อีก 10 นาที จะตีห้า  “ฉัน เพื่อน มอเตอร์ไซค์” การเดินทางกำลังจะเริ่มต้นขึ้น    ปลายทางคือ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์   ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ไม่ยาวไกลนัก

หากพูดถึงอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อาจฟังดูไม่คุ้นหูมากนัก  อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ เดินทางง่าย ถนนหนทางดี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลากหลายไม่ว่าจะเป็น น้ำตก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ถ้ำธารลอด หรือจะเป็นเส้นทางเดินป่าเขากำแพง ป่าที่ไม่ได้มีแค่ ภูเขา ต้นไม้ สายหมอก แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และเรื่องราว มากมาย และเส้นทางนี้ยังไม่ได้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากมายนัก

เก้านาฬิกา กว่าๆ แก๊งค์มอเตอร์ไซค์เล็กๆ ที่มีทั้ง คนอ้วน คนผอม และผู้หญิง ก็มาถึงที่ทำการอุทยานหลังจากโอ้เอ้ แวะหาของกินกันมาตลอดทาง เจ้าหน้าที่รอเราอยู่แล้ว รีบจัดแจงกระเป๋า เตรียมของพร้อมที่จะขึ้นรถไปยังจุดเดินเท้า

พี่เจ้าหน้าที่ก็น่ารัก ไม่ลืมอวยพรว่า “คืนนี้ขอให้ฝนตกหนักๆ นะ” แล้วหัวเราะร่า เราเริ่มเดินมาเรื่อยๆ ผ่านป่าไผ่ ทางก็ชันขึ้นตามลำดับ เดินมาสักพักจะเจอกับป่าโบราณ ที่เรียกกันแบบนั้น อาจเป็นเพราะต้นไม้มีรูปร่างแปลกๆ คดๆงอๆ พี่ธนาเจ้าหน้าที่เล่าว่า ด้านบนนี้สมัยก่อนใช้เป็นกำแพงเพื่อตรวจการ สมัยสู้รบกับพม่า

เดินลัดเลาะต่อไปอีกไม่ไกลนัก  ก็จะเจอกับลำธารเล็กๆ มีน้ำเย็นๆให้ล้างหน้าล้างตา  เราพักทานอาหารกลางวันกันที่นี่ มื้อนี้เราเลือกอาหารสำเร็จรูปง่ายๆ  ก่อนออกเดินเราไม่ลืมที่จะกรองน้ำสำหรับระหว่างเดินและสำหรับใช้ในแค้มป์ ให้เพียงพอ สำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย

เริ่มเดินกันต่อ ผ่านป่าไผ่ทึบ ลมสงบนิ่ง มียุงตัวน้อยคอยกวนใจอยู่ตลอดเวลา ยากันแมลงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องพกติดตัวทุกครั้งในการเดินป่า ตรงนี้เองพี่ธนาเจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า..ตรงนี้เรียกกว่าเนินสามก้าว สามก้าวหยุด ชันตลอดระยะ 2 กิโลเมตร

“ก่อนมาไม่เห็นบอกว่าจะชันขนาดนี้” สหายอ้วนที่น่ารัก เดินไปบ่นไป ทะเลาะกับตะคริวตลอดเวลา เดินบ้าง ทิ้งตัวลงนอนบ้าง ตลอดทาง มันเป็นความรันทด ปนความสุขจริงๆ สำหรับการเดินป่าของฉันจะมีอะไรดีไปกว่าการมีเพื่อนร่วมทางดี และมีอุปกรณ์พร้อม…ฉันคิดในใจ

เดินกันอีกไม่นานนักเราก็เดินมาถึงป่าโปรง ใบไม้ ยอดหญ้าพลิ้วไหว ลมเย็นๆ ปะทะหน้ามันทำเรามีแรงกว่าเดิม

มุ่งหน้าขึ้นสันเขาไปเรื่อยๆ ไม่ไกลนักก็มาถึงจุดพักแรม ตรงนี้สามารถ กางเต็นท์ได้ ใครจะผูกเปลก็สะดวกดี เบื้องหน้ามองออกไปเป็นลานกว้าง ลมเย็นๆพัดไอหมอกมาไม่ขาดสาย เป็นจุดชมวิวที่สวยเลยทีเดียว

บ่ายแก่ๆ เราจัดการหุงหาอาหารที่เตรียมมาอย่างง่ายๆ  แล้วล้อมวงกินข้าว ท่ามกลางสายหมอกเบื้องหน้า มันช่วยคลายความเหนื่อยล้าให้หายเป็นปลิดทิ้ง ฉันบอกกับตัวเองว่าอาหารมื้อนี้มันช่างแสนสมบูรณ์แบบเสียจริงๆ

ห้องน้ำที่นี่สามารถเลือกวิวได้ตามอัธยาศัย จะปลดทุกข์วิวสวยแค่ไหนก็ได้ไม่มีใครว่า

เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด ต่างแยกย้ายกันเข้านอน…

เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาผ้าใบ ฉันขยับนาฬิกาข้อมือ 4 ทุ่ม.. พลางนึกย้อนถึงคำอวยพรของพี่เจ้าหน้าที่  แล้วซุกตัวใต้ถุงนอนต่อไปไม่มีอะไรให้กังวล คืนนี้ฝนตกลงมาชุ่มช่ำ บวกกับอากาศเย็นสบาย ฉันหลับยาวตลอดคืน

 

กลิ่นควันจากกองไฟของพี่ธนา ปลุกฉันในตอนเช้า ….มองลอดประตูเต็นท์ออกไป แล้วพูดกับตัวเองว่า ที่นอนคืนนี้มันยิ่งกว่าห้าดาวอีกนะเนี้ย มันดีนะ สุขแบบที่ไม่ต้องมีอะไรมากมาย แค่นี้จริงๆ

หลังทานข้าวเช้า ต่างช่วยกันเก็บของอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมออกเดินอีกครั้ง

เราเดินกันมาเรื่อยๆ ขาลงไม่เหนื่อยนัก ยังพอให้ได้ยินเสียงหัวเราะ หยอกล้อ จากเพื่อนอ้วนผอม  เป็นระยะ ป่าก็ดูชุ่มชื้นกว่าเมื่อวาน หลังจากฝนกระหน่ำลงมาเมื่อคืน

เที่ยงกว่าเราลงมาถึงด้านล่าง รถของอุทยานมารอรับอยู่แล้ว จัดการจ่ายค่าธรรมเนียม ค่ารถ เรียบร้อยเราก็อาบน้ำ อาบท่า เดินทางกลับกลับกรุงเทพ

เขากำแพงที่นี่เป็นเส้นทางเดินป่าที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน หยุดแค่เสาร์อาทิตย์ก็สามารถมาเที่ยวได้ เป็นสถานที่เดินป่าที่ไม่ต้องแก่งแย่งให้หงุดหงิดใจ หรือจะมาตั้งแค้มป์พักผ่อนบริเวณจุดกางเต็นท์ของที่ทำการก็ได้ สถานที่ สะดวกสบาย อย่างที่เรามากันครั้งนี้ก็เดินทางจากกรุงเทพโดยขับรถมอเตอร์ไซค์ มาถึงก็เริ่มเดิน พักบนเขาหนึ่งคืน เดินลงมาก็สามารถขับรถกลับกรุงเทพอย่างสบาย

เขากำแพงเป็นความทรงจำดีๆที่ได้ถูกบันทึกไว้ในใจแล้ว ว่าครั้งหนึ่งได้มาดินแดนแห่งนี้ ไม่ใช่ดินแดงที่สวยงาม ดอกไม้ชูช่อ ผีเสื้อบินร่อน แต่เป็นดินแดนที่แสนธรรมดา ที่เมื่อนึกถึงทีไรก็มีความสุข

ใหม่