จากที่เที่ยวป่ามานานหลายสิบปี ผมเจอเรื่องแปลกๆที่อธิบายไม่ได้อยู่เพียงไม่กี่ครั้ง และส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ร่วมคณะ จะมีก็เพียงเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ผมเจอด้วยตัวเอง เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ผมเลิกกลัวสิ่งแปลกที่อธิบายไม่ได้เหล่านี้ไปเลยครับ

เราตั้งแค้มป์อยู่กลางป่าลึก ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน หุบเขาแห่งนี้เป็นที่คุ้นเคยของพวกเราที่มักจะมาแวะพักกันในวันสุดท้ายของการเดินป่าก่อนที่จะเดินกลับขึ้นไปยังหมู่บ้านบนสันเขา

ส่วนหนึ่งของผู้ร่วมคณะในครั้งนั้น

จุดที่มาพักครั้งนี้เป็นลานค่อนข้างโล่งแต่ร่มรื่นตลอดทั้งวัน มีลำธารใสไหลอ้อมอยู่ 2 ด้านของแค้มป์ อยู่สบายมาก เราจึงนอนพักกันที่นี่ถึง 2 คืน กลางวันก็เดินเที่ยว เย็นๆก็เล่นน้ำทำอาหารกินกัน

คืนนี้เป็นคืนที่สองของการพักที่แค้มป์นี้ เราก็คุยกันสนุกเฮฮาก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้านอน

หญิงสาวคนนั้นยืนหันหลังให้ผม เธอใส่เสื้อเหมือนเสื้อคลุมสีน้ำตาลอ่อน พอเธอหันมาให้เห็นหน้าชัดเจน ผมก็พยายามนึกอยู่ว่าเคยพบเธอที่ไหนมาก่อน ใบหน้าเรียวสวย โหนกแก้มสูง คางค่อนข้างแหลม ตาโตคมกริบ

แต่ก่อนที่ผมจะนึกออก เธอก็เดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็วแล้วจูบปากผมทันที 

“เฮ้ย” 

ผมร้องลั่นก่อนที่จะพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาอยู่ในเต็นท์คนเดียว 

ผมเปิดเต็นท์ ออกไปดูในทิศทางที่รู้สึกว่าเห็นหญิงสาวคนนั้น แต่ก็ว่างเปล่ามีแต่ชายป่าที่มืดสนิท

“มีอะไร ตาเกิ้น” พี่พระราม ที่นอนผูกเปลอยู่ข้างๆคงจะตื่นขึ้นมาด้วยเสียงร้องของผม

“ไม่มีอะไรครับพี่” ผมตอบแล้วก็กลับเข้าเต็นท์นอนต่อ

เช้าวันรุ่นขึ้น พี่ต่อและพี่ตุ๊ เดินทางกลับก่อน 

ผมไม่เคยมาเดินป่ากับพี่ทั้งสองคนมาก่อนและไม่รู้ความเชื่อของเขาทั้งสอง ผมจึงรอให้พี่ทั้งสองคนเดินทางออกจากแค้มป์ไป ก่อนที่จะเล่าเรื่องความฝันให้พี่อุ๊ หัวหน้าคณะของพวกเราฟัง

พี่อุ๊ฟังแล้วยิ้ม เพราะรู้ดีว่าผมไม่เคยเชื่อเรื่องแบบนี้ บอกให้ห้อยพระห้อยเครื่องรางเวลาเข้าป่าก็ไม่เคยรับ 

“พี่ก็เคยเจอ ตอนที่มานอนแถวนี้เมื่อปีที่แล้วครับ ไม่เล่าให้คุณเกิ้นฟังเพราะรู้ว่าไม่เชื่อ” 

แล้วพี่อุ๊ก็เล่าต่อ 

“ครั้งก่อนพี่นอนริมน้ำห่างจากตรงนี้ไปไม่ถึงร้อยเมตร มีผู้หญิงสวยคนหนึ่งมาเข้าฝัน 

เขาเอามือมาลูบตัวพี่ แล้วก็บอกว่า “อยากได้ อยากให้ไปอยู่ด้วยกัน” แต่พี่บอกว่าพี่มีเมียแล้วไม่ไปหรอก (พี่อุ๊คงรู้ว่าเรื่องนี้ต้องถึงหูภรรยาแน่เลยต้องบอกอย่างนี้)

พอตื่นมา ถึงได้เห็นว่ามีต้นตะเคียนใหญ่อยู่ใกล้ๆที่นอน”

แล้วพี่อุ๊ก็พาเราเดินไปดูต้นตะเคียนนั้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย เพียงแต่ดงไม้ทึบบังตาอยู่เท่านั้น ที่ต้นตะเคียนนั้นมีธูปเทียนปักอยู่ และมีของเซ่นไหว้แขวนอยู่

“ชาวบ้านที่นี่เขารู้เรื่องเข้า ก็เลยแวะมาขอโชคลาภเวลาออกไปล่าสัตว์กันอยู่เสมอ”

เราเดินกลับมาที่แค้มป์ ผมไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เพราะมันก็เป็นเพียงความฝัน แต่ระหว่างที่เดินกลับนั้น นาย ต. (นามสมมุติ) น้องเล็กในคณะ ก็คว้าแขนผมให้หยุดเดิน แล้วเอ่ยถามบางอย่างที่ทำให้ผมสะดุ้ง

“พี่เกิ้นครับ ผู้หญิงคนที่พี่เห็นในฝัน นี่ โหนกแก้มสูงๆ แล้วคางแหลมๆหรือเปล่าครับ”

ฮ้า เมื่อกี้ผมตอนที่เล่าไม่ได้บอกลักษณะของผู้หญิงคนนั้นให้ใครฟังนี่นา 

“ใช่ ทำไมเหรอ”

นาย ต.​ พูดต่อแบบอ้ำอึ้ง “แล้วก็ …. แล้วก็….”

“อะไรอีกว่ามาเลย อย่างอ้ำอึ้ง”

“แล้วก็ หน้าอกเล็กๆ ใช่ไหมครับ” 

“เฮ่ย ยังไม่ทันสังเกตโว้ย แล้วเอ็งรู้ได้ไง”​ ผมพยายามนึกภาพในความฝันแต่ไม่มีคำตอบในเรื่องนั้น

“เอ่อ เมื่อคืนผมก็ฝันเห็นเหมือนกันครับ น่าจะคนเดียวกัน” 

“แล้วเอ็งทำอะไรเขา” 

“เอ่อ ก็ ……​ พอเขาเข้ามาใกล้ ผมก็ล้วงเขาเลยครับ” 

อ้าว เอาเข้าแล้วซิ

นับเป็นโชคดีที่เราถึงกำหนดกลับเข้าเมืองกันในเย็นวันนั้น เรากลับมาถึงเมืองแม่ฮ่องสอนกันตอนค่ำๆ

ระหว่างที่เรากำลังนั่งกินอาหารมื้อค่ำกันอยู่ โทรศัพท์พี่อุ๊ก็ดังขึ้น

หลังจากคุยโทรศัพท์สักครู่ พี่อุ๊ก็หันมายิ้มแล้วบอกว่า

“เมื่อกี้พี่ตุ๊โทรมาครับ แกบอกว่า เมื่อคืนตอนที่นอนอยู่ในเต็นท์ แกถูกผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งทับอยู่ พยายามจะร้องให้คนช่วยก็ร้องก็ไม่ออก เมื่อเช้าแกไม่อยากเล่าให้เราฟัง กลัวว่าน้องๆจะไม่เชื่อแล้วจะหัวเราะเยาะ”

ผมเล่าเรื่องมาถึงตอนนี้ สหายที่นั่งฟังก็หัวเราะเรื่องนาย ต. (นามสมมุติ) แล้วถามว่ากันใหญ่ว่า ผู้หญิงที่เห็นนั่นสวยมั๊ยครับพี่ แล้วพี่นึกออกหรือยังว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

โชคดีก่อนที่ผมจะตอบอะไรออกไป ผมเหลือบมาเห็นสายตาเขียวปั๊ดของภรรยาที่กำลังจ้องมองผมอยู่

พอหันไปสบตา ก็มีคำอธิบายความหมายของสายตานั้นลอยมา

“ดีนะ ไม่ได้ไปด้วย ไม่งั้นจะเข้าไปตบในฝันเลย”

ผมบอกแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับที่น่ากลัวที่สุดที่ผมเคยเจอมา หลังจากนี้ผมก็เลิกกลัวสิ่งเร้นลับที่อธิบายไม่ได้ทั้งหลาย

เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านผมน่ากลัวกว่าเยอะครับ

หมายเหตุ: ผมขอบอกว่าเรื่องที่เล่าทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผมประสบมาจริง แต่ผมไม่สามารถอธิบายสาเหตุหรือที่มา อะไรได้ และผมไม่อยากให้ท่านที่อ่านเอาเรื่องนี้ไปเป็นฐานของความเชื่อใดๆ ผมยังยืนยันเสมอครับว่า บนโลกนี้ ทั้งในป่าและในเมือง คนเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดแล้วครับ