สุดสองทวีป ตอนที่ 21 : ปราบฮ่อ
จ่าน้อม ทหารหน้า
โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้
ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้
ตะกายภูฟ้า
“จึ่งสั่งให้หลวงดัษกรปลาศน์ กับเจ้าราชภาคีกรีพหล
เดือนสี่แรมสองค่ำให้นำพล ไปโรมรณพวกที่ชั่วจับตัวการ
หลวงดัษกรปลาศน์องอาจรบ ภอสั่งจบรีบรัดจัดทหาร
ได้ร้อยห้าสิบนายล้วนชายชาญ ระวิวารรุ่งเวลาก็คลาไคลฯ”
นิราศหลวงพระบาง ของ หลวงทวยหาญรักษา
เมื่อยกออกจากเมืองงอย ภูฟ้าตั้งตระหง่านรอทหารอาสาอยู่กลางหมู่เมฆ
“อ้า นี่หรือภูฟ้าที่ร่ำลือว่าน่ากลัวนัก พวกเรายังไม่เคยข้ามเขาสูงกว่า 7,000 ฟิตเลย”
เมเย่อร์พระพิชิตชาญณรงค์ แหงนคอมองยอดภูสูงเทียมฟ้า เห็นเพียงลางๆกลางเมฆฝน ให้นึกถึงรีโปทของทหารรุ่นพี่ที่มาปราบฮ่อเมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่า “ทางทั้งสองข้างๆหนึ่งเขาสูง ตั้งตรงขึ้นไปยาวยืดถึงยอด ข้างหนึ่งอากาศว่างเปล่าโปร่งโล่งตลอดมิใช่เหวผา ถ้าแลลงไปดูข้างล่างไกลลิบลิ่ว หวิวหวั่นเป็นควันกลุ้ม จนสุดสายตาหาเห็นผืนแผ่นดินไม่……….จนเป็นเหตุให้ช้างม้าพลาดพลัดตกสูญหายมิได้ตัวเป็นที่น่ากลัวอนาถนัก” (จากจดหมายเหตุปราบฮ่อครั้งที่ 1 พ.ศ. 2418 ของพระยาราชวรานุกูล)
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ยอดจะนำทหารรุ่นน้อง บุกบั่นข้ามเทือกเขาที่ขวางกั้นระหว่างเมืองงอย
กับแคว้นหัวพันห้าทั้งหก ดินแดนของโจรฮ่อให้จงได้
“ทางชันมากขอรับ เลียดหน้าผาแคบศอกเศษเอง” หลวงดัษกรฯเพิ่งกลับจากสำรวจ “เรามีแค่ม้าต่างก็พอได้หรอก แต่กองช้างกองเกวียนของท่านแม่ทัพที่จะตามมาคงขึ้นไม่ไหว”
“คุณพระ! ช้างเก่งกว่าเราคิดมากนะ ทางลื่นนักช่วยตัดขั้นบันได ให้เขาคู้เข่าคลานไปทีละก้าวได้”
เจ้าราชภาคิไนยเฉลย ท่านเป็นเจ้าลาวที่ยอดเคารพรักทันทีที่ออกเดินทางด้วยกันจากเมืองงอยด้วยไม่ถือองค์ ร่วมคลุกคลีตีโมง ลำบากตรากตรำด้วยกันเหมือนทหารเลวคนหนึ่ง ดูสารรูปตอนนี้ซิ มอมแมมไปด้วยโคลนทั้งตัว
“เราปรับทางเผื่อท่านแม่ทัพให้มั่นคงเสียเลยนะขอรับ” ยอดเรียกหาเพื่อนเก่า “นายหรุ่น นายเผื่อนรู้การทหารช่างพอรับเป็นหัวแรงคุมคนตัดไม้ขยายทาง วางหินเป็นขั้นๆ ให้ช้างเดินสะดวกไหวไหม”
“ขอรับครูยอด กระผมขอตัวร้อยโทเอื้อน และร้อยโทดวง ช่วยอีกแรงนะขอรับ”
(ร้อยโท 2 คนนี้ เป็นญาติสกุลชูโตของพระนายไวย เพิ่งจบจากโรงเรียนคาเด็ต อาสามาร่วมในชุดจู่โจม)
“คุณไม่สบายนี่” ยอดเห็นเพื่อนเผลอไอออกมา
“ยังไหวขอรับ ครูยอดช่วยกระผมนักแล้ว ขอแทนพระคุณบ้าง” นายเผื่อนรีบกลบเกลื่อน
ภาพซ้าย เจ้าหมื่นไวยวรนารถวาดภาพนี้ไว้ในไดอารี่ของท่านเมื่อพาทหารปีนป่ายมาถึงยอดภูฟ้า ในคำบรรยายว่าสูงถึง 7 พันฟิต แลเห็นที่ราบเมืองงอยอยู่เป็นฉากหลัง
ภาพขวา “คุณพระ! ช้างเก่งกว่าเราคิดมากนะ ทางลื่นนักช่วยตัดขั้นบันได ให้เขาคู้เข่าคลานไปทีละก้าวได้” ที่มาจาก Travels in Siam, Cambodia, Laos, and Annam – Henri Mouhot
ทำไมจะไม่ห่วงเล่า เดินทางมาได้ 2 วัน ทหารอาสาก็จับไข้หลายสิบคน ด้วยเปียกฝนกันทั้งวัน ฤดูฝนเมืองลาวทารุณนัก ฟ้ามืดมิดจู่ๆ ก็เทลงมาห่าใหญ่ ประเดี๋ยวอากาศเปิดเห็นแสงแดดทะลุเมฆ สีเทามาให้ดีใจสัก 15 นาที แล้วกลับโปรยลงมาตั้งแต่เช้ายันเย็น
ทหารช่างเร่งปรับทางจนเคลื่อนขบวนเดินเรียงเดี่ยว ไต่ภูที่ชันขึ้นเรื่อยๆ แต่ละก้าวต้องหยั่งน้ำหนักจนแน่ใจว่าดินไม่พัง ไหนจะปืนชนัยเดอร์ ไหนจะเครื่องสนามแสนหนัก ทหารจึงยังล้มลุกคลุกคลานกันทั่วหน้า เมื่อใดลมหอบเมฆฝนคลุมทาง เดิน มองเบื้องหน้าได้เพียง 2-3 เมตร ต้องร้องเตือนให้หยุดก่อนที่ใครจะเผลอก้าวพลาดหายลงเหว
“ขึ้นมากกว่า 15 ชั้น แล้วนา” จ่าบ่นดังๆให้นายได้ยิน
“เดินแต่เช้านี่บ่ายโมงยังไม่ถึงยอดเลย” คุณพระอยากข้ามได้ก่อนค่ำ แสนหาญสั่นหัวว่าไม่ทัน
“นอนบนนี้ละขอรับ พวกลาวว่าพ้นเชิงเขาหินโล้นข้างหน้า เป็นป่าเมี่ยง มีน้ำกินและพักแรมได้”
“มันหินทั้งลูก ไม่เห็นจะมีทางเดินเลย”
“กระผมจะทำขั้นบันไดไม้ไผ่พาดเป็นทอดๆ โยงยึดด้วยเชือกให้ปีนขอรับ ส่วนม้าต่างต้องดึงมันไปทีละตัว” นายเผื่อนเตรียมแผนไว้แล้ว ภายใน 2 ชั่วโมงก็เสร็จ ยอดเห็นฟ้าเริ่มมืดชักร้อนใจ
“4 โมง ก็ทำท่าจะมืดเสียแล้ว เชิญเจ้าราชภาคิไนยไปก่อน พวกเราคุมท้ายเอง”
ทหารอาสาไต่บันไดตามเจ้าลาวไปเป็นแถว พวกม้าต่างถูกปลดของออก ชักขึ้นไปทีละห่อ พวกมันขลุกขลักคอยดิ้นตาเหลือกร้องลั่น เพราะถูกลากถูกตีให้ขึ้นไปตามโขดหิน ยอดหวนนึกถึงฟิลด์เพื่อนทหารอเมริกันฝ่ายเหนือ อดีตชาวไร่ผู้รักม้าและไม่ชอบให้เฆี่ยน ถ้ามาห็นขบวนเบื้องหน้านี้คงต้องยอมหวดกันบ้าง แต่กระนั้นบางตัวก็ดิ้นหลุดตะกายบนหินลื่นๆอย่างน่าสงสาร ก่อนที่ตีลังการ่วงหายลงไปในเหวลึก ใครผ่านที่นี่คงได้เสียเลือดเนื้อบ้างทุกราย
“ครูยอดไปเถิดขอรับ” หลวงดัษกรฯ เตือนเมื่อเหลือเขาสองคนขี่ม้าคุมหลัง
“ตกลง” ด้วยไม่ทันระวังตัว ยอดเร่งม้าให้ลงมาบนทางเดินในลักษณะกึ่งโจน จนลื่นพลาดเสียหลัก ขาหน้าทั้งคู่คู้ฮวบลง
“เฮ้ย” ยอดหน้าทิ่มตาม มือข้างหนึ่งคว้าขนแผงคอเอาไว้ ตัวนั้นตีลังการูดหลุดจากอานมานอนบนทางเดิน ส่วนเจ้าทหารหน้าดิ้นทะลึ่งพรวดจะลุกขึ้นยืนกลับทำให้ขาหลังพลัดลงไปริมเหว แล้วไถลลงไปทั้งตัว ลากเอาเจ้าของซึ่งมือยังกำสายบังเหียนหลุดพ้นขอบทางลงไปด้วย
“ครูยอดกับม้าตกเหวโว้ย” พวกทหารที่ไต่อยู่บนโขดหินเอะอะกันลั่น วินาทีมรณะนั้นยอดหงายตัวไถลลงไป เห็นแต่ฟ้าสีเทาหมุนคว้าง มือไขว่คว้าทุกอย่างรอบตัวด้วยสัญชาติญาณ วูบหนึ่งได้ยินตัวเองร้องหาคำแก้ว ก่อนที่หัวจะกระแทกกับอะไรสักอย่างจนหน้ามืดไป……
“หมู่นี้ไม่ไปเยี่ยมที่โบสถ์เลยนะคำแก้ว” หลวงพ่ออันโตนิโยพบแม่แก้มชมพูโดยบังเอิญที่ท่าน้ำหลวงพระบาง เพราะมาคอยสังเกตนับเรือขนเสบียงที่จะออกจากท่าน้ำไปส่งค่ายเมืองงอย
“ป้อไม่สบายเจ้า เข้าหน้าฝนมีแต่เรื่องเจ็บป่วยทุกที” คำแก้วซ่อนความเศร้าสร้อย เพราะตนเองซูบลงมากนับแต่วันที่ทหารอาสายกทัพไปรบ
“เจ้าหมองคล้ำเพราะห่วงทหารไทยบางคนมากกว่า” บาทหลวงฝรั่งเศสจ้องหาความจริง เห็นแม่หญิงหลบตาจึงจุ๊ปากว่า “ปิดพ่อไม่ได้ดอก เจ้าเป็นคนที่รู้จักกันทั่วเมือง แม้เจ้าฟ้อนในงานวันก่อน เขาก็ชมกันทั้งตลาด ที่ถามเพราะห่วงว่าเมเย่อร์ผู้นั้นจะตกระกำลำบากน่ะซี”
คำแก้วแทบปล่อยโฮ “ฝนตกหนักขึ้นทุกวันเจ้า บนภูฟ้าคงโหดร้ายนัก”
“เขาคงไปได้ไม่เร็วนักเมื่อพ้นเมืองงอย” ข่าวจากเจ้าวินถึงโบสถ์แล้ว “เจ้าสวดมนต์เถิด เขาดูเป็นคนดี คงไม่ลืมเจ้าหรอก”
ฟังคำพูดแค่นี้คำแก้วก็หลบหน้าไปยิ้มทั้งน้ำตา คุณพระนั้นแสนดีและต้องกลับมาจนได้ไม่ว่าจะผ่านนรกอเวจีที่ไหน หล่อนรู้ว่าเขาจะรักษาของที่แอบเป็นอย่างดี
‘คุณพระไม่ลืมหรอก ยิ่งมีม้าที่เราให้ไว้ดูต่างหน้าตามไปด้วยอีกตัว……’
“พ่อกลับละ อีกไม่นานฝรั่งเศสจะมาค้าขายที่นี่ แล้วพ่อจะช่วยให้มีงานดีๆทำ ครอบครัวเจ้าจะได้สบายเสียที” หลวงพ่ออันโตนิโยมองไปยังขุนเขาลิบๆแล้วซ่อนยิ้ม
‘แค่ไข้ป่าและขุนเขาสูงนั่นก็อาจกลืนกินชีวิตพวกมันทั้งกองทัพได้สบายๆ’
“คุณยอดๆ ขอรับ โธ่นิ่งไปเลย” เสียงไอ้น้อมปลุกเขาให้คืนสติอีกครั้ง รู้สึกปวดต้นคอ ดูเหมือนหลังพิงกับต้นไม้แต่ขายังถูกทับอยู่กับของหนักๆ ที่ส่งเสียงหายใจหอบฟืดฟาด
“นี่พี่ยังไม่ตายรึคำแก้ว” เขาสะบัดหน้าให้หายมึนงง อ้อเจ้าทหารหน้านี่เองที่ทับขาเขาไว้ ตัวมันก็ติดคาโคนไม้อีกต้นเช่นกัน ถัดจากนั้นลงไปล่ะ มันคืออากาศว่างเปล่า!
“จุ๊ๆ นิ่งๆนะ เพื่อนยาก เฮ้ย ช่วยโรยเชือกลงมารับด้วย”
ไอ้น้อมเป็นคนแรกที่ลงมาถึง คล้องตัวเขาไว้แล้วให้ไอ้จิตไอ้เจียนลากขึ้นมานอนพังพาบอยู่บนขอบทางเดิน
“โชคดีเหลือเกินคุณพระ ถ้าเลยไปอีกนิดคงถึงตีนเขา” เจ้าราชภาคิไนยอุตส่าห์ลงมาดูเหตุการณ์
“พอจะช่วยม้าของกระผมได้ไหมขอรับ” ยอดพูดแล้วก็คลำหาม้าทำด้วยเงินตัวเล็กๆ ในกระเป๋าเสื้อที่คำแก้วให้ก่อนจากกัน หูกับขางอต้องจับมาดัดใหม่ กระดิ่งเล็กๆ ที่คอดังกรุ่งกริ่งดีอยู่ก็ยิ้มออก
“คุณพระพูดถึงม้าในมือหรือตัวที่ตกคาโคนไม้โน่น” เจ้าราชภาคิไนยนึกขำในท่าแปลกๆเพราะไม่ทราบว่าม้าน้อยในมือสำคัญเพียงใด เสือรุ้งเสือเวชพาคนมาเพิ่มเพื่อไต่ลงไปคล้องทหารหน้าไว้ก่อนโยงเข้ากับไม้ใหญ่เป็นรอกชักขึ้น เสียงคนกับม้าระคนกันเมื่อตัวมันถูกชักหลุดออกมา
“อย่าตกใจเลยเจ้าเพื่อนยาก เดชะบุญไม่มีขาไหนเจ็บหรือหัก” ยอดรีบตรวจทันทีที่มันลุกขึ้นได้
“คุณพระลืมอะไรอีกไหมขอรับ” แสนหาญซึ่งโรยตัวลงไปช่วยอีกคนตะโกนขึ้นมา เห็นยอดเฉยๆอยู่ก็ชูดาบหลูบเงินให้เห็นจากคบไม้
“แสนหาญ” ยอดเบิกตาโพลง “ภูฟ้าเกือบเอาของคู่ชีวิตของฉันไปเสียแล้ว”
คืนนั้นกองร้อยหลับไหลในป่าเมี่ยงด้วยความอ่อนล้า มีเพียงยอดที่ตื่นกลางดึก นอนตาค้างด้วยหวนคิดถึงสาวงามแห่งหลวงพระบาง อาลัยนักที่มีโอกาสน้อยนิด พลอดพร่ำคำหวานหรือกอดรัดให้หล่อนได้ชื่นใจสมกับที่ยอมเอ่ยปากรับรัก เขาเบนความสนใจคว้าปืนพกที่เหล็กเย็นเฉียบออกจากซองมาถือเล่นในความมืด กระนั้นดวงจิตยังหวนกลับไปเห็นร่างอ้อนแอ้นในชุดฟ้อนไหมสีขาวอีกจนได้ อึดอัดมากเข้าจึงคว้าหมวกกะโล่ขาวเผ่นออกจากเต้นท์มาเดินสูดอากาศเยือกเย็นชุ่มชื่นด้วยละอองฝนให้มันลึกลงไปดับไฟรักกลางทรวง
‘แปลกนักนะจ๊ะพี่รู้จักเธอแค่เดือนเดียว แต่รักและสนิทเหมือนกับคุ้นเคยกันมาแรมปี ดูเถิด พี่จากแม่คำแก้วมาได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันพบข้าศึกพี่ยังคิดถึงเธอเพียงนี้ อีกกี่เดือนถึงจะพบกันอีกพี่จะทนไหวหรือ…..’
พลันหยิบม้าเงินตัวเล็กขึ้นมาจูบแทนแก้มนวลของคนให้ ยืนมองฝ่าความมืดมิดจนฟ้าเริ่มสว่าง หลวงดัษกรฯ มาขอเขาปลุกทหารตอนย่ำรุ่ง ยอดจึงสั่งว่า “ไม่ต้องกินมื้อเช้า เร่งข้ามยอดภูก่อน”
ในชั่วโมงเดียวทั้งหมดก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาจนได้ แม้ยอดจะคิดถึงแม่แก้มชมพูปานใด หรือเคยข้ามเขามาแล้วสักกี่สิบลูก แต่ภาพจากยอดภูฟ้าที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขายิ้มออกมาได้อย่างภาคภูมิ
“คำแก้วจ๊ะ ถ้าพาเหาะมาได้อยากให้เห็นพร้อมกันเหลือเกิน พี่ยืนอยู่สูงเทียมเมฆแทบจะเอื้อมมือแตะขอบสวรรค์ เรามาจนได้จ่ะโดยไม่เสียทหารสักคน นี่ถ้าแบกกล้องถ่ายภาพจากค่ายมาด้วยคงถ่ายไว้ทั้ง 4 ทิศ แลไปทางไหนมีแต่ภูเขาเหมือนลูกคลื่นในทะเล”
วันปืนแตก
ภายใน 2 สัปดาห์ ทหารอาสาก็เล็ดลอดเข้ามาสุดแดนหัวพันห้าทั้งหก โดยไม่พบข้าศึก
“วันอาทิตย์อุไทยแผดขึ้นแปดค่ำ เดือนห้าจำปีจอต่อนุสนธ์
ด้วยใกล้ค่ายไอ้ฮ่อทอระชน เข้าซุ่มพลภักร้อนให้ผ่อนเย็น
เขาบอกว่าจะไปเห็นใกล้นัก ต้องหยุดพักพลไว้อย่าให้เห็น
แม้ฮ่อรู้ไหนจะอยู่ให้จับเป็น จึงเข้าเร้นพงร้างอยู่กลางแปลง”
นิราศหลวงพระบาง ของ หลวงทวยหาญรักษา
ภาพสิมของวัดในลาวที่ถูกทำลายโดยฮ่อ มีให้เห็นตลอดทางที่กองทหารอาสาผ่านเข้าเขตหัวพันห้าทั้งหก
“คุณยอดขอรับ แย่แล้ว” เสียงไอ้น้อมทำเอาทหารทั้งกองร้อยคว้าปืนกันอลหม่าน
“อาไร้ตาน้อม” หลวงดัษกรฯ ถาม
“พบพวกฮ่อที่ชายป่าขอรับ ไอ้เจียนจะยิงให้ตายแต่กระผมห้ามไว้ เราสะกดรอยตามไปจนถึงแม่น้ำ พบสะพานไม้ไผ่ข้ามเข้า ค่ายบ้านใด เมืองสบแอด แล้ว แต่ดูจะมีคนถืออาวุธรักษาด่านมากผิดสังเกต ประตูค่ายก็ปิดมีคนยืนเฝ้าด้วย” ลุตเตอร์แนนท์ดวงรายงาน “ห้วยไม่ลึกแต่น้ำเชี่ยว เราต้องยึดสะพานก่อนจึงจะถึงลานดินหน้าค่าย อันตรายที่สุดคือตอนข้ามสะพาน ฮ่อดักยิงเราได้ทีละคน”
“แปลกมากดูมันจะรู้ตัว เพิ่งมาถึงแท้ๆยังไม่ทันพัก ชิงค่ายมันเช้านี้ละคุณหลวงไหวไหม” ยอดหารือ
“ชักช้ามันคงหาเราพบ เข้าตีในชั่วโมงนี้ดีกว่าขอรับ” หลวงดัษกรฯเสนอแผนการบุก “ถ้าข้ามห้วยแอดได้จะแยกเป็น 3 กอง กระผมกับทหารลาวเริ่มยิงก่อน ตรึงฮ่อไว้หน้าค่าย เบนความสนใจของพวกมัน พอที่นายดวงมีเวลาอ้อมไปตีประตูด้านใต้ นายเอื้อนลุตเตอร์แนนท์ไปด้านตะวันออก เอาหมากแตกถล่มประตูค่ายให้ราบ กระผมขอพลแม่นปืนอ้อมไปคุ้มกันวางหมากแตกด้วย”
พันเอกพระยาดัษกรปลาศ (ทองอยู่ โรหิตเสถียร หรือ นายอยู่ซายันต์) ผู้ดุดันไม่หวั่นเกรงใครของกรมทหารหน้า เริ่มชีวิตราชการเป็นพลทหารมหาดเล็กในกองร้อยของพระนายไวย ได้บุกบั่นรอดจากไข้ป่าไปจนสุดแดนสยามถึงไลเจาในการปราบฮ่อ ต่อมาได้เป็น ผบ.กองพันไปปราบเงี้ยว และเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์
ภาพนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดดำรงราชานุภาพ
ทหารกล้าอีกท่านซึ่งร่วมไล่ล่ากวานกอยี่ไปจนมุมที่เมืองโสย เมืองพูนคือ พันเอกพระยาเทพาธิบดี (อิ่ม เทพานนท์) หรือร้อยเอกหลวงจำนงคยุทธกิจ ผบ. กองร้อยที่ 3 ในขณะนั้น ภายหลังท่านได้เป็นเจ้าเมืองพิจิตร ภาพนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดดำรงราชานุภาพเช่นกัน
สะพานไม้ไผ่ข้ามห้วยแอดแคบพอชาวบ้านเดินจริงๆ และยาวกว่า 50 หลา เมื่อยอดไปถึงเป็นเวลา 9โมงเช้าแล้ว พวกฮ่อ 3-4 คน สะพายดาบคุมหัวสะพาน ปลายอีกด้านมีเรือนมุงแฝกของชาวบ้านหลายหลังแต่ไม่มีผู้คนที่ริมน้ำดังชีวิตประจำวันปกติเลย เขาซ่อนม้าไว้ในชายป่า คว้าปืนชนัยเดอร์คาร์ไบน์จากซองอินเดียนแดงแล้วสั่งว่า
“ทุกคนตรวจปืน” ทหารเปิดล็อครังเพลิงออกหยิบกระสุนในกระเป๋าหนังที่เอวมาบรรจุ พวกของจ่าต้องยึดหัวสะพาน ถูกสั่งให้ติดดาบปลายปืนแบบดาบยาว (Sword Bayonet) ใบมีดโค้งสวยยาวกว่า 1 ศอก
“ไอ้น้อม ไป….” ยอดตบไหล่ จ่าหันมาลังเล เลยถูกถีบออกวิ่ง
“ทหารหน้าบุก ยึดสะพานโว้ย” กลายเป็นไอ้เสือรุ้งที่เคยงานโหดๆ กว่าร้องอย่างฮึกเหิมออกวิ่งแซงจ่า พุ่งปลายดาบเข้าหาหน้าอกไอ้เจ้าหางเปียคนแรก
“จ๊าก......” มันร่วงกับพื้น ดาบเสียบอกทะลุหลัง พวกฮ่อตกตะลึงไม่ทันชักดาบจากฝักขยับออกวิ่งหนี แต่กลับถูกเสียบกลางหลังเข้าให้อีก 3 คน อ้ายคนสุดท้ายวิ่งกลับไปกลางสะพานส่งภาษาจีนกวางตุ้งเตือนเพื่อนอีกฟาก มีเสียงเอะอะจากเรือน 2 หลัง ดูเหมือนจะเป็นที่พักพวกมัน ยอดพาทหารตามมาติดๆ เห็นฮ่อบางคนโจนลงจากเรือนพร้อมปืนคาบศิลา ก็ร้องเตือน
ปืนชนัยเดอร์ยาว มีความคล้ายคลึงกับปืนแก๊ป Enfield ที่ยอดเคยใช้ในอเมริกามาก
กระบอกนี้แบบสั้นหรือปืนชนัยเดอร์คาร์ไบน์หลังม้าที่นายยอดใช้ (Snider Carbine)
ภาพนี้ไม่ใช่นายยอดควบเจ้าทหารหน้า แต่มาจากหนังเรื่อง The Four Feathers แสดงให้เห็นความ
กระทัดรัดในการประทับยิงชนัยเดอร์สั้นของกองโจรซูดานจากหลังม้าที่ควบใส่แถวทหารราบอังกฤษ
ปืนประจำการแบบที่ 7 ในสมัยเมื่อยอดเข้ารับราชการทหารในกรมทหารหน้า คือปืนชนัยเดอร์แบบยาวและสั้น
สร้างในปี ค.ศ. 1866 เป็นยุคที่เริ่มใช้กระสุนปลอกโลหะชนวนกลาง ซึ่งยิงได้รวดเร็วกว่าปืนแก๊ปบรรจุปากกว่า 3 เท่ากันแล้ว กระสุนแบบใหม่นี้ต้องบรรจุท้ายลำกล้อง ปัญหาในกองทัพทั่วโลกขณะนั้นคือมีปืนแก๊ปคงค้างในมือเป็นแสนๆกระบอก จึงใช้วิธีดัดแปลงจากบรรจุปากมาบรรจุท้ายโดยการผ่าท้ายรังเพลิงทำฝาพลิกปิดเปิดและล็อคมันให้แน่นพอรับแรงระเบิดของกระสุนให้ได้อังกฤษจึงทำปืนชนัยเดอร์โดยแปลงจากปืนเอ็นฟิลด์ รายการอาวุธคงคลังของกรมสรรพาวุธระบุว่าในปลายสมัย ร. 5 ปี พ.ศ. 2438 หรือสิบปีหลังไปเมืองซ่อนยังมีชนัยเดอร์ที่หลงเหลืออยู่ 2,320 กระบอก
นี่ขอรับมองผิวเผินมีนกสับเหมือนปืนแก็บโบร่ำโบราณ แลเห็นฝาแท่งล็อกรังเพลิงในจังหวะปิดสนิท
เมื่อทหารอาสาไทยจะยิงฮ่อ ประคองปืนไว้ด้วยมือซ้าย สิ่งแรกง้างนกสับครึ่งจังหวะ Half-cock แล้วเปิดฝารังเพลิงด้วยนิ้วหัวแม่มือขวที่แป้นปลดล็อค ฝลักฝาพลิกขึ้น
นี่แหละขอรับ ฝาล็อคเป็นแท่งกลมหนาทำหน้าที่ปิดท้ายรังเพลิงจะแลเห็นสปริงล็อคและเดือยที่ยื่นออกมาคือเข็มแทงชนวนที่นกสับจะตีลงไป เมื่อทท่านบรรจุเสร็จปิดฝาแล้วง้านนกสับอีกจังหวะให้สุด (Full-cock)
ภาพจากหนังเรื่องเดียวกัน ทหารหยอดกระสุนลงไป เมื่อยิงแล้วทหารที่เชี่ยวชาญจะต้องง้างนกสับ Half-cock อีกครั้ง บีบแป้นล็อคฝาโดยเร็วพร้อมเปิดออกหยิบหรือเทให้กระสุนร่วงลงมา ปืนรุ่นโบราณนี้ไม่มีขอรั้งปลอกกระสุนออกมา จึงพบว่ามันติดคาอยู่บ่อยๆ อันตรายมากในการรบติดพันกับข้าศึกที่วิ่งเข้ามาถึงตัว
เทียบรูปร่างของกระสุนปืนในกองทัพไทยยุคต่างๆที่มาจากอังกฤษ จากซ้าย นี่ละกระสุนปืนชนัยเดอร์ ขนาด .577 ที่กองทหารอาสาปราบฮ่อใช้รบ ส่วนสองนัดถัดมามีลักษณะเป็นคอขวด คือกระสุน .577/.450 Martini Henry ของแสนหาญ เป็นปืนที่ใหม่ทันสมัยกว่า เจ้าลูกที่บู้บี้นั้นเป็นรุ่นแรกๆเครื่องจักรขึ้นรูปได้แค่นั้น ต่อมาจึงดูเรียบร้อยขึ้น กระสุนปืนสมัย ร.5 หน้าตัดหัวกระสุนใหญ่ๆทั้งนั้น เพราะยังใช้ดินปืนแบบเก่ามีควันมากแรงอัดต่ำ ต่อมาเมื่อมีดินไนโตรเลลูโลสไร้ควัน (Smokeless Powder) แล้วจึงมีกำลังแรงใช้หัวกระสุนเล็กลงได้เช่น ลูกขวามือสุด เป็นของปืนพระราม 6 หรืออีกชื่อคือปืนเสือป่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ขนาดเพียง .303
“ระวังพวกมันมีปืน”
“ปัง” สิ่งที่ยอดกลัวไร้พิษสงลง เสือเวชซัดข้ามแม่น้ำระยะกว่า 50 หลา สอยไอ้คนนั้นร่วงอยู่ริมตลิ่ง อีกคนที่วิ่งอยู่กลางสะพานรีบโดดหนีเอาดื้อๆ เลยโดนทหารอาสาระดมยิงเลือดแดงเต็มลำน้ำ
“ปัง…โอ๊ย” ดังมาอีกจากเรือนนั้น พวกจ่าหมอบลงกลางสะพาน เสียงใครโดนเข้าให้แล้ว
“ไอ้น้อม เอ็งอย่านอน ลุกเข้าแทงเลย มันมัวบรรจุกระสุนอยู่” หลวงดัษกรฯ ยืนแกว่งกระบี่บนสะพาน สั่งทหารให้รุกต่อเพราะรู้ว่าปืนคาบศิลาเก่าๆนั้น ใช้เวลาเกือบครึ่งนาทีเพื่อบรรจุ ปืนชนัยเดอร์ยิงเร็วกว่า 3-4 เท่า กดหัวมันไว้นานพอที่พวกเราบุกขึ้นถึงตีนบันไดเรือน
“ปังๆๆ”
“อ๊าก…..” ไอ้ฮ่อคนหนึ่งถูกเจ้าเจียนโยนออกมาทางหน้าต่าง
“เรายึดสะพานได้แล้ว แต่…..”
ยอดชะงักแลเห็นค่ายรั้วไม้ไผ่มีขวากรอบราวกับหนามบนตัวเม่น ธงเหลืองปักหนังสือจีนสีแดงปลิวไสวอยู่กลางค่าย ที่คาดไม่ถึงคือลานดินโล่งระยะกว่า 200 หลา ยากที่จะเข้าตีตรงหน้าไปเป็นเป้าให้มันยิง หลวงดัษกรฯ ผลักให้นายเอื้อนกับนายดวงลุตเตอร์แนนท์พาทหารกลุ่มละ 50 คน เลาะชายน้ำไปโอบตามแผน ทันใดประตูหน้าค่ายก็เปิดออก พวกฮ่อแบกวัตถุขนาดใหญ่ออกมาชิ้นหนึ่ง
“ปืนหามแล่น พวกเราขยายแถวหลบ…..”
เหมือนรอการมาของเขา เจ้าปืนใหญ่โบราณกระสุน 3 นิ้ว มีขาหยั่ง ถูกยกมากลางลานอย่างไม่เกรงกลัว นายฮ่อคุมปืนยัดดินลงไปด้วยความร้อนรน ปากล้งเล้งกับเพื่อนที่มีอาการหวาดกลัวเต็มที ให้คว้าลูกกระสุนเท่าผลส้มเกลี้ยงมาบรรจุ มันเล็งมาทางขวาซึ่งเป็นกลุ่มทหารลาวของเจ้าราชภาคิไนย
“ทหาร….จัดการไอ้พลยิงเลย”
“ปังๆ” กระสุน .577 Snider ชนวนกลางมีระยะยิงไกลกว่าปืนคาบศิลามาก พุ่งทะลุอกเจ้าคนจุดชนวนคว่ำลงคาลำกล้องปืน พวกที่เหลือเสียขวัญทำท่าจะวิ่งหนี แต่นายฮ่อคุมมันไว้ด้วยดาบจีนขนาดใหญ่ บังคับให้จุดยิงอีกครั้งท่ามกลางลูกปืนเล็กยาววิ่งฉิวเฉียดอยู่รอบๆ
“บึ้ม”
ลูกส้มเกลี้ยงพุ่งข้ามเชื้อพระวงศ์ลาวไปตกกลางน้ำ นายฮ่อสั่งบรรจุแก้ตัวอีกหน ยอดเจ็บใจที่ยอมให้หลวงดัษกรฯ ยืมเสือเวชมือแม่นปืนไปกับพวกที่อ้อมไปหลังค่าย ขืนชักช้าคงมีใครตายจนได้ จึงวิ่งออกจากที่ซ่อนมาหลบหลังโคนไม้ข้างหน้าแถว ประทับชนัยเดอร์คาร์ไบน์ง้างสับนกเล็งไปยังพลปืนใหญ่
“คุณพระหลบ……” แสนหาญเตือน
โดยสัญชาติญาณ เขาโจนหมอบพ้นคมดาบของไอ้เปียยาวคนหนึ่งที่พุ่งมาจากที่ซ่อน มีดติดกับต้นไม้ระดับคอพอดี แล้วมันก็สิ้นฤทธิ์ตรงนั้นด้วยกระสุน .577/.450 Martini Henry ของแสนหาญ
“ฉิบหายเอ๋ย มันจะยิงเราแล้ว” วินาทีนั้นแสงไฟและควันก็คลุ้งกลบปืนหามแล่นทั้งกระบอก
“บึ้ม……อ๊าก…….”
จะด้วยเดชะพระบารมี หรือโชคชะตาอยู่ข้างกองทหารอาสาก็เหลือคาด ไอ้ฮ่อบรรจุดินเกินขนาดภายใต้สภาวะถูกกดดัน ปืนหามแล่นเก่าอยู่แล้วทนไม่ได้แตกเป็นเสี่ยงๆใส่นายฮ่อกระเด็นหายวับไป “ได้ทีแล้ว ขยายแถวยิงเข้าไป อย่าเป็นเป้านิ่ง” หลวงดัษกรฯ เตือนทหารอาสาที่เผลอลุกขึ้นมาโห่ร้องที่เห็นอาวุธร้ายพินาศลงต่อหน้า
“แปลกมาก ไม่เห็นมันระดมยิงออกมาอีกเลย” เจ้าราชภาคิไนยฉงน เพราะเคยปะทะฮ่อมาก่อนแล้วหลายครั้ง คำตอบอยู่ที่เสียงเปรี้ยงปร้างจากหลังค่าย และอีกด้านก็มีเสียงปืนดังใช่น้อย
“พวกเราเข้าโอบตีมันแล้ว” หลวงดัษกรฯ ดีใจ ส่วนยอดเฉยอยู่เพราะอยากได้ยินอีกเสียงมากกว่า
“ตูม…….ตูม”
“หมากแตกของท่านแม่ทัพพังประตูค่ายแล้ว” เขายิ้มออกมาได้
“ประชิดค่าย ช่วยกันรุมมัน” โดยไม่ต้องบอกพระพิพิชณรงค์และพระเจริญจตุรงค์ กรมการเมืองลับแลกับทหารเมืองพิชัย พากันวิ่งหมายหักค่าย ประตูหน้าเปิดออกมีพวกฮ่อสิบกว่าคนควงดาบต่อสู้แหวกทางออกมา ก็ถูกฟันแทงตายในที่รบ อา….ค่ายบ้านใดของไอ้กวานกอยี่อยู่ในมือทหารไทยแล้ว
เสียงไชโยโห่ร้องดังลั่นเมื่อยอดเดินเข้ามากลางค่าย ใครคนหนึ่งเอาธงฮ่อลงมามอบให้กับมือ ค่ายนี้ใหญ่โตพอดู ดีที่พวกมันส่วนใหญ่ไปตีเมืองแวน มิฉะนั้นมีรึจะยึดได้เร็วเช่นนี้
“ครูยอดขอรับ หัวหน้ามันเจ็บหลบอยู่บนเรือนนี้” ซายันต์ธูปร้องบอกแล้วพาทหารกรูกันขึ้นไป
“ปัง….” เสียงปืนดังขึ้น พักหนึ่งนายธูปก็หิ้วหัวนายโจรออกมาโยนที่ตรงหน้า
“ฉันอยากจับเป็นๆน่ะ” ยอดอยากสืบความแต่ห้ามไม่ทัน
“มันโดนยิงที่ขา ยังใจเหี้ยมใช้ปืนโก๊ะยิงกรอกปากเสียก่อนขอรับ”
“เอาหัวไปเสียบไว้หน้าค่าย” หลวงดัษกรฯ ก็ยังดุดันเช่นเดิม ยอดจึงเตือนว่า
“อย่ามัวดีใจ ให้นายหรุ่นรีบซ่อมประตูค่ายก่อนค่ำ จัดทหารออกตระเวนรักษาสะพานให้กวดขันที่สุด พวกฮ่อมีค่ายอยู่รอบๆ สบแอดอีกหลายแห่ง คงยกมาชิงค่ายบ้านใดคืนนี้”
“ดูแลเชลยให้ดีโดยเฉพาะเมียหัวหน้าฮ่อ 3 คน” ยอดไม่รู้ว่าคนไหนเป็นลูกสาวท้าวพล อาวุธถูกกองรวมกันได้ปืนคาบศิลา 20 กระบอก มีดาบหอก แม้แต่สามง่ามเหมือนที่แสดงงิ้ว
“นับได้ 23 ศพ เรามีแต่บาดเจ็บ พวกมันไม่ได้มีอาวุธอะไรนัก ดีแต่ข่มเหงคนที่อ่อนแอ ครูยอดดูนี่ดีกว่าขอรับ” หลวงดัษกรฯ พามาที่ฉางที่มีข้าวเปลือกร่วม 1,400 ถัง
“โอ้โห เห็นจะไม่อดแล้ว ตรงตามท้าวพลว่าไว้ทุกอย่าง” เขาอุทาน
หมากโม้แผลงฤทธิ์
14 เมษายน พ.ศ. 2429
ยอดมัวเกรงฮ่อจะลอบชิงค่าย และคาใจที่มันรู้การมาของทหารไทย กว่าจะหลับก็หลังตีสาม
“มันแห่กันมาเป็นร้อยๆ ขอรับคุณยอด” มีเสียงปลุกเมื่อใกล้รุ่ง พอคว้าปืนได้รีบโจนผ่านไอ้น้อมออกมาปะหลวงดัษกรฯ ซึ่งยืนยิ้มรับอยู่เลยหน้าเหรอ “ทำไมฉันไม่ได้ยินเสียงปืน”
“เสียงปืน?....ง่า....กระผมว่าเขามาดีนี่ขอรับ” หลวงดัษกรฯ ผู้ดุดันกลั้นหัวเราะแทบแย่ แทนคำอธิบายจึงสั่งเปิดประตูค่ายออกยิ่งทำให้ยอดแปลกใจ ที่กลางลานดินมีชายหญิง เด็กเล็ก กระจองอแง แบมือขอรับข้าวเปลือกที่ทหารอาสาตวงแจกให้ ชายวัยกลางคนๆหนึ่ง มานั่งยองๆลงไหว้แนะนำตัว
“กระผมท้าวฉิมนายบ้านสบแอดขอรับ ท่านเมตตาพวกเราเถิดที่ต้องเข้าทู้ (ยอมเป็นข้า) กับไอ้กวานกอยี่ พวกเราไม่เคยไปปล้นฆ่าใคร แต่โดนบังคับทำมาหาเลี้ยงพวกฮ่อ ใครหนีมันฆ่าตายหมด”
“พวกนี้เป็นลาวกับผู้ไทดำกว่า 400 คน ไม่กี่วันมานี่ท้าวฉิมได้ข่าวว่าทหารอาสายกมา ก็หนีฮ่อเข้าป่าหวังพึ่งพวกเรา พวกฮ่อไม่มีคนช่วย ฝืนใจสู้เราจึงแพ้ขอรับครูยอด”
ยอดหูผึ่งทันที “นายบ้านรู้จากใคร”
“เป็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งพูดญวนอีกสองคนพูดเขมร ขอพบนายฮ่อที่กวานกอยี่ให้เฝ้าค่ายบ้านใด กระผมพอฟังญวนได้บ้างมันว่าให้ระวังตัว ท่านมีลูกหมากที่แตกได้ แต่นายฮ่อมันไม่รู้จักคนพวกนี้และไม่กลัวเพราะมีปืนใหญ่ นี่อวดดีจึงตาย พวกที่เหลือหนีไปค่ายนาปาเลยพากันเตลิดทิ้งค่ายและฉางข้าวไว้ขอรับ”
“จัดทหาร 30 คนไปดูกันว่าในค่ายร้างจริงไหม อย่าเพิ่งเชื่อนัก อย่างน้อยก็รู้ว่ามีคนมุ่งร้ายกับเราคอยเตือนพวกฮ่อ” เขากระซิบกับหลวงดัษกรฯ
“มันคงมีคนไม่พอกระมัง ถึงรู้ว่าเรามากลับไม่ดักตีเรา แต่ถ้าค่ายนาปาเป็นกับดักของท้าวฉิมและฮ่อเล่าขอรับ” หลวงดัษกรฯ ชำเลืองมองนายบ้าน ใครก็ตามที่ทำเช่นนี้ไม่ต้องการให้สยามมีอำนาจในถิ่นฮ่อ
“ก็จะได้รู้กัน กระซิบบอกเจ้าราชภาคิไนยไว้ด้วย ถ้าใน 24 ชั่วโมง เราไม่กลับให้ตามทันที คุณหลวงต้องหูตาไวหาพวกสปายนะ”
ค่ายนาปามีขนาดย่อมกว่าบ้านใด ห่างกัน 200 เส้น บัดนี้เงียบกริบช่างเหมือนอินเดียนแดงเผ่าซูมาล้อมค่ายทหารม้าอย่างที่ตนเคยประสบมาจากแคนซัสเสียจริงๆ ยอดดึงปืนโคลท์ซิงเกิ้ลแอ็คชั่นตัวงามออกมายิงขึ้นฟ้า 3 นัด ประตูจึงแง้มออกโดยชาวบ้าน 2-3 คน พอเห็นท้าวฉิมก็ยิ้มเรียกให้เข้ามาค่าย
“กระผมจะเข้าไปก่อน” หลวงดัษกรฯ กระตุ้นม้านำไป อีกประเดี๋ยวไอ้จิตวิ่งมาบอกว่า
“นายขอรับ ข้าวเต็มยุ้งเลย พวกมันหนีไปหมดแล้ว”
“เผาค่ายทิ้งอย่าให้มันใช้ได้นะขอรับ ให้คนของท้าวฉิมมาช่วยกันขนข้าวกลับไปบ้านใดรวมๆที่เรามีเห็นจะได้ตั้ง 5,820 ถัง ไม่อดแล้วแล้งนี้” หลวงดัษกรฯว่า
ท้าวฉิมเพี้ยกรมการเมืองสบแอด เชียงค้อ พาชาวบ้านออกมาจากที่ซ่อนเมื่อเห็นว่ายอดยึดค่ายบ้านใดได
“เดี๋ยวก่อนฉันกำลังนึกว่าฮ่อมันรีบหนีจึงทิ้งข้าวไว้ จะไปลำบากในป่าได้สักกี่มื้อ คงดอดเข้ามาเอาข้าวคืนแน่ๆ คุณหลวงเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าไว้บ้างไหม สมัยรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เจ้าพระยาบดินทรเดชาไปรบกับญวน ท่านถอยทัพข้ามมาทางเขมร ญวนตามตีมาจวนตัวจึงทำอุบายตั้งค่ายไม้ไผ่ที่ตำบลทูนเดิมสะแก หรือเป็นไทยว่าโคกสะแก เอาปืนใหญ่จุดินดำจนล้นฝังไว้รอบค่าย ใต้เตาหุงข้าวขุดคูวางดินชนวนล่ามไปยังปืนกับถังดินดำที่ซ่อนไว้ ส่วนในค่ายขุดหลุมซ่อนรังต่อแตน พวกญวนเห็นไทยทิ้งค่ายยังระแวงอยู่ ให้คนแทงพื้นดินพบต่อแตนไล่ต่อย ก็หัวเราะเยาะปัญญาแม่ทัพไทยว่าเหมือนทารกยังไม่เกิดต้องกินอาหารจากรกมารดา แล้วสั่งขุดรังต่อแตนมาโยนเตาเผาไฟ ไฟที่จุดตามเตาหุงข้าวทหาร เลยติดชนวนไประเบิดปืนใหญ่ที่ฝังไว้กลายเป็นสะเก็ดแตกกระจายใส่พวกข้าศึก ตัวขาดปลิวไปทั่วคราวนั้นฆ่าญวนเสียร่วมสองพัน” ยอดทักขึ้น
“งั้นครูจะลองใช้หมากแตกซิขอรับ” หลวงดัษกรฯ ตาเป็นประกาย นายหรุ่น นายเผื่อนจึงคุมคาเด็ท เอาลูกปืนอาร์มสตองวางไว้ 2 ข้างทางเข้าค่าย ตามเรือนพักและยุ้งฉางก็มีลูกแตกล่ามเชือกสะดุดดักไว้ทั่ว แล้วใช้ล้อเกวียนหรือฟางข้าวสะซ่อนสุมไว้มิให้สังเกตง่าย
“กระผมกับทหารหมู่หนึ่ง ขอซุ่มดู” แสนหาญอาสาเป็นเพื่อนยอด ส่งหลวงดัษกรฯ ทำทียกกลับไปก่อน พอย่างเข้าเย็นวันที่ 2 คนกลุ่มใหญ่มีอาวุธครบก็โผล่ออกมาจากราวป่าพบค่ายเปิดประตูอ้าไว้
“เข้าไปเลย เข้าไปให้หมดนั่นแหละ” ยอดใจเต้นสั่งให้ทุกคนพร้อมยิง ดูเหมือนโจรฮ่อผู้หิวโหยจะดิ่งไปที่ฉางข้าว พอเปิดประตูก้าวเข้าไปก็มีเสียงดังสนั่น
“บึมส์” ควันไฟกลบฉาง หลังคากระจายลอยคว้างขึ้นกลางค่าย พวกที่เหลือวิ่งหนีออกทางประตู หมากแตกที่ดักไว้โดนสะดุดทีเดียว 2 ลูกซ้อน
“บึมส์ๆ” ชายชุดดำ 2-3 ร่าง ลอยไปคนละทาง อีกกลุ่มวิ่งออกมาทางราวป่าที่ทหารอาสาคอยทีอยู่
“ปังๆๆๆ” ปืนชนัยเดอร์กับมาร์ตินี่ เฮนรี่ 12 กระบอก คำรามขึ้น พวกฮ่อร่วงลงกับพื้นอีกหลายคนที่เหลือวิ่งเข้าป่า เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความสงบมีแต่แสงไฟไหม้ค่ายตัดกับความมืดยามพลบ ยอดเดินมาหยุดที่ร่างชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากระเบิดที่หน้าท้องแผลกว้าง มันเหลือบขึ้นมาดูแล้วพึมพำไม่ขาดปาก
“ภาษาอะไรวะ ทั้งผิวพรรณการแต่งตัวไม่เหมือนฮ่อเลย”
“เขมรขอรับ” ท้าวฉิมคุกเข่าลงฟัง ไอ้นั่นครวญครางได้ไม่กี่อึดใจก็เกร็งแล้วชักตาค้าง “พูดได้ไม่กี่คำสิ้นใจเสียแล้ว นี่คือหนึ่งในคนที่มาเตือนพวกฮ่อ”
“มันพูดว่าอะไร”
“มันว่ากวานกอยี่รู้ข่าวแล้ว ในไม่ช้าจะมาล้างแค้นขอรับ” ท้าวฉิมหน้าเสียเมื่อเอ่ยชื่อมหาโจรฮ่อ ยอดไม่ว่ากระไรก้มลงกระชากสร้อยคอห้อยไม้กางเขนเล็กๆจากบุรุษลึกลับผู้นั้นมาเก็บใส่กระเป๋าไว้
ถึงค่ายบ้านใดยอดได้ข่าวดีว่าท่านแม่ทัพเข้ายึดเมืองซ่อนไว้แล้ว และมีสารขอบใจที่กองจู่โจมช่วยปรับทางเดินขึ้นภูฟ้าให้สะดวก แม้จะยังมีช้างบางเชือกเคราะห์ร้ายไปนอนกองอยู่ก้นเหวสังเวยเจ้าป่าเจ้าเขา
ท่านออกประกาศหมายหัวพวกโจรหรือพวกที่ริสวมรอยเป็นฮ่อ แพร่ไปทุกหัวเมืองในแคว้นหัวพันห้าทั้งหก
“จับเป็นให้รางวัล 20 รูปี ถ้าเอามาแต่หัว พระนายไวยจะให้ 10 รูปี” หลวงดัษกรฯ ป่าวประกาศ
กิตติศัพท์ของเจ้าหมื่นไวยวรนารถสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวท้องถิ่น และเป็นที่หวาดผวาแก่โจรฮ่อ ในไม่ช้า พวกที่หลงผิดเริ่มออกมา “มอบตัว” และ “ขอเข้าทู้กับหลวงพระบาง” ท่านแม่ทัพก็ยินดียกโทษให้ทั้งครอบครัวทุกราย เมื่อโจรฮ่อขาดคนสนับสนุนเลยแตกซ่านออกหนีไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้า
ยอดทำรายงานการรบของหลวงดัษกรฯ ร้อยโทดวง ร้อยโทเอื้อนหลานของท่านที่ทำการเข้มแข็ง สรุปอาวุธกระสุนและข้าวที่ยึดได้ไปเมืองซ่อน “กระผมรายงานเรื่องชายลึกลับที่เราพบไปแล้ว”
ว่าพลางส่งสร้อยไม้กางเขนให้แก่เจ้าราชภาคิไนย “เป็นไปได้ไหมขอรับเจ้า ที่ญวนจะส่งสปายมา”
“ญวนหมดพิษสงแล้วคุณพระ ถ้า 10 ปีก่อน ฉันยังพอเชื่อเพราะญวนส่งทหารเข้ามาเลยไม่มีเกรงใจ”
“งั้นคนของใครกันอีกบ้างขอรับที่เข้ารีต” หลวงดัษกรฯ ถาม
“อาจเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส แต่เขมรของฝรั่งเศสอยู่ไกลกว่าหัวพันห้าทั้งหกมาก” เจ้าราชภาคิไนยนึกอะไรได้บางอย่างจึงว่า “คนลาวพวนที่เมืองเงินเคยเข้ารีตบ้างเหมือนกัน หลายปีมาแล้ว พวกศิษย์บาทหลวงฝรั่งเศส เคยเห็นเลี้ยงดูไว้หลายเชื้อชาติรวมๆ กันอยู่ จนฮ่อเข้ามาเลยหายไป”
“ใครก็ตามที่เป็นนายของมัน ต้องการให้เราย่อยยับจึงใช้ฮ่อเป็นเครื่องมือ” ยอดนึกถึงพระฝรั่งหน้ากระดูกผู้นั้นแล้วห่วงคำแก้ว หล่อนอยู่ใกล้มารร้ายเกินไป “เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าฝรั่งเศสอยู่เบื้องหลัง นี่ยังมีพวกมันอีกอย่างน้อย 2 คน คอยส่งข่าวไอ้กวานกอยี่”
ย่างเข้าเดือน 6 ฝนไม่ตกพรำๆแต่เทลงมาอย่างหนักจนแทบออกลาดตระเวนไม่ได้ ที่ราบน้ำท่วม ท่านแม่ทัพอยากย้ายมาอยู่ค่ายสบแอด ครั้นเห็นจะลำบากทหารจึงเปลี่ยนใจ บ่นอยากให้ยอดกลับมาเมืองซ่อน เพราะสบแอดสงบแล้ว ส่วนหลวงจำนงค์ยุทธกิจและเจ้าราชบุตร เข้าตีเมืองโสย เมืองแวนได้หมด แต่ทหารป่วยไข้มาก จึงได้รับคำสั่งให้รักษาค่ายเมืองแวนไว้เท่านั้น การรุกรบจึงยุติลงด้วยความจำเป็น ส่วนพวกฮ่อธงเหลืองทัพใหญ่ของกวานกอยี่เก็บตัวเงียบดูเชิงกันอยู่ในเมืองพูน มีกำลังราว 800 คน
ข่าแจะสมุนโจร
“ครูยอด…..มีข่าวท่านแม่ทัพไหมขอรับ” ร้อยตรีเผื่อนอดีตนักโทษคดียิงปืนหน้าพระพุทธบาท นอนซมอยู่บนแคร่ เอ่ยถามเบาๆหลังจากไข้จับสั่นมาทั้งคืน
“ตั้งแต่หลวงจำนงค์ยุทธกิจได้ค่ายเมืองโสยแล้วก็ดูเงียบๆนะ” ยอดไม่กล้าสบตา เพราะข่าวจากเมืองซ่อนที่นายเผื่อนอยากทราบคือ เมื่อไหร่ยาควินินจะมีมาสะกดไข้ป่าที่กัดกินชีวิตเขาอยู่นี้เสียที
“ครูยอดขอรับ อย่าปิดกระผมเลย..........” ใบหน้าเหลืองซีด ดูมีแววแห่งชีวิตเพียงริบหรี่ “มันเป็นเวรกรรมของกรมทหารหน้า แต่ก่อนโดนห่าลง พอได้มารบก็มีแต่ไข้ป่า”
“ทหารที่เมืองซ่อนป่วยกันค่อนค่าย นายกองคุมช้างเพิ่งตาย ไม่มียาเลยเพื่อนยาก คิดเสียว่าเราที่ค่ายนี้โชคดีกว่าพวกเมืองซ่อน เพราะนั่นอยู่บนเขาสูงกว่าเรา หมอเทียนฮี้เขียนเล่ามาว่ากลางคืนเดือน 7 นี่ปรอทลดลงถึง 10 ดีกรี” ยอดคิดว่าหากเผื่อนติดคุกอยู่ยังคงรอดได้ “มีข่าวดีมาฝากเรื่องหนึ่ง ฮ่อมันเก็บหมากแตกที่นายเผื่อนฝังไว้ในค่ายนาปาไปลูกหนึ่ง ชาวบ้านมาเล่าว่ามันลองผ่าดูเลยบึมเดียวตายอีก 3 ศพ”
นอกเรือนพยาบาล ยอดแทบจะจำค่ายบ้านใดไม่ได้ 2 เดือนก่อนนี้ ทหารยังสดชื่นกับชัยชนะ เสียงเฮฮาร้องรำทำเพลงมีเป็นนิจสิน ตอนนี้มีแต่เสียงโอดโอย ครวญครางของคนป่วย ความตายมีอยู่รอบตัวแม้แต่จ่าน้อม ไอ้จิต ไอ้เจียนก็หมอบไปแล้ว
“ระยำแท้ครูยอด กระผมจำได้ว่าเห็นยาควินินเป็นหีบอยู่ที่เมืองพิชัย” หลวงดัษกรฯ ยังนึกอยู่ว่าเคยพบไอ้กรมการคนที่สวนกันหน้าจวนเจ้าเมืองพิชัยที่ไหนมาก่อน
“ทหารกรุงเทพฯ 600 คนมีควินินติดมา 350 ขวด เมืองงอยก็ย่ำแย่แทนที่จะเป็นโรงพยาบาลสนาม พระพหลฯของเราก็ล้มป่วย ช่วยกำชับทหารระวังน้ำและอาหารด้วยเห็นเป็นบิดกันบ้างแล้ว พวกพริกอย่าให้มันกินกันนักท้องเฟ้อง่าย” ยอดเคยเห็นว่าในกองทัพอเมริกันการตายด้วยโรคบิดอาจสูงกว่าถูกปืนตายเสียอีก
“คุณพระสังเกตบ้างไหม ชาวบ้านแถวนี้หาคนแก่ยากจัง” แสนหาญเอ่ยขึ้น
“มันหนีพวกฮ่อเข้าป่าหมดหรือ” ยอดเอ่ะใจ
“เปล่าขอรับชาวบ้านบอกว่าเดือน 6 น่ะยังพออยู่ได้ พอฝนหนักในเดือน 7 นี้ถึงเดือน 9 น้ำท่วมไร่นา ยุงชุมมาก ไข้มากับยุง คนจะนอนตอนกลางวัน กลางคืนสุมไฟไล่ยุง กระนั้นอายุคนมันยืนได้ 50 ปี ก็เก่งแล้ว”
“ฮ้า! มิน่าเล่าแต่ละเมืองคนน้อยนัก เกิดกับตายเสมอกัน ฉันเองอายุมากกว่าคนอื่น คงทนโรคร้ายไม่ได้แน่ ดีนะที่กองร้อยของเรามีหนุ่มแข็งแรงอย่างหลวงดัษกรฯ ถ้าฉันพลาดพลั้งไป….”
“พูดอะไรเป็นลาง” แสนหาญรีบทัก ยอดไม่ทันพูดต่อมีทหารเข้ามารายงานว่าร้อยตรีเผื่อน อาเจียนเป็นเลือดจนเสียชีวิตแล้ว ทุกคนตกตะลึงกันหมด
“โธ่ไอ้เพื่อนยาก....เจ็บใจนัก นี่เราต้องทนเสียคนดีๆ เช่นนี้เพราะคนไทยด้วยกันเองอีกสักกี่คน”
“รู้ไหมครูยอด ต้องมีคนรับผิดชอบเรื่องนี้ กระผมจะเอาเลือดมันให้ได้” หลวงดัษกรฯ โกรธจนหน้าแดงตัวสั่นระริก แล้วกลับล้มฮวบลง นายหรุ่นจับดูเห็นตัวร้อนผ่าวก็รู้ความจริง
“ครูยอดขอรับ เรามีคนไข้อาการหนักอีกคนแล้ว”
ภาพซ้าย นั่งขวา เจ้าหมื่นไวยวรนารถแม่ทัพใหญ่ ถ่ายภาพร่วมกับหมอเทียนฮี้ (นั่งซ้าย) และพันตรีนายจ่ายวด รองแม่ทัพ (ศุข ชูโต - ยืนกลาง) ภายหลังเป็นพลตรีพระยาฤทธิรงค์รณเฉท ที่ค่ายเมืองซ่อน สีหน้าทั้งสามท่านเศร้าหมอง ขณะกำลังเผชิญปัญหาไข้มาลาเรียป่วยตายกันทั้งกองทัพ เพราะขุนนางเมืองพิชัยไม่รับผิดชอบ ทำให้เหลือยาควินินเพียงขวดเดียวสำหรับคนป่วยนับพันคน
ภาพขวา หนึ่งในบรรดา Cream ของขุนนางรุ่นใหม่สมัย ร.5 คือคุณหมอเทียนฮี้ หรือพระยาสารสินสวามิภักดิ์ ต้นตระกูลสารสิน เกิดในปลายรัชสมัย ร. 3 มีความเฉลียวฉลาดแต่เด็กจนหมอเฮาส์ มิชชันนารีอเมริกันส่งไปเรียนจบปริญญาแพทย์ศาสตร์ที่ ม. โคลัมเบีย นิวยอร์ก จึงได้พบกับพระนายไวยชักชวนมาร่วมงาน เป็นแพทย์แผนปัจจุบันคนแรกในราชการทหารของไทย ในภาพมีคุณพจน์ สารสิน นายกฯ คนที่ 9 รวมอยู่ด้วย ว่ากันว่าท่านมีอาการมาลาเรียจนแก่ทีเดียว
ท่านแม่ทัพทราบข่าวจึงส่งคำสั่งสั้นๆว่า “ให้เมเย่อร์พระพิชิตชาญณรงค์พาทหารเอก หลวงดัษกรปลาส กลับมารักษาตัวที่เมืองซ่อนให้ได้ เพราะเมืองสบแอดสงบแล้วห้ามขัดขืนใดๆทั้งสิ้น”
ก้าวแรกที่ยอดเข้าพบเจ้านายในเรือนพัก เขารู้ว่าสถานการณ์ในเมืองซ่อนเลวร้ายกว่าสบแอดเสียอีก
“พี่ยอดกลับมาทันเวลาพอดี ฉันกำลังต้องการตัว” ท่านนั่งหน้ามุ้ย กระเดาะยาควินินในมือเล่นเห็นชัดว่าพยายามคุมอารมณ์โกรธ คุณหมอเทียนฮี้ กับนายจ่ายวดเพื่อนเก่าฝืนยิ้มทักทายเขาอย่างกันเอง
“เห็นนี่ไหม...มันเป็นยาขวดสุดท้ายในกองทัพ ที่กำลังพินาศต่อหน้าต่อตา ทหารตายวันละ 9-10 คน แต่พวกเขาที่นอนซมรอความตาย อุตส่าห์เหลือยาขวดนี้ไว้ให้ฉัน”
“ใจเย็นเถิดท่านเองก็คงตะครั่นตะครอมาหลายวัน ควรทานยา” หมอเทียนฮี้เองเพิ่งฟื้นไข้ทำหน้าสิ้นหวัง “พี่ยอดเรามีหนังสือทวงไปเมืองพิชัย 4 ฉบับแล้วไม่มีตอบเลย”
“ไม่กิน ขอตายดีกว่าเสียพลทหารสักคนหนึ่ง นี่มันไม่ยอมหยุดรังแกฉันๆไม่ได้มองแค่ปัญหาเฉพาะหน้านี่หรอก” ท่านแม่ทัพระเบิดได้ดังกว่าหมากแตกมาก “กรมทหารหน้าจะพังลงทั้งหมด ต่อไปคนดีคนเก่งอยากให้สยามก้าวหน้าจะพากันท้อถอย เพราะมานะทำอะไรเข้าก็ไปขัดผลประโยชน์คนอื่นเขา ขืนดื้อดึงต่อจะมาวอดวายกลางป่าอย่างฉัน”
“พี่ยอดยังไม่รู้....” นายจ่ายวดเล่า “ทรงมีพระราชหัตถเลขามาว่า พอเราออกจากกรุงเทพฯ พวกที่รับช่วงต่อก็ไม่เอาธุระเชือนแชไปวันๆ ทรงลงมาไล่เบี้ยเองเพราะเกรงว่า เมื่อพลอาสาที่มากับเรานี้ครบราชการ 5 ปี แล้วถูกปล่อยตัวอีกครั้งจะไม่เหลือคน ทรงบ่นว่าถ้าไม่สางให้สะอาด รับคนใหม่เข้าไปบ้างจะยุ่งอีก”
“พายเรือวนในอ่างขอรับ สางไปทีแล้วขัดขาใครเข้าเขาเอาท่านแทบตาย” ยอดไม่อาลัยกับราชการนัก
“เราเคยรับคนได้ทีละ 4-5 พันคน คราวนี้ทรงตามจากกรมเก่าในวังหน้า อย่างกรมหมอได้มาแค่ 400 คน ฉันดูไม่ออกว่าพวกปรุงยาจะมาเป็นทหารในสมรภูมิอย่างเราได้หรือ” ท่านแม่ทัพอ่านไดอารี่ไว้ในมือแล้วถอนใจ “ออฟฟิเซอร์ที่อยู่กับเราได้เลื่อนตำแหน่งกันน้อยนัก พอฉันมารบเขาก็หนีไปขออยู่กรมอื่น แต่งตั้งกันข้ามหัวฉันหมด โทษเขาไม่ได้เรามันไร้อำนาจ ทหารกรมอื่นที่เขามาช่วยทัพรัฐบาลขึ้นเงินเดือนเป็นค่างานกันดารให้เท่าหนึ่ง แต่ทหารของเราอาสามาแท้ๆอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่รู้ว่าจะตายยับลงวันไหน กลับให้เพิ่มเพียงครึ่งเดียว เมื่องานก็ยากต่างกันแล้วได้น้อยกว่าใครเขาจะอยากมาอยู่กับเราล่ะพี่ยอด”
ยอดรักเคารพชายหนุ่มผู้นี้เกินกว่าจะคิดว่านี่เรียกมาทนฟังคนบ่นบ้า ดีแล้วที่ท่านได้มารบไกลจากเงื้อมมือพวกขุนนางขี้อิจฉา ชายที่เคยเข้มแข็ง นั่งคอตกส่ออาการท้อแท้ให้เห็นเป็นครั้งแรก วูบหนึ่งอยากปลอบใจท่านอย่างพี่ชายที่ผ่านโลกมาก่อน แต่ท่านยังพ้อว่า “ฉันกับพี่น้องต่างทำราชการยึดมั่นในสุจริตอย่างพ่อสอนทั้งนั้น กลับมีแต่ยากจนลงเป็นหนี้เป็นสิน พออยู่ได้อย่างเอาน้ำลูบท้อง ผิดกับคนอื่นเขานิ่งๆกลับได้ดี รอดตายไปคราวนี้จะขอออกมาทำมาหากินทิ้งยศศักดิ์ไปเสียจะดีกว่า”
“อย่าห่วงเลยขอรับ สยามไม่เคยไร้คนเก่ง คนดี แต่สยามใจไม่กว้างพอจะชื่นชมความสามารถของกรมทหารหน้าต่างหาก” เขานั่งลงข้างท่านแม่ทัพแตะเข่าเตือนท่านเบาๆ “ส่วนท่านอย่าคิดทิ้งพวกเราไปไหน กระผมไอ้ดูปองท์ที่เขารังเกียจว่าไปถือชาติอเมริกันซิ เคยหนีจากราชการไป ยังกลับมาเพราะได้ท่านเป็นกำลังใจ เรียกกระผมว่า One man dog ก็ได้เพราะขอยอมตายให้ท่าน และจะไม่เสียใจสักวินาทีเดียวที่ได้อยู่ในที่ลำบากตรงนี้ ในกรมทหารหน้าที่ท่านห่วงว่าจะพังยับไป แค่อยู่ท่ามกลางพวกเราในสนามรบอย่างที่กระผมเคยร่วมตายกับเพื่อนพลทหารฝรั่ง ไม่ทิ้งกันแม้นในยามยาก มันคือ Bond of Comradeship เฉพาะลูกผู้ชายโดยแท้ เราได้มารบสมใจ สมกับที่มีทหารอาสาขึ้นมา ท่านไม่ลืมนะขอรับ”
ท่านแม่ทัพเริ่มกลับมาเป็นคนเดิมแล้ว “ที่ฉันให้พี่ยอดมาหาเพราะกายตงซึ่งเข้าไปหว่านล้อมพวกฮ่อให้มอบตัว พบว่าพันธมิตรใหญ่ของไอ้พวกธงเหลือง คือหัวหน้าชาวข่าแจะที่เป็นเจือง ชื่อพระยาว่าน”
“มันคับขันจริงๆ ไอ้พระยาว่านพาไพร่พลรวมกับฮ่อหลายร้อย ยกมาตั้งค่ายที่ห้วยห้อมห่างแค่ 2 ชั่วโมง มันปล้นสะดมภ์จนชาวบ้านที่เคยเข้ามาพึ่งเราเห็นสยามไม่มีทหารไปรักษาเขาได้ ก็หลบหนีไปเมื่อคืนนี้กลางดึกด้วยหมดศรัทธาในตัวท่านแม่ทัพ” นายจ่ายวดว่าห้ามปรามกันไม่อยู่แล้ว
ยอดรู้ว่าทำไมพวกข่าแจะไปประกาศตัวเป็นกบฎที่ เจือง แล้วจับมือกับฮ่อ (กบฏนี้เริ่มจากทุ่งไหหินใกล้ค่ายทุ่งเชียงคำของฮ่อ ไหหิน ภาษาข่าคือ เจือง) เพราะชาวลาวถือว่าข่าเกิดมาเป็นทาส ไม่มีฐานะเทียมเท่ากัน ถ้าในเมืองสั่งเรียกภาษี แรงงานหรือส่วยต่างๆก็ต้องก้มหน้าทำให้ชั่วลูกหลาน
“พี่ยอดช่วยจัดป้องกันค่ายด้วยเถิด” แม่ทัพพาเขาออกมาตรวจค่าย
“ทหารกรุงเทพฯ กับหัวเมือง มี 300 คน ป่วยหมดยกเว้นฉันกับนายจ่ายวด ทหารอาสาตายไป 80 แล้ว ออฟฟิเซอร์ตายไปอีก 11 คน รวมทั้งกัปตันหลวงอาจณรงค์ หลวงวิชิต หลวงโยธาณัติการหัวหน้ากองช่าง” นายยวดแจงชื่อเพื่อนๆที่จากไปยาวเป็นตับ
“หมอท้วม หมอสุข ลูกศิษย์ฉันก็ตายไปแล้ว” หมอเทียนฮี้กล่าวเศร้าๆ
“กระผมมีเวลาสักเท่าไหร่”
“นายบ้านลาวเข้ามาบอกว่ามันจะบุกในไม่เกิน 24 ชั่วโมง” ท่านแม่ทัพย้ำ “พระยาว่านมันเที่ยวป่าวร้องว่าจะจับพลายน่านตัดงา เอางวงมาหลามกินให้สิ้นชื่อแม่ทัพไทยทีเดียว”
“มันรู้ว่าเราหมดกำลังแล้ว” ยอดตะโกนเรียกจ่าน้อมที่เดินป่วยกระย่องกระแย่งให้เรียกแถวทหาร ไอ้น้อมหายไปพักใหญ่ ก็ยังไม่มีเสียงแตรเรียกแถว
“ไอ้น้อม.........” ยอดเท้าสะเอวอย่างหัวเสีย
“พลแตรเดิมมีกองร้อยละ 4 คน มันป่วยกันหมดแล้วพี่ยอด ฉันไม่ได้ยินเสียงแตรมากว่า 20 วันแล้ว” นายจ่ายวดหน้าเบ้บอกว่า “เราเอาฆ้องโหม่งมาแขวนไว้ที่บนป้อม ให้ยามคอยตีแทนแตร ตีได้ 2 วัน ไอ้ยามดันป่วยตายอีก ไปๆ มาๆ ฉันต้องเที่ยวเดินตีฆ้องไปรอบค่ายแทนพลทหาร”
“ว่าไงนะ ทั้งกองทัพไม่มีคนมีแรงเป่าแตร…!!!”
ไอ้น้อมกลับมาอีกทีมีทหารออกมาตั้งแถวทั้งหมด..........9 คน ! ยอดตาค้าง
“ถ้านับท่านแม่ทัพกะฉัน ก็มีพลรบ 11 คนแน่ะ” นายจ่ายวดเกาหัว
เมื่อมีทหารไม่ถึงโหล ยอดจึงเดินไปขอพึ่งหมอควาญช้าง และพวกกองเกวียน “ฉันจะเอาเครื่องแบบทหารมาให้พวกเราใส่ ทำเป็นยืนถือปืนให้เห็นบนป้อมว่าเรายังมีทหารเต็มค่าย”
เจ้าหมื่นไวยวรนารถเห็นดีด้วยจึงพาพวกควาญมาขอปืนชนัยเดอร์จากทหารนับร้อยที่นอนซมในเรือนพยาบาล พวกพลอาสารู้เข้ากลับประท้วงว่า “อย่านะขอรับ! เราไม่ยอมให้ปืนไกลตัวหรอก พวกกระผมตั้งใจมาฉลองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัว ถึงป่วยแทบลุกไม่ขึ้นถ้ามันบุกเข้ามา ก็ยังพอคลานออกไปยิงได้”
“เราตกลงกันแล้วว่าจะจุกระสุนกอดปืนแนบอกไว้ทุกคน ขอเอาชีวิตไอ้ฮ่อให้ได้” อีกคนเสียงแข็ง
“เด็กๆมันไม่ยอมแพ้จนกว่ากระสุนจะหมดขอรับ” ซายันต์ผู้หนึ่งเปิดรังเพลิงให้ดูว่ากระสุนพร้อม
ยอดมองหน้าท่านแม่ทัพเป็นคำถาม ให้สงสารทหารอาสาจับใจ แม่ทัพเดินไปทักทายทุกคนที่แม้เจ็บปางตายแล้วยังคิดสู้ พลางว่า “ต้องตามใจพวกเขา”
พระอินทรแสนแสง ปลัดผู้เฒ่าจากเมืองกำแพงเพชร นอนป่วยอยู่ใกล้ๆยกมือไหว้ตั้งคำถามสำคัญ
“ใต้เท้ามีทหารสิบคนต่อข้าศึกครึ่งพัน พวกกองเกวียนเป็นเพียงชาวบ้านเกณฑ์มา หาใช่ทหารที่ฝึกปรืออาวุธไม่ ถึงจะคิดช่วยแต่ในใจนั้นคงหวาดหวั่นขวัญเสีย นี่จวนตัวแล้วท่านไม่คิดจะถอยทัพหรือขอรับ”
พระนายไวยถูกลองใจจึงว่า “คุณพระ ฉันมีทางเลือกนักหรือ น้ำท่วมทุกตำบลเอาคนป่วยไปเดินก็ตายหมด ฉันไม่คิดจะถอยเลย ไม่ว่าเรามีน้อยนิด คุณพระก็เคยเห็นความสามารถของฉันมาแล้วนี่นา”
“เชื่อแล้วขอรับๆ!” ผู้ถามยิ้มได้ลุกขึ้นนั่งยกมือไหว้ท่วมหัว ท่านแม่ทัพจึงประกาศให้ทหารและหมอควาญที่มานั่งรายล้อมแคร่ของพระอินทรแสนแสงดังๆว่า
“ฉันจะยอมตายเป็นที่ 1 ก่อนพวกเรา ถ้าฉันตายแล้ว กองทัพจึงค่อยตายตามฉันได้ ฉันไม่มีวันทิ้งกัน แม่ทัพจะไม่ถอยหนีจนก้าวเดียว จะต่อสู้จนถึงหยาดสุดท้าย และจะขอตายไปกับทหารพร้อมกัน”
ทุกคนได้ยินแล้วน้ำตานองหน้า ที่ท้อแท้กลับมีกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเห็นน้ำใจราชสิห์ของเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ถึงขณะนี้ดั่งสิงห์จนตรอกเป็นรองถึง 1 ต่อ 100 ยังคิดสู้เพื่อศักดิ์ศรีของสยามใต้ธงชัยเฉลิมพล
“พวกกระผมจะสู้ถึงที่สุดขอรับ ยิ่งน้อยคนแล้วชนะคนมากๆซิยิ่งมีเกียรติ” ยอดตะโกนออกมา
“If we are marked to die, we are enough
To do our country loss, and if to live,
The fewer men, the greater share of honour.”
(Shakespeare –กล่าวถึงพระเจ้า Henry V ปลุกใจทหารอังกฤษที่ขวัญเสียเพราะถูกอัศวินฝรั่งเศสจำนวนมากกว่าหลายเท่ารายล้อมไว้ก่อนปะทะกันในศึก Agincourt ทรงตรัสว่าถ้าคิดจะตายท่าเดียว ชาติบ้านเมืองคงฉิบหาย แต่ถ้าคิดจะมีชีวิตต่อไป พลังของคนที่น้อยกว่าเมื่อชนะแล้วซิจะได้รับส่วนแบ่งเกียรติยศสูงกว่าปกติ ในวันนั้นพลธนูอังกฤษปราบอัศวินฝรั่งเศสได้จริงๆด้วย Longbow นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาวอังกฤษมีมาในอดีต)
เมเยอร์พระพิชิตชาญณรงค์ เร่งสุดความสามารถเพื่อตั้งรับ ควาญช้างกับพวกขับเกวียนสวมชุดทหารและหัดยิงปืนที่เอามาจากคนตายแล้ว เขาให้คาเด็ตฝังหมากแตกไว้ทุกเส้นทางที่คาดว่า พวกพระยาว่านจะบุก
“ดีมากพี่ยอด ทำได้ดีที่สุดแล้ว นายตี๋ถึงจะป่วยอยู่ก็ยืนยันว่าจะยิงปืนอาร์มสตรองได้”
ภาพซ้าย เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ถ่ายร่วมกับพระเจ้าศักรินทรฤทธิ์ เจ้านครหลวงพระบางองค์ที่ 11 ขณะยังทรง
เป็นอุปฮาดเจ้าราชวงศ์ มีธงชัยเฉลิมพลธงแรกของไทย ชื่อ ธงจุฑาธุชธิปไตย ที่ค่ายใหญ่เมืองซ่อน ภาพนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดดำรงราชานุภาพ
ภาพขวา โฉมหน้าชาวข่า หรือขมุที่เกิดมาต้องถูกกีดกันให้เป็นทาส ที่มา Cornell University Library สำเนาจาก Surveying and Exploring in Siam ของ พระวิภาคภูวดล James McCarthy
จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี หรือจมื่นไวยวรนารถยศในขณะนั้น (นั่งกลาง) คู่กับเจ้าราชวงศ์ ท่ามกลางแม่ทัพนายกองทหารอาสาของกรมทหารหน้า ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 21 กันยายน พ.ศ. 2429 ที่ค่ายเมืองซ่อน ปืนใหญ่ในภาพคู่นี้คาดว่าคือปืนใหญ่ภูเขาอาร์มสตรอง ที่ใช้งานได้ผลเกินคาด ภาพนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดดำรงราชานุภาพ
สู้ตาย
ยอดเองไม่ชอบตั้งรับ อยากชิงบุกไปทักทายไอ้พระยาว่านถึงค่ายห้วยห้อม จึงปรึกษากับบรรดาทหารลาวของเจ้าราชวงศ์ ซึ่งพอจะมีกำลังอยู่บ้างว่าถ้ายอมเดินทางกันกลางดึกคงหักค่ายได้ก่อนมันตั้งตัว
“ก็ได้ถ้าถึงตัวมันทัน แต่ถ้ามันรู้ตัวอย่าเสี่ยง” พระนายไวยขัดไม่ได้สั่งเร่งเดินทางทันที ยอดมาถึงก่อนสว่างตั้งค่ายชุดสนามเพลาะมิให้มีซุ่มเสียงบนเขาลูกหนึ่ง พอรุ่งเช้าแลเห็นค่ายพระยาว่านอยู่บนเนินเขาอีกลูกระดับใกล้เคียงกัน มีลำห้วยห้อมขวางอยู่ข้างล่าง ทหารจากหลวงพระบางเอาปืนหามแล่นกับปืนขานกยางมาตั้งยิงทันที
“ปังๆๆๆ” เสียงปืนเล็กยิงโต้ตอบข้ามห้วยกันอลหม่าน ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บหามไปท้ายค่ายหลายคน
“ทำไมไม่เข้าประชิดค่ายเล่า” ยอดเห็นทหารลาวลังเลว่ากลัวลูกดอกอาบยาน่องของพวกข่า
“โอ๊ย...ช่วยด้วยๆ” ทันใดนั้นมีเสียงร้องจากกลุ่มคนเจ็บหลังแนวยิง ซึ่งติดป่าละเมาะ
“เสือขอรับคุณยอด” ไอ้น้อมกระโดดหนี เจ้าม้าทหารหน้าสะบัดจนเขาตกลงมานอนแอ้งแม้ง แลเห็นแต่สีเหลืองลายดำอย่างน้อย 2 ตัวโจนวูบตัดหน้าหมู่ทหารไป พวกลาวทิ้งปืนวิ่งหลบไปทั่วค่าย
“โฮก...” เสือร้ายตบทหารคนที่ใกล้สุด เปิดโอกาศให้อีกตัวโจนเข้าขย้ำเหยื่อที่ถูกกระสุนบาดเจ็บเลือดโชกทีเผลอ มันลากชายเคราะห์ร้ายนั้นโดดทีเดียวหายเข้าป่าไปต่อหน้าต่อตา
“เคราะห์ของตาคนนั้น โดนยิงแล้วเสือมากัดตายในวันเดียวกัน”
นายกองลาวขวัญเสียไปแล้ว เชื่อว่าเจ้าป่าเจ้าเขามิให้รบต่อ ยิงกันทั้งวันไม่มีใครตายอีกจนดินดำหมด
พอพระนายไวยรู้ข่าวมิได้ส่งมาแค่ดินดำ แต่ให้พี่ตี๋คุมปืนใหญ่อาร์มสตรอง ใส่หลังพลายน่านมาถึงค่ายก่อนค่ำ ยอดยิ้มออกมาได้เพราะมีแถวทหารอาสาเดินตามมาเกือบ 200 คน
“ทำไมหายป่วยเร็วนัก” พอดูใกล้ๆ “อ้าวที่แท้ พวกกองโคควาญช้างจากแพร่ ลำปาง และเมืองน่าน”
“ท่านแม่ทัพสั่งว่าเอาค่ายให้ได้ขอรับ” พวกทหารปลอมรุมล้อมยอดกันเกรียว
“ตูม….วี๊ด…..บึมส์…..ตูม….บึมส์”
วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2429 ปืนใหญ่ภูเขาอาร์มสตรองส่งกระสุนข้ามห้วยเข้าหาค่ายของไอ้พระยาว่านแต่ย่ำรุ่ง อำนาจของมันกลบปืนหามแล่นจนสิ้น
“แฟยะ” เสียงพี่ตี๋กำกับการยิง 3 นัดแรกแตกอากาศเหนือค่าย ยอดเห็นโกลาหลจากจุดสังเกตการณ์
“วี๊ด…..กรัม” พี่ตี๋ยิงเพลินข้ามค่ายหล่นลงไปตีนเขาด้านหลังระเบิดสนั่นหวั่นไหว จนพวกข่าคิดว่ามีอีกทัพบุกจากด้านนั้นด้วย พอนัดต่อไปชนประตูค่ายหักลงเห็นมีคนโดดหนีลงจากหอคอยแล้ว
“บุกได้” ทหารหลวงพระบางลงทางด้านซ้ายของลำห้วยก่อน พวกควาญช้างอาสาโห่ 3 รา แล้วไสพลายน่านลุยลงไปทางขวา ยอดแกว่งกระบี่ควบม้าทหารหน้าตามพลายน่านลงไปบ้าง นึกขวยว่าถ้าเพื่อนๆ จากกรมนิวเจอร์ซี่ที่ 13 มาเห็นทหารไทยใส่ชุดหนังกวาง ขี่ม้าตามคชาสารอย่างนี้จะว่าอย่างไร พอพลายน่านพุ่งชนรั้วค่ายถล่มลงได้ ก็รีบยิงระดมเข้าไป
“ฆ่ามันโว้ย” เสียงทหารอาสาปลอมร้องสลับเสียงปืน พวกข่าแจะและฮ่อกลัวกระสุนแตกอากาศ เอาแต่หลบอยู่ในสนามเพลาะ เงยหน้ามาก็พบช้างศึกเข้าอีก จึงล้มตายลงระเนระนาด
“ท่านขอรับนี่ละไอ้ตัวการ” นายกองลาวลากพระยาว่านซึ่งอดกินงวงพลายน่านมาพร้อมกับเพี้ยกบฏข่าอีก 3 คน ตัวมันถูกเศษกระสุนปืนใหญ่จนขาหัก
“เผาค่ายต้อนเชลยกลับเมืองซ่อน” ยอดประหลาดใจที่ทหารลาวเคียดแค้นถึงกับตัดใบหูของพวกข่าแจะที่ตายกว่า 60 คน มาร้อยเป็นพวง
เพี้ยพระยาข่าแจะถูกแม่ทัพสั่งตัดหัวทันที ปักไว้ทางเข้าเมืองซ่อน คืนนั้นในค่ายมีแต่ความโล่งใจที่รอดวิกฤติมาได้ด้วยวิธีชิงตีผู้รุกรานก่อน พระพิชิตชาญณรงค์เดินเล่นเงียบๆ กลางดึกนึกถึงแม่แก้มชมพู ป่านนี้จะเป็นฉันใด ตั้งแต่จากกันยอดคอยฝากหนังสือถึงหล่อนผ่านเมืองงอย พรุ่งนี้ก็จะฝากลงไปอีก แม้ว่าจะใช้เวลาเกือบถึงมือกว่าเดือนหนึ่งเขาก็ยินดีที่ได้เขียนถึง
ที่หลวงพระบางคืนเดียวกันนั้น คำแก้วนอนไม่ใคร่หลับ หล่อนย่องลงมาไหว้ศาลผีบ้าน ขอให้ช่วยปกปักรักษาคุณพระ อากาศเย็นสะท้านจนต้องกอดอกไว้ หล่อนตัดสินใจเดินไปหาอีเอื้องซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ช้างแสนรู้เห็นแม่หญิงของมันมา จึงเอางวงยกขึ้นพาดไหล่บางเบาๆ แล้วม้วนงวงกอดเอาไว้ราวกับจะปลอบใจว่าอย่าห่วงคุณพระนักเลย
“ทำไมจะไม่ห่วงละเอื้องเอ๋ย พวกทหารเจ้าหลวงที่กลับมา บางคนเจ็บป่วยปางตาย บางคนถูกปืนพิการแทบจะจำกันไม่ได้” หล่อนพูดกับช้างตัวโปรดพลางสะอื้น “ลือว่าทหารไทยเป็นไข้กันทั้งกองทัพแล้ว คุณพระยังอุตส่าห์แอบส่งข่าวมาว่าสบายดี แล้วใครจะเชื่อ ทำไมนะ ทำไมไม่กลับมาพักจนหมดฝนก่อน”
ภาพซ้าย นักสำรวจฝรั่งเศสตื่นตะลึงกับไหหินนับร้อยๆใบ กลางทุ่งในเมืองเชียงขวาง หรือเราเรียกว่าเมืองลาวพวน ส่วนทุ่งเชียงคำค่ายใหญ่ของพวกฮ่ออยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าใดนัก ชาวข่าแจะ หรือชาวขมุนั้น เรียกไหนี้ว่า เจือง และเมื่อกองทัพไทยยกไปปราบฮ่อสมัยพระยาราชวรานุกูล พวกข่าซึ่งมีฐานะทางสังคมในลาวต่ำเป็นแค่ทาส แรงงาน ส่งส่วยข้าวปลาเลี้ยงหลวงพระบางมานับร้อยๆปีจึงถือโอกาสกบฎ หัวหน้าข่าได้ทำพิธีตำพริกผสมน้ำมนต์ปลุกเสกในเจืองใหญ่นี้แล้วเอามาทาตัว แล้วประกาศตั้งตนเป็นพระยาว่าน และสารพัดพระยา จึงเรียกกันว่ า ข่าแจะที่เป็นเจือง ยกทัพปล้นหัวเมืองลาวต่างๆ อาวุธที่น่ากลัวคือหน้าไม้ทายาน่องพิษร้ายไว้ ว่ากันว่ายาแก้พิษคือปูนาตำแล้วพอกดูดพิษได้ ภาพจาก Cornell University Library เข้าใจว่ามาจากหนังสือของนายปาวีเมื่อมาวุ่นวายในลาว
ภาพขวา ไหเจืองศักดิ์สิทธิ์ของข่าแจะใบเดียวกันในภาพซ้ายพบโดยนักสำรวจชาวสยาม อย่าเข้าใจว่าเป็นพวกข่ามาทำพิธี
ภาพซ้ายถ่ายการแต่งตัวของนายกองฮ่อกับธงดำ ภาพขวาเป็นธงแม่ทัพฮ่อที่ฝรั่งเศส
ยึดได้ในตอนเหนือของเวียตนามสมัยฮ่อถูกจ้างให้รบฝรั่ง ปัจจุบันแสดงอยู่ในปารีส
ผู้เขียนไปเยือนเมืองขวาที่องบาและฮ่อธงดำเคยมาอาศัยทำมาหากินโดยสุจริตปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่
ส่งสินค้าเข้าออกไปยังเดี่ยนเบี๋ยน ประเทศเวียตนาม หรือเมืองแถง หรือเดียนเบียนฟูอันโด่งดังนั่นเอง
ภาพล่าง เมืองขวาติดแม่น้ำอู เป็นจุดพักสำคัญสำหรับเรือโดยสารจากหลวงพระบาง ปัจจุบันรถยังต้องข้ามแพเพื่อจะ
ไปเวียตนาม เมืองเล็กๆนี้คงความเป็นเมืองนาๆชาติไว้ได้ แม้แต่ค่าแพขนานยนต์และรถเมล์ท่านอาจแลกหรือชำระเป็นเงินสกุลต่างๆเช่นกีบ ด่อง หยวน ได้แม้แต่ดอลล่าห์อเมริกัน
ในวงล้อมของธงดำ
“คุณพระแบกปืนใหญ่มาทำไมให้หนักเปล่าๆ” แสนหาญยืนม้าดำรอยอดอยู่กลางทุ่งตามคำสั่งของเจ้าราชภาคิไนยเมื่อทราบข่าวว่ากลับมาสบแอด
“ได้ใช้แน่น่าแสนหาญ แม่ทัพท่านฝากมาเป็นของขวัญ” ยอดดีใจที่เพื่อนทหารอีกหลายคนมารอรับ “ไอ้กวานกอยี่มันไม่ได้หลบนิ่งอย่างที่คิดหรอก มันไปจ้างฮ่ออีกพวกคือฮ่อใหญ่ธงดำของ “องบา” ถึงเมือง
ขวาให้มาเล่นงานเรา พอปราบข่าแจะสมุนเอกมันได้ เลยกลับมารับมือที่สบแอด มันจะมาเอาลูกเมียมันคืน”
ฮ่อธงดำที่ยอดทราบมา เลิกพฤติกรรมกองโจรไปนานแล้ว และถือเป็นฮ่อกบฏไต้เผ็งดั้งเดิมที่อพยพหนีชาวแมนจูผู้ครองอำนาจในปักกิ่ง มาปักหลักยึดตอนเหนือของเวียดนามเอาไว้ “พวกนี้กายตงบอกว่ารบเข้มแข็งวินัยเหมือนทหาร กษัตริย์ญวนถึงกับจ้างให้รับมือกับทหารฝรั่งเศส รบกันนานแต่ที่สุดก็พ่ายแพ้ปืนฝรั่ง เลยแตกกระเซ็นเข้ามาจี้ปล้นในลาว พวกองบามีร่วม 1,000 เศษ เดี๋ยวนี้อยู่เมืองขวาทำมาหากินโดยสุจริต ที่ฉันแปลกใจคือเดิมมันไม่ถูกกับธงเหลืองของกวานกอยี่ที่ทำตัวเป็นโจร ต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้องบา จับอาวุธมาสู้เรา”
“หรือจะมีพวกเข้ารีตไปยุยง” แสนหาญชักม้ากลับมากระซิบกับยอดว่า “คุณพระรู้ไหมกระผมขอเจ้าราชภาคิไนย ออกมารับไกลๆ นี่ เพราะรู้สึกว่าที่สบแอดมีคนคอยแอบมองเราเสมอ กระผมลอบตามหลังขบวนปืนใหญ่ของคุณพระมาสักสองชั่วโมงแล้ว มีอะไรจะให้ดูแต่คุณพระต้องลงม้าให้ไอ้น้อมใส่เสื้อกับหมวกคุณพระเดินหน้าต่อไป”
พอขบวนผ่านป่าทึบยอดก็โดดหลบลงจากม้าคว้าปืนยาวมาด้วย ปล่อยให้คุณพระน้อมตัวปลอมขี่ทหารหน้าต่อไป “กระผมติดใจตั้งแต่เราได้ตัวไอ้เขมรเข้ารีต มันเข้าไปฝังตัวอยู่ในพวกที่เป็นศัตรูเราเสมอ”
เขาพายอดปีนขึ้นมาบนเนินเขาหลบดูอะไรบางอย่าง “การที่กอยี่รู้ว่าค่ายเมืองซ่อนและท่านแม่ทัพลำบากที่สุดแล้ว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญพอๆกับการที่ฮ่อธงดำหันมาจับอาวุธรบกับทหารไทย”
ซุ่มอยู่สักพักก็มีชายชุดชาวบ้าน 2 คน สะพายปืนยาวเดินมาตามทาง
“ฮ่อรึ”
“ไม่ได้โกนหัว มีหางเปียนี่ขอรับ” แสนหาญยกปืนหันรีขึ้นผลักคานเหวี่ยงลงเปิดท้ายรังเพลิงแล้วป้อนกระสุน .455/570 ลงไป ก่อนยกศูนย์หลังขึ้นปรับยิงวอลเล่ย์ระยะไกล “แล้วฮ่อไม่น่ามีปืนแบบนั้นใช้”
ปืนประจำการแบบที่ 8 ปืนมาร์ตินี่ เฮนรี่ หรือปืนหันรี ที่ทันสมัยและแข็งแรงกว่าชนัยเดอร์ถูกอังกฤษนำมาใช้ในปี ค.ศ. 1871มันใช้กระสุนใหม่เอี่ยมขนาด .577/.450 Martini Henry ได้ใช้รบในสงครามอาณานิคมทั่วโลก เช่น ปราบพวกซูลู สยามในสมัย ร. 5 ได้ปืนหันรีมาไม่มากพอ เพราะอังกฤษไม่อยากให้ประเทศที่ตนเองจ้องตะครุบมีอาวุธดีไว้ป้องกันตัว เราจึงเลี่ยงไปซื้อจากโรงงานสไตเอ้อร์ในออสเตรีย ที่ได้ลิขสิทธิ์ผลิตขาย ปืนแบบนี้ต่อมาถูกปลดประจำการไปใช้ในกองตระเวณหรือโปลิศยุคแรกของไทย ใช้ประจำโรงพัก รายการอาวุธคงคลังของกรมสรรพาวุธระบุว่าในปลายสมัย ร. 5 ปี พ.ศ. 2438 หรือสิบปีหลังไปเมืองซ่อนยังมีมาร์ตินี่ เฮนรี่ ์ที่หลงเหลืออยู่ 757 กระบอก
นกสับที่ดูเชยหายไปแล้วมีแท่งล็อคท้ายรังเพลิงที่ใหญ่กว่า ปิดเปิดโดยคานเหวี่ยงใต้โครงปืน เข็มที่เห็นเป็นตัวบอกว่าขึ้นนกพร้อมลั่นไกแล้วหรือไม่ ปืนกระบอกนี้แสดงที่พิพิธภัณฑ์อาวุธในศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี
ภาพนี้แสดงการเปิดลดแท่งล็อครังเพลิงเพื่อสอดกระสุนโดยผลักคานเหวี่ยงลง เข็มชี้ไปในจุดที่ว่าพร้อมยิง
ตราสไตเอ่อร์ตีหราอยู่บนโครงปืนและพานท้าย เป็นความพยายามของสยามที่จะหาอาวุธชั้นดี
มาปกป้องชาติในยามที่เขาไม่ขายอาวุธให้ ลำกล้องปืนแบบนี้ยังเป็นของทำในเบลเยี่ยมด้วย
ยอดบรรจงเล็งปืนหันรีที่แสนหาญส่งให้ไปยังไอ้ญวนลึกลับที่กำลังเล็งปืนมาที่เขาเช่นกันชนิดใครแม่นกว่าชนะ
“ปัง” เสียงมาร์ตินี่เฮนรี่ยิงเตือนออกไป มันเป็นปืนที่มีแรงรีคอยล์มากกว่าปืนอื่น ดูจากอาการเตะแสนหาญ เขารีบผลักคานเหวี่ยงลงอย่างแรงโดยไม่ลดปากกระบอกด้วยความชำนาญรู้จังหวะ ทำให้ปลอกกระสุนถูกดีดผึงลอยขึ้นแล้วเจ้าของปืนก็คว้ามับไว้ในมือก่อนตกดิน ต่อให้ทหารเสื้อแดงของพระนางวิคตอเรียเห็นเข้าคงอาย
“หยุดอยู่ตรงนั้น อย่าขยับ”
แทนที่จะทำตาม ชายลึกลับนั้นกลับยิงสวนควันปืนของแสนหาญอย่างรวดเร็วแม่นยำ โดยเจ้าคนหนึ่งคอยชี้ตำแหน่งให้ กระสุนกระทบโคนไม้ซึ่งบังยอดเอาไว้อย่างหวุดหวิด
“มันวอลเล่ย์ตอบระยะ 300 กว่าหลาได้อย่างนี้ ฝีมือมันไม่ใช่ชาวบ้านแล้วแสนหาญ” คนที่ยิงนั้นส่งย่ามแล้วผลักมือไล่เจ้าคนชี้เป้าให้วิ่งหนี ยอดเล็งชนัยเดอร์สั้นยิงตามไปบ้าง
“ปัง…ว้า…พลาด” แต่ปืนแบบคาร์ไบน์ระยะหวังผลสู้ปืนเล็กยาวเต็มขนาดที่กำลังต่อสู้กันไม่ได้ กระสุนตกห่างไปหลายหลา (ลำกล้องยาวเพียง 19 นิ้ว ขณะที่แบบทหารราบยาว 30 นิ้ว) ปืนของแสนหาญลั่นตามมาติดๆ ไอ้คนที่หนีไม่โชคดีซ้ำสองล้มลงทันที คราวนี้เป้าหมายคือชายลึกลับที่เหลืออยู่ การดวลระยะไกลกำลังจะเริ่มขึ้น ยอดมองจากกล้องตาเดียวเห็นมันง้างนกสับ พลิกเปิดฝารังเพลิงด้านท้ายขึ้นล้วงหยิบลูกปืน
“มันใช้ปืนบรรจุท้ายทันสมัยทีเดียว คล้ายชนัยเดอร์ของเรา” ยอดพึมพำ
“เอ้านี่ลองดูซิขอรับ เร็วๆรับไว้” แสนหาญส่งปืนให้ ในจังหวะที่ศัตรูปิดล็อคฝาก่อนง้างนกสับอีกครั้งในจังหวะ Full-cock นั้น ปืนมาร์ตินี่เฮนรี่หรือเจ้าปืนหันรีได้แสดงความเหนือชั้น เพียงยอดหยอดกระสุน แล้วดึงคานเหวี่ยงขึ้นเล็งยิงโครมออกไปก่อนหลายเสี้ยววินาที
“โอ้ย” มันล้มกลิ้งลงในพงหญ้าข้างถนน
“ยังไม่ตายขอรับ…เอ็งเป็นใครกัน” ทั้งคู่ลงเนินมายังร่างที่หายใจรวยริน ยอดหยิบปืนไรเฟิลกระบอกนั้นมาดูเปิดเอากระสุนขนาดเขื่องโยนทิ้ง มันคือปืนฝรั่งเศสแบบ M1853/67 ประจำกองทัพฝรั่งเศส
เมื่อค้นร่างที่สิ้นลมของชายคนที่ 2 ยอดพบร่างแผนที่ตั้งค่ายสบแอด และตราไม้กางเขนเหมือนเขมรคนก่อน
“สปายของพวกฝรั่งแน่ๆ บอกมามึงทำงานให้ใคร ไอ้บาทหลวงอันโตนิโยใช่ไหม” ยอดไม่ปรานีกับคนแบบนี้ จึงยกเท้าเหยียบใกล้บาดแผลที่หน้าอก ชายผู้มีแผลเป็นไฟไหม้บนใบหน้าซีกหนึ่งแสยะยิ้มน่าเกลียด
พร่ำเป็นภาษาญวนไม่ขาดปาก สลับกับเสียงหัวเราะแหบแห้งในลำคอ
แสนหาญคุกเข่าลงชักมีดออกจ่อคอหอยมัน “มึงมีแผนอะไรอีก”
ไอ้วินมองตอบแสดงว่ามันรู้ภาษาแล้วตอบเป็นลาวปนไทยกระท่อนกระแท่นก่อนสิ้นใจว่า “แผนรึ ไอ้เมเย่อร์ กูมีแผนเดียว กูจะเอาฮ่อมาเผาค่าย จับมึงเป็นทาสเสียให้สิ้น….ขอพระเจ้าจงอยู่กับข้าด้วย…..”
มาดูปืนของศัตรูบ้างขอรับ ปืนร่วมสมัยกับชนัยเดอร์คือ ปืนฝรั่งเศสแบบ M1853/67 Tabatiere (แปลเป็นอังกฤษว่ากล่องยานัตถุ์ "snuffbox”) ระบบการแปลงปืนแก็ปนกสับมาตราฐานรุ่นปี ค.ศ. 1853 ด้วยวิธีการที่ลอกๆกันมาทั้งอังกฤษและอเมริกัน ในชื่อปืนมีขีด 67 หมายถึงแบบนี้ดัดแปลงมาบรรจุท้ายในปี ค.ศ. 1867 หลังชนัยเดอร์ปีเดียวเอง
ภาพซ้าย แลดูเกลียวลำกล้อง มันใช้กระสุนโบราณขนาดถึง 17.8 มม. ทำให้เมื่อคว้านทำฝาปิดเปิดแล้ว มีเนื้อเหล็กท้ายรังเพลิงน้อย ปืนแบบนี้จึงไม่แข็งแรงและ ในที่สุดต้องหลีกทางให้ปืนกร๊าส M1866/74 Grass ที่พอจะสู้มาร์ตินี่ เฮนรี่ได้ ภาพขวา ปืนกระบอกที่นำมาให้ชม ตีตราว่าทำจาก โรงสรรพาวุธเมือง Chatellerault
วิธีการบรรจุ ขึ้นนกและยิงเหมือนกับชนัยเดอร์อย่างมาก ปืนแบบนี้พอหาได้ในเมืองไทย เข้าใจว่าข้ามเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส หรือไม่ก็ของเหลือใช้ถูกขายมาภายหลังแปลงเป็นลูกซอง
ชาวบ้านอพยพ 4 ร้อยคนยืนยันคำแช่งของสปายญวน การมาของฮ่อธงดำขององบาตามแผนที่มันว่าไว้ ได้เผาทำลายหมู่บ้านรอบๆสบแอด พี่ตี๋มาลองยิงเทียบปืนใหญ่ได้แค่ 3 วัน กลับนอนจับสั่นอีกครั้งค่ายจึงเหลือเพียงหมากแตกไว้ป้องกัน
ค่ายบ้านใดกลายเป็น Fort Laramie กองโจรขององบาเริ่มปรากฎกายเที่ยวดักยิงชาวบ้านที่ลงมาตักน้ำตัดฟืน ทหารอาสาที่ซูบผอมต้องประคองปืนออกคุ้มกันยิงโต้ตอบเป็นประจำ เมื่อพวกอินเดียนแดงที่ยอดเปรียบเปรยคุกคามค่าย เขายอมต้อนวัวควายและให้ชาวบ้านมาหลบอยู่ข้างในเบียดเสียดหาความสบายไม่ได้
“มันฉลาดซุ่มยิงรบกวนเราให้ขาดน้ำ ขาดอาหาร เราป่วยโทรมอยู่แล้วขืนถ่างตา คอยรับมือคงอดนอนตาย” นายดวงลุตเตอร์แนนท์เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกกระสุนบาดเจ็บขณะออกตระเวน
แรม 9 ค่ำ เดือน 7 หรือวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2429 ไอ้โจรฮ่อโอหัง ปักหนังสือไว้หน้าค่ายว่า
“มันให้เรายอมแพ้ เปิดประตูค่ายให้มันมิฉะนั้นจะหักค่ายในวันนี้ ลงชื่อ ซันตาเล่าแย้”
ซันตาเล่าแย้มือขวาขององบารอจนเที่ยงคืนจึงเริ่มรบ
“ปังๆๆๆ ระวัง……มันมาแล้ว”
เสียงปืน เสียงโห่ร้อง พวกธงดำถือคบเพลิงหวังเผาค่าย อีกกลุ่มเกือบ 70 คน มาพร้อมบันไดพาด
“ปังๆ” ยอดเหนี่ยวไกโคลท์ลูกโม่ออกไปยังไอ้คนแรกที่มาถึงแนวรั้วคว่ำลง มีนายเอื้อน นายหรุ่น วิ่งกระตุ้นให้ทหารอาสาแข็งใจยกปืนขึ้นยิงอยู่รอบๆค่าย “ไปตามคนป่วยมาช่วยคนดีบรรจุกระสุนก็ได้”
“มันมากันมากแสนหาญ” เขาชี้ไปที่บันไดถูกพาดขึ้นด้านขวา มีคนปีนขึ้นมา แต่ถูกมาร์ตินี่เฮนรี่คำรามใส่ ไอ้คนนั้นหงายหลังลงไปนิ่ง แต่อีกหลายสิบหนุนกันขึ้นมาอีก “ดึงชนวนระเบิดเถิด”
“ไอ้เจียนเร็ว” เขาบอกลูกน้องซึ่งป่วยหนักทำได้แค่นอนหมอบคุมเชือกชนวนกระตุก
“บึมส์” ลูกหมากแตกที่แขวนไว้บนเสาใกล้ๆ นั้น ถูกไอ้เจียนดึงเชือกจากในค่ายมันทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้ว่าจะห่างจากพวกฮ่อสักหน่อย แต่แรงอัดทำให้พวกมันร่วงจากบันไดกันหมดวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
“บึมส์ๆ” นายเอื้อนดึงอีก 2 ลูก ที่แขวนไว้อีกด้านเสียงร้องโหยหวนแทรกมา
“คุมชาวบ้านในค่ายไว้ เดี๋ยวตกใจแหกค่ายออกไป” ยอดสั่งคนในค่ายเมื่อมีเสียงร้องอย่างหวาดกลัวจากพวกผู้หญิง สักพักทุกอย่างกลับเงียบสงัดลง ทหารอาสาซบหน้าอยู่กับปืนจนราวตีห้า ก็มีเสียงปืนแว่วมาแต่ไกล ทุกคนตื่นจ้องรอการเข้าตีของฮ่ออีกรอบ
“กระผมเอาทหารออกตามนะขอรับ” นายเอื้อนลุตเตอร์แนนท์ขออนุญาตแต่ยอดห้ามไว้
“ยังมืดอยู่อันตรายมาก อย่าเพ่นพ่านเดี๋ยวไปเตะ สายลูกแตกของเราเอง”
“กระผมห่วงพวกคุณพระเจริญจตุรงค์ขอรับ ชาวลับแลออกไปรักษาด่าน อาจพบพวกมันจะสู้ไม่ได้” พวกทหารกรมการเมืองพิชัย และเมืองลับแลอ้อนวอนขอออกไปตามบ้าง
“ให้เช้าก่อนนะพวกเรา ใครจะอาสาไปล่ะ”
ฮ่อทิ้งศพไว้รอบๆค่ายกว่า 10 ศพ นายเอื้อน ชูโต พาทหารสองโหลออกไปทันทีที่ฟ้าสาง เพื่อช่วยชาวเมืองลับแลกลับจากด่านชายแดนญวน ยอดไม่วางใจนักสั่งแสนหาญกับทหารอีกหมู่ใหญ่เตรียมพร้อม พวกที่เหลือและชาวบ้านที่พอจะจับมีดไม้ได้ ให้ออกค้นหาฮ่อที่อาจหลบอยู่รอบๆ ค่าย ชาวบ้านรายงานว่ามี เสียงปืนดังต่อเนื่องไม่หยุดแถวห้วยก้วง ยอดกระวนกระวายใจมากเกือบเก้าโมงเช้า ชาวลับแลสองคนก็มาถึงค่าย เสื้อผ้ารุ่งริ่งมีรอยถูกฟันมาด้วยทั้งคู่
“นายเอื้อนพบพระเจริญจตุรงค์แล้วขอรับ แต่ถูกฮ่อตรึงไว้กลับไม่ได้ ยิงกันกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว” “เอาม้ามาเร็ว แสนหาญ ใครที่พอวิ่งไหวตามมา” ยอดฝากค่ายไว้กับเจ้าราชภาคิไนย
ทหารอาสาที่เช้านี้ไม่มีอาการสั่น ออกครึ่งวิ่งครึ่งเดิน ตามเจ้าม้าขาวออกมาได้สักครึ่งชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงปืนดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ยอดลงจากม้าพาทหารลัดลงหาลำห้วย แล้วตกตะลึงเมื่อพบคนของเราหามร่างที่ไร้วิญญาณของพระเจริญจตุรงค์ถอยออกมา
การป้องกันค่ายเมืองซ่อนและค่ายบ้านใด เมืองสบแอดด้วยลูกปืนอาร์มสตรอง อาจแขวนกับต้นไม้หรือผูกกับเสา ใช้เชือกกระตุกชนวนใส่ฮ่อที่บุกเข้ามา สามารถป้องกันค่ายที่เต็มไปด้วยทหารป่วยไข้ป่าจนลุกไม่ขึ้นได้อย่างดี กระสุนอาร์มสตรองแบบยาว ฮ่อเรียกกันว่า หมากไฟ ส่วนลูกกลมของปืนเฮาวิตเซ่อร์ ถูกเรียกว่า หมากโม้
ร้านในอเมริกาบอกขายกระสุนปืนใหญ่อาร์มสตรองอายุร้อยปี ขนาดใกล้เคียงกับที่เอามาทำหมากแตกเลยเอามาให้
ชมว่าเมื่อช่างกองทหารหน้าแกะฝาชนวนออกเพื่อดัดแปลงแล้วหน้าตาของหมากแตกปราบฮ่อเป็นเช่นนี้
“โธ่คุณพระ.......” ยอดอึ้งไปเมื่อเห็นนักสู้เมืองเหนือผู้นี้ถูกกระสุนเข้าที่หน้าท้อง
“มันมีสักสองร้อยขอรับครูยอด นายเอื้อนตกอยู่ในที่ล้อมริมห้วย”
ยอดพาแสนหาญลัดเลาะลงไปท่ามกลางห่ากระสุนจากอีกฟากห้วย จนพบนายเอื้อนกำลังบรรจุกระสุนลงในปืนโก๊ะรีวอลเวอร์ “กระผมเสียใจขอรับ มันไล่มาทันกันที่ห้วยนี้พอดี คุณพระถูกมันรุมยิง”
“ถอยออกมาเถอะนายเอื้อน พวกมันข้ามห้วยมาทางซ้ายและขวาโอบเราแล้ว”
แต่ไอ้พวกฮ่อไม่ยอมให้เรารอดไปง่ายๆ วิ่งควงดาบรุกไล่ลงมาแล้ว พวกมันมากกว่ามาก บางคนเป็นระดับหัวหน้า ใส่เสื้อคาดผ้าสวยกว่าพวกลูกแถว ยอดยกปืนขึ้นประทับยิงแลกในระยะประชิด ทหารอาสา หลายคนบาดเจ็บอยู่ริมน้ำ แต่กระสุนของเรานัดหนึ่งถูกนายฮ่อล้มลงทำให้พวกมันชะงักได้พักเดียว
“แทนที่มันจะล่าถอยเมื่อเสียหัวหน้า กลับรุกโอบมาทางขวามาอีก” นายเอื้อนเห็นจวนตัวจึงว่า
“ครูยอดพาพวกบาดเจ็บตัดขึ้นตลิ่งไประหว่างพุ่มไม้ข้างหน้านะขอรับกระผมจะระวังหลังเอง”
ยอดให้ทหารที่มาพุ่งขึ้นไปทางนั้น แล้วขยายแนวออกยิงสกัดการโอบของฮ่อ คอยจนพวกบาดเจ็บออกจากสนามรบได้ทีละคน แต่ข้าศึกโจนข้ามห้วยมาขวางทางหนีและตรงที่นายเอื้อนซุ่มอยู่ ยอดหันไปเห็นร้อยโทหนุ่มพยายามลัดชายน้ำตัดขึ้นมาบนตลิ่ง แต่ถูกปืนเข้าที่ขาล้มลง
“นายเอื้อน” ยอดออกจากที่ซ่อนไปยิงช่วยแต่นายเอื้อนโบกมือไล่ไหวๆ ทันใดนั้นระยะ 50 หลา ระหว่างเขาและชายหนุ่มผู้กล้าหาญมีโจรฮ่อเต็มไปหมด
“ปัง” ไอ้คนแรกเงื้อดาบเข้าหาถูกปืนโก๊ะสกัดไว้ได้ คนที่ 2 และ 3 ตามมาร่วงไปแทบเท้าของเขา แต่ไอ้อีกคนลอบมาทางด้านข้าง
“เอื้อน…ระวัง” ยอดร้องเสียงหลง แต่เอื้อนยิงพลาด ดาบโง้งนั้นฟันลงไปอย่างจัง
“ช้าไปแล้วครูยอดรีบหนีเถิดขอรับ นายเอื้อนสละชีวิตสะกัดให้พวกเรา จะได้ไม่ตายเปล่า”
ยอดเหลียวดูเป็นครั้งสุดท้าย พวกฮ่อไชโยโห่ร้อง ชูศรีษะของนายทหารไทยอยู่อีกฝั่งห้วย เขาลั่นกระสุนออกไปจนหมดโม่อย่างแค้นเคือง
ทหารอาสาสู้พลางถอยพลาง พาคนบาดเจ็บมาตามทางเดินที่เฉอะแฉะ พวกฮ่อเสียหัวหน้าไปหลายคนจึงตามติด อีกไม่กี่เส้นจะถึงสบแอดพวกมันก็คอยดักไว้ ยอดชักม้ากลับชูกระบี่ทหารม้าอเมริกันฝ่ายใต้เป็นสัญญานให้ทหารอาสารู้ว่าถึงเวลาติดดาบปลายปืน
“เราฝึกกันมาแล้วนี่” เขาโจนม้านำทหารเข้าตะลุมบอนเข้าฟันซ้ายขวามิให้มันเข้ามาถึงตัว ดาบได้มี
โอกาสดื่มเลือดศัตรูอีกครั้งหลังได้มาเมื่อ ค.ศ. 1863 หรือยี่สิบปีมาแล้ว
“ปัง” ไอ้ฮ่อเล็งยิงมาที่ม้าทหารหน้าในระยะ 20 หลา เสือเวชเห็นโดดเข้าขวางให้นายเลยถูกกระสุนปืนแก๊ปหงายลง พวกมันแห่เข้ามาจะแทงซ้ำ ยอดโถมม้าเข้ากระทืบมันเข้าเต็มรัก
“มันยังแห่มาอีก” แสนหาญเห็นคนกลุ่มใหญ่จากอีกด้านของถนนโห่ร้องวิ่งเข้ามา
‘คราวนี้ชะตาขาดเสียแล้วคุณพระพิชิตชาญณรงค์’ ยอดกะสู้ยิบตา
“คุณพระ กาผมมาช่วยแล้ว”
“กายตง!” ยอดจำหัวหน้ากลุ่มคนที่วิ่งเข้ามาได้ จึงรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน พวกฮ่อเห็นเสียทีจึงเตลิดไปหมด อดีตเจ้าเมืองแถงหอบฮั่กๆ สะบัดหางเปียไปมาตอบว่า “อ้า…กาผม โอ้ย…เหนื่อยชิกหาย เป็งพระสวามิภักดิ์สยามเขตแล้วนาขอรับ แต่เรียกอั๊วว่ากายตงอย่างเดิมก็ล่าย”
กายตงโม้ไม่หยุดปากที่ได้ช่วยทหารไทยไว้ทันกาล “มีข่าวลีมาบอก องบาได้พบกับอั๊ว อีถูกไอ้กอยี่มันไปเป่าหูว่าทหางไทยไม่ยอมให้มันทำมาหากิงในลาว ตอนนี้มังเข้าใจเลี้ยว มังเกียดฝรั่งอยากขออยู่กับไทย หนังสือหัวหน้าอั้งยี่ก็รับรองว่าท่างแม่ทัพเป็นคนมีวาจาสัตย์ มังเลยจามาขอพบโดยดี”
สถานการณ์ในค่ายบ้านใดดีขึ้นมาก แต่ยอดยังให้ระวังเข้มงวดเพราะพวกธงดำก็ยังพักอยู่ห่างๆ ในไม่ช้า ตัวแทนขององบาคือรองหัวหน้าธงดำชื่อ กวานเล่าแย้ฮ่อ ก็ปรากฏกายอยู่หน้าค่าย
“องบามอบหนังสือนี้มาและแจ้งยิงดีสวามิภักดิ์กับกรุงเทพฯ บัดนี้เราหาแผ่นดินจะอยู่แสนยาก เพื่อแสดงไมตรีจะขอถอนกำลังทั้งหมกกับปายเมืองขัว และส่วนพวกธงเหลืองมันจะเกลี้ยกล่อมมาเช่นกัน” กายตงสรุปเนื้อความให้กองทหารอาสาฟัง กวานเล่าแย้ฮ่อถูกเชิญมาในค่ายพร้อมหัวหน้าฮ่อต่างๆ
“หัวหน้าพวกนี้ปะทะกับเราที่ห้วยก้วงตายไปหลายคนขอรับ” แสนหาญเข้ามากระซิบ
“คงอ่อนกำลังไปมาก แต่สารรูปเราตอนนี้ก็ไม่น่ายำเกรงเท่าไหร่หรอก” ยอดตาแดงเพราะเริ่มจับไข้แลดูทหารตั้งแถวรับอย่างอิดโรย ยิ่งไอ้น้อมแล้วมันต้องเอาพานท้ายปืนยันเอาไว้ไม่ให้ล้ม แล้วแปลกใจที่เสือเวชที่เขาเห็นโดนยิงเข้าเต็มรัก มายืนยิ้มอยู่ในแถว ‘เป็นไปได้ยังไงนะไอ้เสือสุพรรณหนังเหนียว’
เจ้าราชภาคิไนยย้ำว่าฝ่ายเราดูแลลูกเมียกวานกอยี่อย่างดีและยินดีคืนครอบครัวให้พบหน้ากัน
“ท่านจะได้รับข่าวดีในไม่ช้า” รองหัวหน้าธงดำกล่าวอำลา
กวานกอยี่
วันศุกร์ เดือน 8 แรม 15 ค่ำ เวลา 5 โมงเช้า ของวันรุ่งขึ้น (วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2429)
จีนฮ่อคนหนึ่ง เดินถือธงขาวข้ามสะพานแม่น้ำแอด มาที่หน้าค่าย ปากร้องภาษาลาวว่า
“อย่ายิงปืนออกมาเลย กวานกอยี่จะขอยอมเข้าทู้แล้ว”
“ให้กวานกอยี่เข้ามาเถิด เราจะไม่ทำอันตรายอย่างใด”
ร้อยโทดวงถือปืนตามยอดออกไปรับหนังสือกับมือของลูกน้องจอมโจรฮ่อ มีถ้อยคำยืนยันว่าจะขอภักดีกับกรุงเทพฯ “บอกไปว่าเขาต้องยอมวางอาวุธ จึงจะถือว่าจริงใจนี่เป็นคำขาด ที่แท้เจ้าวายร้ายแอบหลบอยู่ข้างหลังคนขององบาคอยหยั่งเชิงเรานี่เอง”
พอถึงบ่ายโมงเศษ เจ้ามหาโจรฮ่อธงเหลือง ก็เดินออกมามือเปล่ากับลูกน้องอีก 4 คน
“บอกคุณพระพิชิตชาญณรงค์เถิดว่ากวานกอยี่มาหาอย่างมิตรแล้ว”
กายตงเป็นผู้ออกไปส่งภาษาและเป็นล่ามให้แก่ทหารไทย เพื่อให้เห็นว่าดินแดนที่ธงเหลืองจะขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อยู่ใต้การปกครองของหลวงพระบางด้วย ยอดจึงขอให้เจ้าราชภาคิไนยเจรจาแทน ท่านตกลงคืนบุตรภรรยาให้แก่กอยี่ทันทีและรับจะจัดที่ดินให้พวกธงเหลืองทำมาหากินโดยสุจริตเหมือนพวกธงดำ
มหาโจรธงเหลืองดีใจที่ได้พบลูกเมียพร้อมหน้า เมื่อเห็นฝ่ายไทยไม่บิดพริ้ว จึงสั่งลูกน้องออกมากองอาวุธหน้าค่าย รวมั้งปืนเล็กยาวหลายกระบอก ยอดเดินตรวจดูพบว่ามีทั้งปืนสมัยใหม่อย่างเรมิงตันโรลลิ่งบล็อคและวินเชสเตอร์คานเหวี่ยงรุ่น 1873 รวมอยู่กับปืนแก๊ปเอ็นฟิลด์ที่ทหารหน้าคุ้นเคย
“บางอย่างพวกเราได้จากทหารญวนหรือฝรั่งเศส” ไม่แปลกที่กวานกอยี่ผ่านสงครามมากว่ายี่สิบปี
ภาพซ้าย กวานกอยี่ขุนโจรฮ่อก๊กธงเหลือง สุดท้ายต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อกองทหารที่ค่ายบ้านใด เมืองสบแอด
ภาพขวา พวกข่าแจะทุ่งไหหิน และโจรฮ่อในขณะตั้งค่ายยิงต่อสู้กับกองทหารลาว ควาญช้างกับชาวกองเกวียน
เมืองเหนือของนายยอดนอกเมืองซ่อน ก่อนโดนปืนอาร์มสตรองถล่มค่ายพินาศคงคล้ายๆแบบน
“เอ้ามาสาบางกัน เอาไก่มาเชือดคอ กินเลือดปนเหล้าแจกดื่มกันทุกคน”
“ถ้าไม่มีความสัตย์ต่อกัน ก็ขอให้เราตายเยี่ยงไก่ที่คอขาดนี้” กวานกอยี่และลูกน้องประกาศดังๆ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงบนโต๊ะเครื่องบูชา
“หัวพันห้าทั้งหก สงบราบคาบลงแล้ว” ยอดตาโรยด้วยพิษไข้มองดูห่อยาควินินที่เพิ่งถูกลำเลียงมาถึงพร้อมผ้าห่มแบล็งเก็ต และเสื้อชั้นในสักหลาดเพื่อสู้ความหนาว ไอ้น้อมกับพวกทหารได้กินควินินติดๆกันเพียงขวดแรกก็หยุดจับไข้ พอกินอีก 3 วัน ลุกขึ้นเดิน และคอยดูแลวินเชสเตอร์ 1873 ที่ยอดถือโอกาสยึดไว้จากฮ่อได้เป็นปกติ
“ให้ทหารกินเต็มที่จนแข็งแรง ในอีก 1 เดือน เราจะยกไปเมืองแถงในเดือนสิบสองนี้” พระพหลฯ กับทหารที่ยกมาสมทบจากเมืองงอยยื่นคำสั่งของท่านแม่ทัพให้เขากับมือ