สุดสองทวีป ตอนที่ 19 : นางฟ้าแห่งหลวงพระบาง

เรือลึกลับ 

“พวกทหารเอาลูกปืนห้าเหลี่ยม เท่าผลส้มเกลี้ยงเผาไฟจนแดง ยิงเผาค่ายก็ไม่สำเร็จเพราะพวกฮ่อ ปลูกไม้ไผ่ไว้รอบค่าย เสบียงอาหารขัดสนทหารพากันล้มตายเป็นอันมากพะย่ะค่ะ”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ กราบทูลด้วยอาการท้อแท้ ที่ปราบฮ่อมา 10 กว่าปี ยังไม่ราบคาบ ซ้ำร้ายพระยาราชวรานุกูล แม่ทัพใหญ่กลับถูกกระสุนที่หน้าแข้งในสมรภูมิทุ่งเชียงคำ เลยถอยทัพกลับอย่างสิ้นสภาพ

“ถ้าท่านไม่มีทางที่จะทรงจัดการให้ลุล่วงสำเร็จได้แล้ว หม่อมฉันก็จะขอจัด “กองทัพเป็นอย่างใหม่” (แปลว่าอย่างฝรั่ง) ให้ยกขึ้นไปให้ทันในแล้งนี้…” พระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้จัดเป็น 2 ทัพ ยกไปทางเหนือและตอนกลางของลาว ทางเหนือนั้น   “ให้พระนายไวยเป็นแม่ทัพ เพราะเป็นผู้ที่ชำนาญการทหาร... มีความซื่อตรงจงรักภักดี เสียแต่ เป็นคนดุและเป็นคนใจเร็ว

จาก ประวัติการของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  เล่ม 2


กันยายน พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885)

แม่ตัวร้ายนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวบนตึกขาว ในมือหล่อนถือผ้าแพรเนื้อดีที่สักปีหนึ่งมาแล้ว บ่าวนำมายื่นให้ในวันพระราชทานเพลิงศพสามี มีรึผึ้งจะไม่รู้ว่าใครฝากมา

‘นายทหารเจ้าค่ะ ขี่ม้าขาวงามนัก ถามชื่อก็ไม่ยอมบอก สั่งบ่าวให้มอบกับมือคุณหญิง‘  

          “พี่ยอดหมายจะบอกละซิว่าโกรธฉันจนไม่เหลือเยื่อใย โธ่...ยังอุตส่าห์เก็บผ้าไว้เป็นนาน”

12 ปีมาแล้วหล่อนใช้ผ้าผืนนี้ห่อขนมแอบส่งให้นายทหารหนุ่มจากอเมริกา ที่ประตูท้ายวัง พร้อมกับหัวใจที่เผลอติดไปด้วย ความรักของหนุ่มสาวผู้ฝันจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันในสยามที่เจริญทัดเทียมชาติฝรั่ง กลับจบลงด้วยความขมขื่นเพราะเหตุผันผวนของบ้านเมือง ถ้าถามใจผึ้งว่าได้แก้แค้นทั้งต้นทั้งดอก กับพี่ยอดสมกับลั่นวาจาไว้หรือไม่   ผึ้งก็น่าได้รับคำชมว่าทำได้เกินคาด เพราะพี่ยอดออกจากราชการหายตัวไปปีเศษแล้ว แต่ทำไมหนอแม่ม่ายสาวกลับว้าเหว่ไร้ความสุข  ทั้งที่ร่ำรวยกินไปอีก 10 ชาติ ก็ไม่หมด

“ผึ้งยังไม่เคยพบใครที่คลิกกันได้ทุกเรื่องเหมือนพี่ยอดอีกเลย”   หล่อนถอนใจ ก้มเหม่อมองดูปลาสวยงามในอ่างแก้ว   “เอ๊ะ เจ้าปลาหางนกยูงตัวเล็กๆนี่ยังไม่โดนกินอีกหรือ”

ปลาหางสวยที่เหลือเพียงตัวเดียว ยังคงว่ายหลบเลาะไปตามหมู่สาหร่ายและก้อนหินก้นอ่าง ด้วยความระวัง มิให้ตกเป็นเหยื่อไอ้พวกปลาตัวโตๆ พวกมันในฝูงโดนจับกินหมดไปหลายเดือนแล้ว  ผึ้งมักแวะดูทุกวันว่าเมื่อไหร่เจ้าปลาผู้น่าสงสารจะหายไปจากอ่างทั้งเคยเปรียบว่า 

‘เจ้าน่าจะชื่อ นายยอด เพราะโดนพวกฉันไล่ต้อนเสียจนตาเหลือกตาปลิ้น เผลอนอนซิตื่นมาจะได้อยู่ในพุงปลาใหญ่ เหมือนคุณพี่จะทำเก่งหนีเงื้อมือท่านกรมวังได้สักกี่วัน’

“คุณหญิงขอรับ กระผมมีข่าวดีมาบอก”   ทนายเก่าแก่คลานขึ้นมาบนเรือน

“ถ้าเรื่องขุนศรีฯ ฉันรู้นานแล้วว่า เขาไปได้ดิบได้ดี เป็นถึงปลัดเมืองพิชัย”   ผึ้งทำเสียงดุ

“มิได้ขอรับ เรื่องที่ให้กระผมไปสืบต่างหาก”   ทนายรีบตอบเพราะรู้ว่าเจ้านายอารมณ์ขุ่นง่าย   “กระผมรู้มาว่าพระนายไวยกราบทูลลาราชการไปพักฟื้นใจที่คลองประเวศ…”

“นี่หรือยะคุณทนายข่าวใหม่…”   แม่ผึ้งเอ็ดตะโร   “ฉันจะบอกให้เอาบุญว่าตอนนี้พระนายไวยโดนเรียกกลับมากรมทหารหน้าเพื่อระดมทัพไปปราบฮ่อแล้วย่ะ”

“โธ่คุณหญิง กรุณาฟังก่อนเถิดขอรับ”   ทนายก้มกราบ   “ข่าวดีคือเจอตัวนายยอด ดูปองท์จนได้ เขาถูกพระนายไวยเรียกไปคุมการขุดลอกคลองประเวศหลายเดือนแล้ว แต่กระผมแปลกใจนักว่า นายยอดไม่ยอมกลับกรุงเทพมาเข้าชื่อขอไปทัพคราวนี้ด้วยดอกขอรับ”

“นี่คงหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่ไปรบทั้งที่รักพระนายไวยและกรมทหารหน้า”   ผึ้งไม่เชื่อหูว่าพี่ยอด จะยอมทอดทิ้งโอกาสเช่นนี้ได้ จึงรีบตบรางวัลให้ทนายก้อนใหญ่ แล้วไล่ไปให้พ้นตา ผ้าแพรในมือถูกยกขึ้นทาบแก้ม น้ำตาอุ่นๆไหลลงมาอีกตั้งหยดหนึ่งก่อนอุทานว่า

“อุ๊ยตายแล้ว เจ้าปลาน้อย”   จึงรีบลุกขึ้นคว้าสวิงมาตักเจ้าปลาหางนกยูง ผู้โดดเดี่ยวออกใส่โหล

“เจ้าถูกปลาฉันต้อนมานานแล้ว ฉันไม่ยอมให้ตายหรอก สู้แยกมาไว้ดูเล่นใกล้ๆ ตัวฉันยังดีกว่า”   หล่อนหัวเราะทั้งน้ำตากระซิบกับปลาว่า   “ถ้าผึ้งต้อนพี่ยอดแทบตายเหมือนปลาน้อยได้ ทีนี้อีผึ้งนี่ละ จะคืนชีวิตให้กับพี่ยอดมาเป็นเพื่อนใกล้ๆ กันอีกจ่ะ”

“หาเรือไฟกับเรือพ่วงเร็วโว้ย คุณหญิงจะไปปิกนิก”   พวกบ่าวร้องบอกกัน

 

ในเต็นท์บัญชาการขุดลอกคลองประเวศบุรีรมย์

ยอดอ่านหนังสือชวนร่วมทัพจากพระนายแล้ว ให้ยิ่งกลัดกลุ้มใจนัก ด้วยฝันไว้แต่ยังอยู่อเมริกาว่าจะได้นำทัพอย่างฝรั่ง ที่เขาร่วมปั้นมากับมือไปรบเพื่อสยาม ครั้นมีโอกาสนายยอดคนเดียวกันนี้กลับฝืนปฏิเสธ ด้วยเหตุเดียวคือสิ้นศรัทธากับราชการ

‘เราหลงเชื่อท่านต้นตระกูลกลับมาป้องกันบ้านเกิด กลับถูกไอ้คนชาติเดียวกันนี่ละ เป็นศัตรูร้ายมาบั่นทอนหน่วงเหนี่ยวจนทำลายเรา สยามถูกดองไว้ถึง 10 ปี จนเมื่อวังหน้าท่านพิราลัยปีนี้ (พ.ศ. 2428) ในหลวงจึงทรงตั้งพระองค์ได้ ดูซิเดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นมีเรือรบ มีระบบการศึกษาทันสมัย ฝรั่งจะมาอ้างว่าไร้ความเจริญเพื่อยึดครองมิได้แล้ว แต่เราเพิ่งจะต่อโทรเลขไปยุโรปผ่านไซ่ง่อนและพม่า’

ครั้นบอกไม่ไปรบแทนที่จะดีขึ้น กลับยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม เพราะชีวิตของยอดได้เปลี่ยนไปมากนับแต่กลับสยาม เขามีกรมทหารหน้า เพื่อนทหาร ลูกศิษย์ลูกหามากมายมาห้อมล้อม แม้แต่ไอ้เสือเวช เสือรุ้ง ก็ขอออกมาเป็นกำลังใจ ช่วยครูยอดขุดคลองทั้งๆที่ยังติดตรวนเหล็ก นั่งคิดเรื่อยเปื่อยอยู่ดีๆ อีลำดวนก็เข้ามาบอกว่า   “พี่รุ้งให้บ่าวมาเรียนเจ้าค่ะว่าเห็นเรือไฟของใครไม่รู้มาจอดซุ่มอยู่ลิบๆ ตั้งแต่ก่อนเที่ยง”

“ขอบใจ”   อีลำดวนคือลูกสาวกำนัน ซึ่งไอ้รุ้งเห็นใจเสี่ยงชีวิตช่วยหนีจากเรือนเสือผ่อง แต่เพราะเสียทีขุนโจรเลยเป็นหญิงตกที่นั่งลำบาก ยอดจึงช่วยจับใส่ตะกร้าล้างน้ำ สู่ขอมาให้ไอ้นักโทษรุ้ง และให้มันช่วยเฝ้าดูแลบ้านสวนคลองบางกอกน้อย เมื่อมาลอกคลองยอดยอมให้มันตามมาอยู่ใกล้ผัว พร้อมๆกับจ่าน้อม ที่แม่เล็กจับแต่งกับลูกสาวเพื่อนในราชบุรี ยอดจึงซื้อที่นาผืนหนึ่งเป็นของขวัญ ฐานที่จ่าวิ่งเล่นกันมาแต่น้อย ยังไม่ทันเรียกใครไปสืบดู ไอ้จิตชาวกรุงเก่าก็เดินมายื่นจดหมายให้พร้อมผ้าแพรผืนที่คุ้นตา

“นายขอรับ เจ้าของเรือไฟเขาฝากหนังสือมาให้”   ยอดนิ่งอยู่นานจึงเปิดอ่าน

“เรียนคุณพี่

ฉันตามมาหาเพราะมีเรื่องคอขาดบาดตายของสยามมาบอกเจ้าค่ะ

จาก ผึ้ง”


‘พี่หนีหน้าคนมาปลายนา เธอยังตามเยาะเย้ยที่ทำกับเราเสียป่นปี้’   ใจคิดเกลียดหญิงคนนี้ แต่ที่ว่ามีเรื่องคอขาดบาดตายของสยามนี่ซิชวนสงสัยนัก ตกบ่ายจึงแอบขึ้นม้าไปที่เรือคนเดียว

จ่าน้อม ทหารหน้า


โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ภาพซ้าย   กองทัพพม่ายอมแพ้  -  เมื่ออังกฤษปราบชาวซูลูลงได้ ก็หันมาจัดการพม่าทันทีที่ทราบว่าพระเจ้าสีป่อส่งทูตไปปารีสเพื่อขอซื้ออาวุธและเจรจาจะเปิดทางให้ฝรั่งเศสคู่แข่ง แพร่อิทธิพลตั้งธนาคาร สร้างทางรถไฟจากมัณฑะเลย์ไปจีน ฝรั่งเศสเพิ่งรบชนะจีนก็หวังเชื่อมเขตแดนของตนจากเวียตนาม เข้ามาลาว จีนและพม่าตอนเหนือเพื่อสยบการขยายดินแดนของอังกฤษ สยามจ้องมองกระบวนการ “หาเรื่องแบบผู้ดีอังกฤษ” ตาไม่กระพริบ เมื่อกองทำแผนที่ปักปันชายแดนจากอินเดีย หาเหตุชี้แนวเขตล้ำพม่า และ อ้างเรื่องพิพาทการยึดไม้สักของศาลพม่าว่าล้าสมัยไม่ยุติธรรม ยื่น Ultimatumบังคับพม่าให้อังกฤษได้คุมการค้าทั้งหมดจรดแดนจีนแต่ผู้เดียว แล้วยกทัพเรือเข้ายึดวังหลวงอย่างง่ายดาย เมื่อ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) อันเป็นเวลาเดียวกับที่ยอดชุมนุมพลที่เมืองพิชัย

ภาพขวา  ฝรั่งเศสตีค่ายฮ่อธงดำที่เมืองซอนเต  ปี ค.ศ. 1885 – สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับจีน เกิดขึ้นอีกครั้งเพราะฝรั่งเศสก่อเหตุบุกยึดฮานอย และแจ้งให้จีนทราบว่าตนเป็นผู้คุ้มครองเวียตนามแต่ผู้เดียว ส่วนจีนไม่เห็นด้วยส่งทหารจากกวางสีเข้ามาช่วยกษัตริย์ญวน และสนับหนุนอดีตกบฏโจรฮ่อแก็งธงดำให้เข้ารบฝรั่ง สงครามลุกลามไปทั่วตอนเหนือของฮานอย จบลงด้วยจีนยอมทิ้งตังเกี๋ยให้ตามสนธิสัญญาเทียนสิน และเว้ ฝรั่งเศสจึงได้คุมทางค้าขายเข้ายูนานอีกทางหนึ่ง และพวกฮ่อก็แตกซ่านมาอาละวาดในลาว จนสยามต้องส่งทหารหน้าเข้าปราบ

“นึกแล้วว่าต้องมา คุณพี่ขึ้นบนเรือเถิดเจ้าค่ะ ร้อนนัก อยู่ในเรือนี่ผึ้งยังตัวแทบละลาย”  

แม่ข้าหลวงเก่าพนมมือไหว้ เหงื่อเป็นเม็ดๆผุดเต็มหน้าผากกว้าง และไหลย้อยอยู่บนเนินอก เมื่อเห็นยอดยืนนิ่งไม่ตอบ ก็รู้ว่ายังขึงโกรธอยู่ 

“เอ๊ะ คุณดูปองท์ที่ฉันเคยรู้จักเป็น Gentleman และผู้ดีเต็มตัว ถ้าสุภาพสตรีออกมาหาถึงนี่ แล้วไม่เข้ามาทักกันมันมิเสียมารยาทคนผ่านโลกเจริญมาแล้วดอกหรือเจ้าคะ”

“ผู้ดีคนนั้นไม่มีใครพบเห็นอีกแล้ว”    ยอดโกรธที่ถูกยั่ว

“นั่นแน่ะยอมพูดจนได้ เชิญเจ้าค่ะ”   แม่ตัวร้ายย้ำให้ยอดก้าวเข้ามา เขากวาดสายตามองของในเรือก็รู้ว่าหล่อนจะค้างคืนแน่ ผึ้งรีบเปิดถังสังกะสีกลมๆ ออก ตักครีมสีขาวใส่ชามแก้วส่งให้

“ของวิเศษเจ้าค่ะ เพิ่งมาจากสิงคโปร์เมื่อวานนี้เอง”   หล่อนยิ้มหวานพยักเพยิดให้ตักใส่ปาก พอเห็นสีหน้าพิศวงในความเย็นราวสโนว์ เมื่อกลืนครีมก้อนนั้น ก็หลบตาก้มหน้าหัวเราะเช่นชาววัง

ไอศกรีมเจ้าค่ะ เพิ่งเข้ามาขายในวัง ผึ้งไปดักแบ่งเอามาจนได้ชื่นใจจริงๆ”   หล่อนกินบ้าง 

“อร่อยดีคงแพงมาก แต่เธอมันร่ำรวยนี่ แล้วอะไรที่ว่าคอขาดบาดตาย”

“เรื่องกองทัพที่คุณพี่ทอดทิ้งไม่ไปรบน่ะซีเจ้าคะ”   ผึ้งพูดเบาๆได้ยินกันสองต่อสอง   “คุณพี่อาจเกลียดฉัน เกลียดขุนนางเลวๆที่เคยรังแก แต่คุณพี่เอามาพาลเกลียดสยามด้วยจะดีหรือ”

“เพราะพี่ห่วงสยามจึงกลับจากอเมริกามาปะแต่เรื่องร้ายๆ การถูกคนเคยรักใคร่มาหาว่าเป็นกบฏมันน่าอับยศนัก”   ยอดเลือดขึ้นหน้าทำท่าจะลุกหนีกลับ แต่แม่ตัวร้ายนั้นเย็นยิ่งกว่าไอศกรีม  

“คุณพี่มัวอยู่บ้านนอกอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งบ้างไหมเจ้าคะ จีนยอมทำสัญญาเทียนสินขอสงบศึกปล่อยเมืองญวนให้ฝรั่งเศสแล้ว ส่วนที่พม่าเขาลือกันใหญ่ว่าอังกฤษจะยกทัพขึ้นไปจับพระเจ้าสีป่อ เพื่อรวบพม่าเป็นของอังกฤษหมด”

“แล้วฝรั่งเศสมันก็ตั้งกองเรือพาณิชย์ ขึ้นล่องจากไซ่ง่อนถึงพนมเปญ วางรางรถไฟขนสินค้าข้ามแก่งหลี่ผี กะล่องผ่านแม่น้ำโขงผ่ากลางดินแดนของสยามไปยูนานใช่ไหมล่ะที่เธอจะบอกพี่...”

“คุณพี่ ทั้งหมดนี่มันข่มเหงเอาในแค่ปีเดียวเองนะเจ้าคะ”

“พี่รู้จักพระวิภาคภูวดล เจ้ากรมแผนที่ เขาว่ากว่าจะฝ่าป่าดงไปวางแนวเขตพรมแดนทางมาลายูเสร็จ อังกฤษก็จ้องจะเอาเชียงตุงอีกแล้ว แกแค่ 2 มือ ไม่ใช่ทศกัณฑ์ แบ่งกายไปทั้งเหนือและใต้ไม่ทัน ทีนี้การศึกฮ่อในลาวก็คงมีปัญหาดินแดนกับฝรั่งเศสเข้าอีก”    ยอดตีสีหน้าเย็นชาแล้วว่า  

“นี่ถ้าพี่เชื่อเธอยอมให้นายน็อกซ์ช่วยแบ่งสยามเป็นเหนือใต้ คงเจริญไปแล้วไม่ต้องมานั่งเหนื่อย จะยกเชียงใหม่ให้อังกฤษแถมไปด้วยก็ได้ ลูกหลานคงพูดฝรั่งคล่อง”

“โธ่คุณพี่ แดกดันนักนะ”   แม่คนงามเม้มปากถี่ๆ ให้รู้ว่าไม่อยากทะเลาะ   “ฮึ ผึ้งยกให้วันหนึ่ง แต่ช่วยกลับเข้ากรมทหารหน้า ไปทำสิ่งที่คุณพี่ทิ้งอเมริกามาเพื่อทำหน้าที่ลูกผู้ชายไทยผู้กล้าหาญ เพราะอีผึ้งคนนี้เชื่อว่านายยอดจะทำได้ดีกว่าคนอื่นเสมอ เชื่ออย่างนี้ไม่เคยเสื่อมคลายมาตลอดเจ้าค่ะ”

“ชะๆ ไปสู้ฝรั่ง อ้อ ไม่สมใจจึงแกล้งยุให้พี่ไปตายงั้นหรือ”   ยอดเริ่มเสียงดัง   “มันไม่ทันแล้วผึ้ง เรามัวแต่ทะเลาะกันทิ้งโอกาสดีๆถึง 10 ปี พวกเธอไม่มีใครรักในหลวงจริงสักคนเลย”   

“สู้ไม่ได้ ขวางมันไว้ก็ยังดีเจ้าค่ะ ขอให้สยามเป็นอิสระต่อไปฉันก็พอใจแล้ว”    ผึ้งเสียงอ่อยเมื่อยอดลุกขึ้นตวาดใส่ว่า   “สมน้ำหน้า ทีนี้จะมานั่งเสียใจว่าเธอก็มีส่วนทำลายสยาม”

ผึ้งยุดมือเขาไว้หันไปเปิดหีบ หยิบตุ๊กตาไม้เด็กหญิงญี่ปุ่นที่ยอดเข้าใจว่าถูกทิ้งลงแม่น้ำพร้อมของอื่นๆ ไปเมื่อยกเลิกแผนแต่งงาน ออกมาแล้วทำเสียงสั่นๆ  “ฉันผิดไปแล้วเห็นแก่ฉันสักครั้ง หากคุณพี่ยังพอมีเมตตาเหลืออยู่บ้าง ผ้าแพรของผึ้งช่วยเก็บไว้ต่อไปเถิดนะเจ้าคะ”

ยอดรู้สึกหวั่นไหวกับอดีตที่เคยวาดฝันกันไว้ จึงว่า   “พี่จะกลับไปคิดดู”   

“ฟังผึ้งก่อนเจ้าค่ะ”   เมื่อจะก้าวเท้าออกจากเรือ เสียงสั่งตามหลังมาว่า   “คืนนี้ฉันจะค้างที่นี่ ขอทหารมาช่วยยกข้าวของด้วยนะ ส่วนดินเน่อร์อาหารฝรั่ง 1 ทุ่มตรง แต่งเต็มยศเจ้าค่ะ”   

ภาพซ้าย   คอนพะเพ็ง และแก่งหลี่ผี ทำให้ฝันของฝรั่งเศสที่จะใช้แม่น้ำโขงเป็นทางเดินเรือสินค้าไปยูนานสลายไป แต่ด้วยความละโมบก็ยังหมายมั่นจะครอบครองทั้งสองฝั่งโขงจากไทย

ภาพขวา   ทางรถไฟยาว 7 กม. ถูก บ. มาชาเจอรรีฟลูวิยาลของฝรั่งเศสสร้างเชื่อมเกาะแก่ง 2 เกาะไปเมืองโขง ในปี พ.ศ. 2425 เพื่อเลี่ยงน้ำตกขนาดยักษ์นี้ แล้วขนเรือกลไฟติดปืนสองลำมาเตรียมคุกคามหลวงพระบาง ตั้งแต่ยอดยังไม่เคลื่อนทัพไปปราบฮ่อ ปัจจุบันยังมีซากรถไฟเหลือไว้เป็นอนุสรณ์

ยอดมาถึงตอนค่ำก็พบว่ารอบๆที่จอดเรือถูกแผ้วถาง ปักคบเพลิงและสุมไฟไล่ยุงเรียบร้อยผิดกับตอนกลางวัน หน้าเต็นท์ใกล้ร่มไทรใหญ่มีตะกร้าใบเล็กจุช่อดอกไม้แขวนประดับ พอก้าวเข้าข้างในเขาต้องยิ้มให้กับความประณีตวิจิตรของสาวชาววัง ฟางถูกปูบนพื้นมีเสื่อทับ โต๊ะกินข้าวพอนั่ง 2 คนวางไว้ตรงกลาง เชิงเทียนเคียงถ้วยลอยดอกไม้น้ำ จานชามมีดส้อมแก้วไวน์ จัดเป็นระเบียบบนผ้าปูโต๊ะสีบานเย็น ยังไม่พอมีตุ่มใบเล็กๆใส่ต้นกกและกอบัวกุมุทที่ขุดมาจากริมคลอง ดอกสีขาวเริ่มบานยามค่ำตามธรรมชาติของมัน เข้ากับสิ่งแวดล้อมริมฝั่งคลองยิ่งนัก แต่ที่สะดุ้งใจยอดคือกลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศส

“เอมิลี่...”    อดีตพลทหารท็อป ดูปองท์ เผลออุทานอย่างลืมตัว นึกว่าร่างงามซึ่งยืนหันหลังง่วนอยู่ที่โต๊ะเตรียมอาหารตรงมุมเต็นท์ คือแม่สาวเลือดเทนเนสซีผู้สอนรสรักแรกแก่เขา เพราะแทนที่แม่ผึ้งจะนุ่งซิ่นห่มสไบกลับอยู่ในชุด เสื้อฝรั่งผ้าลูกไม้แขนยาวสีขาว สวมกระโปรงลายดอกสีชมพู ทอจากเมืองแมนเชสเตอร์

“ฮืม…เรียกใครเจ้าคะ กัปตันดูปองท์”   หล่อนหันมายิ้มหวานให้เห็นเต็มตาเป็นครั้งแรก พอผสมน้ำตาล น้ำส้มสายชู เกลือ และตีไข่แดงกับน้ำมันมะกอก จนได้น้ำสลัดแล้วก็ยื่นช้อนให้ชิมถึงปาก  

“บ้านนอกนี่มีผักสดดีๆมาก ผึ้งเลยทำสลัดให้ทานกับหมูแฮมกระป๋องทอด”   

แม่ตัวร้ายขอหมวกเฮลเมทขาวยอดแหลม หน้าหมวกตราอาร์ม ร.5 ไปแขวนไว้ แล้วซ่อนยิ้มที่เดาไม่ออก เมื่อลอบเห็นยอดยังจ้องค้าง   “กว่าปีแล้วมั้งเจ้าคะที่ไม่ได้ใส่ยูนิฟอร์ม กลับมาสวมให้ตลอดนะ”

“เธอไม่ยอมแพ้เลยนะผึ้ง”    ยอดเองก็ยอมรับว่าสบายใจที่ได้สวมเครื่องแบบคาดกระบี่

ผึ้งฉลาดพอที่จะไม่พูดเรื่องศึกฮ่ออีก ไก่อบราดซอสถูกแม่ครัวยกเข้ามาเสริฟกับขนมปัง มันบดและเนยแข็ง ยอดช่วยเปิดไวน์ขาวรินให้เจ้าภาพซึ่งเลิกคิ้วงามข้างหนึ่งเป็นเชิงชวนว่ามีไวน์แดง ชิอันติจากอิตาลีอีกขวดรอเปิดอยู่ ทั้งคู่ทานกันเงียบๆ แล้วก็คุยกันเรื่องคนเก่าๆในวัง ซึ่งหล่อนจะมีเรื่องขำๆมาเล่าไม่รู้จบ ยอดนึกประหลาดใจว่าผึ้งมีพรสวรรค์สามารถสร้างความประทับใจให้กับเขาได้แทบทุกครั้งที่พบ

“หัดใส่ชุดแหม่มตั้งแต่เมื่อแต่งงานหรือ”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ผู้ชายบางคนหัวโบราณเกินไป”    หล่อนหมุนฐานแก้วเล่นให้ไวน์กลิ้งไปมา

“นี่เป็นครั้งแรก และรอมานานปีนัก... เสียดายไม่มีเปียโนเล่นให้ฟัง”

เขาเพิ่งสังเกตว่าผึ้งสวม Corset ครบชุดดันทรวงอกล้นพ้นขึ้นมา ส่วนเอวยิ่งถูกรัดคอด สะโพกก็ยิ่งผาย จนสันนิษฐานส่วนสัดที่ซ่อนอยู่ภายในได้ว่าผึ้งมีความอวบอิ่มสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเมื่อยังสาว

“บ้านเมืองเจริญช้าไปนะผึ้ง มันยากที่จะให้คนโบราณส่วนใหญ่คิดตามเราทัน”  

“เจ้าค่ะ ทั้งเป็นเหตุให้เราผิดใจได้อย่างมหันต์”   สายตาทั้งคู่สบกัน ภาพผึ้งล้มกลิ้งที่ท่าน้ำท้ายวังผุดเข้ามาในห้วงความคิด   “ฉันก็เป็นคนมีเชื้อมีตระกูล ถึงยังเสียใจเจ้าค่ะ ที่พี่ยอดคิดว่าผึ้งจะกบฏไปเข้ากับพวกยกเมืองให้ฝรั่ง ทหารหนุ่มที่พี่ยอดเห็นก็ไม่ใช่...ที่พี่คิดนะ”

“เธอเลยแค้น แกล้งให้พี่โดนข้อหากบฏเสียงอมไป”    ยอดมองค้นหาคำตอบ

“ไม่เคยคิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงขนาดนี้เลยเจ้าค่ะ ถ้าแม้นกรมวังจะประหารพี่ยอดจริง ผึ้งคนนี้ก็คงดิ้นรนช่วยคุณพี่จนได้”    หล่อนลุกขึ้นนั่งคุกเข่าข้างๆเขาก้มลงกราบแนบหน้านิ่งที่ตัก  

“ขอโทษเถิดนะจ๊ะ”

ยอดฝืนสะกดความตื้นตันใจ ที่เคืองขุ่นก็ละลายหายไปสิ้น มือข้างหนึ่งลูบบนลอนผมของแม่ตัวร้ายอย่างเผลอใจแทนคำตอบ   “พี่รู้ความจริงเข้าก็สายไปแล้ว ได้รับปากจะแต่งงานกับแม่วัน เขาเป็นคนดี และพี่จะไม่ยอมเสียคำพูดอย่างเด็ดขาด เราทำร้ายกันแทบพินาศ กว่าจะได้เปิดใจกันเช่นคืนนี้ก็แก่ตัวลง”

“ยังไม่แก่เสียหน่อยเจ้าค่ะ ดูยังแข็งแรง มีเมียได้อีกหลายคน”   ผึ้งยังพิงแก้มกับตักอยู่

‘ฮะ เอาอีกแล้ว จะบอกว่าให้เลิกกับเมียมาแต่งกับผึ้งยังทันน่ะซี’    ทำไมยอดจะไม่รู้ ตั้งแต่เกิดมามีผู้หญิงมาขอให้เลิกกับแม่วันอย่างน้อยถึง 2 หนแล้ว นึกโมโหเจ้าคุณปู่นักที่สอนว่า การให้อภัยเป็นสมบัติผู้ดี เกิดอภัยคราวนี้แล้วถ่านไฟเก่าติดโชนขึ้นมาจะทำอย่างไร

“ผึ้งไม่อยากเห็นพี่ทิ้งความฝัน ผึ้งเองเคยฝันสลายกับชายคนหนึ่งแล้ว ไปรบเถิดรับปากซิเจ้าคะ”

ยอดก้มลงกระซิบรับคำ หนีไปรบฮ่อน่าจะอันตรายน้อยกว่าอยู่ใกล้แม่ตัวร้ายเสียแล้ว

“Thanks for your concerns about my military career.”  ยอดกระเถิบลุกขึ้น

“Couldn’t you stay longer?”   นัยน์ตาเชื่อมซึมผสมฤทธิไวน์เอ่ยขอ   “Please…” 

พอนายยอดสั่นหน้า หญิงไทยคนแรกที่อาจหาญใส่ชุดฝรั่งได้ลงตัวที่สุดจึงยื่นข้อเสนอ

“Oh! Captain you must say goodnight and give me a peg on my cheek like those Westerners.”  

เมื่อยอดใจแข็งไม่ยอมหอม ผึ้งจึงเขย่งตัวขึ้นหอมแก้มยอดทีหนึ่งก่อนหัวเราะยั่วอย่างได้ใจ

“ไม่เห็นยาก you just pretend that we were in London Paris or Philadelphia.”

“เคยตัว อย่าคิดนะว่า พี่จะสยบลงให้เธอเป็น Commander ชี้นิ้วสั่งเหมือนเจ้าคุณท่าน”

ยอดดุแม่ตัวร้ายรีบหันหลังเดินออกไปที่หน้าเต็นท์ ผึ้งตามจี้หลังร้องอย่างขัดใจว่า

“Who is Commander? 10 ปี เรามีเวลาคุยกันเท่านี้หรือเจ้าคะ ฮึ อย่างน้อยเจ้าคุณท่านก็ไม่เคยหันหลังพูดกับผึ้ง”    แล้วเบ้ปากเชยคางเชิดหน้าเข้ามาใกล้ๆ ทันใดนั้นยอดก็หันขวับกลับมา ยั่วดีนักเห็นจะต้องเอาคืนเสียบ้าง จึงคว้าเอวดึงเข้ามาจนหน้าอกชิดกันแนบแน่น

“พี่ว่าแค่ Goodnight kiss ที่แก้ม มันยังไม่ Westerner จริง ผัวเธอคงไม่เคยแบบนี้แน่”  

“พี่...พี่ยอด...”  

ผึ้งตกใจจะร้องก็กลัวทหารยามมาเห็น วงแขนกำยำรัดแน่นจนปัดป้องไม่ถนัด แรกนึกว่าจะถูกหอม แต่ริมฝีปากของนายทหารกลับบดลงมาหากัน แรงดิ้นขืนขัดเกร็งขึ้นแล้วก็สงบลง เมื่อรสชาติของโลกใหม่ที่ผัวแก่ไม่เคยสอน กำลังแทรกเข้ามากระหวัดลิ้นนุ่มจนต้องหลับตาพริ้ม

“กอดพี่ซิผึ้ง”   ยอดถอนริมฝีปากกระซิบสั่ง เจ้าหล่อนสั่นหน้า เมื่อปลายลิ้นของทั้งสองสัมผัสซ้ำอีกครั้ง ก็โอบคอกอดอย่างสิโรราบ ปล่อยให้ยอดลูบไล้ไปตามสะโพกอวบอัดไล่เลื่อนตามส่วนโค้งของเอวขึ้นมาคลึงเคล้าอยู่บนเนินอกกลมกลึงทั้งสองที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ Corset

“ไปละ”   เขาตัดใจผลักหล่อนออก  

“เพี้ย…..”    ฝ่ามือนุ่มๆ ฟาดแก้มจนหน้าหัน

“พี่ยอดไม่เป็น Gentleman เลย”   แต่ยอดหัวเราะรู้ว่าแม่ตัวร้ายกำลังสับสนอลหม่านใจ  

“บางครั้งต้องหยาบคายบ้าง ลองถามใจผึ้งซิว่าตบเพราะพี่ไม่อยู่ต่อ หรือเพราะชอบที่ถูกจูบ”

ยอดเผ่นขึ้นขี่เจ้าทหารหน้า หันมาทำวันทยหัตถ์กับแม่งามที่หน้าแดงค้อนตาคว่ำอยู่

“Goodnight my dear.”

ที่ใต้ต้นไทรใหญ่ ผึ้งแอบยิ้มว่าได้กันเจ้าปลาหางนกยูงน้อย มาดูเล่นในโหลได้อีกตัวหนึ่งแล้ว

Banyan tree Oh, Banyan Tree,

Tonight brave soldier kiss, little Bee,

Please, please go for his dream fight,

Then, he shall be my lover again, under this Banyan tree.


“เจ้านายนะ เจ้านาย”   จ่านั่งกอดอกรออยู่หน้าเรือน “ไปไหนมาก็ไม่บอกกันบ้าง”

“อุวะ... ไอ้น้อม หัดเป็นพ่อข้าตั้งแต่เมื่อไหร่” ยอดหัวเราะที่เห็นมันทำสะบัดสะบิ้ง

“กระผมจะฟ้องคุณวัน”   จ่าฝันเห็นเงินรางวัลก้อนใหญ่

“เรื่องอะไร”  

“แฮ่ๆไอ้กระผมรู้นะว่าแม่ข้าหลวงคนเก่งเอาเรือไฟมาหาถึงนี่ ก็ตามไปหวังจะช่วยห้ามด้วยความเป็นห่วง ที่ไหนได้เห็นผลุบหายไปในเต็นท์กัน 2 คน ตั้งนานสองนาน”

“เอ๊ะ ก็ข้าแค่ไปกินข้าว”   ยอดใจหายวาบ

“กินข้าวอย่างเดียวหรือขอรับ”   จ่าน้อมทำเดินวนไปมาเหมือนพลตระเวนจับผู้ต้องสงสัยได้

“เออ”   ยอดไม่กล้ามองหน้าเผลอเอามือถูๆ ตรงริมฝีปากที่จูบผึ้งเสียเต็มแรง

“สาบาน ตกน้ำป๋อมแป๋ม”

“กูจะสั่งขังมึงต่างหาก”    ยอดชักรำคาญ

“นายอย่าริเล่นกับสะโพกไดนาไมท์ของแม่ม่ายเลย แตะเข้าละตูมสนั่นพังบ้านสาธรเชียว”

“ไอ้น้อม อย่าบอกแม่วันนะ ข้าเองก็กลัวแม่ผึ้งเหมือนกัน คราวก่อนเกือบตายเพราะเธอเข้าแล้ว”ยอดยอมรับ “ว่าแต่ข้าคิดถึงพวกเราที่กรม ถ้าข้ารับคำชวนไปรบพวกเอ็งจะไปไหม”

“ปู๊ทโธ่ ไอ้พวกเรารออยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้ไปขอรับ เฮ้ยๆ ไอ้จิตไอ้เจียน คุณยอดตกลงไปรบแล้วโว้ย”   แล้วจ่าก็แหกปากเสียลั่นค่าย


ระดมพล

เมื่อยอดขี่เจ้าม้าขาวมาถึงประตูโรงทหารหน้า พลอาสาต่างกรูออกมาแสดงความยินดีกันยกใหญ่ เสียงร้องว่า “ครูยอดกลับมาแล้วๆ”   กระจายไปทั่วตึกอย่างรวดเร็ว เขามองขึ้นไปยังห้องผู้บัญชาการก็เห็นเจ้าหมื่นไวยวรนารถ โผล่หน้าต่างมองมาอย่างพอใจ

“ขอต้อนรับกลับบ้านนะพี่ยอด”   หลวงทวยหาญกำหมัดชกหยอกเข้าให้

“อูย เจ็บนาคุณหลวง กระผมไม่ใช่เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงค์นะขอรับ”  ยอดแหย่ตอบเรียกเสียงหัวเราะเพราะรู้กันทั่วแล้วว่า เมื่อพระนายไวยทูลลาออกจากกรมนั้น หลวงทวยหาญทนเบื่อการบริหารแบบถอยหลังเข้าคลองของ ผบ. อย่างขุนนางผู้เฒ่าไม่ไหววิวาทกันจน ร.5 ทรงเรียกพระนายไวยกลับมาแก้ปัญหา ส่วนคนถูกกระเซ้ายักไหล่ไม่แยแส

“ท้าชกนายพลมันซะเลย มาหาเรื่องกระผมก่อนนี่”

“เราควรออกไปรบให้ไอ้พวกนี้เห็นฝีมือดีกว่าทำเกเร ฉันจะขอพระราชทานยศคืนให้พี่ยอดเอง ว่าแต่มาทำงานกันได้แล้ว”   พระนายไวยเปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งขรึม

“เรามีกำลังรบสักเท่าไหร่ขอรับ”   ยอดขอทราบเพราะมาทีหลัง

“พลรบแบ่งเป็น 4 กองร้อยทหารราบทุกกองร้อย มีร้อยเอก 1 นาย ร้อยโท 2 นาย พลทหารกองละ 100 คน รวมพวกซายันด้วยเป็น 468 คน”   นายจ่ายวดตอบ

“น้อยนักขอรับ เมืองลาวตั้งกว้างใหญ่”   ยอดท้วง พระนายไวยจึงต้องอธิบายว่า

“ฮ่อเป็นกองโจร เราดูว่าชาวมหาดไทย ยกทัพใหญ่อุ้ยอ้าย ไล่ไม่ทัน เราจึงต้องไปให้เร็ว พี่ยอดมาอยู่กับเราในหน่วยบัญชาการ มีทีมแพทย์ของหมอเทียนฮี้ คนครัว กับพวกคะเด็ด (Cadet-นักเรียนนายร้อยรุ่นแรกของสยาม) อีก 20 คน ให้เห็นการรบ หัดเป็นหัวหน้าคนต่อไป กองนี้รวมได้ 91 คน”

“หน่วยสนับสนุน เราเอาทหารช่างที่เพิ่งริเริ่มไปด้วยอีก 26 คน ไว้สร้างค่าย ส่วนกองอาวุธกระสุนดินดำมี 29 คน นี่พวกทหารอาสาทั้งนั้น”   หลวงทวยหาญว่า   “ยังมีไพร่เกณฑ์ชาวหัวเมืองของมหาดไทยมาสมทบอีก ทั้งควาญช้าง คนคุมเกวียนได้ 575 คน พวกนี้ไม่ใช่ทหารแต่รวมแล้วเรามีคน 1,316 คน ในบังคับบัญชา”

ซ้าย  ปืนครก หรือ ปืนมอรต้า (Mortar) ซึ่งนำไปใช้ในการปราบฮ่อทั้ง 2 ครั้ง มีให้ชมที่พิพิธภัณฑ์กรมทหารสรรพาวุธ

ขวา  ปืนขานกยาง เป็นปืนใหญ่ประจำหน่วยทหารราบ กระสุนขนาดประมาณ 1 นิ้ว มีใช้แพร่หลายในกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอาวุธที่เบาและง่ายต่อการใช้ เวลาจะเล็งเพียงยกหางนกยางไปหาเป้า

ยอดฟังดูเห็นยังขาดอีกร่วม 100 คน  “เอ ไม่มีทหารปืนใหญ่เลยหรือ”

“นั่นละปัญหา พี่ยอดช่วยเราหาทหารปืนใหญ่ดีๆ ได้ที่ไหน”   พระนายไวยสั่งงานยอดทันที “ส่วนปืนใหญ่ที่มีก็ใหญ่ไป พวกปืนขานกยาง ปืนบาเรี่ยม ปืนหามแล่นก็เล็กไปและโบราณแล้ว ฉันอยากได้ปืนใหญ่ที่กะทัดรัด บรรจุท้ายได้”

“กระผมพอจะรู้ขอรับว่าหาปืนกับคนที่เหมาะได้จากไหน”   ยอดรับปากทันที วันรุ่งขึ้นก็แกล้งพาแม่วันและนายจ่ายวด ตรงไปพบนายห้างแรมเซย์ เจ้าเก่าผู้ดีใจมากที่เห็นเขากลับมาเป็นทหารอีก

“มิสเตอร์แรมเซย์ ห้างของคุณยังเก็บเจ้าปืนใหญ่ ภูเขา ยี่ห้ออาร์มสตรองไว้หรือเปล่า”

“อยู่ซี สภาพดีไม่มีสนิม กระบอกละ 300 บาทเอง”    นายห้างตีปีกเพราะขายไม่ออกมาหลายปี

“แพงไปนะ มิสเตอร์แรมเซย์เพราะเงินเราไม่พอจริงๆ”   นายจ่ายวดท้วง

“ของเก่าเก็บคุณพี่ต่อลงสักครึ่งซิเจ้าค่ะ”   ลูกสาวเจ้าสัวกระซิบบอกสามี

“ง่า... มิสเตอร์แรมเซย์ กระบอกละ 150 บาท น่า ปืนบรรจุท้ายก็ไม่ได้โบราณเต็มทีแล้ว”   ยอดพูดเหนียมๆ ตนเองไม่เคยต่อราคาของเพราะเมียทำให้หมด

“มายก็อด ขาดทุนป่นปี้ลดไม่ได้หรอก คุณท็อป ดูปองท์”   แล้วบอกกับนายจ่ายวดว่า   “เอาอย่างนี้ผมยินดีแถมอะไหล่ กับกระสุนลูกถ่วงเวลาแตกอากาศ ยกให้หมดกรุเลย”

ยอดหันมามองขอปรึกษากับแม่วันเธอแอบชูสองนิ้วกระซิบว่า “ลองกระบอกละ 200 บาท ซิเจ้าคะ ขู่ว่าไม่งั้นก็ไม่ซื้อรออีก 10 ปี แล้วชั่งกิโลขาย”

“แต่เขาเป็นเพื่อนพี่นะ แม่คุณ”   ยอดบ่น

“200 บาท เจ้าค่ะนายห้าง เอาอะไหล่กับกระสุนทั้งหมดด้วย”   หล่อนต่อราคาเอง

“220 บาทนะ มาดาม ถ้าเอากระสุนพร้อม”   ฝรั่งยังอิดออด

“200 บาท ขาดตัว”   แม่วันยื่นคำขาดแทนนายทหารทั้งสอง

“เฮ้อ โอเค นี่ยังมีกระสุนเพลิงเป็นกรวดเหล็ก ฉันขอละอีก 100 บาท อย่าให้ขาดทุนนักเลย”

“ก็ได้แต่นายห้างออกค่าขนนะ”   แม่วันชักสนุก ยอดรีบโดดเข้าห้าม

“เอาเถิดจ่ะแม่ ปืนใหญ่ 2 กระบอก 400 บาท ก็ถูกมากแล้ว พี่ให้ทหารมาลากเอง”

เขาฝากนายจ่ายวดเป็นธุระเรื่องจ่ายเงินแล้วว่า “กระผมมอบบัญชีอาวุธหนักให้กองคลังเบิกเพิ่มอีกขอรับ เราไปในภูเขาควรมีปืนครก (ปืนมอรตาร์ - Mortar) ทองเหลืองสักคู่ กับกระสุน 100 นัด ใช้ลูกแตกได้ เบิกปืนใหญ่เฮาวิทเซอร์ทองเหลืองรางล้ออีก 2 กระบอก ไว้เผื่อรบในที่ราบ แล้วเอาปืนกลมีล้อไปอีกสักคู่หนึ่ง คงต้องไปเลือกเบิกกับทหารเรือเพราะโอนให้เขาคุมไปแล้ว”

“แล้วพี่ยอดจะไปไหน”   นายจ่ายวดสงสัย

“กระผมจะไปตามทหารปืนใหญ่ มือดีมาให้ซิขอรับ”


นับแต่ยุบตำแหน่งกรมพระราชวังบวร ใช้การแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิต มาสืบราชสันตติวงศ์แล้ว บริเวณวังหน้าก็ร่วงโรยเงียบเหงา ข้าราชการถูกโอนไปกรมต่าง ๆ กองทหารที่สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงวางรากฐานไว้เข็มแข็งจึงแตกซ่าน มิได้มีการฝึกฝนดังแต่ก่อน ยอดตรงไปที่โรงแสงสรรพาวุธ ใกล้คอกม้าหลวงที่เคยพบแม่ผึ้งเป็นครั้งแรกเพื่อหาคนๆหนึ่ง

‘คนรักปืนก็เป็นอย่างนี้ ไม่ยอมไปไหน เช็ดถูปืนอยู่ได้ทั้งวัน’   เขารี่ ไปยกมือไหว้ชายวัยกลางคน รูปร่างท้วมพุงพลุ้ยคนหนึ่ง แล้วแกล้งยื่นปืนโคลท์ .44-40 ฝากให้ซ่อม 

“นายทหาร เอาปืนอะไรมาซ่อม ไม่เห็นเสียเลย”   แกมัวก้มหน้าก้มตาตรวจ   “โอ๊ยๆ ไม่ใช่ปืนโก๊ะธรรมดา เอ...เขาว่ามีคนเดียวในสยามที่มีปืนซิงเกิ้ลแอ๊คชั่นแบบนี้”

“กระผมเองพี่ตี๋”    ยอดถอดหมวกเฮลเม็ทออกให้ดูหน้าชัดๆ

“ครูยอด กี่ปีล่ะหายหัวไปเลย”

“กระผมกลัวว่าพี่ตี๋ยังโกรธคืนที่ขวางหน้าประตูวังไม่ให้เข้าไปดับไฟ”   ยอดส่งปืนชนัยเดอร์สั้นให้ดูอีกกระบอก พวกทหารวังหน้าไม่ได้รับจ่ายอาวุธทันสมัยเช่นนี้มานานแล้วให้ยิ่งตื่นเต้นเป็นทวีคูณ

“โกรธไม่ลงดอก ก็ครูยอดเกือบถูกโบยเพราะป้องกันพวกฉันนี่ มาวังหน้าก็เหมือนมาวังร้างนะ ทหารเก่งๆ เขาไปที่อื่นหมดแล้ว เหลือฉันกับลูกน้องไม่กี่คน”   พี่ตี๋ดูเศร้าลง

“แต่ใครจะปฏิเสธได้ว่าพลปืนใหญ่และช่างแสงวังหน้าเป็นมือเอกในสยาม พี่ตี๋ต้องแสดงฝีมือให้เด็กรุ่นน้องมันจำไว้ ฉันอยากได้มือเก่าสัก 100 คน เพื่อคุมกองปืนใหญ่ของพระนายไวยไปปราบฮ่อ”

“ฮุๆๆ ล้อกันเล่นใช่ไหม ดูสารรูปพี่ซิอ้วนอย่างนี้ จะไปรบไหวหรือ”    แกตบพุงเล่น

“ไปรบก็ผอมเองละ รับปากกระผมซิ”    ยอดยืนยัน พี่ตี๋ไม่ว่าอะไรหัวเราะน้ำตาร่วงเป็นคำตอบ


ทหารราบอาสาที่แข็งแรง พอรับสภาพอากาศ บนเขาสูงกันดารได้ ถูกคัดเลือกมาฝึกด้วยเครื่องสนามอย่างใหม่เหมือนกองทัพฝรั่ง ทุกคนต้องคุ้นกับน้ำหนักการแบกปืนชนัยเดอร์ พร้อมดาบ กระสุนคนละ 60 นัด (ทหารอังกฤษในอินเดียมักแบกกระสุน 90 นัด) หมวกกะโล่ สายคันชีพ สำหรับยืดเป้เครื่องสะพายหลัง กระเป๋ากระสุน ผ้าห่มนอน กระโจมผ้า เครื่องแบบสำรอง และชุดกันหนาว มีให้แม้แต่พลั่วที่มีคมเลื่อย ใช้ฟันได้เหมือนอาวุธ สิ่งเหล่านี้มาแทนที่ปืนคาบศิลา โพล่ไม้ไผ่และบ้องกัญชา

พระนายไวยชักม้าตรวจแถวทหารกลางทุ่งวัวลำพองถึงกับออกปากชมว่า   “พวกทหารอาสาเขาอยู่มาครบ 5 ปี แรกแล้วควรที่จะปลดเป็นทหารกองหนุน ดันมาเกิดศึกสงคราม ก็ไม่คิดหลบเลี่ยงทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ ซ้ำส่วนใหญ่ยังยินดีกลับมาขอไปรบ”

“น่าเสียดายขอรับที่ราชการตกลง ไม่ให้ มีการระดมทหารอาสาเพิ่ม ว่าสิ้นเปลือง กลับไปใช้วิธีเกณฑ์บังคับกันอย่างเก่า พลอาสาชุดนี้จะต้องถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์สยามว่าน้ำใจใหญ่ยิ่ง ไม่มีใครกล้าเหมือน มิใช่แค่เป็นกองทหารชั่วคราวยามที่ขาดกำลังพลประจำการ”   ยอดบ่น

“เหตุใดจึงมีชาวลาวโซ่งราชบุรีมาร่วมทัพเสียพะเรอเกวียน”

“เขาอาสาเองขอรับ ทหารพวกนี้เป็นลูกหลานของชาวลาวโซ่ง ไทยทรงดำในสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ (ร.3) ทรงให้เทครัวลงมาครั้งเรารบกับญวน เขาอยากกลับไปเห็นบ้านเกิดและช่วยญาติพี่น้องที่ถูกฮ่อรังแก ทั้งมีเชื้อสายอดทนกว่าชาวพื้นราบเช่นเรา”   ยอดรีบอธิบาย

“อื้ม ญาติของเขาจะเป็นพันธมิตรที่ดีแก่เรานะ นี่ฉันเรียกหัวหน้าอั้งยี่ ปล่องเหลี่ยมมาช่วยทำหนังสือจีนไว้เกลี้ยกล่อมพวกฮ่ออีกชั้นหนึ่งด้วย”

ที่กลางทุ่งนอกคลองผดุงกรุงเกษม (แนวป้องกันพระนครชั้นนอกสุดขุดใน พ.ศ. 2394 สมัย ร.4 โดยเจ้าคุณพ่อของพระนายไวยเป็นกงสีจ้างคนจีนขุด) พวกกรมทหารเรือพระที่นั่งของพระองค์เจ้าสาย (พลเรือโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ หรือ หมอสาย ได้รับความไว้วางพระทัยให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ คุมคลังแสง บรรดาเรือรบ อาวุธและทหารซึ่งบางส่วนโอนจากวังหน้ามารวบรวมไว้ทั้งยังโอนกองปืนกลอานุภาพร้ายแรงมาไว้ที่นี่ด้วย) เตรียมปืนกลรูปร่างประหลาดมา 2 ชนิดวางบนรางล้อปืนใหญ่ เพื่อยิงทดสอบก่อนเลือกเอาไปรบ พี่ตี๋ในชุดเครื่องแบบใหม่เอี่ยมปิดพุงแทบไม่มิดลองบรรจุปัสตัน (กระสุน) ลงกล่องเป็นหอสูงเหนือรังเพลิง โดยช่องหยอดกระสุนลำกล้องละ 1 ช่อง จนเต็มขึ้นมาครบ 10 ช่องแม็กกาซีนของปืนกลแบบแรกชื่อ นอร์เดนเฟลท์ (Nordenfelt) แล้ววิ่งเข้ามารายงานแม่ทัพว่า

“กระผมขอลองยิงเจ้าปืนตับเรียง 10 ลำกล้องนี้ด้วยตัวเองนะขอรับ”

“อนุญาต นี่ละซิช่างแสงมือเอกของวังหน้า ฉันเบิกปืนใหญ่ทองเหลือง ให้พวกแกออกฝึกได้ตามที่ขอแล้วนะ”   เจ้าหมื่นไวยวรนารถให้แกกลับไปที่ท้ายปืน เล็งไกยังเป้าหุ่นฟางไล่กาปักเป็นแถวไว้ปลายนา ในระยะ 150 หลา พูนคันดินไว้เบื้องหลังเป็น Backstop จากนั้นก็ร้องว่า  

“โลดดดด….. (Load)”   พร้อมกับกระชากคันโยกที่ท้ายปืนด้านขวาอย่างแรง

“แคร็ง….”   เสียงกระสุนในช่องทั้ง 10 หล่นลงในรังเพลิงพร้อมกับขึ้นลำ

“เรดี….. (Ready)   แฟยะ…!!! (Fire)”    พี่ตี๋ใช้คำสั่งเดิมของชาวปืนวังหน้า แล้วผลักคันโยกไปข้างหน้าเพื่อลั่นไกปืน

“ปังๆๆๆๆ ปังๆๆๆๆ”   มันลั่นเรียงทีละกระบอกจากขวาไปซ้ายจนครบตับ

ปืนกลนอร์เดนเฟลท์ (Nordenfelt) ถูกสั่งมาเสริมปืนแบบแกตลิ่งในสมัย ร.5 ยังปรากฏตัวจริงให้ดูได้ 2 กระบอก คือที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี และพิพิธภัณฑ์กรมทหารสรรพาวุธ สะพานแดง บางซื่อ ประดิษฐ์โดยชาวสวิสชื่อ Helge Palmcrantz ผลิตโดยบริษัทผลิตเหล็กกล้าชั้นดีของชาวสวีเดนชื่อ นายนอร์เดนเฟลท์ มีให้เลือกตั้งแต่  1 – 12 ลำกล้อง กระสุนขนาดเล็กจนถึง 25 มม. กองทัพเรืออังกฤษใช้ประจำเรือรบและเคยทดสอบอัตรายิงเร็วได้ถึง 3,000 นัดใน   3 นาที

ภาพบนขวา กล่องแม็กกาซีนกระสุนเปิดให้หยอดเติมได้ตลอดเวลา ส่วนสองภาพล่างเป็นกล่องชุดลั่นไกและคันโยกด้านขวานั้นเมื่อดึงมาข้างหลังเป็นการขึ้นลำ ผลักกลับไปข้างหน้าเพื่อยิง อยากดูการยิงจริงหาดูยากมากลองได้ที่http://www.youtube.com/watch?v=_GQZBGwQnnc

“รีโหลด…. (Reload)”   กระชากคันโยกกลับมาเพื่อเริ่มวงจรการบรรจุอีกครั้ง จึงยิงตับที่สอง  

“ปังๆๆๆๆ ปังๆๆๆๆ”   กระสุนขนาด .45 นิ้ว ลั่นติดๆกันห้าตับไม่ติดขัดเลย พวกทหารอาสากำลังใจมาเป็นกอง เฮลั่นทุ่งที่เห็นหุ่นฟางบางส่วนกระจุยเป็นช่องหายไปในพริบตา คราวนี้ชาววังหน้าหันมาที่ปืนกลแบบที่สอง มันคือ ปืนกลแก็ตลิ่ง (Gatling) อันลือชื่อ แต่มิใช่แบบเล็กสามขาหยั่งที่โคลท์ของอเมริกาผลิต ดังที่เคยไปปราบฮ่อคราวแรก แต่เป็นปืนผลิตตามสิทธิบัตรของยักษ์ใหญ่อย่างวิคเกอร์ อาร์มสตรอง ประเทศอังกฤษ ซึ่งโยนแม็กกาซีนแท่งยาวจุได้น้อยทิ้ง แล้วดัดแปลงตลับกระสุนชนิดใหม่มีช่อง 16 ช่อง จุกระสุนได้นับร้อยนัดมาแทนที่ ท่านแม่ทัพเข้าไปดูใกล้ๆเห็นพี่ตี๋ยกท้ายตลับขนาดใหญ่นั้นหงายให้ดูช่องที่กระสุนจะทยอยหล่นลงในรังเพลิงของลำกล้องทั้ง 10 ที่หมุนเนืองเข้ามารับกระสุนเพื่อเตรียมลั่นเข็มแทงชนวนใส่

“แต่ละช่องปัสตันในตลับนี้มีแป้นยื่นออกมาให้รู้ว่ายิงจนหมดแล้วขอรับ กระผมก็จะหมุนตลับนี้ให้ตรงช่องถัดไป แล้วเปิดลิ้นใต้แป้นนี้ให้ปัสตันชุดใหม่ป้อนเข้ารังเพลิง”

จากนั้นจึงเสียบตลับกระสุนลงที่แกนเหล็กเหนือรังเพลิง เปิดลิ้นป้อนนัดแรกทันที

“เรดี….. (Ready)   แฟยะ…!!! (Fire)”   

“ปังๆๆ…ปังๆๆ…ปังๆๆ…ปังๆๆ”    แทนที่ปืนจะลั่นออกไปทั้งตับแบบปืนกลนอร์เดนเฟลท์ ช่างแสงรุ่นลายครามแกล้งยิงปืนแก็ตลิ่ง โดยควบคุมการยิงเร็ว ช้าหรือ ชุดย่อยๆได้ตามจังหวะการหมุนคันยิงของพลปืน ช่างแสงที่มาด้วยช่วยวาดปากกระบอกไปยังเป้าจากซ้ายไปขวา แล้วรัวชุดใหม่  

“ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ…..”    หุ่นฟางที่ปืนกระบอกแรกเหลือค้างไว้จึงถูกกวาดจนเกลี้ยง

“กระบอกนี้ดีกว่าขอรับ”   พี่ตี๋หันมารายงาน พระนายไวยก็พยักหน้าตกลงเอาแก็ตลิ่งไปลาวด้วย

“ท่านขอรับ แล้วเรื่องที่กระผมขอท่าน”   ยอดชักม้าทำวันทยหัตถ์ พระนายไวยสีหน้าขรึมทันที

“ไอ้เสือสุพรรณ 2 คน ติดคุกนานพอแล้ว พี่เอามาเป็นทหารได้ แต่หนักใจเรื่องช่วยนายหรุ่น

ออกจากคุก เพราะกรมเทววงศ์ฯทรงค้านเกรงจะกริ้วอีก”

“แต่สงครามคราวนี้เป็นโอกาสให้เพื่อนเราทั้ง 5 แก้ตัวนะขอรับ”

“ถ้าแลกกับการที่จะทรงคืนยศให้พี่ยอดๆ จะเอาไหม”   ท่านแม่ทัพมองยอดค้นหาคำตอบ

“ได้ขอรับให้กระผมไปคุมเกวียนก็เอา ถ้าทั้ง 5 คน ได้รับพระราชทานอภัยโทษ”

“แน่นา…งั้นเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าที่บางปะอิน”   พระนายไวยยิ้มอย่างพอใจ


กำหลาบศึกภายใน

ยอดได้ทราบจากหลวงทวยหาญขณะนั่งเรือไปบางปะอินว่า พบปัญหาเรื่องส่งกำลังบำรุง ขุนนางที่เป็นพรรคพวกของเสนาบดีวัง กลั่นแกล้งไม่จัดช้างให้พอใช้ขนเสบียง

“นายเราเอ่ะใจไปตรวจตารางทัพที่วังเจ้าฟ้ามหามาลา พบหนังสือจากเมืองเหนือว่า หาช้างให้ไม่ทัน แต่ขุนนางบางคนแกล้งจดว่ามีช้างครบแล้ว ไม่ต้องส่งมาอีก ถ้าเราไปขลุกขลักรบแพ้เข้าโทษมันจะตกแก่แม่ทัพว่าไม่รอบคอบเอง”

“กลับมาไม่กี่วันก็พบพวกมารอีกจนได้”   ยอดก้มมองหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษในมือ

ณ พระที่นั่งวโรภาศพิมาน พระราชวังบางปะอิน ร.5 ทอดพระเนตรรายงานการตระเตรียมทัพและปัญหาขุนนางฝ่ายมหาดไทยส่อพิรุทโดยละเอียด พระนายไวยกราบบังคมทูลว่า

ปืนกลแก็ตลิ่ง (Gatling) ผลิตตามสิทธิบัตรโดยวิคเกอร์ อาร์มสตรอง ประเทศอังกฤษ ขนาด .45 นิ้ว

ภาพบนสุดซ้าย     พี่ตี๋ช่างกรมสรรพาวุธตัวจริงกำลังสาธิตการทำงานของปืนให้กับผู้เขียน

ภาพบนสุดขวา     ช่องที่กระสุนจากแม็กกาซีนตลับ (Broadwell Drum Magazine) ป้อนลงในรังเพลิงแต่ละลำกล้อง

ภาพแถวกลาง    แม็กกาซีนตลับก็คือเอาแท่งแม็กกาซีน 16 – 20 แท่ง จุแท่งละ 20 นัด เรียงหันหัวกระสุนเข้าหาแกนกลางในตลับ ด้านข้างจะมีแป้นยื่นออกมาให้รู้ว่ากระสุนหมดหรือยัง พลยิงจะได้หมุนตลับนี้ให้ตรงช่องถัดไป ฝาด้านล่างของตลับนี้มีลิ้นเปิดปิดได้เพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิง ปืนแก็ตลิ่งยิงได้เร็วถึง 1,200 นัดต่อนาที

ปืนกลชนิดนี้ยังหาดูได้ ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี และพิพิธภัณฑ์กรมทหารสรรพาวุธ สะพานแดง บางซื่อ

“ข้าพระพุทธเจ้าจะขึ้นไปฉลองพระเดชพระคุณคราวครั้งนี้ มิได้คิดแก่ชีวิตและร่างกาย แต่มาติดขัดด้วยกำลังพาหนะในขั้นต้นเสียแล้ว กองทัพจะยกขึ้นไปถึงสนามรบได้อย่างไร ข้าฯขอรับพระราช

ทานอาชญายอมตายเสียในกรุงเทพฯ ทีเดียวดีกว่าที่จะต้องรับเมื่อยกกองทัพไปแล้ว”

ยอดและหลวงทวยหาญ หมอบอยู่ห่างๆที่หน้าประตูพระที่นั่งด้วยใจระทึก ได้ยินทรงรับสั่งว่าจะไม่ถือเป็นความผิดของแม่ทัพ และขุนนางใดที่ทำเหตุก็ต้องรับผิดชอบขึ้นไปจัดช้างมาให้ได้

“พวกมันเสร็จเราละพี่ยอด”   หลวงทวยหาญสะกิด

แต่สิ่งที่ยอดเห็นต่อจากนั้น แม้จะอยู่ห่างปลายท้องพระโรง ก็ยังจำติดตาไปจนแก่จนเฒ่า เมื่อแม่ทัพหยิบผ้าขาวเนื้อดีและน้ำอบขึ้นมากราบทูลว่าท่านต้องไปทัพในที่กันดาร ไข้ป่าชุกชุม ห่างจากพระผู้เปรียบดั่งบิดาบุญธรรม

“ข้าฯ ขอรับพระราชทานใช้ผ้าชุบน้ำอบซับพระบาทไว้เป็นที่ระลึก”

โดยมิทรงลังเลพระทัย พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงยื่นพระบาททั้ง 2 ข้างให้ พระนายไวยนำผ้านั้นเช็ดฝ่าพระบาท แล้วก้มศีรษะยกเอาพระบาทของในหลวง ขึ้นทูลไว้เหนือเกล้าของตน ยอดขนลุกซู่ไปทั้งตัว

‘นี่ท่านต้นตระกูลหรือแม่ทัพเก่าๆ ที่ไปทำศึกถวายสมเด็จพระนเรศวรฯ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะได้มีโอกาสถึงปานฉะนี้ดอกหรือ’   ยอดเผลอมองค้าง

“ผ้าที่เจ้าเอาเช็ดพระบาทข้าไปนั้น ยังห่างกับตัวข้ามากนัก ข้าจะให้ผมของข้าเป็นที่ระลึกแก่เจ้า”

ทรงพระสรวลและตรัสสั่งหากรรไกร กรมหมื่นดำรงฯ (พระยศขณะนั้นของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)  มาช่วยรับพระเกศาที่ตัดนั้นมัดส่งให้ ทรงให้ศีลให้พรด้วยความอาลัย ระหว่างเจ้ากับข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ภักดีที่สุดที่จะทรงหาได้ เมื่อเสร็จธุระแล้วพระนายไวยก็ถอยออกมายกธุระให้หลวงทวยหาญ รวบรวมความกล้าเข้าเฝ้าทูลเกล้าถวายหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษกับเรื่องของยอดแทนตน

“สาธุ…ขอให้หนังสือของเราดลพระทัยด้วยเถิด”   ยอดภาวนา

“นี่เจ้าจะมาขอเป็นพระพหลหรือ”   ทรงดักคอนายทหารเลือดร้อนแล้วทอดพระเนตรหนังสือนั้น ทหารทั้งสามก้มหน้ารอว่าจะกริ้วหรือไม่ แล้วยอดก็ได้ยินเสียงพระสรวลเบาๆ มีรับสั่งให้หลวงทวยหาญ เลื่อนขั้นเป็นพระพหลพลพยุหเสนา ทรงยกโทษให้พวกทั้ง 5 ที่ถูกขัง รวมทั้งพวกที่ลาออกไปแล้วตามรายชื่อ เช่น นายยอด ให้กลับเข้าร่วมปราบฮ่อตามยศเก่าหรือเลื่อนตำแหน่งตามความชอบ

มันเป็นการเดินทางกลับจากบางปะอินที่น่าชื่นบานที่สุดในชีวิต  พระพหลพลพยุหเสนา พายอดตรงดิ่งไปยังคุกหน้าวัดพระแก้วพร้อมหนังสือคำสั่ง  “ปล่อยทั้ง 5 ได้ทันที” 

นายหรุ่น นายเผื่อน นายแสง นายเหลือและนายข้อ  ถูกลากออกมาผมเผ้ารุงรังแทบจำสารรูปไม่ได้ ทั้งหมดมองดูเพื่อนอย่างงงๆเมื่อคนคุมตีปลดโซ่ตรวนออก

“กระผมรักษาสัญญาแล้ว”   ยอดอ้าแขนรับ

“ครูยอดกระผมฝันไปหรือนี่”   นายหรุ่นร้องไห้ เมื่อยอดแจ้งว่าได้ยศร้อยโทคืน

“ไปทัพฮ่อกับเรานะ ทุกคนนี่ละ แล้วก็เรียกพี่ยอดเขาให้ถูกๆ หน่อย”   พระพหลฯ เย้าหยอก

“เรียกอย่างไรดีขอรับ”

“เรียกว่าคุณพระซิ เมเยอร์ (พันตรี) พระพิชิตชาญณรงค์ นี่พี่เขาลาออกไปแล้ว ยังกลับมาได้เลื่อนยศกับเขาด้วย”   ทุกคนหัวเราะด้วยความปิติยินดี ที่จะได้ไปร่วมเป็นร่วมตายในดินแดนอันแสนไกล


วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 (ค.ศ.1885)

บ้านเลขที่ 13 คลองสาธร

ยอดเหม่อมองจากหน้าต่างห้องนอน ไปที่บ้านหลังคาสีแดงของเจ้าหมื่นไวยวรนารถลิบๆปลายคลองสีลม (ที่มาของชื่อ ศาลาแดง เยื้อง รร.ดุสิตธานี หรือที่เป็นห้างโรบินสัน หัวถนนสีลมทุกวันนี้) ท่านแม่ทัพคงทำบุญเลี้ยงพระใกล้เสร็จแล้ว อีกประเดี๋ยวจะเอาเรือกลไฟชื่อ “ประดับเพชร” มาแวะรับที่หน้าบ้าน แม่วันเดินเข้ามาในห้องพร้อมลูกสาวใหญ่และอุ้มลูกสาวคนใหม่ ชื่อแม่กลาง ยังแบเบาะ มาส่งให้

“อ้วนขาวปากบางเฉียบ มิน่าเล่าตาซินแสถึงว่าลูกคนนี้จะช่างพูดเหมือนแม่”

“ได้พักราชการมาอยู่พร้อมหน้าหน่อยเดียว ก็ต้องไปรบอีกแล้ว”   แม่วันหน้าละห้อย

“พี่กลับมาได้ปลอดภัยทุกทีละจ่ะ”   ยอดคืนลูกให้แล้วก้มลงกอดแม่ใหญ่ ซึ่งดูคมขำคล้ายพ่อ

“หนูจะสวดมนต์ให้คุณพ่อทุกคืนเจ้าค่ะ”

“ชื่นใจจ่ะ อ้อแม่วันอย่ามัวห่วงจัดของกินนักจนลืมหยิบเสื้อหนาว พี่ปล่อยเธอจัดของคราวก่อน เลยหนาวแทบตายที่โคราช”    ยอดกระซิบว่ากลับมาจะให้รางวัลอะไรบ้างเป็นการส่วนตัว

“ก็ฉันไม่เคยไปรบนี่คุณพระ นึกห่วงว่าอาหารจะไม่ถูกปาก”   หล่อนหน้าแดง

“ไปสวดมนต์ในห้องพระกันนะ”   ยอดพาลูกเมียไปนั่งแล้วว่า “พี่นอนเห็นแต่ดาบหลูบเงินมาหลายคืน หลวงพ่ออุดรท่านว่าเขาคงอยากไปด้วย ไว้เป็นสิริมงคลเพราะเป็นศึกสำคัญ”

ยอดขนลุกซู่เมื่อเชิญดาบมาวางหน้าพระพุทธรูป พอชักออกจากฝัก ทันใดให้ตาพร่า เหมือนมีแสงหิงห้อยระยิบระยับขึ้นทั่วห้องพระ เขาเห็นภาพเด็กหนุ่มวัย 16 หนีออกจากบ้าน ห่อดาบโบราณเล่มนี้ไปยืนอยู่กลางป่าในเวอร์จิเนีย ดาบที่สื่อพลังผูกพันจากอดีตกาลมาถึงตนอย่างลึกลับ ดาบที่ตนเชื่อว่าต้นตระกูลใช้ในศึกไซ่ง่อน และศึกต่างๆช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บัดนี้เขากำลังจะพาฝ่าฟันไปให้สุดแดนอานัม‘ขอดาบอันเป็นตัวแทนท่านต้นตระกูลนี้ จงช่วยปกป้องฉันเหมือนเช่นเคยด้วยเถิด’

แปดค่ำเช้าเสาร์แรมเดือนสิบเอ็ดก็จัดเสร็จส่งพหลพลทหาร

ให้ล่วงหน้าคลาคล่ำในลำธารออกขนานหน้าผายมีนายพล

ปลัดทัพรับยศเมเยอร์ใหญ่คุยนายไพร่ล่วงหน้าพระพาหน

อาทิตย์บดกลดบังตั้งมณฑลได้ฤกษ์บนรีบบอกให้ออกเรือ

นิราศเมืองหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา  (นิ่ม)


กองทัพฝ่ายใต้ของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ที่ออกเรือไปหลายวันก่อนนั้น มิได้ทำให้ประชาชนเลิกสนใจในกองทัพฝ่ายเหนือของเจ้าหมื่นไวยวรนารถเลยแม้แต่น้อย ยังคงมาดูตัวท่านแม่ทัพกันแน่น 2  ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เรือกลไฟหลวงคอยท่าอยู่หน้าบ้านเจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรง พร้อมแล้วที่จะจูงเรือกองทหารอาสาอีก 55 ลำ ยอดพบว่าทนายแก่ๆของใครไม่รู้ฝากหีบใหญ่ 2 ใบ มาพร้อมหนังสือ

“คุณหญิงฝากมาขอรับ ถ้าคุณพระออกเรือให้มองหาเรือไฟขาว ประทุนสีฟ้าที่ปากคลองบางกอกน้อยไว้ จึงค่อยฉีกหนังสือนี้มาอ่าน”

“มิสเตอร์ดูปองท์”   นายห้างแรมเซย์เดินมายื่นมือให้จับ “จงมีชัยด้วยปืนใหญ่ของฉันนะ” 

“พระอมรวิไสยสรเดช กับ ม.ร.ว. อรุณ (ต่อมาคือจอมพลเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต แม่ทัพบก)

เขาไปกับทัพฝ่ายใต้ พอเห็นปืนอาร์มสตรองคู่นี้เข้าบ่นอิจฉากันใหญ่”   ยอดหัวเราะ “ยิ่งคุณพระอมรท่านเคยเรียนวิชาปืนใหญ่ที่อังกฤษ มากระซิบว่าขอซื้อต่อกระบอกละ 400 บาทก็ยอม”

“พระอมรฯ คนที่คุณจับตัวมาถวายในหลวงน่ะหรือ โธ่แกน่าจะมาซื้อกับผมก่อนคุณนะ”   นายห้างบ่นเสียดายก่อนลดเสียงเป็นกระซิบว่า   “เห็นไอ้ฝรั่งเศสตัวโย่งๆ นั่นไหม”

“เขาเป็นใคร”   ยอดเห็นหมอนั่นมองที่เรือทหารก่อนจดบันทึกอะไรวุ่นไปหมด

“ชื่อ มองซิเออร์ ปาวี พวกกงสุล”

“ดูไม่เหมือนทูต หรือคนมีสกุล ดูเป็นคนสามัญ”   ยอดตั้งข้อสังเกต

“คุณมันสุภาพเกินกว่าจะพูดความจริงเสมอละดูปองท์ ไอ้พวกกงสุลที่มาตะวันออกไกล ก็คือนักเผชิญโชคหวังเงินหวังชื่อเสียงทั้งนั้น”   นายแรมเซย์ดูไม่ชอบหมอนี่จริงๆ   “เดิมเขามารับจ้างวางสายโทรเลข เชื่อมกรุงเทพฯ กับ ไซ่ง่อน เป็นช่างทำแผนที่ด้วย พวกลูกค้าชาวฝรั่งเศสมาห้างผมแล้วคุยว่า หมอนี่ทำแผนที่ในเขมรกับลาวตอนใต้ ที่เป็นชายแดนกับอานัม (เวียตนาม) และสยามไว้หมด”

“งั้นมันก็รู้จักสยามทะลุปรุโปร่งดีกว่าเราซิ”

เยรินี่พาพระวิภาคภูวดล ยื่นหน้าเข้ามาทักบ้าง ทั้งคู่หัวเราะที่เห็น  เมเยอร์พระพิชิตชาญณรงค์ ขัดดาบหลูบเงินไว้ข้างหลังโก้กว่าเพื่อน  “คุณดูปองท์ เอาไดนาไมท์ ไปแทนดีกว่า”

“ผมมีปืนอาร์มสตรองเป็นของเล่นถูกใจแล้ว”   เขาถามเจ้ากรมแผนที่ถึงนายปาวี

แม็คคาร์ธีทำหน้าระอาใจ  “ดูปองท์คุณได้พบเขาแน่ ฝรั่งเศสอยากขอตั้งกงสุลในหลวงพระบางบ้าง อ้างว่าทีที่เชียงใหม่ สยามยังยอมให้อังกฤษมีกงสุลดูแลคนใน subject ได้ คราวก่อนที่เมืองพวน ผมยังพบบาทหลวงกับนักสำรวจฝรั่งเศส คอยยุชาวลาวว่าไปอยู่กับญวนและฝรั่งเศส ดีกว่าอยู่กับสยาม”

“แปลว่าอย่าไว้ใจใครนัก”   ยอดเริ่มหนักใจ เจ้ากรมแผนที่พยักหน้าว่า

“พวกนี้ต่อหน้าละปากหวานแต่เลี้ยวลด ช่างเถิดดูปองท์ หลวงพระบางเป็นเมืองในเทพนิยาย คุณจะรักที่นั่น ผมจะไปรอคุณเพื่อติดตามไปทำแผนที่ด้านสิบสองจุไท”

“มีอะไรจะแนะนำเรื่องการเดินทางบ้างไหมครับ”   ยอดถาม

“อย่าตาย อย่าเป็นไข้ ผมเสีย Mr. Bush เพื่อนรักไปแล้ว มาลาเรียอยู่ในตัวผมเต็มไปหมด”


ก่อนเรือออกยอดประหลาดใจที่มีหญิงสาวชาวจีนวิ่งมาหา   “อ้าวแม่วันทำไมต้องตามพี่มาส่ง”

หล่อนยื่นเสื้อหนังกวางให้สามีแทนคำตอบ  “ลืมจนได้นะเจ้าคะ ฉันเองก็อยากมาส่ง เอ๊ะ ในเรือ มีหีบอะไรกองอยู่กับของๆคุณพี่”

แม่เสือตาไวเสมอ ยอดใจหายวาบรีบกลบเกลื่อนว่า   “ของนายจ่ายวดเขาฝากไว้จ่ะ”

“นายจ่ายวดมีคนเป็นห่วงให้ของกินมามากจัง”   แม่วันชายหางตามอง ยอดเลยรีบดึงเข้ามากอด 

“แม่วันๆ รู้อะไรไหม พี่แน่ใจว่ารักเธอตั้งแต่เห็นเธอมารอรับที่ท่าช้างเมื่อไปรบคราวก่อน”

“เจ้าค่ะ….คราวนี้ฉันก็จะมารอๆสามีที่ฉันรักหมดใจอีกครั้ง”  

ลูกสาวเจ้าสัวใหญ่ ผละจากยอดมาที่รถเจ็กประจำตัว สวนกับหญิงสาวคนหนึ่งมีบ่าวเดินตามเป็นโขยงตรงเข้ามาทัก   “อ้อ นังลูกสาวเจ้าของโรงสีกุลีท่าเรือ สะเออะมาส่งผัวต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่และธารกำนัล ไม่รู้หรือว่าพี่ยอดเขาต้องอับอายกับกิริยาไพร่ของแก พูดง่ายๆเขาอายที่มีเมียไพร่สู้เพื่อนไม่ได้”

“นังชาววังรังควาญพี่ยอดเสียยับยังไม่พอใจอีกหรือ ทำไมถึงตายยากนักนะ หรือว่าผัวแก่ตายคาอก เลยมาเดินหาใหม่ที่กองทัพ”   แม่วันยืนขวางแม่ผึ้งกลางถนนไม่หวั่นว่าตนมาคนเดียว

“โอ๊ย ฉันมาส่งพ่อโฉมงามของฉันย่ะ”   แล้วหัวเราะว่า “เมื่อกี้ส่งของกินถึงเรือตั้ง 2 หีบใหญ่ๆ”

“เกิดเป็นผู้ดีอย่างเธอนี่มันเสียชาติเกิด เจ้าเล่ห์ใจร้ายนัก สักวันจะรู้ว่าไม่มีผู้ชายคนไหนเขาเอา เพราะใครอยู่ด้วยเขาก็เข็ดขยาด”   ด่าพลางชักสงสัยเรื่องหีบของนายจ่ายวดตะหงิดๆ

“แหม…ชมอีผึ้งทำไมกัน ก็รู้อยู่แล้วว่าฉันสวยกว่า หรือว่าจะขอบใจที่ฉันเก่งกว่าหล่อน ทำให้เขามีความสุขมีกำลังใจ ดึงสามีหล่อนกลับมารับราชการได้อีกครั้งในชั่วคืนเดียว”

“นังมารร้าย…..”      แม่วันอึ้งไป

เมื่อเรือไฟเริ่มกระชาก เรือพ่วงออกจากท่า ยอดเปิดหนังสือของผึ้งออกอ่าน

“อ่านที่กลางแม่น้ำ เหมือนครั้งหนึ่งเขียนกลอนชมผึ้งใช่ไหมเจ้าคะ คราวทัพฮ่อครั้งแรกผึ้ง หมอบอยู่ข้างเสด็จไม่ทราบดอกว่า คุณพี่อยู่ในเรือลำไหนที่ผ่านท่าวังหน้า คราวนี้ฉันเอาเรือวิ่งตามดูเลยดีกว่า ผึ้งฝากของกินไปให้เต็มที่และขออวยพรให้ประสบชัยชนะนะเจ้าคะจะได้มาดินเน่อร์กันอีก เห็นไหมเชื่อผึ้งกลับมาในราชการเดี๋ยวเดียวได้เป็นเมเย่อร์แล้ว อีกหน่อยก็เป็นพระยา….”

“ปู๊น”   เรือไฟประทุนสีฟ้าลำหนึ่งแล่นรี่เข้ามาที่กราบซ้าย ยอดลุกออกไปยืนที่หัวเรือ ปลดดาบ

หลูบเงินออกชูขึ้นให้หล่อนเห็น แล้วหัวเราะในอาการลิงโลดราวเด็กหนุ่มมีสาวน้อยมาส่ง พวกนายทหารพากันตาค้างจ้องแม่คนงามในเรือไฟตีคู่เข้ามายิ้มหวานแล้วโบกผ้าให้ไหวๆ

“พี่ยอดรู้จักด้วยหรือ”   นายจ่ายวดยื่นหน้าไปถามแต่ยอดทำหูทวนลม   “ไอ้น้อม ใครวะสวยฉิบ”

จ่ากลัวโดนนายเตะเลยกระซิบที่หูปลัดทัพ  “ฮ้า พี่ยอดมีทีเด็ดแม่ม่ายทรงเครื่องอย่างนี้พวกฉันก็แพ้แกหมดซี เห็นเงียบๆ แท้ๆ”


แสนหาญพญาน่าน

การเดินทางใช้เวลาทั้งสิ้น 21 วัน จึงขึ้นบกที่เมืองพิชัย หลังหยุดแวะไหว้พระพุทธชินราช พร้อมกองทัพฝ่ายใต้ที่แยกไปหนองคาย เพื่อรุกเข้ากลางดินแดนลาว เขตเมืองพวน ซึ่งใกล้และเดินทัพง่ายกว่า

“กลับมาเมืองพิชัยอีกจนได้”   นายจ่ายวดมองไปบนตลิ่งคุ้งแม่น้ำน่านหน้าเมือง ซึ่งคราวมากับเจ้าพระยาภูธราภัย เกือบตายด้วยโรคอหิวาห์ ปลัดทัพจึงเข้มงวดกับสุขลักษณะของทหารเป็นอย่างยิ่ง

พระยาพิชัย (มิ่ง) นั้นท่านเป็นนักรบ ยังรักษาหลวงพระบางเป็นที่มั่นหลังจากทัพ กรุงเทพฯ ของกรมมหาดไทยถอยข้ามแม่น้ำโขงกลับมาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของกรมการเมืองพิชัย ร่วมกับขุนนางในสังกัดเจ้าฟ้ามหามาลาฯ จะจัดเสบียงให้เพียงพอ

“ข้าวสารและของหนักมากๆ เช่น ปืนใหญ่ กระผมยังขาดช้างอยู่ 100 เชือกขอรับ คงต้องไปเอาที่น่าน จากนั้นก็ให้แยกไปลงเรือริมแม่น้ำโขงที่ท่านุ่น กระนั้นเรือก็ไม่พอใช้เห็นทีทหารจะต้องเดินเท้าไปนะขอรับ”   ปลัดเมืองชื่อหลวงศรีฯ กราบรายงาน ท่านเจ้าคุณเลขาฯของสมุหนายก

“แต่ข้าวต้องพอกินนะ มีหมายรับสั่งมาถึงข้าแทบทุกวันว่าไม่ต้องการเบียดเบียนข้าวปลาเมืองน่านกับหลวงพระบาง อายประเทศราชเขา แกไปอธิบายกับพระนายไวยเองไหมล่ะ เพราะทัพฝรั่งนี่เขาไม่รอเหมือนพวกข้าหรอก ถ้าแกเหลวไหลข้าหัวหลุดแน่”

“กระผมมันคนบ้านนอก เกรงจะพูดจาผิดหูท่านแม่ทัพ เห็นว่าดุนัก”   อดีตขุนศรีพลาธิการ จอมขี้ฉ้อแห่งกรมทหารหน้ารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ลาลงจากจวนเจ้าเมืองให้บังเอิญปะหน้าร้อยเอกหลวงดัษกรปลาศ (นายอยู่ ซายัน)   “เอ หน้าแกคุ้นๆนะ”

“ท่านกัปตันคงจำคนผิด”   หลวงศรีฯรีบมุดหน้าหนี   ‘ไอ้ยอดต้องมากับทัพนี้ระวังเถิดมึง’

กองทัพรอที่พิชัยได้ 20 วัน เสบียงก็ยังขาด เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงเรียกประชุมนายทหาร

“ฉันตัดสินใจจะยกทัพโดยเร็วเพื่อเข้ารบก่อนหน้าฝน”   เมื่อทุกคนเห็นด้วยจึงว่า “และเพื่อไม่ประมาท เผื่อฉันหรือพวกเราเป็นอะไรไปในการรบ ควรจัดลำดับตัวตายตัวแทนจะได้ไม่เสียราชการ”

“ใช้วิธีลงคะแนนด้วยลูกสลาก มีชื่อพวกนายทหารทุกคนก็แล้วกัน”   หมอเทียนฮี้ผู้ง่วนกับการปลูกฝีอันเป็นของใหม่ให้กับชาวพิชัยถูกเรียกเข้ามาเป็นกรรมการ เมื่อทุกคนลงคะแนนนับเสร็จแล้วแม่ทัพจึงพยักหน้าให้ประกาศผล

“เมเยอร์นายจ่ายวด เป็นตัวแทนแม่ทัพอันดับ 1 เมเยอร์พระพหลพลพยุหเสนา เป็นอันดับ 2 คือ แทนนายจ่ายวด....ลำดับต่อไป เมเยอร์พระพิชิตชาญณรงค์ (ยอด) แล้วก็ ร.อ. หลวงหัตถสารศุภกิจ (หัวหน้าสต๊าฟแอตจูแตนท์) ร.อ. หลวงดัษกรปลาศ ร.อ. หลวงจำนงยุทธกิจ ร.อ. หลวงอาจหาญณรงค์ และสุดท้าย กัปตันครูหลวงวิชิตชาญศึก”

“ไปเชิญธงชัยเฉลิมพลมา แล้วเรียกระดมทหารเตรียมยกไปเมืองน่าน”   แม่ทัพสั่งการ


แม่ทัพตั้งความหวังว่าจะได้รับช้างม้า รี้พลเพิ่มที่เมืองน่าน ก่อนสมทบทัพของพระยาพิชัยในหลวงพระบาง พระวิภาคภูวดลมาพบกันไม่นานก็ขอแยกล่วงหน้าไปทางบ่อเกลือ เข้าเมืองหงษา เพราะได้ข่าวว่ามีภูไฟ (ภูเขาไฟ) ที่นั่น แล้วจะทวนแม่น้ำโขงไปรอที่หลวงพระบาง แค่เดินถึงเมืองตรอน ยอดก็ได้ข่าวร้ายเสียแล้ว เมื่อหัวหน้าสต๊าฟรับสารแจ้งมาว่า   

“พระยาพิชัย ทหารเอกเมืองเหนือของเราตายด้วยไข้ป่าเสียแล้วขอรับ”   นั่นหมายถึงกองทัพจะสูญเสีย ขุนศึกผู้คร่ำหวอดและชำนาญภูมิประเทศเป็นที่สุด

“ท่านตรากตรำรบพวกฮ่อมา 10 ปี แทบไม่ได้เห็นเมืองพิชัย ความดีความชอบก็ยังไม่ได้รับ ฉันจะขอพระราชทานโกศจากกรุงเทพฯ เป็นการพิเศษ เป็นเกียรติยศแก่ลูกหลาน”    แม่ทัพถอนใจ สั่งเดินทางต่อผ่าน บ้านน้ำพี้ บ้านลับแล แล้วภูมิประเทศก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นไต่ขึ้นเขาสูงเทียมฟ้า หนทางลำบากร้อยเท่าพันทวี จุดพักบางครั้งดูไม่ไกลเมื่อมองจากสันเขา แต่เมื่อเดินจริงกลับอ้อมวกวนข้ามห้วยนับสิบสาย

“ทหารเดินตามไม่ทัน พลัดกันหลายหมวดแล้วขอรับ”   หลวงดัษกรปลาศแจ้งจากท้ายแถว

“เอ ถ้าเราย้ายลงเดินในห้วยข้างล่างโน่น น่าจะใช้เวลาสั้นกว่านะ อีกสัก 3 ชั่วโมง คงมีที่พักริมน้ำ”   แม่ทัพคะเนจากภูมิประเทศเบื้องหน้า สั่งเป่าแตรเดินตัดลงไปทันที พอบ่าย 5 โมง อากาศเริ่มมืดฟ้าครึ้มฝน หาที่ราบจะพักทัพก็ไม่พบ

“ชักไม่เข้าท่า”   นายจ่ายวดเรียกชาวบ้านป่ามาถามก็ตกใจ    

“อีกวันก็ยังไม่พ้นห้วยนี้ดอกเจ้าข้า”

“ฉันผิดเองพี่ยอด คิดไว้ตอนอยู่บนสันเขาว่าลงมาเดินข้างล่างมีน้ำใช้ตลอดทาง ไม่รู้ดอกว่าถูกขนาบด้วยหน้าผาสูงทั้ง 2 ฝาก มีลำห้วยคดเคี้ยวถูกป่าคลุมทึบเช่นนี้”   ท่านแม่ทัพมองเมฆด้วยสีหน้ากังวล

“หาทางเลาะขึ้นไปใหม่นะขอรับ”   ยอดเดินลัดไปเกือบชั่วโมงก็ผิดหวังกลับมา

“เรารอพวกที่หลงอยู่กลางห้วยนี่ก่อน”   แม่ทัพสั่งเป่าแตรพักไพร่พลให้หุงหาอาหาร ช้างม้า เกวียนและทหารเบียดเป็นแถวยาวอยู่ริมห้วย แทบหาที่ว่างๆไม่พบ ยอดได้ยินเสียงฟ้าร้องอยู่อีกด้านบนเขา จึงขอนายจ่ายวดเตรียมคบไฟให้พร้อมทุกหน่วยสำหรับเดินกลางคืน แล้วเขาก็ล้มลงนอนสลบไสล

ยอดตื่นมาอีกครั้งกลางดึก ป่าเงียบสงัดมืดทมึน สักพักมีฟ้าแลบสว่าง สลับเสียงคำรามถี่ขึ้น เขาแปลกใจว่าขบวนช้างม้าไปอยู่ไหนหมด ฝนเริ่มปรอยลงมาหนาเม็ด แย่แล้วน้ำป่าจู่ๆก็ล้นตลิ่งมาถึงปลายรองเท้าบู๊ต เขาคลำหาตะเกียงหรือคบไฟเลยสัมผัสโลหะยาวตกอยู่ข้างตัว

‘ดาบหลูบเงิน ทำไมฝักจึงร้อนอย่างนี้’   ยอดเดินเปะปะทวนสายน้ำขุ่นคลั่ก จนพบเต็นท์ของแม่ทัพ ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ตะโกนเรียกก็ไม่มีใครขาน ลมพายุพัดแรงจนเขาล้มลงกลางน้ำ แล้วตกใจแทบสิ้นสติเมื่อน้ำในห้วยกลายเป็นสีแดง ไม่ใช่สีดินแต่มันเป็นสีเลือด…..

ซ้าย   หาดเมืองพิชัยใช้เป็นที่ชุมนุมพลและช้างเกณฑ์จากหัวเมืองฝ่ายเหนือ ในการศึกฮ่อ ปี พ.ศ. 2417 ซึ่งทหารมาตายด้วยโรคห่าที่นี่เป็นอันมาก และ พ.ศ. 2428 ซึ่งกองทหารหน้าขึ้นบกเพื่อเดินผ่านเมืองน่าน ไปหลวงพระบาง

ขวา  ริมน้ำจุดเดียวกันใน ปี พ.ศ. 2551 เงียบสงบปราศจากเสียงช้างม้า หวูดเรือไฟ เมื่อรถไฟและถนนมาแทนที่

ธงชัยเฉลิมพลธงแรกของไทย ชื่อ ธงจุฑาธุชธิปไตย ทำด้วยแพรอย่างดีจากออสเตรีย ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง กลางเป็นรูปตราแผ่นดินปักดิ้นทอง และขอบเป็นฟันจักร  ภาพซ้าย  จำลองเมื่อ ร.5 พระราชทานแก่พระนายไวยและกองทหารอาสาที่ตั้งแถวเข้าเฝ้าตรงสนามหน้าพระที่นั่งจักรี เมื่อ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 (ค.ศ.1885) พระนายไวยกล่าวที่เมืองพิชัยแก่ทหารว่า พระราชทานธงวิเศษนี้มา ทรงหวังให้ทหารทำการโดยสุจริตและกล้าหาญ “ในธงนี้ได้บรรจุพระเหล็กไหลนาภากาศองค์ 1 พระลำพูลคำ และ เครื่องปลุกเสกพร้อมกับพระเกศาของพระเจ้าอยู่หัวไว้ที่ยอดธง ขอให้ออฟฟิซเซอร์และนายทหารพลทหารตั้งใจรักษาธงชัย เป็นการอาสาสวามิภักษ์ เชิดชูพระเกียรติยศและพระราชอำนาจแห่งพระเจ้าอยู่หัวของเรา จนได้ชัยชำนะแก่หมู่อริราชปัจนึกเป็นเกียรติยศแก่พวกเรา และลูกหลานต่อไป”

ภาพขวา    ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน

ภาพซ้าย   เจมส์ แมคคาร์ธี ตั้งข้อสังเกตใน Surveying and Exploring in Siam ว่าช้างไทยบรรทุกของได้น้อยกว่า ช้างกองทัพอังกฤษในอินเดีย และถูกเลี้ยงดูอย่างขอไปที พระนายไวยครั้งตามเสด็จไปอินเดีย ก็พบสาเหตุว่า แหย่ง หรือ ที่วางสัมภาระบนหลังช้างไทยนั้น บรรทุกของได้แค่ 60 ชั่ง (72 กก.) เพราะโครงสร้างเป็นเสาไม้ 4 เสา วางบนหลังช้าง ทำให้หนังช้างบวมเจ็บเมื่อน้ำหนักกระจายลงบนไม้ทั้ง 4 จุด

ภาพขวา   พระนายไวยจึงให้ ตีเป็นกระดานปิดปลายเสาทั้ง 4 ไว้ เอาผ้าใบหุ้มแล้วยัดกาบมะพร้าวตีเป็นฝอยอัดไว้รอบๆ  ช้างจึงไม่บอบช้ำ  ส่วนการขนปืนใหญ่ด้วยช้าง  ลอกแบบช่างอินเดียโดยทำเบาะ ห้อย 2 ข้าง ไม่ให้กระบอกปืนกดกระดูกสันหลังช้าง  รัดเบาะเหมือนรัดบังเหียนม้า ถอดรางปืนวางตรงกลาง ล้อห้อยไว้ที่เบาะ 2 ข้าง  ทั้งปืนครก  ปืนแก็ตลิ่ง  และปืนใหญ่อาร์มสตรองถอดเป็นดังนี้ทุกกระบอก ทำให้ใช้ช้างน้อยเชือกขนของได้มากกว่าเดิม  สังเกตใครไม่ทราบยืนอยู่หน้าช้างใส่หมวกแก็ปและเสื้อฝรั่งลายเหมือนกัน ใส่รองเท้าขาวราวกับเพิ่งมาจากเมืองนอก

“นายๆขอรับ เอะอะแข่งฟ้าร้องจนตื่นกันหมดแล้ว”   ไอ้น้อม ไอ้จิต ไอ้เจียน ช่วยกันเขย่าตัวยอด เขาลุกขึ้นได้ดูนาฬิกาพกเวลาเพิ่ง 4 ทุ่มเอง น้ำในห้วยคงไหลนิ่ง แต่ยอดรีบคว้าดาบตรงไปหาแม่ทัพทันที พบท่านยัง ศึกษาแผนที่และความผิดพลาดของตนในวันนี้

“กระผมสังหรณ์ใจขอรับ เกรงหนีน้ำป่าออกจากหุบนี้ไม่ทัน นี่ 4 ทุ่ม เราเดินได้อีกถึง 8 ชั่วโมง ก่อนสว่าง ทหารก็มาครบและพักผ่อนกันพอแล้ว”

“จะเดินต่อมืดๆไหวหรือพี่ยอด”   พระพหลฯ หาวหวอด

“เราเคยเดินทะลุดงพระยาไฟมาแล้วทั้งคืน ทหารอาสาอาจยังใหม่ แต่รุ่นกระผมหลายคนได้ฝึกเดินกลางคืนมาแล้ว ให้ช่วยนำกองร้อยได้”   ยอดว่าพลางเปิดประตูเต็นท์ให้แม่ทัพเห็นฝนที่เริ่มหนาเม็ด

“เป่าแตรปลุก ให้ทุกคนสงบเสียง บอกพระอินทร์ เมืองกำแพงเพชร กำชับควาญอย่าให้ช้างตกใจ ตั้ง 100 เชือก ตื่นป่าเข้าจะถูกเหยียบตายทั้งกองทัพ”    แม่ทัพตัดสินใจสั่ง

เพียงไม่กี่นาที คบไฟที่ยอดขอให้เตรียมไว้ ก็สว่างไปทั่วลำธาร เขาจูงม้านำไปกับพวกทหารรุ่นเก่า  เบื้องหลังคือขบวนช้างดำทะมึนเดินตามอย่างสงบ บางเชือกอาจส่งเสียงรำคาญ หรือตกใจกับก้อนหินที่ฝนเซาะหล่นลงมาจากหน้าผาดังตูมใหญ่ แต่ควาญก็มีสติคุมเอาไว้ได้

“น้ำสูงขึ้นถึงเข่าแล้วเร่งเท้าเร็ว”

พอตี 5 ครึ่ง ก็พบทางขึ้นเขา ยอดพาเดินปีนป่ายต่อไม่ยอมหยุด จนทิ้งห้วยสายนั้นกลายเป็นลำคลองสีข้นเชี่ยวกราก ส่งเสียงน้ำโครมครามไว้เบื้องล่าง

‘ดาบคงอยากมาคอยเตือนจริงๆ นี่เพิ่งเริ่มเดินทางเท่านั้นก็ช่วยชิวิตเราอีกครั้ง’

ยอดปลดดาบที่สะพายหลังออกมาไหว้ ช้างท่านแม่ทัพตามขึ้นมาทันเห็นพอดี   

“พี่พาพวกเรารอดจมน้ำตายมาได้หวุดหวิด”     พระนายไวยโล่งอก ท่านมองนายทหารรุ่นพี่ผู้นี้ด้วยความไว้วางใจสนิท ทหารผู้เคยผ่านอเมริกายืนสง่าอยู่บนหลังม้า มือกุมดาบโบราณกวัดแกว่งคอยพูดให้กำลังใจกับทหารที่ตนฟูมฟักมาแต่ต้น จนสายเขาจึงพักทัพกินข้าว ก่อนที่จะขึ้นเขาทั้งเทือกที่ขวางระหว่าง สวรรคโลกกับน่านแล้วว่า    “แค่ข้ามเขาไปอีก 39 ลูกเท่านั้นไอ้น้อม”

พวกทหารอ่อนล้าเต็มทีทนก้าวขาลงจากเขาไปเรื่อยๆ 3 วัน ผ่านเมืองเวียงสาพอคะเนได้ว่าใกล้เมืองน่านมากแล้วจึงหยุดพัก อากาศหนาวจัด เวลาย่ำรุ่ง ปรอทวัดได้ 58OF (14OC)

“มีทหารขี่ม้ายืนขวางทางอยู่กลางสายหมอกขอรับคุณพระ”    ยอดขี่เจ้าทหารหน้าฝ่าหมอกตรงไปหาใกล้ๆจึงเห็นว่าเขาเป็นชายร่างสูงสง่าอายุราว 30 ปีเศษ บนหลังม้าสีดำปราดเปรียว แต่งกายโพกผ้าอย่างนักรบชาวลื้อ ในมือถือหอก มีปืนมาตินี่ เฮนรี่ หรือ ปืนหันรี (Martini Henry Model 1871) สะพายหลังทั้งคู่ต่างลอบสังเกตกันและกัน

“เจ้าคนต่างถิ่นเป็นใครกันเล่า”   ชายผู้นั้นทักขึ้น

“ท่านเป็นตัวแทนเจ้าหลวงเมืองน่านมารับเราละซิ”

“คนกรุงเทพฯพักทำไม เดินอีกมื้อเดียวก็ถึงกำแพงเมืองแล้ว”  

“ยังมีเกวียนที่ล้าหลังอยู่ อยากให้มาพร้อมกันแล้วยกเข้าเวียงน่าน”

ผู้เขียนลองย้อนรอยทางเดินทัพไปเมืองน่าน เพื่อหาตำบลที่พระนายไวยต้องค้างคืนกลางห้วย จนเกือบเป็นอันตรายทั้งกองทัพ ซึ่งแผนที่เก่าของพระวิภาคภูวดล เทียบกับแผนที่สมัยใหม่พอประมาณได้ว่าจากน้ำพี้เดินตามน้ำปาดในอุตรดิตถ์ ผ่านบ้านผาเลือด ปัจจุบันอยู่แถวปลายอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิตต์ พอช้างเดินขึ้นเขาสูงชัน ข้างขวาเป็นเขาสูง ข้างซ้ายเป็นธารน้ำลึกลงไป  จึงหลบลงไปในลำห้วยเดิมที่ก้นอ่างเก็บน้ำ ไปมืดเอาระหว่างเมืองแฝก หรือท่าแฝก กับเมืองหิน ซึ่งอยู่ใต้ อ. เวียงสา ไม่มากนัก น่าจะถูกน้ำในเขื่อนท่วมหมดและเป็นช่วงต้นๆของอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นคณะของกระผมจึงถือโอกาสเอารถลงแพยนต์ข้ามบริเวณดังกล่าวที่ปากนาย อ. นาหมื่น จ. น่าน  ซึ่งน่าจะใกล้สถานที่เกิดเหตุมากที่สุดเท่าที่รถยนต์จะไปถึงและเชิญธงช้างขึ้นในแพเพื่อระลึกถึงความลำบากของทหารอาสาเมื่อ 125 ปีก่อนไว้ในที่นี้ขอรับ

ภาพทางเดินทัพไปเมืองน่าน  “แค่ข้ามเขาไปอีก 39 ลูกเท่านั้นไอ้น้อม”

“ฮะๆ เดินเท่านี้ไม่ไหวจะเอาปัญญาที่ไหนไปหลวงพระบาง”    พลางขยับม้ามาเทียบข้างพูดเย้ยหยันทิ้งท้ายว่า   “เรารู้ดอกท่านเพียงมาเอาช้างกับไพร่เหมือนดั่งศึกก่อนนี้ หวังว่าจะหาได้นะ”

“อุวะ หลงดีใจที่พบ ดูไม่เป็นมิตรเลย”   ยอดโมโหมองตามชายผู้นั้นหายไปในม่านหมอก

เจ้านครน่านขณะนั้นได้พาเจ้าราชวงศ์ ออกมารับกองทัพไปพักที่ทำเนียบซึ่งปลูกเตรียมไว้ ริมกำแพงเมืองด้านตะวันออกใกล้แม่น้ำ แม่ทัพได้มอบเครื่องราชฯ ที่ ร.5 พระราชทาน เป็นรางวัลแก่ความดีที่สนับสนุนการปราบฮ่อ ย้อนรวมไปถึงการศึกเวียงจันทน์ สมัย ร.3  และศึกเชียงตุงปลายสมัย ร.4  ที่เมืองน่านมีส่วนร่วมทุกครั้ง กระนั้นยอดก็ยังหงุดหงิดที่ถูกหมิ่นว่าอ่อนแอ

กำแพงเมืองน่านสภาพยังดี ในปี พ.ศ. 2447 และเมื่อผู้เขียนไปเยี่ยมน่านอีก 105 ปี ต่อมาก็ได้รับการอนุรักษ์น่าเดินเที่ยว

ภาพซ้าย    เจ้าราชวงศ์นครน่านเป็นผู้มีน้ำใจเข้มแข็ง และจงรักภักดีต่อสยาม อย่างหาได้ยากยิ่ง ต่อมาขึ้นเป็นพระเจ้าน่าน หรือ พระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช (เจ้าสุริยะ ณ น่าน) ในปลายรัชสมัย ร.5

ภาพขวา   บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำน่านเคยเป็นที่ตั้งสถานกงสุลฝรั่ง และที่ตั้งทัพของนายยอดก็อยู่ริมน้ำถัดไปไม่ไกล

“ฉันว่าพี่ยอดคิดมากไปเอง เราไม่ได้มาเบียดเบียนเขาสักหน่อย อีกอย่างเราต้องรักษาน้ำใจเขา เพราะน่านเป็นประเทศราช อาณาเขตไปถึงเชียงของ และเมืองสิงห์ติดเขตจีน ซึ่งอังกฤษจ้องตะครุบอยู่”

ก่อนที่ยอดจะเถียงทันทหารก็มารายงานว่า    “เจ้าราชวงศ์ลูกชายของเจ้านครน่านมาเยี่ยมขอรับ”   

เจ้าราชวงศ์เป็นนักรบตั้งแต่ยังเยาว์ มีนิสัยตรงไปตรงมา เป็นที่เคารพนับถือของชาวน่าน มาพร้อม

กับองครักษ์คือเจ้านายทหารคนที่ยอดเก็บมาฟ้องนายนั่นเอง

“ท่านแม่ทัพยังหนุ่มแน่น ทำให้ฉันนึกถึงคราวไปตีเชียงตุงสมัยพระจอมเกล้ายังตื่นเต้นไม่หาย”

พระนายไวยเล่าอย่างเปิดเผยว่า เพราะความหนุ่มของตนแท้ๆจึงกะพลาด เกือบพากองทัพไปตายกลางลำห้วย    “กระผมคงต้องขอคำแนะนำจากเจ้าในการเดินทัพช่วงต่อไป”

“นี่แน่ะคุณพระนาย ประสบการณ์นั้นพอสอนกันได้ แต่การศึกและสงครามเป็นเรื่องของบุรุษชาติอาชาไนย ที่มีจิตใจเข้มแข็งจึงจะมีชัยชนะกลับมา”    เจ้าราชวงศ์ มองแม่ทัพด้วยความสงสัย   “แต่ทัพกรุงเทพฯที่ฉันเคยไปด้วย หามีใจเข้มแข็งไม่ กำแพงเมืองเชียงตุงสูงนัก มีถึง 3 ชั้นตั้งบนภูเขา คนที่ราบพาลย่อท้อมิได้เร่งทำการแต่ต้นมือ มัวอืดอาดเกี่ยงกันเข้าตี จนฝนมาเป็นไข้ขาดเสบียงทั้งกองทัพ”

“เจ้าขอรับจะพูดไปทำไมก็ไม่รู้”    องครักษ์ผู้นั้นหมอบลงกราบขัดจังหวะ

“ข้ามาเตือนเขาเพราะหวังดี”   เจ้าราชวงศ์ดุเบาๆ   “อย่างพ่อไอ้แสนหาญนี่ ตายเพราะแม่ทัพไทย ไม่ยอมขึ้นเขาไปช่วย ทิ้งให้พ่อมันรบกับพม่าอยู่กองเดียว พวกเมืองขึ้นไปเหนื่อยก่อน ทั้งที่เราต้องกะเกณฑ์ ข้าวปลาช้างม้าไปให้ ครั้งนั้นทหารและควาญดีๆ ของเมืองน่านต้องพลอยตายเพราะความโลเลของพวกท่าน พากันสิ้นนับถือ หนีไปตกค้างอยู่เชียงแสน อยู่หลวงพระบางก็มี พวกอังกฤษเสียอีกมุ่งมั่น ขึ้นเขาลงห้วยไม่มีบ่น ล้อมเชียงตุงเสียจนพม่าเสียขวัญ”

“กระผม….”     ท่านแม่ทัพนิ่งอึ้งไป

“อยากได้ช้าง 100 เชือก ไม่ยากดอก ทำให้คนน่านเชื่อก่อนซิว่าจะได้ไปรบกับคนที่จิตใจดั่งเหล็กเพชร มิใช่ทอดทิ้งในยามยากเช่นพ่อของข้าโดนมาแล้ว”    เจ้าแสนหาญชิงต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ

“อย่าไปถือมันเลยนะท่านแม่ทัพ”    เจ้าราชวงศ์รีบห้าม

พระนายไวยมิได้มีท่าทีถือโกรธที่พันธมิตรเข้ามาต่อว่าถึงในค่าย กลับเรียนเชิญเจ้าหลวง เจ้าราชวงศ์และเจ้านายต่างๆมาเลี้ยงอาหารในตอนเย็น แล้วเรียกนายทหารมาซุบซิบแผนการคืนนี้ 

“เจ้าท่านเป็นคนตรงหายากนัก อยากชนะใจท่าน ก็ทำให้เจ้าเห็นว่าเราซินักเลงจริงเหมือนกัน”

พ่อครัวจัดศาลาอย่างละเอียดลออสมพระเกียรติ บนโต๊ะยาวทหารช่างเอาปลอกลูกปืนชนิดต่างๆ มาดัดแปลงเป็นเชิงเทียน ไม้ไผ่เป็นแจกันดอกไม้ ตามเสามีช่อกล้วยไม้แต่งเข้ากับธงทิวบนเพดาน ในโต๊ะอาหารเจ้าราชวงศ์เล่าต่ออีกว่า   “ข้าไปทัพพระยาราชวรานุกูล ท่านหมิ่นทหารหัวเมืองของพระยาพิชัย คุยว่าระดับท่านจะตีค่ายทุ่งเชียงคำเสียในชั่วโมงเดียว ทหารเดินทางมายังเหนื่อยต้องฝืนเข้ารบ ท้ายที่สุดก็แพ้จนไอ้พวกฮ่อมันได้ใจว่ายิงเอาแม่ทัพไทยขาแตก”

“บางทีเจ้านายที่นี่อาจไม่เคยเห็นว่า กองทหารอาสา ต่างจากทัพโบราณมาก”    พระนายไวยเห็น 4 ทุ่มแล้ว จึงตบมือเป็นสัญญาณขึ้น มีพลแตรวิ่งพรวดขึ้นมาเป่าสัญญาณเตรียมรบบนศาลา ลูกเด็กเล็กแดงพระญาติวงศ์ตกใจเงียบกริบ นอกศาลาคบเพลิงถูกจุดสว่างราวกลางวัน เสียงทหารเรียกแถวเป็นทอดๆ

“นี่ลูกไม้กับเราหรือท่านแม่ทัพ”   แสนหาญลุกขึ้นชักดาบเข้าปกป้องนาย

“ช้าก่อน”    เจ้าราชวงศ์ร้องห้าม

“เชิญเจ้านายทุกท่านลงมากับกระผมเถิดขอรับ”

เจ้าราชวงศ์และแสนหาญคว้าดาบตามลงมาที่ลาน เห็นยอดยืนรออยู่

“ทหารทำความเคารพ”     แล้วสั่งให้เป่าแตร ทหารทั้ง 4 กองร้อยอาวุธครบมือ แปรขบวนทำท่าการใช้อาวุธปืนอย่างทะมัดทะแมงแมง

ภาพซ้าย   พระประธานในวัดภูมินทร์มีความงามและรูปแบบต่างจากที่อื่นคือเป็นสี่องค์หันหลังชนกัน จึงไม่ยอมให้ปิดทองหลังพระได้ พระพุทธรูปลักษณะนี้เล็กๆอีกองค์หนึ่ง พระนายไวยได้รับจากชาวจีนสวรรคโลก นำมามอบให้ที่เมืองพิชัยเป็นพระแก้วมรกตปางขัดสมาธิเพชร ตรงกลางมีหลักเป็นดอกบัว พระนายไวยเชิญเป็นพระชัยศักดิ์สิทธิ์ประจำกองทัพ เมื่อเสร็จศึกได้นำมาถวายพระบรมโอรสาธิราช ผู้เขียนได้เคยพยายามไปตามหามาให้ผู้อ่านได้ชม ถึงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และที่วัดพระแก้วก็ไม่พบ

ภาพขวา  พระรูปพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช  เจ้าราชวงศ์นครน่าน  หน้าวังเดิมปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

ผู้เขียนกับพี่ใหญ่ หรือเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน เจ้าของคุ้มเจ้าราชบุตรซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับ เมืองน่านและพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชประกอบการเขียนครั้งนี้ คุ้มของพี่ใหญ่ เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ ในมือคือปืนมานนลิเคอร์คาร์ไบน์ ของรับพระราชทานจาก ร.5 หนึ่งในบรรดาของใช้ส่วนตัวของเจ้านายในครอบครัว รวมทั้งเสื้อยศเก่าแก่หาดูยาก

เจ้าราชวงศ์หยุดดูดาบหลูบเงินของชาวเหนือในมือยอดด้วยความแปลกใจ   “ดาบนี่แสดงว่าเจ้ามิใช่คนธรรมดาเป็นแน่ ทหารของเจ้าไปเกณฑ์เลขจากที่ใดมา”

“เป็นพลอาสา ไม่ได้บังคับมาสักคนขอรับเจ้า”    ยอดย้อนถามว่า   “เจ้าว่ากองทัพของกระผมต่างกับทัพเชียงตุงอย่างไร พอกำจัดพวกฮ่อให้ได้ไหมขอรับเจ้า”

เจ้าราชวงศ์ ทรงหรี่ตายิ้มอย่างพอใจ   “ถ้าเรามีทหารอย่างนี้จะไปกลัวเกรงฮ่อมันทำไม”  

ยอดรู้ทันทีว่าแม่ทัพชนะใจชาวน่านได้แล้ว


ฝูงหมาดำ

แสนหาญกลายเป็นมิตรและดีใจมากที่เจ้าราชวงศ์สั่งให้ไปทัพกับพระนายไวย วันนี้แต่งตัวโก้เสียบบุหรี่มวนใหญ่ที่ติ่งหู พาขี่ม้าชมเมือง    “คุณพระได้ช้างครบแล้วคงคลายใจขึ้น”  

“บางเชือกดูไม่แข็งแรง พี่อยากซื้อเพิ่ม วันก่อนท่านแม่ทัพเห็นอยู่เชือกหนึ่งข้างประตูเมือง สูงสัก 4 ศอกได้ กำลังหนุ่มตกมันอยู่ ถ้าได้แบบนั้นสัก 2-3 เชือกเป็นเหมาะ”   ยอดเล่าให้ฟัง

“อ้ายเขียว”

“พูดแค่นี้แสนหาญก็รู้จักแล้วหรือ”   

“มันเป็นช้างทรงเจ้าราชวงศ์ รู้ภาษาสารพัด ไม่ตื่นเสียงปืนด้วย”   แสนหาญรับจะช่วยหาช้างให้แล้วพาไปไหว้พระที่วัดภูมินทร์และวัดช้างค้ำ   “ว่าแต่สามคืนก่อนเดินทัพนี้ ข้าขอเชิญคุณพระกับน้องๆ ไปกินเหล้ากันที่บ้านดีกว่า”

ตกบ่ายพอเจ้าราชวงศ์รู้ว่าแม่ทัพชอบช้างทรง ก็สั่งให้นำไอ้เขียวมามอบให้ถึงค่าย แม้พระนาย

ไวยขอตอบแทนเป็นเงินสักเท่าใดก็ไม่รับ ด้วยความนับถือในนายทหารรุ่นน้อง ยอดฉลองรับช้างซึ่งได้ชื่อใหม่ว่า  “พลายน่าน” ก่อนขึ้นม้าพาพรรคพวกไปบ้านแสนหาญ

ออกนอกเมืองได้สักครึ่งชั่วโมงผ่านทุ่งนาร้างว่างเปล่า จึงเข้าเขตหมู่บ้าน

“นายขอรับ เราเดินผ่านมาหลายเรือน ไม่เห็นค่อยมีผู้คนเลย ย่ำค่ำแท้ๆ”    จ่าน้อมวังเวงพิกล

“ถ้าบ้านฉันที่สุพรรณหมาคงเห่าเกรียว”   ไอ้เสือเวชยกมือขึ้นพนมสวดพึมพำตามประสาอดีตลูกศิษย์เสือผ่องขุนโจรลือชื่อในความหนังเหนียว ตัวมันเองก็มีเครื่องรางของขลังทั้งผูกทั้งฝังอยู่ใช่น้อย

‘จริงของมัน บรรยากาศที่นี่ไม่น่าใช่หมู่บ้านของมนุษย์เอาเลย’    เดินมาอีกชั่วอึดใจ มีบ้านหลังหนึ่งอยู่ชายทุ่งโดดเดี่ยวไม่มีเรือนใดอยู่ใกล้ เจ้าม้าทหารหน้าหยุดเอาเฉยๆ ทำทีขอถอยกลับ เมื่อค้าวคาวดำสนิทโฉบตัดหน้าส่งเสียงแหลมยาวจนขนลุก ความมืดเข้าปกคลุมถนนอย่างรวดเร็ว

“ชู๊ว เพื่อนยาก”    ยอดปลอบม้าแล้วชำเลืองเห็นมีหลุมขุดไว้เป็นรางยาวตื้นๆ อยู่ใกล้ถนนหน้าเรือนที่ม้าชะงัก ส่วนไอ้เจียนมัวจ้องไปยังหญิงสาวเจ้าของบ้านเปลือยอกนั่งเกล้ามวยผมอยู่คนเดียว

“อู้ฮู”   

“เป็นข้าจะไม่ไปยุ่งดอก นะ บ้านข้าอยู่ข้างหน้านี่เอง”   เจ้าถิ่นรีบขยับม้าหนี

ภาพซ้าย  เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีบนคอช้าง ไม่ทราบชื่อสถานที่ คาดเดาไม่ได้ว่าคือพลายเขียว ที่บุกไปปราบฮ่อหรือไม่

“มีช้างหนึ่งผึ่งผายวิไลลักษณ์  สูงได้สักสี่ศอกปลายชื่อ พลายเขียว

พึ่งรุ่นหนุ่มชุมมันเหมาะมั่นเจียว  กำลังเปลี่ยวเปล่ามองลำพองพัง”

“แล้วตั้งชื่อช้างเสียใหม่เรียก พลายน่าน  เปลี่ยนขนานนามเมืองประเทืองศรี

หวังรำลึกนึกถวิลความยินดี  เป็นไมตรีตรึงใจอาไลยลาน”

ภาพกลาง   วันนี้แสนหาญแต่งตัวโก้เสียบบุหรี่ที่ติ่งหู พาพวกเราเดินชมตลาด

“ลาวผู้ชายรายราสักขาดำล้วนแต่น้ำหมึกมัวจนทั่วพุง

ช่างเจาะหูรูโตดูโร่ร่าเอามวนยายัดใส่เหมือนไถ้ถุง”

ภาพขวา   สาวๆเมืองน่านทำเอาทหารกรุงเทพฯตื่นตะลึง กับการแต่งกายเมื่อเจ้าหล่อน

“ห่มผ้าจ้องคล้องคอเดินคลอแคลเว้นเสียแต่เต้าไม่ปิดให้มิดเลย

หรือจะอวดประกวดถันยุคันคู่เปิดให้ชูช่อดอกไว้ออกเฉย”

นิราศเมืองหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา  (นิ่ม)

เมื่อถึงบ้าน แสนหาญเลี้ยงเหล้าอยู่แต่บนเรือนเพียงหัวค่ำ แล้วก็รีบไล่พวกยอดเข้านอน จ่าสงสัยเป็นกำลัง ที่เหตุใดแกปิดประตูหน้าต่างเงียบ บันใดก็ยกหนีเหมือนไม่อยากให้อะไรสักอย่างปืนขึ้นเรือน

“กระผมขอคุณพระว่าอย่าลงไปไหนกลางดึก”

“เป็นธรรมเนียมของเขาละมั้ง”    ยอดเดาสุ่ม เวลานอนรู้สึกอึดอัดไม่ใคร่หลับเหมือนมีเสียงคนซุบซิบ หรือเดินลากอะไรไปมาอยู่ใกล้ๆบ้าน บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะมาจากทิศที่บ้านสาวสวยนั้นอยู่ กระนั้นก็ไม่มีอะไรอีก จนเช้าขึ้นขากลับเข้าค่าย ไอ้เจียนยังชะเง้อไปยังเรือนนั้นแม่สาวหายไปแล้ว พบแต่คุณป้าแก่ๆนั่นยิ้มอยู่ตามลำพัง  

“คงเป็นญาติกันเค้าหน้าคล้ายแม่หญิงคนสวยเลยว่ะ”   ไอ้เจียนหวังตีสนิท

เป็นเช่นนี้ 2 วันติดๆกันแล้ว ทุกเย็นหญิงสาวนางนั้นจะออกมาเกล้ามวยผม หรือยิ้มทักทาย แต่ชาวบ้านก็ก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวผ่านไปโดยไม่ใยดี ราวกับหล่อนเป็นโรคเรื้อนน่ารังเกียจ จนคืนสุดท้ายก่อนยกทัพจากเมืองน่าน พวกของยอดกลับมาค่ำกว่าปกติด้วยความเมา เมฆหนาแผ่ความมืดเข้าปกคลุมทุ่งนาร้าง แม้ว่าจะเป็นข้างขึ้น ลมที่เคยนิ่งกลับพัดอู้ ไอ้น้อมหันไปมองหลังบ่อยๆอุปาทานได้ยินคนเดินตามมาเป็นกลุ่ม

“ว้าแม่สาวน้อยไม่ยักออกมายิ้มให้ พี่คิดถึงจะตาย”   ไอ้เจียนจอมเจ้าชู้มองไปยังแสงตะเกียงริบหรี่จากเรือน ส่วนแสนหาญถอนใจมองไปทางหลุมข้างถนนก่อนย้ำว่า  

“คืนนี้ถ้าได้ยินอะไร ก็นิ่งไว้นะ ข้าเมาแล้วขอนอนดีกว่า”


ยอดคงหลับไปได้ไม่นาน จ่าน้อมก็สะกิดเรียก    “นายๆได้ยินเหมือนกระผมไหม”

“แกมันหูเฝื่อนต่างหาก”   ที่จริงเขานอนฟังเสียงเหมือนสัตว์ฝูงใหญ่คำรามอยู่ในทุ่งมานานแล้ว

“กระผมได้ยินชัดเชียวขอรับ ว่าแต่พวกเราอยู่ครบนะ”   เสือเวชดูซึ่งแก่คาถาอาคมกว่าเพื่อนทัก

“นายขอรับพี่เจียนหายไป”    ไอ้จิตสารภาพ

“หาแกว่าหายไปนานหรือยัง”     แสนหาญทะลึ่งพรวดขึ้น

“พี่เจียนบ่นว่าแม่หญิงมาเดินเล่นหน้าเรือนนี่ ด้วยความคิดถึง เลยจะขอฝากรักก่อนไปรบ”

ยอดรีบคว้าโคลท์ตามแสนหาญลงเรือนไปทันทีจากใต้ถุนเรือน แสงจันทร์สว่างพอให้เห็นว่าสัตว์อะไรสักอย่าง กำลังกัดกินอาหารอยู่ในรางหลุมที่ข้างถนนเป็นเงาตะคุ้มๆ เสือรุ้ง เสือเวช รีบเข้าขวางไว้ 

“นายอย่าไป ไอ้เจียนมันจะตายเอาคืนนี้ละ”

“มันอาจตกในอันตราย”

“งั้นนายอย่าพูดอะไร ตามกระผมมาแล้วกัน”   ไอ้เวชชักมีดเล่มหนึ่งออกจากย่ามนำหน้าไปตามถนน ลมกลับมากระโชกอีกครั้งเป็นระยะๆ แต่เสียงขบกัดอาหารก็ยังลอยมาพร้อมกับกลิ่นสาบๆของอะไรที่ตายไปนานจนแห้งโชยมาจากหลุมนั้น

“นายขอรับนั่นมันพี่กระผม”   ไอ้จิตชี้ไปยังร่างไอ้ทหารชาวกรุงเก่านั่งอยู่กลางทุ่งห่างจากหลุมนั้นสัก 30 หลา ดูเหมือนมันถูกสะกดนิ่งไม่สนใจกับเสียงกัดแทะอย่างหิวกระหาย

“ไปเอาตัวมันกลับ”   ยอดจ้ำแซงไปในความมืด แต่ไม่มีใครขยับตามแสนหาญดึงไว้ขอร้องว่า

“คุณพระอย่ายิง อย่าให้พวกเขาโกรธนะขอรับ ชาวบ้านที่เขาเอาอาหารมาให้จะเดือดร้อน”   

“แสนหาญหมายถึงใครกัน ฉันว่ามันคือหมาชาวบ้านมากินเศษอาหาร”   ยอดหันมาดุ ทันใดนั้นเสียงขบกัดเงียบลง ไอ้ตัวใหญ่ที่สุดได้ยินเสียงคน โจนขึ้นมาจากหลุมรู้สึกได้ถึงความสะเทือนอย่างขัดใจ ยอดเพิ่งเห็นว่ามันคือหมาดำสนิทสูงกว่าหมาบ้านสัก 4 เท่า

“อะๆ โอ๊ย คุณพระ”   ไอ้น้อมขนหัวลุกชัน ร้องไม่ออก จ่าฝูงตัวนั้นมีตาแดงใหญ่ราวลูกไฟ หมาดำทั้งฝูงมองตามขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ละตัวใหญ่โตมีตาแดงจ้าเป็นประกายอำมหิตทั้งนั้น

“พี่น้อมไปเอาไอ้เจียนมา แต่อย่าชี้หน้าพวกเขา”   ไอ้เวชปักมีดของมันกับพื้นท่องคาถานิ่ง แต่จ่าก้าวขาไม่ไหว ยอดกับเสือรุ้งตัดสินใจรีบย่องฝ่ากระแสลมเข้าไปตะครุบไอ้เจียนจนได้

“ไอ้เจียนๆ มึงตื่นซิ”   เขาเรียกสติมันพลางลากถูลู่ถูกังออกมา

“พรึบ….”     ยอดหันกลับไปมองก็ตะลึงจังงัง เพราะหมาดำจ่าฝูงตัวนั้นกำลังหัวเราะด้วยเสียงแหลมของผู้หญิงกรีดเข้าไปในเส้นประสาททุกส่วน ก่อนกางปีกคล้ายค้างคาวขึ้น

“หมาๆ บิน”   ใครในกลุ่มครางเบาๆ หมาลูกฝูงก็สะบัดหลังกางปีกออกเช่นกัน

“หนีเร็ว”     ทั้งหมดวิ่งกลับถึงเรือนก็โจนขึ้นอย่างไม่คิดชีวิต แสนหาญรีบดึงบันใดขึ้นเก็บ

“แสนนะแสน จะบอกสักคำก็ไม่มี”    ยอดเริ่มต่อว่า 

“กระผมเตือนแล้วว่าอย่าไปยุ่ง ปอบเขาพาเพื่อนมากินไก่ที่ชาวบ้านมาเซ่นให้ทุกๆ 7 วัน อีกอย่างกระผมเห็นคุณพระกับพวกรู้จักแกอยู่แล้วนี่นา”   

“รู้จักมาก่อนหรือ”    ยอดสงสัยมีแต่ไอ้เวชนั่งกลั้นหัวเราะอยู่คนเดียว

“ขอรับนายจ่าฝูงนี้เขาเป็นตัวเมีย ที่เห็นแปรงผมก่อนมืดกับเป็นคนแก่ตอนเช้านั่นละขอรับ”


นางฟ้าลงสรง

คืนนั้นไอ้เจียนจับไข้ พวกของยอดนั่งตาค้างไม่มีใครกล้าหลับตานอน เสียงหมาฝูงนั้นกินอาหารยังคงดังต่อไปจนดึก แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัดไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดหรือกบสักตัว เสียงโจษขานเรื่องหมาดำบินได้ แพร่ไปทั่วสร้างความหวาดหวั่นแก่ทหารเป็นอย่างยิ่ง ลือกันว่าผีปอบนั้นมิได้มาในร่างมนุษย์อย่างเดียว อาจเป็นกวาง เป็นม้า หรือหมาก็ได้ ชาวบ้านจะคอยหาอาหารมาทิ้งไว้เป็นประจำ ก็หวังว่าปอบนั้นจะไม่รบกวนและช่วยปกป้องหมู่บ้าน ส่วนไอ้เจียนจำทนเดินทัพข้ามห้วยน้ำว้า พอถึงด่านระหว่างน่านและหลวงพระบาง ชื่อ บ้านน้ำพาง ซึ่งมี พนักงานตรวจตราหนังสือเดินทางประจำอยู่ ผมมันก็ขาวหงอกไปครึ่งหัว ฝนเทลงมาตลอดทาง ช่วงใดเป็นป่าก็มืดมองไม่เห็นแสงตะวัน พอตกที่ราบกลับน้ำท่วมถึงเข่า บางครั้งเลี่ยงไม่ได้ทหารอาสาลงลุยห้วยเชี่ยวกรากน้ำลึกถึง 2 ศอก นับได้ 23 ลำห้วย แสนหาญเตือนว่า

“ออกจากหลวงพระบาง ทางจะยากเช่นนี้ละคุณพระ” 

ยอดมองไปจากจุดพักบนยอดภู แลเห็นทิวเทือกยาวไปทุกทิศดุจยืนอยู่กลางมหาสมุทร

‘คิดถูกแล้วที่ให้เจ้าทหารหน้าแยกไปลงเรือพร้อมปืนใหญ่’

เดินเช่นนี้ 18 วัน จึงถึงเมืองไชยบุรีศรีน้ำฮุง แดนหลวงพระบาง เจ้าพลายน่านพาท่านแม่ทัพลงเขามาเรื่อยๆ จนถึงท่าเดื่อริมแม่น้ำโขงแลเห็น เรือของพระยาสุโขทัยมารออยู่ 20 ลำ พระพหลฯนั่งบ่นอยู่บนหาดว่า   “พี่ยอดฝันไปก่อนนะ แม่ทัพให้เอาของลงจากหลังช้างขึ้นเรือ ส่วนคนให้เดินต่อ”  

ในไม่กี่วันทหารอาสาจึงค่อยมาถึงแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบาง เรียกท่าเชียงแมน แลเห็นปราสาทราชวังและวัดต่างๆอยู่ลิบๆ เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ขึ้นพักในทำเนียบแล้ว แจ้งแก่เจ้านายฝ่ายลาวว่า จะพร้อมยกทัพข้ามแม่น้ำในวันพรุ่งนี้เช้า สิ่งแรกที่ยอดนึกออกคือม้า

“ไอ้น้อม ไปหาเจ้าทหารหน้ามาด้วย พรุ่งนี้จะพาเหรดเข้าเมือง”

“คุณดูปองท์”   พระวิภาคภูวดลตะโกนเรียกยอดจากเรือของพระยาสุโขทัย ข้าหลวงเมืองหลวงพระบางคนใหม่ ทั้งคู่ยินดีที่ต่างรอดเส้นทางอันโหดร้ายมาได้  

“ผมไปพบปล่องภูเขาไฟที่เมืองหงษาจริงๆ”   แล้วชวนยอดกับคุณพระพหลฯ ลงเรือข้ามกลับไปส่งท่านข้าหลวงที่ท่าน้ำหน้าวัง   “จะขึ้นเดินชมเมืองเล่นก่อนก็ได้”

“ขอแต่งตัวสวยๆพาเหรดขึ้นอวดชาวหลวงพระบางเป็นทางการดีกว่า”   พระพหลฯ ขอให้เรือแจวทวนน้ำขึ้นไปทางปากคาน (ปากแม่น้ำคานบรรจบกับแม่น้ำโขงด้านเหนือสุดของเมือง) อันเป็นเวลาที่ชาวเมืองลงมาอาบน้ำตอนเย็นพอดี

“เขาอาบกันเหมือนที่เมืองเชียงใหม่และเมืองเหนืออื่นๆ”    พระวิภาคภูวดลพูดให้เข้าใจว่าในสายตาคนกรุงเทพแล้ว อาจดูอุจจาดแต่ที่นี่มันคือวัฒนธรรมที่น่าสนใจยิ่ง

ภูไฟใหญ่ หรือ ภูเขาไฟแห่งเมืองหงสา ที่พระวิภาคภูวดลไปลองเอาไม้แหย่ในหลุมจนติดไฟ แต่ไม่มีโอกาสสำรวจนั้น ปัจจุบันคือที่ตั้งโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา แขวงไชยบุรี ดำเนินการโดย บ. เหมืองบ้านปู ที่พบแหล่งถ่านหินลิกไนท์ เข้าใจว่าไฟที่ระอุจากปากหลุมเดิมเกิดจากแรงดันแก๊ซของลิกไนท์ใต้ดินนั่นเอง

“พวกทหารอย่างเราก็แก้ผ้าอาบน้ำอยู่แล้ว”    พระพหลฯ อมยิ้มเมื่อมีสาวๆลงน้ำมาเป็นกลุ่มใหญ่

“ค่อยเดินด้อมท่อมท่องท้องกระสินธุแล้วหลกซิ่นขึ้นกระสันพันเกสี

ลงแช่ชลชำระร่างล้างธุลีเปลือยอินทรีย์สรงกายในสายชล

ไม่เกรงสัตว์มัจฉาจะมาตอดกลับนั่งหยอดเหยื่อคิดจิตรฉงน

ไม่มีเหนียมเสงี่ยมนั่งในวังวนดูสกนธ์เฉยช้าไม่ราคินท์”

นิราศเมืองหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา  (นิ่ม)

“นี่ไม่ใช่กองทัพ เธอลงมากันทั้งเมือง ฉันนึกไม่ออกว่า ถ้าพี่ป้าน้าอาฉัน เย็นๆ ลงมาอาบเห็นกันอย่างนี้จะทำหน้าอย่างไรดี”   ยอดนึกเขินแต่ก็อดแอบมองบ้างไม่ได้

“นั่งยองๆ ย่องย้ายเที่ยวส่ายขาก้อนศิลาหลังชลฝนขมิ้น

ดูเรียงรายชายชลาในวารินทุกนางผินภักตรนวนทวนธารา

ครั้งสำเร็จเสร็จย้ายขยายขยดค่อยเลื่อนลดซิ่นกระสอบครอบเกษา

ขยับไหวไววับให้ลับตาแต่มังสามิได้บังดูตั้งเต็ม”

นิราศเมืองหลวงพระบาง ของหลวงทวยหาญรักษา  (นิ่ม)

เรือแกล้งทวนน้ำไปช้าๆ พวกสาวๆหันมาค้อนให้อย่างรู้ทัน จนถึงที่ปากคานมีช้างเชือกหนึ่งยืนอยู่ริมหาดแปลกกว่าที่อื่น ยอดเหลียวหาเจ้าของจึงพบสาวน้อยรูปร่างอ้อนแอ้นนางหนึ่งกำลังสระผมยาวถึงหลังอยู่ที่ซอกหิน

“แปร้น”    เจ้าช้างส่งเสียงไล่คนแปลกหน้าในเครื่องแบบที่ไม่คุ้นตา สาวน้อยตกใจไม่คิดว่ามีเรือมาใกล้ๆเผลอเงยตัวขึ้นจากน้ำมาสบตากับนายทหารผู้มาจากแดนไกล

“ดูแม่หญิงคนนั้นซิ คงเห็นพี่ยอดจ้องเข้าเลยอายหน้าแดงเชียว”   

“กระผมว่าหล่อนขาวเหลือเกิน หน้าเป็นสีชมพู เหมือนแหม่มนั่นละ”   ยอดตกตะลึงในใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งเป็นสัน และทรวงอกชูชันที่โผล่พ้นผิวน้ำต่อหน้าเขา พอได้สติก็ลดตัวลงในกระแสน้ำหันไปโบกมือดุช้างแก้เขิน ก่อนหันมามองยอดอีกครั้ง

“คำแก้วๆ เห็นพวกทหารไทย สวมหมวกกะโล่ขาวบ่”   เสียงเพื่อนๆ เรียกหล่อนจากหาด

‘อ้อชื่อคำแก้ว ช่างน่ารัก เรืออย่าแจวเร็วนักซิ’   ยอดรู้สึกหน้าตารุ่มร้อนเป็นหนุ่มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ชะเง้อมองตามจนลับตา