สุดสองทวีป ตอนที่ 17 : เจ้าหมื่นไวยวรนาถ

“Formerly, I proposed many reforms, now I am obliged to maintain things as they are.

No improvements are possible.”

จากพระราชหัตถ์เลขา เฉพาะส่วนพระองค์ (Private& Confidential) วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1877 ถึง Sir Andrew Clarke ผู้ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีวังหน้า ทรงแสดงความรู้สึกกดดันในส่วนลึกของพระทัยพระมหากษัตริย์หนุ่มพระชนม์เพียง 24 พรรษา ที่ไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปการปกครองได้ดังหวัง คัดจากวิทยานิพนธ์ ของ ดร. โนเอล อัลเฟรด แบตตี้ เรื่อง Politics and Military Reform during the Reign of King Chulalongkorn 1868 - 1910

ปราบคู่อริเก่า

ตำแหน่ง ผบ.กรมทหารหน้าว่างลงกะทันหัน เมื่อเจ้ากรมคนเก่าโดนพระราชอาญาโทษฐานบกพร่องในหน้าที่ถวายอารักขา สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ จนต้องสิ้นพระชนม์พร้อมเจ้าฟ้าหญิงพระองค์น้อย เมื่อเรือพระประเทียบล่มระหว่างทางไปบางปะอิน ร.5 ทรงเห็นว่าเมื่อการปฏิรูปกรมกองต่างๆถูกต่อต้าน จึงทรงหันมาฟื้นฟูกองทัพบกให้ประจักษ์แก่สายตาพวก “กลุ่มสยามเก่า” ไปพลางๆ ปัญหามีอยู่ว่าเจ้าหมื่นไวยวรนารถ (คุณพระนายไวย) อาวุโสน้อยนัก จึงต้องทรงตั้งขุนนางรุ่นเก่าท่านหนึ่งเป็น ผบ.ที่ 1 ทรงให้สาบานต่อหน้าที่ประทับว่าจะทำงานร่วมกับเด็กหนุ่มอย่างพระนายไวยในฐานะ ผบ.ที่ 2 ด้วยความราบรื่น

จ่าน้อม ทหารหน้า


โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ตอนก่อนหน้านี้: กำเนิดทหารอาสา

การสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์

เปิดทางให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถได้เข้ามาสังคายนากรมทหารหน้าครั้งใหญ่

ผบ.ใหม่ทั้งสองท่านจึงเรียกประชุมนายทหารจากทุกกัมปะนี (Company - กองร้อย) ที่ออฟฟิตโรงโขนเก่า เพื่อแถลงนโยบายสำคัญ 3 ข้อ ในสมัยต้น ร.5 นั้นกรมทหารฝีพาย กรมทหารล้อมวัง กรมทหารม้าเกราะทอง กรมทองปรายปลายหอก กรมหัดอย่างยุโรปและ กรมทหารรักษาพระองค์ มารวมตัวอย่างหลวมๆกับกรมทหารหน้า เมื่อเสร็จประชุม พวกนายทหารรู้ชัดว่าแต่นี้ไป ชีวิตประจำวันของตน จะไม่สบายเหมือนเดิมอีกแล้ว

“อะไรกันนักหนาวะ สั่งการไม่ไว้หน้าคนเก่าอย่างกูเลย”   ขุนศรีพลาธิการแห่งกรมทหารล้อมวัง อดีตคู่อริของยอดร้องลั่นออฟฟิต เพราะทำบัญชีอาวุธยุทธภัณท์เสร็จไม่ทันตามคำสั่งข้อแรก เลยพาลว่า ผบ.ใหม่ไม่ไว้ใจตน   “ใครเบิกของไปอมไว้ ก็ให้มันใช้เงินมาม่ายงั้นกูเฆี่ยนหลังลายแน่”

“ท่านขุนขอรับ แล้วเรื่องที่ 2 ที่ ผบ.ท่านให้เราสาบานว่าจะไม่ฉ้อโกงหลวง หรือถ้ารู้จักตัวคนโกงอย่าปิดบังไว้ล่ะขอรับ”   ลูกน้องเสียงอ่อย

“มึงกลัวคำสาบานงั้นหรือ”   ขุนศรีฯหันขวับมาทันที ลูกน้องถึงกับถอยกรูด

“ปะ... เปล่านะขอรับ แต่ว่ามีคนไปรับผิดตั้ง 6 รายแล้ว คนกลัวพระนายไวยนัก”

อีกคนพูดว่า  “ยิ่งไอ้ยอดมันเป็นเลขาคณะตุลาการทหารด้วย ซักฟอกได้เงินคืนหลวงตั้ง 193 ชั่ง”

ไอ้ยอด มึงหมายถึงไอ้เศษฝรั่ง”   ขุนศรีฯสะดุ้ง

“ใช่ขอรับ สับลุตเตอร์แนนท์ ขุนจัดกระบวนพล คนสนิทท่าน ผบ.ที่ 2 มันถวายรายงานไปท่านก็ทรงโปรดเกล้าฯให้ถอดทั้ง 6 คนออกจากราชการแล้ว ดีว่าไม่ให้เฆี่ยนเพราะทรงสงสาร”

‘เอาจริงถึงกับไล่ออกเชียวนะ เอ...แรกเรานึกว่ามาใหม่ๆ เดี๋ยวก็ขอแบ่งเรากินบ้าง’   ขุนศรีฯชักไม่ไว้ใจลูกน้องแต่แสร้งพูดปกติว่า   “มึงไปเรียกเถ้าแก่ฉงมาก็แล้วกัน”


“พี่ยอดนี่ตกดึกกินข้าวต้มกันบ่อยไหม”   เจ้าหมื่นไวยวรนารถถามยอดในบ่ายวันหนึ่ง

“กระผมไม่ได้ไปเถลไถลแถวซ่องยายแฟงนะขอรับ”   ยอดหน้าตื่น

“วะร้อนตัวขึ้นมาทีเดียว”   ผบ.ที่2 หัวเราะ   “ฉันหมายว่าทางกรมเขาได้เบิกข้าวต้มรอบดึกจากครัวกลางมาเลี้ยงพลตระเวนเดือนละสักกี่มื้อ”

“ไม่เคยดอกขอรับ ถึงขอไปก็ไม่มีให้กิน พวกกระผมหากินเองทั้งนั้น”   ยอดตอบตามจริง

ท่านหน้านิ่วขึ้นมาทันควัน “มีคนมาร้องว่า นายอ่ำมหามนตรีตั้งฎีกา เบิกเงินค่าข้าวค่าฟืน ไปต้มข้าวต้มเลี้ยงทหารรอบดึก ติดต่อกันมา 5-6 ปีแล้ว ว่าจะเรียกมาเฆี่ยนให้สารภาพพอดีกัปตันขุนศรีฯเปมาสเตอร์ (Pay Master Captain) กรมล้อมวังเขาก็มาแก้ตัวว่ากรมเขาได้กินจริง กรมอื่นเบิกหรือเปล่าไม่รู้ อ้ายอ่ำมันก็ว่ามีหนังสือสำเนาใบสั่งซื้อของครบถ้วน ไล่ไม่จนมุมสักที”

ยอดนำเรื่องข้าวต้มรอบดึก มาหารือกับเพื่อนๆว่าขุนศรีฯเหลือบตัวใหญ่ยังจับไม่ได้เห็นจะต้องช่วยกันหลายๆทาง  “ตอนนั้นมันคบค้ากับเถ้าแก่แถวถนนเจริญกรุงคนหนึ่ง ให้ส่งอาหารบูดๆ มาให้เรากิน แล้วกระผมจับได้ ยังแค้นใจ นึกถึงว่าเกือบถูกมันจับตีตรวน นี่นายจ่ายวดมาช่วยไว้ทันจึงรอด”

“ไอ้ขุนนี่พูดยืนยันว่ามีข้าวต้มกินจริง มันพวกเดียวกับไอ้อ่ำแน่ ใบซื้อของน่ะเขียนขึ้นมาเมื่อไรก็ได้”   นายจ่ายวดว่า

“ไอ้เถ้าแก่เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญขอรับ ต้องดักจับค้นหลักฐานมามัดตัวมัน” นายอยู่ขออาสา

“ใช่ขอรับ ส่วนไอ้อ่ำเบิกของไปก็ต้องมีที่ขาย ตอนนี้พวกมันคงยังกบดาลนิ่งอยู่ รอสักครึ่งเดือนมันต้องเบิกของอีกแน่ๆ กระผมจะให้ไอ้น้อมคอยซุ่มดู”

มหามนตรีอ่ำเคยได้กินง่ายๆ พอถูกขุนศรีฯสั่งหลบลงรูก็อดได้ไม่นาน แอบวางฎีกาเบิกอีกจนได้ ไอ้น้อมรีบส่งข่าวตรงจากครัวไปให้ยอดวางแผนซุ่มจับทันที


กลางดึก 2 คืนต่อมา ยอดกับนายอยู่ ซายัน ปลอมเป็นชาวบ้าน เดินตามเกวียนขนฟืน 2 เล่ม ไปตามถนนเจริญกรุง ที่แยกสี่กั๊กพระยาศรี ยอดอดยิ้มทักไม่ได้ว่านี่คือบ้านเดิมของพระยาศรีภูริปรีชา เจ้าคุณตาของยอดก่อนที่ในหลวงจะทรงขยายเมืองมาถึงตรงนี้ ท่านก็ยอมถวายที่ดินโดยไม่ลังเล อพยพกันไปตั้งบ้านใหม่ที่คลองจุลนาค ไอ้น้อมกับพวกรอเขาที่แยกก็ออกมาสมทบ เดินทิ้งช่วงมาห่างๆ ในความมืดคนขับเกวียนไม่ได้สงสัยเลยสักนิดว่าเหตุใดคืนนี้จึงไม่พบพลตระเวนสักคน มันมาหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งเลยโบสถ์พราหมณ์ไปเล็กน้อย ยอดถามพลตระเวนว่าเป็นบ้านใคร

“อ๋อ บ้านญาตินายอ่ำขอรับ เป็นที่พักสินค้าส่งไปตามตลาดมีตั้งแต่พืชไร่ ไม้ฟืน อาหารแห้ง”

“เอ็งรีบไปบอกนายจ่ายวด ให้บุกค้นห้างของไอ้เถ้าแก่ฉงลากมันกลับไปพบ ผบ.กรมที่กองมหันตโทษคืนนี้เลย”   ยอดสั่งจ่าทันทีแล้วบอกนายอยู่ว่า   “เราต้องการบัญชีที่เถ้าแก่ซื้อของหลวงจากนายอ่ำ ที่ดีกว่านี้คือเมียกระผมมีญาติค้าขายกับไอ้ฉง เขาพบบันทึกรายการสินค้าที่มันเป็นคนกลางส่งเข้าครัวกรมทหารหน้าย้อนไป 5 ปี ถ้าเทียบกับใบสั่งซื้อที่กรมมีอยู่ก็พอกะได้ว่าขุนศรีฯมันให้นายอ่ำเอาของเลวของถูกมาเอากำไรหลวงกี่เท่า”

เฮ้ย ลงจากเกวียน นี่พลตระเวนสั่ง”   นายอยู่ ซายัน อยากจับเต็มทน 

“หนีโว้ยพวกทหารมา”   ช้าไปแล้วบ้านถูกล้อมไว้ทุกด้าน ไอ้คนหนึ่งยอดพอจำได้ว่าเป็นพวกทหารล้อมวัง โดดชกคนของเขาล้มลงแล้วเอาดุ้นฟืน เงื้อจะฟาด จึงตัดสินใจทันที

ตูม”   เสียงกระสุน .44-40 จากโคลท์กระบอกใหม่ คำรามเป็นครั้งแรกตั้งแต่ซื้อมา เพียงยิงขู่ขึ้นฟ้าก็เพียงพอแล้วที่จะสะกดให้ทุกคนนิ่งอยู่กับที่ได้

“เฆี่ยนไอ้คนเมื่อกี้ให้มันบอกว่าทำงานให้ใคร”   นายอยู่สั่งการได้เด็ดขาดสมคำร่ำลือนัก


“นายอ่ำ”   เจ้าหมื่นไวยวรนารถพูดกับนายทหารคุมคลัง   “ฉันให้ปลุกมากลางดึกนี่ เพราะคิดไม่ตกหลายวันแล้วว่า ทำไมเมื่อพวกทหารเขามีบันทึกคำให้การพร้อมรายชื่อยืนยันกับฉันว่า นายอ่ำมีข้าวต้มให้เขากินแค่ไม่กี่วันตลอด 5 ปีมานี้ พอคิดเป็นเงินก็ควรใช้ไปเพียง 59 ชั่ง….” 

ท่านเห็นนายอ่ำเหงื่อกาฬแตกเม็ดโตๆจึงว่า   “…ทีนี้หักเงินที่พ่ออ่ำวางฎีกาไว้ ฉันสงสัยนักว่าเงินที่เบิกเกินไปตั้ง 389 ชั่ง 10 ตำลึง 1 บาท มันไปอยู่ในพุงใครกันแน่”

“ท่าน ผบ.ที่ 2 ถ้าจะคำนวณผิดละขอรับ ถ้าในครัวมัน….”   นายอ่ำกลืนน้ำลายเอื๊อก เมื่อนายอยู่ ซายัน ลากทหารที่ขับเกวียนและหัวหน้าบ่าวไพร่ที่บ้านเข้ามา เจ้าหมื่นไวยวรนารถยิ้มให้จำเลยแล้วว่า

“บางทีคนที่สารภาพผิด จะพอที่อยู่ดูหน้าญาติพี่น้องได้บ้างนะ”

“โฮ... กระผมผิดแล้วขอรับ อย่าเฆี่ยนกระผมเลย...ฮื่อๆ”   เท่านี้นายอ่ำก็ยอมสิโรราบ “กระผมไม่ได้หวังร่ำรวยนะขอรับ เอาไปขายต่อเพื่อซื้อบ้านพอซุกหัวนอน เมื่อเกษียณอายุเท่านั้นเอง”

“389 ชั่งเชียวนะ ไอ้อ่ำ บ้านของแกนั่นมันไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอก”   ยอดดักคอ

“โธ่ พ่อยอด ฉันก็มีลูก 10 เมีย 3 คน ต้องใช้เงินไหนจะลูกน้องอีก”   จำเลยค้อนให้วงใหญ่

“กระผมมีพยานและของกลางอีกส่วนหนึ่งขอรับ”   ยอดส่งบัญชีของจากญาติแม่วันให้และให้นายจ่ายวดช่วยลากเถ้าแก่เข้ามาอีกคนหนึ่ง

“ไอ้หยา พ่ออ่ำ”   เถ้าแก่หน้าตื่นพอหันมาเห็นยอดก็จำได้   “ลื้อนี่เอง คาวก่องก็ทีนึงเลี้ยว”

พระนายไวยตรวจบัญชีที่ได้มาด้วยความสนใจ แม่วันแปลเป็นไทยให้ละเอียดแล้ว ก็รู้ว่าความเสียหายมากกว่าที่คิด เพราะเถ้าแก่ค้ากำไรหนักนัก จึงเห็นด้วยกับยอดว่ามีเงินที่เหลือซุกไว้อีกจึงว่า

“ฉันไม่ทำนายอ่ำดอก แต่จะขอเฆี่ยนไอ้เถ้าแก่นี่สัก 60 ที เผื่อมันจะช่วยนายอ่ำจำอะไรได้มากขึ้น” ไม่ช้าเสียงเถ้าแก่ฉงก็โหยหวนได้ยินกันทั่ว

“ไอ้อ่ำหัวขาดแน่คราวนี้”   นายอยู่ ซายันเห็นชักช้าก็ขู่สำทับ นายอ่ำถึงกับถอดใจสารภาพ

“ท่านขอรับ…ครือ…กระผมพอจำได้ว่ายังมีตึกแถวที่ถนนเฟื่องนครเคยช่วยญาติซื้ออีก 2 ห้อง”

“ฮ้า”   ทุกคนร้องขึ้นพร้อมๆกัน

“บ้านและตึกเห็นจะกว่า 300 ชั่ง กระผมยินดียกให้หมด อย่าให้หัวขาดเลยขอรับ…”


ข่าวนายมหามนตรีอ่ำ “สารภาพโดยสมัครใจ” จนมีพระราชโองการให้ออกจากราชการ ถูกริบตึกแถวชั้นดีและบ้านเป็นของหลวง เลื่องลือไปยังกรมกองทั่วกรุงเทพ มีแต่พระนายไวยและพรรคพวกเท่านั้นที่รู้แก่ใจว่าเถ้าแก่ฉงสารภาพอีกไม่น้อย เกี่ยวกับขุนศรีพลาธิการซึ่งยังสาวไม่ถึงตัว

“เท่านี้มันก็หมดตัวแล้วขอรับ”   ยอดพูดกับเพื่อนๆในที่ประชุม

“แน่ใจหรือพี่ยอด”   นายอยู่ ซายันสงสัย

“แน่ซิ ไอ้ฉงมันว่าตึกแถว 2 ห้องน่ะไอ้อ่ำซื้อแทนขุนศรีฯต่างหาก (เดี๋ยวนี้ชอบเรียกว่า nominee) ส่วนห้างของเถ้าแก่ ขุนศรีฯก็มีหุ้นอยู่มาก กระผมให้พลตระเวนเที่ยวขู่ จนมันเปิดแนบขายทิ้งไปแล้ว”

“เพียงไอ้อ่ำรับว่าตึกแถวไม่ใช่ของมัน ขุนศรีฯก็เสร็จเรา”   นายจ่ายวดเสียดาย

“ฉันมีวิธีจัดการกับคนๆนี้”   เจ้าหมื่นไวยวรนารถแย้มว่า นโยบายที่สามคือกรองเอานายทหาร ที่มีประสบการณ์ความรู้สมกับยศตำแหน่งไว้เป็นกำลัง นายทหารถูกเรียกมาคุยพร้อมเขียนบันทึกว่าเคยทำราชการอะไร ถนัดทางใดบ้างแก่ ผบ.ที่ 2 เป็นรายตัว   “ฉันก็เพิ่งเห็นละว่า เขามาเป็นทหารเหมือนค้าหากำไร อยากเป็นนายร้อยเอกก็จ่าย ผบ.เก่า 800 บาท ร้อยโทจ่าย 600 บาท ร้อยตรีถูกหน่อยเอาแค่ 400 บาท แล้วก็มาชักทุนคืน ไปหาพวกทาสมาเป็นทหารเพื่อรับเงินหลวง”

“ก็ทาสของเขาเองใส่ชื่อมารับเบี้ยเลี้ยง ตัวทหารยังอยู่บ้านเลย เดือนหนึ่งได้ตั้ง 10 บาทต่อหัว แถมค่าฟืนหลวง ค่ากับข้าวคนละ 4 อัฐ นายหักให้ทาสเดือนละ 2 บาทบ้าง 4 บาทบ้างสักปีก็กำไร”

“แล้วพี่ยอด ความรู้ดีกว่าเขาทั้งนั้น ทนเป็นจ่านายสิบอยู่ได้”   ผบ.ที่ 2 สั่นหน้า

“กระผมเอาแต่ไอ้น้อมมารับใช้คนเดียวขอรับ”   ยอดหน้าไม่ด้านพอหรอก

นายจ่ายวดเข้ามารายงานว่าขุนศรีฯขอพบ ท่านจึงไล่ทุกคนไปหลบอยู่หลังห้อง

“กระผมกัปตัน ขุนศรีพลาธิการ รายงานตัว ขอรับ”

“ฉันอ่านประวัติของกัปตันแล้ว ถ้าคุณมารับหน้าที่ตระเวนกรุงจะดีกว่า”

ขุนศรีฯผงะ   “ครอบครัวกระผมทำเรื่องส่งบำรุงกองทัพ เคยเป็นใหญ่ในกรมสุรัสวดีทั้งนั้น”

“คนพวกนี้เรามีมากตัวแล้ว ฉันเสียดายไม่อยากปลดคุณเป็นกองหนุน ทำเรื่องซื้อของน่ะลำบาก ทำดีก็ดีไป ส่วนมากโดนติฉินว่าทุจริตทั้งนั้น ฉันมัวแก้ต่างให้ท่านขุนไม่ไหวดอก

‘ไอ้ยอดมันคงฟ้องเข้าให้แล้ว’ กัปตันเห็นท่าไม่ดีจึงอ้างขุนนางผู้ใหญ่มาขู่   “ง่า... กระผมเกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมขอรับ ท่านเจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงค์คงไม่ชอบแน่”

พระนายไวยไม่สนใจ หยิบบันทึกปากคำพาดพิงถึงพลาธิการกรมทหารล้อมวังลงชื่อเถ้าแก่ยื่นให้

“ตั้งแต่นายอ่ำโดนเข้าไป ฉันก็รู้ตัวกันหมดแล้วรึท่านขุนมีอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีก”

“ท่านขู่กระผม...”

“ไม่หรอก แต่เราแยกทางกันเดินดีกว่า กรมทหารหน้าที่เข้มแข็งมีเหลือบริ้นปนอยู่ไม่ได้”

‘ฮึ่ม กูหมดตัวไปกับตึกและหุ้นไปใช่น้อยเพราะไอ้ยอด ถ้าดื้อจนโดนสอบอีกเห็นจะหนักหนา’   จึงตอบแค่นๆว่า   “กระผมเห็นด้วยขอรับว่าความรู้กระผมไม่เหมาะกับการทหารต่อไปแล้ว”

“ก่อนไปท่านขุนช่วยฉันทำบุญอีกสักทีได้ไหม”  

‘อ้อ ที่แท้ขู่จะเรียก ค่าปิดปาก กูนึกว่าเป็นคนดี’   ขุนศรีฯแสยะยิ้มกระซิบเบาๆว่า   “กระผมทำบุญผ่านท่านสัก 50 ชั่งก่อนไหมขอรับ”

“ฉันไม่เอาเงินหรอก แต่เราขาดแคลนทหาร ทาสที่ขุนศรีฯเอาเข้ามาสูบเบี้ยเลี้ยงตั้ง 80 คน ยกให้ฉันเสียเถิดเขาจะได้เป็นไท ที่จริงขุนศรีฯ ก็ได้เงินจากทาสพวกนี้ไม่น้อย ไม่ถึงกับชักเนื้อหรอกนะ”

“ฮึ่ม…กระผมจะจัดกรมธรรม์มาให้ขอรับ”   พอผิดหวังก็รีบพรวดพราดออกไปทันที ปล่อยให้พวกที่แอบฟังอยู่หลังห้องหัวเราะกันเกรียวกราว

ในคราวนั้นมีคนที่ “ไม่ผ่าน” ถูกถอดเป็นกองหนุนเสียมาก พวกที่ละอายใจก็หลีกลี้หนีกันไปเอง พระนายไวยจึงหารือกับเจ้าคุณ ผบ.ที่ 1 ว่า กองทหารหน้ามีกรมย่อยมากมายควรให้อยู่ใต้ระเบียบ ข้อบังคับเดียวกัน และพวกพลตระเวน ก็ต้องมีระเบียบใช้ดูแลพลเรือนที่ต่างกันออกไป จึงยกร่างระเบียบด้านกองทหารนคราภิบาลอีกฉบับหนึ่ง ทูลเกล้าถวายขอประกาศใช้บังคับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนับแต่นั้นมา ทั้งหมดนี้ท่าน ผบ.ที่ 1 มอบให้พระนายไวยทำทั้งหมด ตนมักจะลาราชการอ้างป่วยไข้อยู่เป็นนิจ


“รู้ไหมว่าทั้งกรมมีทหารขึ้นบัญชีกี่คน”   พระนายไวยถามในการประชุมฉุกเฉินวันหนึ่ง

“กระผมมีพลตระเวนสักกองร้อยเดียวเท่านั้นละขอรับ”   ยอดว่า

“เรามีเลกไพร่พลขึ้นบัญชีถึง 30,000 คน พอหักพวกแก่ตาย หนีเข้าป่าดง หรือพิการ แล้วเหลืออยู่แค่ 300 เท่านั้น”   ท่านทำหน้าชอบกล

“สามร้อย!”    พวกนายทหารแทบหมดแรงเพราะกรมกองที่แท้เป็นแค่กรมกลวง

“ฉันกราบทูลไปแล้ว ทรงโปรดเกล้าให้กรรมการไปชำระบัญชี แล้วให้โอนเลกของเจ้านายที่ตายหรือของวังหน้ามาใช้ แต่ก็ได้ไม่กี่ร้อย มีแต่คนที่ “แขนขาว” หลวงยังไม่ได้จับมาสักเข้ากรมกองของบิดาเท่านั้นยังลอยนวลอยู่ เอ้า…พี่ยอดช่วยแถลงที”  

“ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เรียก พลอาสา ตามเกณฑ์ดังนี้…”   ร้อยตรียอดลุกขึ้นอ่านเกณฑ์ที่กรมพระสุรัสวดี จะนำไปปิดประกาศตามหัวเมืองต่างๆ ว่า   “เมื่อคนแขนขาวใด อาสาสมัครมาอยู่กับกรมทหารหน้าแล้วจะได้

(1.)   เงินพระราชทานคนละ 4 บาท ผ้า 1 สำรับ ทันที  

(2.)  ไม่ต้องสักหน้าแขน ตามหมู่เหล่าของบิดา โดยต้องรับราชการ 5 ปี เต็มเวลา

(3.)  พ้น 5 ปีแรกแล้ว ปลดเป็นกองหนุน ชั้นที่ 2 อีก 5 ปี

(4.)  ระหว่างนั้นให้กลับมารับราชการอีก ปีละ 2 เดือน เพื่อฝึกซ้อมการยุทธ์

(5.)  พ้น 5 ปีที่ 2 ปลดเป็นกองหนุนชั้น 3 จนอายุ 50 ปี ก็สิ้นภาระ เว้นบ้านเมืองมีศึก

(6.) เมื่อปลดจะรับพระราชทาน “ตราภูมิคุ้มห้าม” ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน”

จากนั้นทุกคนต่างนั่งรอดูว่าจะมีคนสนใจหรือถูกกีดกันจากขุนนางเก่าสักเพียงใด อีกเดือนต่อมา

สมัครกว่า 5 พันแล้วขอรับ

ผบ.ที่ 2 ออกตระเวนดู ก็เห็นจริง นายจ่ายวดเข้ามาแจ้งว่า   “เข้าแถวมาสมัครทั่วสารทิศ เฉพาะที่เพชรบุรี กับราชบุรี แทบยกมาทั้งเมือง พวกลาวโซ่ง ลาวพวนที่ยกครัวมาแต่ ร.3 ทั้งนั้น”

‘คนในถิ่นของสมเด็จเจ้าพระยาฯนี่หว่า เห็นทีมีเรื่องใหญ่แน่’  ยอดเริ่มอึดอัดใจ

คุณหมอเทียนฮี้รีบติงว่า   “ปิดรับสมัครเถิดขอรับโรงทหารไม่พอนอนแล้ว กระผมจะดูแลไม่ทั่ว”

“กระผมไปฝากนอนที่วัดโพธิ์กับวัดราชบูรณะ ก็หลายร้อยแล้วขอรับ”   ยอดรีบรายงาน

“ฉันจะไปทูลขอสร้างโรงทหารชั่วคราวที่วังสระปทุม”   ผบ.ที่ 2 โจนขึ้นม้าไปวังหลวง

จากเมื่อครั้งหนึ่งกลวงโบ๋ ไม่มีทหาร บัดนี้กลับมีพลเกินอัตรา ยอดผจญปัญหาที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว  

“แค่ค่าเสื้อสักหลาดดำแบบฝรั่ง ก็ชุดละ 32 บาท แล้วเท่าเงินเดือนกระผมทั้งเดือน”  ยอดไปพบมิสเตอร์แรมเซย์ผู้รับตัดชุดทหารเพื่อแจ้งว่า   “ผบ.คิดใหม่หมด ท่านเปลี่ยนเป็นผ้าลายสองสีขาวที่เบาไม่อบตัว กางเกงสีเขียวคราม ตัดปลายขากว้างแบบทหารเรือ จะได้ถลกย่ำน้ำลุยโคลนง่าย”

(นายร้อยอย่างยอด ยังใช้กางเกงสักหลาดดำแถบแดง สำหรับเต็มยศ ถ้าชุดสนามก็กางเกงขาว)

“ฉันก็ล้มละลายซีนายท็อปจาก 32 บาท เหลือชุดละแค่ 4 บาท”   นายแรมเซย์บ่นอุบแต่ก็ยอมทำให้เมื่อรู้ว่าจำนวนชุดที่สั่งมีเพิ่มขึ้นตั้งสิบเท่า เขาเชียร์ว่า   “ชาติมหาอำนาจไม่ค่อยชอบที่สยามจะมีทหารประจำการมากเช่นนี้หรอก พระนายไวยทำให้การปฏิรูปฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง”

“เราเรียนจากความผิดพลาดเก่าๆ”   ยอดยกเรื่องฉ้อเงินทหารว่า   “เราเลิกเงินเดือน 10 บาทที่นายทหารใช้หากินกับทาส ทหารอาสาได้สูงสุด 4 บาท เบี้ยเลี้ยงเดิม คนละ 4 อัฐ ค่าข้าวแดงคนละ 1 ทะนาน และฟืนคนละ 2 ดุ้น ที่เปิดช่องให้นายอ่ำหากิน พระนายไวยสั่งยกเลิกหมด ใช้ครัวกลางแบบทหารยุโรปแทน เราสร้างเตาเป็นแถวยาว ใช้แกลบแทนฟืนประหยัดได้อย่างไม่น่าเชื่อ ท้ายที่สุดเหลือเงินมาเพิ่มเบี้ยเลี้ยงอีกคนละ 8 อัฐ รวมจ่ายให้ไปทำของกินร่วมกันอิ่มท้องกว่าแต่ก่อน”


ขณะที่ยอดชื่นชมกับความสำเร็จอยู่นั้น ขุนศรีฯผู้เสียผลประโยชน์ก็ดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์ วิ่งไปซบพี่ชายให้ขอร้องกับพระเจ้าน้องยาเธอหนุ่มผู้เป็นเสนาบดีกรมวัง ยัดชื่อตนลงกินตำแหน่ง ในสังกัดกรมพระสุรัสวดี

“บอกไอ้ขุนศรีฯว่าข้าสงสารที่ถูกรังแก ข้าจะเลื่อนมันเป็นหลวงหยามหน้าพระนายไวยเล่น”

อา…กระบวนการย้อมแมวขายในระบบราชการสยามจะทำกันง่ายๆถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“พี่ยอดฉันพาลูกไปบ้านคลองจุลนาค เจ้าคุณตาลงมาถามถึงขุนศรีพลาธิการว่าถูกพี่ปลด ทำไมชื่อแกมาโผล่ในสัญญาบัตรขุนนางที่จะนำขึ้นทูลเกล้าตั้งเป็นคุณหลวงเจ้าคะ”   แม่วันพูดขึ้นในมื้อค่ำ  

หา…เธอแน่ใจนะแม่วัน”   ยอดควบม้ากลับไปที่กรมทันที

บนพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย เจ้าคุณตาเจ้ากรมอาลักษณ์ถือพานถม วางสัญญาบัตรข้าราชการที่สมุหนายก เข้ามาในท้องพระโรง เจ้าหมื่นไวยวรนารถรี่เข้าไปถามว่า   “ใต้เท้าขอรับ สัญญาบัตรคราวนี้กัปตันขุนศรีฯได้เลื่อนเป็นหลวงศรีพลาธิการหรือ”

ซ้าย   พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ที่พระนายไวยทูลค้านการตั้งหลวงศรีฯ สร้างขึ้นในสมัย ร.1 ปี พ.ศ. 2328 ในภาพซ้ายพอเห็นสภาพท้องพระโรงเดิมว่าเป็นเพียงอาคารใต้ถุนโล่งเสาเป็นไม้

ขวา   ภายในพระที่นั่ง ใช้เป็นที่เสด็จออกว่าราชการ (หมายเลข 2 ในภาพ) ลักษณะเป็นท้องพระโรงยาวตามแนวเหนือใต้มีพระราชบัลลังก์ซึ่งสร้างแต่ครั้ง ร. 1 อยู่ 2 องค์ คือ พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน ซึ่งมี รูปทรงคล้ายเรือ ที่เราเห็นบ่อยๆในหนังฉากรับทูตฝรั่ง และพระแท่นราชบัลลังก์เศวตฉัตร 9 ชั้น

“คนนี้ละซิที่พระนายไวยปลดออก กรมพระสุรัสวดีเขาขอเสนอ”   ท่านอาลักษณ์กระซิบ

พระนายไวยดูจนแน่ใจแล้วจึงว่า  “ทูลเสนอเถิดขอรับ แต่กระผมขอแนบหนังสือสักฉบับ”

“เร็วๆนะ เสด็จลงแล้ว”   เจ้าคุณตาเตือนเมื่อเสียงพระทวารเปิดดังกร่าง   “เซ็นชื่อเสียด้วย”

พระนายไวยทำหนังสือสั้นๆรีบยกกระดาษขึ้นเป่าให้หมึกพอแห้ง จึงวิ่งออกไปคอยเฝ้าดักแทบพระบาทที่เชิงอัฒจันทร์ที่เสด็จลง แล้วยื่นหนังสือที่หมึกยังเปียกถวายทอดพระเนตรทันท่วงทีว่า

“กัปตันขุนศรีฯคนนี้ ข้าฯได้คัดออกจากนายทหารหน้าให้เป็นกองหนุน มาบัดนี้จะโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาศักดิ์เดิมเลื่อนเป็นหลวงนั้น นายทหารอื่นที่ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่จะรู้สึกอย่างไรบ้าง”


พอทอดพระเนตรเห็นพระอาลักษณ์ถวายพานสัญญาบัตรจริงตามพระนายไวยว่าก็ทรงกริ้ว ตรัสด่าฝากไปว่า   “ให้ต่อว่าไปที่เจ้าพระยามหินทรฯ เมื่อจะ ขอคนใดรับราชการในกรมนั้นๆแล้ว ต้องเลือกหาคนที่สมควรกับตำแหน่ง อ้ายกัปตันขุนศรีฯ คนนี้ทหารหน้าเขาได้เลือกคัดออกเป็นกองหนุนแล้ว กลับจะให้เป็นหลวง ทำดังนี้ไม่ชอบด้วยราชการ เจ้าคุณช่วยต่อว่าไปสัญญาบัตรฉบับนี้ให้ยกเสีย”

 

สยามเก่าสวนหมัด

“Outside nations should not expect too much of Siam. Nor be impatient with her for not adopting their ideas rapidly enough. Siam has her own ideas and they have come down to the present generations.”

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กล่าวกับอดีตประธานาธิบดีแกรนท์ ของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1879 ยืนยันว่าขุนนางสยามยังยึดหลักอนุรักษ์นิยมอย่างเหนี่ยวแน่นต่อไป (จากหนังสือ Grant’s Tour around the World J.F. Packard ค.ศ. 1880) และวิทยานิพนธ์ ของ ดร. โนเอล อัลเฟรด แบตตี้ เรื่อง Politics and Military Reform during the Reign of King Chulalongkorn 1868 – 1910


ฉิบหายป่นปี้หมดเลยคุณพี่ เพราะไอ้ยอดอีกแล้วที่ขัดลาภกระผม เกิดมีเจ้ากรมอาลักษณ์เป็นคุณตา คงคาบไปบอกกันนั่นละ”   ขุนศรีฯตีอกชกหัวด้วยความแค้นเคือง

“พระนายไวยคนนี้อาจหาญนัก ขนาดในหลวงจะเซ็นพระนามาภิไธยในสัญญาบัตร มันยังไปขวางได้”   เจ้าคุณกรมวังพี่ชายขุนศรีฯครางอย่างไม่เชื่อหู  

เสียงเอ่ยชื่อนายยอด ดูปองท์ กรมทหารหน้า ทำให้แม่คนงามที่เอามือวักอ่างแก้วเล่นกับปลาทองพันธุ์ใหม่ซึ่งสามีสั่งมาเอาใจจากญี่ปุ่นถึงกับผึ่งหูฟัง อ้อ…เจ้าน้องเขยตัวดีนี่เองที่พี่ยอดเคยเล่าว่าถูกขุนนางสยามเก่าเขารุมแกล้ง ผึ้งพิศดูขุนศรีฯก็พอจับเค้าได้ว่าเป็นคนน้ำนิ่งไหลลึก ไว้ใจไม่ใคร่ได้ คงผิดจริงจึงถูกถอด พี่ยอดเป็นคนดีมีหรือจะมาคอยจ้องหาความ หล่อนเหม่อมองไปยังตึกฝรั่งหลังใหม่ที่เจ้าคุณสั่งสร้างแล้วก็หงุดหงิดใจ กว่าจะพูดกันรู้เรื่องว่าฉันจะทาสีขาว ปูหินอ่อนก็ต้องแหวกันแรงๆ ไม่เหมือนชายบางคนที่ใจมันคลิกตรงกันแทบทุกเรื่อง พอได้ยินสามีชวนน้องชายกินข้าวก็หันไปแกล้งว่า

“วันนี้มีแกงคั่วหอยขมฝีมือชาววังเจ้าค่ะ พี่มีทั้งน้ำระกำ น้ำใบบัวบก เอาให้ครบสำรับเลย”

“ฉันถูกมันแกล้งใส่ความจริงๆ แม่ผึ้ง”   ขุนศรีฯ รู้ว่าถูกกระทบเล่นแต่ไม่กล้าเถียง เพราะเจ้าคุณพี่กำลังหลงภรรยาสาวคนใหม่จนโงหัวไม่ขึ้น

“แกเรียกชื่อเมียฉันเฉยๆไม่ได้แล้วนะ เพราะฉันให้มาแทนคนเก่าที่ตายไปต้องเรียกว่าคุณหญิง”

“แหม อย่าให้ฉันต้องวางท่าตามเลยเจ้าค่ะ น้องชายเขาเดือดร้อนมาฉันก็พลอยเจ็บใจไปด้วย”

“โธ่ คุณหญิงผึ้ง ฉันเองไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”   ขุนศรีฯจนปัญญา

“คุณพี่เจ้าขา... ถ้าเขาทำเราเจ็บ มันก็ต้องมีทางเอาคืนบ้างนะเจ้าคะ”   คุณหญิงผึ้งว่า   “เราโดนหาว่าฉ้อโกงแล้วพระนายไวยน่ะ ไม่มีศัตรูในกรมทหารหน้าอีกบ้างหรือไงเจ้าคะ”

“ดูๆก็เห็นจะมีผบ.ที่ 1 ฉันเดาว่าท่านเสียใจที่ทรงให้เด็กอย่างพระนายไวย ถือตำแหน่งเคียงท่าน”

“อุ๊ย…ก็น้อยใจประสมอิจฉา อีกพระองค์ก็เจ้าน้องยาเธอเจ้านายคุณพี่ ลือกันว่ากริ้วที่ในหลวงฟังเขามากกว่าน้อง แล้วขุนศรีฯมองไม่ทะลุรึว่าที่เรียกทหารอาสาน่ะ มันไปเหยียบตีนใครเข้า”   แม่ผึ้งหันไปมองสามีแล้วปลง ไม่มีใครคิดเท่าทันหล่อนสักคนจึงว่า “สมเด็จเจ้าพระยาฯ ไม่มีคนไปสักแขนเป็นทหารเรือ แค่ให้เฝ้าเขาวังก็ไม่มี พวกราชบุรีมาอยู่กับพระนายไวยกันหมดเสียหน้านะเจ้าคะ คุณพี่....”

“แม่ผึ้งรู้ถึงภายในกรมพระกลาโหมด้วยนะนี่”   พวกผู้ชายตกใจ

“แต่ก่อนฉันเป็นสาววังหน้าหลนปลาร้าใส่ไข่เชยไปหน่อย เดี๋ยวนี้เป็นชาววังหลวงแล้วเป็นแม่พวงมาลัยหูตาเลยกว้างเจ้าค่ะ”   พวกผู้ชายพากันอึ้งไปอีก ผึ้งรำคาญจึงว่า   “ผึ้งจะไปเยี่ยมไข้ใจท่านผบ.ที่ 1 สักหน่อย ท่านเป็นพวกสยามหัวเก่าคงอยากเอาใจสมเด็จเจ้าพระยาฯ อยู่ไม่น้อย คิดเล่นๆว่าทหารอาสาตั้ง 5 พันคน คุณพระนายแกจะเก่งคุมเงินทองไหวหรือ”

‘สำหรับพี่ยอด สิ่งใดที่ทำให้ผึ้งเจ็บใจ ผึ้งจะจำไว้และตอบแทนบวกดอกเบี้ย’  หล่อนมีแผนแล้ว


ขณะที่ ร.5 ทรงมอบให้พระนายไวยเข้าเร่งงานตกแต่งซ่อมแซมวัดพระแก้ว และสร้างพระที่นั่งจักรีให้ทันงานฉลอง 100 ปีแรกของกรุงเทพฯอยู่นั้น คุณหญิงผึ้งก็เริ่มเขย่าตำแหน่งของท่านเต็มแรง โดยหลอกอาศัยฤทธิ์ริษยาในผลงานคนรุ่นหนุ่ม เป่าหูจนผบ.ที่ 1 คนแก่ที่ไม่เข้มแข็ง หายป่วยกลับเข้ามาว่าการที่กรมทหารหน้า แล้วประกาศตั้งข้อหาผบ.ที่ 2 ว่า

“มีเหตุสงสัยว่า ผบ.ที่ 2 และ พวกปิดบังเงินพระราชทานไว้เป็นส่วนตัว”

“งานนี้ฉิบหายๆ หนังสือกล่าวโทษถึงในหลวงแล้ว นายเราไม่รู้ตัวเลยมัวแต่ง่วนกับงานในวัง” นายจ่ายวดกลัวถูกสอบบัญชีเงินพระราชทานทหารอาสาทั้ง 5 พันคนว่าได้ครบคนละ 4 บาทหรือไม่

“อะไรกันวะ พวกกูมีงานเต็มมือ ไอ้ทางนี้กลับเหยียบซ้ำ”   หลวงทวยหาญมีอาการโกรธจัด

“ทรงโปรดเกล้าตั้งกรรมการไต่สวนแล้วขอรับคุณหลวง”   ยอดเสียใจที่เจ้านายต้องมาโดยวิชามารเช่นตน   “ยังโล่งใจได้บ้างว่าเป็นคนดี เที่ยงธรรม รักนายเราทั้งนั้น แต่มันยังมีอีกคดีขอรับ ผบ.ที่ 1 แกเที่ยวพูดไปว่าพระนายไวยละเลยหน้าที่ ปล่อยให้สปายวังหน้าเข้ามาสอดแนมขายข่าวกับพวกอังกฤษเพื่อหาทางล้มกองทหาร 5 พันกว่าคนของเรา”

นายจ่ายวดกังวล  “ป้ายร้ายเรื่องสปายนี่มันหาหลักฐานมาแก้ยากกว่าเรื่องเงินนะ”

“เรื่องสปายนี่กระผมอาจโดนเข้าร่างแหไปด้วย”   ยอดเล่าว่าครั้งหนึ่งสังกัดทหารล้อมวัง เคยโดนเพ่งเล็งสงสัยมาแล้วเพราะถือสัญชาติอเมริกัน และคบค้าฝรั่งแทบทุกชาติ   “เขาหาว่ากระผมเป็นหนอนบ่อนไส้ทีหนึ่งแล้ว การที่นายเราช่วยกระผมไว้ครั้งก่อน แต่ไม่มีการแก้ข้อสงสัยนั้น อาจย้อนมาแทงท่านว่าเลินเล่อ ชุบเลี้ยงคนสัญชาติอื่นไว้ในกองทัพ จนกลายเป็นสปายพวกกบฏวังหน้าไป”


ข้อกล่าวหานั้นท้าทายความเชื่อถือในเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ทายาทผู้นำกองทัพใหม่ และกระทบการปฏิรูปราชการแผ่นดินของ ร.5 หากผิดจริงพวกสยามหนุ่มก็คงขยาด วันพิสูจน์คดีดูเอิกเกริก นายทหารและพลอาสามุงฟังอยู่รอบๆอาคารที่ว่าการกรมทหารหน้า จะไล่ไปก็มิใคร่ฟังถึงเขาเป็นคนบ้านนอกอาสาเข้ามา ก็สนใจว่านายของตนโกงหรือไม่ เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนารถ เดินฝ่าฝูงพลอาสาขึ้นไปบนอาคารมีเสียงพูดดังกระหึ่มว่า   “ถ้าคุณพระนายอมเงินชาวบ้านอย่างฉันละก้อ จะหนีกลับบ้านให้หมดเลย”

พระนายไวยชะงักหันมามองทหารทีละคน เสียงพูดเงียบกริบลงทันที เห็นได้ชัดว่าท่านไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งแล้วร้องท้าว่า “ทหาร…เรามาดูให้เห็นจริงกัน”

คณะกรรมการทุกพระองค์เสด็จมาพร้อมกันแล้ว ก็เรียกบัญชีรายรับ รายจ่ายของทหารอาสาจากเปมาสเตอร์มาตรวจดู   “ยอดเงินคงเหลือตามบัญชีมีเท่านี้กระหม่อม”

“ฮะๆ…เปิดหีบมานับเงินไม่ตรงสักเฟืองก็ถือว่าผิดนะ กระหม่อม”   ผบ.ที่ 1 กราบทูลท้าอย่างมั่นใจเพราะตั้งแต่รับราชการมาจนแก่ เห็นแต่ขุนนางหยิบเงินหลวงไปใช้ส่วนตัวทั้งนั้น

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรปการประธานกรรมการ ทรงลังเลหันไปที่พระนายไวยด้วยพระอาการเป็นห่วง   “เอาจริงรึ”

“มันเสี่ยงอยู่นะพ่อหนุ่ม”   ผบ.ที่ 1 แกล้งก้มหน้าพูดเย้ยแหย่กับโต๊ะ

“กระหม่อมขอให้คนคุมกำปั่นเงินเปิดนับเลยว่าตรงกับบัญชีที่ทรงถือหรือไม่”   พระนายไวยย้ำอีก เปมาสเตอร์เริ่มหยิบเงินจากหีบมานับดังๆบนโต๊ะต่อหน้ากรรมการ จนสุดท้ายก็ทูลด้วยความดีใจว่า

“......ชั่ง....บาท.....เฟื้อง ตรงตามบัญชี กระหม่อม”

ยอดยืนฟังอยู่จึงหันออกไปนอกหน้าต่าง แอบโบกมือให้จ่าน้อมเป็นสัญญาณว่านายเราบริสุทธิ์

พระนายไวย บริสุทธิ์โว้ย ไชโย...ไชโย”   วินาทีนั้นเสียงกระหึ่มจากคนนับพันก็ระงมไปทั้งกรม

ท่านเจ้าคุณ แรกก็ถวายสัตย์กันทั้งคู่ว่าจะร่วมมือกันทำงาน”   พระนายไวยเหลืออดลุกขึ้นชี้หน้าตวาด ผบ.ที่ 1 ลั่นห้องกลางที่ประชุมอย่างลืมตัว   “นี่กระไรกัน แกล้งนำความเท็จเข้าไปกราบทูล ท่านไม่ได้มีความสุจริตในการทำงานกับกระผมเลย เสียทีเป็นผู้ใหญ่”

“คุณพระนาย...”   มีเสียงเตือนจากกรรมการพระองค์หนึ่ง

“การใดๆ ในกรมนี้ กระผมอดทนคิดขึ้น จัดการจนเรียบร้อยตั้งแต่ต้นชนปลาย ท่านไม่ได้ มาช่วยคิดจัดหาอะไรกับกระผมเลย... กระผมทำเสร็จท่านแค่ลุกจากบ้านมาเซ็นทั้งนั้น ใช่ไหม”

“เอ่อ... ฉันๆ…”   ผบ.ที่ 1 หน้าซีดด้วยความกลัว

“แล้วก็มาพูดลับหลังว่าไม่เห็นด้วยสักนิด แกล้งอย่างนี้เห็นจะเป็นริษยาพยาบาท...”

“ท่านเจ้ากรมเห็นจะต้องแก้ต่างกับในหลวงเสียแล้ว”    กรมหมื่นเทววงศ์ฯ หันมาตรัสขู่เล่น แต่โดยไม่รอให้ตรัสจบ ผบ.ที่ 1 กลับลุกขึ้นวิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตาด้วยความกลัวจะตกเป็นจำเลยเสียเอง

“อ้าว เจ้าคุณลาป่วยไปไหนอีกแล้ว”   พวกที่รอข้างนอกแกล้งโห่ไล่หลังระคนเสียงหัวเราะ

“พระนายไวยก็ใจเย็นลงบ้าง...”   ท่านประธานยังรุ่นหนุ่มเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นขุนนางแก่ๆวิ่งหนีเด็ก ทรงเตือนสติว่าถ้าเรื่องผิดใจนี้ ถึงพระกรรณก็จะทรงเสียพระทัยเอาว่าเป็นการเข้าใจผิดเถิด

“ฮึ่ม…ได้กระหม่อม จะยอมตีหัวลบกลบหัวแตกให้สักครั้ง มิฉะนั้นต้องตอบแทนให้สาสม”  

เจ้าหมื่นไวยวรนารถยอมตามคำขอแล้วหันไปเร่งตกแต่งในวังต่อ ส่วน ผบ.ที่ 1 ต้องให้คุณหญิงผึ้งแวะมาเรียกความมั่นใจคืนอีกครั้ง ผึ้งรู้ดีว่าอนาคตของยอดผูกติดกับพระนายไวยและกรมทหารหน้า โค่นนายได้ลูกน้องก็ลำบาก เมื่อกล่าวหากันซึ่งหน้าไม่ไหว ก็แนะให้แทงเอาข้างหลัง ผบ.ที่ 1 จึงออกเที่ยวเยี่ยมทหารอาสาตามวัดและวังสระปทุมยุยงว่ามีโรคห่าระบาดในค่ายโน้นค่ายนี้ แถมถามหารูปพรรณชายที่คิดว่าเป็นสปายมาติดต่อนายทหารผู้ถือสัญชาติต่างด้าว

“หนีไปร่วมพันแล้วขอรับ”   ยอดตามข่าวเรื่องสปาย พอเห็นเข้าก็ไปรายงานถึงในพระที่นั่งจักรีก่อนที่จะสายเกินแก้   “กระผมสั่งจดจากปากของทหารที่เห็นพฤติกรรมของ ผบ.ที่ 1 ไว้ทั้งหมด”  

“เขาไม่ยอมเลิก ราวกับมีคนยุอยู่ข้างหลัง”   พระนายไวยยังคงเงยหน้า กำกับการติดโคมแก้วระย้ายักษ์ที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ถวายกลางท้องพระโรง ชี้นิ้วถามยอดว่าจะประดับอาวุธโบราณตามผนังจุดโน้นหรือตรงนั้นดี  แล้วถอนใจว่า   “ฉันชอบความคิดของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ที่ท้วงจนพระที่นั่งตึกทรงฝรั่งนี้ สวมชฎายอดแหลมแบบไทย มันแปลง่ายๆว่าเราทันสมัยได้ทั้งที่ยังคงเป็นไทย พี่ยอดรู้ไหมเฟอร์นิเจอร์ ส่วนใหญ่สั่งผ่านสถานทูตในลอนดอนทั้งนั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งค่าบูรณะวัดพระแก้วทรงให้ฉันกับ ผบ.ที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายได้โดยเซ็นร่วมกันในใบฎีกาเบิกเงิน”

“เขากล่าวหาท่านอีกรึขอรับ”   ยอดตกใจ

ซ้าย ภายในพระที่นั่ง อมรินทรวินิจฉัยได้เคยเป็นพยานรับรู้เหตุการณ์สำคัญนับไม่ถ้วน  ในสมัย ร.2 ได้เสด็จออกรับจอห์น ครอว์ฟอร์ด และในสมัย ร.4 ก็ได้เสด็จออกรับ เซอร์ จอห์น บาวริ่ง ราชทูตจากประเทศอังกฤษ ในพระที่นั่งองค์นี้  ปัจจุบันยังทรงใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก  โปรดสังเกตเสา 4 เหลี่ยม ด้านขวาในภาพภายในองค์พระที่นั่ง แต่เดิมที่นี่เป็นอาคารโถงไม่มีฝา ใช้เสาไม้กลม มาก่ออิฐถือปูนเป็นเสาเหลี่ยมหุ้มของเดิมในสมัย ร. 3

ขวา   โคมแก้วระย้าขนาดยักษ์ที่  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ อ้างไว้ในหนังสือ ‘โครงกระดูกในตู้’ ว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้มาก็ไม่รู้จะทำอะไรจึงถวายเพื่อประดับในพระที่นั่งจักรี

“เปล่า ที่จริงฉันจะเซ็นต่อเมื่อเขาเซ็นมาก่อน แต่เจ้าคุณปู่ของพี่ยอดซิ รอบคอบนัก ท่านท้วงมาว่าลายมือ ผบ.ที่ 1 ช่วงหลังนี่ดูเพี้ยนไปฉันจึงสืบรู้มาว่าผบ.ที่ 1 ขี้เกียจนัก ปล่อยให้เสมียนปลอมแทน”

“เดี๋ยวก็ปลอมลายเซ็นเอาเงินไปจนได้ ท่านจะพลอยโดนไปด้วย”   ยอดชักชินกับร้อยเล่ห์วิชามาร

“ทนนิ่งไม่ได้แล้ว เจ้าคุณปู่ของพี่ยอดทักว่าจะเสียแก่ราชการหนักขึ้น ฉันจะขึ้นกราบทูลเอง”

อีกครั้งในพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ร.5 ทรงตรัสเรียกพระเจ้าน้องยา กรมหมื่นเทววงศ์วโรปการประธานกรรมการพร้อมคณะ เข้าฟังเจ้าหมื่นไวยวรนารถกราบทูลฟ้องพร้อมหลักฐานที่ยอดรวบรวมไว้และหนังสือข้อสังเกตที่เจ้าคุณปู่ทำทูลเกล้าถวายเฉพาะพระพักตร์ มี ผบ.ที่ 1 หมอบอยู่ข้างๆ

“กระหม่อมฉันเห็นว่า ผบ.ที่ 1 ไม่เห็นแก่การแผ่นดิน เอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนเป็นอคติคิดแค่จะให้กระหม่อมฉันรับความผิด ว่าให้ทหารอาสาแตกหนีไปเป็นพัน ถ้าไม่ทูลเสียวันนี้ มีแต่เจ้าหมื่นไวยวรนารถที่เอาคอวางบนเขียงฐานทำกองทัพบกล้ม”

กรรมการทั้ง 3 เงียบงันทุกพระองค์ ว่าพลาดเสียแล้วคราวก่อนไม่น่าไกล่เกลี่ยเลย ท่านผบ.ที่ 1 เกรงหัวจะขาดหน้าซีดตัวสั่นงกๆ เหงื่อย้อยตกพื้นกระดาน รอฟังคำตรัสด่าแทบไม่หายใจ

“ท่าน ผบ.ที่ 1 รับจะ….”    เปล่าเลยพระเสียงที่ตรัสมิได้บ่งว่าพิโรจสักนิดเดียว


เช้านี้หลวงทวยหาญหน้าระรื่นเป็นพิเศษเพราะเจ้านายเล่าให้ฟังหลังออกจากวัง ท่านรีบเรียกหาชาฝรั่งกินกับขนมปัง แต่เพื่อนทหารเข้ามายืนรุมล้อม    “โอ๊ย เดี๋ยวก่อนซิวะ ขอกินก่อนน่า”  

“ไม่เล่าก็อย่ากินมันเลย”   นายจ่ายวดแย่งขนมปังจากมือ   “ว่าไงคุณหลวง ทรงกริ้วใหญ่ละซิ”  

“ทรงนิ่งแท้ ข้าทำไม่ได้อย่างนั้นดอก ตรัสถามตานี่ว่า ให้จัดการทหารหน้าแต่ผู้เดียวได้ไหม”

“สมน้ำหน้าเลยไปโดนในหลวงท้า”  

“แกรีบว่าคงฉลองพระเดชพระคุณ ในหน้าที่นี้มิได้”   คุณหลวงทำเสียงล้อราวเห็นกับตาจนเพื่อนฮาครืน ใครเขาก็รู้อยู่ว่า ผบ.ที่ 1 นั่งเป็นแค่ตุ๊กตาเจว็ดเท่านั้น   “ก็เข้าทางในหลวงซิ เลยทรงแกล้งหันมาตรัสถามนายเราว่า พระนายไวยเจ้ารับไว้ทำตามลำพังคนเดียวได้ไหม”

“ข้าว่ารับ ข้าก็ว่ารับแน่ๆ ไชโยๆๆ…….”    ทุกคนเปล่งเป็นเสียงเดียวกัน

นับแต่นั้นมา กรมทหารหน้าก็เป็นปึกแผ่นอยู่ภายใต้การบัญชาการของคนๆเดียว ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า นายทหารสยามอายุเพียง 31 ปี คนใดได้มีกำลังพลในมือ (Standing Army) ถึง 5 พันคน เช่นนี้ ไม่ต่างกับไซโก้ ทากาโมริ ที่คุมทหารฝึกอย่างใหม่กว่า 5 หมื่น คุ้มกันราชบัลลังค์ ของพระจักรพรรดิเมอิจิ แต่นั้นพลังของสยามหนุ่มก็แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก

ซ้าย   เพิงพล ยังมีเหลือให้เห็น เป็นที่พักทหารยาม อยู่ริมประตูวิเศษไชยศรีทางเข้าวัดพระแก้ว เดิม ร.3 ทรงสร้างไว้

มีทั้ง 2 ข้างถนนเป็นศาลาโปร่งโชว์ปืนใหญ่ตัวเด่นๆแก่ทูตเวียตนาม เพราะทรงทราบว่าที่เมืองเว้ ก็มีปืนขนาดยักษ์มา

วางอวดศักดาแก่แขกเมืองเช่นกัน ในสมัย ร.5 ปรับปรุงเป็นอาคารชั้นบนมีหลังคาให้ทหารนอนได้เป็นแถว  

ขวา   พระตำหนักวังสวนกุหลาบ เป็นที่ประทับเดิมของ ร.5 ก่อนขึ้นครองราชย์ ทหารหน้าได้ใช้อาคารบางส่วนและรอบๆกำแพงวัง เป็นที่พักพวกพลอาสากว่า 1 พัน จนเกิดอหิวาห์ระบาด

โรคซ้ำกรรมซัด

       “เมื่อคืนนี้ข้าฝันไปว่าลูกปืนปัสตันที่บรรจุอยู่ในหีบได้เกิดระเบิดขึ้น ลูกปัสตันลั่นออกไปหมดหีบและการที่ข้าฝันไปทั้งนี้ไม่รู้ว่าจะได้กับเหตุอันใด”

                                             ร.5 ตรัสกับพระนายไวย จากหนังสือประวัติการของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม 1


“เห็นแมลงวันหนาตาแบบนี้ทีไร ฝันร้ายทุกที”   นายจ่ายวดเคยผจญห่าลงกลางทัพที่หาดเมืองพิชัยเผลอออกสีหน้าอาการสยดสยอง ที่สิ้นงานพระเมรุของพระนางเรือล่ม (16 มีนาคม พ.ศ. 2423 หรือ ค.ศ. 1881) ร้านค้าและประชาชนเที่ยวทิ้งขยะของกินเหลือเน่าเกลื่อนรอบๆท้องสนามหลวง มีทหารอาสาที่พักตามเพิงพลและตำหนักวังสวนกุหลาบมาช่วยเก็บ

“คงเหนื่อยกันมาก คืนนี้ฉันจะค้างที่วังสวนกุหลาบเป็นกำลังใจพวกมันเอง”   พระนายไวยว่า

ตกดึกหลวงทวยหาญมาปลุกว่า  “พี่ยอดช่วยควบเจ้าทหารหน้าไปตามหมอเทียนฮี้มาเร็วเข้า ท่านไข้สูง ฉันก็เพิ่งรู้ว่าทหารบางคนมีอาการท้องร่วงมาหลายวันแล้ว”

หมอเทียนฮี้มาให้ยาและเวียนออกดูอาการทหารรอบๆวังหลวงจนรุ่งเช้า ไอ้น้อมเอะอะว่าพวกที่นอนบนพลเพิงและโรงปืนใหญ่ หลายคนสิ้นลมไปแล้ว  

“พระนายไวยท่านแข็งแรงเห็นจะพอรอดได้”   คุณหมอมั่นใจ

“ฉิบหายแล้ว ห่าลง”   ทหารอาสาพอรู้ข่าวก็แตกซ่าน ที่เคยถูก ผบ.ที่1 ขู่ไว้ บัดนี้เป็นความจริงเข้าแล้ว ในไม่กี่วันก็ระบาดออกไปทั่วกรุงเทพฯ

ผู้เขียนได้ไปเที่ยวเมืองเว้ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2549 จึงได้เห็นโรงปืนใหญ่หน้าทางเข้าวังหลวง ที่เป็นต้น

เหตุให้ ร.3 ทรงสร้างโรงปืนไว้ข่มบ้าง เพราะขณะนั้นไทยและญวนเป็นคู่สงครามชิงเขมรและลาวกันอยู่

‘สมกับพระสุบินที่ทรงตรัสให้นายเราฟังเมื่อ 10 วันก่อนจริงๆด้วย’   แม้ยอดผ่านอเมริกามาแล้วยังขนลุก เมื่อพญามัจจุราชปลิดชีวิตคนใกล้ชิดลงระเนระนาดจริงดังลางร้ายในฝัน

“พวกพักอยู่วัดโพธิ์หนีไปหมดแล้วขอรับ”    ไอ้น้อมหน้าตื่นมารายงาน

“พี่ยอดต้องให้ทหารที่เหลือย้ายไปป้อมผีเสื้อสมุทรที่ปากน้ำ”    พระนายไวยสั่งจากเตียง

“รีบขนศพไปวัดสระเกศ ก่อนเถิด”   คุณหมอแนะ เพียง 10 วัน ชาวบ้านตายนับหมื่นแล้ว


ยอดเศร้าสลดยิ่ง เมื่อต้นปีหนุ่มๆจากบ้านนอกเหล่านี้อาสามาด้วยใจร่าเริง หวังได้รับใช้ใกล้ชิดในหลวงที่กรมทหารหน้า ต่างจากพวกถูกบังคับ ทุกคนตั้งใจฝึก เสียงเรียก “ครูยอดๆ” ยังก้องหู แต่วันนี้ เขากลับต้องเอาเกวียนมาขนศพที่ซีดเซียว ตากลวงลึกออกไปตามถนนร้างมีแต่กลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง บางบ้านขนญาติพี่น้องมากองสุมไว้ หรือโยนลอยไปตามคลอง น่าอุจจาดจนต้องเบือนหน้าหนี บางหลังรื้อหลังคาจากลงปล่อยให้แร้งกามาจับจองกินซากศพ คนที่เหลือคงกระเซ็นกระซ่านไปนานแล้ว อุ่นใจอยู่ว่าแม่วันและลูกอยู่ทุ่งสาธรยังไกลออกมา แต่ถ้าระบาดกว่านี้จะจับลงเรือไปเมืองอื่น

“โอ๊ย ขนมาอีกเป็นเล่มเกวียน แต่เช้าจนเย็นนี่มีผีมาตั้ง 100 แล้ว”   สัปเหร่อวัดสระเกศ บ่นอุบ

“คุณยอดทนดูได้นะขอรับ”   จ่าน้อมเป็นห่วง

“น้อม ข้ารู้จักพวกในเกวียนนี่หลายคน จะช่วยทำบุญให้เขาบ้าง”   แล้วเดินนำไปในป่าช้า ผ่านศพกองโต ที่เผาก็ไม่ทัน ฝังก็ไม่ไหว เอาปูนขาวมาราดกันกลิ่น ซึ่งเหมือนซึมเหม็นติดจมูกไปอีกนานปี

สัปเหร่อนำเลาะลัดไปยังลานดิน ตามต้นไม้และหลังคาศาลาวัด ดำมืดไปด้วยฝูงแร้ง ยอดเห็นพวกมันตื่นตัว กระพือปีกรับกันดังเหมือนรู้ว่าจะได้ลิ้มรสอาหารประจำวันอีกแล้ว


“กระผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ท้องฟ้าสีเทาหม่น แล้วมีลมหนาวทุกทีที่ห่าระบาด”    ไอ้น้อมพึมพำแหงนดูฝูงแร้งอีกนับร้อย บินตีวงไปรอบๆ วัดและองค์พระเจดีย์ใหญ่ภูเขาทองด้วยความหมั่นไส้ ทหารคุมเกวียนมีสายสินธุพันข้อมือกันทั้งนั้น ในภาวะที่ความตายอยู่รอบตัวเช่นนี้ เครื่องรางของขลังดูจะเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่ากินข้าวอิ่มท้อง

“แบกลงมาทีละ 3”   พระผู้ทำพิธีแนะ หมาจรจัด 5-6 ตัว เดินกระดิกหางตามมาด้วยตั้งแต่ประตูวัดถอยทันทีที่วางศพทหารกลางลาน เพราะมีเสียงดังพรึบแล้วรอบๆ ตัวของยอด ก็มีแร้งตัวอ้วนๆ โดดลงมายืนล้อมพวกเขาด้วยความกระหาย มันมองเขาแวบเดียวก่อนพุ่งความสนใจไปยังร่างบนพื้น

“นิมนต์ขอรับหลวงพี่”

พระต้องแหวกฝูงแร้งเข้ามา พวกมันอาจฟังท่านสวดบ่อยจนรู้ว่าพิธีใกล้จบแล้ว ก็ตีวงชิดเข้ามาอีก คราวนี้มีสมาชิกเพิ่มเมื่อวงนอกกลายเป็นฝูงกา แล้วหมาที่วิ่งวุ่นอยู่นอกสุดนับเป็นชั้นที่สาม สวดจบสัปเหร่อก็ถือมีดเล่มใหญ่ มาผ่าศพตามยาวที่หน้าท้อง ตับไตไส้พุง ออกมากอง จนยอดมองไปทางอื่น

‘ตอนผ่าท้องควายไบซัน ก็เป็นลมทีหนึ่งแล้ว อย่ามาเป็นต่อหน้าลูกน้องให้ขายขี้หน้าเลย’

“เอ้า พวกเอ็งมาเอาไปกิน”   อีตาสัปเหร่อเงยหน้ามายิ้ม มือก็แล่เนื้อท่อนขา แขน และสะโพกออก  

พวกแร้งชักทนไม่ไหวกระโดดเข้ามารุมจิกอย่างบ้าคลั่ง

“อ๋อย ทำไมมันชอบจิกลูกตาก่อนก็ไม่รู้นะขอรับ”   ไอ้น้อมผงะออกมา หลับตาปี๋ ยอดทนดูต่อไม่ไหวยกขาเตะไอ้แร้งตัวโตกระเด็นเสียงลั่น จนฝูงกาตกใจบินขึ้นท้องฟ้ามืดไปหมด ยอดจำได้เพียงว่าภายใน 5 นาที ศพทั้งสามก็เหลือแต่กระดูกซี่โครง

‘ที่อเมริกาเราเคยเห็นคนตายในสนามรบเป็นหมื่น ยังไม่น่าทุเรศเท่านี้’

ตาสัปเหร่อหัวเราะแฮ่ๆ เอาตะขอลากพลิกเอาแผ่นหลังขึ้น แล้วผ่าลงด้วยมีดเล่มโต พระท่านก็สวดขึ้นอีกรอบๆ นี้กาหิวโซ กล้าเข้ามาทะเลาะกับแร้งตัวโตๆ บ้าง หมาเห็นได้ทีลากกระดูกแขนใครก็ไม่รู้วิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา

“มีศพพวกเรามากเกินกว่ามันจะกินหมด”   ไอ้น้อมซึมไป

ยอดขอให้นำร่างที่เหลือมาวางลงเอาปูนขาวมาโรย แล้วรีบหนีขึ้นม้ากลับ ไม่มีอะไรน่าอยู่ดูเลย   “หมอกำชับทุกคนมิให้ออกจากค่าย และกินเฉพาะน้ำข้าวที่ทำสุกร้อนๆเท่านั้น”

พ้น 6 สัปดาห์ พระนายไวยหายป่วยแต่โรคร้ายได้คร่าคนไปสัก 4 หมื่นคน (กรุงเทพฯมีคนไม่เกินแสนห้า เป็นชาวจีนกว่า 7 หมื่นคน) เสร็จก็หายไปเองเงียบๆ ทิ้งไว้แต่ค่ายทหารอาสาและเมืองที่ว่างเปล่า

พวกแร้งชักทนรอไม่ไหวกระโดดเข้ามารุมจิกอย่างบ้าคลั่ง

เหยียบเท้าท่านรีเจ้นท์

“การที่ได้จัดตั้งกองทหารสมัครขึ้นนี้เป็นการใหม่ คนทั้งแผ่นดินตั้งตาคอยดูคอยฟังอยู่ทั้งนั้น การที่เราคิดหาทหารสมัครนี้ ก็เพื่อจะให้เป็นกำลังของแผ่นดิน จะได้คิดจัดการแบบอย่างราชการเสียใหม่ ถ้าการที่เราคิดนี้ ไม่สำเร็จก็จะเป็นที่เสื่อมเสียเดชานุภาพของเรา

                                       ร.5 ตรัสกับพระนายไวย จากหนังสือประวัติการของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม 1


“ผมต้องตามคนที่หนี อหิวาห์คืนมาให้ได้ มีการปฏิรูปสยามเป็นเดิมพัน ถ้าทหารอาสาล้มพวกสยามเก่าก็จะสิ้นยำเกรงพระองค์”   ยอดบอกมิสเตอร์แรมเซย์ ก่อนเดินทางไปราชบุรี เพชรบุรี 

“Oh Mr. Dupont, Pranai Wai could not have saved you had the ex-Regent angrily decided to have your head.”   พอแกรู้เข้าก็โวยวาย

ยอดรับอาสาพระนายไวยไป เพราะเห็นเพื่อนแต่ละคนคลำลำคอ กลัวอำนาจสมเด็จเจ้าพระยาฯ กันทั้งนั้น   “เราได้ข่าวว่ามีการจับพลอาสาที่หนีไปสักแขนเป็นทหารเรือ อ้างว่าหนีกลับมาแล้วก็ถือว่าขาดจากกรมทหารหน้า เราช้าไม่ได้”

“ทำไมพระนายไวยไม่ไปเองเล่า”     มิสเตอร์แรมเซย์สงสัยไม่หาย

“ทรงห้ามเกรงท่านไปมีเรื่องกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ คราวรับสมัครได้คนจากถิ่นท่านจนเกลี้ยงเมือง ท่านมาประท้วงทีหนึ่งแล้ว ขืนโผล่ไปอีกจะว่ากระไร ท่านมีตราพระขรรค์ สั่งเด็ดหัวพระนายไวยได้ ในหลวงก็จะทรงเสียมือขวาทันที”

“พวกฝรั่งซุบซิบกันว่าท่านรีเจนท์ประท้วงไม่พอใจ เรื่องแย่งคนเป็นทหาร อาจลุกลามเหมือนคราววังหน้า ท็อป ดูปองท์คุณต้องระวังตัวอย่ามีเรื่องเชียวนะ”

“ผมยังไม่อยากตายหรอก”   ทั้งคู่มายืนดูปืนใหญ่ภูเขาคู่หนึ่งที่สั่งจากห้างอาร์มสตอง ยอดรู้ว่าเดิมห้างเสี่ยงสั่งมาขายช้าเมื่อวังหน้าสิ้นอำนาจลง กลาโหมก็บอกปัดว่าจะถูกหาว่าสะสมอาวุธ   “ปืนใหญ่นี่เราไม่มีเงินซื้อ คุณเก็บไว้ดูเล่นก่อนก็แล้วกัน”  

เขาเปิดหีบกระสุนดูนึกในใจว่า ‘ถึงปืนจะเชยไปนิดที่จุลูกทางปาก แต่มีทั้งกระสุนลูกปรายกับตั้งชนวนเวลาแตกอากาศได้ทันสมัยทั้งนั้น สักวันคงมีวาสนาได้ใช้งาน’

   

ดังนั้น ก็ถือคราวที่จ่าน้อมพานายไปเที่ยวบ้านเกิดเสียที คุณยอดกับนายจ่ายวดแต่งกายอย่างชาวบ้านไปกันเป็นกลุ่มสัก 5-6 คน พอเช้าวันใหม่ก็ตรงไปศาลากลาง มีป้ายประกาศว่า

ประกาศ

ทหารสมัครที่หนีกลับออกมาอยู่บ้าน ถ้าไม่อยากจะเป็นทหารอีกต่อไป ก็ให้เจ้าหมู่นายหมวดนำตัวมาสัก แม่กองจะรับสักให้ตามความประสงค์”

พระอมรวิไสยสรเดช

แม่กองสัก”

“ขัดพระราชประสงค์ชัดๆ”   นายจ่ายวดตกใจ   “คัดข้อความนำไปให้พระนายไวยดีกว่า”

ยอดเอากระดาษและหมึกออกมาคัด มีชาวบ้านสนใจมุง ทันใดนั้นเสียงทหารนายกองสักเลก ร้องทักแต่ไกลว่า  “เฮ้ย แกจดอะไรอยู่ บนศาลานี่”

ยอดคัดข้อความเสร็จพอดี รีบแอบพับกระดาษยัดใส่ย่ามนายจ่ายวด ก่อนที่ทหารคนนั้นจะถึงตัว  “คุณกลับกรุงเทพฯไปรายงานก่อน ทิ้งไอ้น้อมไว้กับกระผมพอแล้ว”

“แต่ว่าพี่ยอด…”

“หนีไปเร็ว…”   ยอดไล่แล้วทำทีแยกออกมาว่าไม่รู้จักกัน

“จับไอ้นี่ไว้ ท่าทางมันพิรุธ”   ทหารกรูเข้ามาล้อม จ่าน้อมกลัวนายถูกรุมจึงกัดฟันโดดขวางจนชุลมุนขึ้น   “เฮ้ย…ใช่แน่แล้วไอ้คนที่ลือว่าฝรั่งมันส่งมาสืบข่าว”

“ไอ้น้อมหยุด ยอมให้เขาจับเถิด”   เขากระโดดเข้าตะครุบคอไว้

“พลั่ก…โอ๊ย”    ทันใดนั้นก็มีของแข็งฟาดเข้าที่หัว ยอดหน้ามืดหมดสติทันที


ยอดกับไอ้น้อมถูกมัดมือไขว้หลัง ลากเข้ามาที่ทำเนียบของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ที่นอกชานมีนายทหารเรือรออยู่กลุ่มใหญ่เสียงพูดถึงเขาอย่างโกรธแค้นว่า   “ไอ้ทรยศทำตนเป็นหนอนบ่อนไส้”

  “แกเป็นทหารวังหน้ามาสืบการเกณฑ์ทหารเรือไปบอกฝรั่งรึ”     นายกองหนุ่มโยนปืนโคลท์ให้

พวกนายทหารดู   “มันมี ปืนโก๊ะ ด้วยขอรับ (สมัย ร.5 เราออกเสียง Colt ได้แค่นั้น)”

“ถ้ามันปากแข็ง จับเฆี่ยนสัก 40 ทีก่อน….เฮ้ย…มาเอาลงไปที่ลาน”

“ช้าก่อน พระอมรฯ แกไปจับใครมาบนเรือนข้า”   ชายชราผมขาวท่านหนึ่งก้าวออกมาหน้า

ทำเนียบ ยอดเผชิญหน้ากับท่านรีเจ้นท์ผู้ทรงอำนาจเข้าแล้ว

เราหลงมากลางถ้ำเสือ นี่อยู่ไกลนายเห็นทีจะตายแน่ หวังว่านายจ่ายวดกลับกรมได้ทัน’

“แกมีอะไรจะแก้ตัว”   ผู้ที่ฝรั่งเรียกว่ารีเจนท์ถามเมื่อทราบรายงาน

“โธ่ อย่านิ่งขอรับ บอกเขาเถิดคุณยอด ไม่งั้นหัวหลุดแน่”   ไอ้น้อมกระซิบ ทำให้ยอดตอบไปว่า

“กระผม นายยอด สับลูทเทอแนนท์ กรมทหารหน้าขอรับใต้เท้า”

“มันจะมาขโมยคนเราไปอีกละซิ”    เสียงพึมพำขึ้นรอบๆ

“กระผมขโมยได้อย่างไรใต้เท้า เมื่อคนเหล่านั้นเรารับเป็นพลอาสาแล้ว เขาแค่หนีโรคร้ายมาเยี่ยม

บ้าน เราได้ข่าวการจับคนของเราไปสักแขน ก็ตามมาหาสาเหตุ เพราะไม่เข้าใจว่า เหตุใดใต้เท้ากล้าสั่งให้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนฝรั่งอาจหาเหตุแทรกแซงได้อีก”

“กล้าว่าข้าต่อหน้า…หรือว่าแกคือ นายยอด ดูปองท์ ทหารสยามที่ถือสัญชาติฝรั่ง”   ยอดไม่รู้หรอกว่าคุณหมอสมิธได้เล่าถึงผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของท่านคนนี้ให้ท่านรีเจ้นท์ฟังอยู่บ่อยๆ

พระอมรฯตกใจ เมื่อยอดพยักหน้ารับ    “และกระผมไม่ใช่สปาย แต่จะกราบเรียนใต้เท้าด้วยซ้ำว่าเจ้า Palgrave กงสุลอังกฤษคนใหม่พูดว่าท่านแตกกับในหลวง แค่เรื่องแย่งคนมาเป็นทหารจ้องจะเรียกเรือปืน H.M.S. Moorhen มากรุงเทพฯอยู่แล้ว หากท่านยังขืนให้จับพลอาสามาสักแขนต่อไป”

“เรื่องนั้นข้าพอได้ยิน บ้างก็หาว่าสมุหกลาโหม (เจ้าพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ - ลูกชายคนโต) คิดแข็งข้อเพราะเจ็บแทนข้า”   สมเด็จเจ้าพระยาฯ นั่งลงเป็นสง่าหันมาที่พระอมรฯ   “แกไปจับคนเขามาสักรึ”

“มีประกาศของคุณพระติดไว้ที่ศาลาขอรับไต้เท้า”   ยอดบอกว่าคัดส่งพระนายไวยไปแล้ว

“มีขุนคนหนึ่งจากกรมสุรัสวดีมาแจ้งเกล้ากระผมขอรับ ว่ากองอาสาล้มแล้วทำประกาศให้มาสักแขนกับเราเสีย เพื่อไปสังกัดเดิมของพ่อพวกมัน”    พระอมรฯ ปากคอสั่นตอบ

‘ต้องมึงแน่ๆไอ้ขุนศรีฯ’   สัญชาติญาณบางอย่างบอก

“เสียทีเอ็งเป็นหลานข้า ไม่ไตร่ตรองเสียเลย กรมพ่อเอ็งรึให้คนแค่ขุนแค่หลวง มาอ้างลบล้างพระราชโองการได้”    ถ้าไม่เป็นหลาน พระอมรฯคงโดนหนักกว่านี้ ท่านนิ่งคิดแล้วมีพระประสาทกับยอดว่า “ไอ้ยอดเพราะในแผ่นดินนี้เพิ่งมีแกกล้ากล่าวหาข้าต่อหน้าทหาร จึงต้องรับโทษ”

“อ๋อย…คุณยอดแย่แล้ว”    ไอ้น้อมตกใจสิ้นสติ 

“เกล้ากระผมกราบขอโทษใต้เท้าเถิดขอรับ ใช่มีเจตนา”

“ไม่ได้ โทษคือรีบจับคุมตัวพระอมรฯ หลานข้าไปถวายให้ทรงตัดสินความผิดของมัน ก่อนพระนายไวย ถวายสำเนาประกาศที่แกคัดถึงพระหัตถ์”

“ให้คุมตัวกระผม....?”   คราวนี้พระอมรฯ เป็นลมบ้าง

“ถูกแล้ว หรือแกจะให้คนเขาว่าข้ากบฏ ไอ้ยอด…เอาเรือกลไฟข้าไปจะได้เร็ว”   


เจ้าหมื่นไวยวรนารถเดินยิ้มกลับจากเข้าเฝ้าตรงรี่มาที่ออฟฟิต   “ฉันเอาสำเนาประกาศที่คัดไว้ไปถวาย พอดีเวลาที่พี่ยอดส่งพระอมรฯ เข้ามา เลยทรงให้ฉันไปแอบฟังข้างหลังท้องพระโรง”

“โดนหนักไหมขอรับ”   เขาห่วงพระอมรฯ

“ไม่ทรงคิดจะเอาโทษหรอก เลยได้ทีทรงแสร้งติเตียนพระอมรฯ เสียยกใหญ่ให้ขุนนางเก่าฟังกันทั่วว่า ใครมาขวางพระราชโองการไม่ได้ทั้งนั้น แม้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ยังยอมมอบตัวหลาน”

“แต่นี้ไปคงไม่มีถูกขวางจากกลุ่มสยามเก่าแล้ว เราตามพลอาสาที่หนีไปได้ทุกที่”    ยอดถอนใจ

โล่งอก การเผชิญหน้าสมเด็จเจ้าพระยาฯ แล้วรอดมาได้ทำให้เขาโด่งดัง เมื่อเพื่อนๆถามว่าเป็นเช่นไร ก็บอกสั้นๆว่าท่านชอบคนกล้าพูดด้วยเหตุผลตรงๆ คอจึงไม่หลุดในวันนั้น ท่านรีเจ้นท์ฉลาดหลักแหลมนักแกล้งยอมส่งหลานมาให้ลงพระราชอาญา ก็เพราะเดาได้ล่วงหน้าว่าในหลวงจะรักษาไมตรีไม่ทำโทษและทรงได้สิ่งที่พระองค์ต้องการคือการยอมรับจากขุนนางผู้เฒ่าว่าควรมีทหารอาสา ส่วนท่านก็พ้นมลทินเรื่องที่ฝรั่งลือว่าแข็งข้อ เรียกว่าชนะทั้งคู่ บ้านเมืองก็ได้ประโยชน์

เขามิได้มัดพระอมรฯมาถวายแต่ดูแลให้เกียรติอย่างดี พระอมรฯเผยถึงขุนศรีฯ ว่ามันคุยโวมีพี่เป็นพระยา……ในกรมวังจนพระอมรฯหลงเชื่อถือ มันอ้างครั้งยอดเคยถูกหาเป็นสปายและจะมาหาข่าวในราชบุรี ว่าถ้าพบก็ให้จับลงโทษเสีย ทำให้ยอดแคลงใจนัก

‘พี่ชายไอ้ขุนนี่ชื่อพ้องกับสามีแม่ผึ้ง หรือว่าหล่อน…ไม่น่า ผึ้งไม่ร้ายกับพี่เช่นนั้นดอก’


ทหารอาสากลับมาเข้ากรมกองอีกครั้ง เพื่อให้ติดตามตัวในภายหน้าง่ายขึ้น และมีสิ่งที่แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงสั่งตั้งโต๊ะยกพื้นขึ้นหน้าโรงโขน ให้ทหารทั้งหมดมาประชุม

ทหารอาสาทั้งหลาย นับแต่นี้ไปเราจะเป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขทั้งในยามศึกและยามสงบ โดยไม่ขอทิ้งกันตราบจนวันตาย”   พระนายไวยยืนเป็นสง่าอยู่บนยกพื้น   “และเพื่อแสดงให้คนเขารู้ว่าเราภูมิใจที่เป็นทหารอาสาของพระเจ้าอยู่หัว เป็นไทแก่ตัวแล้ว ไม่เป็นไพร่ก้มหน้าอายใครอีก ข้าจะขอสักตราจักรไว้ที่แขนพวกเราทุกคน โดยข้าขอเริ่มเป็นคนแรก….”

มีเสียงฮือฮากันในหมู่พลทหาร พระนายไวยให้ช่าง ตีตราจักรขนาด 1 นิ้ว ที่แขนขวาห่างจากศอกสัก 4 นิ้ว แล้วชูแขนที่เพิ่งโดนสักให้เห็น

“เราอยากเป็นทหารอาสาพวกเดียวกับพระนายไวย”   เสียงร้องกึกก้องได้ยินถึงในวัง นายทหารโดดขึ้นบนเวที ขอสักตามกันเป็นทอด หลวงทวยหาญได้อันดับที่ 3 นายจ่ายวดเป็นอันดับที่ 4

“พี่ยอดโดดขึ้นมา ให้เป็นอันดับ 7”    ช่างตีอักษร ก ไว้กลางจักรหมายถึงชาวกรุงเทพฯ

“ขอบใจมากนาย ยอด ลูทเทอแนนท์ (ร้อยโท)”   พระนายไวยขอพระราชทานยศไว้แล้ว

ตราจักรเป็นที่โจษขานกันทั่วกรุงเทพฯ ทหารอาสาเดินไปไหนก็มีแต่คนขอดู ชาวบ้านมิได้มองหมึกบนท้องแขนว่าเป็นเรื่องเคราะห์ร้ายของไพร่ที่โดนจับไปใช้งานอีกต่อไป พวกหนุ่มๆ สำอางไม่น้อย ยอมจ้างคนมาสักไปอวดสาวๆ หรือเบ่งกินข้าวไม่จ่ายอัฐ ยอดเลยสวมรอยจับเข้ามาเป็นทหารเสียให้เข็ด


“คุณพี่เจ้าคะ เมื่อเช้าผึ้งเห็นลางไม่ดี”   แม่ตัวร้ายตื่นขึ้นมาสะอึกสะอื้น

“ถ้าใจห่วงขุนศรีฯว่านายยอดให้ทหารล่าหัวละก็ พี่ส่งมันไปหลบที่เมืองเหนือแล้ว”

“ฟังผึ้งซิเจ้าคะ ลางร้ายคือตื่นนอนเช้านี้ ผึ้งเห็นมันเจ้าค่ะ ค่อยไต่ลงมาจากเพดานห้อง”

“หา…แม่ผึ้ง เห็นผีบ้านผีเรือนละมั้ง”   เจ้าคุณกรมวังขนลุก

“อุ๊ยตาย แมงมุมน้อยเจ้าค่ะ ค่อยๆชักใยดิ่งลงมากลางตัวฉัน ตัวมันเล็กน่ารักดีหรอก แต่แววตามันประสงค์ร้ายนัก ผึ้งต้องมนต์ของมันจะปลุกคุณพี่ ก็ขยับไม่ได้ ร้องก็ไม่มีเสียง เหมือนโดนผีอำ”

“ฮ้า แล้วมันทำอะไรเธอ”

“แหม ผึ้งค้อนมันในใจว่าอย่าลงมาโดนฉันนะ แต่มันไม่หยุด ห้อยตัวใกล้เข้ามาทุกทีๆ จั้กกะจี้ตายละ แล้วมันก็กระโดดตกลงมาที่ตรงนั้นพอดี”

“ที่ไหน...แม่คุณ...บอกพี่มาดีๆ”   สามีหลับตานึกเตลิดไปกับคำพูดกำกวม

“ที่หน้าท้องเปลือยๆนี่ละเจ้าค่ะ เอ๊ะเจ้าคุณนี่ มองฉันแปลกๆ”

“เฮ้อ พี่นึกว่ามันลงมาที่…”

“แล้วมันก็วิ่งหายไปเจ้าค่ะ ผึ้งไม่กล้าตีมันหรอกกลัวบาปกรรม แม้แต่มดหรือยุงยังค่อยจับเอาไปปล่อย แต่แมงมุมนี่โบราณเขาว่าเป็นลางร้ายไม่ใช่หรือ”

“เราก็สุขสบายดี ไม่น่ามีเรื่องร้ายเลยนะ หรือคุณหญิงจะหาหมอดู”

“อาจไม่ร้ายกับเราดอกเจ้าค่ะ แต่อาจมีกับใครที่เรารักและภักดี ฉันเห็นราชการทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปทุกวัน ปล่อยให้หนุ่มๆทะเยอทะยานสะสมอำนาจวาสนามาคุมทหาร ช่างไม่ระแวงกันเลย”

“อือ ก็จริงนะ”    เจ้าคุณคล้อยตาม

“ส่วนขุนนางคร่ำหวอดอย่างคุณพี่ ถูกลดความสำคัญลง กลับมีฝรั่งมารับราชการมากขึ้น”

“เขาคงมีวิชาการที่เราไม่รู้มาสอนดอกน่า อย่างหมอแม็กฟาแลนด์ ก็สอนภาษาให้มหาดเล็ก หรือ นายแมคคาร์ธีจากอังกฤษ มาช่วยทำแผนที่”

“ดูน่ารักเหมือนแมงมุมน้อย แต่ยังไม่เห็นแววตาที่รอจับเหยื่อจนกว่าจะสายซิเจ้าคะ”   เจ้าแมงมุมโดนยัดเยียดข้อหาเอาจนได้   “ฉันไปเฝ้าเจ้าน้องยาเธอของคุณพี่ที่วังมา ท่านบ่นว่าจ้างแพงไม่รู้เก่งแค่ไหน ยิ่งพระนายไวยนี่ละไปเอานายทหารจากอิตาลี่มาสอนเจ้าค่ะ”

“พระนายไวยเขาช่างคิดตั้ง รร. นายร้อย เพื่อผลิตนายทหารมั้ง”   เจ้าคุณแย้ง

“ฉันกลัวเราตามความคิดเขาไม่ทัน”   ผึ้งทำสำออย   “เจ้านายท่านตรัสว่า นายเยรินี่ คนนี้สัปดนสั่งอะไรนะเขาเรียกว่า ไดนาไมท์ เข้ามาสอนทหาร”  

“ไดนาไมท์”   เจ้าคุณไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน

“เจ้าค่ะ หนังสือพิมพ์ฝรั่งว่าเป็นดินระเบิดแรงสูง ภูเขาปลิวหายทั้งลูกในพริบตา”   พอสามีตะลึงไปจึงได้ที   “ฉันเลยทูลทักไปว่าจะเอามาสอนหรือมาคิดซ่องสุมไว้กบฏเสียเองก็จะไปรู้ได้ มีรึพระนายไวยจะไม่รู้เช่นเห็นชอบอยู่เบื้องหลัง”