ID 4 , ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์น และ วูนเด็ดนี

0
1696

ผมเคยดูภาพยนต์เรื่อง ID4 หรือ Independence Day ภาคแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ในขณะที่กำลังสนุกสนานไปกับฉากแอ๊คชั่นมันส์ของหนังเรื่องนี้ อีกส่วนหนึ่งของสมองของผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า เหตุการณ์ในภาพยนต์นี้คล้ายคลึงไปกับเรื่องจริงบางเรื่อง

independence-day-2-resurgence-movie-poster

สำหรับคนที่ไม่เคยชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมขอเล่าเรื่องย่อให้ฟังคร่าวๆครับ ว่า ID4  เป็นเรื่องสมมุติที่มีมนุษย์ต่างดาวจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้ใช้ยานและอาวุธอันทันสมัยเกินกว่าที่มนุษย์โลกนี้จะรู้จัดหรือสามารถต้านทานได้พยายามเข้ามายึดครองโลกเพื่อจะ “สูบ”เอาทรัพยากรในโลกนี้กลับไปสู่ดวงดาวของพวกเขา แต่แน่นอนละ ในภาพยนต์เรื่องนี้มนุษย์โลกที่รวมตัวร่วมมือกันสู้แม้จะมีอาวุธและวิทยาการด้อยกว่าก็สามารถเอาชนะได้

maxresdefault

เรื่องในชีวิตจริงที่ผมคิดว่าคล้ายกันแ(ต่ผลสุดท้ายไม่เหมือน) คือเรื่องราวของคนผิวขาวที่อพยบเข้าไปสู่ทวีปอเมริกาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสี่ร้อยปีก่อนหน้านี้

มันน่าสนใจมากเมื่อผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ พร้อมๆกับที่ภาพยนต์ ID 4 ภาค 2 กำลังเข้าฉายอยู่ในโรง หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากครับ เพระาเล่าเรื่องราวของอินเดียนในทวีปอเมริกากว่า 300 เผ่าที่ถูกกวาดล้างหมดสิ้นในเวลาอันรวดเร็วด้วยกำลังคนที่เหนือกว่าและอาวุธอันทันสมัย โดยรัฐบาลของประเทศที่มาคอยบีบบังคับให้ประเทศอื่นๆทั่วโลกเป็นประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันนี้ครับ และก็ยังเป็นประเทศเดียวกับที่รบชนะมนุษย์ต่างดาวในหนังด้วยครับ

978-616-301-472-6_680x1024_

ผมขออนุญาตเอาบางส่วนของหนังสือเล่มนี้มาเล่าสู่กันฟังสักเล็กน้อยนะครับ ใครอยากอ่านเพิ่มจะได้ไปซื้อหนังสือมาอ่านกัน

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาโดยบังเอิญ กลับไปกราบทูลพระราชาแห่งสเปนว่า

“คนเหล่านี้ช่างว่าง่ายและอยู่กันด้วยความสงบสันติเหลือเกิน ข้าพเจ้าสาบานต่อพระองค์ได้ว่า ไม่มีชนชาติใดในโลกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว พวกเขารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เสียงพูดของเขาอ่อนหวานและมีรอยยิ้มตลอดเวลา”

เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี ชาวสเปนก็หลั่งไหลเข้ามาในทวีปอเมริกา เพื่อขุดค้นทรัพยากรต่างๆเช่นทองคำ พวกเขาปล้นฆ่าข่มขืนและเผ่าหมู่บ้านของคนพื้นเมือง แล้วจับเด็กและผู้หญิงกลับไปเป็นทาสที่สเปน อินเดียนที่ลุกขึ้นสู้ล้มตายไปหลายแสนคนเพราะไม่สามารถสู้กับอาวุธปืนที่ทันสมัยกว่าหอกและธนู

ผ่านไปอีกสามสิบปี ชาวอังกฤษที่มาขึ้นฝั่งเกือบจะอดตาย พวกเขารอดมาได้จากการช่วยเหลือของอินเดียนแดง พวกเขาแบ่งข้าวโพดให้และสอนให้จับปลา เมื่อถึงฤดูก็มอบเมล็ดพันธุ์พืชให้

อีก 5 ปีต่อมาชาวอังกฤษและดัชต์หลังไหลเข้ามาสู่พื้นที่นี้ ใช้อาวุธที่เหนือกว่าชิงดินแดนที่พวกเขาเรียกว่า “นิวอิงแลนด์” จากอินเดียนเผ่าที่เคยช่วยเหลือพวกเขา อินเดียนหลายหมื่นคนรวมทั้งเด็กและผู้หญิงถูกฆ่าตายและหมูบ้านถูกเผาเรียบ

wounded-knee-1890-granger

“พวกมันสัญญาไว้เยอะแยะ

เยอะจนข้าเองจำไม่ได้

แต่พวกมันก็ไม่เคยรักษาสัญญาสักที

พวกมันรักษาคำพูดเหมือนกัน

แต่รักษาคำพูดอยู่เรื่องเดียว

พวกมันสัญญาว่าจะเอาดินแดนของเราไป

แล้วมันก็ยึดดินแดนของเราไปหมด”

ผู้นำชาวอินเดียนเผ่าหนึ่ง กล่าวไว้

หลังจากที่ประเทศอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ มีการทำสนธิสัญาแบ่งดินแดนระหว่างรัฐบาลอเมริกากับชนเผ่าอินเดียนหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีการพบทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นทองคำหรืออย่างอื่น คนขาวก็จะแห่กันเข้าไปบุกรุกดินแดนที่เคยสัญญาว่าเป็นของอินเดียนและทหารก็ตามเข้าไปกวาดล้างอินเดียนโดยไม่สนใจสัญญาที่เคยตกลงกันไว้แต่อย่างใด

ครั้งหนึ่งในนั้นคือการเข้าไปขุดทองในบริเวณแบล็คฮิล(ในรัฐเซาท์ดาโกต้า)กลางดินแดนที่เคยเซ็นต์สนธิสัญญาว่าจะเป็นของอินเดียนเผ่าซูตลอดไป เมื่อพบว่ามีทองมากมายที่นี่ รัฐบาลสหรัฐก็เข้าเจรจาขอซื้อ “แผ่นดิน”จากเผ่าซู และเมื่อเผ่าซูปฏิเสธ กองทหารสหรัฐก็เข้าบดขยี้ฆ่าชาวอินเดียนไม่เว้นแม้แต่เด็กและผู้หญิง

wounded_knee painting

ตรงนี้แหละครับที่จะเหมือนภาพยนต์ ID4 อยู่บ้าง เพราะนักรบอินเดียนแดงที่จนตรอกและถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัว รวมตัวกันสู้ตายจนสามารถเอาชนะกองทหารม้าที่ดีที่สุดของกองทัพอเมริกันและสังหารนายพลหนุ่มชื่อดังที่มีชื่อเสียงจากสงครามกลางเมืองคือนายพลคัสเตอร์ในที่รบไปได้

Little_Big_Horn_Battle

แต่ชัยชนะนั้นไม่ยืนยาว กองทหารจำนวนมากมายและอาวุธที่เพียบพร้อมก็ตามไล่ล่าชาวอินเดียนที่เหลืออยู่จนแตกกระจายไปอยู่ในที่แร้นแค้นและหนาวเหน็บจนอดตายไปอีกมากมาย

การต่อสู้ของอินเดียนแดงนั้นสิ้นสุดลงที่วูนเด็ดนี วันที่อินเดียนแดงที่ยอมวางอาวุธแล้วกว่าสามร้อยคนถูกล้อมยิงตายหมดเกลี้ยงในปี 1890 ซึ่งเพิ่งจะผ่านไปร้อยกว่าปีมานี่เองครับ

woundedkneevictims

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อให้คนอ่านที่อาจจะได้ไปดู ID4 ภาค 2 มาแล้ว มองเห็นโลกในมุมที่สมดุลย์และเป็นจริงบ้างนะครับ เพราะหนังฮอลลี่วูดก็เป็นสื่ออย่างหนึ่งที่สามารถสร้างความเชื่อความศรัทธาที่อาจจะไม่ได้เป็นความจริงเสมอไป

เพราะนอกจากประวัติศาสตร์ที่ไกลหลายร้อยปีแล้ว เราก็ยังเห็นชีวิตจริงของ ID4 ในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในตะวันออกกลาง หรือแถวๆบ้านเราเอง

LEAVE A REPLY