำท่าจะกลับ เขาชำเลืองดูเห็นท่านผู้เฒ่านิ่งไม่สะทกสะท้าน จึงกลั้นใจขู่ด้วยไพ่ใบสุดท้ายในมือว่า   “ผมจะโทรเลขไปขอเรือรบ ถ้าท่านจับลูกเขยผมได้ ผมก็จะจับท่านขังในเรือปืนอังกฤษดูเล่นบ้าง”

“ทอม คุณกำลังเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียแล้ว”

“ท่านซิต้องรับผิดชอบ หากการยื่นคำขาด (Ultimatum) ของผมไม่ได้รับการสนอง แล้วเรือปืนเริ่มบอมบาร์ดกรุงเทพฯ อย่างที่กวางเจา และ พม่าเคยโดน”

       อังกฤษไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของนายน็อกซ์ในกรุงเทพฯนัก เพราะติดพันกับ 2 ศึกๆแรก ศึกอาฟกานิสถานครั้งที่ 2 (The 2nd Afghan War) เริ่มในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1878 คาบต่อถึงปี ค.ศ.1879 เพื่อแก้ตัวที่เคยเสียฟอร์ม พ่ายหมดรูป ในปี ค.ศ. 1841 ครั้งก่อนนั้นทหาร 16,500 คน ในสังกัดห้างอินเดียตะวันตก ถอยจากกรุงคาบูล ถูกซุ่มยิงในช่องเขาไคเบอร์ทีละคน เหลือแต่หมอสนามชื่อ  Dr. Brydon ที่ชาวอาฟกานแกล้งไว้ชีวิตกลับไปเล่าตำนานสยองที่อินเดียเพียงคนเดียว เรื่องนี้พวกรัสเซียคงลืมทำการบ้าน แล้วก็เป็นอีกมหาอำนาจที่แตกทัพแพ้ไปอีกใน 100 ปีถัดมา การพ่ายทัพคราวนั้นทำให้ทหารแขกสีป่ายในสังกัด เรรวนก่อกบฏขึ้น นายน็อกซ์มาทำงานในสยามหลังจากเหตุการณ์นี้สงบราบคาบแล้ว

      ปืนใหญ่อาร์มสตรองที่อังกฤษใช้ช้างลากเข้าช่องเขา Kyber Pass ที่อาเล็กซานเดอร์มหาราชเคยทรงกรีฑาทัพไปตีอินเดีย สังเกตลักษณะการสร้างลำกล้องปืนแบบนี้เป็นปลอกเหล็กสวมลงเป็นชั้นๆ หนามากที่ท้ายซึ่งเป็นรังเพลิง

แม้เรือหลวง Foxhound ยังเดินทางจากฮ่องกงมาไม่ถึง ข่าว “บอมบาร์ด” กรุงเทพฯ สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วกรุงอีกครั้ง บรรดาห้างร้านโรงสีทยอยปิดกิจการ กรมทหารหน้าต้องรับภาระหนักเพื่อออกตระเวนสร้างความมั่นใจ ยอดถูกเรียกพบจมื่นสราภัยฯ ทันที เพราะท่านอยากขอยืมเสื้อโค้ดกันหนาวเพื่อเดินทางไปลอนดอนด่วนจี๋ ในคณะทูตพิเศษ เพื่อชี้แจงความจริงแก่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

“ฮึ่ม... นุ่มแล้วก็อุ่นดี นี่ทำจากหนังควายป่าอเมริกันที่ยิงเองเชียวหรือ”   ท่านจมื่นชอบใจเพราะพวกอังกฤษคงไม่เคยเห็นเป็นแน่   “ฉันฝากบ้านฝากเมืองกับพี่นะ เพราะพระปรีชาฯอยากมีเมียแหม่มแท้ๆ เลยเป็นชนวนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้ายิงกันขึ้นแล้วเขาหาเรื่องยึดไปครึ่งเมืองอย่างที่พม่าเห็นจะต้านลำบาก อย่าลืมที่เคยคุยกันเรื่องป้อมปืนบนภูเขาทองล่ะ”

“แต่ดูท่านไม่ค่อยกังวลเลยทั้งๆที่เรือปืนคงมาถึงนี่ก่อนท่านทันเข้าคลองสุเอซเสียอีก”

“นายอาลาบาสเตอร์เขาทูลแนะว่า ฉันไปถึงสิงคโปร์แล้วส่งโทรเลขไปลอนดอนเสียก่อนก็ยังทันอังกฤษไม่โง่หาเรื่องปวดหัวขณะนี้หรอก ไหนจะรบกับพวกซูลู แล้วก็แขกอาฟกานิสถาน เสียรี้พลใช่น้อย ขนาดยื่น อัลติเมตั่มที่พม่าเมื่อเดือนก่อน พม่าเขาทำเฉยเสียก็ยังเงียบอยู่”

“กระผมภูมิใจที่ท่านได้ไปอังกฤษ เหมือนครั้งเจ้าคุณสุรศักดิ์มนตรีคุณพ่อของท่านไปดูปืน

ใหญ่อาร์มสตรองให้ สมเด็จพระจอมเกล้านะขอรับ แต่ เอ...คราวนี้เชื่อว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ ท่านอาจยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”

“ฮึๆ พี่ยอดว่านกตัวแรกคือ พ่อตา ตัวที่สอง คือ ลูกเขยละซิ”

“ถ้าจริงก็เสี่ยงเอาบ้านเมืองเป็นเดิมพันนะขอรับ จริงอยู่นายน็อกซ์ข่มเหงทำความรำคาญมา

มาก ปีก่อนเอะอะจนได้ตั้งกงสุลที่เชียงใหม่ ก็น่าจะโดนท่านศอกกลับเอาบ้าง แต่รายพระปรีชาฯนี่กระผมไม่แน่ใจว่าทำไม”

       “พี่ยอดไปเชื่อข่าวลือทำไมว่าท่านอาฆาตต้องการแกล้งพ่อของพระปรีชาฯ ซึ่งเคยสาบานร่วมกับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงค์ว่าจะป้องกันสมเด็จเจ้าพระยาฯ มิให้คิดเอาราชสมบัติด้วยชีวิต ญาติผู้ใหญ่ของฉันก็เป็น 1 ใน 3 ผู้ร่วมสาบานไม่เห็นท่านว่าอะไร กลับเมตตาฉันมาแต่เล็กแต่น้อย ถ้าเอามาโยงเป็นนิทานกับท่านๆก็เสียหายทั้งที่ทำคุณแก่แผ่นดินมามาก รอดูผลการสอบก่อนเถิด”

ก่อนล่ำลาท่านทักว่า   “ถูกข่มเหงคราวนี้ คงมีคนเฝ้าจับตากลุ่มวังหน้าที่เข้าข่ายน่าสงสัยอีกหน คนที่หลุดไปคราวก่อนอาจไม่รอด ถ้ายังคิดเข้ากับต่างชาติอยู่”

        ยอดนึกถึงแม่ผึ้งขึ้นมาทันที แปลกใจอยู่ว่าทำไมจึงยังห่วงจนถึงวันนี้


พบแม่ทัพใหญ่

พอคณะทูตไปแล้ว เรือหลวง Foxhound ก็มาอย่างสันติจริงในวันที่12 เมษายน ดังคาด แม้ว่าจะดันจอดผิดที่ไปทอดสมออยู่หน้าวังหลวงจนชาวบ้านหนีกันอลหม่าน ผู้บังคับการเรือเข้าใจแล้วว่าถูกหลอกมาด้วยเรื่องส่วนตัวของกงสุล จึงปฏิเสธที่จะรับคำสั่งใดๆ จากมิสเตอร์น็อกซ์โดยตรง ราชการในกรุงเทพฯกลับสู่ภาวะปกติ ตลอด 29 วัน ที่เรือถูกรั้งเอาไว้ที่นี่ ส่วนยอดกลับพบเรื่องไม่คาดฝันขึ้นจากแขกเมืองชาวอเมริกันผู้หนึ่ง

“ครูยอดๆ ตื่นเร็วๆ”   นายจ่ายวดโผล่มาที่ค่ายกลางดึก

“อังกฤษบุกแล้วหรือ”   ยอดทะลึ่งพรวดขึ้นคว้าโคลท์กระบอกใหม่ คนปลุกถึงกับปล่อยก๊าก

“ใครบอกเล่า ไปแต่งเต็มยศเข้าวังเดี๋ยวนี้”

เขาถูกจับโยนขึ้นรถม้าที่มีชายหนุ่มหนวดงามเชื้อสายจีนในชุดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์นั่งรออยู่ ชายคนนั้นส่งมือให้จับ   “กระผมหมอเทียนฮี้ เป็นแพทย์ทหารประจำกรม ท่านจมื่นสราภัยฯ เล่าว่า คุณอยู่ฟิลาเดลเฟีย ในปี ค.ศ. 1870 ตอนนั้นผมก็เรียนอยู่ในนิวยอร์ก”

“แล้วเราจะไปไหนขอรับคุณหมอ”

หมอเทียนฮี้เล่าว่า แขกพิเศษของในหลวงสนใจพบชาวสยามที่เคยอยู่ในอเมริกา และทรงพระราชทานราชานุญาต โดยเฉพาะยอดซึ่งเป็นทหารในกองทัพอเมริกันมาก่อน และคุณหมอในฐานะนักเรียนแพทย์คนแรก ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

‘ยังจำความหนาวในคืนที่เราไป นิวยอร์กเพื่อพบแฝดสยามอินกับจันได้ คุณหมอเรียนอยู่ใกล้ๆ กันนิดเดียว เสียดายไม่รู้มาก่อน แปลกดีนะว่า มาพบกันในกรุงเทพฯจนได้’

ยอดถูกนำเข้าพบแขกผู้นั้นก่อนโดยมีมหาดเล็กพาไปสู่ห้องรับรองในวังหลวง พอเขาผลักประตูเข้าไป สัมผัสแรกคือ กลิ่นซิการ์ เหม็นตลบอบห้องไปหมด

“มานี่ซิทหาร”   เสียงทุ้มของชายกลางคนไว้หนวดเคราสีน้ำตาลเข้มนั่งไขว่ห้าง ร้องเรียกด้วยอาการที่บ่งว่าดื่มจัดมาก่อนแล้ว พอยอดจำได้ก็ตกตะลึงร้องว่า

“ท่านแม่ทัพใหญ่!”

ซ้าย    แกรนท์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่มาเมืองไทย แม้จะไม่เป็นทางการแต่ก็ได้รับการต้อนรับได้เข้าเฝ้าอย่างสมเกียรติ ในวันที่ 11 เมษายน  พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879)

ขวา    พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยรัตน์ ขึ้นฉลองการครองราชย์ ด้วยการสั่งประหารเจ้านายพระญาติเสียหลายสิบพระองค์ด้วยท่อนจันทน์ ทั้งที่แรกนั้นโทรเลขโฆษณาไปทั่วยุโรปว่า ภายใต้ฟ้าใหม่จะปรังปรุงให้เป็นอารยประเทศเสียที กงสุลอังกฤษในมัณฑเลย์ ยื่นคำขาด (Ultimatum) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1879 เพื่อให้ยุติการกระทำป่าเถื่อนฝรั่งผู้เจริญรับไม่ได้นี้เสีย แต่พอเสนาบดีพม่าตอบปฎิเสธ แล้วระดมทหารนั่งรอฝรั่งมาตีเมือง อังกฤษกลับไม่ทำอะไร แม้ว่าพม่าจะถูกอังกฤษกลืนไปครึ่งประเทศแล้วกว่า 30 ปี ก็ยังคงคิดอย่างสมัยโบราณ ผิดกับสยามยุค ร.5 ที่ก้าวไปลิบแล้ว

ยูลีซิส แกรนท์ (President Ulysses S. Grant) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 18 ตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินยอดอุทาน   “เฮ้ย ที่ไวท์เฮาส์ไม่มีใครเรียกฉันอย่างนี้มานานแล้ว เราชื่อดูปองท์ ละซี”

ยอดทำวันทยหัตถ์โดยไม่รู้ตัว คิดว่าตนยังสวมชุดสีน้ำเงินแบกปืนสปริงฟิลด์อยู่ในอเมริกา

“ที่ว่าเคยไปรบน่ะ เราทำหน้าที่อะไร”   พลางวนดูกระบี่ฝ่ายใต้ของยอดด้วยความสนใจ

“อยู่กรมทหารอาสานิวเจอร์ซี่ที่ 13 กองร้อยบีครับผม เราอยู่แนวหน้านานกว่าใครทั้งนั้น”    ยอดอวดอย่างภูมิใจ แล้วเล่าว่าเข้าเป็นทหารในปี ค.ศ. 1862 รบครั้งแรกที่แอนทีทั่ม แตกทัพที่ชานเซลเล่อส์วิล แล้วกลับมาเอาคืนได้ที่เก็ตตี้สเบิรก ก่อนถูกส่งไปเปิดแนวรุกใหม่ในเจอร์เจีย

“เจอหนักๆ ทั้งนั้นนี่ แรกนึกว่าเขาให้แกอยู่แต่ในครัว”  

เขาเล่าว่าถ้าขืนให้ทำครัวหรือขุดส้วมคงกลับบ้านดีกว่า และเคยอยากเป็นทหารอาชีพในสหรัฐ แต่ผิดหวัง ท่านแม่ทัพเห็นนิ้วพิการเข้าให้แล้วก็รินวิสกี้ยื่นให้ดื่มเป็นเพื่อน

“เจ็บหนักก่อนเข้าตีแอตแลนต้าครับ”   ยอดอธิบายยืดยาวถึงประสบการณ์แย่ๆภายใต้การนำทัพของนายพลก่อนหน้าที่แกรนท์จะมารับตำแหน่ง

“อ้ายฮุ๊กเกอร์ ฮะๆ พอรบกันจริงมันอ้างว่าปวดหัว ทิ้งทหารไว้ให้โดนล้อม แกมีนายทหารครึ่งนักการเมืองเฮงซวย ในกองทัพสยามบ้างไหม”   แกรนท์ในอาการเมาทำให้สนทนาได้ออกรสชาติ

“เราไม่มีนักการเมืองดอกครับ แต่อ้ายพวกช่างพูดอวดตัวเป็นทหารก็ปนอยู่บ้าง” 

“ไอ้พวกระยำนี่มันจะทำให้เราเสียเวลารบ เสียคนดีๆโดยใช่ที่เลย”

แล้วท่านแม่ทัพใหญ่หัวเราะชอบใจจับมือเขาเขย่าเสียเต็มแรง ก่อนชี้ไปนอกหน้าต่างที่แสงไฟจากเรือรบอังกฤษกลางแม่น้ำ เลิกคิ้วเป็นเชิงถามความเห็นชายหนุ่มรีบชิงตอบว่า   “พวกกู้ชาติที่บอสตันทำอย่างไรเล่าครับ เวลาพวกเสื้อแดง (Redcoats) มันขู่เอาน่ะ ผมว่าคงต้องสู้สักตั้ง”

“ฉันเป็นแกก็สู้เหมือนกัน เกลียดนักไอ้พวกชอบรังแกเด็ก เอากระบองอันโตมาขู่”

“ท่านพูดจาไม่เหมือนนักการเมืองเลยนะครับ”   ยอดประหลาดใจ

“เฮ้ย พอทีกับ sweet talk คำสอพลอ และทนแวดล้อมด้วยพวกหวังประโยชน์จากฉัน”   ท่านกระดกวิสกี้เข้าปากจนหมด ถึงจะดูแก่กว่าวัย ทั้งเศร้าทุกข์ด้วยโรคมะเร็ง และยากจนลง ยอดก็ยังมองเห็นจิตวิญญาณนักรบชั้นเอกที่หลงอยู่ในชายผู้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์อเมริกันผู้นี้ พระเจ้าให้แกรนท์เกิดมาเพื่อแสดงความสามารถ ต่อเมื่อชาติบ้านเมืองเป็นกาลียุคเรียกหาขุนศึกโดยแท้ 

“ขอให้แกโชคดีดูปองท์ รอดจากไอ้เรือบ้านั่นและดีใจที่ทำให้ฉันจำวันดีๆท่ามกลางรี้พลได้อีก”

“ขอบคุณท่านแม่ทัพ”    ทั้งคู่กระดกวิสกี้อีกคนละแก้วเป็นการอำลา

   “แม่ผึ้งที่รัก,

        พี่หัวใจแทบสลายแล้ว การแต่งงานของพี่ทำให้พระองค์ท่าน พ่อ และสมเด็จเจ้าพระยาฯโกรธไปหมด ฉันไม่รู้จะหันไปหาใครนอกจากแม่ผึ้ง พี่ทราบว่าเจ้าคุณปู่ของนายยอดเป็นตุลาการสอบเรื่องเงินของสามีพี่ ช่วยบอกท่านว่าทรัพย์สินเงินทองพี่ยินดีตอบแทนให้ทุกอย่าง ขอชีวิตชายที่พี่รักด้วยเถิด พี่ต้องคอยอยู่ใกล้สามีที่ปราจีน ไปขอเองโดยเปิดเผยก็ไม่เหมาะแน่

Fanny Knox”

ยอดพับจดหมายที่แม่ผึ้งฝากบ่าวมาส่งถึงมือฉบับนี้ลงในกระเป๋าเสื้อแล้วออกจากค่ายไปหาเจ้าคุณพระคลังฯทันที แม้ท่านจะสงสัยว่าทำไมบากหน้ามาถาม เลยถือโอกาสระบายความโกรธ  

“มันหยาบช้า หาว่าการศาลของเราไม่ได้ความ อ้ายกงสุลมันยังฟ้องว่าปู่แก่ หลงลืม มันจะให้ทรงเปลี่ยนตุลาการ”

“ไต้เท้าคงลำบากใจแย่ ถ้าผลออกมาไม่เป็นที่ถูกใจฝรั่ง กลายเป็นเหตุอ้างเล่นงานสยาม”

“ทรงให้ทำตามข้อเท็จจริง ยุติธรรม หาคนผิดให้ได้ อย่ากลัวคำขู่มาทำให้เขว”

ท่านหยิบสมุดไทยสีดำที่ พระยาอภัยสุรินทร์ พี่ชายยอดส่งผลการตรวจนับ การวาง ฏีกาเบิกซื้อของทำเหมืองจากปราจีน  “เงินหายไปเกือบหมื่นชั่ง ไม่มีหนังสือยืนยันการสั่งซื้อตามระเบียบจากห้างฝรั่งในต่างประเทศเลย บัญชีก็ไม่เรียบร้อย ถึงไม่ตั้งใจฉ้อบัง ก็ถือว่าประมาททำให้ชวนสงสัย”

ยอดลากลับแล้วให้คนแจ้งแม่ผึ้งทันที อดสงสารแฟนนี่ไม่ได้ การสอบไม่ส่งผลดีกับพระปรีชาฯเสียเลย ถ้าท่านจมื่นไปเฝ้าพระนางวิคตอเรียแล้วขอถอนเรือรบกลับสำเร็จ ฝ่ายสยามจะดำเนินการเอาผิดได้โดยไม่ต้องเกรงใจอีก ไม่ช้าทั้งคู่ก็มาพบกันหลังวังที่เก่าเมื่อครั้งยังรักกันหวานอยู่

“พี่แฟนนี่ไม่มีเงินดอก แต่ฉันก็ยินดีจ่ายให้พี่ไปกล่อมเผื่อเจ้าคุณท่าน ผ่อนหนักเป็นเบาได้”   

“เธอมันออกจะดูถูกพี่เกินไปละผึ้ง นี่ไปเอาเงินทองมาจากไหน ฉันเคยได้ยินว่าปอกลอกเสด็จมามิใช่น้อย เจ้าคุณปู่เป็นคนตรงเสมอและส่งรายงานทูลเกล้าถึงพระหัตถ์ไปแล้ว”

“คดีทารุณชาวบ้าน ก็อยู่กับตุลาการอีกชุด ผลจะเป็นเช่นใดก็ไม่รู้”   หล่อนก้มหน้าบ่นไม่ยอมมองหน้าอดีตคนรัก

“ตัวเราน่ะ พี่ห่วงว่ามีคนไม่น้อยสงสัยว่ามีส่วนร่วมกับท่านหญิงที่หนีไปเขมรเพียงใด”

ผึ้งหัวเราะหยันๆ  “ฉันเอาตัวรอดมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว นึกหรอกรึว่าจะมาต้อนจนมุมง่ายๆ”

“เธอจะทำอย่างไร”   ยอดมองหน้างามๆแล้วชักใจคอไม่ดี ผึ้งเสน่ แรงเสมอเมื่ออยู่ใกล้

“ฉันจะทำให้พวกที่ตามหาฉันไม่กล้าแตะต้อง หันมากราบไหว้ฉันแทน”    แม่ข้าหลวงสูดหายใจเชิดหน้าหนี   “พี่ยอดมัวแต่มัวเมากับเมียลูกพ่อค้าคนจีน มันก็สมฐานะต่ำต้อยของพี่อยู่หรอก อย่างฉันถ้าไม่ได้ผัวพระยาพานทองเห็นจะผิดไปคอยดูก็แล้วกัน”


เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879) ก่อนที่โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) จะเปิดแสดงความสว่างไสวของหลอดไฟฟ้าให้สาธารณชนอเมริกันตื่นตะลึงได้เพียงเดือนเดียว จมื่นสราภัยฯ ก็กลับมาถึงบ้านในวันที่ 14 พร้อมรายงานผลเยี่ยมชมการทหารและโรงงานอาวุธทั่วยุโรป ส่วนนายน็อกซ์ไม่อยู่เป็นเสี้ยนหนามอีกต่อไปแล้ว เมื่อลอร์ดซอลส์เบอรี่เรียกตัวกลับถาวร หลังจากมีกระทู้ถามในสภาผู้แทน

ราษฏรอังกฤษถึงความเหมาะสมในการกระทำของกงสุลต่อสยาม วันที่ 24 พระปรีชากลการถูกประหารด้วยการตัดหัว แหม่มแฟนนี่ลงเรือกลับอังกฤษใน 2 วันต่อมาพร้อมลูกชายตัวเล็กๆ ก่อนสิ้นเดือนแม่ผึ้งก็แต่งงานอย่างหรูหรากับขุนนางกรมวังเป็นพระยาพานทอง มีเจ้าน้องยาเธอผู้ริษยา จมื่นสราภัยฯ ทรงเป็นเจ้าภาพ แต่นี้ไปแม่ตัวร้ายได้แปลงกายเป็นชาววังหลวง จบข้อสงสัยกรณีวังหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ

ชีวิตของนายยอดก้าวหน้าไปพร้อมๆกับสยาม ขณะที่โทรเลขจากวังสราญรมย์ไปบางปะอินใช้งานได้ และนายอาลาบาสเตอร์นำเทเลโฟนมาถวายเพื่อใช้ในวังหลังจาก Alexander Graham Bell ได้ทดลองสำเร็จเพียง 3 ปีเดียว ยอดก็ได้สร้างเรือนไทยไว้พักผ่อนในที่ดินมรดกจากพ่อที่ฟากข้างโน้น แม่วันให้ลูกสาวคนแรกและด้วยความหมั่นเอาใจใส่ เพียรพาหลานตัวน้อยไปเยี่ยมแม่ของยอดบ่อยๆ ไม่ช้าแม่ก็ใจอ่อนยอมรับสะใภ้ชาวจีนอย่างรักไคร่เต็มใจ

ซ้าย    อีกปัญหาอาณานิคมจี้รุมเร้ามาเมื่อวันที่ 22  มกราคม ค.ศ. 1879  อังกฤษพบคู่ต่อสู้ที่เข็มแข็ง อย่างชนเผ่าซูลู ทำเอาทหารเสื้อแดงละลายทั้งกองพันที่ Isandlwana อาฟริกาใต้ ในภาพนาทีที่ กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 24 จะถูกทำลาย

ขวา    Prince Imperial หรือ Louis Napoleon ราชบุตรองค์เดียวของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ก็สิ้นพระชนม์ด้วยคมหอกของชาวป่าขณะไปร่วมรบในกองทัพอังกฤษ

วันที่เฝ้ารอคอย

เช้าวันหนึ่งกลางปี พ.ศ. 2423 ขณะที่ยอดนั่งโก้อยู่ในออฟฟิศกรมทหารหน้า ตามธรรมเนียมใหม่ที่ ร.5 ทรงให้ข้าราชการไทยเริ่มหัดนั่งทำงานใช้โต๊ะเก้าอี้ ก็ให้ประหลาดใจที่จู่ๆท่านจมื่นเดินเข้ามาหา พร้อมผู้ติดตามกลุ่มใหญ่

“พี่ยอดจำเรื่องทหารอาสาที่เราเคยคุยไว้เมื่อ 3 ปีก่อนได้ไหม”  

“ได้ซิขอรับ นานจนผมหน่ายเสียแล้ว”

“อย่าเพิ่งเบื่อซิ”   นายจ่ายวดว่า   “ได้เวลาสร้าง กองทัพในฝันของพี่ยอดแล้ว รู้ไว้ด้วยว่าทรงโปรดเกล้าปูนบำเหน็จให้ท่านกัปตันจมื่นสราภัยสฤษดิการ เป็น จมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็กเวรฤทธิ์ ถือศักดินา 10,000 พร้อมพระราชทานเครื่องราชฯ เป็นรางวัลที่ได้ตรากตรำทำงานต่างๆที่ทรงไว้วางพระทัยจนสำเร็จ รวมทั้งไปราชการที่อังกฤษจนรักษาพระราชไมตรีไม่เป็นที่มัวหมองทุกประการ”

“กระผมปลื้มใจจริงๆขอรับ แต่เรื่องกองทัพล่ะ”   ยอดหันมาทำวันทยหัตถ์ตามธรรมเนียม

“ทรงให้ฉันมาเป็นเจ้านายพี่ยอดโดยตรง มานี่เพี่อเป็นลุดเธอเนนโคโลแนล ผบ.ทหารหน้าอันดับที่ 2 รองจากเจ้ากรม”   ว่าแล้วก็ผายมือไปยังพวกที่ยืนอยู่ข้างหลัง    “นี่พวกเราทั้งนั้น ฉันขอโอนตัวจากกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ นายจ่ายวด เป็นเมเย่อร์ (สุข ชูโต - พระยาฤทธิรงค์รณเฉท) กับหมอเทียนฮี้ (พระยาสารสินสวามิภักดิ์ ต้นตระกูลสารสิน) พี่ยอดคุ้นอยู่แล้ว”

คนที่เหลือแนะนำตัวบ้าง  “กระผม นายชื่น เปซายัน จากกัมปนี 6 (หลวงวิเศษสุรการ) ส่วนเพื่อนกระผมคนนี้ออกจะดุสักหน่อย”

“ฉันชื่อนายอยู่ ซายัน (พระยาดัษกรปลาศ) ได้ยินชื่อครูยอดมานักแล้ว”   นายอยู่ที่ว่าดุท่าทางเอาเรื่องดี คนถัดมาว่าชื่อ นายน่วม ซายัน (น่วม ชูโต – พระยาผดุงพิพิธภัณฑ์) แนะนำเสร็จก็มีนายพันตรีร่างใหญ่วิ่งกระฮือกระหอบตามเข้ามากลางห้อง พวกท่านจมื่นหัวเราะเยาะกันใหญ่

“ฉันยังไม่ได้รับคำสั่งให้แกมาเลย”   ท่านจมื่นไวยวรนารถร้องทักแล้วบอกยอดว่า   “คนนี้หลวงทวยหาญ (กิ่ม หรือ พระยาพหลพลพยุหเสนา ต้นตระกูลพหลโยธิน) อยากมาด้วยจะตายอยู่แล้ว”

“พร้อมหน้าอย่างนี้ไปลงนรกที่ไหน กระผมขอตามพวกคุณไปด้วย”

“ครูยอดเอานี่ไปก่อน”   หลวงทวยหาญยื่นแถบยศติดบ่าให้   “ทรงโปรดเกล้าให้นายยอด ซายันเมเยอร์ จ่าครูฝึกเป็นร้อยตรี สับลุตเตอร์แนนท์ เงินเดือน 32 บาทแต่นี้เป็นต้นไป”

“แล้วจะระดมคนอาสาเมื่อไหร่ขอรับ”

“อย่างแรกต้องวางระเบียบ แล้วล้างบางเอาพวกเหลือบริ้นออกจากกรมทหารหน้าเสียให้สิ้นก่อน”

“ไชโย”   พวกเราร้องขึ้นพร้อมๆกัน