สุดสองทวีป ตอนที่ 20 : คุณพระรำพึง
จ่าน้อม ทหารหน้า
โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้
ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้
วันจันทร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา
หรือ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1886)
หลวงพระบางคือโลกใบใหม่ในเทพนิยาย ซึ่งยอดย่างกรายมาถึง ในภาพ แลเห็น
‘พระธาตุจอมศรี’ บนภูศรี (พูสี) สะท้อนแสงตะวันเหลืองอร่าม.ในวันที่อากาศสดใส
โลกใหม่ของนายยอด
ในที่สุดกระผม... จ่าน้อมทหารหน้า ก็มาถึงหลวงพระบางสำเร็จ คุณยอดมักรำพึงให้จ่าฟังเสมอ ถึงเช้าตรู่วันที่ล่องตามเรือพระที่นั่งทองซึ่งเจ้าหลวงส่งมารับท่านแม่ทัพว่า ครั้นถึงกลางน้ำของ(แม่น้ำโขง) แลเห็น ‘พระธาตุจอมศรี’ บนยอดภูกลางเมืองสะท้อนแสงตะวันเหลืองอร่ามไปทั้งองค์นั้น ท่านได้ข้ามเข้าสู่โลกใบใหม่ ซึ่งแม้จะมิได้ล้ำสมัยเหมือนดั่งคราวไปอเมริกา แต่ก็เป็นโลกที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิต ยกย่องต้อนรับชาวกรุงเทพฯอย่างสนิทใจ เสียงมโหรีปี่พาทย์จากเรือชาววัง ที่แล่นกระหนาบขับกล่อมเหล่าทหารอาสานั้น ทำให้ท่านตกอยู่ในภวังค์ เผลออธิฐานต่อองค์พระธาตุขอได้ยลโฉมแม่แก้มสีชมพูอีกสักครั้ง
‘น่าอยู่….’ ยอดพูดเมื่อเท้าแตะฝั่ง ‘ดูซิต้นหมากรากไม้ หินแทบทุกก้อน ดูจะรอรับการมาของเรา’
เมเยอร์พระพิชิตชาญณรงค์ รีบขึ้นม้าขาวคู่ใจ เรียกแถวทหารพาเหรดตามธงชัยเฉลิมพล บนหลังคชาธาร “พลายน่าน” ด้วยใจพะวง สายตาสอดส่ายหาแม่หญิงลึกลับผู้นั้น ว่าจะปะปนอยู่กับชาวลาวพุงขาว (คือคำเรียกลาวฝั่งหลวงพระบางที่ไม่นิยมสักหมึก ซึ่งตรงข้ามกับชาวล้านนาของไทยที่ถูกเรียกตามการสักหมึกดำครึ่งร่างว่า ลาวพุงดำ) ที่ยืนถือดอกไม้ธูปเทียนบูชาท่านแม่ทัพแน่นขนัดสองฟากถนน ตั้งแต่ท่าน้ำไปจนถึงตีนภูศรี ทันใดนั้นเขาก็รั้งบังเหียนให้ม้าเลี้ยวหลบจากขบวนอย่างกะทันหัน
“เฮ้ย พี่ยอดจะไปไหน”
เสียงพระพหลพลพยุหเสนาไม่อาจหยุดเขาได้ เมื่อร่างสูงเพรียวนางหนึ่ง งามกว่าแม่หญิงลาวทั้งปวงยืนอยู่ในฝูงชน ยอดใจเต้นรัวรีบขยับกระชับดาบหลูบเงิน ยืดตัวเป็นสง่าก่อนมาหยุดม้า ก้มหน้าน้อยๆยิ้มทักทาย แม่งามนั้นก็ยิ้มตอบ มองชายผู้มีทั้งอาวุธโบราณและสมัยใหม่ด้วยความสนใจ...เพียงอึดใจเดียว พอจำได้ว่า นายคนนี้นี่เองเคยมาแอบดูเราอาบน้ำ พลันแก้มสีชมพูกลายเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยทั้งโกรธทั้งอาย ขึงตาใส่ขยับปากว่า ‘ฮึ อีตาบ้า’ แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปเสียเฉยๆ
ซ้าย องค์พระธาตุ( พระทาด) คู่บ้านคู่เมืองบนยอดภูศรี เป็นจุดเด่นเห็นแต่ไกลและสมควรที่ผู้มาเยือนจะขึ้นไปกราบบูชา
ขวา เศษซากฐานปืนต่อสู้อากาศยาน ยังเหลือไว้บนพระธาตุเพื่อเตือนให้ระลึกถึงความขัดแย้งในอดีตไม่นานนี้
มองลงจากยอดภูไปทางด้านทิศใต้ในภาพ ถัดจากวิหารใหญ่ไปทางซ้ายเกือบถึงริมแม่น้ำคาน เป็น
ตำแหน่งที่นายปาวีบันทึกแผนที่ไว้ว่าคือค่ายทหารไทย ซึ่งยอดและกองทหารอาสามาตั้งอยู่ในขณะนั้น
ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงคือบ้านเชียงแมน ซึ่งยอดพักทหารอาสา 1 คืนก่อนลงเรือข้ามมาพาเหรดในวันรุ่งขึ้น
ค่ายของกองทหารอาสา ถูกสร้างรอไว้แล้วทางด้านตะวันออกของเมืองติด ‘แม่น้ำคาน’ ด้านหลังคือ ‘ภูศรี’ ภูเขาคู่บ้านคู่เมือง ในค่ายมีเรือนบังกะโลของแม่ทัพนายกอง แยกเป็นสัดส่วน พวกพลทหารได้นอนเรือนแถวครบทุกกองร้อย นับว่าสบายที่สุดตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ส่งทหารกองเกียรติยศและพลแตร 2 โหล ไปถวายอารักขาแก่เจ้าหลวงถึงในวัง และในวันต่อมาเจ้าหลวงซึ่งทรงมีพระชนมายุราว 80 พรรษาแล้ว แต่ดูมีพระทัยดี เยือกเย็น เป็นที่รักของชาวลาวและผู้พบเห็นทั้งปวง จึงเสด็จมารับท้องตราราชสีห์วางบนพานทอง กั้นฉัตรตามธรรมเนียม และปรึกษาข้อราชการพร้อมกับเจ้าอุปฮาด เพี้ย (พระยา) ลาว พอเสด็จกลับพวกนายทหารถูกท่านแม่ทัพเรียกทันที
“เรามีเพียงแผนที่หยาบๆในการรุกเข้า แคว้นสิบสองจุไท (อยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือสุดของหลวงพระบาง ติดแคว้นยูนานของจีนและภาคเหนือของเวียตนาม)” ท่านแม่ทัพเปิดประชุม “แผนที่แบบฝรั่งนั้นแม็คคาร์ธียังมาสำรวจไม่ถึง เขาเคยไปแค่เมืองพวนที่ทัพฝ่ายใต้จะบุกไปตีค่ายใหญ่ของฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ”
“นี่มันดินแดนหลงสำรวจ” ยอดก้มดูแผนที่บนโต๊ะแล้วกระซิบกับนายจ่ายวด
“ขุนนางลาวเขาว่าพวกฮ่อมันอยู่ไหนขอรับ” พระพหลฯร้อนใจ
“ล่องลอยมาก คนของเจ้าหลวงพูดตรงกันอยู่อย่างเดียวคือ ชาวบ้านแตกหนีเข้าป่าหมด ข้าวปลาอัตคัด ไม่มีคนกล้าทำนามาหลายปีแล้ว” น้ำเสียงที่ตอบฟังดูผิดหวังที่หาเสบียงในท้องถิ่นไม่ได้
นายจ่ายวดลากนิ้วไปบนแผนที่ ผ่านแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนแทบไม่มีที่ราบ “ชายแดนจีนอยู่แค่เอื้อมนี่เอง ถ้าเรามัวคลำหาข้าศึกเหมือนคนตาบอดอยู่ในหุบเขา จะกลายเป็นเป้านิ่งของพวกฮ่อนะขอรับ”
“ใช่ ผลีผลามเป็นเสร็จพวกมันแน่ๆ เราควรรุกเป็นขั้นๆอย่าบุ่มบ่าม ฉันกะว่าปีแรกปราบปรามฮ่อใน แคว้นหัวพันห้าทั้งหก เสียก่อน (อยู่สุดทิศตะวันออกของหลวงพระบาง ติดภาคเหนือของเวียตนาม)”
ท่านมองหน้าพวกเราทีละคน ใบ้ให้รู้ว่าเอ็งเห็นจะต้องอยู่ลาวกันเกิน 1 ปีแน่ๆ
“เจ้าหลวงท่านมีฉางข้าวอยู่ริม แม่น้ำอู ตรงนี้ชื่อ ‘เมืองงอย’ ฉันให้เป็นฐานทัพแรกของเรา ชาวลาวตกลงจะลำเลียงเสบียงมาส่งทางเรือ”
“แต่เราลงเรือไปตามแม่น้ำอูนี้ขึ้นไปตีแคว้นสิบสองจุไทได้เลยนะขอรับ” ยอดแย้ง
“แล้งนี้น้ำเชี่ยวเกาะแก่งอันตรายมากพี่ยอด ฉันจึงไปแคว้นหัวพันห้าทั้งหกก่อน แน่ละจากเมืองงอยเราต้องไต่เขาอีกครั้ง ไปยึดฐานทัพที่สองลึกเข้าไปในถิ่นฮ่อที่ ‘เมืองซ่อน’”
ยอดพินิจดูแนวถนนหลายสายที่ผ่านเมืองนั้นจึงรู้ว่า “ยึดเมืองซ่อนได้ก็คุมถนนไปเมืองใหญ่ๆทุกแห่งในหัวพันห้าทั้งหก ซำเหนือ ซำใต้ เมืองแวน แม้แต่หน้าด่านอย่าง ‘เมืองสบแอด’ ติดชายแดนญวน”
“สบแอดเป็นจุดสำคัญ ขืนปล่อยไว้ ฮ้ออาจเรียกพวกมันในเขตญวนเข้ามาหนุนเนื่องได้ ปิดประตูเข้าออกเสีย มันก็จะแตกซ่านไปเอง” พระพหลฯ อ่านเกมส์ศึก
“ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย....ฉันรู้ว่าท่านมีการศึกษาดีทุกคน... ดีที่สุดเท่าที่สยามจะพอหาได้ แต่ฉันขอให้ทำใจว่าเราคงได้ทำศึกแบบโบราณกาลเหมือนรบพม่า เพราะแผ่นดินที่เราจะเหยียบเข้าไปนี้ มีเพียงทหารรุ่นปู่ของเราเป็นรุ่นสุดท้ายที่ไปถึง (คราวสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ จนเป็นเหตุให้รบกับญวนถึง 14 ปี) ถึงเมืองซ่อนแล้วอย่ามาหัวเราะเยาะฉัน เพราะพระนายไวยนี่ละจะให้ทหารกับชาวบ้านออกทำนาเป็นเสบียงไว้เพื่อไปสิบสองจุไทให้จงได้”
“พวกฮ่อล่ะขอรับ” พระพหลฯ ย้ำถาม
“พบที่ไหน รบที่นั่น”
เป็นอันว่าแผนถูกกำหนดชัดแล้ว ทหารอาสาจะหลบฝนอยู่ในเมืองซ่อนที่ชุกชุมไปด้วยไข้ป่า เสบียงจากเมืองงอยส่งได้ทางบกโดยช้างที่เอามาจากน่าน ผ่านถิ่นชาวเขานับสิบเผ่าที่คะเนยากว่าเป็นมิตรหรือศัตรู
“ทหารม้าอเมริกันในทุ่งแพรี่น่าจะสบายกว่าขอรับ นี่เราถูกภูเขาล้อม ไข้ป่าชุกชุม พวกชาวบ้านก็กินอยู่แต่งตัวเหมือนอินเดียนแดงนั้นละ” ยอดหัวเราะฮึๆ
“ยาควินินสำคัญที่สุดในหน้าฝนขอรับ ท่านเร่งเอายาที่ค้างในเมืองพิชัยมาเถิด” คุณหมอเทียนฮี้เตือน
“งั้นพี่ยอดช่วยไปดูซิว่าชาวเมืองพิชัยที่มาขัดตาทัพก่อนนี้ มีคนและช้างพอจะไปช่วยขนยามาได้ไหม และเป็นธุระหาชาวลาวมาดูแลสัตว์พาหนะด้วย เราควรพร้อมยกไปเมืองงอยใน 20 วัน”
ก่อนเลิกประชุมท่านเล่าถึงพระราชหัตถเลขาจาก ร.5 ว่า “ทรงเตือนอย่าใช้อาญาสิทธิ์บังคับข่มเหงชาวลาวแรงนัก แม้แต่คำพูดให้ระมัดระวัง ขืนโผงผางเห็นเขาเป็นประเทศราชจะเป็นช่องให้ฝรั่งเข้ายุยงได้ ฝรั่งเศสขอมีกงสุลที่หลวงพระบาง แต่ยังทรงบ่ายเบี่ยงว่า ตั้งไปทำไมไม่เห็นมันมีการค้าสักอย่าง”
‘ฝรั่งเศสมันคิดอะไรอยู่นะ’ ยอดไม่สบายใจเอาเลย
เพื่อนรักของแม่หญิง
ยอดสั่งร้อยโทหรุ่น จ่าน้อม ไอ้จิต ไอ้เจียน และอดีตเสือชาวสุพรรณทั้ง 2 คน ออกหาคนของอดีตพระยาพิชัยทันที แต่ก็คว้าน้ำเหลวจนแสนหาญบอกว่า
“คุณพระหาให้ตายก็ไม่พบหรอก มากับกระผม มาให้เห็นกับตา”
ทหารเอกเวียงน่าน พาพวกบางกอกเดินบนสะพานไม้แคบๆทอดข้ามแม่น้ำคานตรงข้ามกับค่าย วกวนลึกเข้าไปในสวนมะพร้าว ในไม่ช้าก็พบหมู่บ้านซอมซ่อ เต็มไปด้วยชายร่างผอมโซ เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่ละคนค่อยๆโผล่มาจากเรือนด้วยความหวาดหวั่นที่เห็น “นายทหารหลวง” เดินบุกเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว
“พวกนี้เป็นใครแสนหาญ”
“ไพร่เกณฑ์ของพระยาพิชัยที่ถามหาไงขอรับ ช้างของมันคงหลบอยู่แถวนี้”
ยอดสั่งลูกน้องกวาดต้อนพวกมันมานั่งที่กลางลานดิน คะเนดูเห็นจะกว่า 300 คน แต่ละคนตัวสั่นเหมือนลูกนก หมอบกราบร้องเซ็งแซ่ว่า “อย่าจับไปรบอีกเลยเจ้านาย กระผมจากลูกเมียมากว่า 3 ปีแล้ว”
“นายหมู่ของมันไม่เหลือแล้วคุณพระ ไม่จับไข้ตายก็หนีกลับกันหมด” แสนหาญว่า
“พวกเอ็งอย่ากลัวไปเลย ข้าจะจัดเสบียงกับตามหมอมาให้” ยอดรู้ว่าพวกนี้หมดสภาพจริง
“สาธุ นอกจากแม่หญิงของเราแล้วก็คุณพระนี่ละใจบุญนัก” พวกมันสีหน้าดีขึ้น
“แม่หญิงอะไรของเอ็ง...”
คำตอบนั้นมากับเสียงแหลมของช้างพังเชือกหนึ่งนำขบวนช้างกว่า 10 เชือก เข้ามาเงียบๆ กลางลาน ผู้ที่ขี่บนคอนังพังเชือกนั้น หาใช่ชายฉกรรจ์ไม่ แต่กลับเป็นหญิงสาวร่างโปร่ง
“แม่หญิงของพวกเอ็งคือ….แม่คำแก้ว” ยอดตะลึงงัน
นางนุ่งซิ่นหยักรั้ง เหมือนขากางเกงดูทะมัดทะแมง พอปีนลงจากคอช้างได้ก็ชี้หน้ายอด ต่อว่าด้วยสำเนียงชาวเหนือเร็วปรื๋อ “ทหารบางกอกใจ๋ฮ้ายนัก พวกนี่ไปฟ้องเฮาว่าจะมาจั๊บไป๋รบแฮม (อีก)”
แสนหาญดูเหมือนจะพอรู้จักกันมาก่อน เดินเข้ามาห้ามเลยโดนบ้าง “พวกท่านกี่ผู้กี่ตั๋วก็เหมือนกั๋นหมด เห็นเฮาเป็นลาวก็ใช้จนต๋ายเหมือนป้อว่าบ่มีผิด”
“อ้าวพบกันก็ชวนทะเลาะเสียแล้ว” อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสาวลาวกลับอู้คำเมือง
“พ่อของคำแก้วเคยเป็นทหารเมืองน่านไปตีเชียงตุงกับพ่อกระผมขอรับ ขากลับมาพอใจมีเรือนมีอาชีพควาญช้างอยู่หลวงพระบาง แกคงไม่ชอบหน้าทหารกรุงเทพฯ เหมือนตอนกระผมพบคุณพระครั้งแรกนั่นละ มันฝังใจ พอเห็นพวกเมืองพิชัยบอบช้ำ เลยสงสารฝากลูกสาวคนสวยนี่ชวนชาวลาวมาดูแล ไอ้พวกนี้จึงนับถือแม่หญิงคำแก้ว เรียกว่า แม่หญิงใจอารีของมัน” แสนหาญอธิบาย
“ถ้าอารีจริงทำไมเอาช้างมาล้อมพวกเราไว้ เห็นฉันเป็นยักษ์มารมาจับหรือไง” ยอดแยกเขี้ยวใส่ ยิ่งทำให้แม่หญิงหงุดหงิด “ส่งภาษาบอกแม่เจ้าประคุณเถิดว่า หมดภาระหล่อนแล้ว เรามีอาหารและหมอที่ดีกว่า”
เท่านั้นเป็นได้เรื่องคำแก้วตาโตด้วยความโกรธ “ตอนเฮาลำบากกับพวกนี่บ่มีไผโผล่หัวมาจ้วย ปอเรียบร้อยก็มีพวกบางกอกมาไล่เฮาเสียพ้นๆไป๋ ช่างอวดพลัง ใช้เอาแต่ใจ๋ เห็นเฮาแค่เป็นบ้านนอก”
“อะไรกันแม่คู๊ณ พลังอะไรของหล่อน”
“สำนวนเขาขอรับ พลังหรือกำลัง จะว่าข่มเหง อวดเบ่งก็ได้ แฮ่ะๆ คุณพระโดนด่าเข้าแล้ว”
“คนสึ่งตึง” (ไม่รู้เรื่องรู้ราว) คำแก้วด่าซ้ำอีกยก
“ยายนี่เอาเรื่องทีเดียว ว่าฉันแสดงอำนาจ แล้วเธอล่ะมีอะไรมาสู้กันไหม” ยอดฮึดบ้าง
“เปิ้นก็มีเหมือนกั๋น นายทหารตี้อวดดีต้องป๊ะกับเปื้อนฮักของคำแก้ว” พอแม่คนสวยรับคำท้า ยอดจึงปลดปืนยาวลงวาง แกล้งกำหมัดเย้าแหย่อย่างมวยฝรั่ง เรียกเสียงฮาจากคนเกือบ 300 คน
“ไปๆ ตามมาสู้ฉันซิ”
“อีเอื้อง.....มาช่วยแม่จิ่มตวยเจ้า แม่ถูกคนบอรังแก๋”
คราวนี้จ่าวิ่งแจ้นก่อนเพื่อน มีชาวพิชัยแตกฮือกันไปคนละทิศละทาง เพราะเพื่อนฮักของแม่หญิงใช่มี 2 ขา แต่มี 4 ขา กับงวงยาวๆ คุณพระร้องได้คำเดียวว่า
“เฮ้ย”
แฮ่ะๆช้าไปแล้ววิ่งไม่ทันลูกน้องหรอก ก็ดันอยู่หน้าสุด ได้แต่ยืนนิ่งตัวแข็งเผชิญกับช้างพังเชือกเดียวกับที่คอยเฝ้าแม่งามอาบน้ำวันก่อนนั่นเอง
“คะ...คะ...คำแก้วจ๊ะ นี่หรือเพื่อนเธอ” ยอดฝืนทำใจดีสู้ช้างที่ยืนตาขวางห่างแค่วาเดียว
“ตั๋วน่อยเดียวละ เป่นใดผ่องคนบ้านนอกก็มีดีอวดหนา” หล่อนหัวเราะชอบใจที่เห็นคุณพระเหงื่อแตกชุ่ม “เอื้องคำเอ๊ย เจ้าจะเหยียบเล่นหรือเต๊ะให้ขาง่อยก็ตามใจ๋เน้อ”
“โธ่ แม่เอื้องคำ เรามาเป่นเพื่อนกันดีกว่าฉันจะเอาอ้อยมาป้อน”
“อีเอื้อง บ่ฟังคนแปลกหน้าดอกเจ้า” คำแก้วยื่นหน้ามาเยาะเย้ย “คำแก้วกับมันใหญ่มาต่วยกั๋น”
“คำแก้ว…..”
“ว่าอะหยัง” เธอยักคิ้วอย่างมีชัย รอว่ายอดจะหาทางเอาตัวรอดอย่างไรได้
“ฉันไม่ใช่พวกใจร้าย ฉันจะหาหมอมาดูชาวพิชัย แล้วก็ขอจ้างเธอกับพ่อมาช่วยงานด้วย จ่ายงามนะ”
ดูหล่อนสนใจทันที “นายทหารอู้จ๋าค่อยน่าฟังน่อย... เอื้อง ถอยมาได้ละเจ้า”
“ช้างแสนรู้จริงๆ” ยอดโล่งอกเห็นหล่อนลูบงวงมันก็ลองเอื้อมมือไปลูบบ้าง หวังสร้างมิตรภาพ
“อย่าเน้อนายทหาร...ว๊าย…อีเอื้อง หยุดซนบ่เดี๋ยวนี่”
“พลั่ก” ช้าไปแล้วอีเอื้องคำร้องแปร๋น เหวี่ยงงวงเข้าที่สีข้างเพียงเบาๆ คุณพระพิชิตชาญณรงค์ ผู้คุ้นแต่ควายไบซันในอเมริกาก็ลอยไปตกคลุกฝุ่นอยู่กลางลานห่างไปหลายวา เจ้าของช้างหน้าเสีย รีบวิ่งไปประคองยอดลุกขึ้นนั่ง จับแขนเขย่าให้คืนสติ ปัดฝุ่นตามตัวและหัวหูฟุ้งไปหมด
“เอื้อง มันหยอกเล่นน่ะเจ้า”
“อูย... แก้ตัวให้กันรึ คงกลัวฉันไม่จ้างละซิ” ยอดยังจุกไม่หาย คำแก้วสำรวจเห็นว่าคงไม่มีอะไรหักค่อยโล่งอกหัวเราะคิกๆ เมื่อเห็นนายทหารที่เคยทำท่าไว้ตัว หน้าตายู่ยี่
“เจอดีเหียผ่อง ว่าแต่จะจ้างฮื้อยะอะหยัง”
“เลี้ยงวัวกับช้าง” ยอดว่าทหารเหนื่อยมากทำไม่ไหวจะจ่ายเงินตำลึง เงินแถบหรือรูปีอินเดียได้ทั้งนั้น
“จะถามป้อก่อน” หล่อนดูเป็นมิตรขึ้น “เมื่อกี้เจ็บบ่”
“ถามได้ ช้างเหวี่ยงทั้งตัว หรือว่าทำโทษที่พบฉันริมน้ำวันก่อนจ๊ะ”
“บ้าๆๆๆ เดี๋ยวฮื้อจ๊างหย่ำแต้ๆหนา” หล่อนหน้าแดงไล่หยิกแขนยอดก่อนเดินจากไปกับช้างทั้งโขลง
บาทหลวงคริสตัง
ยอดพาชาวพิชัยทั้ง 295 คน กับชาวสุโขทัยอีก 32 คน มาไหว้ท่านแม่ทัพในวันต่อมา
“ตรวจดูรูปซูบเศร้าเห็นเหงาหงอง นั่งพุงป่องก้นปอดรอดจากผี
จะเกณฑ์ไปใช้ก็คงปลงชีวี แม่ทัพมีอนุญาตให้คลาดคลา”
จากนิราศหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา
เขารู้สึกเหงาเมื่อไม่มีโอกาสพูดคุยกับคำแก้วอีก 2-3 วัน ย้อนไปหมู่บ้านชาวพิชัยก็ทิ้งร้างกลับไปหมดแล้ว นึกเจ็บใจที่ปากหนักน่าจะถามว่าบ้านหล่อนอยู่หนใด แสนหาญทนเห็นยอดอาละวาดกับจ่าน้อมไม่ได้ก็เดาใจออกตามประสาผู้ชายด้วยกันจึงแนะว่า
“คุณพระโดนอีช้างน่อยชกพุง แล้วไม่จำนี่ขอรับ อีเอื้องคำมันอยู่บ่อนไหน นายมันก็อยู่นั่น”
จริงดังแสนหาญว่า แม่หญิงสักกี่คนจะมีช้างเป็นเพื่อนเล่น ไม่นานก็พบหล่อนคุมสัตว์เลี้ยงตัวน้อยอาบน้ำอยู่ริมโขง พอเห็นเขาขี่ม้ารี่มาก็รีบนั่งกับพื้นทรายยกมือไหว้ออกประหม่าชอบกล
“คำแก้วขอบใจ๋ นายทหาร เอ้อ...คุณพระขนาดๆที่ปล่อยพวกพิชัยปิ๊กบ้าน แล้วจ้างป้อฉันยะก๋านฮื้อ (ทำงานให้)” นี่คงรู้แล้วว่าเขามีตำแหน่งอะไร “ถึงมันจะบ่ทำฮื้อร่ำรวย แต่คนจ๋นๆ ได้เท่านี้ก็ดีใจ๋หลาย”
“พ่อจะได้เลิกเกลียดทหารกรุงเทพฯเสียที ฉันอยากพบแกนะ” เขาลงนั่งให้ห่างเอื้องคำไว้
“อย่าไปเลยป้อหลึก (ดื้อ) แต้ๆเจ้า ไผ๋ก็เปลี่ยนใจ๋ป้อบ่ได้สักคน” ดูเธอกลัวพ่อเอาการ “ถ้าคุณพระต้องขาเสียไปข้างหนึ่งเพราะไป๋รบอย่างป้อ คงยากฮื้ออภัย ป้อยิงปืนแม่นขนาดนะเจ้า”
“ไม่กลัวหรอก กลัวแต่เอื้องคำต่างหาก” ยอดเอามือเท้าคางจ้องเป๋ง
“บ่ได้ขู่ ป้อยิงแม่น คำแก้วก็ยิงแม่นเหมือนกั๋น” หล่อนจ้องไปที่ปืนโคล์ทด้วยความสนใจ
“เธอน่ะหรือ” คุณพระเลิกคิ้ว เอากระสุนออกแล้วส่งปืนให้ถือ แม่หญิงแสนสวยแก้มออกสีชมพูอีกครั้งอย่างถูกใจ ลองง้างนก เล็งปืนได้คล่องแคล่ว ต่างจากหญิงทั่วๆ ไปที่ไม่กล้าแม้แต่จะหยิบมันขึ้นมา พอแบมือขอกระสุนยอดรีบจุ๊ปากห้าม
“ดูเธอชำนาญนักนะ ในเมืองนี้มีคนเล่นปืนแบบฉันไหม”
“พระฟาหรั่งเจ้า เขาสอนฉันยิง”
หล่อนเรียกชาวตะวันตกว่าเป็นพระฝรั่งเศสชัดเจน ยิ่งทำให้ยอดประหลาดใจ เขาเคยทราบแต่ว่า นาย อองรี มูโอ(Henry Mouhot) ชาวฝรั่งเศสเป็นนักสำรวจฝรั่งคนแรกที่มาถึงหลวงพระบาง อีกคนก็คือ นายบุช เพื่อนสนิทของพระวิภาคภูวดล ทั้ง 2 คน มาตายด้วยไข้ป่าที่นี่ทั้งนั้น
วันรุ่งขึ้น คำแก้วขี่ช้างกางจ้องนำยอดข้ามน้ำคานเลียดทุ่งนาริมแม่น้ำไปสักชั่วโมง พอถึงบ้านพนม อีเอื้องจึงตัดเข้าป่าละเมาะ ไปหาภูเขาลูกหนึ่งชื่อภูสวง ที่ใกล้ตีนเขามีเนินใหญ่ปกคลุมด้วยไม้นาๆพันธุ์มืดครึ้มไปหมด เจ้าช้างพังแสนรู้หยุดนิ่งไม่ยอมเดินมุดเข้าไป เห็นเลาๆว่าในนั้นมีหินก่อเป็นกองพร้อมไม้กางเขน คำแก้วรีบสั่นหัวก็เดาได้ว่ากลัวผี เขาจึงเดินเพียงลำพังตรงไปที่ไม้กางเขนมีสลักไว้ว่า “H. Mouhot”
ซ้าย นายมูโอ ผู้ทำให้โลกรู้จักนครวัด เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่หลวงพระบางด้วยไข้มาลาเรีย
ขวา George H. Bush เพื่อนรักร่วมทีมสำรวจแผนที่ของพระวิภาคภูวดล เป็นอีกหนึ่งที่ป่วยมาลาเรียจนเสียชีวิตที่หลวงพระบาง เมื่อ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1884 ด้วยอายุเพียง 21 ปี และฝังอยู่ที่วัดมหาธาตุ หรือวัดพระธาตุน้อย เขาเป็นบุตรชายคนสุดท้องของ กัปตันจอห์น บุช (Admiral Sir John Bush K.C.W.E) หรือ พระยาวิสูตรสาครดิฐ ในภาพ – ที่มาของชื่อ ตรอกกัปตันบุช และผู้ก่อตั้งกิจการอู่ต่อ อู่ซ่อมเรือชื่อบางกอกด๊อคในปัจจุบัน เพื่อรำลึกถึงคุณของบิดาผู้ที่ ร.4 ทรงชักชวนให้เป็นนายท่าคุมเรือสินค้าต่างชาติ อันเป็นผลจากสนธิสัญญาบาวริ่งเปิดการค้าเสรีกับฝรั่ง และเป็นกัปตันเรือพระที่นั่งพาเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ และรับราชการจนถึง ร.5 ได้ทรงตรัสถึงความสูญเสียครั้งนี้ไว้ในหนังสือของ James McCarthy ว่า …..The expedition has during a few months work succeeded so far to our entire satisfaction, but to our deep regret,……we lost a most promising young European officer……
ซ้าย ด๊อกเตอร์ ไนส์ นักสำรวจฝรั่งเศสและผู้ติดตามชาวเขมรมาพบฮ่อก่อนยอดมาถึง 4 ปี
ขวา ภาพโบสถ์ที่แปลงเป็นป้อมค่ายรับการโจมตีของฮ่อในเมืองพวน แต่ก็โดนเผาจนได้
ที่มา Travels in Upper Laos and Siam ของ Dr. P. Neis
“นี่ละบั้นปลายชีวิตของนักสำรวจที่โด่งดังไปทั่วยุโรป การมานครวัดและหลวงพระบางของคุณทำให้โลกรู้จักดินแดนแห่งนี้ก็จริง แต่คุณยังนำคนโลภที่คิดจะชิงบ้านเมืองไปจากสยาม ติดมาด้วย”
เขาทำวันทยหัตถ์เคารพผู้ล่วงลับตามธรรมเนียม แล้วคำแก้วก็พายอดกลับมาอีกเส้นทางหนึ่งมีหมู่บ้านสร้างใหม่หลายหลังคาเรือน หลังเด่นที่สุดมีไม้กางเขนอยู่บนจั่ว เด็กๆ เห็นคำแก้วมาก็วิ่งไปตามบาทหลวงฝรั่ง
“บาทหลวงอันโตนิโย (Father Antonio) ขอต้อนรับ ไม่นึกว่าจะพบทหารไทยเร็วเช่นนี้”
ยอดมองดูบาทหลวงร่างสูง ผิวเซียวแก้มตอบอย่างไม่สู้ไว้ใจนัก “เมเยอร์พระพิชิตชาญณรงค์ แห่งกรมทหารหน้าครับ ผมก็ไม่นึกว่าจะพบชาวตะวันตกเร็วนักเช่นกัน”
“ลูกเอ๋ย เจ้าต้องลำบากอีกมาก พวกฮ่อเป็นโจร เผลอละมันเป็นย่องเอามีดมาจ่อคอหอย”
ยอดไม่ชอบฟังเลย “พวกผมถูกฝึกมาอย่างตะวันตก อาวุธก็ดี เหตุใดท่านถึงขู่เสียแต่ต้น”
“สวรรค์จงเมตตามนุษย์ที่น่าสงสารนี่ด้วยเถิด” ท่านอันโตนิโยหยิบกางเขนที่ห้อยคอ ขึ้นจูบแล้วสวดให้ “พ่อเคยเผชิญกับมันมาแล้วเมเยอร์ ที่เมืองเงิน(Muang Ngan) แขวงเมืองพวน พ่อสร้างโบสถ์แข็งแรงราวกับป้อมเซนต์เอลโม่ กำแพงไม้ซุง 2 ชั้น หอคอย 4 มุม ฝึกชาวลาวที่ถือคริสต์ใช้หอกดาบและปืน เราสต็อกอาหาร ฝังข้าวเปลือกไว้ใต้ดินเผื่อถูกล้อม เป็นโบสถ์คาธอลิกที่แกร่งที่สุดในเอเชีย พ่อรอทหารฝรั่งเศสเข้ามาปราบปีศาจพวกนี้แทบไม่ไหวแล้ว เพราะลาวอยากสวามิภักดิ์กับชาวตะวันตกที่ปกป้องเขาได้ ดีกว่าแค่เป็นทาสของสยามหรืออันนัม”
มันทำให้ยอดนึกถึงคำของแม็คคาร์ธีว่าในปี ค.ศ. 1883 เคยมีพระและนักสำรวจเที่ยวยุยงให้ชาวลาวพวนให้ยอมขึ้นกับฝรั่งเศส หาไม่จะปล่อยให้ฮ่อปล้นตามใจชอบ ‘อ้อ ได้พบตัวเป็นๆวันนี้เอง’
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว สยามยังปกป้องลาวได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าอยู่หัวของผม”
“คุณเมเยอร์ พระเจ้าทรงให้เราช่วยลาวลืมตาอ้าปากจากการถูกข่มเหงของพวกท่านต่างหาก”
“ขอบคุณในความหวังดี ทำไมท่านบาทหลวงไม่เล่าให้หมดว่า ชาวลาวพวนเขาฉลาดพอที่ไม่หลงฟังคำข่มขู่ให้แปรภักษ์ของด๊อกเตอร์ไนส์ (Dr. P. Neis) เพื่อนท่าน ลงท้ายโบสถ์ก็ถูกฮ่อมันบุกเผาเสียวอด โชคดีว่าพวกท่านรอดมาได้เพราะทิ้งลาวเข้ารีต แล้วเผ่นหนีไปหนองคายก่อนค่ายแตก”
ยอดงัดความจริงมาพูด เล่นเอาพระฝรั่งโกรธหน้าแดง คำแก้วเห็นท่าไม่ดีรีบอ้างว่าพ่อจะเป็นห่วงเพราะออกมาแต่เช้า ไล่ยอดขึ้นม้าไวๆ เมื่อทั้งคู่พ้นหมู่บ้าน บาทหลวงผู้นั้นก็เข้าไปเรียกลูกศิษย์ก้นกุฏิมาหา
“วิน ลูกยังเชื่อที่พ่อสอนอยู่เสมอหรือเปล่า”
ในมุมมืดของโบสถ์นั้น เด็กหนุ่มก้มหน้าลงจุมพิตแหวนบนมือบาทหลวง แล้วเงยหน้าเผยให้เห็นซีกซ้ายของแก้มมีแผลเป็นจากไฟลวกน่าขยักแขยงนัก
“จำได้ขอรับคุณพ่อ ท่านว่าพระเจ้าของเราเป็นชาวฝรั่งเศส” ภาษาญวนตอบฉาดฉาน
“ถูกละวิน ชาวอันนัมอย่างเจ้าได้ถูกไถ่บาปแล้ว เจ้าควรช่วยชาวลาวให้มาอยู่กับพระเจ้าบ้าง” บาทหลวงยื่นปืนยาวให้กระบอกหนึ่ง “เมื่อใดที่สยามเคลื่อนทัพ เจ้าต้องสะกดรอยตามพวกมันเพราะทหารฝรั่งเศส หนวดเหลืองของสวรรค์ จะได้รู้ข่าวจากเจ้าด้วย”
ในเงามืดนั้น วิน ง้างนกสับดังกริ๊ก แล้วเปิดฝาครอบรังเพลิงทรงประหลาดตรวจดูก่อนแสยะยิ้มตอบ
สองหนุ่มสาวข้ามแม่น้ำคานกลับโดยไม่พูดอะไรสักคำ คำแก้วพายอดมาที่วัดเชียงคำ ซึ่งเก่าแก่งดงามที่สุด และถือเป็นประตูทางเข้าหลวงพระบางด้านเหนือ เธอชวนเข้าไปไหว้พระในสิม(โบสถ์) ชวนคุยถึงภาพแกะสลักและความงามของพุทธศิลปะที่ยอดไม่เคยเห็นมาก่อน
“อย่าโขด (โกรธ) พระฝรั่งเลยเจ้า ท่านผ่านมาหลายตี้คงเตือนต้วยหวังดี มาไหว้พระแบบเฮาเน้อ สบายใจ๋ดี”
เสียงอ่อนหวานทำให้ยอดผ่อนคลาย ชื่นใจในความห่วงใยของหล่อน
“พี่ก็เคยเห็นอะไรมามาก เลยไม่ชอบที่ฝรั่งมาขู่กันง่ายๆ แล้วคำแก้วล่ะเคยไปเมืองอื่นไหม”
“เกยหนเดียว ไป๋บ้านน้าตี้เจียงแสน แม่ฉันเป็นคนเมืองนั้น ป้อน่ะปิ๊กจากศึกเจียงตุง ก็ป่วยพักอยู่ใกล้ๆ แม่คำแก้วงามขนาดนะเจ้า ป้อนั่งเฝ้าทุกวันจนแม่เห็นใจ๋ แล้วก็มาอยู่กินมีเฮือนตี้นี่ จนมีเฮา และก็... ”
ช่างคุยอยู่ดีๆ หล่อนกลับชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาวเพราะมีบางอย่างสะกิดแผลในใจ ธูปในมือสั่นระริกจนเขารับมาถือไว้ด้วยเห็นผิดสังเกต “ไว้เล่าต่อวันหลังก็ได้นะ”
“เล่าได้เจ้า คำแก้วชินแล้ว ตุ๊กใจ๋ก็มักมาไหว้พระเงียบๆ ตี้นี่คนเดียว วันนี้หันคุณพระอารมณ์บ่ดีเลยลองพามาพ่อง” หล่อนเช็ดน้ำตาไม่รู้ว่าทำไมจึงวางใจเล่าเรื่องส่วนตัวให้ชายที่ตนเคยเขม่นฟัง นึกอยู่ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ใจเย็นและมีน้ำใจ อยู่ใกล้ให้นึกอบอุ่น
“ฉันไปบ้านน้า 3 เดือนมานี่เอง มันน่าจะม่วนแต่ไป๋ป่ะ แม่หญิงแฮมคนเหมือนคำแก้วกู้อย่าง”
“เธอมีฝาแฝด” เขาอุทาน ที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็งามแล้ว ยังมีอีกคนหรือ โอ้สวรรค์มีจริงละไอ้ยอด
“คำแก้วน้อยใจ๋ ป้อเอาน้องไปซ่อนบ่เกยอู้สักกำปล่อยฉันเหงาอยู่กับเฮือนแต่ละอ่อน” เสียงสะอื้นเบาๆ ลอดออกมา “แม่ว่าอยากฮื้อลูกอยู่พร้อมหน้า แต่ป้อบังคับว่าบ้านเฮาจนนัก เลี้ยงลูกแฝดบ่ไหวจะอ๊ดตายตึ้งคู่ พรากน้องไปไว้กับน้า มายอมฮื้อป่ะกั๋นเมื่อใหญ่แล้วตอนน้องป่วยหนัก”
“พี่จะขอให้หมอเทียนฮี้ช่วยรักษานะ” ยอดเสนอ “จะได้มีแม่หญิงแสนสวยทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เหมือนส่องกระจกเงาไงเล่า เห็นตนเองอีกคนหนึ่งที่พูดคุยกับเราได้ด้วย”
“น้องมาบ่ได้ดอกเจ้า เพราะนั่นเป็นตื้อสุดท้ายตี้เฮาป่ะกั๋น” น้ำตาแห่งความโศกเศร้าไหลอาบแก้ม “คุณพระว่าน้องเป็นเงาในกระจ๊ก ก็เป็นเงาที่ผอมเซียวเจ้า เราบ่ฮู้จะอู้อะหยัง เหมือนคนแปลกหน้า ได้แต่ร่ำไห้ดีใจ๋กอดกั๋น ลูบหน้าลูบตากั๋น น้องขอคำแก้วฮื้อยกโตดกับป้อ ป่วยแค่ไหนน้องก็ฝืนลุกขึ้นนั่งเล่นต้วย ฉันอุ้มไปนั่งอู้กั๋นกิ๊นข้าวกั๋นฮิมน้ำของ เฮานอนข้างกั๋น ใช้เวลาตี้เหลือทุกนาทีต้วยกั๋นฮื้อมากตี้สุด ก่อนตายน้องกุมมือไว้บอกว่า ชาติหน้าขอเกิดมาเป็นปี้น้องเล่นตวยกั๊นแฮม ป้อป็อกกระดูกเสร็จ ฉันก็ตั้งใจ๋ว่าจะบ่ไปเมืองไหนแฮมเลย เข็ดแล้วเพราะจากหลวงพระบางครั้งแรกช่างตุ๊กใจ๋นัก”
“พี่เข้าใจว่าเหงา วัยเด็กเราก็ตัวคนเดียวพี่น้องไม่มาเหลียวแลเหมือนกัน”
“คุณพระร่ำรวยคงบ่ตุ๊กนัก ฉันซิบ่มีอะหยังนอกจากอีเอื้องคำ ป้อก็เจ็บๆ ป่วยๆฮื้อคอยห่วง”
ยอดให้นึกสงสารยิ่งนัก เผลอลูบหลังมือปลอบ เอ่ยปากขอโทษที่แรกรู้จักกันทำให้คำแก้วไม่ถูกชะตา “ฉันไปส่งนะ”
“บ่ได้ เดี๋ยวป้อหัน”
“เถิดน่า ถ้าแกหยิบปืนมา ฉันควบม้าหนีทัน”
จากวัดเชียงทองเดินลงเนินไปตามถนนสายเล็กๆ ที่ตัดทะลุถึงกันหมดไม่ช้าก็ถึงบ้านซึ่งอยู่ริมแม่น้ำคาน พอรู้ว่าเฮือนอยู่ไหนคำแก้วก็รีบโบกมือไล่พร้อมกับสั่นหน้าปฏิเสธเมื่อยอดขอพบกันอีก
“ว้า แล้วใครจะพาแอ่วกาดแอ่วเมืองเล่า เอาอย่างนี้แลกกันพี่จะพาไปหัดขี่ม้ากับยิงปืนนะ” ฝ่ายชายหลอกล่อไม่ลดละ พอพูดถึงยิงปืน คำแก้วพยักหน้าทำตาโตขึ้นมาทันที แปลกแท้แม่หญิงเมืองนี้
เขายืนมองหล่อนหายเข้าไปในเรือนหลังคามุงเปลือกไม้ ด้วยความรู้สึกห่วงใย ซึ่งไม่เคยหรืออย่างน้อยก็มิได้มีให้กับหญิงใดมานานปีแล้ว ใจนั้นคิดอย่างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าว่า ตนมีฐานะเพรียกพร้อมพอเอาใจใส่ เป็นกำลังใจ ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ของเด็กสาวผู้ยากไร้ แต่มีจิตใจงามยังรู้จักห่วงใยบุพการี บางทีเวลาสั้นๆในหลวงพระบางนี้ เขาควรทำให้เธอมีชีวิตและความสุขดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง
“อ้อ มาเสียทีแม่ตัวดี ใหญ่แล้วเน้อ แอ่วตะลอนๆ วันค่ำ หรือยังมัวปีนเก็บหมากม่วงเป็นวอก ป้าเอือมเต็มตี้แล้ว” เสียงต่อว่าต่อขานทันทีที่ก้าวขึ้นชานเรือน คำแก้วหัวเราะตอบรีบโผเข้ากราบตักหญิงวัยกลางคน ในชุดซิ่นห่มผ้าแบบชาววังด้วยความดีใจ จับแขนเขย่าเล่นอย่างคนคุ้นเคย
“เอ็งไปไหนมา” แม่ซึ่งนั่งสูบบุหรี่ใบตองมวนโตปุ๋ยๆอยู่ส่งเสียงดุ
“ไปหาพระฝรั่ง” หล่อนไม่กล้าบอกว่าไปกับนายทหารไทย
“แทนตี้จะจ้วยงานบ้านงานเฮือนกับแม่ ใครเขามาแอ่วก็บ่สนใจ๋ จะหาผัวเอาบ่ได้ ป้าน้อยเขาอุตส่าห์มาคอยเอาโจควาสนาจากเจ้าหลวงมาฮื้อ จนเขาจะปิ๊กหอคำอยู่แล้ว คราวนี้อย่าได้หลบเลี่ยงเชียว”
อุโบสถ หรือ สิม วัดเชียงทองที่คำแก้วพายอดไปไหว้พระ ถือว่างดงามที่สุดของหลวงพระบางและรอดพ้นการทำลายของพวกฮ่อมาได้ วัดประตูเมืองสำหรับเสด็จทางชลมารคนี้มีทรงหลังคา 3 ตับลาดต่ำอ่อนช้อยเพื่อกันฝนสาด กลางสันหลังคาคือสัตตะบูริพัน หรือช่อฟ้าลาว หมายถึงเขาพระสุเมรุ 7 ชั้นมีปลาอานนท์รองรับ
ภายในคือพระประธานที่ทั้งคู่ไหว้บูชาด้วยกันและเดินชมลายฟอกคำ ปิดทองบนผนังด้านนอกเป็นเรื่องท้าวสีสุทน หรือ พระสุธน มโนราห์
ผนังด้านหลังสิมประดับกระจกรูปต้นทองบนพื้นแดง ส่วนด้านขวาคือหอไหว้สีกุหลาบ
พื้นเป็นสีชมพูสดใสประดับกระจก ทั้งหมดสร้างภายหลังทหารอาสาไปปราบฮ่อทั้งนั้น
หอราชโกศ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2505 นี้เอง หลังเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์สิ้นพระชนม์ คำแก้วจึงไม่มีโอกาสพายอดไปชม
คำแก้วยิ้มฝืดๆ หันมาพูดกับหญิงชาววังผู้นั้นว่า “ป้าน้อย อย่าขืนคำแก้วไปเป็นนางในแฮมเลยเจ้า ไปแล้วใครจะอยู่ดูแลป้อกับแม่”
ป้าน้อยหยิกหมับเข้าที่แขน “นังเด็กดื้อ เด็กฮ้าย หน้าต๋าอย่างเอ็ง บ่ใจ่แค่นางใน แต่ต้องเป็นพระสนมเอก ดูรึข้าส่งเอ็งเข้าไปคัด จนได้แห่เป็นนางสังขาร (นางสงกรานต์หรือนางปีใหม่) เขาร่ำลือกั๋นทั้งเวียงว่าคนเจียงแสนช่างงามนัก แหม่มันเง่าแต้ๆ พอเข้าไปรำถวายในวังฮื้อเจ้าเพี้ยพระยา ดันเผ่นหนีขึ้นจ๊างเสียกลางงาน”
“ก็ฉันบ่จ้อบนี่ป้าน้อย เจ้าอะหยังบ่ฮู้ เมามาแล้วสะกิดว่าจะเอ๋าคำแก้วเป๊นเมีย”
“เฮ้อ…เป็นข้าคงหลับหูหลับต๋ายอมๆเน้อ” คุณป้าชาวเชียงแสน นักปั้นนางงามนางสนมเอามือตบอกผางบ่นเสียดาย “เอาละมันแล้วไปแล้ว ฉันแบกหน้ามาหาลูกเอ็งก็เพราะ เจ้าหลวงจะจัดงานเลี้ยงแม่ทัพไทย ท่านว่าชาวหลวงพระบางจะได้ม่วนกับงานไปด้วย มีออกฮ้าน มีละคร ฉันจะขออีวอกนี่แก้ตั๋วไปรำฮื้อนายทหารบางกอกหันว่าเฮาก็มีดีเหมือนกั๊น”
“รำฮื้อแม่ทัพนายกองไทย....” คำแก้วนึกถึงยอดแล้วก้มหน้ายิ้ม
พี่หนูเลเล็งกล้องอยู่หน้าหอไหว้น้อยหลังคารูปใบครึ่งใบโพธิ์ภายในมีพระพุทธรูปที่ในหลวงของเราพระราชทานไว้แก่เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ด้านหลังคือหอไหว้สีกุหลาบ หอไหว้ต่างๆนี้ไว้บรรจุพระพุทธรูปบูชาตามคติของชาวล้านช้าง
คำสาบานของพระรถเสน
ท่านเลขานุการส่วนตัวของเจ้าฟ้ามหามาลาฯ เกรงพระราชอาญาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสัญญาที่ให้ไว้กับพระนายไวยว่าจะช่วยเวียนผลัดเปลี่ยนช้างงานลำเลียงยาและยุทธภัณฑ์ที่ค้างอยู่ให้ถึงหลวงพระบางอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตัวพระยาพิชัยไปตายเสียในลาวแล้ว ภาระนี้จึงตกแก่กรมการเมืองระดับรองที่เหลืออยู่
“หลวงศรีฯ แกต้องรับผิดชอบในการจ้างช้างและควาญคุมของไปส่งให้เรียบร้อยก่อนหน้าฝน”
“ช้างมีไม่พอ กระผมต้องขอเงินเพิ่มไปหาถึงสวรรคโลกขอรับ”
“เท่าไหร่ก็เบิกไปเถิด อย่าให้ฉันหัวขาดเล่า” ท่านส่งรายการของที่พระนายไวยฝากมาให้ หลวงศรีฯ รับมาดูอย่างละเอียดแล้วยิ้มอยู่ในที
“ใต้เท้าอย่ากังวลไปเลย ว่าแต่อย่าลืมเมตตากระผมบ้างนะขอรับ งานใช่จะง่าย”
“เอ้อๆ สำเร็จละก้อ แกรอตราตั้งเป็นคุณพระได้เลย”
“ขอให้ท่านเป็นเจ้าพระยาไวๆ เถิดเจ้าประคู๊น” หลวงศรีฯ กราบแทบเท้า หัวเราะในใจว่างานนี้ได้ทั้งยศ ได้ทั้งเงินค่าจ้างช้าง แต่ที่สำคัญที่สุดหีบห่อยาควินิน บนจวนเจ้าเมืองนั้นมันเหมาะอย่างยิ่ง
‘เขาว่าความแค้นนี้เก็บไว้นานๆ ค่อยชำระ ถึงจะสะใจ’
ที่หลวงพระบางในบ่ายวันต่อมา “วันนี้เธอสอนวิธีพาช้างข้ามแม่น้ำโขงให้ฉันรู้ทะลุปรุโปร่งทีเดียว” หลังจากคำแก้วพาเขาและลูกสมุน ข้ามฟากไปรับช้างชุดใหม่ ซึ่งเจ้าหลวงเมืองน่าน ส่งมาสับเปลี่ยนพวกที่เห็นว่าจะไปต่อไม่ไหว “ใครจะไปนึกว่าพวกเธอใช้วิธีเอาไฟจี้ก้นเจ้าช้างดื้อๆ”
หล่อนหัวเราะกับท่าที่ยอดล้อเลียนช้าง “ถ้าแม่น้ำบ่ใหญ่นัก มันก็ว่ายข้ามมาเลยเจ้า แต่จ๊างใหม่ตี้ว่าง่าย พออีเอื้องนำขึ้นเรือ เจ้าตั๋วอื่นก็ยอมตามมาด้วย มีเจ้าตั๋วท้ายนั่นละหันหลังหนีน้ำท่าเดียว เลยต้องเจอไฟ”
“แรกคิดว่ามีคาถาอาคมเสียอีกที่แท้ล่อด้วย กล้วย อ้อย มาวางๆ กลบไม้กระดานพื้นเรือ เฮ้อ ไอ้เรือที่ใช้ก็แค่ เรือขุด 3 ลำมาตีตะปูต่อกันยังกล้าขนช้างตั้ง 3 เชือก”
เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้ พาหล่อนเดินลัดเลาะตลิ่งมาทางปากน้ำคาน เพื่อหาที่เหมาะๆสำหรับหัดยิงปืน ยังมีมุมสงบอีกมากด้านเหนือสุดของเมือง ซึ่งหาดทรายถูกบดบังด้วยดงมะพร้าวท้ายวัดเชียงทอง นานๆ จะมีชาวบ้านลงมาเก็บผักในแปลงใกล้หาดที่ล้อมคอกกั้นของใครของมัน ผักที่ปลูกโตไวเพราะได้ดินตะกอนที่แม่น้ำพัดมากองทิ้งไว้ ขวดสก๊อตวิสกี้ ถูกนำมาเรียงที่ขอนไม้ริมน้ำเพื่อเป็นเป้า แล้วยอดก็เปิดเป้บนหลังเจ้าทหารหน้า หยิบปืนพกฝรั่งเศส ที่หลวงพ่ออุดรให้ไว้และ เรมิงตัน M1858 รุ่นสงครามกลางเมืองมาวางเคียงกับเจ้าโคลท์อาร์มี่ รุ่น 1873 โดยอธิบายคร่าวๆว่ามันต่างยุคต่างสมัยกันเช่นใด
“เจ้าตั๋วเก่าแก่นี่มีนกสับเหมือนปืนคาบศิลาของป้อ แต่ปืนลูกโม่ตึงสองนี่บ่ใช้ลูกปัสตันเหมือนของพระฝรั่งเลย” หล่อนเล่าว่าลูกปัสตันของพระฝรั่งเศสมีก้านเล็กๆ ยื่นออกมาด้านข้างปลอกทองเหลือง
“อ๋อ แก๊ปที่จุดดินปืนมันเป็นแบบที่ยุโรปชอบใช้กัน ของฉันมันแบบอเมริกาฝังอยู่ที่ท้าย”
ปืนของหลวงพ่อถูกลองเป็นตัวแรก พอรู้ว่าต้องตวงดินเท่าใดหล่อนก็ทำอวดเก่งหันหลังให้ แล้วเทดิน จากไถ้ ยัดหมอนพร้อมกระทุ้งกระสุนกลมๆ ลงไปด้วยความคล่องแคล่ว
“ใช้นี่แทนหินเหล็กไฟซิ” เขายื่นแก๊ปทองแดงให้
“ฮู้ แล้วละ แต่คำแก้วถนัดยิงปืนยาวนะคุณพระ”
ยอดหัดให้ยืนเล็งขวดวิสกี้ที่ระยะ 15 หลา “สบายๆ ลากไกเข้ามาอย่ากระตุก”
“ปัง” ดินดำที่แอบขโมยพ่อมาส่งควันโขมง แต่ขวดวิสกี้ยังอยู่ที่เดิม ยอดเชียร์ให้ลองอีกนัด
“ปัง” กระสุนกระทบขอนไม้ต่ำกว่าขวดราว 2 นิ้ว
“พลาด…ฉันว่าจะเตือนแล้ว ปืนพกไม่เหมือนกับปืนยิงนกของพ่อหรอก”
เลยโดนแม่หญิงชายตามาค้อนให้ “คำแก้วแกล้งยิงพลาดต่างหาก เสียดายแก้วเหล้าใบนี่”
“อ้าว” เจ้าของปืนเผลอเอากำปั้นทุบบนมวยผมเบาๆ
“แน๊ะ บ้านนอกอย่างฉัน ยังบ่มีขวดแก้วใช้เลย คุณพระมายิงเล่นเสียดายออกจะตาย”
“ยิงไม่โดน ยังลอยหน้าแก้ตัวอีก ฉันยกขวดให้เป็นเชลยก็แล้วกัน” ยอดสั่นหน้าจูงมือ แม่ตัวดีเข้าไปเก็บลูกมะพร้าวที่หล่นมาเป็นเป้า แล้วจุ๊ปากไม่ให้หล่อนโวยวาย เมื่อย่องเข้าไปในรั้วไม้ไผ่ขโมยเอาแตงโมออกมา 2 ลูก คำแก้วกลั้นหัวเราะย่องตามเข้าไปช่วยกันแบกมาอีกเหมือนเด็กแอบเล่นซนกันลำพัง 2 คน
“มาว่าเฮายิงบ่เป็น ขอลองกระบอกนี้นะเจ้า” หล่อนคว้าเรมิงตัน
“มันหนักกว่ากระบอกแรกนะ จ้างให้ก็ไม่โดน พนันสัก 5 รูปีไหม” เขาสอนวิธีการบรรจุดินดำและกระสุนด้วยก้านโยกใต้ลำกล้องซึ่งหล่อนชอบใจมาก ทำตามเหมือนเด็กหญิงเล่นขายข้าวแกง (ดูวิธีบรรจุกระสุนในตอนที่ 5 ภาคแรก) “ถือ 2 มืออย่างนี้ เล็งยอดศูนย์หน้า ตรงกับบากศูนย์หลัง ว้า…มือสั่นแล้ว”
เขาเห็นเธอยืนแอ่นเอวบางร่างน้อยเกินไป ก็เข้าประชิดด้านหลัง โอบมือรั้งเอวให้ตรง ช่วยประคองแขนจนนิ่ง สัมผัสของผิวอ่อนละมุนกับกลิ่นกายวัยสาวที่ลอยจากปอยผมและซอกคอ เป็นกลิ่นวิเศษจากธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่งด้วยเครื่องหอมใดๆในโลก มันช่างหอมเย้ายวนชวนหลงใหล จนยอดแอบสูดเบาๆ เสียให้ช่ำปอด หัวใจเริ่มเต้นรัวฉีดเลือดไปกระตุ้นสมองให้ค้นลึกในห้วงความจำว่ากลิ่นกายของแหม่มเทนเนสซี ของสาวงามกวางเจา หรือแม้แต่อบร่ำของชาววัง ที่ได้พบพานจะเทียบเท่าได้หรือไม่
‘สู้ไม่ได้เลยกับหอมนี้’
ปลายจมูกจวนจะแนบกับมวยผมอยู่แล้วที่ยอดกลับตั้งสติได้ ประคองมือเรียวเล็กที่กำด้ามปืนลดลงเพื่อให้หญิงสาวคลายเมื่อย กระซิบว่าให้ลองยกเล็งใหม่
“ยิงนะเจ้า”
“ตูม” เรมิงตันคำรามทุ้มทันทีที่เขาปล่อยมือหล่อน แตงโมกระจายบนขอนด้วยการยิงอย่างแม่นยำ
“ไผ๋อู้ว่าจ้างฮื้อก็ยิงบ่ถูก คุณพระจ่ายคำแก้วเสียไวๆ 5 รูปี”
แม่ดอกฟ้ายิ้มกว้างแก้มเปล่งสีชมพู แล้วซัดมะพร้าวอีก 2 ลูก กลิ้งลงไปถึงชายน้ำ
“อุแม่เจ้า” ยอดตาค้างรับปืนที่ยิงหมดโม่มาถือไว้ลำกล้องร้อนจี๋
“คุณพระ เอาแฮมกระบอกมาลองจิ่ม”
เธอพูดห้วนตามนิสัยแก่นๆ ยอดชักโคลท์ออกจากซองอย่างเร็ว ทำท่ายิงจากระดับสะโพก แบบที่แบ็ต มาสเตอสันสอนไว้ แล้วควงกลับเก็บในซอง ยิ่งทำให้คำแก้วตื่นเต้นหายใจแรงๆขอปืนมาง้างนกจังหวะแรกแล้วปั่นโม่เล่น ยอดจึงยื่นกระสุนให้
‘พอทำให้เธอมีความสุข แล้วช่างปลื้มใจนัก อยากให้เป็นเช่นนี้บ่อยๆทุกวันได้ยิ่งดี’
“ปังๆๆ”
แม้เขาเตือนว่าปัสตัน .44-40 แรงกว่าปืนอื่น แต่สามนัดแรกถูกแตงโมที่เหลือกระเด็นจากขอน แล้วยังตามยิงซ้ำกลิ้งไปจนตกน้ำ มันเป็นการยิงปืนที่ทั้งคู่สนุกที่สุดในชีวิต เหมือนอยู่กันเพียงสองคนในโลก ผลัดกันหาเป้ายิงเล่น ขอนไม้ที่ลอยตามน้ำมาก็ยังกลายเป็นเป้าให้พนันขันต่อ จนกระทั่งมีเสียงตกใจโหวกเหวกของเรือพ่อค้าจากเชียงรายผ่านมาใกล้ๆนั่นละจึงรู้ตัวว่าตกเย็นแล้ว หล่อนคืนปืนให้รีบทวงสัญญาอีกข้อ
“เจ้าทหารหน้ายังไม่คุ้นกับเธอจะดีหรือ” ใจห่วงว่านุ่งซิ่นจะขี่ม้าอย่างไรได้
วันที่ยอดมีความสุขในการยิงปืนและขี่ม้ากับคนรู้ใจมากที่สุดในชีวิต บริเวณหาดและแปลงผักที่
ท้ายเมืองตรงปากน้ำคาน ซึ่งคำแก้วอ้างว่าภูเขาที่เห็นคือรองเท้าของนางเมรี ตกอยู่สองฟากแม่น้ำโขง
เมืองที่เหมือนถูกแม่น้ำโขงโอบรอบ ภูเขาที่รายล้อมเชื่อว่าคือนางเมรีที่อกแตกกระจายไปเจ็ดเสี่ยง
“บ่ฮักสากำอู้”
หล่อนบึ้งตึงก้มหน้าถอนหายใจ อธิบายเช่นไรก็ไม่ยอมพูดด้วย แม้แรกเขาจะเห็นอาการแง่งอนนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ในสายตาของชายที่แก่กว่า 20 ปี มียศศักดิ์ มีหรือจะยอมเด็กสาวง่ายๆ เห็นจะต้องต่อว่าสั่งสอนเสียบ้าง แต่ความกลัวว่าสาวงามจะห่างเหิน ไม่เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดเอาอกเอาใจอีก รวมกับความห่วงใย ที่ทวีขึ้นทุกวินาทีกลับทำให้พระพิชิตชาญณรงค์ต้องเริ่มชินกับคำว่า “ของ้อ” เป็นครั้งแรกในชีวิต
“เอาเถิดจ๊ะลองดู แต่ต้องหัดจูงก่อนนะ”
ยอดกลายเป็นขี้ผึ้งถูกไฟลน ยอมจูงเจ้าม้าตัวโปรดมาที่หาดทราย มันอ้วนขึ้นมากเมื่อได้พักฟื้นจากเดินทางไกล “ดูนี่ ถ้าหูมันตั้งไปข้างหน้าทั้ง 2 ข้าง แปลว่ามันสนใจเธอนะ”
“แน๊ะ แกล้งเดินหนีไปกิ๋นหญ้าเสียแล้ว ทำไมมันทำหูสลับไปหน้าหลังคนละข้างเจ้า”
คำแก้วเดินตามหลังจะไปจับ แต่ยอดฉุดมือไว้เตือนว่าไม่ควรเข้าทางด้านหลังของม้า
“มันกำลังเพลินทีเดียวหรือไม่ก็ง่วงงัวเงีย ทายซิว่าถ้ามันหูลู่ไปด้านหลังทั้งคู่จะเป็นอย่างไร”
“นอบน้อม ยอมตาม” หล่อนคงไปเทียบกับหมาหรือแมว
“มันโกรธต่างหากจ่ะ อย่าใกล้ปากมันเชียว งับเอาง่ายๆ ไม่ก็ดีดหลัง” ยอดเล่าว่าทหารหน้าเป็นม้าที่ท่านแม่ทัพขอให้เขาเป็นพิเศษ เคยเปรียวคะนอง พอเลี้ยงมาเกือบ 10 ปีก็เปลี่ยนไปตามวัย
“มันยังแกร่งเหมือนเดิม แต่เหลี่ยมจัดขึ้น ชักเอาใจตัว เดี๋ยวเธอก็รู้จักนิสัยมันเอง”
ยอดป้องมือกระซิบที่หูราวกับกลัวว่าม้ามันจะแอบได้ยิน แล้วสอนว่าควรลูบมันเบาๆที่แก้ม หรือไหล่
“ม้าไม่ชอบให้แตะเหนือตาหรือตามตัวส่วนที่มันมองดูยาก ต้องให้มันเห็นเราก่อนจะได้ไม่ตกใจ”
เจ้าม้าคงแก่ความ รู้อกรู้ใจนายจริงๆ แกล้งเอาจมูกดุนตัวคำแก้วจนถอยไปปะแผ่นอกเจ้าของ
“อุ๊ย” เธอเม้มปากหันมามองค้อนยอดสลับกับม้าเจ้าเล่ห์
ทั้งคู่เดินจูงลัดเลาะไปตามหาดทราย แม่น้ำโขงกว้างใหญ่ราวกับรายรอบหลวงพระบางไว้เป็นเกาะ
“คุณพระฮู้บ่เจ้า หลวงพระบางมีภูเขาฮ้อมถึง 7 ลูก ตรงกับนิทานเรื่องใด”
“นึกไม่ออกเลย”
“เรื่องพระรถและนางเมรี”
“อ๋อ นางสิบสอง เมรีนางเอกเป็นลูกสาวยักษ์ ลาวก็มีเรื่องนี้ด้วย”
“นางเมรีเสียใจ๋ตี้พระรถหนีจากเมืองยักษ์ พอตวยมาถึงฮิมแม่น้ำก็อ๊กแตกตายเป็น 7 เสี่ยงเจ้า ต๊กอยู่รอบๆหลวงพระบาง” คำแก้วชี้ให้ดูเขาลูกย่อมๆ ที่วัดเชียงแมนตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม “ว่ากั๋นว่าเขาลูกน้อยนี่เป็นต้าวซ้าย ก่อนตายนางเหยียบข้ามไป๋ ส่วนต้าวขวาอยู่ที่ปากน้ำคานนี่เอง”
“มิน่าเล่าฝรั่งเขากลับไปเล่าว่านี่เป็นเมืองของมะม่วงรู้หาว มะนาวรู้โห่” นึกถึงแม็คคาร์ธีว่าหลวงพระบางเหมือนเมืองในเทพนิยายจริงๆ “เป็นนิทานที่เศร้าพระเอกนางเอกตายหมด ส่วนนางสิบสองถูกควักลูกตา ตอนเด็กๆ พี่กลัวพิลึก”
ยอดแกล้งถ่างตาหลอกผีเลยถูกหยิก
“คำแก้วจ๊อบเฮื่องนี้เจ้า แม่หญิงเฮาก็อยากฮักใครสักคนในชีวิตอย่างนางเมรี ส่วนพระรถจำเป็นต้องหนีไปจ้วยแม่ ใจ๋นั่นฮักเมียเป็นตี้สุดจึงกลั้นใจ๋ตายตาม คุณพระไปวัดเชียงทอง หันบ่ว่าตึงกู้ไป๋เกิดในชาติต่อไปเป็นเรื่องอะหยัง”
“เอ แปลกเหมือนกัน วัดในกรุงเทพฯ ฉันเห็นเรื่องรามเกียรติ์ แต่ที่นี่มักเป็นนิทานพระสุธนมโนราห์”
“แม่นแล้วพระรถขอไปเกิดต้วยกั๋นตุ๊กชาติ แต่เพราะบาปตี้ทำเมียเสียใจ๋ต๋าย เลยต้องลำบากเดินตามหานางมโนราห์ในชาติต่อไป” พอคุ้นแล้วคำแก้วช่างพูดทีเดียว
“นี่คงฝันจะพบคู่เช่นนิทานซินะ ว่าแต่เคยรักใครหรือยัง” เกิดเป็นนายทหารก็อดหาข่าวไม่ได้
“เนื้อคู่ยังบ่เกิด หรือเพราะเฮามันจนนักก็บ่ฮู้” หล่อนดูเขิน
“พี่ว่าผู้ชายหลวงพระบางตาเซ่อต่างหาก เอ้อ... เธอสวยมากนะ”
“คุณพระก็อู้เหมือนคนอื่นๆละ เบื๊อเบื่อ ชมว่างามกันจนคำแก้วเดือดร้อน”
เธอยอมแย้มว่าถูกจับให้เป็นนางสงกรานต์ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับรู้สึกว่าเธองามอ่อนหวาน มิได้เคลือบแววฉลาดร้ายชวนขนลุกเช่นแม่ผึ้ง ‘ดูไว้ไม่ผิดเลยไอ้ยอดเอ๋ย’
“พี่ชมว่างามที่กิริยาและใจต่างหาก”
คำตอบคือยิ้มกว้างแบบที่ยอดเริ่มคุ้นตา ยิ้มอย่างร่าเริงเป็นกันเอง ทำให้ผู้พบเห็นเย็นสบายใจ มิได้แฝงแววยั่วยวนราคะ ยิ้มที่มาจากเมตตาจิตอันบริสุทธิ์ ยังความสงบและแผ่พลังปลอบประโลมใจแก่ชายต่างถิ่นที่กลายเป็นคนยิ้มง่ายไปด้วย
“อู้เกินไป เฮาเพิ่งฮู้จักกั๋น กิริยาคนบ้านนอกสู้คนบางกอกบ่ได้เน้อ” เธอชี้ไปที่ต้นมะม่วงลิบๆ “ตอนละอ่อน คำแก้วฮ้ายจะตาย ยังถูกไล่ตีหนีขึ้นต้นหมากม่วงนั่นเลย”
“แต่เธอคือแม่หญิงใจอารีของชาวพิชัย”
คำแก้วคงอาย จูงเจ้าทหารหน้าแยกออกไปห่างๆ แล้วป้องปากร้องว่า “อยากลองขี่ม้าแล้วเจ้า”
เจ้าม้าไม่เล่นด้วย สะบัดหน้าแกล้งเดินลากขึ้นไปหาพงหญ้า แม่งามต้องเร่งเท้าตามแทบหัวขะมำ ไม่ว่าหล่อนจะฉุดยุดเยื้อเช่นไร มันก็พาลากไปทางโน้นทางนี้อย่างไม่เกรงใจจนยอดหัวเราะงอหาย
“เลี้ยงช้างตัวใหญ่กลับมาแพ้ม้าที่เล็กกว่า”
ซ้าย เขาลูกเล็กๆฝั่งตรงข้ามคือวัดจอมเพชร ซึ่งพระนายไวยและทหารอาสาช่วยกันร่วมบุญบูรณะไว้
ขวา ตาเกิ้นและคุณปู ในยามตะวันเพิ่งลับยอดเขา บรรยากาศเดียวกับที่ยอดจดได้จำคำแก้วไปอีกนานเท่านาน
แทนที่จะช่วย เขากลับนั่งลงที่ริมหาด เห็นจะเกือบย่ำค่ำ ดวงตะวันเริ่มหลบลับหลังทิวเขาด้านวัดจอมพชร แสงสุดท้ายสาดข้ามแม่น้ำโขงมากระทบแผ่นหลังสาวงามและม้าขาวทอดเป็นเงายาว สายลมเย็นพัดวูบมาตามท้องน้ำ ยอดมองหล่อนทุกอิริยาบถไม่วางตา จำขึ้นใจแม้แต่เส้นผมดำขลับและขนตางอนงาม แทบทุกเส้นที่พลิ้วไหวตัดแสงอาทิตย์สีส้ม ราวกับเริงรำเป็นจังหวะพร้อมๆกับขนแผงคอม้าและยอดหญ้าที่ลู่ลมอยู่โดยรอบ คำแก้วเองอมยิ้มมองเจ้าม้าเพลินปล่อยมันตามใจไม่อยากฉุดขืน
จนกระทั้งยอดผิวปากเรียก เจ้าม้าแสนรู้ก็รีบจูงแม่หญิง เดินตามต้อยๆ มาหยุดตรงริมน้ำที่นั่งอยู่ “ขอบใจเอ็งมากที่เอาสาวน้อยมาส่ง”
“บ้าซิ อ๋อ นี่ฮู้กั๋น แกล้งปล่อยเฮาถูกม้าลาก….” พอถึงตัวก็โวยลั่น
เขาแตะริมฝีปากหล่อน ทำท่าให้รู้ว่าต้องพันผ้านุ่งเป็นโจงกระเบนเหมือนเวลาขี่ช้าง แล้วประคองให้เท้าสอดเข้าที่โกลน ก่อนดันตัวขึ้นนั่งบนอาน
“พี่ต้องคอยช่วยถือสายบังเหียน” ว่าแล้วโจนขึ้นนั่งด้านหลัง “กระทุ้งสีข้างมันเบาๆซิ”
เจ้าทหารหน้าเริ่มเดิน ยอดช่วยโอบแขนไปสอนให้เธอถือสายไว้ทั้งสองมือ หัดบังคับให้ม้าทราบคำสั่งเลี้ยวซ้ายขวา สำหรับหญิงสาวที่คลุกคลีกับสัตว์พาหนะย่อมไม่ยากที่จะสื่อสารกับมันได้เร็ว ไม่แรงจนม้าโกรธ ไม่อ่อนเกินจนม้าแสนรู้คิดดื้อดึง คำแก้วหัวเราะอย่างร่าเริงที่สามารถสั่งให้มันพาทั้งคู่เดินวนไปมาที่ริมหาด แล้วเลาะเลียดมาตามน้ำ “ต้องใส่กางเกงฝรั่งกับรองเท้าบู๊ตถึงจะใช่”
“คุณพระมีตัวอย่างบ่ คำแก้วจะหาคนตัดฮื้อ อ้อ…หาผ้ามาด้วยนะ บ่มีเงินซื้อ”
ทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่ปากน้ำคาน เมื่อความมืดเข้าปกคลุมท้องน้ำที่เงียบสงัด
“คำแก้ว….”
“เจ้า” แม่หญิงตอบเบาๆได้ยินหัวใจของยอดเต้นอยู่ที่แผ่นหลัง พอหันหน้ามาหาแก้มก็กระทบจมูกเจ้าของม้าเข้าเต็มรัก เจ้าทหารหน้าพลอยสะบัดหัวหมั่นไส้เจ้านาย
“พี่ไปเสียค่อนโลก กลับมาตกหลุมรักเมืองนี้” เขาเปรียบเปรยว่าหลวงพระบางช่างน่าอยู่ ช่วยรักษาใจที่บอบช้ำจากราชการ ประหนึ่งคนเดินทางไกลจับไข้ป่วยเจียนตาย ครั้นได้ที่พักอันสงบกับยาวิเศษซึ่งปรุงจากฝีมือหมอที่รู้อาการไข้เช่นหล่อน ก็กลับฟื้นมีกำลังพอที่จะสู้ชีวิตต่อไป “เพราะมีคำแก้วเป็นเพื่อนแท้ๆ”
“คำแก้วบ่สำคัญนักดอกเจ้า”
“สำคัญซิ สำคัญพอที่พี่จะสัญญาเช่นพระรถเสนไงล่ะว่าจะทุ่มเทให้เธอมีความสุขไปชั่วชีวิต”
“อู้จะอี้ได้จังได๋ คุณพระเป็นขุนนางผู้ใหญ่ อายุใจ่น้อยแล้ว อย่ายะฮื้อฉันกึ๊ดนักเลยเจ้า”
คำตอบซื่อๆของแม่หญิงว่าไม่อยากคิดมาก ยังไม่แทงใจดำเท่าที่ว่ายอดเป็นหนุ่มใหญ่ไปสักหน่อยแล้ว มารู้ซึ้งทีนี้ละว่าชายที่แก่กว่าริรักสาวอ่อนวัยนั้น ต่างกับสมัยเป็นหนุ่มน้อยตรงที่ “กลัว” อายุเป็นอุปสรรค สาวจะไม่รัก พาลออกอาการคนแก่ ขี้น้อยอกน้อยใจง่ายกว่าปกติ หรือหงุดหงิด กังวลเสียจนนอนไม่หลับ
“ยังไม่แก่สักหน่อย ก็เราอยากเกิดช้าเองนี่” ชักงอน ใจกลัวไอ้พวกหนุ่มลาวมากกว่ากลัวฮ่อ วันไหนไปรบเหมือนปล่อยเนื้อไว้กับเสือ
“อยากเกิดเร็วยะหยัง (ทำไม) ล่ะเจ้า” คำแก้วซ่อนยิ้มในความมืด ใจนึกสงสาร แตะมือลงบนอ้อมแขนที่กอดไว้เบาๆเป็นการปลอบใจ เลยโดนวงแขนกระหวัดรัดหลังพิงอกเจ้าของม้าที่เอาคางมาวางบนมวยผม เสียงขี้อ้อนแว่วมาเมื่อยอดไล่หอมลงมาถึงติ่งหูและแก้ม “อยากให้หอมพี่บ้าง”
แล้วปลายจมูกของคนที่ถูกอ้อนก็เอี้ยวมาสัมผัสกับปลายคาง ฟอดเล็กๆ เล่นเอาดีใจแทบตกม้า
“เท่านี้เองหรือ” ชักได้ใจ
“ปอแล้วเจ้า” หล่อนตาเหม่อไปที่แม่น้ำพักใหญ่ “สักวันผ้าขี้ริ้วอย่างฉันจะแปลงกายมาอวดคุณพระสักเตื้อหนึ่งนะเจ้า”
นางฟ้าจำแลง
14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1886)
สถานทูตอังกฤษ ประจำสยาม
กงสุลอังกฤษจัดงานในคืนวันวาเลนไทน์ เพื่อเลี้ยงรับเรือรบอังกฤษ 3 ลำ ที่แวะมาเยี่ยมพร้อมกับถือโอกาสเลี้ยงส่งคณะนาฏศิลป์สยามที่จะเดินทางไปแสดงถวายต่อ Prince of Wales ที่กรุงลอนดอน มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และขุนนางจากรัฐบาลสยาม และพวกทูตมาร่วมงานคับคั่ง
“ได้ข่าวนายดูปองท์บ้างไหมเจ้าค่ะมิสเตอร์แรมเซย์” ผึ้งมาในฐานะครูฝึกนาฏศิลป์และแขกประจำของสถานทูต ด้วยมีสัมพันธ์แนบแน่นมาตั้งแต่ครั้งครอบครัวมิสเตอร์น็อก แม่ตัวร้ายยังครองเสน่ห์เป็นศูนย์กลางความสนใจของงานได้เสมอ และครั้งนี้มิได้มาในชุดห่มสไบประดับเครื่องเพชรแพรวพราวเท่านั้น แต่ยังจูงลูกหมาสีขาวขนหยิกเหมือนของพวกแหม่มมาด้วย
“ไม่มีข่าวเลยมาดาม การสื่อสารคงลำบากมาก” ถึงนายแรมเซย์รู้ว่านี่คือคู่ปรับแม่วัน แต่ผึ้งเป็นลูกค้าประจำของห้างที่จ่ายหนักทีเดียว จึงต้องเอาใจไว้บ้าง “ลูกหมาพุดเดิ้ลของมาดามท่าทางฉลาด”
“อุ๊ย กำลังนิยมในปารีสเชียวเจ้าค่ะ ต้องขนสีขาวถึงจะเข้ากับสีบ้านตึก ฉันกับเพื่อนแหม่มฝากสถานทูตสั่งจากฮ่องกงมาด้วยกันหลายตัว บ่าวมันจับตัวนี้โยนขึ้นรถม้ามาให้ฉัน บอกว่าไอ้นี่มีบุญกว่าตัวอื่นแน่ๆ ถ้าได้ผึ้งเป็นนาย จริงไหมเจ้า Snow” เจ้าหมาขนปุยราวหิมะแทะขาโต๊ะเล่นเลยโดนตบปากเพี๊ย “นี่ๆหยุดซนนะ”
“มันกำลังคันฟันน่ะมาดาม” นายห้างชาวอเมริกันห้าม
“ผึ้งเพิ่งจะรู้ว่ามันแทะของทุกอย่างบนเรือน เห็นจะต้องผูกทำโทษ”
“อย่าเลยคุณหญิง สงสารมันออก” เสียงท้วงจากพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นเทววงศ์วโรปกรณ์เสนาบดีว่าการด้านต่างประเทศทักขึ้น ทรงเสด็จมาเงียบๆกับกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) พวกนายทหารเรืออังกฤษตามมากลุ่มใหญ่จ้องมองด้วยความสนใจ เมื่อผึ้งวางแก้วไวน์ไว้บนโต๊ะเผลอกิริยาคุณข้าหลวงทำท่าจะลงหมอบกราบ
“กระหม่อมฉันไม่ทันเห็นมังค่ะ ขอประทานอภัย”
“ไม่เอาน่าคุณหญิง เรามาในงานของชาวตะวันตก นั่งลงกับเก้าอี้ดีแล้ว” ทรงพระสรวล อธิบายให้นายเรืออังกฤษทราบว่า ร.5 ทรงแก้ไขประเพณีสยาม ตั้งแต่ทรงผม การแต่งกาย การศึกษาและการทำงานให้ทันสมัยอย่างไร ฝรั่งพวกนั้นออกทะเลมานาน หูทำเป็นฟัง แต่ตาจ้องเป๋งไปที่การนุ่งห่มของแม่ชาววัง รู้สึกพ้องกันว่าเจ้าผ้าสไบห่มเฉียงนี่ ประคองเกาะอกอวบได้อย่างไรกันโดยไม่หลุด ทั้งยังเปิดเผยผิวนวลตั้งแต่ลำคอไปจนถึงแขนเรียวงามได้ดีกว่าเสื้อผ้าผู้หญิงยุควิคตอเรี่ยนเป็นไหนๆ
“นี่คือสุภาพสตรีที่ช่วยจัดนาฏศิลป์ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก เธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากและเก่งกว่าคนอื่นๆ ในวังของเราเสียด้วยซ้ำไป” ทรงถือโอกาสอวดพวกฝรั่ง
กัปตันเรืออังกฤษเรียงกันมาแนะนำตัว ผึ้งจำต้องยื่นมือให้จับเพื่อแสดงว่าเธอรู้ธรรมเนียมฝรั่งพอตัว
“มาดามช่างงามหาที่เปรียบยากนัก หวังว่าจะรับคำชมของเราในวันวาเลนไทน์นี้”
‘ฮึ ทะลึ่งมาจูบมือเราหนวดเคราจั๊กจี้จะตาย ทำปากหวานที่แท้รุมมาจ้องนมตาไม่กระพริบเชียว’
“กัปตันยกย่องเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
พระเจ้าน้องยาเธอทั้งสองพระองค์เสด็จไปด้านอื่นแล้ว พวกนายเรือยังคงล้อมคุยกับผึ้งอย่างสนุก
“คุณหญิงน่าจะไปลอนดอนกับพวกนาฏศิลป์นะ” กัปตันเริ่มตีสนิทพอรู้ว่าเป็นแม่ม่าย
“การทูตลึกซึ้งนัก ผึ้งไม่ควรไปเกี่ยวเจ้าค่ะ…” พูดได้เท่านั้นก็มีเสียงแทรกเข้ามาว่า
“สยามช่างเหมือนสุภาพสตรีที่น่ารักผู้นี้ มีแต่จะถูกเรือปืนอังกฤษรุมล้อมหวังแย่งเป็นเจ้าของ”
ทุกคนหันไปมองชายเครายาว ผอมสูงในชุดเสื้อกางเกงสีขาวที่แหวกวงล้อมอังกฤษชาติคู่แข่ง มาโค้งให้ ท่านกงสุลฝรั่งเศสที่มาด้วยรีบแนะนำเขาว่าชื่อนายปาวี
“ที่แท้มาดามคือคุณหญิงผึ้งคนเก่ง”
“อุ๊ย” ผึ้งตกใจในความกล้าของเขา
“อุ๋ย (Oui หรือภาษาอังกฤษ Yes) โอ้ว…คุณหญิงพูดฝรั่งเศสได้คำหนึ่งแล้ว ควรคบเราบ้างนะครับ เผื่อไว้ช่วยยามพวกอังกฤษก่อความรำคาญใจ” เขาพูดเหน็บพลางจูงหล่อนฝ่าออกมา
“ยินดีที่รู้จักเจ้าค่ะ เพียงแต่ฉันไม่รู้สึกปลอดภัยขึ้นสักเท่าใดเลย ในเมื่อพวกท่านต่างก็มีเรือปืน”
ผึ้งสวนไปนิ่มๆ ‘ฝรั่งเศสเป็นอุปสรรคของพี่ยอด เห็นจะต้องตีสนิทตานี่ดูเสียแล้ว’
ทั้งคู่มานั่ง ณ มุมหนึ่งของงานผึ้งช่วยรินไวน์ให้ “แด่ไมตรีของเราทั้ง 2 เจ้าค่ะ คุณปาวีฉันได้ยินว่า ปารีสค้านการขยายอาณานิคมในเอเชีย ฝรั่งเศสเห็นจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีเสียทีนะเจ้าคะ”
“ผมเคยเป็นแค่ช่างรับจ้างเดินสายโทรเลขโง่ๆ ไม่เข้าใจไอ้พวกนักการเมืองหรอกครับ” ปาวีรีบพูดกลบเกลื่อนด้วยกิริยาสุภาพ แต่ไม่พ้นสายตาผึ้งไปได้ว่าเขาซ่อนความอึดอัดใจไว้ภายใน
“คุณจะว่าพวกนั้นปากว่าตาขยิบหรือเจ้าคะ ฉันพอรู้ว่ามีคดีที่บาทหลวง เผลอ เลี้ยงโจรเขมรญวนเข้ารีตไว้ในที่ดินของโบสถ์ที่ย้ายมาสร้างอยู่ในเสียมราฐของสยาม พอมีเรื่องปล้นฆ่าก็อ้างว่าไม่ขึ้นศาลไทย คอยหาเหตุให้ความสัมพันธ์มัวหมอง”
“เออ…ไม่เห็นได้ข่าวเลยนะครับ” ปาวีโป้ปด เริ่มมีสีหน้าหงุดหงิด
“ทำไมเครียดจัง เล่ามาเถิดเจ้าค่ะ ฉันเป็นเพื่อนคุณได้นะ” แม่ตัวร้ายกระซิบ
“นักการเมืองชอบชุบมือเปิบ การขยายอาณานิคมมันอยู่ที่ผลงานของพวกทูต พ่อค้า…..”
“หรือโดยนักสำรวจที่ชาญฉลาด มีแววเป็นใหญ่เป็นโตเช่นคุณซินะเจ้าคะ” ผึ้งแอบเอื้อมมือหยิกต้นขาเขาเขย่าเล่น แล้วยกแก้วไวน์ชนกัน แหย่เสียจนปาวีเก็บความทะเยอทะยานของตนไว้ไม่อยู่
“ตัวผมคนเดียวก็น่าจะทำได้มหาศาล เสนาบดีสยามคิดง่ายๆว่านโยบายที่ปารีสทำให้ปลอดภัย คอยดูไปเถิด อื่ม…นี่คุณหญิงดื่มไปหลายแก้วไม่เมาบ้างรึ” ปาวีเริ่มเมาตาปรือๆจ้องสไบเป๋ง
“แหมได้ญวนหมดแล้วยังไม่พออีกนะเจ้าคะ”
“ผมเกรงว่าจะทำให้มาดามเคืองใจ” เขายื่นนามบัตรใส่มือหล่อน “ผมไม่ยอมให้อังกฤษขยายอิทธิพลที่เชียงใหม่ ลำปาง หรือเมืองแพร่ฝ่ายเดียวหรอก ที่รัก…คุณเป็นคนไทยคนแรกที่รู้ว่าวันนี้ปารีสโทรเลขแต่งตั้งผมเป็นกงสุลแล้ว Goodnight นะครับ”
“คุณพระช่วย พี่ยอด...” ผึ้งรู้ว่าลาวไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เพราะในนามบัตรนั้นโอ่ชัดว่า
มองซิเออร์ ปาวี (Auguste Pavie)
กงสุลสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำหลวงพระบาง
เพียง 10 วัน คำแก้วก็เก่งพอปล่อยเดี่ยวได้ ทุกเย็นทั้งคู่ช่วยกันจับอีเอื้องคำอาบน้ำ แล้วต่างแยกกันหามุมสงบลงชำระกายในสายน้ำโขง ยอดเห็นแม่หญิงผลัดซิ่นลายขวางเสร็จแต่ยังแช่ขาเล่นในน้ำ ก็กระแอมให้เสียงก่อนเดินเข้ามานั่งแช่เท้าใกล้ๆ
“เอ้า พี่ให้ผ้าไว้ตัดกางเกงขี่ม้า” คุณพระกลายเป็นคนช่างเอาใจ ซื้อผ้าอังกฤษจากเรือพ่อค้าพม่ามาให้ “กางเกงของพี่เอาให้ช่างดูเป็นแบบนะจ๊ะ”
ผู้รับรู้แก่ใจว่าผ้าฝรั่งแพงอักโข แล้วอึ้งไปอีกเมื่อในห่อผ้ามีซองบรรจุเงินรูปีค่าจ้างช่างจีนตัดได้แต่พึมพัมว่า “คุณพระน่าฮักหลาย บ่ฮู้จะตอบแทนอย่างไร คนเขาจะว่าเป็นกาฝากเน้อ”
“คิดมาก ขอเป็นเพื่อนกันนานๆก็พอ”
ยอดเขินเห็นตนเองย้อยกลับเป็นเด็กหนุ่ม แอบเอาเท้ายื่นไปเขี่ยขาขาวๆที่อยู่ในน้ำ แม่หญิงชม้ายตามองแวบหนึ่ง นึกสนุกเลยใช้เท้าเขี่ยเตือน “เดี๋ยวผิดผีนะเจ้า”
ความมืดปกคลุมท้องน้ำ ทั้งคู่จึงเดินกลับโดยมีช้างและม้าตามหลังต้อยๆ ก่อนแยกเข้าบ้านเธอโบกมือลา ปล่อยยอดขี่ม้าต่ออย่างสบายอารมณ์
“ยามก็ไม่อยู่ มีแต่เสียงเอะอะจากแถวโรงปืนใหญ่” หน้าค่ายดูผิดสังเกต
มีกลุ่มทหารมุงกันอยู่ กลางวงนั้นชายชาวอิตาเลี่ยนร่างใหญ่ ชื่อ ร้อยโทบิซอน กำลังด่าทอนายทหารวังหน้า แล้วบันดาลโทสะผลักอกเซไปปะพวกไทยมุง แสงคบไฟทำให้รู้ว่าเขาคือ
“พี่ตี๋!”
“ปล่อยกูโว้ย ถึงมันจะเป็นครูคะเด็ด (ครูนักเรียนนายร้อย) ก็ไม่ใช่พ่อ หลงนับถือว่ามันจะสอนยิงปืนอาร์มสตรอง กลับมาดูถูกหาว่าคาถาเสกลูกปืน เหลวไหล กูใช้ตำราพระปิ่นเกล้านะโว้ย”
“อย่าพี่เดี๋ยวหลังลาย... แต่เอ... มันหมิ่นเรานะ ชกมันทีรึ”
ไอ้พวกบ่างช่างยุ ทำทีห้ามแล้วแกล้งหนุน นายบิซอนเลยถอดเสื้ออวดกล้ามเป็นมัดรับคำท้า “มาซี… คาถาบ้าๆบอๆ…จะสู้กำปั้นฉานด้ายไหม”
“พี่ตี๋สู้ๆ ฉันให้พี่เป็นต่อ 3 เอา 2 นะเอ้า” ไอ้น้อมลูบกล้ามที่พุงช่างแสงอาวุโส แล้วให้พวกที่วงนอกวางเงินพนันขันต่อ ยอดเห็นไม่ได้การ ชักกระบี่ขี่ม้าตวาดลั่นเข้าไปกลางวง พวกไพร่พลเห็นเข้าก็แตกกระเจิง มีแต่ไอ้น้อมที่เจ้านายโดดลงคว้าคอไว้ได้
“แทนที่จะห้าม กลับเห็นสนุก” ด้ามปืนโคลท์โขกหัวมันดังโป๊ก
“อู๊ย คุณยอดขอรับ ก็แกขวานผ่าซากไม่มีใครชอบไอ้ครูฝรั่งคนนี้เลย”
จริงอย่างไอ้ตัวดีพูด บิซอนไม่ใช่คนน่ารักเหมือนเยรินี่ และชอบแสดงอาการดูถูกทหารไทยให้เห็นยอดส่งภาษาขอให้บิซอนเงียบเรื่องไว้ ก่อนหันมาเล่นงานคู่กรณี
“พี่ตี๋ก็เหมือนกัน ไอ้ฝรั่งสูงกว่าตั้ง 2 ศอก เห็นช้างเท่าหมูไปได้ กระผมไม่ห้ามคงตายแล้ว”
นายบิซอนไม่ยอมเก็บเรื่องเงียบได้ตามที่ขอ กลับเอาไปฟ้องท่านแม่ทัพ กลางดึกคืนนั้นค่ายสว่างไสว เมื่อทหารเอาตรวนมาใส่ขาพี่ตี๋ลากไปขังในกระท่อมตามลำพัง
“พี่ยอดมาแก้ตัวแทนพวกวังหน้าละกระมัง” ท่านแม่ทัพเห็นยอดเลยรีบดักคอ
“ไม่ขอแก้แทนดอกขอรับ เพียงมาบอกว่าอยู่ในเหตุการณ์ เขาวิวาทยังไม่ทันลงมือลงไม้หรอก”
“ฉันซักไอ้ 2 ตัวนี่แล้ว ขืนชกกันซิเป็นโดนยิงเป้า” พระนายไวยหัวเสีย “กองทัพเราเล็กนิดเดียว งานข้างหน้ามีอีกมาก ปล่อยให้มันแตกสามัคคีแล้วจะไปรบชนะแมวที่ไหน นายบิซอนเขารับผิด ฉันมีคำสั่งส่งตัวกลับกรุงเทพฯพรุ่งนี้ ส่วนนายตี๋จำตรวนไว้ ให้มันคิดหาวิธียิงปืนใหญ่ให้จงได้ ถึงเมืองงอยแล้วยังเซ่ออยู่จะโดนถอดเป็นไพร่ไปตลอดชีวิต”
“เราเพิ่งได้ตราตั้งนายตี๋เป็นขุนสีหนารถเช้านี้เอง” นายจ่ายวดยื่นสารให้ดู “มันแก้ตัวได้จึงค่อยให้”
“เรื่องไม่เป็นเรื่อง จะได้เป็นท่านขุนอยู่แล้ว” ยอดลงมายืนบ่นหน้าคุกกับร้อยโทหรุ่นและนายเผื่อน ทั้งคู่เคยติดคุกหน้าวัดพระแก้วมาก่อนเลยเห็นใจ รีบมาเยี่ยมพี่ตี๋
“ฉันยิงได้น่า ครูยอดก็”
“ครูบิซอนแกมีเพื่อนคนเดียวเป็นพระฝรั่งที่ตลาด เห็นถูกคอคุยกันนานๆทุกวัน” นายเผื่อนว่า
“บาทหลวงฝรั่งมาถึงหน้าค่ายรึ” ยอดหูผึ่งถ้าไม่ใช่หลวงพ่ออันโตนิโย แล้วจะมีใครเล่า
“ขอรับ ดูตาครูแกนับถือพระฝรั่งนั้นมาก”
“บ้าจริง เสียทีมันจนได้” ยอดเข้านอนเมื่อดึกมากแล้ว แต่นี้ไปไว้ใจบาทหลวงไม่ได้แม้จะหาหลักฐานมาปรักปรำยาก ดูเหมือนฮ่อจะชนะในยกแรก เมื่อต้องเสียครูฝึกปืนใหญ่ และถ้าพวกวังหน้ายิงมันไม่ได้ ก็ต้องพ่ายยกที่สองและอาจจะสามไปเรื่อยๆ ทนกลัดกลุ้มฟังเสียงสนทนาของไพร่พลจนเคลิ้มหลับไปพักหนึ่ง จึงตื่นขึ้นมาด้วยเสียงหัวเราะทุ้มกังวานที่แว่วเข้ามาในเรือนพัก
“ทำไมถึงไม่รู้จักหลับจักนอนเสียที” เขาดึงผ้าห่มมาแนบกาย อากาศหนาวจัดแทบทนไม่ไหว พยายามจับคำพูดของชายผู้นั้น
“ฮะๆๆ ท่านท้าวมหายักษ์ห้าวหาญสมเป็นทหารเอกเมืองเชียงใหม่... เล็ดลอดวงล้อมพม่ามาหาข้าถึงเมืองเถินโดยลำพัง นี่ยังไม่พอใจกลับปักหนังสือท้าพม่าว่าจะกลับเข้าเมือง ให้มารอจับเสียอีก”
“เฮ้ย ชักไม่ใช่เรื่องนายบิซอนเสียแล้ว”
ยอดงัวเงียขยับกายขึ้นมองลอดบานหน้าต่างอย่างยากเย็น ค่ายแปลกตาไปดูใหญ่โตขึ้น ทหารสวมชุดแดง ขัดดาบคู่ไขว้หลังเดินอยู่ขวักไขว่ เสียงช้างม้าแว่วมาคงมีนับร้อย ที่กลางลานพวกแม่ทัพนายกอง หมอบอยู่สองข้างแคร่ใหญ่ที่บุรุษในชุดเครื่องยศออกศึกเป็นประธานเจรจากับผู้ที่เรียกว่า ท้าวมหายักษ์
“เจ้าไปบอกพระยากาวิละ เถิดว่าอย่าวิตก ข้าจะให้ทหารฝ่าวงล้อมพม่าไปช่วยโดยเร็ว”
บรรดาผู้ที่หมอบอยู่ด้านขวา มีท่านแม่ทัพโบราณต้นตระกูลของตนรวมอยู่ด้วย
“พม่ามันคิดว่าเรายกมาทางลำพูน จึงตั้งด่านสกัดไว้ ข้าจะให้ทหารวังหน้าเดินไปทางนั้น ผ่านลำปาง”
“พระยาเสือ...” ยอดเดาว่าท่านผู้นั้นไม่แคล้วคือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ที่พม่าขนานพระนามด้วยเกรงกลัวนัก เห็นทรงหันพระพักตร์มาตรัสสั่งต้นตระกูลของเขาว่า
“ส่วนเจ้าจงนำทัพวังหลวง ขึ้นไปทางเมืองลี้ แข่งกับวังหน้าไป บรรจบกันที่ลำพูน ระดมตีหน้าหลังให้พร้อมเพรียงกัน มันไม่ทันคิดว่าเราจะมา 2 ทาง คงแตกทิ้งค่ายเป็นแน่”
ยอดเห็นท่านแม่ทัพโบราณดูกังวล จึงถัดตัวลงจากเรือนหวังจะได้พบ แต่ลานดินกลับเป็นป่าใหญ่วังเวงชวนขนลุก ซ้ำร้ายเบื้องหน้ามีดวงไฟลอยเรียงกันเป็นแถวสูงขึ้นเรื่อยๆ
“ผีป่า เล่นงานเข้าแล้ว” เขาเห็นเงาคนเดินเฉียดไปคนแล้วคนเล่า ตามดวงไฟเหล่านั้นทุกคนมีดาบหอกและปืนคาบศิลาครบมือ อะไรบางอย่างผลักให้เขาเดินตามทางแคบไต่เลียดหน้าผาไป เสียงหอบของช้างตะกายขึ้นเขา สลับเสียงกรีดร้องก้องหูของม้าที่พลัดหล่นลงเหวอันมืดมิดชวนสยดสยอง พอถึงยอดเขาเล่นเอาเหงื่อท่วม ที่นั่นคนที่เขาอยากพบยืนคุยอยู่กับพวกนายกอง
“ถอยเถิดกระหม่อม พม่ามันยกสวนทางลงมาจากป่าซาง บนเขานี่เรารบไม่ถนัด”
“จะดีหรือ พระยาเสือท่านรับสั่งให้เราแข่งกับทหารของท่าน เข้าตีลำพูนนี่นา”
ในวัย 50 เศษ เสียงท่านลังเล มิใช่แม่ทัพหนุ่มน้อยคนเดิมที่เคยขี่ควายลุยน้ำในศึกไซ่ง่อนอีกแล้ว “ศึกคราวนี้เกณฑ์ไพร่พลแทบไม่ทัน ทหารไม่พร้อมย่อหย่อนเสียแต่แรก”
ด้วยความเหนื่อย ยอดพิงหลบหลังต้นไม้หลับไปวูบหนึ่ง ก็มีเสียงพระยาเสือบริภาษลั่นว่า
“เสียแรงเป็นน้าเป็นหลาน เคยร่วมสงครามมานับสิบปี กลับงุ่มง่ามเพียงชาวบ้านบอกว่า พม่ายกมาก็ถอยทัพ แทนที่จะมีมานะเร่งไปช่วยวังหน้าตีลำพูนอย่างที่สั่งไว้ บัดนี้ถึงเจ้าจะช่วยเมืองเชียงใหม่คืนมาได้ ก็ยังมีโทษ ค่าที่ลังเลทำการไม่เข้มแข็ง ด้วยดาบอาญาสิทธิ์นี้ ข้าขอสั่งเจ้ากับทหารเวียงจันท์ไปชิง “เชียงแสน” ไล่พม่าให้พ้นแผ่นดินล้านนาไทย ให้สิ้นจึงจะกลับกรุงเทพได้”
คำว่าเชียงแสนบ้านเกิดของคำแก้ว ทำให้สะดุ้งใจ ยอดยืนมองชานทำเนียบค่ายเมืองเถิน ดูชายชราผู้กรำศึกกู้แผ่นดินร่วมกับ ร.1 นอนแช่อ่างไม้ พระวรกายซูบผอม สีพระพักตร์เจ็บปวดกับโรคร้ายบางอย่าง กระนั้นก็ยังทรงสั่งราชการได้อย่างเฉียบขาด
‘จริงแล้วที่ว่าพระยาเสือทรงประชวรโรคนิ่วอยู่ที่เมืองเถิน ลงแช่น้ำให้ลดพิษไข้ เฝ้าตรัสว่า จะเอาชีวิตไว้คอยท่า รอข่าวชัยชนะได้เมืองเชียงใหม่คืน’
นึกสงสารท่านที่ถูกคาดโทษ ต้องอับอายถวายบังคมคว้าดาบหลูบเงินถอยลงมา ความน้อยเนื้อต่ำใจแผ่ซ่านมากระทบสายโลหิตซึ่งแม้อยากวิ่งตาม แต่ร่างกายเหมือนถูกผีอำ มารู้ตัวอีกทีแสงตะวันลางๆ เผยที่ขอบฟ้าตรงชานเรือนพัก ท่านแม่ทัพโบราณออกมาจากเรือน นุ่งห่มตามสยาย นั่งลงจุมพิตแก้มหญิงสาวรูปร่างอรชร ที่กำลังเกล้าผมยาวปรกแผ่นหลังให้เป็นมวย แม่หญิงแสนงามที่ยอดเดาได้จากการแต่งกายว่าเป็นชาวล้านนา รีบหยิบผ้ารัดอกมาห่มปิดกายเปลือยด้านบน แล้วก็เอนกายให้ฝ่ายชายกอดไว้ในอ้อมอก น้ำเสียงที่ทั้งคู่พาทีกันเบาๆ นั้นอ่อนหวาน เปี่ยมไปด้วยเสน่หาอาลัยรัก กับมีเสียงสะอื้นเบาๆ ว่า
“ข้าเจ้าบ่ยอมให้ท่านต้องอาญาศึกมังคะ เป็นแม่ทัพได้เมียไพร่เมืองส่วยก่อนรบเสร็จจะมีโทษหนัก”
“พี่ไม่กลัวดอก ได้เชียงแสนมาคราวนี้ เจ้าจะได้อยู่วังของพี่ที่กรุงเทพฯ”
“ลืมเถิดเจ้า ท่านเป็นเจ้าเป็นนาย น้องเป็นหญิงบ้านนอก เป็นลาวต่างกันนัก”
“รักเจ้าแล้วทุกข์นัก จำต้องพลัดพรากกันดั่งนี้ ขออย่าให้ลูกหลานของข้าต้องทำผิดซ้ำซากเพราะมารักหญิงล้านนาอีกเลย”
เสียงพร่ำเพ้อของทั้งสองยังคงมีต่อไป แต่คำพูดว่า “อย่าให้ลูกหลานของข้า” ทำให้ยอดสะดุ้งตื่นขึ้น
‘ทรงเจตนาเตือนรึไง ที่ลือกันว่าท่านไปรักสาวชาวล้านนา จนโดนอาญาศึก (ในปี พ.ศ. 2345) เห็นจะจริง’ ยอดใจคอไม่ค่อยดี ‘ทำไมหนอ ทำไมต้องเป็นเชียงแสน บ้านเดียวกับแม่คำแก้วด้วย’
พระนายไวยหนักใจเมื่อท้องฟ้าเหนือหลวงพระบางมีเมฆฝนจับครึ้มมาทุกบ่าย จะถึงกำหนดยกทัพแล้ว พระยาสุโขทัยขอพาชายชาวจีนผู้หนึ่งชื่อ กายตง เข้ามาพบ
“ขอรับ เขาเคยเป็นเจ้าเมืองแถง หนีฮ่อมาพึ่งเจ้าหลวงพระบาง”
“เจ้าหลวงให้กาผมเดินทางไปกับท่างแม่ทัพ จะล่ายช่วยบอกหงทาง ขอฝากเนื้อฝากตัวล่วยคับ”
ยอดพินิจดูชายวัยกลางคนโกนหน้าผากไว้เปีย ท่าทางมีไหวพริบช่างเจรจา ด้วยความสนใจว่าคนจีนได้เป็นถึงเจ้าเมืองลาวเช่นไรได้ แม็คคาร์ธีได้เล่าให้ฟังในวันแรกที่มาถึงในเชิงไม่สู้น่าไว้ใจว่า กายตงนี้เกิดในกวางตุ้งชื่อจริงคือ หวัง หวั่ง เหล็ง เป็นแค่พ่อค้าตามชายแดนญวนถึงแม่น้ำแท้ หรือ แม่น้ำดำ (Black River) จนสนิทชิดเชื้อกับเจ้าเมืองไลเจา ได้เป็นที่ปรึกษาราชการ ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าตือดึ๊กที่เมืองเว้ พูดจาเป็นที่ต้องพระทัยตั้งให้มากินเมืองแถง (หรือแถน คือเมืองเทวดา กรุงเทพฯ ชื่อตามคติเมืองหลวงของคนเชื้อสายไทยปัจจุบันคือเดียนเบียนฟู) พอเข้านั่งเมืองได้ชั่วคืนเดียวก็ถูกทหารเจ้าเมืองไลอดีตผู้อุปถัมภ์มาขับไล่
“เจ้าไลอีเลี้ยงโจรฮ่อ เจ้าตือดึ๊กไม่ชอบก็ส่งตาหางญวนให้กาผมมาอยู่เมืองแถงๆมังเป็นเมืองในเขตของไลเจาด้วย ของลาวด้วย ญวนเขาก็อ้างว่าเขาต้องจักกาง ถ้าฮ่อมังมาซ่องสุมอยู่เลยงงไปหมก สุกท้ายฝาหรั่งเศกมังมาตีฮานอย เจ้าตือดึ๊กเอาตาหางกลับไปรบ กาผมเลยซวยโดนเจ้าไลรุมไล่ตีแทบตาย ซ้ำฟ้องว่ากาผมเป็งฮ่อฉิบหายแท้ๆ พวกลาวโพนไซเขาสงสางให้กาผมเชือดไก่ เสี่ยงทายกระดูกแล้วว่าผีให้มาพึ่งหลวงพระบางขอความเป็งธรรมต่อไปจะปราบเจ้าไลได้กับไปกิงเมืองแถงอีก”
เมื่อกายตงลากลับ ท่านแม่ทัพและเหล่านายทหารนั่งมองกันตาปริบๆ
“คิดอย่างไรกันพวกเรา”
“ต่างฝ่ายก็ซัดกันว่าชักนำฮ่อมาก่อเรื่องเสียเอง” นายจ่ายวดส่ายหน้า
“เมืองชายแดนแถวนั้น เป็นเมืองสองฝ่ายฟ้า บ้างก็เรียกสามฝ่ายฟ้าขอรับ คือส่งส่วยขึ้นกับจีน ญวน หรือกับลาวและสยาม ต้องอยู่ท่ามกลางอิทธิพลไปเสียทุกด้าน อย่างเมืองแถงยังถือเป็นแดนเราเพราะ ญวนเขาก็ยอมให้หลวงพระบางมาเก็บภาษี พอฮ่อกำเริบเขากลับยกทัพมาตั้งเจ้าเมืองเอาดื้อๆ” พระยาสุโขทัยอธิบาย
“แล้วเมืองไล เป็นของใครกันเจ้าคุณ” คำถามมาจากพระพหลฯ
“เมืองไล (เมืองไลเจาในเวียตนามปัจจุบัน) เป็นคนไทขาวหรือเชื้อสายไทที่ถือธรรมเนียมและแต่งกายอย่างชาวจีนขอรับ เขาอ่อนน้อมกับจีนและญวนมากกว่าเรา ซ้ำร้ายเจ้าไลถือว่าเมืองแถงเป็นเมืองบริวารด้วย”
“เรื่องกายตงเห็นว่ามีข้อขัดแย้งอยู่มาก ถึงเมืองแถงคงได้ความจริง เราลองกระเตงเจ้ากายตงไปชิงเมืองคืนจากฮ่อ เขาคือคนที่ทั้งสองฝ่ายฟ้าเห็นพ้องให้เป็นเจ้าเมืองน่าจะพอใจกันทุกฝ่าย”
“ถ้าญวนไม่เล่นด้วยมิต้องรบกันอีกเหมือนตอนศึกเจ้าอนุวงศ์หรือขอรับ”
“ญวนเสียท่าฝรั่งไปแล้ว ศัตรูตัวจริงมีแต่ฝรั่งเศสเท่านั้น” ยอดเตือน
“ฉันจะกราบทูลในหลวงทรงแต่งตั้งกายตงให้เป็นพระสวามิภักดิ์สยามเขต จะได้รู้กันว่าเมืองแถงมีเจ้าเมืองจากสยาม แต่ถ้ากายตงกลับกรอก เอาแถงไปให้คนอื่น ก็จับมันมาไว้ที่กรุงเทพฯ”
“ส่วนเจ้าไลเห็นจะต้องดูเชิงกันละว่ามาดีหรือมาร้ายทำเป็นหวงเมืองแถง” นายจ่ายวดทิ้งปริศนา
ยอดหงุดหงิดที่แม่แก้มสีชมพูหายหัวไปโดยไม่ยอมบอกเหตุผล ลองอ้างราชการขี่ม้าตรวจเมือง แอบไปดูแถวบ้านตอนกลางดึกมาสองคืนแล้ว โดนหมาเห่าไล่ได้แต่ชะเง้อดูหลังคาเรือน ใจคิดไปว่าไม่เห็นหน้าเห็นแต่หลังคายังพอชื่นใจมีชีวิตอยู่ได้ นี่โกรธเราเรื่องใดกันมันสุมใจหลับๆตื่นๆ จนถึงวันงานเลี้ยงส่งทหาร ศาลาใหญ่ปลูกขึ้นหน้าค่าย ถูกตั้งโต๊ะอาหารหรูหรา สำหรับเจ้านายและหญิงสูงศักดิ์จากในวัง ส่วนลานหน้าค่ายมีการออกร้าน การละเล่น โขนละคร หนังครบครัน ชาวลาวจูงลูกหลานมาเดินดูอย่างสนุกสนาน
“คุณพระกินน้อยนัก ดูไม่มีความสุขเลย” นั่งสังเกตอยู่นานเห็นหน้ามุ่ยทั้งที่กุ๊กทำอาหารฝรั่งทั้งคาวหวานวางเต็มโต๊ะ แสนหาญอมยิ้มเป็นนัยรู้ว่าคิดถึงใคร “รอดูฟ้อนที่เจ้าหลวงจัดมาก่อนซิขอรับ”
สักครู่เจ้าหลวงทรงพระราชทานพรแก่พระนายไวย เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชภาคิไนย กายตง และพระยาสุโขทัย ให้ได้ชัยชนะก่อนลงท้ายว่าคืนนี้นอกจากได้ดูฟ้อนชาววังอย่างหลวงพระบางแล้ว ชาวเชียงแสนที่มาอยู่ในเมืองของท่านจัดฟ้อนสาวไหมมาเป็นพิเศษด้วย
“ก็สวยดี แต่ฉันขอหลบไปนอนละ” คนเบื่ออาหารแกล้งชมเหล่านางในที่ฟ้อนจบ
“ฮื้อ คุณพระรอก่อนน่า” เพื่อนชาวน่านฉุดไว้ สาวงามชุดใหม่ถวายบังคมอยู่กลางศาลา ทั้งหมดนุ่งซิ่นไหมสีเงินขาวสะท้อนแสงตะเกียง แต่ละนางประดับมวยผมด้วยช่อเอื้อง สวมกำไลสายสร้อยเงิน เล็บยาวงอนที่สวมประกอบท่ารำ ทำให้นึกว่านางเหล่านี้มิใช่มนุษย์ธรรมดาแต่เป็นนางสวรรค์ ดนตรี เปลี่ยนเป็นจังหวะช้าๆนุ่มนวลระรื่นหู ยอดไม่เคยเห็นการฟ้อนที่มีลีลาอ่อนช้อยเช่นนี้มาก่อนโดยเฉพาะแม่ นางร่างสูงที่ยืนเด่นกว่าเพื่อนในแถวหน้า
“งามจริงๆ” ผิวขาว ร่างระหง เอวองค์ดุจนางฟ้า “ยิ้มสวยเหมือนใครนะ…..รึว่า”
“คุณพระจำได้บ่” แสนหาญหัวเราะ
คำแก้วชม้ายตาหวานมาฟ้อนอยู่ตรงหน้าพอดี แก้มเป็นสีชมพูเรืองๆ เมื่อรู้ว่าคุณพระจำได้แล้ว ก็แอบหรี่ตาเชิงว่า ‘อยากให้คุณพระต๊กใจ๋เล่น’
“นางฟ้าแห่งเมืองหลวงพระบาง” นึกไม่ถึงว่าแม่หญิงจะฟ้อนได้งามเหนือชาววัง พอฟ้อนจบ เสียงพวกเจ้านายซุบซิบกันทั่วไปถึงนางปีใหม่ผู้เลือกใช้ชีวิตอิสระอยู่นอกวัง เขาอยากลงไปหาก็หมดโอกาสติดที่เจ้าหลวงเสด็จกลับดึกมาก ชวนแสนหาญเดินหาตามโรงละครที่พวกทหารอาสาแสดงแต่ผิดหวัง
“ต้องหัดแอ่วสาวนะขอรับ อีกแค่คืนเดียว”
ยอดจัดเตรียมการเคลื่อนทัพตลอดวัน แต่ทหารอาสายิ่งกว่าจับปูใส่กระด้ง หายหัวไปล่ำลาสาวๆกันหมด เรียกใช้สอยไม่ค่อยได้ ใกล้ย่ำค่ำตามเวลาที่แสนหาญนัดไปแอ่วสาว ให้ร้อนรุ่มหาม้าไม่พบ
‘ปุ๊ดโธ่ อย่าว่าแต่ลูกน้องเราเลย แม้แต่เจ้าทหารหน้าก็ไปหลบกันหมด’
“พี่น้อมๆ ยุ่งแล้ว” ไอ้จิตฉุดกระชากลากจ่าไปตามถนนริมหอคำ
“ไอ้เปรตมึงทำม้าของนายหายได้ไง ไหนว่าไอ้เจียนพี่มึงเอาไปกินหญ้า”
“โธ่พบแล้ว แต่เอ้อ…..กูจะบอกจ่าไงหว่า รู้ไหมตรงนี้เป็นคอกม้าหลวง”
ไอ้เจียนยืนรออยู่ “พี่น้อมเจ้าทหารหน้าไวกว่านายว่ะ อาลัยสาวก่อนรบ เลยเผด็จศึกเอาฤกษ์”
จ่าอ้าปากค้างเพิ่งเข้าใจเพราะในความมืดสลัวของโรงม้านั้น เจ้าตัวใหญ่สีขาวกำลังอยู่บนหลังม้าอีกตัวหนึ่งไอ้เจียนกลั้นหัวเราะ “ฮิฮิ นี่ละเลือดกรมทหารอาสาแท้”
“มึงไปแยกมันทีวะ” จ่ากลัวผู้เสียหายจะเป็นม้าทรงเพราะมืดจนไม่รู้ใครเป็นใคร
“ถ้าพี่เป็นมันมิเตะเอาหรือ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เออ ไอ้นี่มันชอบของสวย ของดีมีสกุลโว้ย”
แสนหาญดึงตัวยอดออกจากที่ประชุมได้เมื่อกว่าทุ่มหนึ่ง ไล่ไปอาบน้ำหาเสื้อผ้ามาให้ใส่อย่างชาวลาว ก่อนย่องจากค่ายนึกถึงท่านแม่ทัพโบราณที่มาเข้าฝัน ‘ขออย่าให้ลูกหลานของข้าต้องทำผิดซ้ำซาก’ จึงคว้าดาบหลูบเงินไปด้วย
“เที่ยวคลาคลาดยาตรมาเวลาค่ำ ฆ้องยามย่ำยลสาวเมื่อคราวเข็ญ
ค่อยเดินท่อมด้อมมองตามช่องเซ็น หญิงไม่เร้นนั่งราอยู่น่าเรือน
มีไฟจุดอนงค์นุชคงมีนั่ง ทุกเรือนหวังไว้การประมาณเหมือน
ที่มีชู้คู่รักไม่ชักเชือน เข้านั่งเอื้อนแอบชิดพูดติดพัน”
จากนิราศหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา
“ฉันไม่คุ้นกับประเพณีนี้เลย เผื่อพ่อแม่เขาไม่ต้อนรับมันจะดีหรือ”
“คุณพระ นี่รักกันดอกนะจึงยอมช่วย แล้วที่อยู่ในใจคุณพระเมื่อไหร่จะได้บอกเขา”
“แน่ใจหรือว่าแม่หญิงเขาจะออกมานั่งรอ ดึกดื่นแล้ว ถ้าพบไอ้หนุ่มอื่นมันตัดหน้าก็แย่”
“คุณพระขอรับเราผ่านมากี่เรือน เห็นนี่นาไอ้พวกทหารอาสานั่งกันเต็มตีนบันใดทั้งนั้น ถ้าแม่หญิงเขาไม่ชอบ หนุ่มไหนคุยให้ตายก็ไม่สำเร็จ แต่นี่กระผมเห็นแม่คุณไปมาหาสู่กับคุณพระทุกวัน คงไม่แคล้วดอก”
กระนั้นยอดผู้ผ่านโลกตะวันตกมาก่อน ยังรู้สึกแปลกๆ แม้แต่เพลงยาวยังเขียนไม่เป็น ร้องเพลง ดีดเครื่องสายเกี้ยวสาว อู้สาวเหมือนไอ้พวกหนุ่มๆมันก็ไม่ได้ นี่จะให้ขึ้นไปบนเรือนเขาอีก แสนหาญรำคาญเข้ายัดบุหรี่ใส่มือให้แนะว่า “คุณพระลองใจเขาก่อนก็ได้ด้วยการสูบบุหรี่”
“ทุกๆขวงบวงบุปผาเทพารัก ให้ช่วยชักชายภิรมย์มาชมโฉม
มาลีร้อยห้อยขวงริมดวงโคม แลประโลมล้วนประประทิ่นกลิ่นกระพือ”
พอถึงหน้าบ้านคำแก้ว เห็นลานดินมีศาลเทพารักษ์ปักโคมไฟ บูชาด้วยช่อมาลัยส่งกลิ่นหอมมาตามลม ชาวน่านยิ้มว่าได้การละ คะเนดูไม่เห็นหนุ่มอื่นบนชานเรือนรีบผลักไสไล่ส่งขึ้นบันได ยอดก้าวขาขึ้นใจยังคิดถึงปืนคาบศิลาของพ่อแม่หญิงคนสวยตะหงิดๆ
‘คำแก้วเคยบอกนี่นาว่าไม่ชอบให้มาแอ่ว สู้อยู่โสดเลี้ยงอีเอื้องสบายกว่า ทำไมวันนี้เปลี่ยนใจเล่า’
ถึงชานเรือนแสงตะเกียงน้ำมันดวงจิ๋วริบหรี่เลยเห็นแม่หญิงนั่งร้อยมาลัยอยู่เงียบๆ ใจมาขึ้นเป็นกอง หย่อนก้นลงบนกระดาน สายตากลับเหลือบเห็นแม่ของหล่อนมองจากประตูบ้านตาแป๋วแหวว พักเดียวก็หลบหายไปยังมิทันยกมือไหว้
“เข้านอนน่าป้อลูกมันจะคุยกัน” เสียงพูดกับพ่อแว่วมา แล้วโลกใบใหม่ของยอดก็เหลือเพียงสองคน พอเห็นหน้าแม่หญิงรีบชิงต่อว่าก่อนทันที
“คุณพระมาทำไม ทีเมื่อคืนฟ้อนเสร็จ บ่ลงมาดูละครตวยกั๋น” หล่อนน้อยใจเพราะอยากอวดสร้อยทองที่เจ้าหลวงตกรางวัลให้พิเศษกว่าคนอื่น ยอดเสียงอ่อยๆว่าตามมาทีหลังแต่ไม่พบ ก็ยังงอนเฉยอยู่ พอเห็นคำแก้วหยิบบุหรี่ขึ้นสูบ จึงรีบขอต่อบุหรี่บ้าง
“บ้า นึกอย่างไรถึงอยากสูบบุหรี่น่ะ” แม่หญิงยังโกรธ แกล้งหันหน้าหนีจนยอดเตือนว่า
“พรุ่งนี้พี่จะไปรบแล้ว ไม่รู้จะรอดกลับมาพบกันอีกไหม”
แล้วเจ้าหล่อนก็สุดที่จะเก็บความห่วงใยไว้ได้ สาวชาวเหนือมีวิธีเผยความในใจแก่ชายด้วยบุหรี่ๆตัวเดียวในมือที่บรรจงหยิบขึ้นสูบ แล้วผินหน้ามาให้เขาผู้นั้นต่อบุหรี่จากปากของทั้งคู่ เปิดโอกาสให้ประสานสายตา เป็นสะพานเชื่อมหัวใจอย่างใกล้ชิด
‘เธอห่วงเราจริงๆ’ คุณพระกระหยิ่มยิ้มย่อง เผลอว่าตนเองเป็นท้าวทศกัณฑ์ผัดหน้าประแป้ง ทัดดอกไม้ มาเกี้ยวนางสีดา วางท่าเถ้าแก่กงสีอวดหญ้าอ่อน
“แปลกนะเจ้า เมื่อคืนเฮาฝันว่าได้จับมือเด็กชายงามเหมือนเทวดา” ที่จริงกังวลถึงยอดจนฟุ้งซ่าน
“จะได้ลาภจ่ะ นางฟ้าที่เคยอยู่บนสวรรค์อย่างเธอเท่านั้นจึงจะได้เห็น”
“ฝันเห็นงูดีกว่า เผื่อได้เนื้อคู่ ถ้าคำแก้วเป็นนางฟ้า….ทำไมถึงจนนักล่ะคุณพระ”
“มันลบความงามของนางอัปสรไม่ได้หรอก พี่รู้สึกตั้งแต่มาถึงหลวงพระบางแล้วว่ามีบางสิ่งที่พาเรามาพบกัน เชื่อแต่แรกเห็นว่า เธอเป็นนางฟ้าลงมาเกิด มารอพี่เหมือนทำบุญวาสนาร่วมกันมาชาติก่อน”
“ขี้จุ๊”
“ยังไงก็ขี้จุ๊กับนางฟ้าเชียวนะ”
“ฮึ เอานิทานมาอ้าง คุณพระอยู่บางกอก เปิ้ลอยู่ปลายแดน ท่านเป็นเจ้านาย เฮาเป็นบ้านนอก บ่ฮู้หนังสือ มั่งมีกับยากจน พี่น้องคุณพระเป็นถึงแม่ทัพ ป้อเฮาแค่ทหารเลว เป็นเนื้อคู่บ่ได้ละเน้อ”
ยอดนิ่งคิดสักครู่จึงเริ่มเล่าความฝันเรื่องแม่ทัพโบราณให้ฟัง ตั้งแต่ครั้งแรกยังรบอยู่ในอเมริกา จนถึงศึกเชียงแสน “ถ้าเธอยังไม่เชื่อ พี่มีแต่ดาบเล่มนี้เป็นพยานรักของคนทั้งสองในอดีต”
“ดาบเงินที่คุณพระสะพายเข้าเมืองใจ้บ่ใจ้ ที่พาปิ๊กจากเมืองฝรั่ง”
เขายกดาบขึ้นพนมเหนือหัวแล้วจับมือแม่หญิงมากุมฝักดาบ “ดาบหลูบเงินอย่างล้านนาเล่มนี้ละที่พาเรามาพบกัน พี่เพิ่งนึกได้ว่าท่านแม่ทัพมักดูเศร้าหมอง ที่แท้เพราะรักต้องห้ามกับแม่หญิงนางนั้นนั่นเอง”
คำแก้วหน้าเสียที่บรรพบุรุษของยอด เตือนว่ารักอาจไม่สมหวัง ด้วยใจนั้นไม่ปฏิเสธว่ายอดเป็นคนดี ดีกับคำแก้วอย่างที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้รับมาก่อน อุปาทานว่าฝักดาบที่จับอยู่นั้นร้อนขึ้นมาเฉยๆ ยิ่งคุณพระเอามือทั้งสองมาเกาะกุมแล้วดึงขึ้นมาแนบอก ยิ่งแน่ใจว่าชายผู้นี้มิได้เพียงแกล้งพูดให้ตายใจ
“คำแก้วกลัวเจ้า กลัวมันจะเกิดซ้ำกับเฮาอีก”
“พี่สัญญาต่อดาบนี้ว่าจะรักคำแก้วให้สมกับที่เป็นนางฟ้าลงมารอพี่ จะไม่ขอทอดทิ้งให้เสียอกเสียใจ”
ทั้งคู่กระซิบกระซาบความในใจอะไรออกมาอีกมากมายบนชานเรือนนั้น ด้วยรู้ว่าทุกนาทีแสนจะมีค่า เมื่อใดที่ตะวันฉายแสง ยอดจะต้องพร้อมไปเสี่ยงภัยในสนามรบ เขาหรี่แสงตะเกียงลงแล้วดึงแม่หญิงมาไว้ในอ้อมกอด จุมพิศทั่วใบหน้าด้วยความอาลัย
“จวนเช้าแล้วเจ้า” แม่หญิงผลักเขาออก
“บอกพี่ให้ชื่นใจก่อนซีว่ากลับมาแล้วเราจะเป็นของกันและกัน”
“บ้า ต้องใส่บาตรกับเฮาก่อนไปนะคุณพระ” พูดได้เท่านั้นเลยโดนจูบส่งท้ายอีกที
Come closer my dear, So I can hear, music in my heart
I've waited so long, to hear the song, that your love will start
Darling I'll adore you, Live my life just for you
All I ask is this, please give me one more kiss, and whisper you'll be mine.
Come Closer To Me - Nat King Cole
ซ้าย แม่หญิงเมืองหลวงพระบางทัดดอกไม้ แต่งกายเต็มที่อย่างชาวล้านช้าง
ที่มา The Pavie Mission Indochina Papers 1879-1895 Volume 5
ขวา ประเพณีใส่บาตรพระสไตล์หลวงพระบาง ซึ่งคำแก้วพายอดมาทำบุญร่วมกันในเช้าวันที่ยกทัพออกปราบฮ่อ
แม่น้ำคานไหลผ่านด้านตะวันตกของหลวงพระบาง ถ้าข้ามไปฝั่งซ้ายจะเป็นสวนมะพร้าวที่ชาวพิชัยไปตั้งบ้านหลบอยู่
เฮือนหลังน้อยของแม่คำแก้วอยู่ฝั่งขวา ไม่ไกลจากค่ายนัก พอที่นายยอดจะแอบขี่ม้ามาดูหลังคาด้วยความคิดถึง
เมืองงอย
“สามโมงเช้าชายโชกโฉลกกล้ำ พิรุณร่ำโรยพร่างกลางเวหา
ก็ยกทัพลำดับดาษออกยาตรา เปนสองถาเดินทางต่างกระบวน
ที่ของหนักชันลงเรือเกลือเข้าสาร ให้ทหารกำกับลำประจำถ้วน
เราต้องเดินบกไปใจรัญจวน ขี่ม้าป่วนปั่นข้ามแม่น้ำคาน”
จากนิราศหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา
พันตรีพระพิชิตชาญณรงค์ เหม่อมองทหารอาสาชุดสุดท้ายข้ามแม่น้ำคาน มาด้วยใจอาวรณ์ ใคร่แต่จะหนีกลับหลวงพระบาง ไปสวมกอดแม่หญิงที่เพิ่งยอมเอ่ยกระซิบรัก ให้รู้ก่อนเคลื่อนทัพเมื่อเช้ามืดนี้เอง
‘หน้าที่หนักดั่งขุนเขา ชีวิตเบาดุจดั่งขนนก’ คำพูดของมินามิ เพื่อนซามูไรก๊กโจชู พลันกังวานอยู่ในหัว เรียกสติสัมปชัญญะกลับคืนมา ยอดปลงตกด้วยคตินักรบบูชิโด้จึงตะโกนดังๆว่า
“คำแก้ว พี่จะมีชัย และรีบกลับมาหาเธอให้จงได้”
เขาควบอาชาสีขาวฝ่าสายฝน แซงขบวนไพร่พลร่วม 2,500 คน ขึ้นไปนำทัพ สู่ถนนซึ่งตัดผ่านทุ่งนาแล้วเริ่มไต่ขึ้นเขาไปทีละน้อย สลับลุยน้ำข้ามห้วยละหานนับไม่ถ้วน จนไปโผล่ยังทิวเขาริมแม่น้ำอู
“คุณพระช่วย เดินมาไม่ถึงวันก็ถึงชายนรกแล้วรึ”
พวกนายทหารชาวกรุงเทพฯ หันมามองหน้ากัน เพราะเนินเขาแทบทุกลูกเบื้องหน้าคือแผ่นดินสีน้ำตาลสลับดำของรอยพระเพลิงและความแห้งแล้งที่ปราศจากไม้ใหญ่ บางแห่งควันไฟโขมงไปหมดเมื่อชาวมูเซอร์ และข่าแจะ เผาป่าผืนใหม่เพื่อเตรียมเพาะปลูกไร่เลื่อนลอยรับหน้าฝนที่กำลังจะมาถึง กองทัพทนเดินผ่านตอไม้ที่ยังมีไฟคุได้พักเดียว ยอดก็เสนอกับแม่ทัพว่า
“เดินเลียดชายน้ำอูดีกว่านะขอรับ”
คณะสำรวจเส้นทางปราบฮ่อออกจากหลวงพระบาง เดินทางเลียดแม่น้ำอูไปเมืองงอย และตลอดทางพบชาวบ้านทำอาหารพื้นเมือง คือ"ไค" หรือสาหร่ายน้ำจืด จึงลงไปดูให้เห็นกับตาไคเป็นเส้นสีเขียวสดในแม่น้ำที่สะอาด พอบีบน้ำออกแช่น้ำส้มสายชูแล้วตากแห้งใส่งาลงไปด้วย จึงนำมาแผ่ออกให้ติดกันเป็นแผ่นยาวๆ แล้วตากให้แห้ง จะทอดน้ำมันแกล้มน้ำพริกหรือกินเล่นก็ได้แซบทั้งนั้น
ขุนเขาและแก่งน้ำเป็นอุปสรรคของทหารไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อนอย่างแสนสาหัส คณะมาทราบภายหลัง
ว่าเมืองงอยปัจจุบันเป็นเมืองใหม่ เมืองเก่าที่พระนายไวยไปตั้งค่ายต้องนั่งเรือทวนแก่งไปอีกกว่าชั่วโมง
แก่งน้ำเชี่ยวกราก และเย็นยะเยือกของแม่น้ำอู
ที่ราบริมแม่น้ำอูกว้างขวางพอเหมาะที่พระนายไวยจะให้ลองยิงเทียบศูนย์ปืนอาร์มสตรอง
ขวา ขุนเขาที่ตรงกับภาพวาดของนักสำรวจและภาพถ่ายค่ายกองทหารอาสา
ซ้าย ชาวบ้านชี้ว่าบนเขาลูกนี้มีถ้ำซึ่งพระนายไวยให้เอาหินก่อเจดีย์ไว้เพื่อระลึกถึงทหารอาสาที่สละชีพในการปราบฮ่อ
แต่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปตรวจสอบ เพราะเรือจะต้องกลับตามเวลานัด
ทุกคนเห็นด้วย ตกบ่ายเริ่มมีหมู่บ้านตั้งอยู่ประปรายตามริมน้ำซึ่งไหลเชี่ยวเสียงดังโครมคราม พอมีสัญญาณพักแถว ไอ้น้อมรีบฉวยโอกาสโดดลงแช่น้ำเล่นก่อนเพื่อน แล้วก็ต้องตาลีตาเหลือกตะกายกลับขึ้นฝั่ง
“น้ำเย็นจัดเชียวขอรับคุณยอด ไม่เหมือนที่หลวงพระบางเลย” มันปากคอสั่นด้วยความหนาว
“ท่านแม่ทัพคิดถูกแล้ว ที่ไม่ยอมให้เราลงเรือไปตีแค้วนสิบสองจุไทก่อน” ยอดหันมาทางหลวงดัษกรปลาศ “ในแก่งมีแต่หิน พวกที่ไปกับเรือเสบียงเสี่ยงกว่าเรานัก”
กองทัพลัดเลาะแม่น้ำอูต่อไปอีกสัปดาห์ พบชาวท้องถิ่นต่างเผ่าต่างภาษา มีการแต่งกายไม่เหมือนกันสุดจะจดจำได้หมด กระทั้งมาพบหมู่บ้านแปลกกว่าที่อื่นในเย็นวันหนึ่ง
“ย้ายกันมาใหม่ๆ แฝกมุงหลังคายังสดอยู่เลยขอรับ” ยอดส่งกล้องให้แก่ท่านแม่ทัพ
“เห็นมีแต่คนแก่และเด็ก ลงไปดูกันดีกว่า” พระนายไวยลงจากกูบช้าง สั่งให้ทหารซ่อนอยู่บนเขาชวนยอดกับทหารหมู่หนึ่งเดินลงไปด้วยกัน พวกเด็กๆ ตกใจวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นไปตามชายชราผู้หนึ่ง
“ข้าชื่อท้าวพล เป็นหัวหน้าชาวผู้ไทยที่นี่ ว่าแต่เอ็งจะไปไหนกัน”
พระนายไวยขยิบตาปรามยอดมิให้บอกว่าเป็นใคร
“พระเจ้าปราสาททอง ทรงให้ทหารมาปราบโจรฮ่อ ลุงเห็นพวกมันบ้างไหม”
“ยิ่งกว่าเห็นอีกพ่อคุณ เราหนีฮ่อมาจากเมืองสบแอดได้ไม่กี่วันเอง”
“ได้การละ….” ท้าวพลดูทีเป็นมิตรดี พระนายไวยจึงซักถามข่าวข้าศึก และเส้นทางไปสบแอดโดยละเอียด พลางหยิบเอาเงินมาแจก “นี่ลุงไว้ซื้อเสบียงให้เด็กๆ เราจะชิงเมืองมาคืนลุงเอง”
“ขอให้เอ็งปราบไอ้ กวานกอยี่ ให้ได้นะ” ชายชราหน้าตาแจ่มใสขึ้น “มันร้ายกาจนัก พ่อแม่ของไอ้เด็กๆ พวกนี้ถูกมันจับ บังคับเป็นทาสหนีมาได้เท่านี้เอง”
ภาพค่ายทหารอาสาในเมืองงอย แลเห็นทุ่งที่ลองปืนอาร์มสตรอง และแม่น้ำอู ภาพขวา เป็นเรือนพักของพระนายไวย
ที่มา The Pavie Mission Indochina Papers 1879-1895 Volume 5
ภูเขาลูกใหญ่เทียบกับหนังสือของ Dr. Neis ขณะยืนอยู่กลางเมืองงอย
ปัจจุบันเมืองงอยมีเก็สเฮ้าส์เต็มไปหมด แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือฝูงควายอ้วนๆที่มาแช่น้ำเล่น
ปัจจุบันเมืองงอยมีเก็สเฮ้าส์เต็มไปหมด แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือฝูงควายอ้วนๆที่มาแช่น้ำเล่น
ครบ 11 วัน ยอดจึงถึงเมืองงอย เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชภาคิไนย กายตงและพระยาสุโขทัย ออกมารับหน้าค่าย พร้อมข่าวดีว่าปืนใหญ่ สัมภาระที่มากับเรือปลอดภัยทุกชิ้น เมืองงอยตั้งอยู่ริมคุ้งน้ำมีภูเขาสูงเป็นฉากหลัง หน้าเมืองเป็นที่ราบพอทำนาได้ บัดนี้เมืองได้ถูกแปลงสภาพเป็นป้อมปราการกำแพงรั้วไม้ แต่ละมุมปลูกหอสังเกตการณ์ เสริมด้วยขวากไม้ไผ่เสาะไว้รอบค่ายเป็นชั้นๆ
“อะไรกันถึงนี่แล้วยังไม่มีใครรู้ว่าฮ่ออยู่ไหน” พระนายไวยชักหงุดหงิด “ให้คนไปตามท้าวพลเร็ว”
ใน 2 วัน ท่านผู้เฒ่าจึงมาถึงเต็นท์ประชุมทัพ พอเห็นเจ้านายจากหลวงพระบางเข้าก็รี่ไปทักทาย
“เจ้ายังจำฉันได้บ่….เอ๊ะ นั่งนิ่งกันหมด” ท่านท้าวชักเอ่ะใจเพราะเจ้านายเหล่านั้น ยังรักษากิริยาอ่อนน้อมให้กับชายหนุ่ม ซึ่งนั่งอยู่กลางที่ประชุม เพี้ยลาวคนหนึ่งเห็นแกจะทำขายหน้า รีบเอื้อมมือไปสะกิดขา
“จุ๊ๆ ท่านท้าวเงียบเสียงลงบ้างซี”
“ก็ข้าดีใจนี่นา อ้าว…พ่อนายทหารก็อยู่นี่ด้วย...” ท้าวพลจำพระนายไวยได้แล้วก็ใจหายวาบ ตีหน้าเหมือนร้องไห้ เริ่มเข้าใจว่าทำไมทุกคนในเต็นท์ถึงสงบเสงี่ยมกับหนุ่มอายุเพียง 33 ปี ผู้นี้กันนัก
“ลุงอย่าตกใจไปเลย ฉันไม่ทำอะไรหรอก นึกถึงก็เชิญมาเล่าเรื่องฮ่อที่สบแอดอีกสักหน”
ท่านแม่ทัพรีบลุกขึ้นไหว้ทักทายอย่างกันเอง แล้วจูงมือชายชรามานั่งข้างๆ จากนั้นข้อมูลละเอียดยิบได้ถูกจดลงบนแผนที่ ไม่ผิดเพี้ยนจากคราวแรก ทั้งระยะทางเดิน สภาพเส้นทาง ที่พัก ที่ตั้งค่ายต่างๆของข้าศึก
“จากเมืองซ่อนไปสบแอด เดินไปทางตะวันออก 8 วัน มีค่ายฮ่ออยู่รอบถึง 7 ค่ายถูกนะลุง”
“ที่นั่นมีคลังดินดำ และข้าวฝังไว้ใต้ค่ายกว่า 50 เกวียน ฮ่อ 200 คน กับลูกเมียและทาสเฝ้าไว้ขอรับ”
“กองโจรที่เหลือล่ะ” พระพหลฯสงสัย
“พวกมันไปปล้น เมืองแวน กับเมืองโสย เพลินอยู่น่ะท่าน”
“ฉันจะเชื่ออย่างไรได้ว่านี่มันไม่ใช่กับดัก” พระพหลฯ ระแวง ท้าวพลจึงว่า
“อ้อ พ่อหนุ่ม ยิ่งข้าบอกว่าข้าเป็นพ่อตาของไอ้กวานกอยี่ คงระแวงหนักกว่าเดิม”
เมื่อเห็นทหารกรุงเทพฯผงะไป ก็ตบเข่าหัวเราะชอบใจ “ใช่ ลูกสาวข้ายอมเป็นเมียไอ้มหาโจร เพื่อหวังผูกใจไม่ให้มันทำร้ายชาวบ้าน ข้าจึงรู้หมดเรื่องข้าว อาวุธและแผนของมัน แต่เพราะสันดานมันโฉดร้ายนัก ไม่เห็นหัวข้า ไม่ถือคำสัตย์กลับข่มเหงชาวผู้ไทย พวกผู้ชายถูกบังคับให้ไว้เปีย เข้าทู้ (เป็นพวก) ออกปล้นเลี้ยงมัน ใครที่ไม่ยอมก็ฆ่าทิ้ง เอาลูกเมียมานอนด้วย จนข้าต้องหนีมาพึ่งท่าน”
“ไอ้ฮ่อยังไม่รู้ว่าเรามาหัวพันห้าทั้งหก โอกาสเป็นของเราแล้วตีท้ายครัวเสียที่สบแอดนี่ละ” ท่านแม่ทัพเสนอแผน “แต่เมืองนี้อยู่ไกลที่สุด เรายกไปด้วยกันมันชักช้า ฉันขอตั้งกองรบพิเศษ 2 กอง ไปตีสบแอดกองหนึ่ง อีกกองหนึ่งไปช่วยเมืองแวนเมืองโสย สกัดอย่าให้ไอ้กวานกอยี่กลับสบแอดได้”
“กระผมขอคัดทหารรู้ใจสัก 1 กองร้อย กับไพร่พลของเจ้าราชภาคิไนย ยกไปชิงค่ายที่สบแอดคืนท้าวพลขอรับ” หลวงดัษกรปลาศขันอาสา
“ส่วนกระผมกับเจ้าราชวงศ์จะไปช่วยเมืองแวนเองขอรับ” หลวงจำนงยุทธกิจเสนอตัวบ้าง ส่วนเจ้าคุณสุโขทัยและพระพหลฯ อยากไปด้วยกลับถูกแม่ทัพสั่งให้รักษาเมืองงอยด้วยเหตุว่า
“เมืองงอยเป็นทั้งคลังอาวุธ เสบียงและโรงพยาบาลสนาม สำคัญอยู่นา ฉันถึงขอให้แกช่วยคุม เมื่อใดเสบียงมาครบแล้วฉันให้แกไปรบแน่” ท่านแม่ทัพปลอบใจพระพหลฯ อย่างคนคุ้นเคย “ทัพใหญ่จะออกเดินตามใน 5 วัน เพื่อยึดเมืองซ่อนเป็นฐานทัพที่ 2 ที่นั่นเดินไปตีฮ่อถึงค่ายใหญ่ที่ทุ่งเชียงคำได้ใน 10 วัน ถ้ามันคิดยกมาช่วยเป็นเจอกับฉันแน่ๆ”
นายจ่ายวดซุบซิบบางอย่าง ท่านแม่ทัพหัวเราะ หันมาตบไหล่ยอดว่า “ฉันห่วงสบแอดมาก พวกฮ่อจากญวนอาจเสริมกำลัง พร้อมกับพวกที่กลับจากเมืองแวน หลวงดัษกรฯ ก็จะพบทัพกระหนาบแหลกอยู่หน้าค่าย แกอย่าโกรธนะฉันจะให้พี่ยอดไปเป็นเพื่อนคิดอีกคน”
“ดีซิขอรับ สำหรับครูยอด กระผมก็ยังเป็นนายอยู่ ซายันต์คนเดิมนั่นเอง”
“พี่ยอดใจเย็นคุมไอ้พวกหนุ่มเลือดร้อนนี้ให้ดีนะ ฉันจะจ่ายกระสุนเพิ่มเป็นคนละ 200 นัด ข้าวสารเอาไปพอถึงสบแอดแล้วคิดหากินเอาเอง”
“กระผมขอปืนใหญ่สักกระบอก...”
มุมห้องแสดงอาวุธปราบฮ่อในพิพิธภัณท์ทหารสรรพาวุธ สะพานแดง มีปืนใหญ่ภูเขากระบอกหนึ่งชื่ออาร์มสตรอง ซึ่งเป็นปืนบรรจุปากกระบอก เพียงแต่มีกระบอกเดียว มิได้มีคู่ ตรงตามที่พระนายไวยบันทึกไว้ สันนิษฐานว่าเป็นกระบอกที่เหลือรอดกลับจากเมืองงอยในคราวนั้น เป็นที่น่าเสียดายว่าควรจะเหลือกระสุนตัวอย่างของลูกแตกมาแสดงไว้ด้วย
ก่อนยอดจะได้พูดอะไรอีก เสียงกรัมๆ ของปืนใหญ่ดังเข้ามาในเต็นท์ ท่านแม่ทัพจึงชวนยอดและเจ้านายลาวออกมา นอกประตูค่ายพบพี่ตี๋กับทหารปืนใหญ่วังหน้าสาละวนอยู่กับการปรับปืน
“ขุนสีหนาท วางหลักบอกระยะไว้แล้วนะ” นายจ่ายวดร้องถาม แต่พี่ตี๋ยังคงง่วนอยู่กับชนวน
“ใครหว่าขุนสีหนารถ…..” พี่ตี๋หันไปมองหาอย่างงงๆ
“ฉันถามแกน่ะนายตี๋ ท่านแม่ทัพคืนตำแหน่งให้แล้ว”
พอรู้ตัวก็ทำหน้าเป๋อเหลอรีบวันทยหัตถ์ตอบ พวกลูกน้องหัวเราะเกรียวกราว
“ขอรับท่าน ธงแดงกลางทุ่งโน่นระยะ 1,000 หลา ต่อไปปักธงไว้ทุกๆ 250 หลาขอรับ กระผมลองยิงแล้วดินหนัก 5 ตำลึง ลูกเหล็กตกที่ 1,000 หลาพอดี แล้วเพิ่มดินดำตามระยะๆ กระผมก็จดตารางเทียบเอาไว้หมดแล้ว จะลองยิงลูกแตกอากาศนะขอรับ”
ท่านขุนตั้งใหม่เอากระสุนปืนใหญ่แบบอาร์มสตรอง รูปร่างยาวและมีปุ่มแปลกๆอยู่รอบลูกกระสุน มาเจาะแป้นตั้งเวลาชนวนที่หัวกระสุนทันที
“โลดดดด…..” เสียงขานดังขึ้นเมื่อพลปืนกระทุ้งมันลงทางปากลำกล้อง พร้อมกับยัดแท่งชนวนจุดดินขับที่ท้ายรังเพลิง ก่อนส่งเชือกกระตุกชนวนให้พระนายไวยลองยิงเอง
“แฟยะ…!!!” ท่านแม่ทัพดึงสายชนวนทันที
“บูม”
เสียงหัวกระสุนแหวกอากาศวี้ดไปกลางทุ่ง เหนือธงแดงระยะ 1,000 หลา มีหลักไม้ทาสีปักไว้กว่า 10 หลัก ทันใดก็ปรากฏเปลวไฟแลบอยู่เหนือเป้าจำลองเหล่านั้น ตามด้วยควันดำและเสียงระเบิด
“บึมส์…”
หลายเสาโดยสะเก็ดกระสุนล้มเอนลง ฝูงควายที่นอนแช่ริมน้ำอูวิ่งอลหม่าน พวกทหารและเจ้านายลาวกำลังใจมาเป็นกอง ยิ่งท้าวพลนั้นถึงกับกระโดดหัวร่อร่าในฤทธิ์ลูกแตก
“พ่อมีหมากไฟเทวดาเช่นนี้ ฮ่อที่ไหนจะสู้ได้”
“หัดยิงให้ชำนาญด้วยกระสุนทุกชนิด” พระนายไวยสั่งการ แล้วหันมาว่า “พี่ยอดขอปืนใหญ่ไปสบแอด หนทางเป็นเขาสูงชัน ฉันเสียใจด้วยที่ให้ไม่ได้เพราะพี่ต้องเร่งจู่โจมโดยเร็ว พูดไปแล้ว ปืนที่เราเอาไปคงถึงแค่เมืองซ่อนคือปืนอาร์มสตรอง ซึ่งเป็นปืนใหญ่ภูเขาทั้ง 2 กระบอก เจ้าเฮาวิทเซอร์นี่เหมาะกับรักษาป้อมค่าย ไว้เมืองงอยดีกว่า แต่ก่อนพี่ออกเดินทางฉันอยากทดลองอะไรกับลูกแตกพวกนี้มานานแล้ว”
เจ้าหมื่นไวยวรนารถสั่งพี่ตี๋เอากระสุนลูกแตกอากาศของปืนทั้ง 2 แบบมาดู กระสุนของเฮาวิทเซอร์เป็นลูกกลมแบบเก่า “เรามีเครื่องจุดชนวนระเบิดโดยปั่นไฟฟ้ามาด้วย ฉันจะลองจุดไอ้ลูกกลมนี้ดู”
ช่างแสงวางลูกปืนใหญ่ลงในหลุมลึกค่อนเอวที่เตรียมไว้ แล้วโยงสายลวดไฟฟ้าจากช่องจุแก๊ปมายังเครื่องปั่น พี่ตี๋ขอให้ทุกคนย่อตัวลงนั่งห่างจากหลุมในระยะปลอดภัย แล้วเริ่มปั่นไฟ
“เอาละนะ” พระนายไวยกดคันส่งกระแสไฟไปจุดระเบิดทันที
“บึมส์” เสียงแผ่นดินสะเทือนฝุ่นตลบไปทั่วบริเวณทำเอาบางคนล้มลงจ้ำเบ้า
“ฉันจะให้ลูกแตกไปกับพี่ยอดไว้สู้กับฮ่อแทนปืนใหญ่”
“ท่านมีเครื่องไฟฟ้าอยู่เครื่องเดียวนะขอรับ”
“ก็ถูก ฉันไม่ให้เครื่องนี่ไปหรอก”
ท่านแม่ทัพให้นักเรียนคะเด็ด แบกลูกแตกปืนอาร์มสตรองมาวางบ้าง พี่ตี๋ใช้มีดแงะแผ่นทองเหลืองฝาอุดช่องใส่ดินระเบิดออกเบาๆ เล่นเอาพวกชอบมุงถอยหลังกรูด คะเด็ดอีกคนช่วยเจาะแผ่นทองเหลืองนั้นจนใหญ่พอสอดแท่งแก๊ปซึ่งเดิมใช้จุดดินขับปืนใหญ่ลงไป ยึดให้แน่นแล้วปิดฝากลับอย่างเดิม แท่งแก๊ปนี้พี่ตี๋ใช้ขดลวดพันรอบๆโยงกับสายเชือกไว้กระชากให้ลวดรูดแก๊ปติดเป็นประกายไฟลงไปจุดดินระเบิดในลูกปืน
“เอาถุงกับเข็มที่ทำมาซิ” พระนายไวยประคองลูกปืนลงห่อในถุงผ้า โยงเชือกออกมาให้ปักปลายเข็มด้านแหลมลงไป ส่วนด้านที่ทำเป็นห่วงเอาไว้กระตุกเชือกให้แก๊ปทำงาน
“เอาไปแขวนบนต้นไม้ไกลๆโน่น”
ซ้าย ภาพกระสุนลูกแตกอากาศ ผู้เขียนดัดแปลงจากบันทึกส่วนตัวของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ท่านตั้งชื่อว่า ไอ้ฮ่อสบแอด แสดงให้เห็นภายในหัวกระสุนนี้บุผนังไว้ด้วย ลูกเหล็กกลมเล็กๆไว้สาดเข้าใส่เป้าบุคคล ตรงกลางอัดแน่นด้วยดินระเบิด ทหารอาสาได้แกะฝาครอบไขแท่งชนวนออกมา ทำลวดผูกเป็นห่วงไว้เพื่อโยงเชือกกระตุกให้แท่งชนวนเสียดสีกับจอกแก็ปเป็นประกายไฟ เมื่อถูกฮ่อโจมตี นับว่าเป็นการดัดแปลงใช้ในภาคสนามอย่างแยบยล เมื่อไม่อาจแบกปืนใหญ่ทั้งกระบอกไปในแนวหน้าได้
ขวา ภาพหน้าตัดของกระสุนแตกอากาศของปืนอาร์มสตรองที่แท้จริงใกล้เคียงกับที่บรรยายไว้มาก
พี่ตี๋กับยอดซึ่งคุ้นกับชนวนกระสุนลูกแตกอยู่แล้ว ช่วยกันเอาถุงลูกปืนผูกแขวนกับกิ่งไม้ใหญ่กลางทุ่งโยงเชือกจากห่วงเข็มชนวนออกมาหลบหลังโคนไม้ใหญ่ในป่าละเมาะ แล้วโบกมือให้ทุกคนหมอบ เสียงพระนายไวยตะโกนไปว่าเอาเลย ยอดก็กระตุกเชือก
“ตูม” กิ่งไม้ใหญ่หักลงมาเป็น 2 ท่อนทันที
“ตอร์ปิโดบก เร็วกว่ายิงปืนใหญ่อีก” นายจ่ายวดอุทาน
ยอดเดินยิ้มแก้มปริมาทำความเคารพ “เอาปืนใหญ่ไปไม่ไหว กระผมขอหมากแตกนี่ไปแทนขอรับ”
“น้องๆ คะเด็ดคนหนึ่งน่าจะแบกลูกแตกนี่ได้คนละ 2 ลูก และคุมการกระตุกชนวน หรือติดตั้งชนวนได้รวดเร็ว เตรียมคนให้พร้อมนะ ฉันจะไปรอฟังข่าวดีที่เมืองซ่อน”
ขณะที่ทุกคนมัวยินดีกับการทำลูกแตกอยู่นั้น บนเนินข้างๆสนามปืนใหญ่มีชายแต่งกายอย่างชาวบ้านซุ่มอยู่หลายคน หัวหน้าของมันกำลังจดลงบนแผ่นกระดาษแล้วพูดเป็นภาษาเขมร
“ไปบอกหลวงพ่อว่าทหารไทยยิงปืนใหญ่เก่งแล้ว และลองระเบิดที่ซ่อนไว้บนต้นไม้ได้อีกด้วย”
“ฉันจะรีบไปเลยพี่วิน พี่จะรอฉันที่นี่หรือ”
“ข้าจะเกาะติดมันเหมือนเงาปีศาจ เอ็งแกะรอยตามข้ามาก็แล้วกัน บางทีพวกฮ่อควรจะรู้ว่าภัยกำลังมา” ชายหน้าเสียโฉมจากไฟหยิบปืนไรเฟิลรุ่น M1879 ยกเล็งไปที่พระนายไวยแล้วไล่ลงมาทีละคนจนถึงยอด มันหัวเราะอย่างมั่นใจว่า
“ไว้ถึงเวลาเถิด ข้าจะเด็ดชีพพวกแกทีละคน”