เมื่อประมาณเกือบ 30 ปีก่อน ตอนที่ผมเริ่มหัดเดินป่าเป็นมือใหม่ ผมเจอเซียนเดินป่าคนหนึ่งชื่อ “พี่เมฆ”

เรารู้จักกันในตอนที่ขึ้นรถตู้เพื่อจะไปเดินป่ากัน และพี่เมฆก็แนะนำตัว

“ผมเดินป่ามาเยอะ ไปมาทั่วแล้ว” แล้วแกก็พูดถึงชื่อป่าต่างๆมากมาย ชื่อไทยบ้างชื่อกระเหรี่ยงบ้าง ส่วนใหญ่เป็นชื่อที่เราไม่รู้จัก พวกเรามือใหม่ก็ทึ่งซิครับ

“ผมเป็นนักเขียนด้ายนะ เขียนลงชีวิตกลางแจ้ง, อ.ส.ท. ฯ” โอโห้ คราวนี้ผมนี่ซูฮกเลยครับ นั่นมันนิตยสารในดวงใจผมทั้งนั้น

แล้วแกก็เล่าเรื่องต่างๆที่ล้วนน่าทึ่งให้เราฟังตลอดคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น เราจัดเป้เตรียมที่จะเดินป่า เรารู้มาว่าเส้นทางนั้นจะต้องไต่ขึ้นเขาสูงชันเป็นทางยาวมากเป็นด่านแรก เราพยายามจัดเป้ให้เบาที่สุด อะไรที่เอาออกได้เอาออกหมด

ผมเหลือบมองเห็น “พี่เมฆ” จัดเป้พอดี ผมเห็นเขาหยิบไฟฉาย Mag-lite ยาว 6 ท่อน, มีดสปาต้าร์ยาวเกือบเท่าแขนใส่ลงในเป้ทารอเมริกันที่มีโครงโลหะ คลุมร่างด้วยแจ๊คเก็ตฟิล์ดของอเมริกันอีกเช่นกัน

“เฮ๊ย ไม่ใช่แล้ว” ผมแอบอุทานในใจ 

ทางนั้นชันจริงจัง และยาวไม่มีพักเหมือนอย่างที่เราถูกขู่ไว้ ผมเองแม้ในตอนนั้นยังหนุ่มแน่นก็ยังต้องหยุดหอบอยู่ท่ามกลางแดดที่แผดจ้า

ขณะที่ผมและเพื่อนๆหยุดพัก “พี่เมฆ” ก็เดินแซงขึ้นมา ในมือถือมีดสปาตาร์กวัดแกว่งจนเราต้องหลบห่างๆ เหงื่อท่วมตัว ท่อนบนเหลือแต่เสื้อกล้าม เป้ใบเท่ห์และเสื้อแจ๊คเก็ตฟิล์ด หายไปจากตัว

“อ้าว เป้ไปไหนละครับพี่”

“ผมเอาเป้ฝากคนนำทางไปแล้ว ผมรีบไปก่อนนะ เดี๋ยวเขาตามเอาเป้มาคืนผมทัน”

ในชีวิตที่ผ่านมาผมได้พบเจอเรื่องราวเช่นนี้อีกมากมาย และดูเหมือนว่าช่วงหลังๆนี้จะมีเยอะขึ้นบ่อยขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่รู้จักกันผ่านโลก Social ที่มักจะแนะนำตัวในประโยคแรกว่า “ผมเป็น”, “ผมเคย” ฯ


แต่ในชีวิตผมก็โชคดีและรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พบเจอผู้คนในอีกด้านหนึ่งของโลก ผู้คนที่ผมนับถือเป็นครู เอาแนวทางชีวิตของพวกเขามาเป็นแบบอย่าง และพวกเขาเป็น “ของจริง” 

ผมได้หัดเดินป่ากับคนที่พาเราไปเดินในป่าลึก แสดงให้เราเห็นถึงวิธีการอยู่กับธรรมชาติ โดยไม่พูดอะไรมาก บอกเพียงแต่ว่า “ผมมีหน้าที่พาคนให้เข้าไปเห็นป่าจริงๆ แล้วคนที่ไปก็จะเข้าใจเอง” ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจสิ่งที่พี่เขาบอก

ผมได้มีโอกาสรู้จักช่างภาพที่ใช้ชีวิตในป่ายาวนานเพียงเพื่อจะถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของสัตว์ป่าแต่ไม่เคยเอ่ยปากพูดเรื่องของตัวเองสักครั้ง

ผมได้เรียนรู้จากนักเขียน “ชีวิตกลางแจ้ง” ตัวจริง 2 ท่าน คนหนึ่งรู้จักทะเลลึกซึ้งดีกว่าใครที่ผมเคยรู้จัก อีกคนสอนให้ผมเข้าใจชีวิตป่าที่แท้จริง ทั้งสองเป็นที่รักเคารพของผู้คนที่รู้จักเขาทั่วไปทั้งในป่าลึกและเกาะแก่งทุกที่ที่เขาไปถึง

ผมได้เป็นเพื่อนต่างวัยกับนักธรณีวิทยาที่เดินป่ามาแทบทุกที่ของประเทศไทยและยังไปบุกเบิกแดนเถื่อนในประเทศอื่นอีกมากมาย แกไม่เคยคุยกับใครเลยว่าไปที่ไหนมาบ้าง แต่เมื่อเดินไปป่าถ้าเริ่มงงว่าจะไปทางไหน พี่เขาอาจจะเอ่ยปากขึ้นมาว่า “ตามลำธารลงไปทางซ้ายครับ จะไปออกที่หมู่บ้าน” ถ้าทำหน้างงๆ แกอาจจะอธิบายต่อให้หายส่งสัยว่า “ผมเคยสำรวจแร่อยู่แถวนี้สองปีครับ” ที่น่าตกใจคือเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนผมเริ่มชินครับ

ผมเคยได้เจอทหารที่อยู่ในหน่วยทหารที่ดีที่สุดหน่วยหนึ่งของประเทศเรา พวกเขาทำงานเสี่ยงชีวิตอยู่ท่ามกลางความลำบากปิดทองหลังพระอยู่เกือบตลอดเวลา แต่เมื่อใครถามว่าทำอะไร คำตอบที่เขาให้คือ “ผมเป็นเสมียนอยู่ที่กองพันครับ”

ผู้คนที่ผมเคารพรักนี้ล้วนแตกต่างกันไป พวกเขาอยู่กันคนละภูมิภาค, ทำหน้าที่ต่างกันไป, บ้างต่างศาสนา และมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปบางครั้งถึงกับตรงกันข้าม

แต่พวกเขามีหลายอย่างที่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็น “แก่น”

ขณะที่ผมนั่งเขียนบทความนี้ เพลงหนึ่งที่ไม่คุ้นก็ดังมาจากสถานีเพลงลูกทุ่งอเมริกันที่ผมฟัง ทำนองสะดุดหูทำให้ผมตั้งใจฟังจนได้ยินเนื้อเพลงที่สะดุดใจ

ทำนองเพลงนำด้วยเสียงกีต้าร์อ้อยอิ่งและเสียงใสของ Ashley McBryde เล่าเรื่องของผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่สุภาพอบอุ่นจนผู้คนรอบข้างรู้สึกดีที่จะอยู่ใกล้ๆ, เขารู้จริงลึกซึ้งและเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์ที่เขาทำ, เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นเสมอโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง และเขาพกคัมภีร์ไบเบิ้ลและปืน .44 ติดตัว

แม้ว่าส่วนหนึ่งของคนที่ผมเล่าถึงไม่เคยพกปืน แต่ชื่อของเพลงนี้ “Bible and a .44” ดูเหมือนจะเป็นคำนิยามร่วมที่สั้นและดีที่สุดที่จะอธิบายผู้คนที่ผมทั้งเคารพและรักนี้ เพราะภายใต้ คำพูดที่สุภาพ, กริยาที่นุ่มนวลและสายตาที่เอื้อเฟื้อและเป็นมิตรนั้น แฝงไว้ด้วยรังสีบางอย่างที่บอกให้รู้ว่า เขาพร้อมเสมอที่จะลุกขึ้นสู้หากคนที่เขารักหรือความเชื่อที่เขายึดมั่นถูกคุกคาม

เพลงนี้จบลงด้วยประโยคเศร้าสร้อยที่ว่า 

“And they don’t make ‘em like that no more”

“โลกนี้ไม่มีการสร้างคนแบบนี้อีกแล้ว” 

ผมอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองและหวังว่าประโยคนี้คงไม่จริง

ท่ามกลางกระแสที่ผู้คนล้วนพยายามสร้างตัวตนขึ้นมาด้วยรูปภาพและเรื่องราวที่ปั้นแต่งในโลกเสมือน, ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากที่จะแยกแยะของจริงที่น้อยนิดจากของปลอมที่ดาษดื่น

ถ้าคุณตั้งใจมองหาและโชคดีเหมือนผม คุณอาจจะได้พบ “คนจริง” เหล่านี้อยู่ในมุมของเขาในโลกของความจริง และได้เรียนรู้จากพวกเขาว่าโลกนั้นควรเป็นเช่นไร


He had a Southern drawl like a redbone hound
And every song he sang was my favorite sound
He’d be the last one off if the ship went down
The kind of man it feels good to be around
The kind of man it feels good to be aroundHe had hair as white as a cotton field
And he could spin you a story like a wagon wheel
He never went nowhere without a rod-n-reel
Lord, I miss that man and I always will
I miss that man and I always willHe’d see through a lie like an old screen door
He taught me how to hunt and how to love the Lord
He carried a Bible and a .44
And they just don’t make ’em like that no moreHe said, “Take what you’ve got and do the best you can”
The best thing you’ll ever own is a piece of land
Ya’ll, he knew his like the back of his hand
He was something else, my old man
He was something else, my old man