สุดสองทวีป ตอนที่ 15 : วังหน้าวิกฤติ The Front Palace Incident

เพียงเหนี่ยวไก


กลางดึกคืนวันที่ 27 ธันวาคม .. 2417หน้าประตูวิมานเทเวศร์

ยอดวาดปืนแซ่หกหลังม้าไปยังกลุ่มทหารวังหน้าที่เกรี้ยวโกรธ เพราะถูกขวางมิให้เข้าช่วยดับไฟในเขตพระราชฐาน พวกนั้นตาสว่างแล้วว่า ชาววังหลวง หาเพียงดูถูกพวกเขา ซ้ำยังเห็นเป็นคนละขั้วคนละฝา เยี่ยงศัตรูแม้นในเวลาต้องร่วมแรงกันเช่นนี้

ขืนดื้อ กูจะยิงคนแรกที่บุกเข้ามา”    เขาตวาดก้อง ชายผู้ผ่านสนามรบจนคิดว่านิ่งแล้วกับวินาทีมรณะ ยังต้องฝืนประคองปืนด้วยมือที่สั่นเทา ราวกับแบกภาระแสนหนักของสยามไว้บนรางปืนกระบอกนี้คนเดียว หากตัดสินใจพลาด ก็จะถูกตราหน้าไปตลอดชีวิตว่า นี่ละไอ้ยอดผู้เริ่มสงครามกลางเมือง

ครูยอด…..”    พี่ตี๋ตะลึงที่เห็นเอาจริง

ขออย่าให้ต้องฆ่ากันเอง อย่างที่เคยเห็นเลย อนิจจา ไอ้ความระแวง หวังอำนาจและผลประโยชน์จากทาส ซึ่งเป็นเชื้อไฟสงคราม ฆ่าคนอเมริกันนับล้าน กำลังล่อชาวสยามผู้รักสงบ ให้เผลอจุดไฟนรกนี้อีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว ท้ายที่สุดต่างชาติก็จะถือโอกาสฮุบไปกินหมด   นึกพลางก็ให้สับสนในหัวสมอง

ถ้ามันเข้ามาจริง เราแค่สิบกว่าคนรับไม่ไหวหรอกขอรับ    ไอ้น้อมเสียงสั่น

               ใช่แล้ว มีเพียงตัวเขาและทหารอีกหยิบมือเดียวที่จะยับยั้งเอาไว้ เหงื่อกาฬไหลย้อยจากหน้าผากจนแสบตา กล้ามเนื้อยิ่งเครียดเกร็ง หูอื้อไม่ได้ยินสองฝ่ายด่าทอกัน เรากำลังจะหมดสติ หรือลองเหนี่ยวไกยิงขู่ให้สิ้นเรื่องเสียที... ’    ยอดตาพร่าเหมือนจะเป็นลม  

ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกสักครั้งเถิด…….’ 


เฮ้ย ดูที่หลังคาโบสถ์โน่น”     พี่ตี๋ชี้ข้ามไปที่วัดพระแก้ว ยอดคืนสติแต่ไม่กล้าดูตามเกรงเป็นอุบาย พวกวังหน้าเงียบกริบ เจ้าม้า ทหารหน้า สะบัดหัว เมื่อมีลมเย็นพัดวูบใหญ่ปะทะหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลมนิ่งสงบ   แสงอะไรจับบนปราสาทพระเทพบิดร ไม่ใช่แสงเพลิงไหม้คลังดินดำแน่” 

ยอดขนลุกซู่จนต้องหันไปดูทันที แสงจากที่เก็บพระบรมอัฐิของเหล่าองค์พระมหาวีรกษัตริย์ ต้นแผ่นดินนี้”   แสงนั้นมิได้สะท้อนจากเปลวเพลิงของตึกดินที่อยู่หลังพระวิหารอย่างแน่นอน เป็นสีทองเรืองรองนุ่มตา ราวกับในคืนพระจันทร์ทรงกลด

กระผมตาฝาดหรือเปล่า ทรงโปรดมาห้ามเราแล้ว”   ไอ้น้อมพูดแข่งกับเสียงลมพัดอู้ ยอดเผลอลดนกปืนลง แสงเรืองนั้นก็แรงขึ้นอีก

              “พวกเอ็งเห็นกับตาแล้วว่าท่านไม่อยากให้เราทำบ้านเมืองฉิบหาย”   ยอดรีบฉวยโอกาส พวกทหารทั้งสองฝ่ายเริ่มวางปืนหันไปคุกเข่ายกมือไหว้ท่วมหัว มีพวกดับเพลิงวิ่งออกมาส่งข่าวว่า คุมเพลิงได้แล้ว   

กลับเถิดพี่ตี๋ ฉันไม่เอาเรื่องดอก เมื่อพี่ก็ตั้งใจมาช่วยตามหน้าที่ ฉันรับเป็นพยานว่าทหารวังหน้ามิได้มีเจตนาร้ายอย่างใด”   

อึดใจต่อมาลมนิ่งอากาศเย็นฉ่ำ แสงทองนั้นค่อยอ่อนลง พวกวังหน้าก็เชื่อฟังแต่โดยดี เริ่มเดินกลับ

ทหารจับพวกนั้นไว้ก่อน   นายทหารหนุ่มน้อยคนหนึ่งควบม้านำทหารล้อมวัง กรูออกมาจากประตู ยอดจำได้ว่าเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่ง จึงรีบลงจากม้า คุกเข่าถวายคำนับ

กระหม่อมทูลขออย่าได้จับกุมเลย ที่เขามากันก็จะช่วยดับไฟ มิได้มีเจตนาร้าย

อ้อ บังอาจห้ามข้า ก็เห็นอยู่นี่ว่ามันมีอาวุธ

แต่เกล้ากระหม่อม ได้ตกลงไม่ให้วิวาทกัน เขาก็ยอม ขอโปรดประทานกรุณาด้วย

อุวะ ใหญ่โตมาจากไหน กล้าตกลงกับผู้ร้ายถึงในวัง มหาดเล็กจับไอ้ไพร่นี่โบยเสียหน่อยเร็ว

          หลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันว่า นายยอด หรือ จอร์จ ดูปองท์ กลับมาถึงเมืองไทย ปรากฏในหนังสือพิมพ์ชื่อ The Siam

Repository เล่มที่ 6 หน้า 474 ปี .. 2417 (..1874) ของสำนักพิมพ์ คุณหมอสมิธ (Samuel John Smith) หมอสอนศาสนาชื่อดังรุ่นน้องคุณหมอบลัดเล่ย์ ระบุว่านายยอด ได้รับจ้างเป็นครูฝึกทหารให้กรม Royal Infantry of the Line ซึ่งผู้เขียนคาดว่าหมายถึง กรมทหารหน้า เพราะมิได้เรียกว่า Royal Body Guard หรือ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ พอจะแปลได้ว่า

        “นายจอร์จ ดูปองท์ ชายผู้คุ้นกับการทหาร ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับทหารกรมนี้ (หมายถีงกรมทหารหน้า) เขาร่วมรบในสงครามกลางเมืองอเมริกัน ช่วงปี ..1861 – 1865 ผ่านมาหลายศึก เคยชนะ รุกไล่และจับเชลยมาแล้ว ทั้งยังได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีแผลบนหลังเลย (ต้องการยกยอว่าไม่เคยหันหลังวิ่งหนี) เขาได้รับความวางใจจากนายทหารสยามและได้ทำหน้าที่นี้อย่างมีเกียรติยิ่ง

         นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อยเพราะเมื่อผู้เขียนสมมุติให้ นายยอดมาเป็นครูฝึกนั้น ไม่ทราบข้อมูลชิ้นนี้มาก่อน มารู้ทีหลังว่าแกเป็นครูฝึกจริงๆ  และที่ผู้เขียนจับให้แกไปช่วยงานช่างเรียงพิมพ์กับคุณหมอบลัดเล่ย์ แท้จริง แกเป็นหัวหน้าช่างเรียงพิมพ์ให้หนังสือพิมพ์อีกฉบับของคุณหมอสมิธชื่อ The Siam Weekly Advertiser ที่บางคอแหลมต่างหาก ดังปรากฏในวิทยานิพนธ์ ของ Noel Alfred Battye ว่า

        “In 1872, another foreign instructor was retained, George Dupont, a young American foreman in the office of the Siam Weekly Advertiser, who had seen battle as a volunteer in the American Civil War……”

หมายเหตุ ได้รับความอนุเคราะห์ สำเนาเอกสาร The Siam Repository จาก ภาพดิจิทัลของ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี

พลล้อมวังลากยอด จับถอดเสื้อเพื่อลงหวายกลางถนน ท่ามกลางความตกตะลึง พวกไอ้น้อมกรูเข้าช่วย ก็ถูกปลายหอกคมกริบยั้งไว้ พวกวังหน้าเอะอะไม่เข้าใจที่เห็นยอดจะถูกโบย ทั้งที่ช่วยไม่ให้มีเรื่องขึ้น

กระหม่อมฉันทูลขอรับนายทหารคนนี้กลับ”    เสียงดุๆ ที่คุ้นหูแทรกเข้ามา

ท่านจมื่นสราภัยฯ...    ยอดสลัดแขนที่ถูกยึดไว้ออก แล้วรีบรายงานเรื่องที่เกิดไปตามจริง

ขุนจัดกระบวนพลนี้ เป็นผู้เคยผ่านสงครามเมืองมะริกันมาแล้ว สุขุมเยือกเย็นต่อเรื่องคับขันกระหม่อมฉันจึงสั่งให้มาทำหน้าที่รักษาประตูสำคัญ และเจรจากับพวกทหารวังหน้า”    ท่านจมื่นสราภัยฯ คำนับพลางอธิบายให้เจ้านายหนุ่มผู้นั้นสะเทือนพระทัยเล่นว่า    “ดีกว่าใช้ให้ เด็กๆ มาทำงานสำคัญนะกระหม่อม ไม่งั้นป่านนี้คงรบกันเพราะเข้าใจผิดไปแล้ว

ดูสะดุ้งพระทัยกับคำว่า เด็กๆ ไม่น้อย พาลกริ้วจนพระพักตร์แดงก่ำ มาลงที่ยอดว่า    “อ้อ ไอ้นี่เอง ที่ถูกขึ้นศาล เจ้ากรมเขาเลยไล่ออกจากทหารล้อมวัง

แต่คดีนั้นกระหม่อมฉันถูกตัดสินว่าบริสุทธิ์”    ยอดสวนตอบเพราะแค้นที่เกือบถูกโบย

ดูรึ ท่านจมื่นยิ่งกลับส่งเสริมมันจนได้ใจกล้ามาเถียงฉัน”      

ถ้ากรมทหารหน้าไม่ไว้ใจ ก็คงไม่ตั้งกระหม่อมฉันเป็นเลขานุการศาลทหาร

อ้ายคางคกขึ้นวอ พอได้มีชื่อฝรั่งเป็นมิสเตอร์ดูปองท์ ในศาลไทยก็จองหองใหญ่แล้ว”      

ครูยอดช่วยสอดแนมความเคลื่อนไหว ของทหารในวังหน้าให้หม่อมฉันมานานแล้ว โปรดประทานอภัยด้วยเถิด หากมันทูลล่วงเกินให้เคืองพระทัย”    จมื่นสราภัยฯช่วยแก้ตัว

              ที่ว่ามา สอดแนม พวกวังหน้าได้ยินกันทั่ว เจ้านายหนุ่มขว้างแซ่ม้าลงกับพื้นถนนแล้วตรัสว่า   

ท่านจมื่นถือตัวว่าเป็นคนโปรดของในหลวง ส่วนฉันมันเป็นแค่น้องชาย กราบทูลเช่นใด ก็ไม่ทรงฟัง สักวันทูลกระหม่อมของฉันอาจต้องเสียพระทัยเพราะไปเชื่อคนๆ เดียว”    ท่านหันมาชี้หน้ายอดและพวกไอ้น้อม   “แกรู้แน่หรือว่าไฟที่ไหม้ขึ้นเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วไอ้พวกนี้มันถือปืนมาดับไฟด้วยได้อย่างไร ฉันต้องทำรายงานกราบบังคมทูลว่า ไอ้ขุนคนนี้ และท่านขัดขวางการจับกุมผู้ร้ายของฉัน ไปแก้ต่างให้ดีก็แล้วกัน

กระหม่อมฉันไม่ขัดข้อง”    ท่านจมื่นฯ ตอบเสียงกระด้าง


เจ้าน้องยาเธอพระองค์นั้น เร่งระดมทหารเข้ามารักษาวังจ้าละหวั่น จนในวังมีแต่ทหารอาวุธครบมือเกินเหตุ ยอดไม่ได้พักทั้งคืน คอยตรวจตราทหารของตนมิให้บกพร่องหน้าที่ พอเลยตีสี่ก็หมดแรง เดินจูงเจ้าทหารหน้ามาผูกไว้กับไม้ใหญ่ ริมศาลาลูกขุนในใกล้โรงปืนใหญ่พญาตานี แล้วก็นั่งพิงโคนไม้หลับผล็อยไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ จนได้ยินเสียงที่หายไปนานแว่วมากระทบโสต

เอ็งนี่มันสำคัญอยู่นาเจ้ายอด”   

อ้อ ท่านนี่แกล้งลากกระผมกลับมาเกือบเห็นคนไทยฆ่ากันเองละซิ   เขาตอบขุ่นๆ

ฮึๆ ต้องเอ็งนี่ละ”   มีเสียงหัวเราะปนมา   “เพราะเอ็งเคยเห็นคนชาติอื่นฆ่ากันเองมาแล้ว เอ็งจึงไม่มีวันยอม เหนี่ยวไกปืนหรอก เอ็งช่างอยู่ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ

เพียงเหนี่ยวไก ไอ้ยอดก็จะถูกจารึกชั่วโครตว่าทะลึ่งก่อศึกที่หน้าวัง กระผมกลัวขอรับ”  

เอ็งคงเห็นแล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าฝรั่งมังค่าก็คือความไม่สามัคคีของคนไทยด้วยกัน

งั้นกระผมขอสารภาพ ปืนกระผมยิงไม่ลั่นดอกขอรับ

หือ...”  

ปืนเปล่าไม่ได้บรรจุกระสุนขอรับ”     ยอดหัวเราะที่หลอกแม่ทัพโบราณได้

แปลว่าเอ็งยอมตาย ถ้าพวกนั้นมันบุกเข้ามา

ขอรับ...

เสียงนั้นชมกลับว่า   “เอ็งไม่ใช่ทหารเลวแล้ว สมเป็นนายกองเสียที ไอ้ที่หนักกว่านี้ยังรออยู่นะ

มีแย่กว่านี้อีกหรือ นี่กระผมขอเรียกท่านว่า ท่านต้นตระกูล ถูกไหมขอรับ

เงียบไม่มีเสียงตอบ ยอดจึงเปลี่ยนเรื่องคุย   ... ท่านๆ ขอรับ แล้วแสงเรืองรองนั้น

ยามคับขันเจ้าเผลอไประลึกถึงอะไรบ้างเล่า ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองดอกหรือ ท่านก็ทนดูพวกเอ็งทะเลาะกันตรงนั้นทั้งหมด ว่างๆอย่าลืมไปไหว้พระป้ายด้วย……”

พระป้าย.......”    ยังถามไม่จบก็สะดุ้งตื่นกับเสียงไอ้น้อม ยอดพบว่าฟ้าสางแล้ว

เจ้านายๆ ขอรับตื่นเถิด ละเมออยู่ได้”  

เร็วขอรับ เจ้าคุณปู่รออยู่หน้าประตูรัตนพิศาล สั่งให้กระผมมาตามด่วน...

        The Siam Repository ของสำนักพิมพ์ คุณหมอสมิธ เล่มดังกล่าวยังมีข้อมูลที่น่าประหลาดใจอีก ว่านายยอดตัวจริงแทนที่จะถูกกล่าวโทษขึ้นศาลทหารเช่นในตอนที่แล้ว เขากลับได้เป็นเลขานุการของศาลทหาร นับเป็นเรื่องตลกที่อ่านรายชื่อตุลาการศาลนี้เป็นคนไทยทั้งหมด ยกเว้นตัวเลขานุการ ที่ใช้ชื่อฝรั่ง

หมายเหตุ ได้รับความอนุเคราะห์ สำเนาเอกสาร The Siam Repository จาก ภาพดิจิทัลของ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี

ท่านพระคลังมหาสมบัติ นั่งรออยู่บนเสลี่ยงที่หน้าประตูสำหรับขุนนาง ยอดรีบคลานเข้าไปกราบ

เมื่อคืนนี้หนักละซิ”    เงยขึ้นเห็นท่านพยักหน้ายิ้มให้น้อยๆ อย่างพอใจ ก็เดาได้ว่าไอ้น้อมคงสาระแนถวายรายงานไปหมดแล้ว   “ข้าว่าต้องอีกพักใหญ่จึงจะราบคาบ แต่ที่รีบตามเจ้ามา ก็เพราะมีสิ่งกวนใจข้าอยู่และขอ สั่ง ให้เจ้าเลิก”   

เกล้ากระผมยินดีทุกอย่าง

ดีแล้ว งั้นแกเลิกคิดแต่งงานกับอีนังข้าหลวงวังหน้าเสียเถิด”  

ทำไม...ขอรับไต้เท้า”    ยอดเหงื่อแตกพลั่ก จู่ๆฟ้าก็ผ่าลงหน้าวัง

ไหนเมื่อกี้ แกว่ายินดีทำตามทุกอย่าง รักมันมากกว่าอนาคตของแกงั้นรึ”  

ท่านหันหน้าหนี เพราะทนเห็นสายตาที่ปวดร้าวของหลานชายไม่ได้   “ตัดใจเสียเถิด จะต้องมีคนวังหน้าถูกลงโทษอีกมาก อีกหลายปีกว่าเรื่องจะสงบได้ แกกับอีนังคนนั้นก็ใช่จะหาความเจริญในชีวิตราชการได้ ถ้าบังเอิญเมียของแกเกิดไปติดร่างแหเข้าด้วย ลองเชื่อคนแก่อย่างข้าบ้าง

เสลี่ยงของเจ้าคุณปู่หายลับตาไปทางวัดเลียบนานแล้ว แต่ยอดยังนั่งอยู่คนเดียวกับพื้นถนน เจ้าม้าทหารหน้าก้มมาดมใกล้ๆ เขาจึงถามมันว่า    “เจ้าคุณปู่พูดราวกับว่าแม่ผึ้งคบคิดกันก่อเหตุด้วย จริงอยู่หล่อนออกจะแผลงพูดคะนองปากแบบเด็กๆ ไม่น่ากล้าทำผิดเช่นนั้น...”  

               เจ้าม้าสะบัดหัวราวกับรู้เรื่อง   “ถึงผึ้งเกิดไปร่วมด้วย ข้าก็คงให้อภัย เพราะรักแม่ผึ้งหมดใจ ข้าหาผู้หญิงอย่างนี้ได้ทุกวันดอกหรือ เรื่องวังหน้าอีกไม่กี่วันก็คงเลิกทะเลาะกันแล้ว ค่อยคิดแต่งงานทีหลังยังได้


ระหว่างงานกับความรัก

ทรงทราบเหตุเดชาราชทัณฑ์ผิดทำนองป้องกันที่อัคคี

ตระหนักแน่ว่าพระทัยจะไม่เลี้ยงจึงปรารภหลบเลี่ยงหลีกหนี

ราวดึกสงัดปัจฉิมราตรีก็รีบพาชนนีขนิษฐ์น้อย

หกพระยาข้าขอทูลละอองบาทบวรนารถเคยได้ใช้สอย

ล้วนซื่อตรงจงรักไม่เลื่อนลอยได้ติดถ้อยตามเตือนเพื่อนชีวิต

ไปประทับยับยั้งยังสถานตำบลบ้านเยนิราลอังกฤษ...

จากนิราศวิกฤตการณ์วังหน้า  พระนิพนธ์ของกรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์

                                               น้องชายกรมพระราชวังบวรฯ

แต่ยอดกลับฝันค้าง กาวซิล ออฟ สเตท ประชุมเครียดจะเอาโทษกับผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลังเพลิงไหม้ให้ได้ ทูตต่างประเทศคาดว่าต้องมีเหตุนองเลือดเป็นแน่ เมื่อทหารวังหลวง 800 คน ตั้งปืนใหญ่กลางถนนประจันหน้ากับวังหน้ากว่า 500  คน พลตระเวนกลุ่มใหญ่ชักดาบขี่ม้าเลียดไปตามกำแพงวังหน้าตลอดคืน บ้างปลอมเป็นชาวบ้านเที่ยวตรวจนับ จดชื่อ ซักถาม ขุนนางที่เข้าออกเขตวังหน้าเพื่อจับพิรุธ เจ้านายหนุ่มๆใจร้อนบางพระองค์ออกอาการเกลียดฝรั่งเช่นในจีนและญี่ปุ่น ก็ส่งทหารไปยืนขู่ในย่านที่พักชาวต่างชาติ

ยอดขาดการติดต่อกับแม่ผึ้งถึง 4 วันเต็ม ไหนจะเป็นห่วง ไหนจะคำพูดของเจ้าคุณปู่ น่าอึดอัดใจจนไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วเหตุการณ์ก็บานปลายอย่างไม่คาดฝันในกลางดึกคืนวันปีใหม่ฝรั่ง ( 1 มกราคม .. 2418  หรือ .. 1875) ซึ่งจมื่นสราภัยฯ ได้รับข่าวบางอย่าง และสั่งยอดคอยจับคนผิดบริเวณท้ายวังหน้า

แม่ผึ้งตื่นเร็วๆ เสด็จจะหนีแล้ว”   ผึ้งลุกพรวดเดียวก็พบเสด็จรออยู่ที่ตีนบันไดตำหนัก ทรงพระภูษาง่ายๆ แสงตะเกียงในมือส่องเห็นพระพักตร์อันเศร้าหมอง

วังหน้าให้ข้าไปทูลเชิญแม่กับน้องๆเท่านั้น ห้ามมีผู้ติดตาม

โธ่ จะเสด็จไปไหนได้มังคะ”   ผึ้งหน้าซีดเผือด การหนีเท่ากับรับว่าคิดกบฏ

ก็ไปที่จับข้าไม่ได้ ในกรุงเทพฯมีสักกี่ที่เล่า”    ตรัสเท่านี้ผึ้งก็เดาได้ว่าต้องเป็นบ้านกงสุลอังกฤษ มิสเตอร์น็อกซ์ขณะนั้นไปราชการที่ลอนดอนมีแต่มิสเตอร์นิวแมน (คนไทยเรียก นายนุมาน) รองกงสุลเท่านั้น เสียงนังพวกน้องๆ เริ่มร้องไห้ดังขึ้น

หยุดร้องนะอีเด็กโง่ เดี๋ยวเสด็จโดนทหารหลวงจับจนได้   ผึ้งหันไปดุก่อนทูลว่า   “รีบเถิดมังคะ พรุ่งนี้หม่อมฉันจะตามไปถวายงาน

พระหัตถ์ลูบแก้มผึ้งด้วยความเอ็นดู มันช่างเก่งกาจไม่สะทกสะท้านสมกับที่ทรงวางพระทัย

เจ้าคงไม่ร่วมสมคบกับคนที่มันเห็นผิดเป็นชอบดอกนะ

ไม่ไม่รู้เลยมังคะ”        อีกครั้งที่หล่อนต้องปดผู้มีพระคุณเช่นเสด็จ

งั้นพอข้าไปแล้ว ช่วยรีบเก็บแก้วแหวนเงินทองตามไปให้ข้าด้วย หาไม่จะโดนริบราชบาตรกันหมด ส่วนพวกเจ้าคิดหนีเถิด ก่อนจะโดนต้องจำสนม ตีตรวนไปกับเขาด้วย


ก่อนสว่างผึ้งก็เก็บเพชรพลอยของมีค่าต่างๆลงหีบ จดบัญชีแล้วให้บ่าวนำลงเรือไปบ้านกงสุลได้สำเร็จ ถึงไปอาศัยบ้านคนอื่น เสด็จก็ต้องทรงมีเงินทองไว้ใช้สอยรักษาพระเกียรติยศบ้าง ข้าหลวงตามตำหนักต่างๆ น่าจะรู้ตัวกันแล้วว่านายทิ้งวัง ได้ยินเสียงร้องไห้ตีอกชกหัวกันแว่วๆ หล่อนสั่งให้เด็กบางคนตามไปรับใช้เสด็จ ที่เหลือก็ให้หนีกลับบ้านไปก่อน

จบกันสยามใต้ที่ทันสมัยของเรา    นึกเจ็บใจว่าถ้าพี่ยอดดยอมมาเป็นทหารวังหน้า จะได้สู้กันสมศักดิ์ศรีหรือคอยคุ้มครองเธอใกล้ๆ นี่ปล่อยให้ว้าเหว่ หายหน้าไม่ได้ข่าวมาหลายวัน คงเหมือนพวกวังหลวงที่หล่อนรู้จักพากันตีตัวออกห่างเกรงโดนหางเลขไปด้วยทั้งนั้น หล่อนตัดสินใจว่าจะรอฟังข่าวพี่ยอดอีกสักวันหนึ่ง

แกยังอยู่รึนังผึ้ง   ท่านหญิงจอมยุยงมาพบผึ้งนั่งเล่นหีบเพลงอยู่คนเดียว   “คนอื่นมันหนีฉันไปไม่คิดจะสู้กันเลย สมน้ำหน้าละ กลายเป็นวังร้างให้เขามายึดหมด

แล้วท่านหญิงไม่กลัวพระราชอาญาหรือมังคะ

วังหลวงคงรู้เรื่องข้าแล้ว ข้าอยู่ไม่ได้ ส่วนที่แกสนิทกับข้าอาจต้องสนมนะ”   ท่านหญิงถอนพระทัย   “ย่ำค่ำนี้ ข้านัดเรือสำเภาไว้ให้ไปส่งเมืองเขมร บ่าวไพร่รวมทั้งพวกโขนละครทั้งหมดที่ข้ากำกับจะไปด้วยกันหมด ถ้าอยากไปก็พบกันที่ท้ายวัง

รอดีกว่ามังคะ พี่ยอดคงมาช่วยทัน”   ผึ้งลังเล

ชะช้า รอถูกไอ้ยอดจับน่ะซิ แกไม่รู้ดอกหรือพวกช่างแสงที่ไปช่วยดับไฟในวัง เขาได้ยินมากับหูว่า คนรักของแกน่ะ เขาหลอกให้มาจับตาดูพวกเรา

ไม่จริงมังคะ ท่านหญิงเอาอะไรมาว่า พี่ยอดรักผึ้งจะสู่ขอกันอยู่แล้ว

รักจนถูกล้วงตับ  ท่านหญิงจ้องหล่อนอย่างหมั่นไส้   เออ….นี่ห่อหนังสือที่เคยฝากแกไว้ ค่ำนี้ช่วยมาคืนให้ข้าที่สำเภานะ อย่าให้ใครเห็น

ผึ้งนั่งคิดถึงเรื่องที่ได้ยินมา สงสัยว่าความรักของพี่ยอดเป็นเพียงละครตบตาเพื่อหลอก หาข่าว หรือไม่ อุตส่าห์คิดถึงและเป็นห่วงต่างๆนาๆ เธอก็เผลอพูดอะไรไปไม่น้อยว่าเห็นดีงามเกี่ยวกับรัฐสยามใต้ พอเกรงว่าจะติดร่างแหไปด้วย เลยลองแอบเปิดอ่านจดหมายในมัดที่รับฝากไว้ เธอถึงกับเหงื่อแตก  

โอ๊ย...ตายแล้ว ท่านหญิงมาหลอกให้ฉันถือของร้อน นี่มันหนังสือจากขุนนาง ของฝรั่งก็มี อุ๊ย…..นี่ของหัวหน้าอั้งยี่ รับรองจะช่วยก่อเหตุวุ่นวายตามท้องถนน เพื่อแลกกับตำแหน่งนายภาษี ในนิวสยามใต้ ถ้าคืนนี้ท่านหญิงไม่รับคืน ฉันมีหวังโดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรแน่ๆ


ที่ท่าน้ำท้ายวังก่อนย่ำค่ำ สำเภาจีนพร้อมจะออกเดินทางสู่เขมรของฝรั่งเศส ผึ้งเดินปะปนไปกับพวกทหารและชาวคณะโขนละครซึ่งช่วยกันขนของใช้ลงเรืออยู่จ้าละหวั่น ท่านหญิงตะโกนลงมาจากดาดฟ้าเรือว่า  “ไปเขมรกับข้านะ นังผึ้งอังกฤษไม่ช่วยเรา ก็ยังมีพวกฝรั่งเศสที่อ้าแขนรับ”  

ไม่ละมังคะ เอาของท่านหญิงห่อนี้ไปเสียเถิด...”

ก่อนที่ผึ้งจะพูดจบ นายทหารคนหนึ่งก็ขี่ม้าขาวถือกระบี่นำพลตระเวน กรูออกมาจากตรอกท้ายวัง

ท่านหญิง ห้ามออกเรือนะ   ยอดนั่นเอง พวกคณะละครเห็นท่าไม่ดี ทิ้งหีบของวิ่งแย่งขึ้นเรือกันเป็นโกลาหล ผึ้งยืนเผลอเลยถูกผลักล้มลง

โอ๊ย...”    มัดจดหมายลับตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน พอดีกับที่ยอดหันมาพบ

แม่ผึ้ง...  เขาหยุดม้า   ...เธอด้วยหรือนี่

เขาเห็นแม่งามเงยหน้ามาสบตาแล้วทำพิรุธ รีบคลานคว้าจดหมาย กลับเข้าห่อผ้าอย่างลวกๆ นายทหารวังหน้าท่าทางล่ำสันคนหนึ่ง มาเห็นเข้ากลัวถูกเหยียบซ้ำก็รีบประคองหล่อนขึ้นนั่ง ผึ้งตกใจแทบสิ้นสติที่ยอดเห็นเต็มตาเช่นนี้ แต่ด้วยเกรงว่าจะจับหล่อนได้ พร้อมเอกสารสำคัญจึงฝืนใจกระซิบที่หูนายทหารคนนั้นว่า

ปล่อยนะ... คุณเอาห่อนี่โยนให้ท่านหญิงบนเรือเดี๋ยวนี้ เร็วซิ...วุ๊ย มัวกอดฉันอยู่ได้...

ออกเรือ เร็วๆ เข้า”   กลาสีปลดเชือกผูกเรือออกแล้ว ข้าทาสหลายคนนั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำเมื่อเห็นเจ้านายทิ้งไปต่อหน้าต่อตา ไม่มีใครทันสังเกตว่าห่อผ้าถูกโยนขึ้นไปบนเรืออย่างหวุดหวิด

ไอ้น้อม ให้คนไปขอเรือไฟหลวงออกตามเร็วๆ”   

ยอดน้ำเสียงแหบแห้ง ขยับม้าแหวกฝูงคนเข้ามา สายตาจ้องเขม็งที่คนรักด้วยความผิดหวัง เขาไม่สนใจดอกว่าเรือสำเภาหลุดมือไปแล้ว แต่ที่กุมดาบจนเหงื่อชุ่มอยากฟันหัวคนเล่นนี่เพราะมันแค้นที่เห็น ผึ้งอยู่ในอ้อมแขนของไอ้ทหารวังหน้าที่ไหนไม่รู้ต่างหาก ลำพังหล่อนเผลอเข้ากับพวกท่านหญิงเขายังพอแก้ตัวแทนให้ได้แต่นี่กลับมีไอ้หนุ่มแปลกหน้ามาทำห่วงใยแถมกระซิบข้างหูกันให้เห็นนี่ซิ   มันทำให้หัวใจหล่นวูบลงเหวลึก แล้วจู่ๆ ก็กลับเต้นระรัวด้วยความโกรธ เลือดพุ่งปวดจี๊ดขึ้นหน้าแทบทะลุสมอง อยากสั่งม้าคู่ใจเหยียบให้ตายกันทั้งคู่จึงจะหายแค้น เพิ่งรู้ซึ้งว่าความหึงหวงมันแรงเช่นนี้เองแล้วชี้กระบี่ไปที่หล่อน

ที่แท้เธอก็คิดหนีกับพวกแยกสยามให้ฝรั่งมันครอง

พี่ยอดเข้าใจผิดแล้วนะเจ้าคะ”   ผึ้งเถียงเสียงสั่นเริ่มเจ็บที่ข้อเท้า   “ผึ้งไม่ได้หนี เสด็จก็ยังอยู่บ้านพี่แฟนนี่ พี่ยอดต่างหาก หลอกผึ้งๆรู้แล้วว่าพี่เป็นสายเข้ามาสืบข่าว ที่บอกรักน่ะหลอกผึ้งใช่ไหมเจ้าคะ

ยอดแปลกใจที่ผึ้งรู้ความลับ อยากจูงเธอไปนั่งอธิบายกันลำพัง แต่ไอ้ทหารคนนั้นพยายามดึงหล่อนไว้นี่ซิ มันแสลงใจจนเหตุและผลหายไปจากสมอง

คนอย่างพี่ บอกรักใคร ก็พูดด้วยน้ำใสใจจริง ไม่คิดจับปลาสองมืออย่าง นังพวกข้าหลวงบางคน เขานึกอะไรได้บางอย่าง    “เธอชวนพี่มาสังกัดวังหน้า หวังจะให้เป็นใหญ่เป็นโตไม่สำเร็จ ก็เกาะทหารวังหน้าเผื่อไว้ขาดเหลืออีกคนละซิ คิดฟุ้งซ่านว่าจะได้เป็นคุณหญิงในแผ่นดินใหม่

ใช่... ผึ้งหวังให้พี่ยอดเป็นเจ้าคนนายคน แต่ฉันไม่ใช่หญิงแพศยา พี่ดูถูกไม่รักษาน้ำใจผึ้งเลย ถ้าไม่มีฉัน พี่อย่าหวังเลยว่าจะเป็นพระยาพานทองกับเขาในวังหลวง

พี่ก็ไม่ขอเป็นพระยาเมียตั้ง ให้คนเขาหัวร่อ ว่าไอ้ยอดขายเจ้าขายแผ่นดิน เพราะลาภยศ

เขาเริ่มกังวลว่าจะทำอย่างไรดีเมื่อเห็นทหารเอาเชือกมามัดมือ พวกที่ถูกจับ แววตาที่แดงก่ำด้วยความโกรธ ดูจะอ่อนลงเป็นเสียดายอาลัยรัก

เราเห็นจะอยู่กันคนละฝ่าย เสียแล้วแม่ตัวร้ายของพี่   แล้วห้ามไอ้น้อมไม่ให้มัดคนกลุ่มนี้  

แต่ว่าเจ้านายจะรับผิดชอบหรือขอรับ

กูรับเอง ไปกับคนที่เขาห่วงเธอเถิดแม่ผึ้ง พี่จะจำแต่สิ่งดีๆของเราไว้”    ยอดเก็บกระบี่อย่างอ่อนใจ

ถ้าพี่ยอดคิดอย่างนี้ฉันก็ไม่ขอแก้ตัวอะไรอีก ผึ้งไม่คิดว่าผึ้งผิด ฉันโง่เองที่เฝ้ารอฟังข่าวพี่ยอด จน กินไม่ได้นอนไม่หลับตั้งหลายวัน นับแต่มีเรื่องไฟไหม้”   ประโยคสุดท้ายเหมือนทุบหัวใจยอด   “ผึ้งเสียใจไม่เป็นหรือเจ้าคะ พอจะได้พบพี่ยอดก็กลายเป็นคนที่มาดักจับผึ้ง แล้วก็ไม่คิดจะฟังเหตุผล เอาแต่อารมณ์ ชาตินี้ผึ้งจะไม่ขอรักใครอีกแล้ว

วันต่อมาหล่อนมายืนที่ตีนบันไดบ้านกงสุลน็อกซ์ เพื่อเข้าเฝ้าเสด็จ เพื่อนสาวทั้งสองลงมารับและแปลกใจในใบหน้าอันหมองคล้ำ ผึ้งเล่า ให้ฟังสั้นๆ และไม่สนใจต่อคำปลอบโยน เธอบอกเพียงว่า

ผึ้งมีน้ำตาให้พี่ยอด เพียงหยดเดียว”   หล่อนเช็ดน้ำตาหยดเดียวจริงๆ   “ถ้าผึ้งถูกปฏิเสธความรัก และหวังดีเช่นนี้ ก็อย่าคิดว่าพี่ยอดจะมีความสุขไปตลอดชีวิตเลย


นับแต่นั้นคุณยอดของจ่ากลายเป็นคนเนือยๆลง บางครั้งก็แวะไปคุยกับเพื่อนพ่อค้าอเมริกัน หรือเข้าวัดบวรฯ เวลาตรวจช่วงค่ำก็จะแวะทานข้าวที่บ้านเจ้าสัวบ่อยครั้งขึ้น มีลูกสาวหมวยขาวคนโต คอยกุลีกุจอทำกับข้าวเลี้ยงพอหายเศร้าหมอง โดยไม่มีใครพูดถึงการแต่งงานให้แสลงใจอีก

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถูกตามตัวจากชีวิตวัยเกษียณที่ราชบุรี กลับมามีบทบาทไกล่เกลี่ยอีกครั้ง เสือเฒ่าผู้เปี่ยมด้วยชั้นเชิงเห็นชอบกับการลดอำนาจทหารและปลดวังหน้าออกเสีย แต่ไม่เห็นด้วยถ้าจะลงโทษหนักถึงชีวิต เพราะย่อมเปิดช่องให้วังหน้าขอฝรั่งมาช่วย ถ้าเรือปืนที่มิสเตอร์น็อกซ์เรียกมาถึง การที่จะให้ถอดจากตำแหน่ง และยุบกองทหารวังหน้าก็จะถูกฝรั่งค้านด้วยกำลัง ขุนนางเก่าเริ่มส่งเสียงตำหนิพวกสยามหนุ่ม ในเกาซิลออฟสเตทว่าถวายคำแนะนำที่บ้าบิ่นไม่เหมาะสมจนเรื่องบานปลาย

วันที่ 5 มกราคม .. 2418  เรือปืนของอังกฤษมาทอดสมอที่ปากน้ำจริงๆ สถานการณ์พลิกกลับมาตกหนักกับฝ่ายวังหลวง เพราะฝรั่งเห็นว่าควรเลี่ยงวิธีการรุนแรงและเห็นใจวังหน้าอยู่ใช่น้อย ขณะที่มิสเตอร์น็อกซ์ คอยใส่ไฟให้กับ ลอร์ดดาบี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอยู่ในกรุงลอนดอนนั้น รัฐบาลสยามจึงแก้ลำหันไปอธิบายให้ เซอร์แอนดรู คล็าค (Sir Andrew Clarke) ผู้ว่าการสิงคโปร์ ซึ่งได้ชื่อว่าวางตัวเป็นกลางกว่ากงสุลประจำกรุงเทพฯ ช่วยสื่อให้ทางลอนดอนเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง และขอให้ถอนเรือปืนกลับ พร้อมกับว่า นายน็อกซ์และผู้ช่วยกงสุลในกรุงเทพฯ มีความผูกพันกับวังหน้าอยู่เดิม น่าสงสัยว่าจะแสวงหาการสนับสนุนของอังกฤษ และนำมาสู่การนองเลือดโดยไม่จำเป็น

Sir Andrew Clarke

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ .. 2418 (..1875)  เรือรบหลวง วิจิแลนท์ (H.M.S. Vigilant) ก็เทียบท่า พร้อมกับท่านเซอร์แอนดรู คล๊าค ผู้ว่าการสิงคโปร์ นายนุมาน (Mr. Newman) ผู้ช่วยกงสุลรีบกุลีกุจอขอเพ็จทูลแต่กลับถูกปฏิเสธที่จะฟังคำให้การข้างเดียวว่า

“Mr. Newman, if you please, I have little interest in your rights and wrongs.”  

“Sir, I only intend to give you the most recent accounts on situation here.”    นายนุมานแก้ตัว

“I have enough information from London and the young King.”   ท่านเซอร์กล่าว    “It is most important to keep my hands out of Siamese politics.” 

ท่านทราบดีว่า วังหน้าและทางกงสุล หวังว่าท่านจะสนับสนุน จึงเตือนก่อนขึ้นรถม้าไปยังที่พักว่า

“I am here to conciliate (ไกล่เกลี่ย) not to arbitrate. (ต่อรองให้ใครIf the Viceroy (วังหน้า) or his friends (หมายถึง นายน็อกซ์) expect a man who would break King Rama 5th’s neck, sorry sir, I am not their man.”

ท่านเซอร์เข้าเฝ้าในหลวงทันที โดยไม่ยอมฟังความใครอีก และในที่สุดก็ร่างข้อตกลง เพื่อยุติเหตุการณ์นี้ ตามข้อเสนอของพระองค์เท่านั้น วังหน้าต้องยอมรับและกลับวังแต่โดยดีในวันที่ 25 นั้นเอง

มีพระราชโองการขอรับในหลวงทรงประกาศชัดว่า ทรงมีพระราชอำนาจเต็มที่เพียงพระองค์เดียวในสยาม”  ยอดเข้าพบเจ้าคุณปู่และอ่านข้อความที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ดรุโณวาท ฉบับวันอังคาร เดือน 4 แรม 2 ค่ำ .. 1236 ให้ฟัง   “และว่าแผ่นดินนี้ ไม่อาจถูกแบ่งไปปกครองได้ ที่พวกกระผมเห็นว่าดีคือ...”

ว่าไปซิ

ลดอำนาจทหารของวังหน้า ทรงให้มีประดับพระเกียรติยศไม่เกิน 200 คน มีเฉพาะอาวุธปืนเล็ก ถ้าในหลวงมีพระประสงค์จะเรียกมาใช้เมื่อใด ก็จะมีคำสั่งเซ็นพระนามมา การรักษาประเทศขอทรงมีสิทธิขาดพระองค์เดียว เรือรบ เครื่องกระสุนอื่นๆ ให้มาขึ้นทะเบียนอยู่ในการควบคุมของวังหลวง ห้ามผู้อื่นมีอีกต่อไป (รวมทั้งห้ามมีปืนอาร์มสตรองและแก็ตลิ่ง) นี่เท่ากับทรงรวมอำนาจทหารได้สำเร็จแล้ว

เจ้าคุณปู่รู้ว่ากงสุลน็อกซ์เสียหน้ามาก และคงหาเรื่องอาละวาดต่อไปอีกจนได้ แต่การขอให้สมเด็จเจ้าพระยาฯกลับมามีบทบาทนั้นแสดงชัดว่า ขุนนางในสกุล ฟากข้างโน้นยังคงมีอำนาจล้นพ้นเช่นเดิม

เกล้ากระผมประมาณการแปลงแผ่นดินผิดไป   เขาเสียงอ่อยลง

ข้าเคยเตือนแล้วใช่หรือไม่ ว่าการปฏิรูปโดยเร็วเหมือนญี่ปุ่นนั้น อาจนำมาสู่สงคราม และราคาที่ทรงจ่ายในการลดอำนาจวังหน้า คือยืดเวลามีอำนาจของกลุ่มสยามเก่าไปอีกหลายปี”   ท่านคงไม่ตั้งใจซ้ำเติมยอด เพราะรู้ดีว่าเขาก็จ่ายราคาแพงด้วยการยอมสูญเสียคนรักไป   “ส่วนแม่ของนังคนนั้นที่จะถูกโบยและริบราชบาตรน่ะ แกไม่ต้องห่วงดอก ข้าฝากให้หลบอยู่ในวังหลวงกับเจ้าจอมญาติเราแล้ว

             ดูหญิงอื่นที่เขาเหมาะกับเจ้ากว่านี้เถิด    ท่านคิดในใจเมื่อยอดกราบลาแทบเท้า





ข่าวร้ายจากหนองคาย


  หนองคายตื่นข่าวห้อ (ฮ่อ)หลีกถอย

เกณฑ์ทัพเมืองใกล้คอยช่วยป้อง

ทัพกรุงจักหนุนพลอยเตรียมจัด  พลนา

ฝนก็ตกหนาต้องพักยั้งฟังสมัย

จากหนังสือบาญชีน้ำฝน  พระนิพนธ์ของ

สมเด็จพระมหาสุมณเจ้า กรมพระยาปวรเรศวริยาลงกรณ์

ศึกโจรฮ่อทำให้คนกรุงเทพฯลืมเหตุการณ์วังหน้าลงอย่างรวดเร็ว ยกเว้นคุณยอดของจ่าซึ่งยังมีอาการเศร้าหมอง ที่ไม่ได้ข่าวแม่ผึ้งหลายเดือนแล้ว หลุยส์ก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่ว่า ครอบครัวของผึ้งรอดจากราชบาตรอย่างหวุดหวิด และมาอยู่ตำหนักเดิม ส่วนข้าวของที่ให้เธอนั้นสองพี่น้องตระกูลน๊อกซ์ บ่นว่าคงเทลงแม่น้ำไปหมดแล้วและกลัวแม่ข้าหลวงจนไม่กล้าพูดอะไรอีก จึงเหลือแต่ท่านจมื่นสราภัยฯ เท่านั้นที่พอจะหาอุบายมาปลุกจากภวังค์ได้

พี่ยอดรู้นะว่า กรมทหารหน้าออกรบก่อนเสมอในยามสงครามท่านจมื่นเหลือบดู เมฆฝนดำครึ้มอย่างวิตก ก่อนผายมือให้ยอดและนายจ่ายวด นั่งลงในห้องทำงานของท่านพลางสั่งนายจ่ายวดกางแผนที่ลงบนโต๊ะ ท่านให้จัดเป็น 2 ทัพ ทัพหน้าเจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรง (เพ็ง ต้นตระกูล เพ็ญกุล) ยกไปสระบุรีเข้าโคราช ก่อนเข้าไล่พวกฮ่อที่ยึดเวียงจันทน์ และขู่ยึดเมืองหนองคาย”   

เขาคะเนในแผนที่ไกลอักโขทีเดียว   “ส่วนทัพหลวงเจ้าพระยาภูธราภัย (สมุหนายก-นุช บุณยรัตพันธ์) ขึ้นเหนือไปเมืองพิชัย ตัดเข้าหลวงพระบาง เพื่อป้องกันข้าศึกเลยมาปล้นชิงวังเจ้าหลวง มีรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ฯ (ต้นตระกูล มาลากุล อยุธยา) เป็นแม่ทัพใหญ่ แล้วก็ให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นผู้อำนวยการจัดทัพ ฉันจะขอพี่ไปในทัพด้วยได้ไหม

กระผมพร้อมขอรับ”   ยอดไม่ลังเล

ดีมาก แกก็ไปด้วยนะนายจ่ายวด ฉันมีเหตุผล”   ท่านพอใจ   “มหาดไทยจัดทัพใหญ่โตกะให้สมพระเกียรติ สงครามครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน แต่ก็จัดอย่างโบราณกาล เคยรบพม่าอย่างไรก็เกณฑ์อย่างนั้น

ท่านต้องการเราสองคน ทำรายงานจากสนามรบว่า มีอะไรที่เป็นจุดอ่อน หากถึงคราวจำเป็นต้องจัดทัพสู้กับพวก...ง่า….พวก….”   นายจ่ายวดพอรู้บ้างแล้วออกจะอึกอัก

สู้ทัพสมัยใหม่ของฝรั่งไงล่ะ ฝรั่งเศสยังขยายอิทธิพลไม่เลิกปีที่แล้วก็ยึดเขตตังเกี๋ย ญี่ปุ่นก็ประมาทไม่ได้เข้ายึดเกาะฟอร์โมซาสำเร็จ”   ท่านจมื่นชี้ไปสุดพระราชอาณาเขตบนแผนที่   สยามนั้นกว้างใหญ่นัก ฉันไม่เชื่อว่ากองทัพโบราณจะรักษาพื้นที่ทั้งหมดนี้ได้ ฉันจึงใช้คนมีฝีมือไม่เหลวไหล พี่ยอดเคยเห็นการทัพของฝรั่งมาก่อน คงช่วยฉันฟอร์ม กองทัพใหม่ ที่วางแผนเอาไว้อย่างลับๆได้

ขอรับกระผม   ยอดรับคำ

เตรียมตัวได้อีกไม่ถึงเดือน เอาทหารหน้าไปคนละสองร้อย พี่ยอดไปกับทัพหน้านะจมื่นสราภัยฯชำเลืองดูยอดแล้วคิดสงสารว่าจับไปรบเสียทีก็ดี เผื่อจะหายหม่นหมองได้  


ก่อนกำหนดยกทัพหน้า 3 วัน (19 กันยายน .. 2418 หรือ ..1875) ยอดรับคำเชิญของเจ้าสัวไปเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่ออำลาที่บ้าน แม่วันลูกสาวคนโตตั้งใจทำอาหารเป็นพิเศษ และได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะ ยอดอดสังเกตไม่ได้ว่า แม่วันผู้ขาวผ่อง จมูกโด่ง และเคยคล่องแคล่วช่างเจรจาวันนี้ดูเงียบขรึมผิดปกติ จนเห็นว่าดึกแล้วจึงยกจอกเหล้าดื่มจนหมด แล้วอำลาเจ้าสัวกลับกรม

เอ๊ะ แม่วันไปไหนล่ะ เลยไม่ได้ลา”   ยอดมองหา

มังคงเข้าไปลู เก็บเข้าเก็บของในคัว น่ะละท่างขุง อั๊วจะบอกมังให้ว่าท่างขุง ขอบใจมังเอง

ย่านสำเพ็งยามดึกดูเงียบเชียบ ยอดกินอิ่มมากเลยเลือกเดินจูงเจ้าทหารหน้าออกมาปากตรอก ที่มุมตึกแถว แสงตะเกียงก๊าซที่ยอดเสา สะท้อนพื้นถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งหยุดตก หมาจรจัดตกใจวิ่งหนีเป็นฝูงเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา ที่เงามืดข้างตึกนั้นมีร่างบางของใครแอบอยู่ ยอดขยับปืนพกทันที

ใครกัน อ้อ แม่วันนี่เอง ทำไมมาหลบอยู่คนเดียวล่ะ

ฉันแอบเตี่ยมารอเอาขนมมงคลของจีน ให้คุณยอดไปทานระหว่างทางเจ้าค่ะ”   เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อแทนคำว่าท่านขุน

ตอนทานข้าวเห็นเธอเงียบผิดไป”   เขารับห่อขนมมีทุกข์อะไรที่ฉันพอช่วยได้ไหม

ฉันๆ คือ ฮือๆ...”    แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาดื้อๆ ยอดเอามือมาลูบขนคิ้วเธอเล่นปลอบใจ

ไม่เอาน่า คนจะไปรบ ก็ใจเสียหมดซี จู่ๆ ก็มายืนรอร้องไห้แบบนี้

ฉันไม่อยากให้คุณยอดไปเลยเจ้าค่ะ เอาคนอื่นไปแทนไม่ได้หรือ

ปุ้ทโธ่ ที่แท้ก็เพราะเป็นห่วงกัน เอาละๆ ฉันจะกลับมาให้ได้ยอดนึกขันที่ยังอุตส่าห์มีคนเป็นห่วงฉันกับม้าของฉันนี่ละ รับรองจะกลับมาทั้งคู่

ก็อดห่วงไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เคยเฝ้ารอทำกับข้าวให้ทานบ่อยๆ”   เธอเช็ดน้ำตา ฉันโชคไม่ดีเหมือนหญิงมีตระกูลบางคนดอกเจ้าค่ะ ที่จะมีคนดีๆ มาเอาใจใส่ หรือ...

หรือ... อะไรจ๊ะ

หรือมีใครให้หีบเพลงสวยๆบ้างหรอกเจ้าค่ะ”   หล่อนก้มหน้ากัดริมฝีปากอย่างกระดาก พอเขาจับมือมาบีบเบาๆ ลูกสาวใหญ่ของเจ้าสัว ก็กลับร้องไห้อีก แล้วโผเข้ามาซบน้ำตาไหลเปียกอยู่กับอกของเขา

ฉันกลัวต้องเฝ้าคิดถึง หรืออาจไม่ได้พบคุณยอดอีกเจ้าค่ะ

ยอดตะลึงกับคำสารภาพเช่นนั้นแล้วปลอบว่า  เอาเถิด แม่วันเป็นคนเก่งเช่นไรฉันเห็นอยู่ตำตา ถ้ารู้จักห่วงฉัน ฉันก็คงคิดถึงเธอเหมือนกัน บางทีเธออาจจะได้ของที่ดีกว่าหีบเพลงโกโรโกโสนั่นก็ได้นะ” 

เขาลูบปอยผมเพื่ออำลา รู้สึกแปลกว่า หัวใจที่แห้งเหือดไปหลายเดือน ดูจะกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นใหม่อีกครั้ง แน่ละทหารที่มีใครสักคนรออยู่ที่บ้าน ย่อมอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปนานๆ

ตำหนักแพ ท่าราชวรดิษฐ์ โขลนทวารตั้งอยู่เหนือท่าขุนนาง

ในวันเคลื่อนพล ยอดแต่งสักหลาดดำ หมวกกะโล่ขาวทรงสูงใหม่เอี่ยมเพิ่งได้รับหมาดๆ มารอที่บ้านแม่ทัพหน้า นายจ่ายวดและหลุยส์ มาส่งด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นทัพไทยเคลื่อนพลตามประเพณี ยังลือกันด้วยว่าท่านสั่งทำแหวนเพชรไว้ 11 วงจะมอบแก่ทหารที่แสดงความกล้าหาญเป็นพิเศษ

ฉันกับทัพหลวงคงออกเดินทางขึ้นเหนือ หลังพี่ยอดสัก 15 วัน ส่วนเจ้าม้าของพี่ยอดน่ะเรือกลไฟจูงขึ้นแพไปล่วงหน้าแล้ว   นายจ่ายวดดูนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมง

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯเดินทางมาถึง เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงออกมาคำนับ ให้สัญญาณทำพิธีอาบน้ำพระพุทธมนต์ชำระกายท่านที่หน้าสนาม ก่อนขึ้นเหยียบใบไม้ข่มนาม แต่งเต็มยศได้ตำรับพิชัยสงคราม พระสงฆ์บนหอใหญ่สวดชยันโต ฆ้องชัยดังลั่นประสานเสียงพราหมณ์เคาะบัณเฑาะว์ และเป่าสังข์

เขารออะไรอยู่อีกนะ”   หลุยส์เป็นฝรั่งชักร้อนใจ    

คงหาฤกษ์อยู่น่ะ เห็นดูท้องฟ้ากันใหญ่เลย   นายจ่ายวดพอจะรู้พิธีอยู่บ้าง

      “ท่านสมเด็จเจ้าพระยาคอยหาฤกษ์       พอเมฆเลิกดูอุดมสมถวิล

สุริยงทรงรถหมดมลทิน                             ทางกสิณบริบูรณ์เพิ่มพูนดี

สมเด็จท่านขานไขบอกได้ฤกษ์                  แล้วให้เบิกฆ้องชัยได้ดิถี

ก็โห่ร้องเอาชัยปราบไพรี                          ท่านแม่ทัพจรลีลงเรือพลัน

นิราศหนองคาย โดย หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์)

ยอดเอาดาบหลูบเงินให้พระพรมน้ำมนต์แล้วลาเพื่อน ลงเรือโขนมีกันยาสำหรับนายกองของกรม พายตามขบวนเรือกระบี่ปราบเมืองมารของแม่ทัพหน้ากันไปเป็นแถว พระเจ้าอยู่หัวทรงสถิตรออยู่ที่พระตำหนักแพพร้อมขุนนางผู้ใหญ่ เพื่อทรงเจิมหน้าผากและพระราชทานพรชัย ตามประเพณีแต่โบราณ แม่ทัพหน้าถวายบังคมลาลงเรือพายผ่านโขลนทวาร ให้ฝีพายโห่ 3 ลา เอาชัยแล้วยิงปืนเรือกระบี่ปราบเมืองมาร 6 นัด แข่งกับเสียงพระราชาคณะสวดอวยพรให้แก่เหล่าทหาร ผสมเสียงฆ้องกลองแตรฝรั่งดังเซ็งแซ่ ขณะนั้นพระอาทิตย์ทรงกลดปราศจากหมู่เมฆเป็นนิมิตรว่าจะได้ชัยชนะเป็นแน่

โห่ๆๆ...ฮิ้ว”  เสียงหมู่ทหารนับพันในเรือที่ลอยลำอยู่แน่นขนัดทั้งสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา โห่ร้องรับกันเป็นทอดๆ จนถึงท้ายสุดขบวน แล้วพายตามกันเข้าโขลนทวารเป็นแถว ชาวบ้านที่มาลอยเรือหรือออกันแน่นเรือนแพ ก็ช่วยกันโห่กึกก้องท้องน้ำ

ขอจงทรงพระเจริญด้วยพระเจ้าข้า พ้นวันนี้กระหม่อมฉันตายไปก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว   ยอดประคองดาบหลูบเงินยกขึ้นประนมถวายบังคมไปยังที่ประทับ น้ำตาไหลพรากด้วยความภูมิใจว่าครั้งหนึ่ง ต้องผ่านตรงนี้ในความมืดเหมือนคนโทษหนีอาญาไปอเมริกา คิดว่าจะไม่ได้มาอีกแล้วยังได้เป็นนายทหาร ผ่านตำหนักนี้อีกหนอย่างมีเกียรติ พอขบวนมาแวะเฝ้าวังหน้าที่มารอส่งทหารเช่นกัน ท่าน้ำที่เขาพบผึ้งเป็นครั้งสุดท้าย ใจยอดกลับหมองลงเผลอมองหา

ทหารมากมายเหลือเกินนะ”   เสด็จตรัสกับแม่ตัวร้ายซึ่งหมอบอยู่ข้างๆ คอยแอบชะเง้อดูเช่นกัน พวกทหารในเครื่องแบบงดงามเมื่อเรือผ่านหน้าทำเนียบทีละลำ

มังคะ ส่งเสียงฮึกเหิมอย่างนี้ต้องชนะแน่”   หล่อนทำตอบไปแกนๆ รู้อยู่ว่ากรมทหารหน้าก็ส่งขุนจัดกระบวนพลไปรบด้วย คงอยู่ในเรือลำใดลำหนึ่งตรงหน้าหล่อนนี่ละ นึกสะท้อนใจว่า ถ้าทุกอย่างยังปรกติอยู่ คงได้จัดร้อยมาลัย และทำของกินคาวหวานใส่กระบุงใหญ่ๆ ให้คนๆนั้นแล้ว


ตลอด 5 วันแรก แม่ทัพหน้าแวะไหว้พระตามวัดสำคัญตลอดทาง จนยอดเริ่มหงุดหงิดพลางคิดว่าสยามไม่มีรถไฟ หากเกิดศึกใหญ่มีบ้านเมืองเป็นเดิมพันแล้ว จะเคลื่อนพลขึ้นแนวรบได้ทันเช่นที่เขาเคยย้ายจากเวอร์จิเนียมาเทนเนสซี่ชั่วข้ามวันได้หรือ ทหารเริ่มซุบซิบถึงปัญหาระดับน้ำสูงขึ้นทุกวันจนเจิ่งล้นตลิ่ง

แค่คืนที่สอง ตรงวัดประทุมทอง (.ปทุมธานี) พวกกระผมก็ต้องลุยน้ำขึ้นบกแล้วขอรับ

พอถึงวัดทองใหญ่ (บ้านพระนอน .อ่างทอง) ไอ้น้อมมันพาพวกกระผมอาศัยนอนในโบสถ์ หุงข้าวกินหลังพระประธานนั่นละ จะไปเว็จไปทุ่งก็ไม่ได้น้ำท่วมเกือบถึงพื้นศาลาวัด”   พวกลูกแถวบ่น

เมื่อมารวมพลที่หาดพระยาทศ (.เสาไห้ .สระบุรี) ยอดนำเรื่องน้ำหารือกับคุณหลวงทิมทนายประจำตัวท่านแม่ทัพหน้าทันที

โธ่ ครูยอด เอะอะไปได้ ท่านแม่ทัพหน้าก็ไม่อยากมาหน้าฝนดอก

อ้าว แล้วพวกฮ่อล่ะ ขืนคุณหลวง ย่องทัพ แบบนี้ หนองคายกับเวียงจันทน์ มิป่นปี้ไปรึ”   ยอดชักมีอารมณ์ ตั้งแต่เป็นทหารเคยแต่ วิ่งทัพ ไม่เคย ย่องหรือทอดน่องเลย

ว้า ครูทหารหน้านี่ใจร้อนเหลือเกิน ช้างและโคต่างยังเกณฑ์มาไม่ครบ ทหารก็ยังไม่พอ คุณจะบุกไปตัวเปล่าหรือ”   แกชี้ให้ดูกระแสน้ำป่าเชี่ยวกราก

ฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดโรงเรือนพักทหารริมหาดถูกรื้อย้ายไปปลูกสูงจากตลิ่งหลายสิบหลา เรือนที่ย้ายไม่ทันน้ำขึ้นจนถึงหลังคา นั่งแฉะเข้าวันที่ 40 นับแต่ออกเดินทาง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ก็นั่งเรือกลไฟขึ้นมาเร่งทัพเอง เพราะชักเห็นไม่ได้เรื่อง

กระผมให้คนสำรวจทางดงพระยาไฟแล้ว น้ำเจิ่งเป็นโคลนไปหมดห้วยเล็กๆ กลายเป็นธารเชี่ยวข้ามแทบไม่ได้ขอรับ”   เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงค์อธิบาย ต่อหน้าเหล่านายทหารที่หมอบฟังอยู่บนจวน ยอดแอบอยู่หลังเสาเงยหน้า เห็นสมเด็จเจ้าพระยาฯบึ้งตึง ตัวท่านเองก็เปียกปอน

น่าไม่อายซิเจ้าคุณ ทัพใหญ่เขาถึงเมืองพิชัยแล้ว คงไปหลวงพระบางเร็วๆนี้ เจ้าคุณเป็นทัพหน้ากลับมารอฝนหยุดสบายนัก ผมจะไปถวายรายงานกระไรได้”   ท่านทิ้งท้ายเป็นเชิงดูถูกว่า ทัพหน้าเป็นเสียอย่างนี้ หากรบพม่าหรือญวนละก็ คงปล่อยมันมานั่งรออยู่ในกรุงเทพฯแล้ว

ถ้าเป็นพม่าจริงมีสักแสน กระผมไม่รั้งไว้ดอกขอรับ”   แม่ทัพหน้าเถียง   “แต่นี่มันโจรฮ่อ หน้าตาเป็นเช่นไรก็ยังไม่รู้ จะเร่งให้กระผมเอาชีวิตทหารไปเสี่ยงตายกับไข้ป่า งั้นขอรับพระราชอาญาดีกว่า

พวกที่ร่วมประชุมก้มหน้าเงียบกริบ อกสั่นขวัญแขวนเมื่อแม่ทัพหน้าผู้มีฉายาว่า นโปเลียนกล้าเถียงขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สุดในสยาม เป็นที่ทราบกันทั่วอยู่ว่าท่านเป็นอริกัน เพราะถือว่าตนเปรียบดั่งลูกเลี้ยงของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงฝากฝังไว้ก่อนสวรรคต ทั้งยังร่วมสาบานกับเจ้าหมื่นเสมอใจราช (เอม ชูโต) และพระยากษาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) ว่าขอถวายชีวิตปกป้อง .5 ถ้าสมเด็จเจ้าพระยาฯ คิดชิงราชสมบัติ และล่าสุดเป็นสมาชิก Privy Council สนับสนุนกลุ่ม สยามหนุ่ม อย่างเปิดเผย

อย่างไร คุณก็ต้องยกไปจนได้ นี่เป็นคำขาด

กระผมขอทำบุญวันสวรรคตทูลกระหม่อม (.4) สัก 7 วัน ขอรับ

ฮึ่ม”   เสือเฒ่าแห่งก๊กฟากข้างโน้นรู้ทันว่าหลอกถ่วงเวลาให้เข้าเดือน 12   “ก็ได้ ฉันถือว่าเป็นคำมั่นสัญญา หากไม่สำเร็จก็ต้องถอดเป็นไพร่

น่าอัศจรรย์นัก เมื่องานบุญเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ บูชา พระฑนต์ ของ .4 ซึ่งนำมากับกองทัพเริ่มขึ้น ฝนก็ค่อยๆ ซาลงจนขาดเม็ดเมื่อกัณฑ์สุดท้ายสวดจบ ยอดรีบสั่งลากเรือที่เกยฝั่งลงมาซ่อมแซมทันที


บุกดงพระยาไฟ


ครบ 2 เดือนนับแต่ออกจากกรุงเทพฯ ยอดก็มาถึงแก่งคอยและได้รับข่าวจากนายจ่ายวดเป็นครั้งแรก

ถึงพี่ยอด

หนังสือนี้คงถึงมือก่อนพี่ยกไปโคราช ทางฉันเสียเวลาเกณฑ์พลและเสบียงเพิ่มที่พิษณุโลกหลายวัน ปัญหาคนไม่ครบ คนหนีและพวกอมเงินนี่น่าเบื่อมาก พอถึงหาดเมืองพิชัย(.อุตรดิตถ์) ข้าวก็ไม่เต็มยุ้ง ช้างก็ไม่มาขน ที่นี่ไพร่พลเกณฑ์จากหัวเมืองเหนือ มาออติดฝนกับทหารกรุงเทพฯ เที่ยวถ่ายของเสียไว้ตามพงไม้สกปรกเกิดหนอนและแมลงวัน บินมืดฟ้าราวฝูงผึ้ง ค่ำลงเที่ยวเกาะตามหูตา เสื้อผ้าดำไปหมด..

โอ้ พระเจ้าช่วยคนเคราะห์ร้ายพวกนั้นเถิด”   มิสเตอร์แรมเซย์อุทาน เขากับพวกพ่อค้าอเมริกัน จ้างเรือไฟขนอาหารและยามาแจกหวังเอาใจเพราะห้างของแกกำลังผูกขาดการสั่งเครื่องแบบทหารจากนอก

เป็นผมๆ จะไม่พาเพื่อนๆอเมริกันของคุณไปถึงพิชัยดอกนะ ฟังนี่ก่อนซิ”   ยอดอ่านต่อ

...ในไม่ช้า ทหารก็ถูกห่าลงตายวันละหลายสิบคน ยังไม่ทันไปรบก็ฝังแทบไม่ทัน มันมักง่ายเอาศพไปโยนไว้ตามป่า ห่าเลยแผลงฤทธิ์ใหญ่ ท่านแม่ทัพใหญ่สั่งรีบออกเดินทางแล้ว ทหารป่วยไปเดินไปตายลงตลอดทาง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะโดนเข้าบ้างไหม ท่านให้กองหนึ่งล่วงหน้าไประวังหลวงพระบางสิบกว่าวันได้แล้ว ชาวบ้านลือว่า เอาห่าไปแจกลาวหลวงพระบางอลหม่านไปทั้งเมือง ระวังตัวด้วย

นายจ่ายวด

งั้นฉันพากันกลับกรุงเทพฯละ อาหารกระป๋องของทัพใหญ่ ฝากคุณดูปองท์ไว้กินแทนนะ”   พวกพ่อค้าขวัญหนี ไอ้น้อมยิ้มแป้นรีบรับหีบบรรจุอาหารเพียบ

เป็นป่าที่น่าสะพรึงกลัวกว่าในเวอร์จิเนียที่คุณคุ้นเคยนะ ไหนจะสัตว์ร้ายและไข้ป่ามรณะ ผมละอดห่วงคุณไม่ได้”   มิสเตอร์แรมเซย์ มองไปยังดงมืดทึบข้างหน้าด้วยความกังวล

ขอบคุณมิสเตอร์แรมเซย์ คุณเป็นเพื่อนที่ดีของผมมาตลอด”   เขาชี้ไปที่ทหารเกณฑ์ไม่ใส่เสื้อ แต่ละคนแบกของชิ้นหนึ่ง เหมือนหลังคาเรือเดินตามขบวนช้างของพวกนายกองตรงเข้าดงดิบเป็นแถว   “ป่าที่ผมไม่เคยเห็น และกองทัพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สนุกแน่ๆ

ยอดขอดูเจ้าหลังคาไม้สาน หรือ โพล่ อุปกรณ์ประจำตัวที่ใช้แทนทั้งเป้สัมภาระและเต็นท์ผ้าใบที่ทหารจากกรุงเทพฯใช้ คุณหลวงทิมทนายหน้าหอเห็นเข้าก็ล้อว่า ทหารจากอเมริกาไม่ทันภูมิปัญญาคนไทย

ไอ้โพล่ที่สารพัดประโยชน์ โครงเป็นไม้ดัดโค้งผูกปลายสองข้างสานไม้ไผ่เป็นตาชะลอมแล้วเราก็บุใบไม้ แกเอาโพล่มาอันหนึ่ง ชี้ให้ดูที่ปลายว่าเจาะรูไว้   “เอาขาไม้ที่ขนมาด้วย 4 ขา เสียบเข้าที่รูนี้ ตั้งเป็นเพิง กันแดดกันฝน แทนเต็นท์ของพวกคุณ

ไอ้น้อมแกลองกางมันดูซิ”   ยอดสั่ง แล้วก้มดูใต้หลังคานั้น เห็นปลายสองข้างมีช่องใส่ของ

ไพร่เกณฑ์ เขาแต่งกายง่ายๆ ย่ำตีนเปล่าและก็ต้องหาอาหาร อาวุธและของใช้มาเองจากบ้าน

หลวงทิม ล้วงในช่องกระชุเก็บของด้านหน้าโพล่ มีถุงข้าวสาร แล้วก็หม้อข้าวหม้อแกง แขวนไว้

กระชุที่ปลายคานข้างโน้น เขาเก็บเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว

นี่คงเป็นอุปกรณ์เสริม”   ยอดดูปองท์เริ่มซน เขาพบกระบอกไม้ไผ่สานกับคานโพล่ ในนั้นมีมีดโต้ อีกกระบอกเป็นที่เสียบกระติกน้ำซึ่งทำด้วยกระบอกไม้ไผ่เจาะรูมีฝาปิดแน่นหนา    “เหมือนร้านขายของชำเคลื่อนที่มากกว่า”  เขาพบว่าโพล่ใช้แขวนปืนคาบสิลา เขนง กลักลูกปืน ได้สาระพัด

ไอ้นี่ถ้าจะทำครัวเก่ง มีกลักพริก กลักเกลือ เสียมโอ้โฮ มีบ้องกัญชามาด้วย”     ไอ้น้อมคราง

ท่านแม่ทัพห่วงว่าครูยอดเอาม้ามาเอง ไม่ยอมขี่ช้างอย่างพวกนายทหารอื่นๆเขา”    หลวงทิมเปลี่ยนเรื่องคุย   “ท่านเลยให้ครูยอดกับทหารนำหน้าเพราะทางเป็นโคลน ถ้าช้างนำ ทางจะเสียหายลำบากแก่สัตว์เล็กอย่างม้า

โพล่และการแต่งกายของทหารไพร่เกณฑ์ชาวไทย ถ่ายโดยพระวิภาคภูวดล (James McCarthy) ในหนังสือ

Surveying and Exploring in Siam โปรดสังเกตขาตั้งโพล่ 4 ขา คานหามและกระชุที่ใต้ปลายคานโพล่ทั้ง 2 ข้างได้ชัดเจน

ยอดรู้สึกสำนึกพระคุณของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง บางทีท่านคงทราบว่าเขาเป็นหลานเจ้าคุณปู่ ผู้ซึ่งคลุกคลีเห็นหน้าท่านในกุฏิ พระจอมเกล้าที่วัดบวรฯ มาแต่ยังหนุ่ม ทางเดินในดงนั้นลำบากเต็มไปด้วยหลุมบ่อ และแคบลงทุกทีจนช้างยังเรียงเดี่ยวอย่างยากเย็น พอถึงห้วยที่น้ำเชี่ยวกรากเจ้าทหารหน้าก็ลุยอย่างทุลักทุเล ผิดกับช้างที่ตัวใหญ่และสูงกว่าข้ามมาโดยง่าย


                                    “เสร็จคลาเคลื่อนกองทัพไม่ยับยั้ง     ถึงกระทั่งห้วยกระบอกเป็นซอกผา

ก็ลุยช้างข้ามลำแม่น้ำมา                             ดงพระยาเย็นเชียบเหงาเงียบใจ

ล้วนป่าทึบดงชัฏสงัดแท้                           มองเห็นแต่ ยางยูงสูงไ สว…...” 

จากนิราศหนองคาย

ดงพระยาไฟ เต็มไปด้วยไม้สูงใหญ่ แม้จะเที่ยงวันแล้วก็มืดปราศจากแสงตะวัน ยอดรู้ว่าม้าเหนื่อยเพราะเริ่มไต่ที่สูงไปเรื่อยๆ จนทางเดินกลายเป็นแนวสันเขาสูงลิบ

เอ๊ะ เหม็นอะไรตาย   ฝนตกปรอยๆ กลุ่มพรานนำทาง แยกไปในพุ่มไม้ข้างทางแล้วกวักมือเรียก

เสือมันกินค้างไว้ขอรับ   หัวหมู่ที่ชื่อเจ้ามากคนของหลวงทิมซึ่งยอดสังเกตว่ามีแววตาหวาดระแวงอยู่เสมอบอก เจ้าหมูป่าตัวเขื่องเริ่มเน่า เหลือเพียงครึ่งตัวด้วยฝีมือเสือโคร่ง 

เน่าแล้ว มันกินทิ้งกินขว้างอย่างนี้รึ”   ยอดปล่อยไก่เรียกเสียงหัวเราะของพรานป่า

เขาว่าเหม็นกำลังดี เย็นนี้เสือคงย่องมากินหมดขอรับ พนันกันก็ได้   นายมากอมยิ้ม

อยากซุ่มดูเหมือนกัน แต่เราต้องรีบเดินทางต่อ   ยอดตัดใจ

อดีตทหารราบนิวเจอร์ซี่ที่13 สงสารม้าจึงลงจากหลังแล้วไต่จูงมันขึ้นไปตามช่องแคบๆ ที่สูงชันอันเป็นประตูเข้าสู่ที่ราบสูงอิสาน ใจห่วงเกรงมันจะพลาดล้ม หรือกีบแตกจนเดินไม่ได้ แม้ฝนจะเปียกชุ่มก็ยังเหนื่อยล้าเหงื่อโทรมกาย เสียงหอบของเขาและม้าดังฟูดฟาดแข่งกันราวกับจะขาดใจไปตลอดทาง เหงื่อม้าเป็นฟองขาวเต็มหน้าอกกระเด็นมาเปื้อนเครื่องแบบเจ้าของ ที่ไม่สนใจใยดีอีกแล้วเพราะกำลังอ่อนระโหย ก้าวขาไต่อีกแทบไม่ไหว ค่อยพักตามซุ้มกอไผ่ แต่พอมองลงไปเห็นเป็นเหวลึกก็เลยกัดฟันเดินต่อ

ภูเขาเล่าก็ชันเป็นหลั่นลด     ช้างค่อยจดเดินเรียงกลัวเพลี่ยงผลำ

ค่อยๆ คุกเข่าหน้าอุตส่าห์คลำ          แม้นถลำ แล้วเป็นเหลวด้วยเหวลึก

จากนิราศหนองคาย

พวกนั่งช้างคงจะหวาดเสียวนัก”  อึดใจหนึ่งก็ถึงยอดเขา มีป่าโปร่งสลับทุ่งหญ้ายอดสิ้นแรงรีบคว้าม้าไว้ยืนก้มหน้าพิงสะโพกมันเป็นลมนิ่งไป

คุณยอดไหวไหมขอรับ หน้าซีดเชียว”   ไอ้น้อมรีบส่งกระติกให้ แต่ยอดหน้ามืดไปแล้ว ตัวเย็นเฉียบได้ยินเพียงเสียงหัวใจตนเองรัวเป็นกลอง   

อย่าเดินหนีข้านะเจ้าทหารหน้า แต่เอ….ทำไมเรามีเสียงหัวใจ 2 ดวงนะ   แล้วหัวเราะเมื่อนึกได้ว่ากลองอีกใบคือหัวใจเต้นของม้า ซึ่งคงเหนื่อยไม่แพ้กัน


กองทัพเดินตุปัดตุเป๋ ผ่านศาลเทพารักษ์ที่ทับมะค่า โดยไม่ยอมหยุดจนมาทะลุกลางทุ่งโล่ง ชื่อ มวกเหล็ก แม่ทัพจึงให้หยุดกินข้าวแต่ย่ำค่ำ

คำสั่งให้แตรปลุก 4 ทุ่ม เราจะเดินต่อกลางดึกถึงเช้าเพื่อทะลุดงนี้โดยเร็ว

หลวงทิมทำคำสั่งถ่ายทอดกันมายังพวกทหาร ที่รวมกลุ่มกันไม่กล้าออกไปไกลนัก ไอ้น้อมจัดหาอาหารให้เจ้านายแล้วบ่นว่า   “รอเดินทางตอนสว่างไม่ดีกว่าหรือขอรับ

รอให้เป็นไข้ป่าน่ะซีวะน้อม ถึงแกไม่เคยเดินทัพกลางคืน ก็ต้องฝึกกันบ้าง

พวกกระผมกลัวขอรับ ต่อให้เขามีคนมานำก็เถิด ครือว่า...”   มันทำตาประหลับประเหลือก   “แฮ่ๆ คุณยอดไม่ได้ยินเสือมันร้องอยู่ชายทุ่งหรือไง

เสียงฮึ่มแว่วมาจริงๆ ยอดแกล้งปลอบว่า เสือที่ไหนมันกล้าย่องมาตะปบกินคนในกองทัพได้วะ

แล้วสองนายบ่าว ทหารชาวกรุงเทพฯก็นิ่งงันไป เมื่อหมู่มากเดินมาบ่นว่า

ครูยอดขอรับ พวกคุณหลวงทิมที่ตามหลังเรา บอกว่าเสือมันมาลากซากหมูป่าไปแล้ว

ถึงสี่ทุ่ม หลวงทิมมาขอเดินคุยไปด้วยกันเพราะตอนบ่ายนั่งหลังช้างเจ้านาย ช่วงขึ้นเขากูบช้างรูดเทลงมาท้ายช้าง เล่นเอาแกร่วงลงมาเกือบตกเหว

หนาวนะขอรับ อดนึกถึงบ้านไม่ได้”   แกบ่นอย่างคนที่ไม่ใช่ทหารอาชีพ ยอดนึกดูกองทัพไทย ก็คือ กองทัพไพร่เกณฑ์ ไม่ใช่ทหารที่ถูกฝึกมาแบบฝรั่ง ถ้าบ้านเมืองไม่คับขันจริงๆก็คงขาดสปิริตของทหารที่จะต่อสู้เพื่อเกียรติของกรมและของตน

กระผมอิจฉาคุณหลวงนะ เพิ่งจะข้าวใหม่ปลามัน มีเมียสาวๆให้คอยคิดถึง

หลวงทิมหัวเราะเขินๆ แกสะพายปืนเรมิงตัน บรรจุเดี่ยวเดินเคียงกันไป บางทีครูยอดจะโชคดีกว่า เอ้อ กระผมพอทราบเรื่องชาววังหน้าของครู เสียใจแทนนะขอรับ แต่ถ้าได้อยู่กินกันและต้องมาแบบไม่รู้อนาคตเช่นกระผมมันยิ่งทรมานกว่า เชื่อกระผมเถิด

นประจำการร่วมสมัย .5 อีกสองชนิด เป็น ปืนประจำการแบบที่ 5 กระบอกบน คือ ปืนสเปนเซอร์ ที่นายยอดเคยใช้รบคุ้นเคยกันดีแล้วในตอนที่ 9 มุ่งสู่แอตแลนต้าในภาพพานท้ายกำลังซ่อมใหม่ยังไม่ได้ลงสี   และปืนประจำการแบบที่ 6

กระบอกล่างเป็น ปืนบรรจุเดี่ยวเรมิงตันสปลิทบรีส รุ่นปี 1866 ใช้กระสุนปลอกโลหะขนาด .50

ปืนทั้งสองแบบนี้ในทะเบียนอาวุธปืนเล็กคงคลัง กรมยุทธนาธิการ .. 120 หรือ ปี 2444 เรียกรวมๆกับปืนอีกหลายชนิดว่า ปืนคาร์ไบน์หลังม้าอเมริกัน ระบุว่ามีปืนอเมริกันแบบยาวและแบบหลังม้าถึง 1,332 กระบอก ซึ่ง ปืนพวกนี้กระจายไปใช้ในกรมราชทันธ์ และพลตระเวนต่างจังหวัดในเวลาต่อมา

ยอดถอนหายใจยาว เขาจะลืมแม่ผึ้งได้หรือ แค่นี้หล่อนยังตามหลอกหลอนทุกคืนราวกับนางไม้ พอดีเห็นพรานกับพวกทหารนำทางยืนซุบซิบอยู่ข้างหน้าผิดสังเกต คนที่เป็นพรานรีบเอาคบไฟส่องพื้น  “รอยเสือขอรับ เดินนำหน้าเราเดี๋ยวนี้เอง

ท่านว่าขุนสัจวาที ที่ไปสำรวจทางเมื่อเดือนก่อนป่วยอยู่ที่จันทึกหรือขอรับ  นายมากถาม

ใช่ มีทหารกลับมาบอก”   หลวงทิมตอบ

เอ็งถามทำไม”   ยอดจับพิรุธในน้ำเสียงได้

ตะกี้กระผมหยุดดูอยู่พักใหญ่ ว่าเห็นขุนสัจวาฯ กวักเรียกให้เดินตามขอรับ พอบอกให้หยุดก็ไม่ยอม เดินอยู่ได้มืดๆ กระผมแน่ใจว่าใช่เพราะแสงจันทร์ก็ส่องพอเห็น

อย่าล้อกูเล่นนะไอ้มาก เมียมึงตายนานแล้วยังตามมาหลอนอีก กูจะได้วิ่งป่าราบ”   ตาพรานดุแล้วเตือนว่า   “มันชักตาฝาดแล้ว กระผมไม่เห็นรอยเท้าคนเลย เดี๋ยวคงผ่านดงว่าน ถ้าชั่วกลางวัน ดินแถวนี้เป็นสีดำ สลับแดงและเหลือง เป็นแร่ซึมออกมา อากาศจะอับร้อนมากและเหม็น อาจป่วยได้ขอรับ

หัวหมู่มากไม่เห็นเสือใหญ่ที่หมอบอยู่ตรงข้ามลำธาร กลับเห็นเป็นขุนสัจวาทีที่หายสูญไปหลายเดือน

มายืนกวักมือเรียกให้ข้ามมาหา ครั้นได้ยินเสียงร้องทักจากนังเมียก็ตกใจลุกพรวดขึ้นยืนกลางทางด่าน

จริงอย่างพรานนำทางว่า เมื่อไต่พ้นโคกลูกหนึ่งอากาศแปรไปไม่เป็นมิตรส่งกลิ่นหืน เหม็นเปรี้ยวจนแน่นหน้าอก ต้องเร่งผ่านมาหยุดรอในดงว่านป่า

ง่า กระผมคิดว่ารอยเสือตัวนั้นแค่บังเอิญผ่านมา หายไปพักใหญ่แล้วกลับมาเดินนำเราอีกขอรับ...

ไม่ทันขาดคำเสียงคำราม ฮึ่ม ก็แว่วมาจากดงทึบด้านขวา น่าจะอยู่ที่สูงกว่าขบวนทหาร เจ้าทหารหน้าทำท่าตกใจสะบัดจะหนี จนยอดต้องรีบตะครุบสายบังเหียนไว้

ไอ้น้อม บอกพวกเราให้อยู่ใกล้ๆกัน แล้วเงียบไว้อย่ายิงโดยไม่ได้สั่ง เดี๋ยวโดนกันเองในแถว”    เสียงฮึ่ม ดังมาอีกดูจะไม่ไกลนัก แต่เปลี่ยนมาทางหุบลึกด้านซ้ายของขบวนพาพวกทหารขวัญเสีย

มันกำลังเล่นเอาเถิดเจ้าล่อ ยั่วให้เราหัวปั่น”    ยอดชักทึ่งกับฤทธิ์เจ้าป่า สั่งทหารผูกม้าแล้วคว้าคอไอ้ลูกน้องคนสนิท สั่งบรรจุกระสุนในปืนเอ็นฟิลด์ก่อน เดินกลับมาหาหลวงทิม

ฉันขอไปกับพรานนะ เจอมันก็ซัดเลย อ้อ….ปืนของคุณหลวงเคยยิงไหม”   เขาถามความพร้อมแต่หลวงทิมสั่นหน้า   “มันจุปัสตันด้านท้าย ซ้ำได้เร็ว งั้นขอแลกกับเอ็นฟิลด์ของกระผม

ชุดนำทางทิ้งระยะ 50 หลา พรานพายอดกับคณะมาถึงต้นกระบากใหญ่ริมลำธาร ซึ่งนายมากหัวหมู่ซุ่มเล็งปืนรออยู่ในพุ่มไม้เป็นบังไพรได้พอเหมาะ แสงจันทร์ส่องทางเห็นลางๆ ป่านั้นเงียบงันในทันที ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดหรือจักจั่นเช่นหัวค่ำ อากาศรอบๆทำให้ยอดเริ่มรู้สึกง่วงและมึนหัว จนพรานสะกิดว่า

เสียงอยู่ตรงข้ามลำธารนี่เอง

มีเพียงสายหมอกขมุกขมัวลอยเหนือน้ำ เขาง้างนกสับอันใหญ่โตของเรมิงตันคาร์ไบน์ สะกดใจกวาดสายตาอย่างถี่ถ้วนไปยังแนวป่า ครั้นแล้วก็ตกตะลึง ตัวเย็นวาบเมื่อเห็นเงามนุษย์ขยับช้าๆออกมาจากพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม เจ้ามากพึมพำว่า

ขุนสัจวาฯ จริงๆด้วย...”

หัวหมู่มากอดีตทหารผ่านศึกเชียงตุงจะแลเห็นท่านขุนในลักษณะใดก็ไม่ทราบ แต่ในสายตาของยอดคือชายกลางคนไว้ผมทรงมหาดไทย สวมเสื้อยันต์สะพายดาบเดินย่างหลบช้าๆอยู่ข้างทางด่านมาหยุดที่ริมน้ำ ปราศจากเสียงราวกับเท้าไม่สัมผัสผิวดิน ยอดแทบสิ้นสติเมื่อมือหลวงทิมคว้าหมับที่แขน บีบแน่นด้วยความตกใจกลัวสุดขีด จู่ๆหัวหมู่มากก็ลุกพรวดขึ้นมายืนกลางด่านร้องว่า

แม่คุณ อย่าตามเลย ปล่อยพี่ไปเถิดจ๊ะ... โอ๊ย ระวัง

เสี้ยววินาทีนั้นเขาผลักหลวงทิม ลุกขึ้นลั่นปืนข้ามหัวเจ้ามาก ไปยังเงาดำที่โจนข้ามลำธารมา

ตูม....”   พร้อมๆกับเสียงไอ้น้อมที่ตกใจวิ่งกลับไปในความมืด

โฮก….”  

เจ้าเงาทะมึนที่แรกเห็นเป็นขุนสัจวาฯ หล่นพลั่กลงที่โคนไม้ มันเพียงบาดเจ็บดิ้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง แล้วคลานเข้ามาที่หลวงทิมซึ่งตกใจนั่งนิ่งอยู่กับที่ ยอดโดดหนีจะล้วงหากระสุนนัดใหม่ก็ไม่ทัน

ตูมตูมๆๆๆๆ” 

ปืนแก๊ปของพรานทิ่มเข้ามาที่ก้านคอเสือโคร่งตัวนั้นอย่างใจเย็นเพื่อยิงนัดตัดสิน ตามด้วยเรมิงตันลูกโม่ของยอดซ้ำไปตามลำตัวเสียหมดโม่ สักครู่เสียงทหารมาล้อมเอะอะไปหมด ไอ้น้อมตัวดีร้องสั่นๆว่า คุณยอดทำไมไม่รีบยิง กระผมเห็นเสือมันเดินย่องออกมาหา น่ากลัวจริงๆ

ตาพรานแกช่วยชีวิตฉันไว้แท้ๆ หลวงทิมยังสั่นไม่หาย ยอดสะบัดหน้าเรียกสติคืน กระซิบถามว่า

คุณหลวงเห็นมันครั้งแรกเป็นอย่างไรขอรับ

เสือตัวเบ่อเริ่มน่ะซี คุณก็มัวจ้องมันอยู่ได้ ไอ้ทิดมากซิบ้าไปเลย อยู่ๆมันก็เดินออกไปหาเสือ”  

               หัวหมู่ถูกรุมซักจนได้ความว่า แรกเห็นเป็นขุนสัจวาฯ ซึ่งเคยเป็นทัพเชียงตุงด้วยกันมาก่อน แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเมียเก่าร้องเรียก ตกใจลุกขึ้นกลางด่าน พบท่านขุนกลับเป็นเสือโคร่งใหญ่ จึงร้องให้ระวังตัว

เมียมึงถูกท่านที่วัดระฆัง สะกดไว้นี่หว่าทหารพูดกันในเรื่องที่ยอดไม่ทราบมาก่อน

หรือเขามาช่วยผัวเขาวะ”   หลวงทิมคราง

ลุงพรานเห็นเป็นคนหรือเสือ  ยอดก้มดูซากเสือ

ถ้าครูยอดเห็นมันแปลงมาเป็นคน กระผมเดาว่าเราคงไม่พบขุนสัจวาทีนอนป่วยที่จันทึกหรอก

เสือสมิง”   พวกทหารลงความเห็น

ตาพรานชี้ว่านัดแรกที่เขายิงเข้าสะโพกจึงหยุดมันไม่อยู่ ครูยอดยิงซ้ำเสียพรุนไปหมด หนังใช้ไม่ได้แล้ว ฉันเอากะโหลกไปกำนัลท่านแม่ทัพก็แล้วกัน

ปืนฉันขนาด .50 ก็จริงยัง สู้ปืนแก็ปไม่ได้เขาเสียดายปืนชาร์ป .50-90 ที่ยกให้ไมค์ไปก่อนกลับ ไม่อย่างนั้นคงเห็นดีแน่  


เดินทางต่ออีก 3 วัน จึงทะลุดงที่ลำตะคอง กองทัพอ่อนล้าแทบสิ้นแรง ช้างบางตัวตกลงในหล่มก็แน่นิ่งไป ไม่มีแรงยกขาขึ้นเอาเฉยๆ ต้องให้เชือกอื่นมาลาก โคต่างนั้นยิ่งแย่กว่าเพราะกลิ้งตายอยู่ตามทางเสียหลายตัว ทำให้ขบวนเกวียนตกค้างอยู่ในป่ากับพวกทหารที่ล้าหลังอีกมาก ไม่แพ้ม้าต่างอเมริกันที่จมโคลนตาย ในการฝ่ากลางฝนปนหิมะริมแม่น้ำรับปาฮาน็อก (Rappahannock River) ในปี .. 1863 ในที่สุดเขาก็มาถึงทุ่งกว้างทางเข้านครจันทึกสำเร็จ อีตากำนันรีบออกมาแจ้งหลวงทิมว่า

กระผมช่วยไม่ทันจริงๆ ขอรับนาย อย่าเอาโทษเลยนะขอรับ”   แกพูดน่าสงสาร

ฉันจะเอาโทษทำไมอุตส่าห์ปักธงรับ”   หลวงทิมรับกล้วยและเผือกมันที่ชาวบ้านป่าขุดมากำนัล

ก็ท่านขุน...ท่านขุนสัจวาทีซิขอรับ แกป่วยไข้ป่าเราเลยสร้างกระต๊อบให้ที่นี่ ไอ้พวกทหารที่มาด้วย หนีกลับทิ้งท่านขุนไว้คนเดียว ตกดึกเสือมันมาลากไปกิน เหลืออยู่ครึ่งเดียวละขอรับ กระผมช่วยไม่ทันจริงๆ”    แกว่าธงปักไว้ให้ชาวบ้านรู้ว่ามีเสือกินคนต่างหาก

ไอ้เสือนั่นเลยเอาแกมาหลอกเล่นงาน ดีว่าเมียเก่าหัวหมู่มากมาช่วยเราไว้”   ตาพรานหันมาพูดกับยอดที่แทบจะตกจากหลังม้า ข่าวนี้ลือถึงหูแม่ทัพหน้า จึงสั่งมัดทหารที่ทิ้งนายไปลงโทษ แล้วหยุดรอพวกที่ล้าหลังให้มาพร้อมกันเสียก่อน ท่านประกาศเป็นคำขาดว่า

แล้วเจ้าคุณสั่งทั่วทุกตัวนาย พลนิกายเจ็บจริงอย่าทิ้งกัน

ในไม่ช้ากองทัพก็ผ่านสีคิ้ว บ้านกุดจิก บ้านนครคำ และบ้านโคกกรวด เข้าเขตโคราช ท่านแม่ทัพหน้ายั้งทัพไว้นอกเมืองคืนหนึ่ง สั่งให้แต่งเต็มยศสวนสนามเข้าเมืองให้สมเกียรติ กองไหนมีอาวุธดีๆ ก็งัดมา แสดงให้เต็มที่เป็นกำลังใจแก่ชาวเมือง โดยเฉพาะปืนใหญ่ปืนกลนั้น

แล้วถึงกอโปราล (Corporal)  ถมดูคมขำ

ขี่ม้านำทหารประมาณโหลคุมปืนแคทะริงกันสนั่นโต้

มีเดโชยิ่งกว่าปืนอื่นทั้งปวง(เหตุการณ์จริง เดือนอ้ายขึ้น 1 ค่ำ ..2418)

ถึงกองจเรทัพอันดับมาทหารหน้าท่วงทีเห็นดีโข

สวมเสื้อดำเฉิดฉินดูภิญโญล้วนใส่หมวกกะโล่ผ้าขาวคลุม

จากนิราศหนองคาย

พ่อนายทหารชุดดำที่ขี่ม้าขาวคนนั้น งามจริงนะ”    เสียงพวกเมียน้อยท่านเจ้าเมืองกระซิบกัน

ตั้งแต่สมัย .3 ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์รกร้าง วัดวาอารามถูกป่ากลืน หนองคายได้กลายเป็น ศูนย์กลางการ

ค้า ขาย ริมแม่น้ำโขงที่เจริญขึ้นแทนที่ ภาพวาดนี้คือพระธาตุหลวง ในสายตาคณะสำรวจ ฝรั่งเศส ก่อน ฮ่อเข้าปล้น 10 ปี

เหยียบเวียงจันทน์


กองทัพตั้งค่ายริมกำแพงเมืองโคราชได้หลายสัปดาห์ ก็ไม่เห็นทีท่าว่าจะขยับเดินทางต่อ รอแต่ว่าทางกรุงเทพฯจะสั่งกลับไหมเพราะคาดว่าหนองคายคงปลอดภัยแล้ว ระหว่างนี้เพื่อปลุกขวัญทหารที่เบื่อหน่าย อยากกลับบ้าน เลยมีงานเรี่ยรายทำบุญซ่อมวัดจัดโขนละคร แสดงโดยทหารกรุงเทพฯ เข้าร่วมด้วย การมหรสพช่วยบรรดาพวกคิดถึงเมียได้ผลชะงัด ปรากฏว่าพวกละครของกองทัพ มีสาวแก่แม่ม่าย มาเฝ้าดูเกาะขอบเวทีทุกคืนตั้งแต่ตัวเอกถึงคณะปี่พาทย์ ได้เมียใหม่กันเป็นแถว บางคนมีกว่าหนึ่งคนเสียด้วยซ้ำเมื่อคนดูสาวๆ มีมากตัวกว่าคนแสดง จึงต้องแบ่งเวลากันให้ลงตัว ทำเอาบางบ้านหัวปั่นถึงกับ

       “ที่มีลูกสาวเซ่าแซ่ฝ่ายแม่กลัว     ต้องคุมตัวซ่อนเร้นเป็นโกลา

       ที่บางคนมีบ่าวเป็นสาวแซ่               ลั่นกุญแจโซ่ใหญ่ต้องใส่ขา

จากนิราศหนองคาย

     คุณยอดไม่เหงาบ้างหรือขอรับ”   ไอ้น้อมกระแซะถาม เพราะเจ้านายออกจะวางตัวแก่เกินวัย

เอ็งไม่ต้องมาห่วงข้าหรอก อยากลองมีเมียลาวแถวนี้ ก็ตามใจ

โธ่ พวกเราเนื้อหอมจะตายไป แต่ที่สาวๆ ลือกันทั้งตลาดน่ะ ใช่ใครที่ไหน มันแกล้งหยุดเอาไว้

ใครวะ

ก็มะๆ แหม มีนายทหารขี่ม้าขาวท่าทางสำอาง อยู่คนเดียวละขอรับ ไอ้น้อมอมยิ้ม

พวกแม่ค้าข้าไม่ยุ่งดอก ใช่ดูหมิ่นเขานะ ที่สระบุรีก็ทีละพายเรือตามข้าทุกวัน

ชั้นคุณยอด กระผมคัดให้ดีกว่าแม่ค้าอยู่แล้วขอรับ”   ไอ้น้อมคลานเข้ามากระซิบ กระผมไม่อยากให้คุณยอดตกอยู่ในความเศร้าเรื่องคุณข้าหลวงต่างหาก

แล้วเอ็งมีของดีอะไรยอดชักสนุกเลยแกล้งตามน้ำดู

แฮะๆ ถึงจะคล้ำสักนิด แต่ก็คมขำขอรับ เธออยู่แถวจวนท่านเจ้าเมือง”   ไอ้น้อมเลียริมฝีปาก เพราะหวังรางวัลค่าพ่อสื่อมากินเหล้าจากฝ่ายหญิง

อย่าเลยไอ้น้อมคงเป็นญาติหรือเมียน้อยที่ท่านเจ้าเมือง มีเป็นสิบก็ไม่รู้”   ยอดห้ามมันแล้วก็ไม่สนใจอีกต่อไป คืนนั้นเมื่ออาบน้ำเสร็จเดินขึ้นเรือนพัก ก็พบแม่สาวงามนางหนึ่งนั่งหวีผมเล่นบนแคร่

ครูยอดเมื่อยไหมเจ้าคะ อิฉันจะช่วยนวดขาให้”   ยอดจำได้ว่านี่คือหม่อมตัวโปรดชื่อแม่พุ่ม ที่เขาเคยเห็นเวลาเข้าไปราชการที่จวนเจ้าเมืองกับท่านแม่ทัพหน้า หล่อนไม่พูดเปล่าแต่ปล่อยสไบหลุดอวดปทุมพุ่มพวงสีเข้มที่งอนงามและใหญ่เกินตัว พลางลุกขึ้นมาคว้าเขาซบนอนลงบนก้อนเนื้อนุ่ม

อย่าจ๊ะ ท่านเจ้าเมืองรู้ละโกรธฉันแย่”   เสียงอู้อี้ตอบ ไอตัวหอมชักคุกคามสติสัมปชัญญะ

ก็อย่าบอกซีเจ้าคะ พ่อทหารหน้าคนงาม”   ยอดทะลึ่งพรวดก่อนมือหล่อนจะคว้าอย่างอื่นทัน

ไอ้น้อม มานี่เดี๋ยวนี้

มันขำที่เห็นเจ้านายดิ้นหนีแม่พุ่มที่ขืนจะเข้ามาจูบต่อ แต่ถูกเขาห่อร่างเกือบเปลือยไว้ด้วยชุดเสื้อทหารสักหลาดดำ   “โธ่ไอ้กระผมหวังดีแท้ๆ”   

ดิ้นเก่งหลายนะ เอาผ้ามามัดมือมัดปากเร็ว”    แล้วสองนายบ่าวก็แบกแม่พุ่มไปทิ้งไว้ข้างจวน


อีกสองวันต่อมา ท่านเจ้าเมืองก็เอะอะขึ้น เมื่อพบเสื้อเครื่องแบบสีดำซ่อนอยู่ใต้ตู้ ในห้องหม่อมพุ่ม ท่านรีบตรงมาหาแม่ทัพหน้าด้วยความหึงหวงต้องการหาคนที่หาญตีท้ายครัว

นี่กระผมอุตส่าห์ให้เกณฑ์ยามนั่งเฝ้าประตูกวดขันแล้ว ยังแอบปีนมาจนได้” 

หาตัวไม่ยาก มันมีไม่กี่คน ว่าแต่เมียเจ้าคุณเขาว่าไงล่ะ  แม่ทัพหน้ากลั้นหัวเราะแทบแย่

มันว่าอยากหนีตาม เลยเอาเสื้อมากะแปลงตัวเป็นชายขอรับ”   ท่านชักเสียงอ่อย

เอาละ หลวงทิมไปช่วยกันหาตัวมานะ ท่านนึกเอ่ะใจ รึว่าหลานท่านพระคลังวะ

ไอ้น้อม... อ้ายฉิบหาย...  เสียงยอดด่าลั่นค่าย หลวงทิมหลับตาปี๋ เมื่อเขาชักปืนลูกโม่ออกมา

อย่ายิงมันเลยขอรับ กระผมยังว่าครูยอดทนเปล่าเปลี่ยวได้อย่างไร

มันไปรับสินบนเขามาน่ะซิ  เมื่อปราศจากเงาไอ้น้อม ยอดก็นั่งกลุ้มกุมขมับ

อย่าไปรับซิ แหมหม่อมพุ่มนี่แกก็อวบอัดดีนะ”   หลวงทิมปล่อยก๊ากออกมา   “กระผมเลยสั่งสอบในค่ายพวกเรารู้ไหมว่า พบลูกเมียใครต่อใครแอบมาอยู่กับทหารของเราเต็มค่ายไปหมดแล้ว ฮะๆ...

ท่านแม่ทัพโกรธตายเลย

ท่านรำคาญมากกว่า เข้าทำนองหญิงเขาก็อยาก ชายมันก็ยั่ว เห็นจะสมัครใจหนีตามกันมาทั้งนั้น

ท้ายที่สุด แม่ทัพหน้าจึงให้ตั้งคณะตุลาการชำระความทั้งกองทัพ ว่าใครไปได้เมียที่เป็นลูกสาวบ้านไหน ทาสของใคร ถ้าเห็นสมัครใจรักใคร่จริงจัง ก็ให้นำค่าไถ่มาชำระ หรือขอตกแต่งให้ถูกต้อง

ครูยอดเขาว่าเป็นเสื้อสำรับเก่าครั้งบุกดงมาก็เลยทิ้ง คงมีคนเก็บเอาไปแอบอ้างนะ ท่านเจ้าเมืองเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง พูดถึงคดีโด่งดังทั้งโคราชนี้   “ถ้าท่านไม่เชื่อขอเชิญ แม่พุ่มมาให้การที่นี่เถิด

ง่า... ไต้เท้าอย่าให้เอิกเกริกไปเลย”   ท่านเจ้าเมืองนึกละอายใจ

โอ๊ย มารบคราวนี้ มีแต่ทำบุญ กับเป็นคนห้ามผัวเมียทะเลาะกัน นายทหารของฉันจูงเมียใหม่มาเต็มค่าย เห็นจะบังคับให้มันจัดสมรสหมู่เสียแล้ว”   ท่านแม่ทัพหน้าแกล้งบ่นดังๆแล้วสั่งหลวงทิมว่าจะส่งยอดไปในทหารกองสอดแนมไปหาข่าวที่หนองคาย


ยอดโล่งอกที่ได้แยกจากกองทัพอันเชื่องช้า มาทำภารกิจที่แน่นอนสักที เขาไม่หวังที่จะปะทะกับพวกฮ่อ หรือฝันจะได้แหวนเพชรรางวัลอีกแล้ว การไปกับกองเกวียนของชาวมหาดไทยเปิดหูเปิดตาให้อดีตคุณชายได้เห็นสภาพแท้จริงของชนบทสยาม จากป่าดงดิบ มาเป็นที่ราบสูงร้อนระอุ ดินสีแดงแห้งผาด

เจ้าคุณท่านทราบว่าเข้าฤดูแล้งเส้นทางกันดาร”   ขุนวิสูตร์เสนีนายกอง เริ่มคุ้นกับทหารไทยชื่อฝรั่งบ้างแล้ว แกเป็นทหารเก่ามีเรื่องเล่าไม่หยุดปาก   “ท่านไม่ให้กองทัพมาเสี่ยงง่ายๆหรอก”  

เราเพิ่งรอดจมน้ำตายในป่า พอหมดฝนก็อาจตายเพราะอดน้ำ”   ทุกอย่างถูกจดไว้

คืนนี้ กำชับทหารของครูยอดนะว่าอย่าไปไกล”  

ภาพยอดพระธาตุหลวง หักพังป่นปี้โดยฝีมือฮ่อ เพื่อขุดหาสมบัติ ซึ่งเป็นสภาพที่ยอดได้เห็นใน

ศึกฮ่อครั้งนี้ ถ่ายโดยนายเจมส์ แมคคาธีร์ หรือ พระวิภาคภูวดล

ยอดชอบใจมากที่ ทหารเอาเกวียนล้อมเป็นสี่เหลี่ยม และกลางคืนก็เย็นจัดไม่แพ้ทุ่งแพรี่ในแคนซัส แต่ที่นี่คือสยามจึงจัดเวรยามระวังเสือ แทนระวังอินเดียนโจมตี ขุนวิสูตร์เสนีเองก็ชอบฟังการผจญภัยในอเมริกาแกล้มเหล้าทุกคืน แกพาชมซากปราสาทหินซึ่งขอมทิ้งไว้ในเมืองพิมาย สอนให้ออกล่าเก้งกวางและควายป่าด้วยปืนแฝดส่วนตัวที่สั่งมาจากฝรั่งเศส จนขบวนเดินทางผ่านเมืองพุทไธสง เข้าป่าทึบวกวนราวเขาวงกต บางครั้งยอดต้องช่วยลงจากม้ามาเข็นเกวียนที่ติดแง่หินตะปุ่มตะป่ำ อยู่หลายชั่วโมงจนทะลุจากป่า ก็พบลานเกลือสีขาวโล่งกว้างร้อนระอุ ไปถึงขอนแก่นเขาจึงพบขบวนเชลยชาวฮ่อเป็นครั้งแรก ครั้นเลยเมืองกุมภวาปี ป่าก็หายไปกลายเป็นพื้นดินราบเรียบเป็นสิบๆ ไมล์ จนถึงหนองคาย

ศึกปราบฮ่อครั้งนี้ข้ายกให้ พระยามหาอำมาตย์”   เจ้าเมืองหนองคายให้การต้อนรับ ท่านเป็นลูกชายของอดีตเจ้าเมืองสมัย .3 ซึ่งครั้งนั้นกบฏเจ้าอนุวงศ์จับตัวท่านมัดเตรียมประหารอยู่แล้ว   “ท่านบังเอิญไปตั้งกองสักเลขไพร่อยู่ที่เมืองอุบล พอทราบข่าวฮ่อยึดเวียงจันทน์ ก็เร่งยกพลกรำฝนมาช่วยไม่มีลังเลเลย

โชคดีของหนองคายนะขอรับ”   ขุนวิสูตร์เสนีย์หน้าเสียเพราะโดนเหน็บเข้าเต็มรัก

ข้าเกือบเทครัวพาชาวเมืองหนีไปแล้ว รอพ่อเจ้าประคุณจากกรุงเทพฯไม่ไหว  แม้จะตาบอดทั้งสองข้างปากคอท่านก็ไม่ใช่เล่น   “พระยามหาอำมาตย์ระดมได้คนจากสุวรรณภูมิ นครพนม มุกดาหารและมหาสารคาม ให้มาสมทบด้วยความเด็ดขาด จนแม้แต่ยอมปล้นเรือมาขนทหาร ฮ่อซึ่งกำเริบทำหนังสือขู่บุกหนองคาย กลับถูกท่านจู่โจมโดยไม่รู้ตัวถึงค่ายกลางเวียงจันทน์”  

องค์พระธาตุหลวงในปัจจุบันถูกบูรณะกลับมาสวยงามเป็นศรีสง่าของนครเวียงจันทน์อีกครั้ง

ในภาพจะเห็นช่องตามกำแพงแก้วรอบพระธาตุที่ฮ่อใช้เป็นช่องยิงสู้กับทหารของพระยามหาอำมาตย์

ยอดอายแทนที่เหตุการณ์สงบลงโดยทหารกรุงเทพฯไม่มีบทบาทเลย เช่นเดียวกับด้านหลวงพระบาง ก็ได้พระยาพิชัย และกองหนุนจากเจ้าน่าน เร่งยกข้ามเขาทุรกันดารถึงแดนข้าศึกในเชียงขวาง

ท่านเจ้าเมืองเอามือลูบหน้ายอดแล้วว่า   “เอ็งมันเด็กใหม่ จำคำขุนนางบ้านนอกคนนี้ไว้ว่าอย่าอ้อยอิ่งปล่อยบ้านเมืองแถบนี้ตามยะถากรรม จะรักษาไว้ไม่ได้ พวกสำรวจฝรั่งเศสกับหมอสอนศาสนามันผ่านมาหลายทีแล้ว ถึงข้าตาบอด เวลาคุยกับพวกมันก็รู้ว่าน้ำลายไหล อยากได้เป็นของมัน”  

ก่อนกลับเขาข้ามไปสำรวจฝั่งเวียงจันทน์ ขี่เจ้าทหารหน้าลัดเลาะหาดทรายริมแม่น้ำโขง เฝ้าดูสายน้ำ พยายามเปรียบกับแม่น้ำในทวีปอื่นที่เคยผ่านมาว่า

จริงซินะ แม่น้ำแต่ละสายที่เราได้ผ่านพบ เทนเนสซีในอเมริกา เพิลส์ที่กวางเจา และล่าสุด เสียงเปียโนที่ริมฝั่งเจ้าพระยา มีเรื่องของความรักที่ได้มอบให้กับหญิงสาวเจ้าของถิ่นนั้นเสมอ

แต่ที่ริมฝั่งโขงเขากลับรู้สึกแตกต่างออกไป ช่างกว้างใหญ่จนสัมผัสความอ้างว้างวังเวง ทั้งยังมีพลังลึกลับของกระแสน้ำที่เย็นและมืดมิด ช่วยดูดซึมความเศร้าหมองที่ต้องตัดขาดจาก ข้าหลวงคนงามได้อย่างน่าพิศวง เขาลงจากม้าเอามือวักน้ำลูบหน้าพลางหัวเราะเบาๆว่า   

ฟังนะเจ้าม้า บ้านเมืองแถวนี้กันดารนัก ข้าคงไม่มาพบหญิงงามที่นี่เหมือนริมน้ำสายอื่นหรอก

บางทียอดอาจจะสบประมาทเสน่ห์ของแม่น้ำโขงล่วงหน้าเกินไปเสียแล้วก็เป็นได้……


17 เมษายน .. 2419 (.. 1876)  ยอดก้าวขึ้นจากเรือกลไฟหลวงที่ท่าช้าง สงครามปราบฮ่อครั้งที่1 จบลงน่าผิดหวัง แทนที่จะยิงข้าศึกกลับได้เสือสมิงมาตัวเดียว เขาเหลียวไปทางหมู่พระที่นั่งในวังหน้า ก็พอดีเพื่อนๆกรูเข้ามาทักทาย นึกสลดที่เห็นเมียใครบางคนร้องไห้โหยหวน เพราะรู้ว่าผัวตายเสียแล้วในดงพระยาไฟ ที่เป็นลมล้มกลิ้งไปกับตาก็มี อดดีใจไม่ได้ว่าตนเสียทหารไปกับไข้ป่าน้อยกว่ากองอื่นๆ ยิ่งเห็นบรรยากาศพี่น้องลูกเมียของพวกทหารวิ่งกรูมาพบกันเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ช่างแช่มชื่นผิดกับความเงียบเหงาเมื่อเขาถูกปลดประจำการในหลุยส์วิล รัฐเคนตั๊กกี้มากนัก แล้วสายตาก็ไปสบกับหญิงชาวจีนขาวผ่องคนหนึ่ง นั่งยิ้มรับเขาด้วยน้ำตานองหน้าอยู่บนรถเจ็กส่วนตัวของเจ้าสัว เขารีบตรงไปทักว่า

เห็นไหมล่ะแม่วัน ฉันกับม้ากลับมาเรียบร้อยทุกอย่างตามสัญญา”  

อย่าลืมไปทานข้าวที่บ้านนะเจ้าคะ

จ่าน้อม ทหารหน้า


โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ตอนก่อนหน้านี้: แม่ตัวร้าย