สัมผัสแรกกับภูทับเบิก

0
1424

 

สัมผัสแรกที่ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ (8-10 ก.ค.2559)

ภูทับเบิก ชื่อนั้นสำคัญไฉน สำหรับใครบางคน อาจจะเป็นชื่อธรรมดามาก ๆ ยิ่งถ้าเป็นคนเพชรบูรณ์ด้วย ยิ่งธรรมดาเข้าไปใหญ่เลย แต่สำหรับตัวเองแล้ว ภูทับเบิก เป็นชื่อที่เพราะ เก๋ และแปลก แค่ชื่อ ภูทับเบิกจึงสามารถเป็นตัวจุดประกายการเดินทางในครั้งนี้เลยทีเดียว

การเดินทางจึงได้เริ่มต้นขึ้น เพียงแค่การพูดคุยกันและตกลงกันแบบง่ายๆ ตามประสาน้อยคนเท่าไหร่ ยิ่งน้อยความเท่านั้น เริ่มต้นจากการนั่งเครื่องThai Smile ไปลงขอนแก่น สาเหตุที่นั่ง Thai Smile เพราะที่พักอยู่ละแวกสนามบินสุวรรณภูมิ คิดคำนวณแล้วคุ้มกว่าไปขึ้นที่สนามบินดอนเมือง และสาเหตุที่นั่งไปลงขอนแก่นเพราะเพื่อนร่วมเดินทางสะดวกที่จะไปรับที่ขอนแก่น เหตุผลง่ายมาก และแน่นอนถึงแม้ปลายทางของพวกเราคือการเดินทางไปที่ภูทับเบิก แต่เราก็ไม่ควรที่จะพลาดความงามระหว่างทางด้วยมิใช่หรือ ปลายทางคือเป้าหมายแต่ระหว่างทางก็มีความงาม และความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนเลย

pino latte

สถานที่แรกที่เราแวะคือร้านกาแฟ Pino Latte เป็นร้านกาแฟที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาสูง อยู่ทางขึ้นหมู่บ้าน และเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวัดผาซ่อนแก้ว และทะเลหมอกตอนเช้าได้อย่างสวยงาม แต่เราโชคดีที่มาถึงหลังฝนตก ถึงแม้จะบ่ายแล้วแต่ก็ได้เห็นทะเลหมอกได้อย่างสวยงามเหมือนกัน (วัดนี้มีตำนานเดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันอีกที) วันที่พวกเราเดินทางไปเป็นวันศุกร์ที่ 8 ก.ค.2559 และแน่นอนช่วงนั้นเป็นวันศุกร์แห่งชาติที่แสนจะธรรมดาไม่ได้เป็นวันหยุดสำคัญอะไรเลย แต่ผู้คนมากมายทยอยกันมาเรื่อย ๆ ประหนึ่งซื้อกาแฟ 1 แก้ว แถม 1 แก้ว และเมื่อเราก้าวเท้าลงจากรถและไล่เดินไปตามทางของอากาศที่บริสุทธิ์ เรียกว่าเป็นแหล่งโอโซนก็ว่าได้ถึงกับต้องเหลียวซ้ายแลขวา และสูดเอาอากาศเข้าปอดแบบลึกสุดใจ

เนื่องจากเราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ธรรมชาติของเมืองย่อมมีแต่ตึกคอนกรีตและมลภาวะจากควันรถที่ติดแสนติด เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกเลย เพราะฉะนั้นโอกาสที่คนกรุงเทพฯ อย่างเราจะเห็น และสัมผัสอากาศแบบนี้อย่าว่าเป็นเรื่องยากเลย เรียกว่าไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลยจะถูกที่สุด

pino latte

นี่คือ 2 ด้านของร้านกาแฟ Pino Latte ที่วิวเบื้องหน้าของเราเป็นขุนเขาที่เขียวชอุ่ม บางมุมขาวโพลนเต็มไปด้วยหมอก ใช่แล้วเรากำลังนั่งดื่มกาแฟท่ามกลางทะเลหมอก กาแฟและเค้กของทางร้านก็อร่อยอยู่แล้ว ยิ่งได้กิน และดื่มในบรรยากาศแบบนี้มันยิ่งเสริมรสชาติของทั้งกาแฟ และเค้กให้ยิ่งสุดยอดมากขึ้น แต่ความจริงได้ชิมแค่เค้กชาเขียวกับกาแฟคาปูชิโนร้อนไปแค่นั้นแหล่ะ รสชาติอย่างอื่นไม่อาจทราบได้จริง ๆ รสชาติของสิ่งอื่นจะยังไงก็ช่างถือว่าแค่ได้ขึ้นไปนั่งกินและดื่มท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ ถือว่าโคตรคุ้มมาก ๆ

หลังจากรองท้องเรียบร้อยถึงเวลาของการกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางทะเลหมอกอีกเช่นกันและนี่คือวัดผาซ่อนแก้ว ครั้งแรกที่เห็นถึงขั้นน้ำตาไหลเลยแบบนี้สินะที่เค้าเรียกว่า”ปิติ” ตำนานวัดผาซ่อนแก้ว เอาแค่พอสังเขปคือวัดผาซ่อนแก้ว ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติของภูเขาที่สูงใหญ่ เรียงรายสวยงามมีหมอกลง และลอยตัวอยู่บนยอดเขาสูงตลอดเวลาที่เราไป และบนยอดเขาสูงนั้นมีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขาซึ่งมีชาวบ้านได้เห็นลูกแก้วลอยอยู่เหนือฟากฟ้าและหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผานั้นและชาวบ้านก็เชื่อกันว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาและในสถานที่แห่งนี้ก็มีศาลาปฏิบัติธรรมด้วย ด้านบนของวัดผาซ่อนแก้ว มีวิว 360องศา ให้เราได้ชื่นชม สวยงามมาก ๆ

วัดผาซ่อนแก้ว

 

มหาวิหาร พระพุทธเจ้า 5 พระองค์
ด้านบนของวัดผาซ่อนแก้วแห่งนี้เราสามารถมองเห็นวิว 360 องศา
นกยูง เห็นอยู่ 2 ตัวจะเดินเล่นอย่างอิสระเหมือนกับเรา ๆ อยู่ในสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้

หลังจากที่พวกเราอิ่มบุญแล้ว ก็ได้เวลาล้อหมุนอีกรอบเพื่อที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางของเรา นั่นคือภูทับเบิกนั่นเอง

จากวัดผาซ่อนแก้วแห่งนี้ไปถึงยังภูทับเบิก ระยะทางโดยประมาณ 40 กว่า กม.แต่เนื่องจากทางขึ้นเป็นเขาคดเคี้ยวไปมาตลอดทางและบางช่วงบางตอนของถนนก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอก ทำให้ต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ก็เป็นการดีที่ทำให้เรารู้จักที่จะไม่เร่งรีบกับบางสิ่งบางอย่างกันซะบ้าง ได้ชื่นชมกับบางสิ่งบางอย่าง อย่างตั้งใจจริง ๆ รับรองว่าคนกรุงฯอย่างเรา ๆไม่มีโอกาสแบบนี้ง่าย ๆ หรอก บางทีมันอาจจะเป็นความใฝ่ฝันของใครอีกหลาย ๆ คนเลยก็ได้ อย่างนี้รึเปล่าที่เค้าเรียกกันว่า ชีวิตแบบ slow life

ขอแนะนำใครที่ไม่ใช่เป็นคนขับรถอย่าลืมหันกลับไปมองด้านหลังด้วย เพราะคุณจะได้เห็นวิวทีสวยงามในอีกมุมมองหนึ่ง คำเตือน แต่สำหรับคนที่ขับรถคุณคือผู้เสียสละที่จะพลาดโอกาสดีดีแบบนี้ขอให้ขับอย่างระมัดระวังต่อไปตลอดเส้นทางคดเคี้ยวแห่งนี้

นี่คือเส้นทางสายหมอกที่สวยงาม คดเคี้ยวตลอดทางขึ้นภูทับเบิก (ภาพนี้ถ่ายจากระเบียงห้องพัก)
จุดชมวิวของรีสอร์ทบ้านไร่ริมผา

สัมผัสแรกที่ภูทับเบิก ภาพที่เห็นตรงหน้า อาการคือไร้ซึ่งเสียงใดๆ ทั้งสิ้นเหมือนถูกสะกดให้นิ่งอยู่ซักพัก แล้วถึงจะเอ่ยปากออกมาว่า “สวยอะไรอย่างงี้ สวยมาก โคตรสวยเลย”

ถังแก๊สที่เห็นคือใช้สำหรับเครื่องทำน้ำอุ่นของห้องน้ำรวม สำหรับผู้ที่มากางเต๊นท์นอน ใช่แล้วตรงนั้นคือห้องน้ำและห้องอาบน้ำรวม

ส่วนหนึ่งของบ้านพักที่จองก่อนมีสิทธิ์ก่อน และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติมากๆ เต๊นท์คือที่นอนที่ดีที่สุดที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบใกล้ชิดสนิทสนมจริง ๆ

ส่วนน้องหมาของเราพอจะคาดเดาได้ว่าถ้าน้องทั้งสองหลงเข้ามาในกรุงเทพฯ บอกเลยลิ้นห้อยแน่เพราะน้องจะได้สัมผัสถึงอากาศที่บางวันเหยียบ 40 องศาเนื่องจากอากาศที่ภูทับเบิกจะเย็นทั้งปีไม่เว้นแม้เดือนเมษายน

บ้านพัก(รีสอร์ทบ้านไร่ริมผา) คืนละ1,500.-(ห้องพัก A13 เป็นหลังที่อยู่สูงที่สุดของไร่ริมผาและสามารถมองเห็นดาวบนดินได้จากหน้าระเบียงโดยไม่มีอะไรมาบดบังสายตาเลยจากระเบียงมองไปด้านขวาจะมองเห็นหอดูดาวของภูทับเบิก)เหลือแค่หลังสุดท้ายสำหรับวันนั้น โชคดีที่มีคนยกเลิก และเป็นบ้านพักส่วนตัวมาก ๆขอย้ำว่าหลังนี้ ริมผาจริง ๆ สมดังชื่อเลย เพราะตื่นปุ๊ปลุกจากเตียงปั๊ปมองออกมานอกหน้าต่างเท่านั้นแหล่ะ หมอกลอยอยู่เบื้องหน้าเราทันที ภายในบ้านพักหลังเล็กกะทัดรัดที่เห็นเป็นห้องเล็ก ๆ ที่มีเตียงประมาณ 6 ฟุต มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้และด้านหน้ามีระเบียงเล็ก ๆ พอให้ยืนชื่นชมหมอกและวิวได้จนลืมว่าที่กำลังยืนอยู่มันเล็กไปป่ะ

และนี่ก็คืออีกหนึ่งภาพที่ถ่ายจากระเบียงห้องพักเล็ก ๆ ของเรา
เช้าวันใหม่ทะเลหมอกยังคงลอยละล่องให้เห็นทั้งวัน
ผู้คนส่วนใหญ่จะมุ่งมาด้านหน้าของผาในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อเก็บบรรยากาศและสูดเอาอากาศบริสุทธิ์แบบนี้สะสมไว้

 

ที่พัก:รีสอร์ทบ้านไร่ริมผา

Day 2

ระหว่างทางที่ขึ้นมาเราจะได้เห็นรถกะบะขนผักกระหล่ำจนเต็มคันวิ่งสวนขึ้นสวนลงด้วยความเร็วแบบคนท้องถิ่น ถ้าใครเคยมีโอกาสไปปากคลองตลาดแล้วเห็นรถกะบะที่บรรทุกผักนานาชนิดจนเต็มคัน นั่นแหล่ะแบบนั้นเลย เพียงแต่กะบะที่นี่จะทุกเฉพาะผักกระหล่ำและอาหารขึ้นชื่อของภูทับเบิกก็คือ ผักบุ้งไฟแดง ไม่ใช่ละมันคือผักกระหล่ำผัดน้ำปลาอร่อยและสดมาก ไม่สดก็ไม่รู้จะว่าไงละ แปลงกระหล่ำอยู่ตรงหน้าเราเลย

เส้นทางที่เราสามารถเห็นรถกะบะขนกระหล่ำใช้วิ่งเป็นประจำ

แปลงกระหล่ำที่สวยงามมาก ๆ เป็นอะไรที่แปลกตาสำหรับคนกรุงเทพอย่างเรา ภูทับเบิกนอกจากจะมีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี ทะเลหมอกที่หาดูได้ง่าย ๆ ในช่วงหน้าฝน และหน้าหนาว เสน่ห์อีกอย่างก็คือแปลงผักกระหล่ำนี่แหล่ะ เท่าที่รู้มาเพื่อน ๆ ที่เคยมาเที่ยวภูทับเบิกเมื่อ 4-5 ปีก่อน หน้าตาจะมีอาการเซ็ง เบื่อหน่าย เนื่องจากอดีตภูทับเบิกแห่งนี้จะมีแปลงกระหล่ำมากมายกว่านี้เยอะปัจจุบันมีให้เห็นไม่กี่แปลง ทำให้นักเดินทางอย่างเรา ๆ มีอาการเช่นนั้นทำไมถึงเหลือพื้นที่กระหล่ำน้อยลงก็เพราะจำนวนที่พักน่ะซิที่เข้ามาแทนที่แปลงกระหล่ำเหล่านั้นควรหรือไม่ที่เสน่ห์ส่วนหนึ่งของภูทับเบิกถูกแปรสภาพกลายเป็นที่พักไป ที่พักที่ว่าขึ้นเร็วกว่าดอกเห็ดซะอีกอนาคตข้างหน้านักเดินทางอาจจะได้เห็นแค่หมอกสวย ๆ อากาศดีๆ ที่ไร้ซึ่งแปลงกระหล่ำก็เป็นได้

หลังจากได้ชื่นชมวิวและแปลงผักกระหล่ำบนภูทับเบิกแล้ว ก็ได้เวลาล้อหมุนอีกรอบเพื่อมุ่งหน้าไปเขาค้อ ปลายทางของเราในค่ำคืนนี้แต่อย่ากระนั้นเลยจะปล่อยให้เวลาลอยนวลโดยไม่มีการแวะสถานที่สำคัญ ๆ ไปได้ยังไงจริง ๆ ก็เป็นเจตนาของเพื่อนเราตั้งแต่แรกที่จะพาไป ภูหินร่องกล้า เพื่อเดินๆๆ และก็เดิน ๆๆ เข้าไป เป็นเส้นทางการศึกษาธรรมชาติด้วย ระยะทางไปกลับประมาณเกือบ ๆ 3 กม. เห็นจะได้ เดินไปเรื่อย ๆ เส้นทางที่ไปกลับนั้นเป็นวงกลมระหว่างทางเดินก็จะได้เห็นธรรมชาติมากมายไม่ว่าจะเป็นหินหน้าตาแปลก ๆ สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย เห็ดชนิดต่าง ๆ มอส ธรรมชาติล้วนสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เราได้เรียนรู้ ได้ชื่นชม ได้อยู่อาศัยแบบธรรมชาติแต่มนุษย์เรากลับไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ ทำลายทุกอย่างที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา เห็นด้วยไม๊

ฮึ้บบบบ!!!! เราไม่ได้เดินแบบนี้มานานเท่าไรแล้วน๊า ออกจากเมืองคอนกรีตมุ่งสู่ธรรมชาติกันเลยดีกว่า เราออกเดินตามคำแนะนำของแผ่นป้ายกรุณาเดินวนขวา เดินไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้เห็นอะไรที่ผืนป่ามี แต่ในเมืองไม่มีเราเดิน ๆ หยุดๆ เพื่อถ่ายรูปในสิ่งที่แปลกตา สิ่งที่สวยงามเกือบตลอดเส้นทางเดิน ทำให้การเดินป่าครั้งนี้ปราศจากความเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ ขณะที่มีฝนตกโปรย ๆ ลงมาเป็นระยะๆ พอให้ชุ่มชื้น เพราะเป็นการเดินที่เจือปนไปด้วยความสุข

เห็ดชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามขอนไม้ในป่า เป็นความงามจากธรรมชาติมอบให้
นี่คือเส้นทางการเดินป่าโดยผ่านลำน้ำเล็ก ๆ แห่งนี้ เพื่อที่จะนำพาเราไปยังลานหินปุ่มต่อไป

เห็ดชนิดหนึ่งขึ้นตามธรรมชาติ และก็ดูสวยงามแบบธรรมชาติ
ใกล้ถึงละ ลานหินปุ่ม
และแล้วก็เดินมาถึงยังจุดหมายแรกของพวกเรานั่นคือ ลานหินปุ่ม

ลานหินปุ่ม ตั้งอยู่ริมหน้าผา มีลักษณะของหินตะปุ่มตะป่ำเป็นแนวกว้างไล่เลี่ยกัน สันนิษฐานว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน เนื่องจากอยู่บนหน้าผามีลมพัดเย็นสบาย ด้านหน้าคือเหวลึกที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา จนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย แวะนั่งพักชื่นชมแป๊ปปปปปป

ผาชูธง อยู่ถัดจากลานหินปุ่มประมาณ 500 เมตร

ใครจะกล้าปฏิเสธความน่ารักของเด็กน้อยชาวม้งคู่นี้บ้าง บอกเลยว่าเห็นปุ๊ปต้องหยุดเก็บภาพในทันที มันคือสิ่งที่สะท้อนใจระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กดอยที่โตมากับธรรมชาติ ความเจริญในเมืองไม่เคยให้โทษกับใคร แต่ถ้าเรานำความเจริญเหล่านั้นมาใช้ในทางที่ผิดๆ เราคงต้องยอมรับว่าขณะที่ความเจริญทางด้านวัตถุกำลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ความเจริญทางด้านจิตใจของเรา ก็มักจะต้องสวนทางกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แล้วก็ได้เวลาที่จะต้องนำพาตัวเองไปยังที่พักที่เขาค้อซะที หลังจากได้เดินชื่นชมความเป็นไปของธรรมชาติของผืนป่าเล็ก ๆ เราได้ขับรถออกจากภูหินร่องกล้าผ่านไปทาง อ.นครไทย เพื่อมุ่งหน้าสู่เขาค้อ ระยะทางประมาณ 80 กว่ากิโลเมตร ทางเรียบง่ายกว่าขามามากมาย เพราะเป็นทางเรียบ ๆ ไม่ต้องผ่านเขา และถนนหนทางก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเราคงต้องแวะที่จุดพักอีกแล้วซินะ

Route 12 คือสถานที่แวะพักของพวกเรา เดินเล่น ดื่มกาแฟชิล ๆ ยืดเส้นยืดสายไปตามสังขารว่างั้นเถอะ ใช้เวลากับสถานที่แห่งนี้ แบบพอได้คลายกล้ามเนื้อกันซักเล็กน้อย แล้วออกเดินทางต่อ ไปกันซักทีเขาค้อ แวะจัง

เย้!!!!!!!!!!!!!!!! แทนรัก ทะเลหมอก ถึงซ๊ากกกกกกที ที่พักสำหรับคืนที่ 2 ของพวกเรา เราไปถึงก็เย็นมากแล้วเห็นรถจอดอยู่หน้า แทนรัก ทะเลหมอก เยอะมาก และก็งงมากนี่ไม่ใช่วันหยุดสำคัญอะไรไม่ใช่เหรอ แต่ผู้คนหลั่งไหลมาจากไหนกันเนี่ยเราเข้าไปเก็บกระเป๋าล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น และรีบออกไปชื่นชมวิวที่พักกันซักหน่อย พอออกไปได้ซักพักฝนตกลงมาโครมใหญ่ กำลังจะได้ชื่นชมวิวเลย เป็นอันอด รอพรุ่งนี้เช้าก่อนเถอะเป็นการปลอบใจตัวเอง ทีนี้ก็ได้เวลาฝากท้องกันล่ะ ต้องเป็นร้านอาหารที่ แทนรัก ทะเลหมอก นี่แหล่ะวิวดีจนไม่อยากขยับตัวไปที่ไหนเลย และช่วงที่ฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก จึงทำให้บรรยากาศดูยุ่งเหยิงไปนิดนึง เพราะบางส่วนเป็นoutdoor ก็ต้องย้ายโต๊ะกันจ้าละหวั่น สุดท้ายเราก็ได้โต๊ะจนได้ ต้องชื่นชมการจัดเตรียมทุกอย่างของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการบริการด้านห้องพัก หรือการเสริฟอาหาร ขนาดคนเยอะแบบนี้ยังเสริฟอาหารได้เร็วมาก และทุกอย่างที่สั่งมาขอบอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง พนักงานทุกคนก็น่ารักขนาดบรรยากาศดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่ก็ไม่มีพนักงานคนไหนแสดงสีหน้าเหนื่อยเลยซักคน บอกเลยว่าหายากจริง ๆ ที่จะได้รับบรรยากาศ และรสชาติครบรสเช่นนี้ ปกติไม่ว่าจะไปพักที่ไหนหรือไปกินข้าวที่ไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะต้องขาด ๆ เกิน ๆ อย่างละนิดละหน่อย เด็กสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง อาหารอร่อยแต่ช้าบ้าง บางที่เอาซะหายอยากกันเลยทีเดียว

และเพื่อเป็นการยืนยันว่าที่นี่เค้าดีจริง และโลกก็กลมจริง ๆ ด้วยนั่นคือการพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีมากๆ สมัยอยู่มหา’ลัยเราได้มีโอกาสมาเจอกันที่ แทนรัก ทะเลหมอก โดยบังเอิญผ่านทางFacebook (ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย) แต่ในกรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากเราลงภาพภูทับเบิก เพื่อนมา comment ว่าอยู่ใกล้ ๆ กันเลย เราเลยถามว่า อยู่ไหนเหรอไอ้ที่ว่าใกล้น่ะ เพื่อนมาเม้นท์ต่อเลยว่าอยู่แทนรัก ทะเลหมอก นั่นไงจะไม่ให้รู้สึกว่าโลกกลมได้อย่างไร ในเมื่ออยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่เคยเจอกันเลย เอางี้เลยบอกเพื่อนไปว่าไม่ได้อยู่ใกล้กันหรอก พวกเราอยู่ที่เดียวกันเลยเหอะ หลังจากได้เจอและพูดคุยกันได้ซักพักก็ได้เวลาแยกย้ายกันพักผ่อน

Day 3

แน่นอนมื้อเช้าของเราไม่พ้นที่เดิม อาหารเช้าที่รวมอยู่ในค่าห้องพัก ราคา 2,400.-/คืน เราว่าก็สมเหตุสมผลดีและนี่คือเหตุผลที่มาอ้างอิง คือ ที่พักสวย กว้าง มีบริเวณให้เดินเล่น มีบริเวณให้ถ่ายรูปมากมายมากมาก (งงกันไม๊) ถึงแม้ที่จะกว้างขนาดนี้แต่เค้าก็ทำห้องพักเพียงแค่ 20 ห้องเท่านั้น เพื่อไม่ให้อึดอัดจนเกินไป เคยเห็นไม๊ที่บางสถานที่ที่เราไปพัก พอเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มดัง ก็เริ่มขยับขยายห้องพักขึ้นราวกับว่าทุกคนที่มาพักจะต้องสนิทสนมกันมาก ๆ เดินชนกันให้วุ่น พูดคุยกันทีก็ได้ยินกันไป 3 บ้าน 8 บ้าน แออัดจนอึดอัด แต่ที่แทนรัก ทะเลหมอก หลังอาหารเช้าของพวกเราก็เดินย่อย เดินถ่ายภาพกันได้แบบไม่มีเบื่อ ไม่น่าเชื่อใช้เวลากับการเดินย่อย เก็บภาพเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง จนเวลาล่วงเลยมาถึงการ check out ต้องมีการต่อรองกันนิดนึงเนื่องจากรู้สึกไปเองว่ายังใช้ห้องพักไม่คุ้มเลยเข้ามาก็เย็นแล้ว จะต้องออกแล้วเหรอ เพื่อนเลยโทรขอเจ้าหน้าที่ว่าขอ checkout สายอีกซัก 2 ชั่วโมงได้ไม๊ ยังไม่พร้อมเลย อยากพักซักแป๊ป ซึ่งคำตอบของเจ้าหน้าที่ก็โอเคมากๆ เชิญค่ะ เนื่องจากวันที่เรา check out เป็นวันอาทิตย์เลยรู้สึกว่า เราไม่ได้ขอเค้ามากเกินไปใช่ไม๊

ด้านบนคือห้องอาหาร และด้านล่างคือที่พักจำนวน 20 ห้อง ที่เหลือเป็นบริเวณโล่ง ๆ ที่มีการปลูกดอกไม้และมีเจ้าหน้าทีคอยดูแลตัดแต่งตลอดเวลา เราสามารถเดินถ่ายภาพได้ทุกพื้นที่

น่าเสียดายมากๆ ทริปนี้ใช้ห้องพักไม่คุ้มเลยซักที่ เพราะระยะเวลาที่เร่งรีบมาก แค่ 3 วัน 2 คืน ทำให้เราถึงที่พักช้าไปซะหน่อย และก็ต้องออกแต่เช้าของวันรุ่งขึ้น แต่อย่างน้อย ๆ ด้วยระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้ทำให้เรากลายเป็นผู้พิชิตสถานที่สำคัญได้ถึง 2 แห่งด้วยกัน ได้เวลาเดินทางกลับสนามบินขอนแก่น เพื่อไปเผชิญความจริงในวันรุ่งขึ้นต่อไป

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการพักผ่อนแบบเข้าหาธรรมชาติใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 3 วัน 2 คืนเท่านั้น คุณจะได้สัมผัสถึงความสุขแบบอิ่มเอมใจจริง ๆ จากธรรมชาติ ถ้าคุณเข้าหาธรรมชาติแบบเอมใจจริงๆ

M i E คนอยากเล่า (ก.ค. 2559)

LEAVE A REPLY