หลากอารมณ์ทะเลที่เกาะมันนอก จังหวัดระยอง

0
802
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลากอารมณ์ทะเล  เกาะมันนอก จ.ระยอง (Koh Munnork Private Island)

Day 1

ก่อนจะถึงวันเดินทางเช็คอากาศกันนิดนึง  เค้าว่าจะมีฝนตกลมแรง  ผู้ร่วมเดินทางเริ่มหวั่น ๆ ว่าจะคุ้มกับการเดินทางไปไม๊ ไปทะเลทั้งทีให้ติดอยู่แต่ในห้องก็เป็นการเสียเงินและเสียเวลาไปเปล่า ๆ เลยโทรไปถามเจ้าหน้าที่  เค้าแจ้งว่าถ้าเกิดมีพายุฝนหรือคลื่นลมแรงจนออกเรือไม่ได้  เค้าจะโทรแจ้งลูกค้า  ส่วนเราคิดว่ามันคงไม่ขนาดนั้นหรอกมั๊ง  เพราะวันที่ผ่าน ๆ มา อากาศก็ไม่ได้เลวร้ายมาก (เหตุผลคนอยากเที่ยวมีแค่นี้แหล่ะ คือไม่มีเหตุผล)

สมัยนี้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก  เราขับรถไปตามถนนมอเตอร์เวย์ตรงไปเรื่อย ๆ จนเห็นด่านเก็บเงิน  เป็นธรรมดาก็ต้องรีบเตรียมเงินก่อนถึง  จำได้ว่า 30.- แต่เนื่องจากด่านมีการปรับปรุงใหม่  ก็ไม่รู้เริ่มมานานแค่ไหนแล้ว เริ่มจะมีช่องทางสำหรับคนที่ใช้บัตร M Pass  คือจะให้ประชาชนเดือดร้อนทำไม จะให้มีทั้งบัตร Easy Pass  ด้วย M Pass  ด้วยเลยเหรอ  ถึงจะได้  Pass  แต่เอาเถอะช่วงนี้เค้าอยู่ในช่วงปรับปรุงกัน  วิ่งไปถึงด่านถึงได้รู้ว่าให้รับบัตรจากด่านแรกเพื่อไปจ่ายด่านสุดท้ายที่จะลง

คนขับรถส่วนใหญ่เวลาขับไปก็คงนั่งพูดคุยกับผู้ร่วมทางไป และก็แอบมองวิวข้างทางบ้าง ใครมันจะไปคิดว่าเมื่อถึงด่านสุดท้ายที่จะลง เราก็ยื่นบัตรคืนให้ เจ้าหน้าที่ถามว่าขึ้นมาจากด่านไหนคะ เฮ้ย!!!  ใครจะไปจำได้ ใครจะไปสังเกตขนาดนั้น เราก็เลยบอกว่าไม่รู้อะค่ะไม่ได้ดูเลย แต่ว่าวิ่งมาจากทางนี้ ๆๆๆๆ อะค่ะ เจ้าหน้าที่แกคงคิดตาม อ๋อ งั้นก็คงเป็นด่านนี้ ๆๆๆๆ เคค่ะ รวม 60.- ว่าแต่ทำไมในบัตรถึงไม่มีข้อมูลว่ารถคันไหนขึ้นมาจากด่านไหน สรุปว่ามีแล้วสะดวกขึ้นไม๊ ถ้าเจ้าหน้าที่ต้องถามคนขับรถทุกคันว่ามาจากด่านไหน ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าขนาดแค่จ่ายเงิน ทอนเงิน เฉพาะค่าทางด่วนยังไม่ได้มีการถามไถ่แบบนี้  รถยังติดกันเป็นกิโล ๆ  เฮ้อ !!! ประชาชนเพลีย

เราใช้เวลาเดินทางจนถึงจังหวัดระยอง 2 ชั่วโมง พอดีเป๊ะ แต่เสียเวลาในการหาที่พักนิดนึง  เราจำเป็นต้องนอนกันที่ฝั่งก่อนเพราะเรือที่จะข้ามไปเกาะมันนอก  เค้าออกแค่เวลาเดียวเท่านั้นคือเวลาบ่ายโมง และขณะนี้เป็นเวลาบ่ายมาก ๆ แล้ว หลังจากเข้าที่พักชื่อว่า Banyan คืนละ 1,070.- รวมอาหารเช้า ห้องมีลักษณะเหมือนคอนโด แต่ใหม่ สะอาด และที่สำคัญดูปลอดภัย ภายในห้องก็จะมี 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องน้ำ และ Pantry

หลังจากเช็คอินเข้าที่พักเก็บของเรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารทะเล  แน่นอนไปถึงทะเลจะมาสั่งกระเพราไก่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด  เตรียมท้องไปเพื่ออาหารทะเลโดยเฉพาะ  ถามเจ้าหน้าที่ของที่พักเค้าแนะนำว่าส่วนใหญ่เค้าก็ไปแหลมเจริญซีฟู้ดกันนะ  แหม!!! น้องรู้เปล่ากรุงเทพฯ ก็มีร้านนี้อะ (ไม่ได้พูดออกไปหรอกนะ) เราก็สองจิตสองใจ  มาทั้งทีก็อยากกินร้านที่คนท้องถิ่นเค้ากินกัน  มันต้องมีซิ  แต่ด้วยความหิวมาก ๆ มันทำให้สมองเราไม่แล่นชั่วคราว  ความอดทนก็จะต่ำเป็นพิเศษ ก็มันหิวน่ะ  “พี่ขับไปตามทางเลยครับ  ออกจากหน้าที่พักเลี้ยวซ้าย  เจอสี่แยกพี่เลี้ยวขวาเลย  ตรงไปเรื่อย ๆ พี่จะเจอรูปปั้นผีเสื้อสมุทรและพระอภัยมณีอยู่ตรงสามแยกข้างหน้า  แล้วพี่ก็เลี้ยวซ้ายอีกที  ขับเลียบชายฝั่งไปเรื่อย ๆ แล้วพี่จะเห็นแหลมเจริญซีฟู้ดอยู่ด้านซ้ายมือครับ”  เอ่อข้อมูลเป๊ะดีว่ะ  ระหว่างทางที่ขับมาก็ไม่มีร้านไหนน่านั่งจริง ๆ ด้วย  มันจะไม่มีร้านไหนอีกเลยเหรอ  นอกจากแหลมเจริญ ฯ  เอาวะ แหลมก็แหลม หิวตาลายละ

รสชาติอาหารคือว่า  เอาน่ะเรากินเพื่ออยู่นี่หน่า  จะว่าไปที่กรุงเทพฯ รสชาติดีกว่านี้นะ  ร้านที่จังหวัดระยองน่าจะเป็นต้นแบบเลยรึเปล่า  ร้านกว้างใหญ่มากมีโต๊ะเป็นร้อยเห็นจะได้  แต่ขณะที่เราไปถึงก็ยังมีลูกค้าไม่กี่โต๊ะ  กับข้าวทั้งหมดเท่าที่เห็น  แต่ใช้เวลานานมาก  (ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับที่เราหิว) คาวเสร็จก็ต้องตามด้วยหวาน  พนักงานแจ้งว่าขนมหวานทางร้านเราจะเป็นแบบแช่แข็งสำเร็จรูปทั้งหมดค่ะ อารมณ์อยากยังไงก็ได้ เอ่อ!!! น้องคะ พี่เอาทับทิมกรอบถ้วยนึง ผู้ร่วมทางขอสละลอยแก้วละกัน เริ่มจากทับทิมกรอบก่อนเลย ไม่มีความหอมของกะทิเอาซะเลย  แต่ก็เข้าใจได้ว่าแช่แข็งมาให้อภัยได้  ส่วนสละลอยแก้ว นึกถึงสีหน้าของคนอยากกินออกไม๊ สละลอยแก้วมาแล้ว ๆ มาถึงก็ตักกวน ๆ ให้น้ำแข็งละลาย แล้วก็ตักชิม ทันใดนั้นเองก็เห็นเส้นผมแช่แข็งที่ไม่ได้สั่งลอยมาพร้อมสละแบบเนียน ๆ เราถึงกับขนลุกเลยทีเดียว  ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่ไม่ชอบมาก ๆ เวลาเห็นเส้นผมปนมากับอาหาร หรือของกินจะรับไม่ได้เลยแล้วจะเลิกสั่งทุกสิ่งทุกอย่างจากร้านนั้นทันที  หลังจากแจ้งพนักงานทางร้าน  ”ขอโทษนะคะเดี๋ยวเปลี่ยนมาให้ใหม่ค่ะ”  ตามนั้นค่ะไม่มีอะไรจะเสียละ  “ว่าแต่อย่าเพิ่งยกถ้วยเก่าไปนะคะ  เอาถ้วยใหม่มาให้พี่ก่อน” เราก็ไม่ได้เป็นคนมองโลกแง่ร้ายนักหรอกนะ  แต่รอบคอบไว้ก่อนดีกว่าเกรงว่าน้องเค้าจะไปเอาแต่เส้นผมออกแล้วยกถ้วยเดิมมา  เพราะความขยาดและความกลัวของคนเรามันคงจะแตกต่างกัน  ทันใดนั้นสละลอยแก้วถ้วยใหม่ก็มาเสริฟอีกครั้ง  หลังจากผู้ร่วมทางชิมไปได้หนึ่งคำ  พี่ ๆ ลองชิมดูหน่อยซิว่ามันเหม็น ๆ แปลก ๆ รึเปล่า อ้าว!!!! รอให้หอม ๆ แบบชื่นใจแล้วค่อยเรียกชิมจะดีกว่าไม๊  แต่เราก็ลอง “น้องคะ  เช็คบิลค่ะ” ไม่รอช้า  และไม่พูดอะไรมาก  น้องเค้าก็บอกแล้วว่าของหวานทางร้านเป็นแบบแช่แข็งสำเร็จรูปมาทั้งหมดนะคะ  พี่โอเคค่ะ  แต่น้องไม่ได้บอกพี่นี่หน่าว่าสละลอยแก้วมันจะมีเส้นผมสำหรับถ้วยแรก  และมีกลิ่นเหม็น ๆ เหมือนสละเน่าสำหรับถ้วยที่สองนี่

หลังจากเช็คบิลออกจากร้านมา  ข้ามไปฝั่งทะเลเดินย่อยซะหน่อย  และเดินให้หายเครียดกับของหวานกันซักนิด  แต่ยังไม่วายตาก็ดันไปเห็นขยะเป็นแก้วพลาสติกกองกันอยู่เป็นหย่อม ๆ  นี่แหล่ะน๊า  ทำไมถึงคิดกันไม่ได้ว่าเวลากินอะไรเสร็จควรจะหยิบไปทิ้งในที่ที่เค้าจัดเตรียมไว้ให้  เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้สามารถกลายเป็นปัญหาระดับประเทศได้  เชื่อเค้าเลย  เอาเถอะทำเมิน ๆ ซะบ้าง  คนส่วนน้อยอย่างเรา ๆ คงไม่มีปัญญาไปแก้ปัญหาระดับประเทศแบบนี้ได้

กำลังโพล้เพล้เลย  ละสายตาจากสิ่งที่ไม่ควรมองหันไปชื่นชมแสงจากธรรมชาติดีกว่า  ธรรมชาติสวยงามเสมอ  ได้เวลาขับรถกลับที่พัก  เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไปท่าเรือเพื่อข้ามไปเกาะมันนอกอีก  เจ้าหน้าที่โรงแรมบอกว่าใช้เวลาเดินทางจากที่พักไปท่าเรือประมาณ 45 นาที (แบบรถไม่ติด) ระหว่างทางที่ขับรถกลับ  เราใช้เส้นทางเดิมเลยแต่ต่างเวลากันแค่นั้นแหล่ะ  และแล้วก็เริ่มเห็นร้านอาหารทะเลเปิดกันหลายร้าน  ที่สำคัญคนเยอะด้วย  เดาว่าคงจะมีแต่คนท้องถิ่นเค้ามากินกัน  นี่แหล่ะน๊า  ความหิวไม่เคยปราณีใคร  ทำให้ต่อมการตัดสินใจผิดพลาดผิดเพี้ยนไปเลย  มันจะผิดปกติไปไม๊ถ้าทั้งจังหวัดระยองจะมีแต่ร้านแหลมฯ รอเวลาซะหน่อยคงจะได้กินอาหารทะเลรสชาติอร่อยแบบที่คนท้องถิ่นเค้ากินกัน  อยากจะบอกน้องพนักงานที่พักจังเลยว่า  คราวหน้าแนะนำร้านอาหารทะเลร้านอื่นให้กับลูกค้าบ้างก็ได้  คงจะแนะนำร้านแหลมฯ อยู่ร้านเดียวเลยซินะ  บอกทางซะคล่องเชียว

Day 2

บริเวณที่ฝากรถสำหรับคนที่ขับรถมา  ค่าบริการ 100.-/ทริป  สำหรับใครที่มาเกาะมันนอกต้องขับรถไปขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมตาล  ซึ่งอยู่ถัดจากท่าเรือมะขามป้อมประมาณ  1 กม.  วิ่งเลยมาเรื่อย ๆ จนเห็นป้ายเล็ก ๆ เลือนลางๆ  เขียนว่า ท่าเรือแหลมตาล แอบอยู่บนต้นไม้ (เหมือนกลัวคนจะเห็นป้ายแล้วจะไปถูกอย่างนั้นแหล่ะ) เอาเป็นว่าสำหรับคนที่จะไปเกาะมันนอกให้สังเกตศาลที่ไว้ให้บูชาดีกว่า  แต่ไม่ทันสังเกตว่าเป็นศาลที่เค้าบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใด  เห็นปุ๊ปก็เลี้ยวขวาได้เลย  ตรงมาอีกนิดเดียวอยู่ทางซ้ายมือก็ถึงที่จอดรถละ

เรือข้ามไปเกาะมันนอกออกเวลาเดียวเท่านั้นคือบ่ายโมง  คนส่วนใหญ่ก็จะต้องมาถึงก่อนเวลาอยู่แล้ว  เพราะถ้าพลาดแล้วพลาดเลยจร้า  ที่นั่งพักก็นั่งรอในร้านอาหารตามสั่งแบบง่าย ๆ  สงสัยว่าทำไมคนที่ได้สัมปทานเกาะมันนอกในเมื่อเป็นเกาะส่วนตัวแล้วถึงไม่ทำที่นั่งพักระหว่างรอเรือให้ดีกว่านี้  หรือร้านกาแฟที่นั่งสบาย ๆ หน่อย  หรืออาจจะมีเหตุผลอะไรที่ไม่สามารถทำได้  อันนี้ก็ว่ากันไป  หลังจากที่พวกเราจอดรถเสร็จก็เดินมาฝากกระเป๋าติดหมายเลขห้องเรียบร้อยก็มองหาที่นั่ง  ซึ่งไม่คิดเลยว่าตรงนั้นแหล่ะคือที่นั่งรอ  เพราะมันดูเหมือนร้าง ๆ และไม่สะอาดเท่าที่ควร มันช่างแตกต่างจากภาพที่คิดไว้ว่าเป็นเกาะส่วนตัวซะจริง ๆ เพื่อนร่วมทางให้ข้อมูลว่าทางเกาะมีแจ้งแล้ว  ว่าปกติช่วงเวลานี้จะต้องปิดเกาะ  เพราะเป็นช่วงฤดูฝนอาจจะมีพายุได้  ปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดเกาะ  และเหตุผลในการเปิดเกาะในช่วงหน้าฝนเป็นปีแรกก็ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับที่นั่งระหว่างรอเรือจะต้องดูร้าง ๆ และไม่สะอาดนะ  ว่าไม๊

กฎระเบียบในการนำอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปบนเกาะมันนอก  ข้อมูลที่แจ้งใน Facebook คืออ่านแล้วห้ามทุกอย่างเลย  และดูเข้มงวดมาก ๆ แล้วแบบนี้ใครจะกล้า  เอ่อ!!! ก็ดีเหมือนกัน  เพื่อความสะอาดและมีระเบียบวินัย  ยอมซื้อกินบนเกาะแพงหน่อยก็ไม่เป็นไร

ระหว่างทางเดินไปขึ้นเรือ  เราจะได้ขึ้นเรือประมงแบบที่เห็นตามเกาะเสม็ดทั่ว ๆ ไป

ใช้เวลา 45 นาที จากฝั่งถึงเกาะมันนอก  ระหว่างทางที่นั่งเรือมาก็จะเห็นเกาะมันใน เกาะมันกลาง และจุดหมายปลายทางของเราถึงแล้วเกาะมันนอก  แต่พอเรือใกล้จะถึงเกาะ  เราจะต้องเปลี่ยนเป็นเรือเล็กอย่างที่เห็นในภาพ

บรรยากาศโดยรอบเกาะมันนอก รู้สึกสดชื่นหลังจากห่างหายจากอารมณ์ทะเลมานาน

ห้องที่จองมาคือ 7,800.-/คืน รวมอาหารเย็นในวันนั้น  อาหารเช้า  และอาหารกลางวันของอีกวัน จะสมเหตุสมผลมากถ้าห้องที่ได้ไม่ใช่ลักษณะเหมือนห้องคนไข้นอนรอเปลี่ยนอวัยวะอะไรซักอย่าง  บรรยากาศและกลิ่นอับมากคล้ายกับโรงพยาบาลบางแห่งแบบนั้นเลย  ภายในห้องนอนค่อนข้างเก่า ไม่มีหน้าต่างเลยซักบาน  มีแต่ช่องแสง  ซึ่งไม่เพียงพอต่อการระบายกลิ่นอับให้หายไปได้  แถมมีเก้าอี้หวายตัวใหญ่ ๆ ซึ่งหนักเอาเรื่องอยู่  ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง  เต็มไปด้วยฝุ่นที่หนาเตอะ  และพวกเราก็เป็นภูมิแพ้หนักซะด้วย  จะรอดไม๊ถ้าจะนอนที่นี่คืนนี้  เอาซะผู้ร่วมทางหายใจไม่ออก  มึนหัวทันที  เราทำหน้าที่สำรวจที่พักซะหน่อย  เดินผ่านเตียง 6 ฟุต ไป 2 เตียง  เปิดประตูเข้าไปก็จะได้เจอกับห้องน้ำที่กว้างใหญ่เท่าห้องนอน  เดินขึ้นบันไดไปจะเจอห้องอาบน้ำและห้องน้ำของใครของมัน  คงจะดีถ้าจะมาอยู่รวมกัน 2 ครอบครัวในห้องนี้

บริเวณหน้าห้อง  เราสามารถสนิทสนมกับนกยูงได้เลย  นกยูงอาจจะเป็นสัตว์ที่หาดูได้ไม่ง่ายเท่าไรนักถ้าไม่ได้ตั้งใจจะไปสวนสัตว์แล้วเห็น  แต่สำหรับที่นี่แรก ๆ ก็ อุ๊ย!!! นกยูง นกยูง  มาเดินเล่นถึงหน้าห้องแบบสนิทกับแขกที่มาพักมาก ๆ เลยนะ หลังจากเก็บข้าวของเสร็จก็เดินออกไปชื่นชมทะเล  เพื่อจะไปนั่งเล่นตรงบริเวณส่วนกลาง  โอ้โห !!! นกยูงเป็นฝูง  ชักน่ากลัว  เพราะมันก็ไม่กลัวเราเลย  เดินสวนกันก็ไม่มีหลบ  เราซิต้องหลบเจ้าถิ่น  เค้าคงจะชินกับผู้คนมาก ๆ

บรรยากาศที่เกาะมันนอกดีมาก ๆ  ทำให้อยากดื่มกาแฟเย็นขึ้นมาตะหงิด ๆ เกี่ยวกันไม๊  ก็แค่อยากดื่มกาแฟแกล้มบรรยากาศของทะเล  เลยเดินไปที่เคาน์เตอร์  น้องคะพี่ขอคาปูชิโน่เย็นแก้วนึง  น้องบอกไม่มีค่ะ  คาปูชิโน่เย็นไม่มี  เฮ้ย !!! ล้อเล่นน่า  คาปูชิโน่เย็นเป็นเมนูธรรมด๊า ธรรมดา มาก ๆ เลยนะ  อะ ไม่มีก็ไม่มี  ลองมองหาอะไรก็ได้ที่พอจะเอามากินเล่น  มองไปที่เคาน์เตอร์แล้วก็ถาม  เอิ่ม!!! น้องคะแล้วพวกขนมขบเคี้ยวละคะ  มีบ้างไม๊  “ไม่มีค่ะ”  ห๊า !!!! คราวนี้งงหนัก  อารมณ์นี้อยากกินขนมคบเคี้ยวมาก ๆ ห่อละร้อยก็เอา  แถมให้ราคา +++  ก็จะยอมซื้อกินเลย  เคยไม๊อยู่บ้านร้อยวันพันปีไม่ได้นึกอยาก  แต่มักจะอยากตอนไม่มีให้กิน  เลยถามน้องว่าแล้วทำไมถึงห้ามไม่ให้แขกที่มาพักเอาอะไรขึ้นมาเลยล่ะ  พี่ งง มากกกกกถึงมากกกกกกที่สุด  ก็ทางเกาะไม่ให้นำอะไรขึ้นมาบนเกาะซักอย่าง  แสดงว่าบนนี้ต้องมีขาย  น้องทำหน้างงยิ่งกว่า  ใครห้ามคะ  อ้าว!!!! ทีนี้คนที่งงที่สุดควรจะเป็นใครล่ะ  ถ้าไม่ใช่พวกเรา   อ้อ!!! เกือบลืมบอกไปว่าน้องเค้าเดินมาบอกทีหลังว่า คาปูชิโน่เย็นไม่มีค่ะ  ทางเรามีแต่เนสกาแฟเย็นธรรมดา  โถ!!!!!! ……………….. เอามาเถอะค่ะ  บอกซะตั้งแต่แรกก็ได้ดื่มไปนานแล้ว

หลังจากที่พวกเราจองที่พักเรียบร้อย  ทางที่พักได้ส่งรายละเอียดและกฎระเบียบมาให้ทาง Facebook และ Email ว่าไม่ให้นำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดขึ้นมาบนเกาะมันนอกนี้  ถ้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์จะคิดค่าเปิดขวด 500.- และค่าอื่น ๆ อีกมากมาย  ถ้าฝืนกฎ  แถมเราก็ยังไปตั้งใจยืนอ่านกฎระเบียบที่ติดบอกไว้บนฝั่ง  เราเองก็เคร่งครัดรักษาวินัยอย่างดี  ให้ความร่วมมือทุกประการ

ก็เลยมีการ in box ถามล่ะซิคราวนี้  ว่าทำไมตอนพวกเราจองเรียบร้อย  ทางเจ้าหน้าที่ส่งกฎระเบียบมากมายมาเพื่อให้ลูกค้าปฏิบัติตาม  แต่หลังจากข้ามมาที่เกาะแล้ว  คำตอบที่ได้ใน in box คือ “โดยปกติทางเกาะจะขอความร่วมมือจากคุณลูกค้า  เพื่อที่จะไม่นำน้ำและอาหารขึ้นเกาะ  แต่ด้วยทางเราไม่ได้มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจเช็ค  เนื่องจากทางเกาะไม่ต้องการล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของคุณลูกค้า  และอีกประการหนึ่งทางเราต้องการลดปัญหาขยะบนเกาะมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด  ต้องขอโทษคุณลูกค้าอย่างสูงนะคะในความไม่สะดวกนี้ค่ะ”

หลังจากอ่านข้อความใน in box ทั้งหมดแล้ว  เอ่อ !!! จะให้คุณลูกค้าอ่านและเข้าใจความหมายทั้งหมดนี้ว่ายังไงดี  อยากจะพูดคำว่าขอโทษจริงจริ๊งกับเจ้าหน้าที่ทุกคน  ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่พวกพี่เข้าใจและเคร่งครัดในระเบียบวินัยเกินไปเอง  ก็เป็นกันซะอย่างนี้อะนะ

บรรยากาศของทะเลที่เกาะมันนอกช่างสวยงามอะไรเช่นนี้  แต่สิ่งที่ทำให้เสียบรรยากาศคือเบาะ  ใช่แล้วมันคือเบาะ  จริง ๆ  แล้วบางสิ่งบางอย่างเพียงนิดเดียวเท่านั้น  สมมติว่าลองเปลี่ยนจากเบาะที่หุ้มด้วยผ้ามาเป็นเบาะที่หุ้มด้วยหนังเทียมจะดีกว่าไม๊  ยามที่แขกลงไปเล่นน้ำแล้วกลับขึ้นมานอนพัก  นั่งพักชิล ๆ ตามประสาคนมาพักผ่อน  เมื่อเบาะที่หุ้มด้วยผ้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำทะเล  สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะเป็นคราบน้ำที่ฝังแน่นลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ช่างโชคดีจริง ๆ สำหรับแขกที่ได้ใช้บริการเบาะที่นี่เป็นคนแรก ๆ

บรรยากาศโดยรอบของเกาะสวยงามมาก ๆ

นี่คือเบาะที่บริเวณหน้าห้องพักแบบครอบครัว  (ห้อง B3) มีสภาพไม่แตกต่างอะไรกับเบาะที่นั่งเล่นชิล ๆ ตรงชายหาด  พวกเราเดินกลับมาที่พักหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ทางเกาะได้ย้ายเก้าอี้หวายตัวใหญ่โคตรออกให้แล้ว  แต่กลิ่นอับภายในห้องก็ยังคงอบอวลอย่างหนาแน่นแบบไม่ไหวจริง ๆ จนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านทาง in box ว่า กลิ่นมันรุนแรงมากจริง ๆ

เย้ ๆๆๆๆๆ  นี่คือห้องนอนใหม่ (ห้อง Q2) ที่พวกเราพร่ำพรรณาบรรยายถึงสภาพและกลิ่นอับอันรุนแรงให้เจ้าหน้าที่ฟังถึงจะได้มา  เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ทางกรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ทางเกาะน่าจะมีการพูดคุยกัน  และหลังจากนั้นทางน้องเจ้าหน้าที่ผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์เลยเดินมาเสนอห้องใหม่ให้พวกเรา  ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่เกาะมันนอกมา ณ ที่นี้ด้วย

หลังจากได้เปลี่ยนห้องเจ้าหน้าที่ย้ายสัมภาระให้พวกเราเรียบร้อย  ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดิบพอดี  บวกกับเริ่มมีความสบายใจขึ้นมาละสำหรับการนอนพักผ่อนคืนนี้   เดินไปเรื่อย ๆ ตามทางเพื่อจะไปยังลานเพื่อรับประทานอาหารเย็น  เอาซะหัวใจเกือบวาย  เพราะก่อนหน้านี้ฝนเพิ่งตกและหยุดไปได้ซักแป๊ป  ยังมีร่องรอยของหยดน้ำเต็มต้นไม้และใบไม้ให้ดูเป็นหลักฐานอยู่เลย อาจจะทำให้กิ่งก้านของต้นไม้ที่เริ่มจะโรยราและได้ร่วงหล่นหลุดออกจากต้น  ตกลงหลังจากเท้าเราได้ก้าวพ้นต้นไม้ต้นนั้นมาประมาณ 3 ก้าว ลองนึกภาพของกิ่งก้านต้นไม้ที่มีลำต้นใหญ่พอสมควรร่วงลงมากระทบพื้นไม้ในบรรยากาศที่ฝนเพิ่งจะหายพรำไปได้สักครู่นี่เอง  และเป็นเวลาโพล้เพล้  แอบอุทานออกมาไม่ค่อยเสนาะหูเท่าไรนัก  ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าไก่งวง (ถ้าจำไม่ผิด) เกาะอยู่บนราวไม้แบบนั้น  ลองนึกเล่น ๆ ถึงบรรยากาศที่ว่ามา  น่าขนลุกขนพองขนาดไหน  จะว่าไปก็ยังโชคดีที่ไม่ตกใส่หัว  ไม่งั้นมีหวังได้เห็นดาวเต็มฟ้าในขณะที่ท้องฟ้าอึมครึมแน่ ๆ

บรรยากาศในการรับประทานอาหารเย็น  โชคดีมากที่ฝนได้ตกไปก่อนหน้านี้แล้ว  อากาศเลยเย็นสบาย

ชุดอาหารเย็นที่รวมอยู่ในค่าที่พัก  บอกเลยรสชาติอาหารอร่อยสมกับการนั่งรับประทานภายใต้บรรยากาศยามเย็นแบบนี้   หลับสบายแล้วเราคืนนี้

Day 3

ตื่นมาพร้อมกับความเย็นของบรรยากาศภายในบวกภายนอกห้อง  เพราะเมื่อคืนฝนตกหนักมากจนเกือบจะถึงเช้า  บรรยากาศแบบนี้การนอนหลับพักผ่อนถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด (ถ้าเลือกได้)  และเนื่องจากสถานที่นี้เป็นเกาะ  เค้าจึงมีเวลาปิด-เปิดไฟตั้งแต่ 9 โมงเช้า-บ่ายโมงตรง  เอาง่าย ๆ หมดสิทธิ์นอนต้องออกไปรับประทาน Breakfast ทางเลือกเดียวเท่านั้น  เอาเป็นว่า 9 โมงเช้าปุ๊ปไฟตัดปั๊ป  แต่ห้องน้ำมีให้ใช้ปกติ

Breakfast ที่นี่ให้เวลา 8:30-10:00 am. โชคดีจริง ๆ ที่ตัดไฟตอน 9 โมงเช้า  ทำให้เราต้องลุกออกมารับประทานอย่างเสียไม่ได้ (ก็พูดซะน่าเกลียด) ลองนึกภาพบรรยากาศภายนอกที่กลางคืนฝนตกหนักจนเกือบถึงเช้าว่าอากาศจะดีขนาดไหน  ส่วนภายในห้องแอร์ก็เย็นกำลังสบายเชียว  เพราะถ้าไม่ตัดไฟเราอาจเลือกที่จะนอนต่อและสละสิทธิ์มื้อเช้าไป  เกือบตัดสินใจผิดพลาดซะแล้วเรา อาหารที่นี่ไม่เพียงแต่หน้าตาดูดีแถมรสชาติก็อร่อย  เอาเป็นว่ากินอิ่มกำลังดี (เพราะกินไม่หมด) ถึงขั้นพร้อมนอนต่อได้ถ้าไม่ติดว่าต้อง Check out  ช้าสุดเค้าให้ถึงเที่ยง  และเรือจะออกตอนบ่าย 3 มีแค่เที่ยวเดียวเท่านั้น  จึงตัดสินใจรีบกลับไปอาบน้ำเตรียมตัวเก็บข้าวของให้พร้อมจะดีกว่า  และเดี๋ยวเวลา 12:30-2 pm. เสริฟมื้อเที่ยงอีกแล้วจร้า  จะย่อยทันไม๊พวกเรา

หลังจากอาบน้ำเสร็จพร้อมเดินทางก็ไม่รู้จะไปไหนต่อดีระหว่างต้องรอเรือออกบ่าย 3  โมง ไม่พ้นพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ทำสารพัดกิจกรรมจะรวมตัวกันอยู่ตรงนี้ทั้งหมด  เราเลยนั่งอ่านหนังสือไปพราง ๆ รอมื้อเที่ยง  (ไม่ได้เห็นแก่กินนะ)  เพียงแต่ว่าถ้าพลาดมื้อนี้ไปแล้ว  กว่าจะได้กินอีกที  ทันใดนั้นเองหัวก็เริ่มคำนวณเวลา  เรือออกก็บ่าย 3 แล้ว ใช้เวลาอีก 45 นาทีในการกลับเข้าฝั่ง  กว่าจะขับรถกลับเข้ากรุงเทพฯ  อีก น่าจะประมาณค่ำ ๆ โน่น  โอ๊ย!!! ไม่ได้ ๆ  กองทัพเดินด้วยท้อง

เจ้าหน้าที่บนเกาะนี้จะเป็นชาวฟิลิปปินส์ 2 คน เป็นผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน  เป็นชาวอินเดีย 1 คน และน้องวิทย์เป็นชาวกัมพูชาอีก 1 คน นอกนั้นน่าจะเป็นคนไทยมั๊ง  เพราะไม่ได้พูดคุยกันเลยนอกจากน้อง ๆ เหล่านี้  ระหว่างนั่งรอเวลาและอ่านหนังสือไปพราง ๆ น้องผู้หญิงที่เป็นชาวฟิลิปปินส์เดินมาเสริฟ  Waffle ให้พวกเรา  เรารีบปฏิเสธทันทีเปล่านะผิดโต๊ะแล้วคะ  พวกเราไม่ได้สั่งไป  มื้อเช้ายังคงค้างอยู่เต็มกระเพาะ  แถมนี่ก็ใกล้เวลามื้อเที่ยงเต็มที  น้องเค้าก็รีบบอกทันทีเช่นกัน  ถูกโต๊ะแล้วค่ะ  นี่เป็น Complimentary จากทางเกาะเราค่ะ  แต่หันไปดูโต๊ะอื่นทำไมถึงไม่ได้เหมือนโต๊ะพวกเราล่ะ  เอ๊ะ!!! มันยังไงกัน  พวกเราเริ่มนั่งคุยกันเองเงียบ ๆ ว่าเพราะอะไร

ก่อนหน้านี้น้องวิทย์ที่เป็นชาวกัมพูชาซึ่งพูดไทยเก่งและบริการดีมาก  เดินเข้ามาถามมาพูดคุยด้วยทุกครั้งที่เห็นพวกเราเกี่ยวกับห้องพักและเรื่องที่ไม่ให้เอาอาหารและขนมขึ้นมาบนเกาะนี้  อธิบายที่มาที่ไปต่าง ๆ เกี่ยวกับกฎระเบียบ  ซึ่งเราก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว  ก็ได้แต่เอามือตบบ่าปลอบน้องวิทย์ไป  “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เป็นความผิดพลาดจากการเคารพกฏอย่างเคร่งครัดของพวกเราเองแหล่ะ”  น้องวิทย์อยู่เมืองไทยมาได้ 3 ปี แต่เพิ่งมาอยู่เกาะนี้น่าจะประมาณ 3 เดือน ถ้าจำไม่ผิด  เอาเป็นว่าน่าจะฟังเข้าใจว่า อีนี่ประชดแหง

มื้อเที่ยงก็เวียนมาถึง  จากประสบการณ์มื้อเย็นเมื่อวานนี้เยอะจนกินไม่หมด  เลยต้องบอกน้องวิทย์เอาจานมาแบ่งไปหน่อยซิเสียดายของ  คือมันเหลือเห็น ๆ น้องวิทย์ก็เดินไปหยิบจานให้และกล่าวขอบคุณ

จากที่เคยเห็นนกยูงแล้วตื่นเต้น  ความรู้สึกนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นความรู้สึกกลัวเวลาเห็นอะไรที่เยอะมาก ๆ ที่สำคัญเจ้าถิ่นเค้าไม่หลบด้วย  และยิ่งกว่านั้นหลังจากที่พวกนกยูงบางตัวบินไปบ้าง บางตัวเดินเล่นไปบ้านถัดไปบ้าง  สิ่งที่พวกนกยูงทั้งหลายทิ้งไว้คือ ขี้  ถูกต้องเค้าขี้ทิ้งไว้เป็นหย่อม ๆ บนบ้าน  บนราวจับ  จนนั่งไม่ได้  ขึ้นไปถึงกับเซ็งเล็กน้อย  ลงมาเดินเล่นข้างล่างดีกว่า

เดินเล่นชมวิวบ้าง  กลับมานั่งอ่านหนังสือบ้าง  จนได้เวลาบ่าย 3 เรือออกพอดี  น้องวิทย์รีบเดินมาช่วยถือกระเป๋าให้เรา  พี่ ๆ ผมช่วย  ได้เลยค่ะวิทย์  ขอบคุณมากค่ะ  โห !!!!  พี่  มันหนักเหมือนกันนะนี่  เล่นซะน้องวิทย์ตัวเอียงไปข้างเลย  คือน้องคงไม่คาดคิดว่าของพี่จะหนักขนาดนี้  (ไม่งั้นพี่จะรีบยื่นเหรอ 555) ว่าแต่ช่วยพี่หิ้วจนถึงรถเลยได้ป่ะ  (ไม่ได้พูดไปหรอก คิดเล่น ๆ )

บางครั้งถ้าเรารู้ข้อผิดพลาดและรีบแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดนั้นให้เร็วได้  ย่อมเป็นเรื่องที่ดีมาก  ด้วยบรรยากาศของเกาะมันนอกไม่ว่าจะเช้า กลางวัน เย็น สวยงามเสมอ  น้ำทะเลที่ใส ใสจริง ๆ เจ้าหน้าที่ทางเกาะก็น่ารักทุกคน  ย่อมทำให้ใคร ๆ ก็อยากจะมาพักผ่อนที่แห่งนี้ทั้งนั้น  อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง  และนอกเหนือจากอากาศที่บริสุทธิ์แล้ว  ลูกค้าก็ยังต้องการความสะอาดและบรรยากาศที่ดีภายในห้องพักด้วย  ความสะอาดถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ กฎเกณฑ์ที่ทางเกาะตั้งขึ้นมา  อย่าเป็นเพียงแค่ให้แขกที่มาพักรู้สึกว่า “กฎมีไว้แหก” เหมือนที่เคยพูด ๆ กันมา

ถ้าเราปลูกมะนาว  เราก็จะได้ผลของมะนาว  ถ้าเราปลูกส้ม  เราก็จะได้ผลของส้ม  ฉันใดก็ฉันนั้น

M i E  คนอยากเล่า (สิงหาคม 2559)

 

LEAVE A REPLY