สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเส้นทางที่ทอดไปบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดตา เสียงไม้เท้าเดินป่าดังต๊อกแต๊กไปตามจังหวะเดินของพวกเราแต่ละคน

“ปั๊ป ขอหยุดรอสักพักนะครับ เดี๋ยวเดินตามไป เดินช้าแล้วเมื่อยมากครับ” เด็กชายบอกผมด้วยหน้าตาหงุดหงิดเล็กน้อย

man&son 5

จะเรียกว่าเด็กชายก็คงไม่ถูกนัก ลูกชายผมอายุ 22 เขาเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว

“ตามสบายครับ อย่าทิ้งห่างนักนะครับ” ผมพยักหน้า เมื่อตอนเริ่มออกเดิน เขาออกเดินไปในกลุ่มหน้าของคณะเราตามประสาชายหนุ่มที่อยากจะโลดแล่นออกไป ผมเองเป็นคนเรียกเขาให้มาเดินปิดท้ายกับพ่อ เพื่อจะช่วยดูแลคนในคณะ

ผมอยากจะสอนลูกชายให้เข้าใจว่าการเดินหลังขบวนและคอยดูแลคนทุกคนในคณะให้ถึงแค้มป์ได้ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าการที่จะเป็นเป็นผู้นำกลุ่มหรือการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าแข็งแรงโดยการเดินนำไปข้างหน้า และบทเรียนนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของชีวิต

แต่ผมก็ไม่ได้อธิบายเป็นคำพูด เพราะผมเข้าใจดีว่าชายหนุ่มวัยนี้ไม่ต้องการฟังบทเรียนอะไรจากพ่อมากนัก

man&son 14

การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินป่าที่ไกลที่สุดในชีวิตของผม เส้นทางเดินเทรลที่ชื่อ “King’s Trail” ทางตอนเหนือของสวีเดนในดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลที่เรียกขานกันว่า Swedish Lapland ดินแดนที่เต็มไปด้วยความทุรกันดารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว และห่างไกลปราศจาก”ความเจริญ” ใดๆแม้จนถึงทุกวันนี้

เราวางแผนที่จะมาเดินเทรลเส้นนี้กันมานานหลายเดือนล่วงหน้า ผมเอ่ยปากชวนลูกชายที่เรียนจบมหาวิทยาลัยในปีนี้ว่า “ไปเที่ยวกับพ่อสักครั้งก่อนจะทำงานนะ” เขาก็รับปาก

นั่นเป็นเรื่องที่ผมดีใจและตื่นเต้นมาก เพราะแม้ว่าเราจะเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกันและอบอุ่นพอสมควรเมื่อเทียบกับมาตรฐานของสังคมปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายที่โตเป็นหนุ่มแล้วย่อมมีการห่างกันไปอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อเขาเรียนจบแล้วและกำลังจะเริ่มทำงาน นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เที่ยวกับแบบนี้

การเดินทางที่เรียกว่า Backpacking แท้ๆเช่นนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของพวกเราทุกคน เส้นทางของเราที่จะเดินในรายการที่ชื่อว่า Fjallraven Classics ยาวไกลถึง 110 กิโลเมตร โดยที่เราวางแผนจะเดินกันให้ถึงปลายทางในเวลา 5 วัน ซึ่งก็หมายถึงว่าทุกวันเราจะต้องแบกเป้เดินกว่ายี่สิบกิโลเมตร สัมภาระเครื่องใช้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเต้นท์เครื่องนอน,​เครื่องครัว, อาหาร, ฯก็จะต้องใส่เป้แบกกันไปเองทั้งหมด

จากวันแรกที่เริ่มเดินเราก็รู้แล้วว่าเส้นทางนี้ยาวไกลว่าที่คิดไว้ยิ่งนักเพราะเราทำระยะทางได้เพียง 19 ก.ม. ก็หมดแรงกันหมด เห็นได้ชัดว่า พอกางเต้นท์เสร็จทุกคนต่างเข้าไปนอนสลบกับภายในเวลาไม่กี่นาที

man&son 9

King’s Trail เป็นเส้นทางเดินเท้าที่เป็นที่นิยมมากของชาวยุโรปในช่วงฤดูร้อน ผู้คนบนเส้นทางนี้มาจากที่หลากหลาย เราเจอคนจากประเทศต่างๆนับไม่ถ้วน ผู้คนที่มาเดินวัยต่างๆกันตั้งแต่เด็กๆอายุ 4 ขวบที่พ่อแม่พามา ไปจนถึงคู่คุณลุงคุณป้าที่เดินจูงมือกันมาในวัยใกล้ๆเจ็ดสิบ วัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งของที่นี่เข้มแข็งมาก มันสร้างให้ผู้คนของเขาที่ได้ออกมาเดินทางไกลตั้งแต่เด็กเป็นคนที่แข็งแกร่งและพึ่งพาต้นเองได้ พวกเขาอยู่กับธรรมชาติได้ด้วยจิตสำนึกที่ถูกปลูกฝังมาแทนที่จะเป็นกฎระเบียบหยุมหยิมที่ไม่สามารถควบคุมได้จริง ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ เส้นทางที่เราเดินและแค้มป์กันที่ยาวไกลถึง 110 กิโลเมตรนั้นมีคนเดินนับหมื่นๆคนในแต่ละฤดู ไม่มีจุดทิ้งขยะแต่ก็ไม่มีขยะบนเส้นทางให้เราเห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ผมดีใจมากที่ลูกชายผมได้มีโอกาสมาเห็นและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเช่นนี้  มันย่อมจะส่งผลดีกับความคิดและการตัดสินใจของเขาในการใช้ชีวิตในอนาคตแน่ๆ

บนเส้นทางนั้นเราพบเจอกับผู้คนมากมายทั้งที่เดินไปทางเดียวกับเรา หรือเดินสวนมา ผมทักทายพวกเขาเกือบทุกคน หลายคนก็ยิ้มให้ บางคนก็หยุดเพื่อทักทายและพูดคุยกัน ในระหว่างที่คุยกับเพื่อนร่วมทาง ผมก็แอบชำเลืองมองสายตาของลูกชายผมที่ยืนมองอยู่ห่างๆอยู่เสมอ ลูกชายผมเป็นคนเงียบๆ เขาไม่ค่อยจะเข้าไปทักทายใครก่อน

man&son 4วันนั้นเป็นวันที่สามของการเดินที่ยาวนาน เราเริ่มใต่ขึ้นบนช่องเขาชัน ขณะที่ผมกำลังขมักเขม้นกับการก้าวใต่ทีละก้าวและเสียงหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรง เสียงจากข้างหลังทำให้ผมต้องหันมามอง

“พ่อครับ วิวข้างหลังสวยมากเลยครับ”

ผมหันหลังกลับมาเห็นภาพชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองวิวข้างหน้าman&son 17

จากความสูงที่ยืนอยู่ เรามองได้ไกลสุดสายตา สายน้ำเล็กๆที่งดงามคดเคี้ยวอยู่ขนานกับเส้นทางยาวไกลที่เราเดินผ่านมา ทุ่งสองข้างลำน้ำเต็มไปด้วยดอกไม้ธรรมชาติที่แทงยอดขึ้นมาแซมสลับอยู่ในทุ่งหญ้า ห่างออกไปทั้งสองข้างซ้ายขวา เรามองเห็นเทือกเขาสูงตระหง่านที่ขนาบทุ่งที่กว้างใหญ่นั้นก่อเกิดให้เป็นวิวที่งดงามอย่างที่มันเคยเป็นมานับร้อยนับพันปี  ภาพข้างหน้างดงามอย่างที่เราแทบจะไม่เชื่อสายตาว่ามีอยู่จริง

แต่มันก็ทำให้ผมนึกถึงภาพหนึ่งที่ผมเคยเห็น

านมาแล้ว ปีนั้นเป็นปีสุดท้ายที่ผมเรียนอยู่ พ่อบินมาหาผมในตอนที่ผมปิดภาคฤดูร้อน

บ้านเราไม่ได้ร่ำรวย พ่อเป็นคนที่สมถะมาก เท่าที่ผมจำความได้พ่อไม่เคยซื้อรถใหม่มาใช้ ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศอย่างที่คนอื่นเขาไปกัน แต่ครั้งนี้พ่อเดินทางมาหาผมถึงอเมริกา ผมเข้าใจดี เพราะพ่อถือเป็นการฉลองกับภาระสุดท้ายที่จะต้องส่งลูกชายคนเล็กเรียนจนจบ

แต่ผมก็อดหงุดหงิดไม่ได้ที่พ่อมาถึงก่อนเวลาที่เรานัดกัน พ่อมาในขณะที่ผมยังลงเรียนวิชาภาคฤดูร้อนอยู่ เราก็เลยยังไปเที่ยวไหนกันไม่ได้ และพ่อต้องมาพักอยู่กับผมที่อพาตเม้นต์เล็กๆ

พ่อเป็นคนช่างคุยกว่าผมมาก พ่อคุยและทำความรู้จักกับคนในอพาตเม้นท์ที่แม้ผมยังไม่เคยรู้จัก เพื่อนๆผมทุกคนที่แวะมาก็นั่งคุยกับพ่อจนดึกดื่น จนหลายๆครั้งผมกลายเป็นคนที่นั่งดูจากวงนอก

และแน่นอนละ ผมหงุดหงิด

ในที่สุดเราก็ได้ออกไปเที่ยวกัน ผมขับรถเก่าๆของผมตระเวนเที่ยวไปกับพ่อ  ป่าดงและแค้มป์เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างพ่อกับผมเสมอมา ตั้งแต่เด็กผมเป็นฝ่ายที่จะคอยเรียกร้องให้พ่อพาไปนอนเต๊นท์ในป่าเสมอมา แต่คราวนี้ผมจะเป็นคนพาพ่อไปบ้าง

เราไปที่ Yosemite National Park จาก Yosemite Valley อันโด่งดัง เราขับรถไปบนถนนที่พาดผ่าน Yosemite ไปทางทิศตะวันออกที่เปิดให้วิ่งเฉพาะช่วงฤดูร้อน

เราจอดรถถ่ายรูปกัน จากจุดชมวิวเรามองได้ไกลสุดสายตา สายน้ำเล็กๆที่งดงามคดเคี้ยวอยู่ในทุ่งโล่ง ทุ่งสองข้างลำน้ำเต็มไปด้วยดอกไม้ธรรมชาติที่แทงยอดขึ้นมาแซมสลับอยู่ในทุ่งหญ้า ห่างออกไปทั้งสองข้างซ้ายขวา เรามองเห็นเทือกเขาสูงตระหง่านที่ขนาบทุ่งที่กว้างใหญ่นั้นก่อเกิดให้เป็นวิวที่งดงามอย่างที่มันเคยเป็นมานับร้อยนับพันปี  ภาพข้างหน้างดงามอย่างที่เราแทบจะไม่เชื่อสายตาว่ามีอยู่จริง

DadYosemite1990

เราไปตั้งแค้มป์กันที่ Tuolumne Meadows Camp เมื่อกางเต๊นท์เสร็จ เช่นเดิม พ่อก็เดินทักทายผู้คนในแค้มป์จนรู้จักเขาไปทั่ว ผมเองซะอีกที่อายว่าทำไมพ่อจะต้องไปคุยกับเขาด้วย เพราะผมรู้สึกว่านิสัยฝรั่งที่นี่ชอบอยู่สงบๆมากกว่า แต่ก็ไม่เห็นมีใครแสดงท่าทีไม่พอใจ ทุกคนคุยกับพ่ออย่างยิ้มแย้ม

เรานั่งทำกับข้าวทานกันอย่างง่ายๆ ในขณะ “เพื่อนใหม่” ของพ่อแวะมาโบกมือทักทายจากแค้มป์ข้างๆ

จากอากาศที่ร้อนจนเหงื่อแตกตอนกลางวัน และเย็นสบายในตอนค่ำ กลางดึกนั้นพายุลูกเห็บก็กระหน่ำใส่แค้มป์ จนมีน้ำแข็งอยู่นอกเต้นท์ที่เรานอนอยู่สูงร่วมคืบ และเมื่อมันละลายไหลเข้ามาก็เเหมือนเรากำลังนอนกันอยู่ในตู้เย็น

แต่หากในความทรงจำของผม คืนนั้นคือการนอนแค้มป์ที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต

man&son 10มีคนเคยกล่าวว่า “ลูกชายจะไม่เชื่อและอาจจะถึงกับต่อต้านสิ่งที่พ่อสอน แต่หากจะทำตามสิ่งที่พ่อทำ

ลมพัดแรงจนเราแทบจะเซลงข้างทาง ความเย็นเยือกจากลมนั้นทำให้ผมหนาวแทบสั่น

“ไม่หนาวหรือลูก ใส่เสื้อเพิ่มดีกว่า เดี๋ยวไม่สบาย” พอผมพูดจบประโยค ลูกชายผมก็หยุดปลดเป้ลง แล้วถอดเสื้อแจ๊คเก็ตบางๆที่เขาใส่อยู่ออกเก็บใส่เป้

“ปั๊ป ร้อนครับ เหงื่อแตกแล้ว” ว่าแล้วก็คว้าเป้ขึ้นหลังเดินต่อไป
ผมไม่พูดซ้ำ เพราะผมรู้ว่าลูกชายผมถ้าเอ่ยปากแล้วอย่าไปพูดอีกไม่มีทางยอมเปลี่ยนใจ นิสัยดื้อแบบนี้ถ้าผมไม่ส่องกระจกผมก็คงนึกไม่ออกจริงว่าเขาไปเอามาจากใคร

วันนี้เป็นที่สี่ของการเดิน เป็นวันที่เราเดินกันยาวไกลที่สุด เพราะต้องการทำเวลาให้จบใน 5 วันประกอบกับหาที่แค้มป์ที่เหมาะๆไม่ได้ เราเดินกันมากว่า 23 กิโลเมตรจนค่ำแล้วก็ยังไม่ได้หยุดพักกัน

ผู้หญิงฝรั่งวัยกลางคนสองคนเดินแซงพวกเราไปบนเส้นทางนั้น ปั๊ปเดินตามและเข้าไปทักทายพูดคุยด้วยอย่างยิ้มแย้มสักพักใหญ่ก็ชะลอฝีเท้ากลับมาเดินกับผม

“สองคนนั้นมาจากนอร์เวย์ครับพ่อ เขาเคยมาเดินเส้นนี้แล้ว เดินเร็วมากเลย เขาบอกว่าจากนี้ไปจนถึงเช็คพ้อย์ทข้างหน้าอีกสี่ห้ากิโล จะไม่มีพื้นที่ให้พักเลยครับ”

“พี่เติร์ด เป็นไงบ้างครับไหวมั๊ย” ปั๊ปเดินไปคุยกับเติร์ดผู้มีอาการเจ็บขาและเดินมาอยู่ท้ายขบวน
“พักก่อนดีกว่าครับ พักยาวๆเลยก็ได้ เดี๋ยวเราค่อยเดินต่อไปด้วยกัน”
“เติมพลังหน่อยครับพี่” ปั๊ปยื่นขนมให้ ก่อนที่เราจะเดินเขย็กไปด้วยกันจนถึงจุดแค้มป์

ในที่สุดเราก็เดินมาถึงเมือง Abisko อันเป็นปลายทางเสียงปรบมือและรอยยิ้มอันอบอุ่น ของสหาย Backpacker ที่ต้อนรับเราที่เส้นชัยทำให้หัวใจเราพองโต

ค่ำวันนั้นเราเข้าไปอยู่ในกระโจมใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลายหลายเชื้อชาติแต่ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันคือเผ่าคนกลางแจ้ง

man&son 16

มิตรภาพที่อบอุ่น รอยยิ้มที่รายล้อมสร้างบรรยากาศค่ำคืนนั้นให้สนุกสนานอย่างบอกไม่ถูก ดนตรีที่บรรเลงในช่วงดึกทำให้กระโจมใหญ่นั้นกลายเป็นฟลอร์เต้นรำนานาชาติ

“ออกไปเต้นกับเขาซิลูก” ลูกชายผมยังนั่งยิ้มนิ่ง ผมจึงเดินไปชนแก้วกับสหายร่วมเผ่าที่เพิ่งจะเห็นหน้ากันในวันนี้อย่างสนุกสนานและยืนโยกไปตามจังหวะเพลงในวงล้อมของผู้คน พอได้ที่อีกนิดก็เริ่มรำวงกับสหายชาวฮอลแลนด์

สักพักใหญ่ผมจึงเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาท่าทางคุ้นๆคนหนึ่งไปยืนโยกตัวตามจังหวะเพลงอยู่ไม่ห่างไปนัก

เมื่อดนตรีเลิกตอนเที่ยงคืน เราเดินกลับเต๊นท์กัน แม้จะเป็นยามดึกเช่นนี้แต่ท้องฟ้าของ Lapland ที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือนิดเดียวยังคงส่องแสงสีฟ้าระเรื่อให้เราเดินไปตามทางได้อย่างสบาย

“ปั๊ปกางเต๊นท์ไว้เรียบร้อยแล้วครับ ไกลหน่อยนะครับพ่อ”

“ปั๊ปรู้มั๊ยว่าตอนพ่ออายุเท่าปั๊ปตอนนี้ คุณปู่เคยไปหาพ่อ แล้วเราก็ไปเที่ยวกัน ……..”
ผมได้โอกาสที่จะเล่าเรื่องราวครั้งเก่าให้ลูกชายฟังระหว่างที่เดินกลับเต๊นท์

“สักวันหนึ่งถ้าปั๊ปมีลูกแล้วก็เล่าให้เขาฟังนะว่าปู่เคยพามาเดิน 110 กิโลเมตรที่สวีเดน”
ผมเห็นชายหนุ่มคนนั้นยิ้มกว้างใต้แสงอาทิตย์เที่ยงคืน

คืนนั้นอากาศที่ Abisko หนาวเย็น แต่หากในความทรงจำของผม คืนนั้นคือการนอนแค้มป์ที่อบอุ่นที่สุดในชีวิตอีกคืนหนึ่ง

มีคนเคยกล่าวว่า “ลูกชายจะไม่เชื่อและอาจจะถึงกับต่อต้านสิ่งที่พ่อสอน แต่หากจะทำตามสิ่งที่พ่อทำ”

ผมว่านั่นก็คงมีส่วนจริงอยู่บ้างครับ

man&son 11

7 COMMENTS

  1. เป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้น อบอุ่น และน่าอิจฉามาก สักวันหนึ่งผมจะพาลูกชายไปเดินตามรอยแบบพี่บ้างครับ

  2. ผมเพิ่งมามีโอกาสได้อ่านบันทึกนี้ในปี 2017 สายไปนิดแต่ข้อความเหล่านี้ไม่มีวันหมดอายุ

    ผมเป็นลูกชายมาตลอดชีวิตแต่ยังไม่มีโอกาสเป็นพ่อ แต่เช่นเดียวกับปั๊ป ตัวผมเองมักจะฟังพ่อบ้างไม่ฟังบ้างขึ้นอยู่กับสิ่งที่พ่อพูดหรือแนะนำว่าจะสอดคล้องกับความเชื่อของผมในวัยนั้นๆ หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สอดคล้อง!

    เป็นธรรมชาติของคนหนุ่มที่มุ่งหา identity ของตนเอง

    ที่น่าแปลกคือในที่สุดแล้วผมพบว่าความเชื่อหรือหลักคิดนำชีวิตทั้งหลายก็กลับ convert เข้าสู่สิ่งที่พ่อเป็นโดยไม่รู้ตัว แม้จะไม่แนบสนิทเป็นเส้นเดียวกัน แต่ช่องว่างที่เหลืออยู่เป็นผลพวงของยุคสมัยที่แตกต่างเท่านั้น

    พ่อผมพูดกับผมเสมอว่าความดีของการที่เป็นพ่อลูกกัน นอกจากความอบอุ่นของสายใยครอบครัวตามธรรมชาติแล้ว ยังมีความนึกคิด ประสบการณ์ และหลักปรัชญาที่นำชีวิต ที่พ่อสามารถส่งต่อผ่าน generation ไปสู่ลูกได้ พ่อที่สำเร็จในชีวิตคือพ่อที่ส่งผ่านสิ่งเหล่านี้ให้ลูกได้มากที่สุด

    โดยไม่ได้ผ่านคำสั่งสอนแต่ผ่านการดำเนินเองให้ลูกเห็น เพราะลูกชายมักจะต่อต้านพ่อแต่ก็ชำเลืองมองเพื่อจะเลียนแบบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่

    ไว้หากมีลูกชายเองแล้วคงได้มีมุมมองในชีวิตที่อบอุ่นแบบตาเกิ้นมาเล่ากับเขาบ้าง

    ขอบคุณสำหรับบันทึกที่ทำให้นึกถึงพ่อครับ