“คินาบาลู” ภูเขาแห่งความตาย

1
14286

Mt. Kinabalu

“ภูเขาแห่งความตาย” ชื่อที่บ่งบอกถึงความน่ากลัวของภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาว Saba แห่งนี้ ชื่อที่ได้ยินแล้วคงไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้

แต่ในความเป็นจริง ภูเขาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาแห่งความตายแห่งนี้ กลับมีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกแวะเวียนกันมาปีนป่ายไม่ขาดสาย ด้วยความสวยงามที่ติดอันดับโลกและการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ล่ะวันไว้ไม่มากนัก ทำให้การเดินทางมายังภูเขาลูกนี้ต้องจองคิวกันยาวเหยียดร่วมครึ่งปี

ภูเขาแห่งนี้ชื่อว่า “KINABALU”

Mount Kinabalu หรือภาษามาเลย์ Gunung Kinabalu ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ที่รัฐซาบาห์ (รัฐนี้มีเมืองหลวง คือ โกตา คินาบาลู) เป็นมรดกโลกแห่งแรกของประเทศมาเลเซียจากยูเนสโก มีความสูง 4,095.2 เมตร ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย นายเซอร์ฮิว โลว์ (Sir Huge Low) คือนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษผู้บุกเบิกสำรวจคินาบาลูเป็นบุคคลแรกเมื่อปี พ.ศ.2394 จวบจนปี พ.ศ.2507 (ยอดสูงสุดของ Kinabalu จึงชื่อ ยอด Low Peak) รัฐบาลมาเลยเซียจึงประกาศคุ้มครองภูเขาคินาบาลูและผืนป่าโดยรอบในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ

kuala-lumpur-kota-kinabalu-may-090571
การเดินทางไป Mt.Kinabalu นั้น ต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่ สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) ก่อน จากนั้นจึงต่อเครื่องไปยังเกาะบอร์เนียว เมืองโคตา คินาบาลู (เกาะบอร์เนียวเดินทางเข้าออกได้เพียงเครื่องบินเท่านั้น) เมื่อถึงเมืองโคตา ก็สามารถว่าจ้าง Taxi ไปส่งที่โรงแรมที่พักได้แต่ต้องต่อรองราคากันให้ดีๆ เสียก่อน เพราะ Taxi ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องโกงราคากันค่อนข้างมาก (เจอกับตัวมาแล้วแบบต่อหน้าต่อตาว่าแอบกดเพิ่มเงินหน้าตาเฉย) หลังจากที่เข้าที่พักเก็บสัมภาระเรียบร้อย ยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะออกสำรวจเมืองแห่งนี้ได้แบบทั่วถึง

“โคตา คินาบาลู” นั้น เป็นเมืองชายฝั่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่รอบๆ เมืองจะเต็มไปด้วยอาหารทะเลสดๆ สารพัดชนิด ที่สนนราคาแล้วก็ถูกกว่าบ้านเรานิดหน่อย แต่ขนาดนั้นบิ๊กเบิ้มกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากอาหารทะเลสดๆ แล้ว ถัดออกมาจากชายฝั่ง จะเจอตลาดที่เต็มไปด้วยร้านของทะเลแห้งต่างๆ มากมาย มองไปก็คล้ายตลาดบางแสนบ้านเรา ถัดไปจะเป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่เรียงรายยาวเหยียด พร้อมกลิ่นเครื่องเทศที่รุนแรงเอาการ ถ้าใครไม่ถนัดแนวนี้ก็ยังพอมีร้านอร่อยๆ ให้หาทานได้ไม่ยาก เช่นกัน

12596201_10154047095400746_669647578_n

หลังจากที่เดินสำรวจเมืองและอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มเดินหาเสบียงสำหรับอีก 3 วันข้างหน้าอย่างจริงจัง เพราะราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความสูง การที่เราเตรียมอาหารเพิ่มพลังต่างๆ จำพวก ช็อกโกแลต เกลือแร่ ขนมปัง ลูกอม ไปล่วงหน้านั้นทำให้เราได้ของในราคาปกติและไม่ต้องไปวุ่นวายหาตอนไปถึงอุทยาน เมื่อเดินวนหาซื้อของกว่า 1,800 รอบแล้วนั้น ก็ได้ข้อสรุปเรื่องอาหารและของใช้ว่าไม่ต่างจากเมืองไทยบ้านเรา มิหนำซ้ำยังราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัว การเตรียมให้พร้อมมาจากเมืองไทย ดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับแบ๊คแพคเกอร์คนยากอย่างฉัน
ฉันเดินเล่นในเมืองอีกพักใหญ่ จนแน่ใจว่าได้สิ่งของที่ต้องการครบแล้ว จึงเดินกลับโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินทางในวันรุ่งขึ้น ในขณะที่เดินกลับ ฉันยิ้มให้กับตัวเองแล้วคิดว่า

“แค่เดินเล่นไปมาในเมืองที่ไม่รู้จัก มันสนุกมากขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ”

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉันออกเดินทางไปที่ Kinabalu National Park ด้วยรถตู้โดยสารเล็กๆ ที่ผ่านสงครามโลกมา 2 ครั้งถ้วน กับอัตราค่าโดยสารที่ 20 ริงกิต หรือ ประมาณ 200 บาท/คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1:50 ช.ม อ่านหนังสือ 5-6 หน้า กับหลับอีกหนึ่งตื่น ก็ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

รถตู้วินเทจสุดเท่ห์คันนั้น จอดให้ลงที่หน้า Kinabalu National Park ที่อยู่บนเนินสูง คนขับเดินมาเปิดประตูพร้อมยิ้มหวาน บอกฉันว่าถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว เค้าชี้มือไปที่บ้านหลังเล็กๆ บนเนินขวามือ ว่าให้ฉันไปติดต่อที่พักและเอกสารที่นั่น พร้อมคำอวยพรให้โชคดีและปลอดภัย ก่อนจะกลับไปนั่งตำแหน่งคนขับ พี่โชเฟอร์ใจดีก็แถมนามบัตรให้หนึ่งใบเผื่อว่าฉันจะเซ่อร์ซ่าไม่มีรถกลับเข้าเมือง จะได้ติดต่อเค้าให้มารับได้

12833203_10154047094260746_2050043490_n

ฉันหยิบเป้ขึ้นหลังและรีบเดินไปหลบฝนที่ตกปรอยๆ มาตลอดทางตั้งแต่เริ่มเข้าถนนบนภูเขา เมื่อหาที่เหมาะได้ ฉันรีบลื้อกระเป๋าอย่างรวดเร็ว เพื่อควานหาเสื้อกันหนาวที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้ ทั้งลมที่พัดแรงเหมือนพายุลูกย่อมๆ บวกกับฝนที่โปรยปรายไม่ขาดสาย ทำให้หนาวสะท้านไปจนถึงไส้ติ่งตั้งแต่วินาทีแรกที่ประตูรถถูกเปิดออก

เมื่อเสื้อกันหนาวถูกใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบเรียบร้อย สติที่กระเจิงตามแรงลมในตอนแรกก็กลับมาเข้าที่เข้าทาง ฉันสูดหายใจลึกๆ หนึ่งที แล้วยกเป้ขึ้นไหล่ ออกเดินไปตามทางที่พี่โชเฟอร์รถตู้บอกทางไว้ตอนมาถึง ก้าวเท้าออกไปด้วยความมุ่งมั่นและหัวใจที่พร้อมลุยเต็มที่!

5 นาทีผ่านไป……………..

มีเด็กไทยตัวดำๆ ยืนหอบอยู่กลางเนินทางขึ้นอุทยาน

“แค่เนินเล็กๆ ใกล้แค่แมวบิดขี้เกียจ ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ฟ่ะ! อีก 2 วันข้างหน้าจะรอดชีวิตกลับมามั้ยไอ้ต่ายเอ้ย!”

หลังจากกึ่งเดินกึ่งคลานและทะเลาะกับตัวเองอยู่พักใหญ่ เงยหน้ามาอีกทีก็มายืนเป็นหมาหอบอยู่ทางเข้าเรียบร้อยแล้ว ฉันยื่นเงินค่าบำรุงอุทยาน ราคา 15 ริงกิต (สำหรับคนต่างชาติ) ให้กับเจ้าหน้าที่ เค้ามองฉันและยิ้มให้พร้อมส่งตั๋วให้เป็นหลักฐาน

“ถึงเค้าไม่ได้พูดอะไร แต่ทำไมอ๊ายยยย อายก็ไม่รู้”

ฉันเดินเข้าไปติดต่อด้านในที่ทำการเพื่อลงทะเบียนและรับกุญแจห้องพัก ซึ่งจะมีชื่อพวกเราอยู่ที่ทำการอยู่แล้ว (ลืมบอกไป ว่าครั้งนี้เรามากัน 4 คน นอกจากชายหนุ่มข้างกายที่ตามใจฉันทุกสิ่ง ยังมีน้องชายน้องสาวอีกคู่ ที่ถูกกล่อมจนเคลิ้มแล้วหลวมตัวตามมาด้วย)

12873566_10207970764204394_978797524_o

การจะขึ้นเขาคินาบาลู ต้องทำเรื่องจองล่วงหน้าผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น และด้วยจำนวนคนที่ต้องการขึ้นมากกว่าจำนวนคนที่อุทยานอนุญาติในแต่ละวัน ช่างต่างกันลิบลับ ทำให้การจองคิวในครั้งนี้ กินเวลายาวนานถึง 6 เดือนเต็ม เมื่อลงทะเบียนและรับกุญแจเรียบร้อย พวกเราแบกสัมภาระทั้งหมดไปเก็บยังที่พักที่เรียกว่า “Sutera Sanctuary Lodges” เป็นห้องแบบ ดอร์ม หรือโรงนอนขนาด 6 เตียง ใช้ห้องน้ำและห้องนั่งเล่นส่วนกลางรวมกัน แต่ถือว่าสะอาดสะอ้านทีเดียว ที่สำคัญมีน้ำอุ่นให้อาบและน้ำร้อนให้ดื่มตลอดเวลา ถือว่าสวรรค์มากๆ เพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาวมาก แถมพ่วงมาด้วยฝนปลอยๆ กับลมแรงๆ ยิ่งเพิ่มความหนาวเข้าไปอีกทวีคูณ

เราทั้ง 4 คนจัดการเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว และไม่มีอะไรทำ เลยออกมาเดินชมรอบๆ อุทยานโดยมีแผนที่เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ได้มาจากพี่เจ้าหน้าที่ตอนลงทะเบียนช่วยนำทาง

“เดินเล่นกันไปก่อนนะครับ ถือว่าฆ่าเวลาก่อนถึงอาหารเย็น” พี่เค้าว่างั้น ฉันก็เลยทำตาม

12674925_10207970769804534_2074887632_o

พวกเราใช้เวลาพักใหญ่เดินชมนกชมไม้ตามประสา แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงอาหารเย็น และอาการหิวจนหน้ามืดของฉันคงทนรอไม่ไหว ตอนลงจากรถตู้จำได้ว่าฝั่งตรงข้ามอุทยานมีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง พวกเราจึงข้ามถนนไปหาอะไรรองท้องก่อนถึงอาหารเย็น

12007229_10154047094200746_2112459701_n
เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาอันดับต้นๆ คือการสั่งอาหาร ในเมนูบอกเพียงส่วนผสม แต่เราไม่รู้ว่ารสชาติและหน้าตามันเป็นยังไง และวิธีที่ดีที่สุดตอนนี้คือ “เดา” โชคดีที่ครั้งนี้เดาถูก จึงได้อาหารที่อร่อย และราคาไม่แพงมากินแบบเอาอิ่มแทนการกินรองท้องแบบที่คิดไว้ตอนแรก (ประมาณจานล่ะ 60-80 บาท) หลังจากอิ่มข้าวแล้ว ฉันสั่งกาแฟดำร้อนๆ มาดื่มแก้หนาว ในขณะที่ดื่มกาแฟ สายตาฉันยังคงจดจ้องบนยอดเขาคินาบาลูอยู่ตลอดเวลา
“ภูเขาอะไร ทั้งน่ากลัว ลึกลับ แปรปรวน แต่กลับดึงดูดให้เข้าไปหาได้อย่างประหลาด” ฉันจ้องมองภูเขาอย่างเนิ่นนาน คล้ายเหมือนโดนมนต์สะกด ทั้งกลัว ทั้งหลงใหล

Mount-Kinabalu-Extension-03 กาแฟหมดแก้วแล้ว พร้อมกับฝนที่หยุดตก ฉันเดินไปจ่ายเงินแล้วเดินกลับไปที่จุดลงทะเบียนอีกครั้งเพื่อยืนยันตัวตน และทำบัตรประจำตัวที่ต้องพกติดตัวตลอดเวลาที่ต้องเดินขึ้น-ลงเขา เจ้าหน้าที่แนะนำให้พวกเรารู้จักกับไกด์ที่จะดูแลเราตลอด 2 วันนี้ วิกกี้เป็นชายร่างเล็กสูงพอๆกับฉันและขี้อาย เค้าเข้ามาแนะนำตัวและนัดหมายเวลาเดินทางในวันพรุ่งนี้ จากนั้นจึงพาพวกเราไปทำเอกสารจนเรียบร้อย เค้าก็ขอแยกตัวกลับบ้าน

12188294_10154047094290746_39130236_n
เมื่อจัดการเรื่องเอกสารอนุญาติต่างๆ เรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงเดินกลับที่พักเพื่อจะได้อาบน้ำ และจัดแจงแยกของที่จะแบกติดตัวไปพรุ่งนี้ กับของอีกส่วนที่ฝากไว้ที่อุทยาน ฉันไม่เคยนอนโรงนอนกับคนแปลกหน้ามาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก มันให้ความรู้สึกแปลกๆ ดีนะ ที่มีคนที่เราไม่รู้จักมานอนอยู่เตียงข้างๆ สาวผมทองวัย 20 ต้นๆ คือคนที่อยู่ข้างเตียงฉัน เธอมาคนเดียวเพื่อมาเดินขึ้นคินาบาลู พวกเราพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะขอตัวเข้านอนตอน 5 โมงเย็นในชุดนอนบางเชี๊ยบและโนบรา! เป็นการนอนร่วมกับคนแปลกหน้าที่ทำเอาแปลกใจไปพร้อมกันด้วย

เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นที่รอคอย พวกเราต่างจัดกันแบบเต็มเอี๊ยดและรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะเราต้องตีนตี 5 เพื่อเตรียมตัวและทานข้าวเช้าให้เสร็จภายใน 6:30 น. และพบไกด์ตอน 7:00 น.

เช้าวันเดินทาง ฉันตื่นเร็วกว่านาฬิกาเพราะตื่นเต้น เมื่ออาบน้ำ ทานข้าวเช้าและรับอาหารกลางวันที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย ฉันจึงเดินมาพบไกด์ก่อนเวลานัดหมาย เพื่อจะได้รับบัตรป้ายชื่อที่เราต้องติดตัวไว้ตลอดเวลา 2 วันที่ขึ้น-ลงคินาบาลู สำหรับใช้เช็กชื่อตลอดเส้นทาง และเพื่อยืนยันตัวตนของเราว่ายังปลอดภัยสบายดี

11940693_10154047094410746_286252569_n
เมื่อรับบัตรและเช็กชื่อรอบแรกเรียบร้อย จะมีรถมารับเราไปส่งที่ปากทางขึ้นเขาคินาบาลูที่อยู่ห่างจากอุทยานประมาณ 4 km. (เสียตังน่ะ ไม่ฟรี) เมื่อมาถึงจุดเริ่มเดิน วิกกี้ ช่วยอธิบายเส้นทางและกฏกติกาทั้งหมดให้เราฟังอีกครั้ง จากนั้นก้เซ็นชื่อ และเริ่มออกเดินทาง วิกกี้ขออนุญาติเราทานข้าวก่อน โดยที่เค้าจะรีบตามมา โดยให้พวกเราเดินกันไปเองก่อนเรื่อยๆ (หลังจากเดินมาได้ไม่นาน วิกกี้ก็ตามเราทันอย่างที่เค้าบอกจริงๆ)

12499356_10207970771564578_1005169979_o
เส้นทางเดิน 1 กิโลแรกยังพอมีทางเดินเรียบๆ และไม่ชันมากให้เดินอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นก็มีเพียงทางขึ้น ขึ้น และขึ้นเท่านั้นที่รออยู่ เส้นทางเกือบทั้งหมดถูกทำเป็นขั้นบรรไดไว้แล้ว แต่นักเดินป่าส่วนใหญ่มักจะบอกว่าการเดินตามขั้นบรรไดนั้นยากและทรมานกว่าเส้นทางที่ไม่จำกัดระยะก้าวขาของเรา ตลอดเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด วิวเบื้องหลังที่สวยบาดจิตบาดใจ กับสภาพป่าที่สลับเปลี่ยนไปมา จนทำให้บางครั้งฉันนึกย้อนถามตัวเองว่ากำลังเดินอยู่ที่ใดบนโลกกันแน่ บางช่วงป่าก็เป็นสีส้ม บ้างก็เขียว บ้างก็น้ำตาล บ้างก็แห้งแล้ง บ้างก็เขียวชะอุ่ม สลับสับเปลี่ยนไปมาตลอดทาง รวมทั้งอากาศที่ร้อนบ้าง หนาวบ้าง และหนาวมากบางช่วง ที่ทำเอาร่างกายปรับตัวไปมาแทบจะไม่ทัน ต้นไม้ และ ดอกไม้แปลกๆ ก็มีให้เห็นตลอดเส้นทาง

12071774_10154047094500746_1875507640_n 12442717_10154047094535746_193931886_n 10494617_10152597765415746_4784088754250812827_n
พวกเราใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 7 ชั่วโมง ก็มาถึง Laban Rata จุดพักคืนแรกก่อนขึ้นยอดคินาบาลูในวันรุ่งขึ้น ที่ Laban Rata ถือว่าเป็นจุดรวมตัวของนักเดินทางทุกคนที่ต้องมาลงทะเทียนยืนยันตัวว่าถึงที่หมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่รับกุญแจที่พัก เป็นที่ทานอาหาร และ เป็นที่นัดหมายสำหรับเช้าวันขึ้นยอด ซึ่งในราคาที่พักที่จ่ายมาล่วงหน้า ได้รวมอาหารไว้แล้ว 3 มื้อ คือมื้อเย็นวันนี้ และมื้อเช้า&กลางวัน ในวันพรุ่งนี้

12810337_10207970784124892_1805008872_o
เมื่อลงทะเบียน, รับกุญแจ และทานอาหารเย็นเรียบร้อย พวกเราต้องเดินทางต่อไปที่ Gunting Lagadan Hut ซึ่งเป็นที่พักในคืนนี้ที่อยู่สูงขึ้นไปอีก 300 เมตร!! ณ วินาทีนี้เมตรเดียวก็ไม่อยากเดินแล้ว 300 เมตร ณ ความสูง 3,200 m. และ อุณภูมิที่ลดลงเหลือ 2 องศานั้นช่างเป็นเรื่องโหดร้ายที่สุด

702919_10154047094855746_1446556280_n IMG_3453
หลังจากที่ลากตัวเองขึ้นมาจนถึงที่พัก ก็เตรียมแยกของที่จะติดตัวขึ้นยอดเขา โดยกระเป๋าใบใหญ่สามารถทิ้งไว้ในห้องพักก่อนได้ เมื่อกลับลงมาจากยอดเขายังมีเวลามากพอที่จะอาบน้ำเก็บของที่เหลืออีกครั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องอาบน้ำในคืนนี้ ก็ข้ามไปก่อนเพื่อช่วยอุทยานประหยัดน้ำ อิอิ

ฉันพยายามข่มตาให้หลับในเวลา 2 ทุ่ม แต่มันก็ไม่ได้ง่ายนัก บ้านพักหลังที่ได้ มีเพื่อนร่วมทางอีกกว่า 10 ห้องซึ่งทุกคนเป็นกรุ๊ปเดียวกัน ทุกคนดูสนุกสนาน ร่าเริง พูดคุยกันด้วยเสียงดังกลบเสียงลม ฉันคงไม่รู้สึกอะไรถ้าที่นี่เป็น กลางเมืองที่มีสิ่งรื่นรมณ์ล้อมรอบตัว แต่ ณ ตอนนี้ ที่นี่คือยอดเขาที่เงียบสงบ ธรรมชาติหยุดนิ่ง สิ่งที่ผู้มาเยือนอย่างเราควรทำคือการดื่มด่ำกับความเงียบนี้ให้มากที่สุด และพึงระลึกไว้เสมอว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว
ท้ายที่สุดกว่าฉันจะข่มตาให้หลับได้ก็จบลงที่ 5 ทุ่ม และสะดุ้งตื่นมาอีกครั้งตอนเที่ยงคืนเพราะอากาศที่หนาวจัด พยายามจะนอนต่อแต่ก็หลับไม่ลงเพราะความหนาว จึงตัดสินใจลุกขึ้นแต่งตัวเดินกลับลงไปที่ Laban Rata อีกครั้ง

ฉันนั่งทานอาหารเช้าในเวลาตี 1 การต้องกินอาหารแบบผิดเวลาขนาดนี้ทำให้ต้องฝืนใจกันพอดู สุดท้ายก็ฝืนหยิบขนมปังกินไปหนึ่งชิ้นกับกาแฟหนึ่งแก้ว หลังจากนั้นไม่นานฉันเริ่มปวดหัว ไม่แน่ใจว่าจากอาการแพ้ที่สูงหรือจากการอดนอนกันแน่ ฉันโยนยาแก้ปวดและยาลดความดันเข้าปากไป 2 เม็ด วิกกี้ก็เดินยิ้มผ่านประตูเข้ามาหลังจากที่ฉันกระดกน้ำอึกสุดท้ายพอดี วิกกี้ให้เวลาเราอีก 10 นาทีเพื่อเตรียมตัว แล้วเริ่มออกเดินทางขึ้นยอดตอนตี 2 กับอากาศ 0 องศา พร้อมความมืดสนิทรอบตัวเรา

12874176_10207970799445275_456065982_o

ฉันเดินตามวิกกี้ไปเรื่อยๆ และสังเกตุเห็นป้ายที่คุ้นตา เหมือนป้ายหน้าบ้านพัก ใช่! มันคือทางเดียวกับทางขึ้นยอดเขา

“ก็ดีน่ะ เดินขึ้น เดินลง เหมือนได้วอล์มขาไปในตัว” คำพูดในหัวที่ใช้ปลอบใจตัวเอง

ฉันเดินตามแสงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวที่พกมาจากเมืองไทย ด้วยจำนวนคนและความมืดทำให้การเดินเป็นไปอย่างเชื่องช้าในช่วงแรก และยิ่งช้ากว่าเดิมเมื่อทางเดินเริ่มเปลี่ยนจากบรรไดเป็นพื้นหินภูเขา ฉันมองอะไรไม่เห็นนอกจากเชือกสีขาวเส้นใหญ่ที่วิกกี้ยื่นให้ พร้อมเสียงกำชับ

“จับให้แน่นอย่าปล่อย ค่อยๆ เดินไปตามเชือก มองแค่เชือก เดินช้าๆ ไม่ต้องรีบ”

ฉันทำตามอย่างว่าง่าย วิกกี้เดินอยู่ข้างๆ ฉันตลอด โดยไม่ได้แตะต้องเชือกแม้แต่นิดเดียว

“ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยหนิ วิกกี้ก็เดินได้ปกติไม่เห็นต้องจับเชือก” ฉันแอบสงสัยในใจ

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินบนเส้นทางนี้ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เดินยากที่สุด ทรมานที่สุด หนาวที่สุด เหนื่อยที่สุด ระยะทางแค่ 2 km. แต่ใช้เวลาเดินขึ้นมาถึง 4-5 ชั่วโมง จากที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงมาตลอด ณ ตอนนี้ ฉันเดินได้ครั้งล่ะ 3-4 ก้าวก็ต้องหยุดเพราะลมแรงที่หนาวบาดใจ ยิ่งเดินสูงขึ้นออกซิเจนในอากาศก็ยิ่งบางเบา ฉันปวดหัวแทบระเบิด ต่อสู้กับอาการแพ้ที่สูง ความมืด ความหนาว สติฉันแตกกระเจิง สับสน เริ่มสงสัยว่านี่คือเรื่องจริง หรือกำลังฝัน รอบๆ ตัวมันดูไกลความจริง มันเบลอๆ ยังไงบอกไม่ถูก

12674111_10154047094945746_120867770_n

ฉันก้มหน้าก้มตาเดินพร้อมทะเลาะกับตัวเองมาอย่างทรมาน ในที่สุดก็ถึงยอด South Peak ที่ความสูง 3,933 m. “เย่ๆๆๆ ถึงแล้วววววว” ฉันตะโกนสุดเสียง

12674856_10207970803885386_1463998425_o

“ใกล้แล้วกะต่าย อีกแค่ 600 เมตรก็ถึงยอด Low Peak แล้ว” เสียงพี่ปั้น ชายหนุ่มที่เดินข้างกายฉันมาตลอดทาง เสียงที่ดับความดีใจของฉันไปชั่วขณะ

“อ้าว นี่มันยังไม่ถึงหนิ”

“เอ๊า! ไปก็ไป เดินให้มันถึง ทำให้มันจบๆ ไป” เป็นอีกครั้งที่ต้องสะกดจิตตัวเอง

IMG_3457

ฉันเดินๆ หยุดๆ เพราะหายใจไม่ออกและปวดหัว ไออากาศเย็นที่สูดเข้าปอดยิ่งเพิ่มความหนาวเป็นทวีคูณ ฉันหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ ฝนไม่ได้ตก ฉันแค่ต้องการหาสิ่งใดก็ได้มาใส่เพื่อเพิ่มความอุ่นให้ร่างกายแม้เพียง 1 องศาก็ตาม ตอนเตรียมของที่เมืองไทยก็มั่นใจมาตลอดว่าเตรียมเครื่องกันหนาวมาเพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง เสื้อที่หนาแต่ไร้คุณภาพตัวนี้ แทบจะให้ไออุ่นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

เสื้อกันฝนราคาถูกขาดเป็นเสี่ยงๆ จากแรงลม ฉันหยุดเพื่อเก็บเศษเสื้อกันฝนที่ขาดไม่เป็นชิ้นดีใส่กระเป๋า มองไปที่เส้นขอบฟ้าและภาวนาให้พระอาทิตย์มาทำงานก่อนเวลา และในขณะที่ต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก เสียงสวรรค์ก็เกิดขึ้น

12476544_10154047095020746_1131794785_n

“ส่งมือมากะต่าย เราถึงยอดแล้ว” พี่ปั้นพูด พร้อมยื่นมือมาดึงฉันให้ข้ามหินก้อนสุดท้าย

ฉันเงยหน้ามองป้ายบอกความสูงที่ 4,095.2 เมตร ฉันอยู่ที่นี่แล้ว! สำเร็จแล้ว! ยอด Low Peak ที่นั่งเพ้อหามากว่า 6 เดือน อยู่ที่ตรงนี้แล้ว!

“ Low Peak! ถึงแล้วโว๊ยยยยยยยยยย” ฉันตะโกนสุดเสียงจนคนรอบข้างพากันหัวเราะและปรบมือให้ ฉันนั่งลงข้างๆ ป้ายและมองหาน้องอีก 2 คนที่มาด้วย

“เจ้! บอลไม่ไหวแล้ว หนาวเหมือนจะขาดใจ” น้องที่มาด้วยกันตะโกนบอก

“ต้องไหวดิว่ะ” พี่ปั้นตะโกนตอบ พร้อมเดินกลับไปรับ โดยมีวิกกี้ที่ทั้งดึงและดันให้น้องอีก 2 คนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ไปให้ได้
15 นาทีต่อมา เราทั้ง 4 คนก็มานั่งอยู่ข้างป้าย และตะโกนกันอย่างบ้าคลั่ง ภาพ 360 องศาของพวกเราสวยงามจนไม่รู้จะเทียบกับอะไร และไม่รู้จะอธิบายถึงความรู้สึก ณ วินาทีนั้นยังไงจริงๆ

10488333_10152597764900746_7632755811497823176_n

ฉันหลบมุมมานั่งข้างๆ รั้วที่กั้นเขตอันตราย มองไปรอบๆ แล้วทำให้คิดถึงเรื่องราวของภูเขาแห่งนี้ที่ได้รับรู้มา

“ชาว saba ยกย่องภูเขาคินาบาลู ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สถิตย์ของพระเจ้า การได้ขึ้นมาถึงยอดเขาและได้สวดมนต์บนยอดเขาแห่งนี้ ถือเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ราวกับว่าตนนั้นได้อยู่บนสรวงสวรรค์”

ฉันไม่แปลกใจเลยที่ชาว saba จะคิดเช่นนั้น เพราะจากภาพที่เห็น ที่นี่ ลึกลับ น่าเกรงขาม และสวยงามเหลือเกิน

12443704_10207970802445350_1538187090_o

พวกเราชื่นชมความงามอยู่ได้เพียงไม่นานก็ต้องกลับลงมาเพราะอากาศที่หนาวจัด วิกกี้แนะนำวิธีเดินลงให้เราแบบไม่ทำให้เจ็บเข่าจากความชัน ด้วยการเดินเฉียงไปเฉียงมาเหมือนปู เพื่อลดการเกร็งของขาและเข่า ฉันเดินเพลินๆ เพราะสนุกกับการเดินลงแบบใหม่ จนเงยหน้ามาอีกครั้ง

IMG_3461

“โคตรสวย! เห็นเมืองทั้งเมืองหมดเลย”

ตอนนี้ฟ้าสว่างหมดแล้ว วิวตอนขาลงจึงถือเป็นรางวัลที่ยอมปีนป่ายฝ่าความมืดมาเมื่อคืน ฉันเดินมาเรื่อยๆ และได้เห็นเส้นทางที่โหนเชือกมาเมื่อเช้ามืด มันเป็นหน้าผาและเหวลึกเกือบทั้งหมด! เอาเข้าจริง ความมืดก็มีประโยชน์น่ะ อย่างน้อยก็ในแง่ของจิตใจ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ว่าทำไมวิกกี้ถึงย้ำนักหนาว่าอย่าปล่อยเชือกและให้มองเพียงเชือกเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจยิ่งกว่า คือวิกกี้สามารถเดินขอบหน้าผาโดยแทบจะไม่มองทางได้ยังไง! คิดไปก็เดินขาสั่นๆ ไปด้วย เมื่อผ่านขอบเหวมาได้วิกกี้ให้เราเร่งฝีเท้าเพื่อลงมาให้ทันอาหารเช้าที่ Raban Rata

IMG_3456

สำหรับการเดินลงนั้นใช้เวลาไม่นานพวกเราก็มาถึงที่พัก ต่างคนต่างแยกย้ายไปเก็บข้าวของ อาบน้ำ และลงมาทานอาหารที่ Raban Lata ได้ทันเวลา ก่อนที่จะเดินกลับอุทยานแบบรวดเดียวจบ

12516181_10154047094720746_356292147_n

ในช่วงแรกฉันคิดในใจว่าตอนลงน่าจะสบายกว่าขาขึ้นมาก แต่ตรงข้าม การเดินนวดขามาทั้งวันทั้งคืนทำให้เวลาเดินลงที่ต้องเกร็งขาตลอดเวลา ก่อให้เกิดอาการปวดหน้าขาและเข่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังโชคดีที่มีเจ้าไม้เท้าที่คอยพยุงเข่าไม่ให้กระแทกมากนักเวลาก้าวขาลงแต่ล่ะข้าง

12787629_10207970781484826_843192207_o

พวกเราเดินมาถึงอุทยานในเวลา 4 โมงเย็นในสภาพหิวโซ วิกกี้พาฉันและทีมมาลงทะเบียนครั้งสุดท้ายเพื่อยืนยันว่าเรากลับมาถึงแล้วอย่างปลอดภัย วิกกี้ให้เราพอเค้าสักครู่ เพียงอึดใจเดียว วิกกี้กลับมาพร้อมใบประกาศนียบัตรที่มีชื่อพวกเราพิมพ์อยู่ในนั้นเรียบร้อย มอบให้แต่ละคนเป็นของที่ระลึกและยืนยันว่าเราเดินทางถึงยอด Low Peak สำเร็จแล้วนั่นเอง

เมื่อกล่าวขอบคุณและร่ำลากันเป็นที่เรียบร้อย เราทั้ง 4 ก็พุ่งตัวไปร้านอาหารตรงข้ามอุทยานและกินทุกอย่างที่ขวางหน้าก่อนที่จะกลับมาเก็บสัมภาระที่ฝากไว้ที่อุทยานเมื่อวันก่อน และเดินทางกลับลงไปที่เมืองโคตา โดย Taxi สนนราคา 80 ลิงกิต เพราะไม่มีรถตู้โดยสารให้เห็นเลยแม้แต่คันเดียว

ในขณะที่กำลังเดินทางกลับเข้าเมืองโคตา ภาพยอดเขาคินาบาลูยังอยู่ตรงหน้า ฉันมองยอดเขาอย่างเนิ่นนานเหมือนครั้งแรกที่เห็น พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ฟ้าถูกย้อมไปด้วยสีส้มสวย ทำให้ภูเขาสีดำลูกนั้นดูอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด

“ฉันไม่กลัวเธอเหมือนตอนแรกแล้วนะ”

สายตาฉันจับจ้องที่ภูเขาจนลับตา ไม่น่าเชื่อว่าขึ้นไปอยู่บนยอดนั้นมาแล้ว “คินาบาลู” สอนให้รู้ว่า

“ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าเราตั้งใจ”

และยอดเขาสีดำสูงเสียดฟ้ายอดนี้ จะอยู่ในหัวใจและความทรงจำของฉันตลอดไป

12325493_10207970781044815_1775581199_o

** ภูเขาแห่งความตาย – ชื่อนี้มาจากในอดีตการจะขึ้นยอดคินาบาลู 1 ครั้งต้องบูชาด้วยการเชือดไก่ 1 ตัว เพื่อเป็นการขออนุญาติภูเขาให้เปิดทาง และคุ้มครองพวกเค้าให้ปลอดภัย แต่ในปัจจุบันจะมีพิธีบูชาเพียงครั้งเดียวโดยใช้ไก่ 12 ตัว ถือว่าเป็นประเพณีของที่นี่เพื่อแสดงความเคารพต่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

**สิ่งก่อสร้างทุกอย่างตลอดเส้นทางขึ้นคินาบาลู ใช้แรงคนแบกทุกอย่างขึ้นไปทั้งหมด

**เมืองโคตา คินาบาลู มีฝนตกแทบจะตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอากาศบนยอดเขาที่แปรปรวนตลอดเวลา

**อากาศบนยอดคินาบาลูลดต่ำได้จนถึง -6 องศาในฟ้ามืด และพุ่งขึ้นสูงได้ถึง 40 องศาได้เมื่อพระอาทิตย์เริ่มทำงาน

**การเดินทางไปคินาบาลูต้องจองล่วงหน้าผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

**ก่อนเดินทางควรเตรียมร่างกายและอุปกรณ์กันหนาว, กันฝน ให้พร้อม

**ควรเตรียมของใช้และของกินบางส่วนไปจากเมืองไทย เพราะของใช้ที่โคตานำเข้าจากไทยและราคาสูงกว่าเท่าตัว

**Taxi ที่โคตา มักโกงราคานักท่องเที่ยวเสมอ ควรศึกษาราคาให้แน่นอนก่อนใช้บริการ

**เมืองโคตา คินาบาลู มีแหล่งดำน้ำที่สวยติดอันดับโลก

**เมืองโคตา เป็นเมืองแห่งทุเรียน

**เมืองโคตา มีสแตมป์ขายเพียงที่เดียวคือที่ไปรษณีเท่านั้น

**ห้องน้ำสาธารณะที่นี่ ค่อนข้างทำร้ายจิตใจมากเลยทีเดียว

**เมื่อเรายืนตรงกลางเมืองโคตา ฝั่งขวาจะเจริญสุดๆ ในขณะที่ฝั่งซ้ายนั้นโลเคิ่ลสุดๆ เช่นกัน

**น้ำเปล่าที่นี่ราคาแพงกว่ากาแฟเย็น

10425044_10152597772055746_2322478790427324607_n

Rabbit

1 COMMENT

  1. อยากสอบถามเรื่อง Agent ครับผม ว่าใช้ของอะไรครับ (อยากทราบราคาด้วยครับ)

LEAVE A REPLY